คัดลอกลิงก์เเล้ว

ลมหนาว และดาวเดือน

โดย E'Nao

เมือลมหนาวพัดมา...พร้อมกับคนในอดีต แต่เพราะลมพัดมาก็ต้องพัดไป เขาคนนั้นกลับมาไม่นานก็ต้องไป เธอคงทำอะไรไม่ได้นอกจากอ้อนวอนดาวเดือนให้หยุดเวลา ความสุขนี้ไว้...

ยอดวิวรวม

569

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


569

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  9 ก.พ. 61 / 16:35 น.
นิยาย ˹ д͹ ลมหนาว และดาวเดือน | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
...สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน...
     ห่างหายไปนานกับการลงนิยาย เราแต่งนิยายอยู่นะ แต่ปิดจบไม่ค่อยลงเท่าไร ก็เลยไม่ได้เอาลง ไม่ว่ากันเนอะ

     นิยายเรื่องนี้ก็มาเป็นนิยายสั้นเหมือนเดิม(แต่งเรื่องยาวอยู่นะ แต่ยังไม่ได้อ่านแก้ รอไปก่อนนะทุกคน) ไม่เพิ่มเติมอะไรเพราะเรายังยืนเรื่องเป็นฉากหลังในเทศกาลปีใหม่เหมือนเดิม เราคงชอบปีใหม่แหละมั้งถึงเขียนแต่เรื่องปีใหม่

     อยากให้ทุกคนตามอ่านนิยายของเราด้วยนะ สัญญาว่าจะพยายามลงนิยายบ่อยๆ(ถ้าไม่ติดขี้เกียจจนเกินไป) ถึงแม้ว่าจะมีคนอ่านนิดหน่อยก็ตามเถอะ แต่เราก็จะยังด้านลงต่อไปอยู่ดี 555555

     ฝากติดตามผลงานอันอื่นๆด้วยนะ ใครยังไม่ได้อ่านเก่าๆของเรา กลับไปอ่านได้นะ

   

     เราได้แรงบันดาลนิยายเรื่องนี้จากการไปนั่งถ่ายรูปดาวที่บ้าน พร้อมกับเปิดเพลงพริบตาไปด้วย แต่ที่ให้ชื่อเรื่องว่า 'ลมหนาว และดาวเดือน' ก็เพราะเราดันไปชอบเพลงที่ชื่อเดียวกันนี้เข้า เพลงความหมายดีๆ ที่สื่อความรู้สึกของนางเอกเราได้
     ปล. รูปกากๆไม่ว่ากันนะ
 E'Nao

เนื้อเรื่อง อัปเดต 9 ก.พ. 61 / 16:35


 

ลมหนาว และดาวเดือน

~ไม่รู้ค่ำคืนนี้ เมือเธออยู่ตรงนั้น จะเห็นดาวดวงเดียวกันกับฉันไหม~

คุณเติมขาาา โทรศัพท์ขาาา” หญิงสาวร่างเล็กวิ่งออกมาจากบ้านหลังเล็ก ตรงไปยังเรือนเพาะชำขนาดไม่เล็กมากไม่ใหญ่มาก

ในเรือนเพาะชำที่เต็มไปด้วยแม่พันธุ์แคตตัส มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังก้มๆเงยๆดูแลต้นไม้ที่เธอรักอยู่ พอได้ยินเสียงแหลมๆของลูกน้อง ก็ตะโกนกลับไป

ฉันอยู่ตรงนี้”

ขาาา” เสียงแหลมนั้นตอบกลับมา ก่อนที่จะรีบวิ่งเอาโทรศัพท์มาให้กับตะวัน

ขอบใจนะ” เติมรับโทรศัพท์มา ก่อนที่จะกดรับสาย

ยัยเติมมมม” เสียงปลายสายดังมาทันทีเมือเธอรับโทรศัพท์ จนต้องรีบยื่นโทรศัพท์ให้ไกลออกจากหู เติมแคะขี้หูของตัวเองเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะแนบโทรศัพท์ใส่หูอีกครั้ง

“ว่าไง”

วันนี้จะมาไหม”

ไปสิ แต่บ่ายๆนะต้องเตรียมต้นไม้ส่งลูกค้าอะ”

โห้ย อะไรอะเนี้ยวันสิ้นปีนะ ยังจะทำงานอีกหรอ” เติมยิ้มบางๆให้กับตัวเองหน่อยๆ ใช่ว่าเธอทำงานวันสิ้นปีสักหน่อย แต่เธอทำทุกวันไม่เว้นวันหยุดตั้งหากละ

เออ เดียวรีบไปละกัน”

อย่าลืมของฝาก”

จะเอากี่ไหละ”

ตามแต่คนทำจะอยากให้เพื่อนเมาคะ” ปลายสายหัวเราะออกมา ทำเอาเติมหัวเราะตามไปด้วย เธอตอบตกลงก่อนที่จะวางสายไป

ซาขิ่น”

ขาคุณเติม” ซาขิ่น สาวใช้ชาวมอญของเติมเอยขึ้น

เตรียมผลไม้กับเหล้าหมักให้ฉันหน่อยนะ”

จะเอากี่ไหคะ”

อืม” หญิงสาวคิดเล็กน้อยก่อนที่จะตอบไป “สามละกัน”

ได้ขาาา” ซาขิ่นกำลังจะหันตัวเดินออกจากเรือนเพาะชำไป ก็ต้องหันมามองเจ้านายของตนก่อนจะเอยขึ้น “เออ มีแชทส่งมาจากคนชื่อสีฝุ่นคะ”

หืม” เติมตาโต รีบหยิบโทรศัพท์ที่เธอเก็บลงกระเป๋าขึ้นมา ก่อนเห็นแชทของคนคนหนึ่งเด้งขึ้นอยู่บนหน้าจอ

สีฝุ่น : ช่วยด้วย ตอนนี้ไม่รู้จะไปไหน (location : สถานีขนส่งจังหวัดเลย)

 

สถานีขนส่งจังหวัดเลยเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งคนที่พึ่งเดินทางกลับมาถึงบ้าน และก็นักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาชมความสวยงามของธรรมชาติ และวัฒนธรรม คงจะมีแค่ไม่กี่คนที่ยังไม่รู้ว่าจะไปไหน ไม่ก็อาจจะเป็นคนเดียวที่มาแบบอย่างไม่มีจุดหมาย นอกจากอยากจะออกจากที่เดิม เพื่อมาลืมเรื่องราวที่พึ่งเกิดขึ้นอย่างเขา

สีฝุ่นที่หอบกระเป๋ามากเพียงหนึ่งใบ ในนั้นแทบไม่มีอะไรเลยนอกจากสิ่งที่เขาสามารถกวาดมันลงกระเป๋าได้ในเวลานั้น ก่อนที่จะออกจากบ้านตรงไปยัง บขส. ที่ใกล้ที่สุด และด้วยอะไรดลใจเขาก็ไม่รู้ เลือกซื้อตั๋วเดินทางมายังจังหวัดเลย

เสียงรองเท้าของใครคนหนึ่งเดินเข้ามาทางเขา ก่อนที่รองเท้าแตะคู่เก่าๆ ที่เขามักจะเห็นหญิงสาวคนหนึ่งใจเสมอมายืนหยุดอยู่ตรงหนึ่ง

สีฝุ่นเงยหน้าขึ้นมอง เขายิ้มออกมาบางๆ เป็นรอยยิ้มดีใจที่ได้เห็นคนตรงหน้าเขา หญิงสาวหัวฝูๆในชุดสบายๆ ที่เหมือนพึ่งลุกจากที่นอนแล้วมารับเขาเลย

กินข้าวแล้วหรือยัง” คำถามแรกของหญิงสาว คำทักทายของคนที่ไม่ได้เจอหน้าและติดต่อกันมาสามปี ไม่ได้เอยถามว่าเหตุใดเขาถึงมาที่นี้ แต่กลับเป็นคำถามที่มีความห่วงใยอยู่ในนั้น

 “ยังเลย” สีฝุ่นตอบกลับไป

งันไปกินข้าวกัน” หญิงสาวคว้าเอากระเป๋าของเขาไป ก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินนำเขาไป

เดี๋ยวสิเต็ม รอเราด้วย” สีฝุ่นรีบเรียกหญิงสาวเอาไว้ เธอหยุดก่อนจะหันมาแล้วยื่นมือมาให้กับเขา

ชายหนุ่มจับมือนั้น ก่อนที่จะเดินตามแรกจูงของคนตรงหน้า เหมือนกับครั้งหนึ่งที่เขาเคยจูงเธอเมือหลายปีก่อน

กินข้าวยัง’ สีฝุ่นเอยถามเติมที่น้ำตานองหน้า เธอส่ายหัวให้ ‘งันไปกินข้าวกัน’ เขาจับมือของหญิงสาวเอาไว้ แล้วพาไปหาข้าวกิน

เติมกับเขารู้กันผ่านค่ายค่ายหนึ่งตั้งแต่สมัยมัธยม ก่อนที่จะได้มาเรียนด้วยกันในมหาลัย ถึงแม้จะอยู่คนละคณะ แต่เพราะพวกเขาชอบไปไหนมาไหนด้วยกันเลยสนิดกันมากขึ้น

หญิงสาวคนนี้มีชื่อเล่นสองพยางค์ว่า เติมเต็มแต่ทุกคนมักจะเรียกเธอว่า เติมด้วยเพราะเวลาแนะนำตัวเธอแนะนำไปเพียงพยางค์เดี่ยว แต่ไม่รู้เพราะอะไรตอนที่เธอแนะนำชื่อกับเขาถึงเอยออกมาสองพยางค์ นั้นทำให้เขามักจจะเรียกเธอว่า เต็มมากกว่าการเรียกว่า เติม

 “ไปขโมยรถใครมาเนี้ย”

อย่าบ่น” เติมเปิดประตูรถกระบะขนของภายในไร่ของเธอ ที่ตอนนี้มีดินหลายกระสอบอยู่หลังรถ สีฝุ่นก้าวขึ้นไปนั่งในรถ ไม่นานนักรถกระบะคันเก่าก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากสถานีขนส่งเข้าไปยังในตัวเมือง

สีฝุ่นมองออกไปยังจังหวัดเล็กๆที่เขาเคยได้ยินชื่อมาตั้งแต่สมัยเรียนแต่ยังไม่เคยมาเลยสักครั้ง ภาพของเมืองเก่าๆที่ยังคงสภาพเดิมเอาไว้อยู่ปะปราย แต่ก็มีความเจริญในบางส่วนของพื้นที่ ดูเข้ากันดี แต่ต่างจากบ้านของเขาที่ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ

ร้านนี้ละกัน คนเยอะหน่อยแต่อร่อย” สีฝุ่นหันไปมองเติม เขาพึ่งรู้สึกได้ว่ารถที่แล่นมาตอนนี้หยุดลง จอดยังบริเวณหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง

ร้านอาหารที่ตะวันพามาคนไม่ได้เยอะหน่อย แต่เยอะเอาการ มีรถจอดอยู่เต็มหน้าร้านไปหมด ทั้งรถยนต์ หรือแม้แต่รถมอเตอร์ไซค์ ถึงแม้ร้านจะอยู่ในซอย แสดงว่าคงเป็นร้านเด็ด

ทั้งสองได้ที่นั่งอยู่ข้างในร้านหน่อยๆ เติมจัดการสั่งกับข้าวให้โดยไม่ต้องหันมาถามสีฝุ่นเลยสักนิด เขามองเสี่ยวหน้าของหญิงสาวตรงหน้า ก่อนที่จะเอยถามขึ้น

แกหัวฝูมากเลย ได้หวีผมเปล่าเนี้ย” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองคนถาม เธอยกมือขึ้นลูบผมตัวเองหน่อยๆ ก่อนที่จะดึงยางมัดผมออกมา ผมยาวยุ่งๆของเธอเลยตกลงมาตามแรงโน้มถ่วง

ตื่นมายังไม่ทันได้อาบน้ำ ก็ต้องรีบมารับคนสลิดจับตั๋วรถมาเมืองเลยเนี้ยไง” ปากก็บ่นไป มือทั้งสองข้างก็รวบผมยาวขึ้นมัดใหม่

ขอโทษนะ”

ชั่งมันเถอะ ปกติก็มักจะเรียกเราเวลาไปรับเวลาคนพึ่งตื่นไม่ก็ใกล้จะนอนไม่ใช่หรือไง” เขาหัวเราะออกมาหน่อยๆ ยังจะจำได้อีก

ว่าไปก็คิดถึงสมัยก่อนเนอะ”

ทำตัวแก่ไปได้”

ก็หรือไม่จริงละ เนี้ยจะผ่านไปอีกปีอยู่ละ แกก็จะแก่ขึ้นไปอีกปี” คนโดนแซะว่าแก่ถึงกับมุ้ยใส่

เติมกับสีฝุ่นเกิดวันเดียวกัน แต่สีฝุ่นเกิดหลังจากเติมเกิดหนึ่งปี ทำให้คนอ่อนกว่าชอบแซะคนแก่กว่าเป็นประจำ บางครั้งก็ยังชอบเรียกเธอว่าพี่ ไม่ก็ป้าแล้วแต่อารมณ์ ยังจำได้เลยว่าครั้งหนึ่งเขาแนะนำเธอกับเพื่อนว่าเธอเป็นพี่สาว ทำเอาทุกคนยกมือขึ้นไหว้เธอกันแทบไม่ทัน

ทั้งๆที่อันที่จริงแล้วเธออายุน้อยกว่าเพื่อนบางคนของเขาอีก และก็ยังเรียนชั้นปีเดียวกันด้วย จนถึงตอนนี้คนก่อเรื่องไว้ก็ยังคงไม่ไปอธิบายให้กับเพื่อนของตัวเอง ว่าคนที่ยกมือไหว้ตอนนั้นนะ เป็นเพื่อน ไม่ใช่พี่

ยะ” ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อกับข้าวที่สั่งไว้ก็มาพอดี เติมจัดแจงกับข้าวให้สีฝุ่น “กินเยอะๆนะ”

อืม” สีฝุ่นพยักหน้าให้ แล้วหันไปสนใจกับข้าวตรงหน้า “ตั้งแต่เมือวานยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย”

ไม่อิ่มก็สั่งอีก” เติมยื่นขนมปังไปให้กับสีฝุ่น

อืม”

เติมค่อยๆกินไป ก็แอบเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าอยู่บ่อยครั้ง รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นตรงริมฝีปากของหญิงสาว


เออเรามาแบบนี้กวนปีใหม่แกปะ” เติมหันไปมองสีฝุ่นที่นั่งอยู่ข้างคนขับ ก่อนที่เธอจะหันไปสนใจถนนตรงหน้า

ก็ไม่เท่าไหร่”

หรอ” สีฝุ่นมองหน้าหญิงสาวอย่างแปลกใจ เท่าที่รู้ๆหญิงสาวมีงานรัดตัวพอควร ต้องดูแลไร่ของตัวเองและก็ของพ่อแม่ ไหนจะงานประจำอีกด้วย

เออ เดียววันนี้พาไปกินเหล้าฉลองปีใหม่”

ห๊า” สีฝุ่นร้องออกมาเสียงหลง “คิดไง”

นัดเพื่อนไว้นะ”

อ๋อ” สีฝุ่นพยักหน้าให้ ปกติเติมแทบจะไม่กินเหล้าด้วยซ้ำ ตอนมหาลัยเขาชวนเธอออกไปกินเหล้าก็ตั้งหลายครั้ง แต่ก็มักจะโดนปฎิเสธด้วยการบอกว่าขี้เกียจ ไม่ก็อยากนอนซะส่วนใหญ่

แต่ถึงอย่างนั้นเติมกลับหมักเหล้าได้อร่อยมาก จนถึงขั้นที่เพื่อนๆของเขาหลายๆคนติดใจ ร่ำร้องขอให้เขาเอามาให้กินตลอด

รถกระบะสีน้ำเงินเลี้ยวเข้ามาภายในไร่ขนาดสามสิบไร่ของเติม ไร่เล็กๆที่ปลูกต้นไม้ตามใจเจ้าของไร่แบบสุดๆ ทั้งยังมีการตกแต่งไร่ในแบบเจ้าของไร่ชอบถึงแม้จะดูสวย แต่พอรวมกันแล้วมันกลับดูไม่เข้ากันสักเท่าไหร่

ว้าว”

ว้าวไร”

“เคยเห็นแต่ในรูปไม่เคยมาที่จริงสักทีเลย” สีฝุ่นมองออกไปข้างนอกรถ ภาพโรงเรือนตั้งอยู่ตรงหน้า ข้างหลังโรงเรือนเป็นต้นไม้ที่ปลูกอย่างเป็นระเบียบ แต่เขามองไม่ออกหรอกว่ามีต้นอะไรบาง

       หน้าโรงเรือนใหญ่มีเรือนเพาะชำเล็กๆสองโรงเรือน สีฝุ่นรู้ว่าที่มีสองโรงเรือนเพราะว่า อันหนึ่งเอาไว้เป็นที่เพาะชำแคตตัส ที่เป็นสินค้าหลักภายในไร่ ส่วนอีกเรือนเพาะชำเป็นที่เติมเอาไว้เพาะต้นไม้อื่นนอกจากแคตตัส ซึ่งเธอปลูกเอาไว้เล่นๆ แต่บางครั้งก็ได้ยินว่าเพาะขายก็มี

       “ก็นี้ไงมาเห็นของจริงแล้ว” เติมเลี้ยวรถเข้ามาจอดยังบริเวณโรงรถ ที่มีรถอีกหลายๆคันจอดอยู่

สร้างบ้านแบบที่ชอบเลยใช่ไหมเนี้ย”

อืม”

แต่ว่า บ้านไม่ได้เล็กไปหน่อยหรอ” เติมไขประตูเปิดบ้าน

ก็อยู่คนเดียว จะสร้างหลังใหญ่ไปทำไมอะ”

บ้านปูนเปลือยของเติม สร้างตามความชอบของหญิงสาว ตัวบ้านยกสูง ใต้ถุนโล่งมีพื้นที่ให้นอนเล่น ระเบียงบ้านยาวเป็นรูปตัวยูหันหน้าเข้าไร่ หน้าต่างบานสูงติดอยู่เกือบรอบบ้าน และตกแต่งด้วยต้นไม้สีเขียวจนเกือบจะไม่เห็นเนื้อปูนที่เติมตั้งใจทำ

อาบน้ำนอนพักก่อนละกันนะ เดี๋ยวเราต้องไปเตรียมของส่งลูกค้าตอนบ่าย” เสียงของเติมดังมาจากห้องหนึ่ง ให้เดาห้องนั้นน่าจะเป็นห้องนอน

สีฝุ่นหันมองไปรอบๆบ้าน ตัวบ้านเหมือนบ้านตุ๊กตา ตกแต่งด้วยผ้าม่านสีหวาน ทุกบานหน้าต่างและบานประตู ข้าวของส่วนใหญ่ที่ตกแต่งบ้านดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้ากับเจ้าของบ้านสักนิด

วันสิ้นปียังมีงานอีกหรอ”

ได้เงินก็ทำหมดนั้นแหละ ห้องน้ำอยู่ตรงนั้นนะ” เธอชี้ไปยังประตูบานหนึ่งที่ปิดเอาไว้ แล้วเดินไปเปิดประตูห้องที่เธอพึ่งออกมาให้กว้างขึ้น “นอนนี้ได้เลยนะ”

อ๊ะห๊ะ”

ตามสบายเลย ไม่ต้องเกรงใจนะ คิดซะว่าบ้านตัวเอง”

ขอบคุณนะ”

เราไปทำงานก่อนละ” สีฝุ่นรับเสื้อผ้าและผ้าขนหนูมาจากเติม ก่อนที่เธอจะเอยลาแล้วลงไปทำงานของตัวเอง

รู้ด้วยว่าไม่ได้พกชุดมา” เขากล่าวกับตัวเอง

เติมเต็มมักจะเตรียมพร้อมไปหมดเสียทุกอย่าง แม้ไม่ต้องพูดก็รู้ด้วยว่าเขาพกมาแต่ข้าวของที่กวาดลงกระเป๋าง่ายๆ แต่ก็นะ นี้คือคนที่รู้จักเขาค่อนข้างดี ดีพอๆหรือไม่ก็อาจจะมากกว่าคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนของเขา

เขายังไม่ทันได้เล่าให้เติมฟังเลยว่าทำไมถึงตีตั๋วขึ้นมาหาเธอถึงเมืองเลย แต่ถ้าให้เดาหญิงสาวคงรู้แล้วละว่าทำไม แค่ไม่รู้รายละเอียดอะไรมากมาย

สีฝุ่นหันไปอาบน้ำให้รู้สึกสดชื่นดีกว่าที่จะมานั่งจมอยู่กับตัวเอง อย่างน้อยๆก็น่าจะช่วยให้เขาเบาสมองมากขึ้น อันที่จริงแค่เห็นหน้าคนที่มักจะยิ้มให้เขาบ่อยๆเมือก่อน ก็ทำเอาสมองเขาโล่งขึ้นเยอะ รู้สึกสบายขึ้นเป็นกอง

เติมลงจากบ้านมา เธอก็ตรงไปยังเรือนเพาะแคตตัสทันที ด้วยเพราะทิ้งเด็กไว้ๆยังไม่ทันได้เอาลงกระถาง แม้ว่ามือจะทำงานไป แต่ใจกลับคิดถึงคนที่อยู่บนบ้าน

คุณเติมขา”

จ้า” เติมหันไปตามเสียงเรียก ยิ้มให้กับสาวใช้ของเธอ

ลูกค้ามาแล้วขา”

โอเค งันไปเรียกใครมาสักสองสามคนมายกกระบะพวกนี้ด้วยนะ”

ได้ขา” ซาขิ่นวิ่งออกไปแล้ว เติมลุกขึ้นจากที่นั่งอยู่ หันไปล้างมือก่อนที่จะเดินออกไปเจอกับลูกค้าที่นัดเอาไว้

กว่าจะจัดการอะไรทุกอย่างเรียบร้อยก็ปาไปเกือบบ่าย ทำเอาคนที่คิดว่าวันนี้จะชิวๆถึงต้องปาดเหงือกันเลย พอหันกลับไปที่บ้านก็ได้ยินเสียงเพลงดังเบาๆออกมา

เจ้าของบ้านเปิดประตูเข้ามาในบ้าน สิ่งแรกที่เข้ามาในโสตประสาทเลยก็คือเสียงเพลงเก่าๆที่คนเปิดน่าจะเปิดจากโทรศัพท์เครื่องเก่าที่เธอเอามาทำเป็นเครื่องเล่นเอ็มพีสาม พอเดินมาที่ห้องรับแขกกลับไม่เจอแขกอย่างที่คิดไว้ ก็เลยลองเดินไปดูที่ห้องนอน แต่ก็เห็นเพียงรอบผ้าห่มที่พับเอาไว้

ไปไหนของเขา” เติมเอยถามกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามีอีกที่ ที่แขกของเธอน่าจะไป

หญิงสาวหันหลังกลับ เดินตรงไปยังอีกฝั่งของบ้าน ซึ่งจัดเป็นบริเวณห้องทำงาน และตรงนั้นมีชั้นวางของสูงสุดกำแพง และเธอก็เจอกับแขกของเธอ ที่ตอนนี้กำลังยืนอยู่หน้าชั้นวางของ หยิบเอาอัลบัมรูปของเธอออกมาดู

หายไปแปบๆนี้มารื้อบ้านกันเลยหรอ”

อ้าว ก็บอกว่าให้คิดซะว่าบ้านตัวเอง และอีกอย่างแกก็ไม่ได้ไปแปบๆด้วย”

จ้าา” อยู่ๆก็ถูกย้อนซะงัน “แล้วนี้ดูอะไร”

รูปเก่าๆของแกอะ ส่วนใหญ่มีแต่รูปมัธยมขึ้นไปเลยเนอะ ไม่มีช่วงประถมหรอ”

รูปตอนประถมหายไปกับคอมเก่าเกือบหมดอะ เลยไม่ได้ล้างมาไว้” เธอหยิบกรอบรูปตรงหน้าขึ้นมาปัดฝุ่นหน่อยๆ แล้วเอากลับไปวางไว้ที่เดิม

แกน่าจะไปเรียนนิเทศนะ”

คุยเรื่องนี้กันมาตั้งกี่ครั้งละ เบื่อนะเว้ย”

ก็พูดไปงันแหละ รู้สึกช่วงนี้แกห่างหายจากการทำหนังไปเลยนะ” หญิงสาวไม่หันไปตอบโดยทันที เธอเดินไปหยิบเอาสมุดเล่มเล็กๆขึ้นมาเปิดดู ค่อยเอยเบาๆขึ้น

งานเยอะจะตาย จะเอาเวลาไหนไปทำ”

นั้นสินะ” จะเอาเวลาไปให้คิดมากทำไม สีฝุ่นต่อคำพูดนั้นในใจ เขารู้ดีที่เติมทำงานเยอะ ก็เพราะเธอจะได้ไม่มีเวลามาคิดมาก และเมือไม่ต้องคิดมากเรื่องราวเก่าๆที่เธออยากจะลืมก็จะไม่ย้อนกลับมา ทำให้เธอปวดใจอีก “เอออาบน้ำแล้วใช่ปะ”

“แน่นอน”

“โอเค เดี๋ยวเราไปอาบน้ำแปบ แล้วจะพาเข้าเมืองไปเจอเพื่อนสมัยมัธยมของเรา” สีฝุ่นพยักหน้าให้ เขารู้สึกตื่นเต้นหน่อยๆที่จะได้ไปเจอเพื่อนของตะวัน

ก็นะ รู้จักกันมาก็ตั้งหลายปีก็จริง แต่หญิงสาวตรงหน้าไม่เคยพาเขาไปแนะนำให้รู้จักกับเพื่อน อย่างมากที่รู้จักก็เป็นเพื่อนสนิดของที่มักจะเอามาบ่นให้ฟังบ่อยๆ หรือเพื่อนในกลุ่มของเธอตอนมหาลัยเท่านั้น ยิ่งกับเพื่อนสมัยมัธยมแล้วอย่าพูดถึง เธอไม่เคยจะพูดให้ฟังเลย


รถคันใหญ่สีแดงของเติมเลี้ยวเข้ามาจอดยังบริเวณหน้าร้านขายของขนาดใหญ่ ที่ฝั่งหนึ่งเมือเป็นสำนักงาน ตรงกลางเป็นร้านขายของ ส่วนอีกฝั่งเป็นร้านเหล้าที่มีป้ายหน้าร้านเขียนติดไว้ว่า วงเล่าซึ่งจากการบอกเล่าของเติม ทำให้ได้รู้ว่า

ร้านวงเล่าเนี้ย เป็นร้านของเพื่อนเติมเอง ที่เปิดขึ้นมาด้วยความที่แม่ของเจ้าของร้านไม่อยากให้ลูกชายของตัวเองไปกินเหล้าที่อื่น แล้วขับรถกลับบ้านทั้งที่เมาๆ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ดั่งนั้นแม่ของเพื่อนเติมเลยให้เปิดร้านขึ้นที่นี้เลย เวลาลูกชายอยากจะไปกินเหล้า ก็แค่เดินถัดจากบ้านมาแค่ไม่กี่เมตร อีกทั้งชั้นสามและสี่ยังเป็นห้องนอน เอาไว้ให้สำหรับคนที่เมาแล้วขับรถกลับเองไม่ไหวอีกด้วย

 สีฝุ่นลงจากรถพร้อมกับไหเหล้าหมัก ก่อนที่จะยืนงงๆหน่อยๆ ด้วยบริเวณโดยรอบช่างดูเงียบเหงาเสียนี้กระไร ไม่เห็นมีใครนอกจากคนงานที่ช่วยกันยกของอยู่บริเวณหน้าร้านขายของเท่านั้น แถมร้านเหล้าก็ยังปิดหน้าร้านไว้

“ไอ้พวกนี้ ปิดหน้าร้านอีกละ” เขาได้ยินหญิงสาวบ่นหน่อยๆ ก่อนที่เธอจะเดินนำหน้าไป แล้วมุดผ่านรั้วต้นไม้ที่ปลูกกั้นพื้นที่เอาไว้ พอเขาเดินตามไปก็เห็นว่าช่องที่เติมมุดผ่านไปนั้น มันพอดีกับร่างของคนตัวสูงหนึ่งคนพอดี และถ้าไม่สังเกตุดีๆก็จะมองไม่เห็นทางเข้าตรงนี้เลย

“รั้วแบบนี้ก็มีหรอ” สีฝุ่นเอยถาม

“แต่ก่อนก็เป็นรั้วดีๆนั้นแหละ หลังๆมันขี้เกียจเดินอ้อมก็เลยมุด พอมุดบ่อยๆก็เลยเป็นอย่างที่เห็นนั้นแหละ” หญิงสาวอธิบาย เธอเดินนำไปตามกำแพงของตึกสูง เหมือนบริเวณแถวนี้จะเอาไว้เก็บพวกลังต่างๆ แต่ก็ใช้เป็นทางเดินได้ด้วย ก่อนที่จะทั้งสองจะเดินหลุดออกมาจากตรงนั้น

สีฝุ่นถึงกับอ้าปากข้าง มองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึก ด้วยเพราะภาพที่เขาเห็นคือบริเวณโล่งกว้างๆ ที่ข้างหลังเป็นวิวของแม่น้ำเลย และมีฉากหลังที่เลยถัดไปอีกเป็นภูเขาสูง

พื้นหญ้าสีเขียวช่วยทำให้ภาพตรงหน้าสวยมากยิ่งขึ้น แต่มันก็โดนขัดสายตาด้วยโต๊ะไม้หลายตัวที่ตั้งอยู่ พร้อมทั้งคนอีกหลายคนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

“เติมมาแล้ว” เสียงใสๆของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น ทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเอนตัวที่หลบอยู่หลังหญิงสาวไปมอง “อุ๊ย แล้วนั้นพาใครมาด้วยอะ” เธอเอยถาม

คนข้างหน้าของเขาหันมามองนิดหน่อย ก่อนที่เธอจะเดินไปควงแขนหญิงสาวร่างเล็กคนนั้นที่เหมือนกับเด็กหญิงคนหนึ่ ถ้าไม่ติดว่าเธอดูหน้าแก่ และการที่เธอถือแก้วที่มีน้ำสีเหลืออ่อนอยู่ในนั้นมาด้วย

“พอดีมีคนทะเลาะกับแม่แล้วหนีออกจากบ้านนะ ก็เลยพามากินเหล้าให้หายหัวร้อนหน่อยนะ”

ไม่ได้ทะเลาะกับแม่ และก็ไม่ได้หนีออกจากบ้านด้วยเว้ย... สีฝุ่นคิดในใจ แต่เขาแค่ทะเลาะกับน้องชายตัวดี จนไม่อยากจะอยู่บ้านตั้งหากละ

“อ๋อ” หญิงสวคนนั้นพยักหน้าให้ ก่อนที่เธอจะหันมายิ้มจนดวงตาเล็กหลังกรอบแว่นตาสีเขียวเป็นเส้นขีด “สวัสดี เราชื่ออะตอมนะเป็นเพื่อนกับเติม แล้วแกชื่อไรอะ”

“สีฝุ่น” เขาตอบเบาๆ

“อ๋อ” อะตอมพยักหน้าให้ ก่อนที่เธอจะหันไปตะโกนบอกกับทุกคน “นี้คนนี้ชื่อสีฝุ่นนะ เพื่อนของเติมเขา มอมเหล้าให้ลืมทางกลับบ้านไปเลยนะ”

เออ แบบนั้นก็ไม่ดีมั้ง... เขารีบร้องขึ้นในใจ แต่พอเห็นทุกคนปรบมือให้ ก็ได้เพียงแต่ยิ้มรับเท่านั้น พอหันไปมองคนที่พามา ก็ได้เพียงแต่รอยยิ้มเหมือนสะใจส่งกลับมาให้เขา ถ้าเมาเหล้าคนที่เก็บศพเราก็คือแกนะเติม...

“สีฝุ่นไม่ต้องคิดมากนะ ไอ้เติมมันเป็นสายเก็บศพ มันไม่ทิ้งศพแกให้โดนยำอยู่นี้หรอก” ชายคนหนึ่งที่ยืนถือที่คีบหน้าเตาย่างเอยขึ้น

“ใช่ๆ รู้จักกันมาจะสิบปี แทบไม่เคยเห็นมันเมาเลย” หญิงร่างอ้วนที่ยืนอยู่ข้างๆกันพูดขึ้น “กะจะมอม ก็โดนมอมกลับจนเมาก่อนอยู่ดี”

“ก็ช่วยไม่ได้ พวกแกดันยกบ่อยเอง” เติมตอบ เธอวางไหเหล้าหมักลงบนโต๊ะ ก่อนที่จะหันมารับไหอีกใบจากมือของสีฝุ่น

“สามไหจะพอหรอ” ชายร่างสูงคนหนึ่งที่เดินออกมาจากในบ้านถามขึ้น ถ้าเดาไม่ผิดสีฝุ่นคิดว่าคนนี้น่าจะเป็นเจ้าของบ้าน

“ไม่พอก็เอาเหล้าพันปีของมึงมาแดกสิว่ะไอ้ตอง” เติมตะโกนจากด้านหลังข้ามหัวเขาไปยัง ผู้ชายที่ชื่อตอง

“อ้าวอินี้ กูกะจะแดกเหล้าฟรีอยู่นะ ถึงให้มึงเอาเหล้าหมักของมึงมา”

“อ้าวอินี้ มึงเปิดร้านเหล้า แต่กะจะแดกเหล้าฟรี คือไรฟะ มึงต้องเลี้ยงสิว่ะ”

สีฝุ่นถึงกับต้องรีบหลบออกจากตรงนั้น เพราะดูเหมือนว่าอีกไม่นานอาจจะเกิดสงครามกันขึ้นได้ ด้วยชายที่ชื่อตองกับเติมนั้นทะเลาะกันดุเดือดมาก ยิ่งการที่ผู้ชายชื่อตองเดินเข้ามาใกล้ๆแล้วด้วย แต่ความคิดของเขาต้องหยุดลงเมือ ตองคว้าคอของตะวันก่อนที่จะขยี่ผมเธอแรงๆ

“มึงนี้ก๋อ ไม่กวนตีนกูจะเป็นไรไหม”

“อ้าวก็กูมีความสุขกับการกวนตีนมึงนิ” ก่อนที่เสียงหัวเราะจะดังขึ้นไปทั่วบริเวณ

ภาพตรงหน้าที่เห็น ทำให้สีฝุ่นได้เห็นอีกหนึ่งมุมของเติมที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เติมค่อนข้างเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัว ยิ่งกับผู้ชายด้วยแล้ว แต่ดูเหมือนว่าผู้ชายที่ชื่อตองคนนี้ จะสามารถเล่นกับเติมได้โดยที่เธอไม่ด่าออกมา

แถมอีกอย่าง หญิงสาวดูกวนตีนมากกว่าปกติหลายเท่า ถึงแม้จริงๆแล้วเธอจะกวนตีนและขี้บ่นอยู่เป็นนิจก็ตาม

“ว่าแต่เพื่อนมึงเนี้ย หนีออกจากบ้านจริงดิ” ตองหันมาเขา คนโดนถามชะโงกหน้ามามองนิดหน่อย ก่อนจะกอดคอเพื่อนตัวใหญ่ของตัวเองแล้วพูดขึ้น

“เออ เรื่องของมันมึงอย่าไปใส่ใจมากเลย ว่าแต่วันนี้มีไรกินมั้งอะ” ประโยคหลังเติมหันไปถามคนที่นั่งเอาขนมใส่ปากอยู่ ตองที่ปล่อยเพื่อนนั่งลงแล้วก็หันมามองเขา

“เราชื่อตองเป็นเจ้าของร้านวงเล่า”

“สวัสดี”

“เออ พวกนี้มันพูดกูมึงเป็นนิจอยู่ละ แถมทะเลาะกันเป็นว่าเล่น ยังไงก็อย่าตกใจละกันนะ” สีฝุ่นยิ้มให้ ก่อนที่จะไปนั่งลงตรงข้ามกับเติม ไม่นานนักอะตอมก็เอาแก้วพร้อมกับน้ำมาให้กับเขา

คนที่มาในวันนี้มีกันไม่ถึงสิบคน ตามจำนวนเพื่อนในกลุ่มของเติมที่เคยเล่าให้กับเขาฟัง ทุกคนดูเป็นกันเอง พูดคุยกับเขาเหมือนเป็นเพื่อนกันมาเนินนาน และก็เล่าเรื่องราวความหลังของเติมให้เขาอีก

“เนี้ยๆๆ พวกมึงจำตอนที่ไอ้เติมมันขับรถมาตอนงานกีฬาสีได้ปะ” คนที่เพื่อนๆเรียกกันว่าไตรภูมิเอยขึ้นมาในวง “มึงจำได้ปะไอ้เติม”

“ใครแม้งจะจำไม่ได้ละว่ะ” เติมยกแก้วในมือขึ้นชนกับไตรภูมิ “แต่กูว่าคนที่แม้งไม่มีทางลืมเลยอะ ไอ้ตองนู่น”

“เห้ย ไม่ต้องโยนมาให้กูเลย โยนให้ไอ้ฟิลนู่น คนต้นคิดเรื่องทั้งหมด” ตองรีบโยนให้กับฟิล หญิงสาวร่างอวบที่กำลังนั่งดีดกีต้าร์อยู่

“อะไรอะไตร เล่าให้ฟังหน่อยสิ” สีฝุ่นสะกดถามคนที่นั่งข้างๆเขา

“เออว่ะลืมเลย ไอ้สีมันไม่รู้เรื่อง” ณ ตอนนี้ในวงสนทนาไม่เรียกเขาว่าสีฝุ่นแล้ว แต่ย่อเป็นไอ้สีแทน ซึ่งคนที่ตั้งให้เรียกอย่างนี้ก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจากเติม คนที่ทำให้วงไม่เงียบเหงา

“มึงก็เล่าให้มันฟังสิ” เติมชี้แก้วไปยังไตร อาการเริ่มที่จะเหมือนคนเมา แต่ทุกคนในที่นี้ก็ยืนยันได้ว่าเติมยังไม่เมามาก เพราะถ้าเธอเมามากจริงๆจะร้องไห้ออกมา นี้แค่เริ่มๆก็เลยพูดมากกว่าปกติเท่านั้นเอง

“เออเนี้ยๆจะเล่า ก็ตอนนั้นนะไอ้เติมเนี้ยมันเป็นคนเดียวที่มีใบขับขี่รถยนต์ และก็มีรถพอที่จะเอามาช่วยงานกีฬาสีได้ วันสุดท้ายของกีฬาสีเว้ย ไอ้เติม ตอง ฟิล อะตอมด้วยปะว่ะ”

“ไม่นะ เราไม่ได้อยู่บนรถสักหน่อย บูลกับบูมนู่นที่อยู่บนรถด้วย” อะตอมรีบหันมาบอก บูลกับบูม ไม่ใช่พี่น้องกันนะ บูลคือสาวร่างเล็ก ที่มักจะชอบกัดกันกับบูม ทั้งสองก็เลยชอบถูกเรียกว่าไอ้แฝด เพราะด้วยชื่อที่เหมือนกัน

“อ๋อ เออๆนั้นแหละ พวกมันไม่รู้คิดไงเว้ย เอากลอง แอมป์ขึ้นไปบนหลังรถ แล้วรถไอ้เติมก็ดันมีลำโพงด้วย ร้องเพลงกันบนรถ ขับเขามาในสนามตอนที่อาจารย์ตัดไฟวงดนตรีกลางสนามไปแล้ว” สีฝุ่นหันไปฟังอย่างตั้งใจ

“แล้วไงต่อ”

       “ก็โดนด่าไปตามระเบียบสิ แม้งเผือกขับไปกลางสนามที่โรงเรียนอุสาพยายามรักษาให้สวย” เสียงหัวเราะดังขึ้นจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์

       “มึงต้องเขาใจด้วยสิว่ะ ว่าตอนนั้นกูแดกเหล้าไปด้วยสติสตางค์ก็ไม่ค่อยอยู่กับตัวเท่าไร” ไอ้คนขับรถหันมาบอก แล้วยกแก้วขึ้นกระดก

       “เออแล้วพวกมึงต้องไปทำอะไรนะ” เชน เพื่อนชายอีกคนของเติมเอยถาม จากการที่ฟังมา เหมือนเพื่อนคนนี้จะไม่ค่อยได้อยู่ในเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ที่เล่ามาในวงสักเท่าไร

       “โดนอะไรว่ะ” ไตรหันไปถามเติม

       “โอ้ย ก็ต้องมาทำสนามหญ้าให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมสิว่ะ ดีนะไม่โดนหักคะแนน เกือบได้ไปเข้าค่ายแล้ว” เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง

       “เนี้ยๆ เล่าวรีกรรมไอ้เติมบอกรักหนุ่มกลางโรงเรียนสิมึง” บูลเอยขึ้น ทำเอาสีฝุ่นหันไปมองคนพูด ก่อนที่จะหันกลับมามองเติม

       “เติมเนี้ยนะเคยบอกรักหนุ่มกลางโรงเรียน” ทุกคนในวงพยักหน้าให้ ไม่เว้นแม่แต่เติมที่พยักหน้าให้ด้วย “ยังไงอะ เล่าให้ฟังหน่อยสิ”

       “ให้ไอ้คนนู่นเล่าเลย” ไตรชี้ไปยังตองที่นั่งอยู่ข้างๆเติม “คนนั้นนะอยู่ในเหตุการณ์ เพราะตอนนั้นนะไม่มีใครคิดเว้ยว่าไอ้เติมมันจะพูด”

       “ใช่ๆ ปากอิเนี้ยแข็งยิ่งกว่าหินอีก”

       “แข็งไม่พอ เลี้ยงหมาไว้เต็มด้วย”

       “อ้าวไอ้บูลไอ้บูม มึงอยากกลับบ้านดีๆไหม มาพูดอะไรหมาๆแบบนั้นกับกู” เธอชี้ไปยังทั้งสองคนนั้น ก่อนที่จะหันไปเอาแขนวางไว้บนไหล่ของตอง “มึงเล่าสิ เรื่องนี้กูก็ลืมๆนะเว้ย”

       “อินี้” ตองผลักเติมออกไปนิดหน่อย แต่เหมือนว่าหญิงสาวจะเปลี่ยนจากแค่พักแขนเป็นเอาหัวไปวางไว้บนไหล่แทน “ตอนนั้นมึงเมาชิบหายไง”

       “เออ ใช่ กูเมา” เธอตอบออกมา

       “ตอนนั้นนะ ไอ้คนที่เติมมันชอบ พึ่งไปขอคบกับสาว นางก็เลยไปซดเหล้า เมาแหลกตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นกลางหัว” สีฝุ่นมองหน้าของเติม คนเนี้ยนะไปกินเหล้าเมาเพราะอกหัก “ตอนเย็นก็ต้องกลับบ้าน กูเลยต้องพามันมาเอารถกลับบ้าน ตอนนั้นหกโมงเย็นกว่าๆมั้ง ไอ้คนนั้นกับเพื่อนห้องมันเรียนพิเศษอยู่ นี้ก็ขี่ผ่านตึกนั้น ไอ้เติมแม้งก็ตะโกนออกมาเลยว่า...” ยังไม่ทันที่ตองจะได้พูด เติมก็เป็นคนพูดขึ้นมาก่อน

       “ไอ้ ห่าน ฝุ่นกูชอบมึง กูทำทุกอย่างให้มึง ทำไมมึงถึงไปเลือกอิชะนีนั้น”

       “ก็ตามนั้น” ตองชี้ไปยังเติม “เออไอ้คนที่เติมมันชอบชื่อไต้ฝุ่น”

       “ตอนนั้นมึงไม่มาโรงเรียนเป็นอาทิตย์เลยใช่ปะ”

       “ใครมันจะกล้ามาว่ะ ตะโกนลั่นโรงเรียนขนาดนั้น แค่เสียงมึงพูดก็ยังดังไปทั่วอาคารละ ตะโกนเนี้ยทั้งโรงเรียนเลยเถอะกูเชื่อ”

       “กูแค่แฮงค์” เติมรีบแก้ตัวทันที่

       “แค่แฮงค์ เป็นอาทิตย์อะนะ” ไตรตอบกลับไป ก่อนที่เสียงหัวเราะจะดังขึ้นอีกครั้งในวงสนทนานี้ ไม่นานนักหัวข้อเรื่องก็เปลี่ยนไปเรื่องอื่น

       ปีนี้เป็นปีแรกที่สีฝุ่นได้มาเคาท์ดาวน์กับคนอื่นที่ไม่ค่อยรู้จัก แต่สนุกสนานเหมือนรู้จักกันมาเนินนาน หลังจากเปลี่ยนวัน และเปลี่ยนมาใช่ปีใหม่ ทุกคนในวงก็หันมาชวนกันเล่นไฟเย็นเหมือนเด็กๆ ตองไปหยิบเอากล้องถ่ายรูปมาถ่ายเพื่อนๆไว้

       ตองบอกกับเขาว่า อยากจะเก็บเรื่องราวในๆทุกวันที่มีเพื่อนมารวมกันให้เป็นความทรงจำ แต่เพราะบางครั้งเราอาจจะลืมเรื่องราวบางอย่างไปแล้ว แต่ว่าอย่างน้อยรูปถ่ายก็ยจะยังคงทำหน้าที่เป็นที่เตือนความทรงจำ

       สีฝุ่นเลยหยิบเอาโทรศัพท์ของเขาขึ้นมาถ่ายรูปของเพื่อนๆเติม ที่ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนใหม่ของเขาไปแล้ว แอบถ่ายรอยยิ้มอันสดใสที่อะตอมส่งให้กับตอง แอบถ่ายภาพของบูมกำลังยี่ผมของบูล แอบถ่ายภาพของฟิลกำลังเล่นกีต้าร์โดยมีไตรถือโทรศัพท์ที่เปิดคอร์สเอาไว้ และหันไปแอบถ่ายรูปของคนที่กำลังยิ้มให้กับไฟเย็นในมือของตัวเอง

       แชะ!


       ติ่ง!

       เสียงข้อความดังขึ้นจากโทรศัพท์ในมือ รอยยิ้มที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าหายไปแทบจะทันที่ ภาพของคนตรงหน้าเปลี่ยนกลายเป็นตัวอักษรยาวมากมายที่ส่งมาให้กับเขา

       สีฝุ่นอ่านข้อความตรงนั้นด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป นั้นทำให้คนที่ยืนอยู่ตรงข้ามเขาสังเกตุเห็นโดยที่เขาไม่ทันได้รู้ตัว น้ำตาหยดหนึ่งตกลงมากระทบหน้าจอโทรศัพท์

       “สีฝุ่นเป็นอะไร” อะตอมเอยถามขึ้น

       “เปล่าหรอก” เขารีบปาดน้ำตา ก่อนที่จะขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ทิ้งคนที่กำลังมีความสุขไว้ข้างหลัง เขาไม่อยากจะทำลายความสุขของคนตรงนี้ เขามันแค่คนนอกที่เพื่อนๆของเติมใจดีด้วยก็เท่านั้น

       “สีฝุ่นเป็นไรตอม” ฟิลหยุดเล่นกีต้าร์แล้วเอยถามขึ้น

       “เราเห็นสีฝุ่นร้องไห้อะ เติม ก่อนมาเนี้ยสีฝุ่นเป็นอะไร” อะตอมเอยถามด้วยความห่วงใย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เพื่อนที่รู้จักกันมานาน แต่ก็เป็นเพื่อนกันแล้ว

       “เออ นั้นสิเติม” ตองเอยถามขึ้น

       “เลิกกับแฟนนะ” เธอตอบ “และก็ทะเลาะกับน้องชาย” ไฟเย็นในมือดับลง เธอหันไปมองตามร่างที่หายเข้าไปในร้าน

       เติมเต็มรู้เรื่องนี้แทบจะทันที่หลังจากที่สีฝุ่นทักมาเมือเช้าแล้ว ถึงแม้เธอกับเขาจะไม่ได้ติดต่อกันมาเกือบจะสามปีก็ตาม แต่ใช่ว่าเธอจะไม่รู้เรื่องราวความเป็นไปในชีวิตของสีฝุ่นหรอกนะ เธอแค่ทำเป็นไม่ใส่ใจไปเท่านั้นเอง

       “หืม ทำไมถึงเลิกละ” ไตรเอยถาม

       “ไม่รู้เหมือนกัน เหมือนจะมีปัญหามานานแล้ว แต่พึ่งเลิกได้ไม่นานเนี้ยเอง กูก็ไม่รู้รายละเอียดอะไรมากหรอกนะ” ทุกคนพยักหน้าให้

       “มึงจะเอายังไง” ตองพูดขึ้น ที่เขาถามเนี้ยคือการที่จะให้พวกเขาทำตัวยังไงเมือชายหนุ่มกลับมา และต้องปฏิบัติยังไง พวกเขารู้ดีว่าหญิงสาวคนนี้คือคนที่จัดการปัญหาคนเลิกกัน เสียใจ ทะเลาะกับเพื่อนได้ดีมาก เธอคือที่ปรึกษาของเพื่อนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แม้แต่เป็นแม่สื่อให้กับเพื่อน แต่กลับล่มจมทางความรักอย่างกู้ไม่กลับ

       “คงต้องรอมันพูดเอง”

 

       “โห้ยเติม มึงเล่นไฟเย็นหมดเลยหรอว่ะ”

       “อ้าว ก็มึงไม่ได้บอกนิว่าอยากจะเล่น” เสียงทะเลาะกันของไตรกับเติมดังมาจากลานหลังบ้าน สีฝุ่นที่หลบไปร้องไห้และก็ล้างหน้าล้างตาก็กลับมาได้ยินเสียงโวยวายของคนสองคนที่เล่นกันเป็นเด็กๆ

       “มึงไม่แบ่งกูเลย” ไตรโว้ยวาย ก่อนที่ตัวเขาจะหันไปเขี่ยถ่านที่อยู่ในเตาไฟ

       “อ้าว ไอ้สี นึกว่าตกส้วมตายไปแล้ว”

       “ยังหรอก” สีฝุ่นเอยตอบ “อะตอมชงเหล้าให้เราหน่อยสิ” สีฝุ่นยืนแก้วของเขาไปให้อะตอม ที่ทำหน้าที่ชงเหล้าให้กับทุกคน

       “ได้สิ” เธอยิ้มรับ ก่อนจะรับแก้วมา “สีฝุ่นรู้จักเติมมานานแล้วหรอ”

       “ครับ รู้จักมาเกือบเจ็ดปีได้แล้วมั้ง” เขานั่งลงยังที่เดิมของตัวเอง ที่โต๊ะไม่มีใครมานั่งนอกจากเขากับอะตอม ส่วนคนอื่นๆก็ยืนเล่นกันอยู่ไม่ไกล “แล้วอะตอมละ รู้จักเติมมานานแล้วใช่ปะ”

       “อืม ตั้งแต่ ม.ต้นเลยละ” ทั้งสองหันไปมองเติมกับตองที่เล่นหัวกันอย่างสนุกสนาน

       “รู้สึกว่าเติมกับตองสนิดกันมากเลย” สีฝุ่นแอบถามในสิ่งที่เขาสงสัย เติมอาจจะมีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตองที่ไม่ได้บอกกับเขา

       “อ๋อ เติมกับตองเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆแล้วอะ สองคนนี้ก็เลยสนิดกันเหมือนเป็นพี่น้อง ถึงเติมจะอายุเยอะกว่า แต่พอเวลาอยู่กับตองนะ จะชอบทำตัวเป็นเด็กเลยละ”

       “อ๋อ” สีฝุ่นพยักหน้าให้ เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยเห็นจะเล่าให้เขาฟัง เขาแอบหันไปมองอีกครั้ง งันแสดงว่าเขาก็ไม่ใช่เพื่อนชายที่สนิดที่สุดสินะ

       “เติมอะมีเพื่อนผู้ชายเยอะ แต่อ่อนด้อยในการจีบหนุ่มและความรู้สึกที่ผู้ชายมีให้มากกว่าเพื่อนนะรู้เปล่า” อะตอมพูด สีฝุ่นหันมามองหาอย่างสงสัยกับสิ่งที่เธอพูด “ก็ยัยเติมนะ ใครที่เข้ามาหามันมากกว่าการเป็นเพื่อนจะหนีตลอดเลย นั้นก็เลยทำให้มันไม่มีแฟนสักที แต่อันที่จริงนะถึงมันไม่หนีแต่มันก็คงจะไม่คบกับคนที่มาจีบหรอก”

       “ทำไมหรอ”

       “ก็เติมนะมั่นคงในความรัก ถ้าตอนนั้นรักใครก็จะไม่สนคนอื่น ไม่รู้ว่าตอนนี้เติมมันรักใคร” อะตอมเอยเบาๆกับตัวเองก่อนที่จะหันมามองสีฝุ่น “เราอยากให้คนที่เติมรักรู้ว่า ถ้าเติมรักใครมันรักมากแค่ไหนก็เท่านั้น”

       สีฝุ่นหันไปมองเติมเต็มที่ตอนนี้หยิบกล้องของตองมาถ่ายรูปเพื่อนของเธอ รอยยิ้มยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้านั้นเหมือนเดิม แต่ในบางครั้งที่ถูกแกล้งโดยตอง เธอก็จะชอบทำหน้ามุ้ยใส แล้วก็หัวเราะออกมา


     หลังจากนั้นไม่นานนักวงเหล้าในวันปีใหม่ก็ปิดท้ายด้วยการที่เติมกับตองต้องแบกเพื่อนๆเข้ามานอนยังในร้าน เมือเหล้าทั้งสามไหของเติม และเหล้าที่ตองเตรียมไว้ถูกกินไปจนเกือบหมด โดยมีอะตอมค่อยช่วยในการเก็บข้าวของต่างๆเข้ามาในบ้าน

       พระจันทร์สีนวลที่พึ่งมาลอยเด่นอยู่หน้าต่างหลังบ้าน ดึงดูให้คนที่ชอบมองดวงดาวและดวงเดือนต้องหยุดมอง ดวงจันทร์ดวงโต

       “ยังไม่ไปนอนอีกหรอ” เสียงทุ้มดังมาจากจากข้างหลัง ไม่ได้ทำให้เติมตกใจเท่าไรนัก อีกทั้งยังไม่ได้หันไปมองด้วย

       “ไม่ง่วงอะ ว่าแต่แกเถอะไม่ไปนอนหรอ”

       “กูก็มาดูเพื่อนกูไง ว่าเป็นไงบาง” เติมไม่ตอบ เธอเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์มากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ตองมองเพื่อนของตัวเองอยู่อย่างงันสักพัก ก่อนที่จะเดินมายืนอยู่ข้างๆ “กูเป็นเพื่อนมึงมาแทบจะอายุกู กูรู้นะว่าเพื่อนมึงคนนี้เป็นคนพิเศษ”

       “ก็คนที่ทำให้มึงต้องไปประกันตัวกูไง”

       “คนที่มึงไม่ยอมเล่าให้กูฟังว่าเป็นใคร” ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้ง

       เติมคือที่ปรึกษาของเพื่อนๆ ทั้งเรื่องหัวใจ เรื่องเรียน เรื่องต่างๆที่เพื่อนอยากจะปรึกษาเติมสามารถให้คำปรึกษาได้หมด แต่ที่ทุกคนไม่รู้เลยคือที่ปรึกษาของพวกเขานั้น ก็มีเรื่องที่ต้องการระบายและปรึกษากับคนอื่นเหมือนกัน

       “ตรงนี้ลมมันเข้านะ ถ้ายังไม่นอนก็ไปนั่งข้างในเถอะ”

       “ดาวกับเดือนกำลังสวยเลยตอง อย่าพึ่งรีบไล่กูสิ” เติมพูดขึ้นเบาๆ “กูนึกถึงแต่ก่อน ตอนที่กูชอบไปนั่งดูพระจันทร์ พอเรียนจบกูก็ไม่ได้ไปนั่งดูจันทร์อีกเลย”

       “ทั้งๆที่บ้านมึงเห็นดาวสวยขนาดนั้นอะนะ” เติมหันไปยิ้มให้กับเพื่อนของตัวเอง “หรือเพราะไม่มีคนไปดูกับมึง”

       “ก็พูดไป” เธอบอก ก่อนที่กระชับเสื้อกันหนาว “ว่าแต่สาวกับโปสการ์ดของมึงละ ไปถึงไหนกันแล้ว”

       “ไอ้นี้ กูพูดเรื่องของมึงอยู่นะเว้ย ไงมึงวกมาเรื่องกูได้ละ” เมือคนโดนถามกลับถึงกับสะดุง เขามองรอยยิ้มของเพื่อนตัวเองก็อดที่จะยิ้มกลับไปไม่ได้ “ก็ทำได้แค่รอ”

       “ชีวิตแม้งเศร้าเนอะ รอความรักที่ไม่รู้ว่าจะมีวันได้เป็นจริงหรือเปล่า”

       “เสียงนกดังจิ๊บๆเลย เติมเต็ม” เติมคิดตามคำพูดของตอง อยู่ๆภายในหัวของเธอก็ได้ยินเสียงของนกร้องดังขึ้น

       “มึงหลอกด่ากูหรอว่ะ” เติมพาดมือลงบนไหล่ของเพื่อน ก่อนที่ทั้งคู่จะหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะที่ดังกังวานและสดใส ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพียงแค่ยิ้มให้กันก่อนที่จะหันไปมองดวงจันทร์สีนวลตรงหน้า

 

       ติ่ง!

       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในห้องที่เงียบสนิด เติมที่พึ่งล้มตัวลงนอนได้ไม่นานก็ลุกขึ้นมาดู แสงโทรศัพท์ที่ส่องในความมืดนำทางคนที่อยากรู้ไปถึงเจ้าของเสียงได้เป็นอย่างดี

       ไม่อ่าน ไม่ตอบ หมายความว่ายังไงข้อความที่ขึ้นตรงหน้าถึงกับเพิ่มความอยากรู้เรื่องของชาวบ้านมากขึ้น เติมหยิบโทรศัพท์ของสีฝุ่นขึ้นมาดู แล้วก็ไล่ดูข้อความที่ยังคงค้างอยู่บนหน้าจอ

       นี้ไม่คิดจะง้อเลยจริงๆใช่ไหม เขาไม่มีความหมายอะไรเลยใช่ไหม

       ‘ที่ผ่านมาหมายความว่ายังไงอะ กลับมาตอบกันหน่อยได้ไหม

       ‘สีฝุ่นมีความหมายกับน้ำมากนะ น้ำไม่อยากให้มันจบลงแบบนี้

       ‘ได้ถ้าสีฝุ่นไม่ตอบ งันเราก็เลิกกันไปเลย ไม่ต้องมาคุยกันอีก

       โอ้ย สีฝุ่นมันหลับไปเป็นชาติแล้ว แล้วเนี้ยก็ส่งมาตอนคนจะหลับจะนอน เขาไม่ตอบก็ถูกแล้วไหมว่ะ... เติมคิดในใจ เวลาที่ขึ้นอยู่บ่งบอกว่าส่งมาสักประมาณชั่วโมงก่อนจนถึงตอนนี้ ซึ่งไอ้เจ้าของโทรศัพท์หลับไปนานแล้ว

       “เต็ม” เสียงเรียกเบาๆของคนที่เธอคิดว่านอนอยู่ดังขึ้น เติมละสายตาจากโทรศัพท์หันไปมองคนที่นอนอยู่ “ทำอะไร” เติมเต็มหันโทรศัพท์ของสีฝุ่นให้เขาดู พร้อมกับสไลด์ข้อความที่มีเป็นสิบๆให้ดู

       “มีอะไรอยากจะเล่าไหม?” เสียงถอนหายใจดังขึ้นกลางความมืด เธอคิดว่าสีฝุ่นคงจะไม่บอกอะไร เลยวางโทรศัพท์กลับลงที่เดิม ก่อนที่จะลุกขึ้น แต่ข้อมือของเธอก็โดนคว้าเอาไว้ก่อน

       “ไปนั่งรถเล่นกันได้ไหม”

       “อืม”

 

       เติมขับรถไปตามถนน บางครั้งก็แอบหันไปมองคนที่หันออกไปมองข้างนอกมาแทบจะตลอดทาง พวกเธอออกจากบ้านของตองมาตอนตีสี่กว่าๆ โดยไม่มีจุดหมายใด

       “สรุปจะให้ฉันพานั่งรถเล่นเฉยๆหรอ” เติมเอยขึ้น ในขณะที่เธอเลี้ยวเข้ามาในอาณาเขตของอำเภอเชียงคาน

       “ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันไหม”

       “เอิ่ม ตามสบายคุณชายเลยค่ะ อยากทำอะไรบอกค่ะ” เธอกล่าวติดประชด แต่ก็ไม่วายคิดในหัวว่าแถวนี้จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหน โดยที่คนอื่นไม่รังเกียจพวกเธอในสภาพคนเมาแบบนี้

       “งันไปดูพระอาทิตย์ขึ้น”

       “ได้” เติมตอบ ก่อนที่จะเลี้ยงรถไปยังบริเวณข้างโรงเรียนเชียงคาน ซึ่งมีถนนเลียบแม่น้ำโขง ตามเลือกที่จอดรถบริเวณข้างนอกโรงเรียน เนื่องด้วยตอนนี้ไม่มีรถจอดอยู่ริมถนน “แถวนี้แล้วกัน ภูทอกคนคงเยอะ และสภาพแบบนี้เราว่าไม่ควรไปให้คนอื่นเหม็นเหล้าเนอะ”

       “ตามแกเลย” สีฝุ่นเอยอย่างว่าง่าย ก่อนที่จะลงรถแล้วเดินตามเติมไปยังริมแม่น้ำโขง บริเวณที่หญิงสาวเลือกเป็นขั้นบันไดลงไปข้างล่าง ที่มีที่ให้พอนั่งได้

       เติมเป็นคนเลือกที่นั่ง เธอเลือกบริเวณที่สามารถมองเห็นฟ้าฝั่งตะวันออกได้ดีโดยไม่มีต้นไม้บัง แม้ว่าตอนนี้จะมืดจนมองไม่เห็นวิวที่หญิงสาวบอกว่าน่าจะสวย แต่ก็เชื่อในเซ้นท์ของเติม เพราะเธอมักจะเลือกอะไรที่เหมาะและดีเสมอ

       “แกรู้ใช่ไหมว่าเราเลิกกับน้ำแล้ว”

       “รู้มาตั้งนานแล้วด้วย” คนโดนถามตอบโดยไม่ได้หันไปมอง “เราแค่ไม่รู้ว่าพวกแกเลิกกันเพราะอะไรก็เท่านั้นเอง”

       “ตามติดชีวิตเราหรอ ถึงรู้ว่าเราเลิกกับน้ำตั้งนานแล้ว”

       “ก็คงจะอย่างงัน” ชายหนุ่มหันไปมองเติม เธอมองตรงไปข้างหน้าเหมือนกำลังใช้ความคิดอยู่ “อย่างน้อยเราก็อยากรู้ว่าตอนนี้แกทำอะไร แกมีความสุขไหม ก็แค่นั้น”

       มันมีสาเหตุ ที่ตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมาทั้งสองไม่ได้ติดต่อกันเลย ไม่ใช่ว่าเติมกลับมาทำไร่ของเธอ ไม่ใช่ว่าสีฝุ่นทำงานอยู่ที่โรงงานแทบจะไม่ได้ไปไหน แต่เพราะเหตุผลเดี่ยวเท่านั้น ที่ทำให้ความสัมพันของคนทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมตั้งแต่เรียนจบ

       “แกยังชอบเราอยู่หรอ” หลังจบคำ ความเงีบก็ครอบคลุมไปทั่วบริเวณ ไม่มีการตอบรับใดๆจากคนที่นั่งข้างๆเขา เหมือนกับตอนนั้นที่เธอไม่ได้ตอบอะไรเขาเลยสักคำ

       เติม แกชอบเราหรอเขาถามขึ้น พร้อมกับยกไดอารี่เล่มสีดำสนิดที่เปิดหน้าหนึ่งเอาไว้ ในหน้านั้นมีตัวอักษรสีขาวเขียนเป็นระเบียบอัดแน่นอยู่เต็ม

       ไดอารี่ของเรา แกเอามาได้ยังไงใบหน้าของเติมมีความตกใจ พร้อมกับพยายามที่จะเอาสมุดของเธอกลับคืนมา

       ตอบเราก่อนเติมกลับมายืนนิ่งๆ เธอเงยหน้าขึ้นมองสีฝุ่น ทั้งสองยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน น้ำตาหยดเล็กๆตกลงมา แม้มันจะไม่เป็นสายแต่ก็เป็นสิ่งที่สีฝุ่นไม่เคยเห็น ตอบเรามาสิเติม

       หญิงสาวไม่ได้ตอบเขา ไม่มีคำพูดอะไรเอยออกมาจากปากของหญิงสาว แต่มีรอยยิ้มเล็กๆส่งมาให้กับเขา เป็นรอยยิ้มสวยแต่มันดูเศร้า รอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็น เธอยกมือชี้ไปยังคนที่อยู่ข้างหลัง

       มีอะไรกันหรอคนที่มาใหม่เอยถาม คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนของเขา หญิงสาวที่เขาพึ่งจะขอคบไปได้ไม่นาน ก่อนที่จะมารู้ความจริงจากไดอารี่ของเติมว่าเธอชอบเขา

       ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ สิ่งหนึ่งที่เขาอยากจะได้ยินมาตลอด คือคำตอบของเติมที่ยืนยันความรู้สึกของเธอ ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขา คำพูดที่ออกมาจากปากคำพูดที่ออกมากจากใจของเธอ

       “แกคงไม่ตอบเราเหมือนเดิม”

“เราไม่ได้ชอบ” สีฝุ่นหันหน้ามองหญิงสาวข้างตัวแทบจะทันที่ เขาเกือบจะทำหน้าเสียใส่แล้วถ้าไม่ได้ยินประโยคต่อมา “แต่รัก”

“เราจริงจังนะเติม”

“อ้าว เป็นเพื่อนกันมาตั้งนานไม่รู้หรือไงว่าเรากวนตีนได้แม้กระทั้งเวลาที่จริงจัง” รอยยิ้มกวนๆถูกส่งมาให้กับเขา เขาเองก็พลอยยิ้มตามไปไม่ได้ ก่อนที่เสียงหัวเราะของทั้งสองจะดังไปทั่วบริเวณ

เติมเป็นคนกวนๆ บางครั้งก็ดูเหมือนจริงจัง บางครั้งก็ดูเหมือนเล่น จนบางครั้งเขาเองก็ตามไม่ทันเหมือนกันว่าหญิงสาวจะมายังไง ถึงแม้จะเป็นเพื่อนกันมานานก็ตาม ก็นั้นแหละทำให้เขาไม่รู้ว่าเติมแอบชอบเขามาตั้งนานแล้ว อาจจะตั้งแต่รู้จักกันเลยก็ได้

“สมกับเป็นเติมจริงๆ”

“ก็ถ้าไม่ใช่ฉันจะใครละ”

ก็ถ้าไม่ใช่ฉันจะใครละคำพูดของคนตรงหน้า คำพูดที่แต่ก่อนเขาได้ยินบ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ฟังมานานแล้วเหมือนกัน ทำเอานึกถึงเรื่องเก่าๆสมัยเรียน

“คิดถึงสมัยที่ยังเรียนอยู่เลยอะ”

“ทำเหมือนผ่านมานาน”

“นั้นมันเกือบสามปีเลยนะเว้ย” สามปีที่ผ่านมามีเรื่องเยอะแยะจนเขาคิดว่ามันผ่านมานานมากเลยนะ “สามปีที่ผ่านมาแกทำอะไรบางละ”

“ก็ทำงาน อยู่สวน ไปสำนักงาน กลับมาสวนใหญ่ แล้วมาสวนเล็ก วนไปวนมาอยู่ยังงี่ตลอดสามปีอะ นานๆจะได้ออกจากบ้านไปไหนมาไหน” สีฝุ่นพยักหน้าให้

“ไม่ได้ไปไหนเลยหรอ”

“ก็ไม่มีคนพาไป” ทำเหมือนกับว่าปกติเธอจำเป็นต้องมีคนพาไปไหนมาไหนงันแหละ ทั้งๆที่จริงแล้วเติมก็ชอบไปไหนมาไหนคนเดียวเป็นนิจ

“เนี้ยรู้ปะ วันหยุดก็ไม่ได้ค่อยได้พักผ่อนเท่าไรหรอก ไม่กลับบ้านไปอยู่กับแม่ ก็ต้องไปอยู่กับน้ำ อยากจะหาใครบ่นด้วยก็ไม่มี ไม่เหมือนสมัยอยู่กับแก”

“แต่เราขี้บ่นนะ”

“อย่างน้อยแกก็บ่นไปตามประสาคนแก่” เติมถึงกับหันไปบึนปากใส่แรงๆ

“ฉันบ่นเพราะห่วงไหม ถ้าไม่รักไม่ห่วงก็ไม่บ่นหรอกยะ” เธอได้ยินเสียงหัวเราะหน่อยๆมาจากคนที่นั่งข้างตัว เธอหันไปมองเขาอย่างงงๆ “หัวเราะอะไร”

“ก็พึ่งจะเข้าใจว่าทำไมแกชอบบ่น” สีฝุ่นยิ้มให้กับเติม “แถมใจดีกับเรามากๆด้วย”

เอยจบก็หันมองคนที่ยังมองหน้าเขางงๆ มีเพียงรอยยิ้มบางๆให้ รอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มที่นานๆเธอจะได้เห็นจากชายหนุ่ม เขาเป็นคนไม่ค่อยยิ้มอยู่แล้ว ทั้งยังชอบทำหน้านิ่งๆกับคนที่ไม่รู้จัก จะทำให้ยิ้มได้แต่ละทีเธอต้องกลั่นความบ้าและโก๊ะออกมามากแค่ไหนจนตอนนี้เธอเองก็จำไม่ได้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ชอบทำให้ผู้ชายคนนี้ยิ้มออกมา

“เราก็ใจดีกับทุกคน แต่กับแกก็พิเศษหน่อยเท่านั้นเอง” ประโยคหลังเธอเอยกับตัวเองเบาๆ

“ง่วงนอนจัง” สีฝุ่นบิดขี้เกียจหน่อยๆ ทั้งยังห้าวซะกว้าง

“งันกลับไหม” เติมถาม พร้อมกับหันไปเก็บของข้างตัว แต่แล้วก็ต้องตกใจ เมืออยู่ๆหัวของสีฝุ่นก็วางบนตักของเธอ เมือก้มมองก็เห็นรอยยิ้มส่งมาให้ สักพักสีฝุ่นก็หันศรีษะออกไปมองแม่น้ำโขงที่ไหลช้าๆไป

“ยังไม่ต้องกลับหรอก อยากดูพระอาทิตย์ขึ้น”

“คิดไง”

“แกชอบดูพระอาทิตย์ขึ้นไม่ใช่หรอ”

“จำได้ด้วย”

“ไม่ได้ความจำสั้นเหมือนแกนิ”

“จ้า พ่อคนความจำดี” ก่อนที่จะบ่นออกมานิดหน่อยตามประสาคนชอบบ่น

“ยืมตักนอนหน่อยนะ”

“มันสมควรขอตั้งแต่ก่อนหย่อนหัวลงตักเราไหม” เธอติงสีฝุ่นหน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้ยกศรีษะของเขาออก คนนอนอยู่ก็ได้เพียงแต่แอบซ่อนรอยยิ้มที่อยากส่งให้กับหมอนจำเป็นของเขา

ขี้บ่นสมเป็นเติม สีฝุ่นคิดในใจ ตั้งแต่ที่รู้จักกับหญิงสาวมา เธอก็เป็นคนขี้บ่นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร สามารถนำเรื่องราวต่างๆรอบตัวมาบ่นได้ แม้บางครั้งสิ่งที่บ่นจะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่นั้นก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเติมเต็ม

บางครั้งที่เธอบ่นเขาก็รำคาญหน่อยนะ แต่บางครั้งมันก็ทำให้นึกถึงแม่อยู่เหมือนกัน ก็สิ่งที่เธอบ่นออกมามันมีความห่วงใยอยู่ในนั้น ทั้งยังเคยช่วยดึงสติให้กับได้หลายต่อหลายครั้งเหมือนกัน

มีคนเคยบอกกับเขาว่า ถ้าอยากรู้ว่าเติมรักและห่วงใครบาง และห่วงมากแค่ไหนให้ดูจากการที่หญิงสาวบ่น ยิ่งบ่นมาก็รักมากห่วงมาก แต่ถ้าไม่บ่นเลยก็คือไม่รักไม่ห่วงเลย บ่นเพราะความหวังดี

 “แกเคยบอกเรื่องน้ำ แต่เราไม่เคยเชื่อ” อยู่ๆสีฝุ่นก็เอยวนมาเรื่องที่เขาเลิกกับน้ำ แฟนเก่าของเขา

“แต่สุดท้ายแกก็คบกับน้ำมาเกือบสามปีเลยนิ” เติมตอบเสียงเบาๆ

“เราว่าเราหลงเขามากกว่า หลงมาเกือบสามปีเลย”

“รู้ได้ไงว่าหลง คนมันจะคบกันก็ต้องรักกันชอบกันไหมว่ะ” เธอกล่าวออกมา “แล้วเลิกกันเพราะอะไรละ” ความอยากรู้ทำให้เติมถามออกไป

“เรารู้แล้วกันว่าทำไมเราถึงว่าหลง ที่เลิกเราก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร อาจจะเพราะเรากับน้ำมาถึงจุดหนึ่งที่พอแล้วก็ได้มั้ง จุดที่เราคิดว่าต้องพอกับความสัมพันที่ไม่มีอนาคตต่อไปแบบนี้” สีฝุ่นหยุดพูดนิดหนึ่ง ก่อนที่จะเอยต่อ “เติมเชื่อปะ ว่าตลอดเวลาที่เราคบกับน้ำอะ เรามักจะนึกถึงคนหนึ่งอยู่ตลอดเวลาเลย”

“แม่”

“โอ้ย ไม่ใช่เว้ย” สีฝุ่นรีบตอบกลับไป “ขัดอารมณ์สิ้นดี” เติมหัวเราะออกมา

“ก็พาเศร้าเหลือเกิน คนมันไม่ได้ชอบเรื่องเศร้านะเว้ย แต่ก็ดีแล้วแหละที่แกตัดสินใจเดินออกมา ถ้าไม่มีความสุขจะอยู่ไปทำไม จริงปะ”

“อืม มันก็จริงอย่างแกพูด” เติมไม่ได้พูดอะไรออกมา ทำให้ความเงียบในยามใกล้เช้าเข้ามาอีกครั้ง สีฝุ่นอนฟังเสียงน้ำไหล เสียงนกร้องไปมาก็พาเคลิ้ม ค่อยๆหลับตาลง

เสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของคนที่นอนอยู่ เติมก้มมองคนหลับอยู่ มือที่ตอนแรกอยู่เป็นสุขดีๆก็ยกขึ้นมาลูบผมที่กองๆอยู่บนตักของเธอเบาๆ

จันทร์สีนวลที่ตอนนี้ลอยขึ้นฟ้ามาสูงจนเลยหัวของเธอไปแล้ว แสงดาวเล็กๆส่องแสงอยู่บนฟ้า ที่ตอนนี้กำลังโดนแสงสีทองจากพระอาทิตย์ที่ใกล้จะขึ้นกลบ ลมหนาวๆพัดผ่านมาหน่อยจนต้องทำให้เธอกระชับเสื้อกันหนาวมากขึ้น แล้วเอาผ้าคลุมไหล่ของตัวเองไปคลุมให้กับคนที่นอนอยู่

อยู่ๆก็ทำให้เธอนึกถึงเพลงเพลงหหนึ่งขึ้นมา เพลงที่น่าจะเข้ากับบรรยากาศตรงนี้ เธอกำลังพยายามนึกถึงเนื้อเพลง ก่อนจะร้องออกมา ด้วยน้ำเสียงเบาๆ

“ดึกดื่นคืนร้าง น้ำค้างยอดหญ้า ไหลลู่ลงมาสะท้อนแสงจันทร์ อยากหยุดเดือนดาว เก็บลมหนาวไว้นานๆ เพราะเธอจะมาอยู่ในหัวใจ อยากต่อเวลา ค่ำคืนนี้ให้ยาวนาน เพราะฉันมีเธออยู่ใน หัวใจ...”

       แสงอาทิตย์ค่อยๆสาดส่องขึ้นมาบนท้องฟ้า เติมเงยหน้าขึ้นมองภาพตรงหน้า จนทำให้อดหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปไม่ได้ แต่พอถ่ายไปได้รูปหนึ่ง เธอก้มมองคนที่นอนหลับอยู่

       แชะ!

       “ไหนใครว่าอยากจะมาดูพรอาทิตย์ขึ้นไงฟะ”


     ใส่บาตรต้อนรับปีใหม่กันไหม”

หือ” เติมที่กำลังจะก้าวขึ้นรถถึงกับ ต้องชะงักแล้วหันมามองคนชวน

เชียงคานขึ้นชื่อเรื่องการใส่บาตรไม่ใช่หรอ”

อ๋อ” เติมพยักหน้าให้ก่อนจะก้มลงเข้าไปเอาของในรถ ”ไปงั้นไปสิ”

สีฝุ่นยิ้มให้กับเติม ก่อนที่จะเดินตามร่างของคนตรงหน้าไป ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาเดินเข้าไปหา แล้วคว้ามือของเติม แล้วออกเดินเร็วๆ ตรงไปยังบริเวณที่มีคนนั่งรอใส่บาตรกันอยู่

รอยยิ้มสดใสถูกส่งให้กับคนที่งงกับการกระทำของเขา ทั้งทำอะไรตามที่สีฝุ่นบอกอีกต่างหาก

อะไรของเขา...

เติมเอ่ยถามกับตัวเอง ถึงแม้จะงงแต่เธอก็มีความสุขกับสิ่งที่คนตรงหน้าทำ เธอไม่ได้ยิ้มออกมาเหมือนกับสีฝุ่นที่ตอนนี้ดูมีความสุขมากๆ ทั้งยังมีการหันไปคุยกับคนข้างๆ ในขณะที่มือของเขายังคงจับมือของเธอไว้อยู่

การใส่บาตรในตอนเช้าเสร็จไปด้วยรอยยิ้มของคนในบริเวณนั้น ยิ่งกว่านั้นคือรอยยิ้มของสีฝุ่นที่ไปพูดออดอ้อนคุณตาคุณยายที่มารอใส่บาตร จนได้รับความเอ็นดูอย่างมากถึงขนาดชวนไปกินข้าวที่บ้าน มื้อเช้าของทั้งสองเลยได้อิ่มอร่อยด้วยมือของคุณยาย

ก่อนที่ทั้งสองจะขอตัวออกมาในตอนสายๆ หลังจากที่ช่วยกันล้างจาน และช่วยคุณตาเปิดร้านขายของเสร็จแล้ว

ทำไมดูมีความสุขจัง” เติมเอ่ยถาม

ไม่รู้สิ ยังไม่อยากกลับเลย” สีฝุ่นทำหน้าตาออดอ้อน

ง่วง ขอไปนอนก่อนเดี๋ยวเราค่อยพาไปเที่ยวทีหลัง” แต่คนโดนอ้อนกลับไม่สนใจ

เสียใจ” คนอ้อนไม่สำเร็จถึงกับทำหน้ามุ่ยหน้างอใส่

ขับรถเองไหมละ” เติมยื่นกุญแจรถในมือของเธอให้สีฝุ่น

ขับไม่เป็นโว้ย”

“24 แล้วนะยังขับรถไม่เป็นหรอเนี่ย” เติมถึงกับส่ายหน้าให้

ก็ไม่มีคนสอนน่ะ”

จริงๆเลย” สีฝุ่นหน้างอใส่นิดนึง “อยากขับเป็นไหมล่ะ”

หืม” คนที่เพิ่งหน้างอใส่ถึงกับเงยหน้าขึ้นมอง

ก็จะสอน” ไม่ว่าเปล่าเธอโยนกุญแจรถให้กับสีฝุ่น ก่อนที่สุดเดินอ้อมรถมาฝังข้างคนขับ ”ไปนั่งสิ” คนที่ยืนถือกุญแจอยู่เดินไปฝั่งคนขับอย่างว่าง่าย

เติมนั่งประจำที่ของตัวเอง ส่วนสีฝุ่นนั้นนั่งหลังพวงมาลัย แอบมีความงงๆอยู่ในสายตา แต่ก็สตาร์ทรถ ก่อนจะหันมามองคนที่จะสอนขับรถ

ขับรถยนต์น่ะขับง่ายกว่ามอเตอร์ไซค์เยอะเลยนะ เพราะรถยนต์มีสี่ล้อไม่ล้มเหมือนมอไซแน่นอน” เขาพยักหน้าให้ “รถคันเนี่ยเป็นรถเกียร์กระปุก ก็เหมือนกับรถมอไซของเรานั่นแหละ เวลาเปลี่ยนเกียร์ต้องคลัชตลอด”

งันลองเลยนะ”

อืม อ๋อ แล้วก็อย่าลืมทุกครั้งที่สตาร์ทรถต้องใส่เกียร์ว่างและก่อนจะออกรถอย่าลืมปลดเบรกมือลง” พยักหน้าให้ ก่อนที่เขาจะค่อยๆทำตามสิ่งที่เติมบอก

รถยนต์คันสีแดงของเติมที่มีสีฝุ่นเป็นคนขับค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป ก่อนที่มันจะสะดุดชะงัก แล้วดับ คนขับถึงกับร้องเสียงหลงออกมา

เห้ย”

สตาร์ทใหม่ ไม่เป็นไร” เสียงดังของเครื่องยนต์ดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่รถจะค่อยๆขับออกไป รอบนี้ไม่สะดุด “ขับรถครั้งแรกเป็นเรื่องปกติที่จะทำรถดับ แต่ตอนที่เราขับครั้งแรกเราก็ไม่ดับนะ” มันเป็นการอวดหน่อยๆ จากคุณครูจำเป็นของเขา

จ้าแม่คนเก่ง” เติมยิ้มหน่อยๆให้กับสีฝุ่น

งั้นก็ค่อยๆขับไปนะ เราจะนอน”

บ้าแล้วเติม เราไม่รู้ทางสักหน่อย”

ไม่นอนก็ได้”

 

ปกติเติมขับรถจากเลยไปเชียงคานแค่ประมาณชั่วโมงกว่า วันนี้นั่งรถกลับมาที่บ้านใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งตลอด 2 ชั่วโมงมีคนที่คอยหันมาถามตลอดว่าควรจะขับรถยังไงหรือเลี้ยวไปทางไหน

โอ้ย กว่าจะถึง”

ก็บอกแล้วว่าให้เติมขับ” สีฝุ่นโยนกุญแจรถคืนก่อน จะเดินตามเจ้าของบ้านขึ้นไปบนบ้าน “แต่ก็รู้สึกสนุกนะ”

ก็ดีแล้ว โอ้ยง่วงจัง” เติมหาวออกมา “อาบน้ำนอนดีกว่า”

ตะวันจะขึ้นเหนือหัวแล้วยังจะนอนอีกหรอ”

เมื่อคืนนี้แทบไม่ได้นอนเลยนะ ให้เรานอนเถอะ” แต่เมื่อเช้าคนที่บอกว่าอยากจะดูพระอาทิตย์ขึ้นกับหลับตลอด ไม่ตื่นขึ้นมาดูเลยสักนิด จนเธอต้องได้ปลุกเ

ไปเหอะ” เติมพยักหน้าให้ เดินหายเข้าไปในห้องนอน ไม่นานนักเขาก็ได้ยินเสียงน้ำไหลดังมาจากในห้อง

คนที่ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยหันไปยังห้องรับแขกที่เป็นห้องทำงานด้วย ครั้งก่อนสนใจแต่รูปถ่าย มาครั้งนี้เลยดูหนังสือในชั้นวางของหญิงสาว ที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือนิยาย หนังสือเรียน และสมุดจดสันด้วยที่มีหลายสิบเล่ม

สมุดจดเล่มหนึ่งถูกดึงออกมาจากชั้น หน้าปกเรียบๆ มีชื่อของตึงอยู่ตรงพร้อมกับบอกว่าสมุดเล่มนี้อยู่ในช่วงเวลาไหนของชีวิตเติม เล่มที่เขาเลือกมาคือช่วงปีหนึ่งเทอมสอง พอเปิดมาก็เจอกับตัวหนังสือเล็กๆ ที่บางหน้าก็เป็นระเบียบเรียบร้อย บางหน้าก็เป็นเส้นยักๆที่แทบอ่านไม่ออก อันแน่นอยู่เต็มหน้าหนังสือ

เติมมักเล็คเชอร์ลงในสมุดเล่มเดียวกัน ก็เลยทำให้มีเนื้อหาหลายวิชาอยู่ อีกทั้งยังมีงานต่างๆ และก็บันทึกเรื่องราวต่างๆ พอเปิดมาได้เรื่อยก็เจอกับหน้ากระดาษหนึ่งที่ตัวอักษรเขียนด้วยดินสอทั้งหมด ถัดจากหน้านั้นไปคือกระดาษเปล่าที่มีดอกไม้แห้งดอกหนึ่งซึ่งสอดอยู่

ดอกไม้ที่ยังคงเป็นสีชมพูอ่อนๆ ปล่อยดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคนอื่นมาเห็นอาจจะต้องเดาแต่สำหรับคนที่อยู่ในสถานที่ดอกไม้นี้ตลอดเจ็ดปีแทบจะไม่ต้องเดาเลย

ชมพูพันธ์ุทิพย์” สีฝุ่นกล่าวเบาๆกับดอกไม้ที่อยู่ตรงหน้า และนั่นทำให้เขาเปิดกลับมายังหน้าหน้าที่ผ่านมา “ขออ่านหน่อยนะ”

เรื่องราวที่เขียนอยู่ในนั้นเป็นการบ่นออกมาถึงวันซวยๆของเติม ที่ดูเหมือนจะหัวเสีย โกธร ตัดท้อ แต่พออ่านผ่านไปก็เหมือนบ่นออกมาเฉยๆ ให้ได้ระบายออกมา ก่อนที่ท้ายบันทึกไว้เกี่ยวกับดอกไม้ที่เธอเก็บมา

ชมพูพันธุ์ทิพย์ ความสวยงาม ที่ทำให้ยิ้มได้ในวันที่ไม่ดี :) ‘

อาบน้ำไหมสีฝุ่น” เสียงของเติมดังมาจากหน้าห้องนอน เขารีบเก็บสมุดกลับไปไว้ที่เดิม ก่อนจะตะโกนกลับไปหาเติม ที่เดินมาหาเขา

อืม”

ผ้าเช็ดตัวอยู่ในห้องอะ” สีฝุ่นพยักหน้าให้ แล้วเดินหลบมุมไปยังห้องนอน พร้อมกับดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ในมือ

 

“ไหนว่าจะนอนไง” สีฝุ่นเอยถามขึ้น เมืงอเห็นเจ้าของบ้านนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเธอ เติมยกนาฬิกาข้อมือของเธอให้ดู เขาเดินเข้าไปก่อนจะหยิบนาฬิกาขึ้นมาดู

“อยู่ๆนาฬิกาก็ตายอะ”

“เออ ให้ซ่อมไหมละ” เติมส่ายหน้าให้ แล้วรับนาฬิกากลับมา

“เรือนนี้ใช้มาสามปีแล้ว คงได้เวลาต้องปลดประจำการแล้วละมั้ง” เติมเอานาฬิกาที่เธอใส่ประจำตลอดสามปีที่ผ่านมา ไปวางไว้บนชั้นรวมกับนาฬิกาเรือนอื่น

สีฝุ่นพึ่งสังเกตุว่ามันมีส่วนหนึ่งของชั้นที่มีกระจกเอาไว้กันฝุ่น ซึ่งพอดูดีๆแล้วก็เห็นว่าของที่อยู่บนชั้นนั้น เป็นของชิ้นเล็กชิ้นน้อย ที่เวลาทำความสะอาดน่าจะทำยาก ไม่เหมือนกับหนังสือที่ปล่อยให้มันท้าแดดท้าลมท้าฝุ่น

“โอ๊ะ มีเข็มของเราด้วย” เขาชี้ไปยังเข็มอันหนึ่งที่กองอยู่ในกลุ่มมหาสมบัติเข็มต่างๆ “มีของหลายโรงเรียนเลยนิ สะสมเข็มหรือไงอะ”

“ก็เขาให้มา โรงเรียนเรามีเข็มไปให้เขาแลกซะที่ไหน” เธอชี้ไปยังเข็มของโรงเรียนต่างๆ “ก็เหมือนกับแกที่ให้เราตอนนั้นแหละ และก็ไม่ได้มีแต่เข็มโรงเรียนนะ เข็มมหาลัยก็มี”

“เออ จริงด้วย” เข็มกว่าสิบอันมีทั้งของมหาลัยและก็โรงเรียน ซึ่งแต่ละอันก็เหมือนจะโดนฝุ่นเกาะไปตามกาลเวลา

สีฝุ่นหันไปเห็นกล่องไม้เล็กๆที่วางอยู่ใกล้ๆกัน เขาเอื้อมมือไปหยิบกล่องนั้นลงมาดู และเหมือนข้างในจะมีอะไรใส่ไว้ แต่อาจจะเป็นกระดาษ เพราะมันไม่ได้หนักอะไรมาก

“อะไรหรอเนี้ย” เติมหันมามอง ก่อนที่จะรีบคว้าเอากล่องนั้นมาถือไว้ในมือ แล้วเอยกับเขา

“อันนี้ห้ามดู ความลับ” เธอหันไปยัดมันใส่ในลิ้นชักตรงโต๊ะทำงาน ก่อนที่เสียงล็อคจะลอยเข้ามากระทบโสตประสาทของเขา

“บอกกันดีๆก็ได้” สีฝุ่นมุ้ยหน้าใส่ “เออเต็ม”

“อืม”

“เครื่องบินกลับกรุงเทพ มียังไงบางอะ”

“จะกลับแล้วหรอ” สีฝุ่นพยักหน้าให้ “ก็มีทุกวันอะ ตอนช่วงสิบโมง กับตอนเย็น เราก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน เดี๋ยวเช็คให้”

“ไม่มีเครื่องเช้าหรอ”

“เคยมี แต่ยกเลิกไปละ ถ้าลงตอนเช้าในช่วงหน้าหนาวมันอาจจะเจอหมอก และหมอกที่เมืองเลยก็ไม่ใช่น้อยๆนะ ลงที่นี้มองไม่เห็นทางกันเลยละ”

“ขนาดนั้น”

“อยู่รอดูดิ เดี่ยวได้เห็นแน่” สีฝุ่นส่ายหน้าให้กับเติม เขาก็อยากจะอยู่อยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่าต้องกลับไปทำงานนะ

“แต่ว่าคืนนี้แกพาดูดาวได้นะ”

“ได้เลย จะอวดให้ดูเลยว่าดาวบ้านเราสวยแค่ไหน”  เธอกล่าวอย่างภูมิใจ บ้านเธอเนี้ยขึ้นชื่อในการดูดาว ยิ่งในช่วงหน้าหนาวที่ไม่ค่อยมีเมฆ ยิ่งเห็นชัด อาจจะด้วยว่ารอบๆไร่ของเธอมืด และเมืออยู่กลางที่มืดๆ ดาวก็เลยเห็นชัดเจน

“ใช่ เราว่าสวย”

 

สีฝุ่นมานอนเล่นบ้านเติมได้ไม่กี่วัน ก็ต้องกลับไปทำงานของเขา ซึ่งจริงๆแล้วเขายังไม่อยากจะกลับเลย

“อยู่ต่อเลยได้ไหม...” เพลงอยู่ต่อเลยได้ไหม ของสิงโต นำโชค กลายเป็นเพลงประจำที่สีฝุ่นชอบร้องให้เติมฟัง เมือเขาไม่อยากจะกลับบ้าน

“จะอยู่อะไร อีกไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องขึ้นเครื่องกลับบ้านแล้ว” เติมที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเอยขึ้น ปกติถ้าไปไหนมาไหนกันเติมจะให้สีฝุ่นเป็นคนขับ ด้วยอยากให้ชายหนุ่มขับรถเป็น แต่เพราะครั้งนี้คนขับรถของเธอจะกลับบ้านแล้ว เธอก็เลยขับรถให้เขานั่งสบายๆหย่อย

“อาลัยอาวรเราหน่อยสิ”

“ไม่เอาอะ”

“เสียใจนะ”

“ค่อยกลับมาใหม่ ไร่ฉันไม่ไปไหนหรอก”

“ก็ไม่ได้อยากมาหาไร่สักหน่อย”

“โอ้ย อย่าเรื่องมากนะ” เติมดับรถ ก่อนที่จะหันไปคว้าเอากระเป๋าย่ามของเธอมาสะพาย “เดี๋ยวพรุ่งนี้เราก็ต้องเข้าสำนักงานแล้ว ไม่มีเวลาว่างมาพาแกเข้าไปเล่นในไร่หรอกนะ”

“ง่ะ กลับไปทำงานก็ได้” สีฝุ่นกล่าวออกมาอย่างจนใจ เมือคนที่กำลังอ้อนอยู่ไม่เล่นด้วย

“อืม กลับไปเก็บตังค์ค่ารถซะ แล้วค่อยมาใหม่”

“แกก็ไปเที่ยวบ้านเราบ้างสิ”

“หาเวลาว่างก่อนนะ เดี๋ยวไป”

“สัญญานะ” อยู่ๆก็อยากให้สัญญา ทั้งๆที่ปกติไม่ชอบจะให้ใครไปบ้าน “ไม่สัญญาหรอ”

“ทำไมต้องทำตัวอ้อนด้วยฟะ” เติมเดินนำเข้าไปในอาคารผู้โดยสาร ในขณะที่สีฝุ่นยืนเซ็งอยู่แปบหนึ่งแล้ววิ่งตามเข้าไป

“สัญญาก่อนสิว่าจะไป”

“เออ ไปก็ไป” เติมตอบรับอย่างตัดรำคาญ “แต่จะไปตอนไหนนั้นอีกเรื่องนะ” เธอหันมายิ้มให้

“อีกไม่นานหรอก”

“อะไรนะ” คนที่ไม่ได้ตั้งใจฟังหันมาถาม

“ไม่มีอะไร” สีฝุ่นรีบปฏิเสธ ก่อนจะเอยเปลี่ยนเรื่อง “ทำไมคนเยอะจัง”

“ก็เขาจะกลับไปทำงานไง”

“อ๋อ” สีฝุ่นพยักหน้าให้

“อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิ กรุงเทพ-เมืองเลย แค่นั่งเครื่องชั่วโมงเดี่ยวก็ถึงแล้ว” เธอปลอบคนที่ไม่อยากจะกลับบ้าน แล้วก็ไปทำงาน

“ก็ตอนนี้ไม่ได้อยู่กรุงเทพแล้วไง ย้ายไประยองแล้ว”

“ระยองกรุงเทพ นั่งรถไม่นานหรอก”

“แง่” เติมหัวเราะออกมา คนอะไรอยู่ๆก็ทำตัวปัญญาอ่อนขึ้น “พี่ใจร้าย”

“อ้าว เรียกกูพี่อีก”

“พี่ไม่อยากให้สีฝุ่นอยู่ด้วย” สีฝุ่นทำเหมือนจะร้องไหออกมา ถ้าทิ้งตัวลงไปนั่งพื้นได้ คงทำไปแล้ว

“โอ้ย เพลีย” เติมยกมือขึ้นจับหน้าผากของตัวเอง ก่อนที่จะลากสีฝุ่นไปยังเคาร์เตอร์เช็คอิน “ถ้าน้องฝุ่นเป็นเด็กดี กลับบ้านไปรายงานตัวกับคุณแม่ให้สบายใจ เดี๋ยวพี่เติมจะนั่งเครื่องไปหาถึงบ้านเลย ดีไหม?” เธอพูดออกมาเสียงดัง และดูใจดี ให้พนักงานทั้งสองคนที่เคาร์เตอร์ได้ยิน พร้อมกับหันไปยิ้มให้กับคนทั้งสอง

“น้องชายจะขึ้นเครื่องใช่ไหมค่ะ”

“ค่ะ น้องแกกลัวเครื่องบินนะคะ 24 แล้วเวลาจะเครื่องทีไรก็ทำตัวเป็นเด็ก ไม่อยากจะเครื่องตลอดเลย” เติมหันมายิ้มให้กับสีฝุ่น พร้อมกับยกมือขึ้นลูบศรีษะของชายหนุ่ม “ไม่ต้องกลัวนะครับคนดี”

“ใช่ค่ะ ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ นั่งแปบๆก็ลงแล้ว” พนักงานคนหนึ่งพูดขึ้น

“เห็นไหมค่ะ น้องฝุ่นไม่ต้องกลัวนะ”

“ครับ พี่เติม” สีฝุ่นเลิกงอแงแทบจะทันที เขายื่นบัตรประชาชนให้กับพนักก่อน แต่ก็ไม่วายหันมาเล่นด้วยกับเติม “ผมกลับบ้านไปรายงานตัวกับคุณแม่ พี่เติมก็อย่าลืมนะครับว่าจะไปหาผมที่บ้าน”

เติมหันไปยิ้มให้กับพนักงานก่อนจะพูดขึ้น “แกเป็นน้องที่ติดพี่น่ะค่ะ”

“รักกันมาเลยใช่ไหมคะ”

“ผมรักพี่เติมสุดๆเลยครับ” ไม่ว่าเปล่ามีการควงแขนของเติม จนเธอแอบตกใจ “ขอบคุณนะครับ” สีฝุ่นรับเอาตั๋วเครื่องบินมา พร้อมกับลากเติมออกไปจากตรงนั้น

กว่าจะไล่คนที่ไม่อยากกลับบ้านให้เข้าไปเกตได้นั้นก็ใช่เวลาอยู่พอสมควร ถ้าไม่ใช่อ้างว่าจะกลับแล้ว สีฝุ่นก็คงไม่เดินเข้าไป เติมรีบเดินออกมานั่งรอที่รถ จนกระทั่งเครื่องบินลำที่สีฝุ่นนั่งเทคออฟออกไป เติมถึงสตาร์ทรถ แล้วออกจากสนามบิน

เมือเปิดเข้ามาในบ้านหลังเล็ก กลิ่นหอมๆจากตัวของสีฝุ่นก็ลอยเข้ามาปะทะโสตประสาทของเธอ จนต้องเปิดหน้าต่างรับลมทั้งบ้าน

“มาทิ้งความทรงจำไว้ให้กับฉันอีกละ” เธอกล่าวออกมา

ใช่ว่าเธออยากจะไล่สีฝุ่นให้กลับบ้าน แต่เธอไม่อยากให้สีฝุ่นสร้างความทรงจำในบ้านและไร่ของเธอไปมากจนเกินไป ไม่อยากที่จะมองไปทางไหนก็เห็นแต่หน้าของสีฝุ่น

ถึงแม้ว่าความจำจะสั้น แต่ถ้าเป็นเรื่องของชายหนุ่มแล้ว ดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวที่เธอจำได้ดีเลยตั้งหาก

“แล้วก็มารื้อนิยายฉันมาอ่านแล้วก็ไม่เก็บ” ตลอดเวลาที่สีฝุ่นอยู่บ้านของเติม เขาให้ความสนใจกับชั้นหนังสือของเธอมาก โดยเฉพาะของสะสมต่างๆ บางครั้งก็ยังรื้อเอานิยายของเธอมาอ่าน จนลืมเก็บแบบนี้

เติมรวบเอาหนังสือขึ้นมาโอบไว้ในอ้อมกอด แล้วเดินไปเก็บหนังสือคืนที่เดิม ก่อนที่เธอจะเห็นว่ามีอะไรแปลกๆในกองหนังสือนิยาย

เธอหยิบสมุดไดอารี่เล่มเก่าๆ ที่มีหน้าปกสีดำสนิดขึ้นมาดู ความคุ้นเคยของสมุดเล่มนี้ทำให้คนที่กำลังดูต้องรีบเปิดออก

กระดาษสีดำ ตัวอักษรเขียนด้วยหมึกสีขาว รายมือค่อนข้างเป็นระเบียบ และเลอะหมึกหน่อยๆ ด้วยคนเขียนถนัดซ้าย และไม่ต้องเดาเรื่องราวอะไรมากมาย เพราะว่าคนที่เขียนคือตัวของเธอเอง

ไดอารี่ของฉัน” เติมกล่าวกับตัวเอง “จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เห็น คือตอนที่ได้เจอกับสีฝุ่นครั้งสุดท้าย เมือสักประมาณสามปีก่อน แต่ทำไมถึงมาอยู่ที่บ้านของเธอได้ละ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า คนที่เอาไปอาจจะเอามาคืนเธอ

ไดอารี่เล่มสีดำถูกโยนไปบนโต๊ะทำงาน อย่างไม่ใส่ใจ ด้วยเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่เขียนอยู่ในสมุดนั้นคือสิ่งที่เธอเขียนเอง โดยที่เธอไม่รู้เลยว่ามีรูปถ่ายหลายใบที่ถูกแนบในนั้นหลุดออกมากระจายอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอเอง

คนที่ยังไม่รู้ว่าไดอารี่ของตัวเองมีสิ่งแปลกใหม่ ก็กลับไปทำงานเหมือนเดิม เพื่อให้ตัวเองไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องราวในอดีต จะได้ไม่จมเหมือนกับเมือสมัยก่อนตอนที่พึ่งเรียนจบใหม่ จากเช้าจนเย็น จากเย็นจนดึก ดึกจนเช้า ร่างของหญิงสาวเจ้าของบ้านถึงเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานของเธอพร้อมกับแฟ้มงาน

เติมกำลังวางแฟ้มงานในมือลง สายตาก็ปะทะเข้ากับรูปถ่ายที่กระจายอยู่บนโต๊ะ และอีกส่วนหนึ่งยังคงถูกแนบไว้ในสมุดเล่มสีดำ

ภาพพวกนั้นทำเอาคนที่กำลังยืนอยู่ต้องนั่งลง แล้วค่อยๆดูรูปในมือนั้นด้วยความตกตะลึง

รูปถ่ายทั้งหมดคือรูปที่ถูกแอบถ่าย โดยใครคนหนึ่ง ซึ่งคนที่โดนถ่ายเหมือนจะไม่รู้ เพราะเธอยังคงทำกิจวัตรของเธอโดยไม่หันมาสนใจกล้องสักนิด

ใช่ รูปถ่ายทั้งหมดนี้คือรูปของเธอ ที่ถูกแอบถ่ายโดยสีฝุ่น

แอบถ่ายไว้ตั้งแต่ตอนไหน” คนความจำสั้นพยายามนึก แต่ก็ได้คำตอบจากสิ่งที่เขียนอยู่หลังรูปถ่าย ที่ดูเหมือนจะเขียนเอาไว้

อ่านนิยายจำเป็นต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้นไหม?’ เติมต้องรีบหันรูปกลับมาดู แล้วเห็นว่าคนในรูปกำลังนั่งอ่านนิยายอยู่ที่หอสมุด ที่ๆเธอชอบไปอยู่

เธอหยิบอีกรูปขึ้นมาดู ภาพของคนหัวฝูๆที่นั่งหน้างออยู่โต๊ะตัวหนึ่ง ฉากหลังเป็นที่ไหนเธอเองก็จำไม่ค่อยจะได้ แต่พอคำบรรยายที่เขียนเอาไว้ ก็พอจะเดาออกว่าทำไมเธอถึงหน้างอขนาดนั้น

ปลุกแต่เช้าให้มารับ ก็จะเห็นคนหน้างอหน่อยๆ ไม่เชื่อว่าแค่เสียงโทรศัพท์ดังก็จะทำให้คนขี้เซาตื่นได้’ เติมยิ้มกับคำบรรยายอันนั้น

อันที่จริงแค่เสียงแชทเด้งเธอไม่ตื่นหรอก บางครั้งนาฬิกาปลุกเธอยังไม่ตื่นเลย ก็คงจะมีแต่เสียงแชทที่ต้องมาจากแชทของสีฝุ่นเท่านั้น ถึงจะปลุกเธอได้ ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงตื่นทุกคนั้งที่แชทของสีฝุ่นเด้ง

รูปต่อมาที่หยิบขึ้นมาดู เป็นรูปที่เธอกำลังเงยหน้าขึ้นมองต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ที่ออกดอกสีชมพูอยู่เต็มต้น และร่วงหล่นลงมาบนพื้น

คนอะไรชอบดอกไม้สีชมพู ขัดกับตัวจริงที่ดูแข็งๆเลยนะ’

ยะ” เติมโยนรูปนั้นลงบนโต๊ะ ก่อนที่จะหยิบอีกรูปหนึ่งที่เธอยิ้มให้กับกล้อง โดยมีฉากหลังเป็นพระจันทร์ดวงโต และแสงไฟจากเทียน พอดูๆไปแล้วเป็นงานลอยกระทงปีหนึ่งที่สีฝุ่นลากเธอไป หลังจากที่เธอกลับหอมาแล้ว

เหมือนจะเป็นรูปถ่ายใบเดี่ยวที่เติมตั้งใจหันมายิ้มให้กับกล้อง เติมคงไม่รู้ว่าเราชอบรอยยิ้มของเติมนะ อยากจะเก็บไว้กับตัวเอง ไม่อยากให้ไปยิ้มกับใคร แต่คนที่เติมชอบคงไม่ใช่เรา เราแค่อยากจะบอกกับเติม ว่าเราชอบเติมนะ’

หา!!” เธอตกตะลึงกับข้อความที่เขียนไว้ในนั้น “แล้วรูปนี้ถ่ายหลังจากที่มันเป็นแฟนกับน้ำนิ เฮ้ย ไม่ใช่หรอกมั้ง” เติมรีบคุ้ยๆดูในกองรูป ก่อนที่จะเห็นรูปถ่ายที่เหมือนเป็นรูปถ่ายล่าสุด

ใช่มันเป็นรูปถ่ายล่าสุดแน่นอน เพราะมันคือรูปตอนวันปีใหม่ที่เธอเล่นไฟเย็นอยู่ ก่อนที่สีฝุ่นจะเดินหนีหายไปในบ้าน แถมรูปนี้ยังปริ้นมาจากเครื่องปริ่นรูปของเธออีกด้วย เมือพลิกดูก็ไม่เห็นอะไรเขียนอยู่ในรูปนั้น

อะไรว่ะ” เติมโยนรูปลงไปบนกอง แล้วพิงตัวกับพนักเก้าอี ก่อนที่สายตาจะเห็นตรงมุมรูป

รัก :)’

ซาขิ่น!”

ขาคุณเติม” ซาขิ่นรีบวิ่งเข้ามาในบ้านแทบจะทันที หลังจากที่เธอเรียก

จองตั๋วเครื่องบินไปกรุงเทพให้ฉันสิ ขอด่วนที่สุด”

จัดไปค่ะ” ซาขิ่นรีบตอบรับ ก่อนจะหยิบเอาโทรศัพท์บ้านต่อสายไปยังสายการบินแห่งหนึ่ง

เติมยืนมองรูปนั้นอยู่สักพักก่อนที่เธอจะยิ้มออกมา “พี่เติมกำลังจะไปบ้านน้องฝุ่นแล้วนะ”

        

       เอียด!!

เสียงเบรกรถดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ตองที่กำลังนั่งจดบัญชีอยู่ถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมองว่าใครกันต้องรีบร้อนขนาดนี้

ตองงงง” เสียงเรียกแทบจะมาก่อนตัว ตองละมือจากบัญชี เดินไปหน้าร้านหาเพื่อนตัวดีของเขา

มีไร แล้วนี้จะรีบร้อนไปไหน” เขาถามขึ้นด้วยความสงสัย

ไปส่งเราที่สนามบินหน่อย เอารถเราไปก็ได้แล้วแกขับกลับมา”

หืม” เขาอุทานเบาๆ เมือคนตรงหน้าเปลี่ยนคำแทนตัว พร้อมกับท่าทางรีบๆนั้น “มีอะไรหรือเปล่า”

มีสิ ไปเร็วเดี๋ยวไม่ทัน” เติมจับแขนของตองให้เดินไปยังรถ แต่เขายกมือขึ้นกอดอกไว้ก่อน

ไม่บอกไม่ไป”

โอ๊ยไอ้นี้ ฉันรีบนะเว้ย ไปเห้อเดี๋ยวเล่าให้ฟังบนรถ” เขายกนาฬิกาขึ้นดูนิดหน่อย ก็ได้แต่ถอนหายใจ เดินตามร่างของเพื่อนไป

มีไรว่ะ” ตองขึ้นไปนั่งข้างคนขับอย่างจำใจ โดยมีเติมไฝเป็นคนขับ

พ่อของเติมสอนขับรถตั้งแต่เด็กๆ ตอนที่เขาอยากจะขับรถเติมก็เป็นคนสอนเขา ดังนั้นเวลาปกติหญิงสาวมักจะเป็นคนขับรถให้นั่งมากกว่า ยกเว้นเวลาเธอขี้เกียจหรือไม่ก็ไม่ค่อยมีสติเท่านั้น

แต่ดูเหมือนวันนี้ คนขับรถก็ไม่ค่อยมีสติสักเท่าไร เพราะด้วยความรีบที่จะไปขึ้นเครื่องด้วยแหละมั้ง เธอเลยไม่ได้เอยบอกอะไรกับเขา มีแต่บ่นรถที่ขับไม่ดีข้างทางไป

เครื่องพึ่งลงมึง ไม่ต้องรีบ” ตองบอกคนที่พึ่งจอดรถ หญิงสาวหันมามองก่อนที่จะคว้าเอากระเป๋าย่ามใบเก่งของเธอมาสะพาย “แล้วสรุปจะไปกรุงเทพทำไม”

ไปตามหัวใจ”

ของใคร”

ของเรา”

หืม” ก่อนที่จะนึกถึงหน้าของผู้ชายคนหนึ่ง ที่วนเวียนอยู่ในชีวิตของเติม “สีฝุ่นงันหรอ”

อืม เผื่อเขาจะยังไม่ทิ้งหัวใจที่กูให้ไป”

งันกูขอให้เขายังไม่ทิ้งหัวใจมึง” ตองได้เพียงรอยยิ้มสดใสของเติมกลับมา เธอโบกมือให้กับเขา ก่อนที่จะวิ่งเข้าไปยังในสนามบิน

ตองออกจากรถ มายืนพิงรถของเติมเงยขึ้นมองท้องฟ้า ไม่นานนักเครื่องบินลำโตก็ค่อยๆทะยานขึ้นบนฟ้า

เขายิ้มให้กับเครื่องบินลำนั้น และภาวนาให้เพื่อนรักของเขาสมหวังในความรักสักที จะได้เลิกโหมงานหนัก เพื่อลืมคนสักที

โชคดีนะเติมเต็ม” ตองขึ้นรถ ก่อนจะกลับไปยังบ้านของเขาทำหน้าที่ของตัวเองต่อ

ร้านวงเล่า คือร้านเหล้าที่แม่ของเขาเปิดให้เป็นที่ที่กินเหล้าของเขากับเพื่อนๆ ทั้งยังเป็นการทำให้ลูกชายคนโตกลับมาทำงานที่บ้านอีกด้วย

ส่วนน้องๆเขานั้นยังเรียนไม่จบกันสัก และก็คงจะอีกนานหลายปีอยู่ เพราะน้องคนที่ถัดจากเข้าไปนั้นอายุห่างกันถึงห้าปี

อ้าวพี่ตอง” เสียงเรียกของแบงค์ พนักงานของเขาดังมาจากในร้าน

ว่าไง” ตองเดินเข้าไปในร้าน นั่งลงยังโต๊ะทำงาน ที่ประจำของเขา

มีโปสการ์ดส่งมาจากอังกฤษครับ” คนที่กำลังเปิดบัญชีถึงกับเงยหน้าขึ้นมอง “อยู่บ้านใหญ่ครับ”

ตองลุกจากที่นั่ง สาวเท้าออกจากร้าน ก่อนจะเป็นการวิ่งตรงไปยังอีกฝากของตึกแถว ที่ซึ่งเป็นสำนักงานและบ้านไปด้วย

พอก้าวเท้าเข้ามาในบ้านก็เห็นพ่อกับแม่ของเขานั่งอยู่ที่โต๊ะ โดยเจ้าเหมี่ยวตัวน้อๆเดินวนไปมาเพื่อขออาหารจากทั้งสอง

อ้าวตอง ได้ยินว่าเติมมารึ” แม่ของเขาเอยถาม

ไปส่งที่สนามบินแล้วครับ”

อืม” ข้าวที่กำลังจะเข้าปากชะงักนิดหนึ่ง “เออ โปสการ์ดของลูกนะวางอยู่บนโต๊ะ”

ครับ” เหมือนแม่ของเขารู้ใจ ตองหยิบโปสการ์ดที่ส่งมาให้กับเขา ก่อนที่จะเดินขึ้นห้องนอนไป

เมือเปิดเข้ามาในห้อง ก็เดินตรงไปเปิดลิ้นชักตรงโต๊ะหัวเตียง กล่องไม้ขนาดไม่เล็กมากไม่ใหญ่มากก็ถูกหยิบออกมาวางไว้

พอเปิดออกมาก็เต็มไปด้วยโปสการ์ดที่เขียนเป็นภาษาไทย แต่ที่อยู่เป็นภาษาอังกฤษ ข้อความสั้นยาวแล้วแต่ฉบับไม่เหมือนกัน แต่มีเพียงคำขึ้นต้นและลงท้ายที่เหมือนกัน

สวัสดีค่ะพี่ตอง...”


- The End -


By E'Nao



ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ E'Nao จากทั้งหมด 12 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น