คัดลอกลิงก์เเล้ว

เพราะฉันยังเป็น...เด็ก!

โดย E'Nao

คุณจำอะไรในวัยเด็กได้บ้าง...วีรกรรมอะไรที่คุณเคยทำไว้...เหตุการณ์อะไรที่คุณจะจำได้ขึ้นใจ...เวลาคุณนึกถึงที่ไร คุณก็ชอบคิดเสมอหรือเปล่าว่า "เพราะฉันยังเป็น...เด็ก!" อยู่

ยอดวิวรวม

36

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


36

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  17 มี.ค. 59 / 19:37 น.
นิยาย Щѹѧ...! เพราะฉันยังเป็น...เด็ก! | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีวันเด็ก...2559
     
     คือวันเด็กในวัยที่ไม่เด็ก(เลยเด็กมาไม่กี่ปีเอง) เราคิดถึงความสนุกตอนเด็กๆหรือเปล่า เราคิดถึงเพื่อนสมัยเด็กไหม...ไม่รู้สิ มันไม่ได้นานเท่าไหร่เลยนะ จากความทรงจำของเรา...



...ลงให้อ่านตอนเที่ยงตรงวันเด็ก 2559 นะ...

E'Nao

เนื้อเรื่อง อัปเดต 17 มี.ค. 59 / 19:37


เพราะฉันยังเป็น...เด็ก!

               “กูยังไม่ออกจากบ้านเลย กูหาไม้กลองไม่เจอ” ชายหนุ่มในชุดพละของโรงเรียนแห่งหนึ่ง กำลังเดินไปรอบๆห้องของเขา มือหนึ่งถือโทรศัพท์ ส่วนอีกมือกำลังเปิดลิ้นชักเพื่อหาของสำคัญที่ต้องใช้ในวันนี้

                “สัส ไหนมึงบอกจะมาใส่บาตรไง รีบมาเลยนะมึง” ปลายสายสถบอย่างแรง ก่อนจะออกคำสั่งอย่างเร่งด่วน ชายหนุ่มเงยหน้ามองนาฬิกาเรือนโตที่ติดไว้ที่ประตู

                “เจ็ดโมงสิบ กูขับรถสิบห้านาทีก็ถึงแล้วมึง อีกอย่างกว่าพระจะมา นี้มึงจะรีบไปไหนว่ะเนี้ย” เขาบ่นออกมา ก่อนที่ตัวเองจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “เหี้ยแล้ว กูลืมไม้กลองไว้ที่บ้านแก้มว่ะ”

                “นั้นไอ้นี้ มึงนี้ โทรบอกแก้มเองเลย กูให้เวลามึงสิบห้านาทีมึงต้องถึงโรงเรียน”

                “เออๆ กูจะรีบไป” ชายหนุ่มวางโทรศัพท์ลงที่โต๊ะอ่านหนังสือ ก่อนจะหันไปกวดข้าวของลงกระเป๋าของตัวเอง เขาเงยหน้าขึ้นมองผนังห้องที่ติดเต็มไปด้วยรูปที่ถ่ายกับเพื่อนๆ แต่มีรูปหนึ่งที่อยู่ตรงกลางรูปพวกนั้น

                “สองปีแล้วนะเว้ย” เขาว่าก่อนที่จะยิ้มให้กับตัวเอง พร้อมกับส่ายหัวให้หน่อยๆ แล้วคว้ากระเป๋ากับโทรศัพท์เดินออกจากห้องของตัวเองมา

 

                โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ที่อยู่ในเมืองเลย

                เด็กนักเรียนชายหญิงในชุดพละสีน้ำเงินชมพูเดินเข้ามาในโรงเรียน พร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ศาลหน้าโรงเรียนที่เป็นที่เคารพของคนทั้งโรงเรียนซึ่งผมเห็นคนชิ้นตา และผมเองก็ยกมือขึ้นไหว้ทุกครั้งที่ผ่าน ก็นะท่านคุ้มครองโรงเรียนนิ

                แต่สิ่งที่แปลกไปก็คือวันนี้ทุกคนมีขนมนมเนยข้าวสารอาหารแห้งมาด้วย ผมเองก็เหมือนกัน เพราะวันนี้ที่โรงเรียนของเรามีงานวันเด็ก เลยมีกิจกรรมทำบุญตักบาตร และกิจกรรมการแสดงต่างๆ จับฉลาก ต้องบอกเลยว่า วันนี้ผมโคตรชอบเลย เพราะเราไม่มีคาบเรียน โรงเรียนยกให้เราทำกิจกรรมแบบเด็ก(หรอ) มีขนมฟรี อาหารฟรี ชีวิตดี๊ดี แถมมีของฟรีแจกอีกตั้งหาก

                “ไอ้เหนือทางนี้” ผมหันไปมองเพื่อนของผมที่ตอนนี้แต่งตัวถูกระเบียบมาก ทั้งที่ปกติแล้วแทบจะไม่เคยทำตามระเบียบเลย อย่างน้อยๆก็เสื้อออกนอกกางเกง ใส่รองเท้าเหยียบส้น ไม่ต้องถามนะว่าผมทำไหม ตอบได้เลยว่า ผมก็ทำ แหมผมไม่ได้เป็นคนดีที่ทำตามกฏระเบียบตลอดหรอก

                “ระเบียบดีจังนะมึง” ผมทักเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของผม ไอ้ตูน เพื่อนที่ผมรู้จักมาตั้งแต่สมัยประถม มาโรงเรียนนี้ก็เจอกันอีก บ้างที่ผมก็เบื่อมันเหมือนกันนะ

                “วันนี้ตามาส่ง” เสียงหัวเราะดังขึ้นในวงสนทนา

                “กูขอให้ตามึงมาส่งทุกวัน”

                “ตบปากมึงดีไหมเนี้ย” ตูนยื่นหน้าเข้าไปหาก็อต เปล่าคู่จิ้น แต่มันชอบทำกันแบบนี้อยู่แล้ว ก็อตเพื่อนสมัยมัธยมของผม หน้ามันกวนๆหน่อย ชอบหลับในห้อง และเป็นคนเดียวที่รอดสายตาอาจารย์ตลอด

                “แล้วทำไมวันนี้แม่ มึงไม่มาส่งว่ะ” เพื่อนร่างอ้วนนามว่า วสุ นี้คือชื่อจริงมัน มันมีชื่อเล่นนะ ชื่อ รุ่ง แต่แม้งเรียกยากเพื่อนเลยนิยมเรียกมันว่า วสุ และเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามแต่อารมณ์ของเพื่อน

                “ไปเที่ยว”

                “อีกแล้ว”

                “เออ” เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง ตูนทำหน้าง้อหน่อยๆใส่

                “กูว่านะ ให้แม่ มึงทำหนังสือท่องเที่ยวเห้อ กูว่าแม่ มึงไปบ่อยมาก”

                “กูบอกไปแล้ว ว่าแต่มึงเห้อเมือไหร่แม่ มึงจะให้ซ้อนมอไซต์สักทีไอ้ปั๊บ” คราวนี้ตูนหันไปพูดใส่เพื่อนที่ระเบียบเป๊ะมากที่สุดในกลุ่ม ลูกชายคนเดียวของพ่อกับแม่ ทุกวันจะมีคนมารับมาส่ง ไปไหนก็จะมีคนรับส่งตลอด และที่สำคัญนะแม่มันห้ามมันซ้อนท้ายรถมอไซต์ เวลาจะไปบ้านเพื่อนงี่ แค่โทรบอกแม่นะ ไม่เกินสิบนาทีมีคนมารับไปส่งถึงที่เลยละ

                “อยากรู้ก็ไปถามแม่กูไป๊” คำตอบเดิมที่ทุกคนได้ฟังมาตั้งแต่ มอหนึ่ง ยันมอห้า นั้นทำให้เพื่อนทั้งกลุ่มหัวเราะกันอีกที

                “เออฟร้องแม้งหายไปไหนว่ะ” ตูนถามขึ้น เมือรอบตัวของพวกเรามีกันแค่ห้าคนขาดเพื่อนอีกสองคนที่ตอนนี้ยังไม่มา

                “ฟร้องอยู่กับพ่อมันนูน” ก็อตพยักหน้าไปยังบริเวณที่มีอาจารย์ยืนอยู่กันเยอะๆ ทุกคนเลยยืดตัวมองไปยังตรงนั้นก็เห็นเพื่อนของเราที่นั่งหน้างออยู่ “ส่วนโฟพวกมึงก็รู้นะว่าตอนนี้มันอยู่ไหน” ทุกคนพยักหน้าให้ เพราะเพื่อนที่ถือว่าหล่อที่สุดในกลุ่ม(พวกผู้หญิงเขาว่ากันอย่างงัน)อย่างโฟ เวลาเช้าขนาดนี้มันยังไม่มาโรงเรียนหรอก หรืออาจจะยังไม่ตื่น ส่วนฟร้องฝาแฝดของก็อต(อาจารย์ภาษาอังกฤษเคยเรียกมันว่าแฝดสยาม) ตอนนี้ก็รอตักบาตรกับคุณพ่อ ที่เป็นคุณครูสอบวิทยาศาตร์ ตอนนี้เลยมีแค่พวกผมที่ยืนคุยกันอยู่ห้าคน

                “เออเหนือวันนี้มึงเตรียมท้องกินเลี้ยงยัง” วสุถามผม แต่ผมนี้ยังงงกับคำถามของมัน “อ้าวไอ้นี้ไม่รู้หรอ”

                “ไม่”

                “ตูนมึงไม่ได้บอกไอ้เหนือหรอว่ะ” ก็อตหันไปถามคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ตูนยิ้มออกมา ทุกคนเลยทำหน้าเอื้อมๆใส่มันหน่อย

                “วันนี้มีงานอะไรว่ะ” ผมถามด้วยความสงสัย เพราะวันนี้ไม่น่าจะมีอะไรพิเศษนิ แค่พรุ่งนี้วันเด็ก และวันนี้ก็ไม่ได้เรียนเท่านั้นเอง

                “มึงไม่ได้อ่านในกลุ่มสิบคนหรอว่ะ” ปั๊บถามผม ผมส่ายหัวให้ “ว่าแล้ว”

                “ก็นะบ้านมันเทคโนโลยียังเข้าไม่ถึง” วสุว่าผม ผมก็ได้แต่ยิ้มให้ ไม่ใช่ว่าเรื่องเทคโนโลยีไม่เข้าถึงหรอกนะ แต่เป็นเพราะผมไม่ชอบเล่นเฟสเล่นไลน์มากกว่า เลยเป็นพวกที่ตามอะไรเพื่อนไม่ค่อยทันหน่อยๆ

                “เออ แต่ว่ามีอะไรหรอกว่ะ”

                “กูก็ไม่รู้ว่ะ รู้แต่ว่าแก้มบอกว่าวันนี้มีเลี้ยงเนื้อย่าง ก็นะของฟรีไม่ไปก็ยังไงอยู่” ตูนพูด

                “ของฟรีก็เลยไป เลยไม่ถามว่าเพราะอะไร” ผมพูดในเรื่องจริงที่ทุกคนรู้กันดี เพราะเวลาสอบเสร็จงานปีใหม่วันเกิด หรือวันอยากกินก็ไปบ้านแก้มทั้งนั้น ก็ไม่ถึงกับฟรีหรอก แต่เพราะมันจ่ายน้อยกว่าไปกินที่ร้านพวกเราเลยชอบไปกินกันที่บ้านแก้ม อ๋อ แก้ม คือเพื่อนตอนมอต้นของพวกเราเองแหละ อันที่จริงต้องเรียกว่ากลุ่มเลยก็ได้ เพราะไม่ได้มีแค่พวกเราเจ็ดคน แต่ยังมีเพื่อนผู้หญิงอีกสี่คนในกลุ่ม เพราะเวลาทำงานก็จะทำด้วยกันตลอด แต่ส่วนใหญ่แล้วโฟจะไปทำงานกับอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้พวกเราคบสิบคน ส่วนมันก็จะไปๆมาระหว่างกลุ่ม พวกผู้หญิงเลยเรียกกลุ่มเราว่า สิบคนจุ๊กกรู๊กลุ่มประสิทธิภาพที่สามารถทำงานให้เสร็จและออกมาดีได้ภายในสองถึงสามชั่วโมง(ไม่ได้ทำวันนี้ส่งพรุ่งนี้นะ)

                “อยากรู้ก็ถามมันสิ นูนเดินมาแล้ว” ผมหันไปมองเพื่อนสาวนามว่าแก้ม คนที่ภายนอกดูเนิร์ดๆ แต่จริงๆแล้วไม่เลย

                “วันนี้หิมะคงตก แก้มมาโรงเรียนเช้า” วสุทักเป็นคนแรก เรื่องจิกกัดแก้มนี้ต้องยกให้วสุเลย

                “โอ้ยวสุ ก็นี้ไงฟ้าใสไปรับไงวันนี้เลยมาเช้า” แก้มตีแขนวสุก่อนครั้งหนึ่งก่อนที่จะชี้ไปที่เพื่อนสาวร่างอ้วนที่เดินมาหลังแก้ม

                “หมี่ไม่สบายนะ” ฟ้าใสว่าพร้อมกับรับถุงขนมจากวสุ “เห้ยบีมมาแล้ว” ฟ้าใสชี้ไปยังคนตัวเล็กที่กำลังเดินแบกกระเป๋าหนักๆเข้ามากับคนตัวสูงที่ผมมองจากตรงนี้ก็รู้เลยว่าคือโฟ “ไงมาพร้อมกันได้ละ”

                “เจอกันที่ประตูสองเลยเดินมาพร้อมกันนะ” บีมตอบ “ฟร้องละ”

                “แหมมาถึงก็ถามหาเลยนะ” ก็อตแซวบีม อีกไม่นานจะตามมาด้วยเสียงร้องเชื่อผมสิ “โอ้ย!” นั้นไง

                “ก็ปกติเห็นอยู่ด้วยกันเลยถาม ทำไม” เจ้าแม่แห่งการทะเลาะ ชอบพูดกับเพื่อนเหมือนจะทะเลาะกัน อันที่จริงก็แบบนี้แหละมัน มีคนเดียวเท่านั้นแหละที่ทะเลาะกับบีมแล้วสนุกที่สุด แต่ตอนนี้มันไม่ได้อยู่ตรงนี้ไง

                “ขอพ่ออยู่แหละมั้ง” ตูนชี้ไปยังฟร้องที่กำลังคุยกับพ่ออยู่ ผมมองตามมือไป ถ้าฟร้องเดินมารวมกลุ่มกันตรงนี้นี้ครบคนพอดีเลยนะเนี้ย

                “ฟร้องมานี้คือการรวมกลุ่มเลยนะ” ผมพูดออกไป

                “ไม่ครบนะ” แก้มรีบพูดขึ้นมาทันที

                “กลุ่มเรามีสิบเอ็ดคนนะเว้ย ไม่ใช่สิบตามชื่อ” ฟ้าใสพูดตามมาทันที่

                “แน่นอนว่าขาดคนหนึ่ง” รับกันดีมากเลยทั้งสามคน ผมมองหน้าของเพื่อนสาวทั้งสามก็จะนึกอะไรขึ้นได้

                “อ๋อ ขาดคนหนึ่งจริงๆด้วย”

                “ถ้ามันมานี้ครบกลุ่มเลยนะเนี้ย” โฟว่า “แต่แม้งมาไม่ได้หรอกอยู่ตั้งไกล”

                “นั้นดิ เป็นสาวเมืองเหนือไปแล้วมั้ง” ก็อตกล่าวตาม

                “เอาไว้รอมันสร้างประตูวิเศษได้แล้วกันนะ” ตูนพูดจบเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น พวกเรารู้กันดีว่าอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่นะตรงนี้ชอบพูดเสมอว่า เอาไว้เก่งก่อนนะ จะสร้างประตูวิเศษมาหาพวกแกทุกวันเลย

                พวกเราตั้งวงคุยกันหน่อยอีกสักพัก ก่อนที่อาจารย์จะประกาศออกไมค์ว่าใกล้ถึงเวลาทำพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อทำบุญตักบาตรเนื่องในงานวันเด็กประจำปี พวกผมทั้งสิบคนพร้อมกับเพื่อนคนอื่นๆก็เดินมารวมกลุ่มกันเพื่อใสบาตร เสียงพูดหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานของเพื่อนๆ ทำให้บริเวณนี้เสียงดังเป็นพิเศษ เพื่อนสมัยมอต้นมารวมตัวกันอีกครั้งถึงแม้จะไม่ครบทั้งหมดก็ตาม เพระเรามีเพื่อนไปเรียนต่างโรงเรียนและคงมาไม่ได้เพราะมันก็ต้องเรียน แต่ความสุขก็ยังคงมีอยู่

                หลังจากเสร็จพิธีแล้วพวกเราก็แยกย้ายกันไปเข้าแถวตามห้อง เพราะยังต้องเคารพธงชาติและก็จับฉลากของโรงเรียนว่าใครจะได้ของขวัญปีใหม่จากครูอาจารย์ ผอ. และของโรงเรียน ซึ่งบอกเลยว่าผมอยู่มาสี่ปีเข้าปีที่ห้าเนี้ยผมยังไม่เคยได้อะไรจากหน้าเสาธงเลย อย่าว่าแต่ไปส้อยดาวของคณะกรรมกานักเรียนหรือของสหกรณ์ก็ได้แต่ขนมมาตลอด คนมันไม่โชคนิ แต่ว่านะของแต่ละอย่างก็ไม่เหมาะกับผู้ชายอย่างผมสักเท่าไหร่หรอก ก็มีตุ๊กตา ขนมคุ้กกี้ แฟรช์ไดร์ อุปกรณ์เครื่องเขียน แต่ที่เหมาะนี้น่าจะเป็นเงินกับทองมากกว่า อ๋อ โรงเรียนผมมีแจกทองนะ ทองจริงๆเลยละ แน่นอนว่าไม่ใช่ผมที่ได้เป็นเจ้าของมัน

                “ขึ้นห้องไปจับฉลากกัน” เพื่อนร่วมห้องของผมว่า เมือตอนนี้เขาปล่อยเราจากหน้าเสาธงร้อนๆไปยังห้องอันเย็นๆของเรา จะได้จับฉลากแลกเปลี่ยนของขวัญกัน ก่อนที่งานวันเด็กจะเริ่มจริงๆจังๆตอนสิบโมง ซึ่งตอนนี้พึ่งจะแปดโมงครึ่ง

                “อ๊าห๊ะ” ผมเดินตามเพื่อนของผมไป กับการแทรกมหาฝูงชนที่เดินขึ้นห้องกัน

                โรงเรียนของผมเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่(ไหม?) เพราะมีนักเรียนกว่าสามพันคน แต่ละชั้นมีสิบเอ็ดห้อง ห้องละห้าสิบคน ยกเว้นพวกห้องพิเศษที่มีสามสิบคน พื้นที่ในโรงเรียนไม่ได้กว้างมากเท่าไหร่ เพราะอยู่ใกล้ในเมือง แถมอยู่ใกล้เรือนจำด้วย แต่โรงเรียนผมก็พร้อมไปด้วยหลายๆอย่าง มีสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน สนามเทนนิส สนามบาสที่มีหลังคากันแดดกันฝนได้ สนามฟุตซอล เอาง่ายๆคือก็ใหญ่อยู่ มีอาคารเรียนหกหลัง อาคารคหกรรม ห้องดนตรีอีก มีหอประชุมใหญ่ๆที่เราเรียกว่าอาคารอเนกประสงค์หลังใหญ่หนึ่งหลัง โรงจอดรถมอเตอร์ไซต์สองโรง ซึ่งทำใหม่เอาซะสวยเลย โรงอาหารที่ไม่ค่อยจะพอเด็กเท่าไหร่หรอกนะ แต่ระบบการจัดการค่อนข้างดีหน่อย มีแลนด์มาร์คเป็นหอนาฬิกา และไดโนเสาร์จากจูราสสิค เวิร์คตอนที่พระเอกกำลังห้ามไดโนเสาร์สามตัว มีโดมสองหลัง เวทีถาวรสองเวที มีธรรมสถาน(วัดขนาดย่อมที่ไม่มีพระ)กลางโรงเรียน เป็นโรงเรียนที่ดูเวอร์วังดี แต่น่าอยู่นะ

                ห้องผมมีกิจกรรมจับฉลากของขวัญปีใหม่(หรือวันเด็ก) แลกเปลี่ยนกัน พร้อมกับเสียงกรี๊ดกร๊าดของพวกผู้หญิงที่ดีใจกับของขวัญของตัวเองจับได้และเสียใจ ส่วนพวกผู้ชายก็นั่งเล่นเกมส์กันตามประสาว่าวันนี้ไม่มีเรียน จับของขวัญเสร็จก็ถ่ายรูปลงเฟสลงไอจี ก็นะช่วงนี้เขาติดกันนิ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงผมก็มานั่งหงอยๆอยู่หลังห้องกับตุ๊กตาลิงที่จับได้มา ดูเพื่อนคนอื่นถ่ายรูปเล่นเกมส์ กิน ไปตามคนที่ไม่ค่อยมีอะไรทำ อันที่จริงผมก็มีนะ แต่ตอนนี้ไม่มีไง

                “ไอ้เหนือ ลงไปข้างล่างเห้อ”ก็อตเดินมาเรียกผม ผมพยักหน้าให้ก่อนจะหันไปบอกเพื่อนของผม แล้วคว้ากระเป๋ากับตุ๊กตาลิงลงไปข้างล่าง เตรียมตัวกับกิจกรรมที่ผมจะได้ทำ

                “ขึ้นเวทีตอนไหนว่ะ” ผมหันไปถามก็อตที่เดินมาด้วยกัน

                “วงเปิดตอนสิบโมงกับช่วงชายแต่งหญิงจนจบงาน”

                “นานขนาดนั้น”

                “ก็ใครให้พวกมึงไปชนะงานปีใหม่ละ โอ้ รองก็ให้ขึ้นเอ็นเตอร์เทนร์ดิว่ะ” ผมหัวเราะกับพูดของไอ้ก็อต ก็นะใครให้พวกผมไปชนะตอนงานปีใหม่ ที่หนึ่งระดับจังหวัด จากที่แข่งมาตลอดสี่ปี กับไอ้วงเดิมๆที่ชื่อว่า “ฟลาวเวอร์มูน” โดยมีพวกไอ้โฟฟ้าใสแล้วก็บอมแบม ที่ร้องเพลงกันในห้องก่อนที่จะมาลงเอยกับวงดนตรี โดยมีโฟเล่นเบส ฟ้าใสเล่นกีต้าร์ บอมแบมร้องเพลง ส่วนผมตีกลอง

                “พวกนั้นไปไหนแล้วละ”

                “ฟ้าใสอยู่ห้องดนตรี โฟยังอยู่บนห้อง ส่วนบอมแต่งหน้าเตรียมเต้น” ตอบได้ดี

                “ไปรอไหน”

                “สนามบาส โฟมันบอกว่าเดียวลงมาให้กูลงมาก่อน มันขอคุยกับแฟนแป๊บ” ผมมองหน้าก็อตก่อนที่เราจะรู้กันดี เอาเถอะปล่อยคนมีแฟนไป คนโสดอย่างเราไม่มีวันเข้าใจหรอก

                “ว่าแต่บอมมันขึ้นร้องได้หรอ จะไม่ชนกับเต้นหรอ” ก็อตส่ายหน้าให้กับผม

                “ไม่รู้สิ ได้ยินว่าเต้นวงที่ห้า เริ่มตอนสิบโมงเหมือนกัน” ผมพยักหน้าให้ ก่อนที่เราสองคนจะเดินตรงไปยังสนามบาส ซึ่งเป็นเวทีกลางที่ต่อขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

                ผมเห็นเพื่อนของผมหลายๆคนกำลังจัดอุปกรณ์ขึ้นเวทีอยู่ ซึ่งอันที่จริงก็จัดไว้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วละ แต่มาเตรียมความพร้อมไว้สำหรับการประกวดวงดนตรีแหละ และยังมีการประกวดชายแต่งหญิงหญิงแต่งชายตอนบ่ายอีก ซึ่งรายการนี้เป็นรายการของพวกพี่มอหก ไม่แข่งจริงจังอะไรกันมา แข่งเอาสนุกซะมากกว่า

                “อ้าวเหนือไงมาคนเดียวละ” สาทักผมขึ้น เธอเป็นพิธีกรประจำเวทีนี้ เพราะเป็นคณะกรรมการนักเรียนที่ฝีปากดี และพูดเก่ง ตำแหน่งพิธีกรกลางเลยตกเป็นของเธอพร้อมกับเพื่อนอีกคนที่ผมไม่เห็นอยู่ตอนนี้

                “คนเดียวที่ไหน ก็อตก็มาด้วย” ผมชี้ไปที่ก็อตที่ยืนข้างผม

                “เราหมายถึงคนในวงต่างหากละ ยังไม่มากันอีกหรอ”

                “เดียวตามมา” สาพยักหน้าให้กับผม ก่อนที่เธอจะขอตัวไปดูแลความเรียบร้อย ผมกับก็อตเลยตกลงกันว่าจะไปนั่งที่สแตนที่ถูกย้ายไปไว้ตรงข้ามเวที รอเพื่อนในวง

                “เหนือไม้กลองมึงละ” ผมหันหน้ามองก็อตก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้

                “สัส กูลืมเลย” ผมค้นไม้กลองในกระเป๋าว่าได้เอามาจากแก้มหรือเปล่า แต่เท่าที่จำได้ เมือเช้าผมไม่ได้รับอะไรมาจากแก้มเลย “อยู่กับแก้มแน่เลย”

                “มึงไปลืมไว้บ้านแก้มหรือไง”

                “เออ”

                “มึงไปหายืมคนอื่นได้เลย แก้มแม้งลืมเอามาแน่ๆ ไม่งันเอาให้มึงแล้ว”

                “แก้มไม่ขี้ลืมขนาดนั้นสัก...เห้ย เมือเช้ากูลืมโทรบอกแก้มให้เอาไม้กลองมาให้ว่ะ” ผมเขกหัวตัวเองแรงๆหลายๆครั้ง เมือเช้านี้ก็รีบจนลืมโทรบอก กว่าจะนึกขึ้นได้ โอ้ย ผมรีบพลิกนาฬิกาขึ้นดู มันบอกเวลาเก้าโมงห้าสิบแล้ว ถ้าแวะไปเอาที่บ้านแก้มนี้จะทันไหมเนี้ย

                “โทรหาเลย แล้วไปเอาที่บ้านมัน”

                “โอเค” ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายไปหาแก้มทันที่ ไม่นานนักแก้มก็รับโทรศัพท์ พร้อมกับเสียงที่เหมือนกับลังแอบคุยอยู่ ซึ่งเป็นปกติของมัน

                “ว่าไงเหนือ”

                “ทำไรอยู่แก้ม”

                “เรียนอยู่”

                “ห๊า มีเรียนอยู่หรอห้องแกนะ” นี้แอบคุยโทรศัพท์ของจริง “แล้วเลิกเรียนตอนไหน”

                “สิบครึ่ง มีอะไรหรอ”

                “เขาลืมไม้กลองไว้บ้านแกนะ มีขึ้นแสดงสิบโมงว่าจะไปเอา” เสียงถอนหายใจมาตามสาย ก่อนที่แก้มจะตอบกลับมา

                “เออเดียวลองถามหมี่ให้นะ แกจะใช้สิบโมงใช่ไหม”

                “อืม ประมาณนั้นแหละ แต่ว่าน้องหมี่ไม่สบายไม่ใช่หรอ”

                “เดียวมีคนเอามาให้หน้า เวทีกลางใช่ไหม” ผมพยักหน้าให้กับตัวเอง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าแก้มไม่ได้อยู่ตรงนี้สักหน่อย

                “อืม”

 

                สิบนาทีผ่านไป

                “มึงนี้ขี้ลืมของจริง ของสำคัญยังลืม” ฟ้าใสบ่นออกมาเป็นรอบที่ร้อยแล้วมั้งเนี้ย หลังจากที่ผมสารภาพไปตามตรงว่าลืมไม้กลองไว้ที่บ้านแก้ม “แล้วนี้ใครจะเอามาให้” ผมส่ายหัวให้

                “กูก็ไม่รู้ แก้มบอกเดียวมีคนเอามาให้ เออว่าแต่บอมละ จะเปิดเวทีอยู่แล้วนะ”

                “แต่งหน้ายังไม่เสร็จ ต้องหาคนมาร้องแทนว่ะ” โฟเดินถือโทรศัพท์เข้ามาหาพวกเราที่ยืนคุยกันอยู่

                “ซวยจริงนะพวกมึง”

                “ตบปาก” ผมกับฟ้าใสหันไปพูดพร้อมกัน ก็อตรีบเอามือขึ้นปิดปากตัวเองอย่างรวดเร็ว

                “ขอโทษนะ มีคนฝากไม้กลองมาให้มือกลองวงฟลาวเวอร์มูนอะ” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากข้างหลังของผม พร้อมกับไม้กลองของผมถูกยื่นมาจากทางข้างหลัง ฟ้าใสก็อตกับโฟยืนนิ่งๆหน่อยตอนที่ผมรับไม้กลองก่อนจะหันไปมองคนที่เอามาให้

                “แตง...”


               “มึงกลับมาตอนไหน”

                “ทำไมไม่บอกพวกกู แล้วนี้มึงจะกลับตอนไหน”

                “นี้แก้มกับบีมรู้ใช่ไหม แล้วเรื่องไปกินเนื้อย่างวันนี้คือปาร์ตี้แกกลับมาใช่ไหม”

                “ไอ้แตง”

                ฟ้าใสก็อตกับโฟยืนรุ่มเพื่อนอีกคนของกลุ่มที่นั่งอยู่บนบันไดขึ้นเวที หลังจากที่ทุกคนตกตะลึงกับการปรากฏตัวของคนที่น่าจะอยู่ไกลถึงเชียงใหม่

                “โอเคขอตอบที่ละคำถามนะ กูกลับมาตั้งแต่ปีใหม่แล้ว แก้มบอกว่าห้ามบอกอยากให้เชอร์ไพร์ กูจะกลับวันที่สิบเอ็ด แก้มกับบีมรู้ ส่วนเรื่องเนื้อย่างคืออยากกิน” ตอบครบตรงประเด่นมาก

                “ฟ้าใส พร้อมขึ้นโชว์ยัง” พวกเราทุกคนหันไปมองสาที่เดินมาถาม เพราะตอนนี้เลยเวลาเปิดเวทีไปห้านาทีแล้ว อันที่จริงเลดไม่เป็นไรหรอก ถ้าไม่ใช่ว่าตอนนี้ รองฝ่ายปกครองมายืนอยู่

                “ขออีกแป๊บนะ” ฟ้าใสหันไปตอบ

                “ไม่เกินห้านาทีนะ”

                “โอเค” ฟ้าใสพยักหน้าให้ ก่อนจะหันมามองคนที่ใส่ชุดพละกับเสื้อกันหนาวสีน้ำตาลสะพายกระเป๋ากล้องและรองเท้าสีฟ้า “เน่ามีเรื่องจะให้ช่วย” เธอชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพร้อมกับสีหน้าตกใจหน่อยๆ

                “อะไร”

                “ขึ้นร้องเพลงให้หน่อย”

                “ห๊ะ/ห๊ะ” สี่เสียงประสานกันอย่างลงตัว โดยมีคนที่ผู้ทำหน้าปกติที่สุด ส่วนคนที่ถูกขอร้องนี้สิ หน้าเออที่สุด

 

                ผมนั่งประจำที่ของตัวเอง ส่วนฟ้าใสกับโฟก็ยืนประจำที่ของตัวเอง แต่ไม่มีนักร้องบนเวที นักเรียนเกือบครึ่งโรงเรียนนั่งและยืนกันเกือบเต็มสนามบาส เออคนก็เยอะดี เพื่อนๆพี่ๆน้องๆทั้งนั้นเลย โอ้ยรู้สึกตื่นเต้นดี ไม่เคยขึ้นเวทีใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แล้วไอ้คนที่ไม่เคยขึ้นจะรู้สึกตื่นเต้นขนาดนี้ไหมเนี้ย

                ตึง!

                เสียงกล่องบอกว่าพร้อมแล้ว เสียงเบสกับเสียงกีต้าร์ก็ดังขึ้นตาม คนเริ่มจับได้หน่อยว่าเพลงนี้เป็นเพลงอะไร ก่อนจะโห้ร้องขึ้น แต่ไม่ได้ดังอะไรมากมาย

                “อาจไม่เพราะ ไม่เหมือนเพลงทั่วไป แต่กับฉัน เพลงนี้ ช่างมีความหมาย แต่ละเสียง ทุกถ้อยคำที่เขียนลงไป โว...โอ” เสียงโห้ร้องดังขึ้นกว่าตอนดนตรีขึ้นเมืองเสียงทุ้มหน่อยๆดังขึ้น แต่คนร้องกลับยังไม่เดินขึ้นมาบนเวที “จากรอยยิ้ม ของเธอที่ให้มา มันบังคับปากกาให้สื่อความหมาย เป็นคำร้องที่คล้องจองกับความในใจ” ผมมองลงไปยังที่ที่เธอยืนอยู่ เธอเงยหน้าขึ้นมองผมเหมือนจะไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองสักหน่อย

                ผมส่งสายตาพร้อมกับรอยยิ้มให้กับเธอ เธอกำไมค์แน่นขึ้น พยักหน้าให้กับผมและหลับตาลง เมือเธอลืมตาขึ้นแว่วตาที่ไม่ค่อยมั่นใจกลับหายไป เหลือแต่แว่วตาแห่งความสนุก ในแบบฉบับของเธอ

                “เธอรู้หรือไม ที่ฉันทำได้ ก็เป็นเพราะว่าเธอทั้งนั้นนนน” เธอเดินขึ้นมาบนเวทีด้วยเท้าเปล่า พร้อมกับหันไปส่งยิ้มและโบกมือให้กับคนที่อยู่ข้างล่าง เสียงกรี๊ดดังขึ้น จนเธอต้องเอามือข้างหนึ่งอุดหูไว้ คงจะไม่ได้อาการกำเริบหรอกนะ

                “เพลงๆ เพลงนี้ที่ได้ฟัง นั้นฉันไม่ได้แต่ง เธอรู้มั๊ย มิบังอาจหรอกน่าคนดี โว...โอ รู้หรือเปล่า ว่าใครที่เขียนเพลงนี้ จำเอาไว้ให้ดีๆ คนนั้นคือเธอ” เสียงร้องตามของคนที่อยู่ในสนามทำให้เพลงสนุกขึ้นไปอีก ทั้งการโยกย้ายของคนร้องด้วยแล้ว

                จากรอยยิ้ม ของเธอที่ให้มา มันบังคับปากกา ให้สื่อความหมาย เป็นคำร้อง ที่คล้องจองกับความในใจ
เธอรู้หรือไม่ ที่ฉันทำได้ ก็เป็นเพราะว่าเธอทั้งนั้น เพลงๆ นี้ที่ได้ฟัง นั้นฉันไม่ได้แต่ง เธอรู้ไหม ไม่บังอาจหรอกนะคนดี โว..โอ.. รู้รึเปล่า ว่าใครที่เขียนเพลงนี้ จำเอาไว้ให้ดีๆ ว่าเพลงๆ นี้ที่ได้ฟัง นั้นฉันไม่ได้แต่ง เธอรู้ไหม ไม่บังอาจหรอกนะคนดี โว..โอ..
รู้รึเปล่า ว่าใครที่เขียนเพลงนี้ จำเอาไว้ให้ดีๆ คนนั้นคือเธอ” เสียงโซโลดังขึ้น เธอเดินตรงมายังหน้าเวที

                “ช่วยกันร้องนะ” พร้อมกับเสียงกรี๊ดร้องดังขึ้น เธอหันมายิ้มให้กับพวกเราทั้งสามคน

                “เธอรู้หรือไม่ ที่ฉันทำได้ ก็เป็นเพราะว่าเธอทั้งนั้น เพลงๆ นี้ที่ได้ฟัง นั้นฉันไม่ได้แต่ง เธอรู้ไหม ไม่บังอาจหรอกนะคนดี โว..โอ.. รู้รึเปล่า ว่าใครที่เขียนเพลงนี้ จำเอาไว้ให้ดีๆ ว่าเพลงๆ นี้ที่ได้ฟัง นั้นฉันไม่ได้แต่ง เธอรู้ไหม ไม่บังอาจหรอกนะคนดี โว..โอ.. รู้รึเปล่า ว่าใครที่เขียนเพลงนี้ จำเอาไว้ให้ดีๆ คนนั้นคือเธอ”

                เสียงดนตรีจบลงเสียงกรี๊ดดังขึ้นอีกครั้งหนึ่งในจังหวัดที่เธอโค้งตัวลง พร้อมกับหันหลังกลับมามองพวกเราทั้งสามคนอีกครั้ง เหมือนคล้ายๆจะถามว่า เอาไงต่อ

                “แนะนำตัวสิ” ฟ้าใสพูดพอให้ได้ยินกันแค่สี่คน เธอพยักหน้าก่อนจะหันไปมองคนดูที่เริ่มมีมากขึ้น

                “สวัสดีค่า พวกเราฟลาวเวอร์มูนค่า ขอแนะนำตัวกันก่อนนะค่ะ มือเบสโฟค่า” เสียงกรี๊ดของสาวๆดังขึ้น โฟ ดีดเบสเป็นจังหวะหนึ่งก่อนจะโค้งให้ “มือกีต้าร์ฟ้าใสค่า” เสียงร้องอาจจะไม่ดังเท่าโฟแต่ก็ถือว่าดัง  เช่นเดียวกันฟ้าใสดีดกีต้าร์เป็นท่อนหนึ่งของเพลงสักเพลง ก่อนที่จะทำการโค้งให้กับท่านผู้ชม “มือกลองของเรา ลมเหนือค่า” พอถึงคราวผมแนะนำตัว ผมรั่วกลองทีหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืนและโค้งให้กับทุกคน

                “และนักร้องรับเชิญ...” ครั้งนี้ฟ้าใสเป็นคนพูดขึ้น “แตงไทย”

                “สวัสดีค่ะ” พร้อมกับที่เธอจับกางเกงและถอนสายบัวให้กับทุกคน

                นางไหของเรา น้องแตงไทยค่ะภาพและเสียงเข้ามาในหัวของผม ภาพแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่มันไม่ใช่ แบบนี้ เพราะตอนั้นผมยืนอยู่ข้างล่างเวที ไม่ใช่บนเวที เธอหันหน้าให้กับผมไม่ใช่หันหลังให้กับผมตอนนี้ เธออยู่ในชุดนางรำไม่ใช่ชุดพละ ตอนนั้นเป็นตอนกลางคืนไม่ใช่ตอนกลางวัน และครั้งนั้นเธอยิ้มให้กับผม ไม่ใช่เพียงแผ่นหลังของเธอ

                “วันนี้นักร้องนำของวงติดภารกิจนะค่ะ อดเจอคนสวยมาเจอคนซวยแทนแล้วกันนะค่ะ” จบคำพูดของเธอ เสียงดังขึ้น เสียงร้องอย่างตกใจว่าทำไมถึงเลือกเพลงนี้มาร้อง ทั้งๆที่มันเป็นของผู้ชายและคนร้องไม่น่าจะร้องถึง

                “วันเวลาที่คอยเปลี่ยนแปลง ต้องเจอปัญหาเข้ามาไม่เคยหยุด เข้ามาไม่เคยหยุด บนเส้นทางที่ดูสับสนเส้นทางที่เดิน
เลือกไปเพราะใจบอก เลือกไปเพราะใจบอก...

 

                "บีม" ฉันทักเพื่อนตัวเล็กของฉันที่ยืนอยู่ เพื่อนฉันมามองพร้อมกับยิ้มให้

"กว่าจะมาได้นะ"

"ไปช่วยพวกฟ้าใสอยู่นะ แล้วนี้พวกเจ้ขึ้นเต้นยัง" บีมส่ายหน้าให้ ฉันมองไปยังเวที ที่ตอนนี้เงียบไป เนืองจากกำลังจะเริ่มการแสดงต่อไป

"หลังวงนี้แหละ" ฉันพยักหน้าให้ ก่อนที่จะยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายบรรยากาศเอาไว้ คนค่อนข้างเยอะ และฉันรู้สึกว่ามันเยอะขึ้นทุกปีด้วย ถึงแม้ปีที่แล้วฉันไม่ได้มาก็ตาม

"แตง"

"ว่า"

"อยู่นานมั้ย" ฉันเอียงคอเป็นเชิงถามนิดๆ "จะกลับตอนไหน"

"อ๋อ พุธนี้แหละ" ฉันตอบกลับไป

"กลับเร็วจัง"

"ฉันมาตั้งนานแล้วนะ"

"ก็แกพึ่งมาหานิ" ฉันยิ้มให้บีม บีมกับฉันชอบทะเลาะเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่บ่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็สนิดกับบีมที่สุดแล้ว แต่อย่าหาว่าฉันไม่สนิดกับเพื่อนคนอื่นนะ แต่ถ้าให้เทียบกันแล้วฉันก็สนิดกับบีมที่สุดอยู่ดี

"พึ่งมาหา เอาน๊าเดียวกลับรอบหน้าจะมาหาบ่อยๆเลย อย่าหนีฉันไปเรียนกรุงเทพอีกละ" บีมส่ายหัวให้กับฉัน ก่อนที่ฉันจะชี้ให้เราสองคนหันไปมองบนเวที กับการเต้นโคเวอร์กันต่อ

"แตงไทย" ฉันหันไปตามเสียงเรียก เห็นเพื่อนเก่าของฉันเดินเข้ามากอนที่จะกอดฉัน "คิดถึงจังเลย"

"หลอนว่ะ" ฉันตอบไปอย่างตามตรง ก็มาย เพื่อนฉันคนนี้นี้สิไม่น่าจะคิดถึงขนาดเจอหน้าแล้วเข้ามากอดนิ

"โอ้ยอะไรอะ" มายทำหน้างอนใส่ฉัน

"ก็เปล่าสักหน่อย นี้คิดถึงกันจริงๆใช่มั้ย" มายพยักหน้าให้กับฉัน ก่อนจะดันแว่นสีฟ้าที่ฉันพึ่งเห็นว่ามันใส่ให้เข้าที่

"แกไม่อยู่มันไม่ค่อยมีมีตเลย ไปดูหนังยังไม่ค่อยได้ไปเลย"

"เอาน่า เดี่ยวได้มหาลัยแล้วไปเที่ยวกัน" ฉันว่าพร้อมกับโอบไหล่ของมายให้เดินเข้ามาในวงกลุ่มคนที่กำลังดูคนเต้นโคเวอร์กัน

"แกเลี้ยงใช่ปะ"

"จบกัน" ฉันรีบเอามือออกพร้อมกับส่งสายตามองแรงไปให้มายแทบจะทันที มายหัวเราะออกมา ก่อนจะตบไหลฉันเบาๆ

"เรื่องของอนาคตตต"

 

"ไปจับฉลากกัน" นูนนู่นเพื่อนกลุ่มเดี่ยวกันกับบีม อดีตฉันเคยอยู่ห้องเดี่ยวกันกับนูน ต้องบอกเลยว่า เพื่อนสมัยประถมฉันกลายมาเป็นเพื่อนสมัยมัธยมปลายของเพื่อนสมัยมัธยมต้นฉันทั้งนั้น

"ไปแตง" บีมหันมาพูดกับฉัน ฉันพยักหน้าพร้อมกับเดินตามไป ไปหยุดที่ลานหน้าห้องปกครอง มีเต้นส์ก้างอยู่สองหลัง

"มีของกินแจกด้วยเว้ย" ฉันดึงแขนเสื้อบีมให้หันไปมองเต้นส์หลังหนึ่ง "รองท้องก่อนค่อยไปต่อแถวมั้ย"

"ก็ดี"

"ไอ้แตง!" เสียงเรียกคุ้นๆ ทำให้ฉันหันไปมอง เพื่อนสาวที่ครั้งหนึ่งฉันกับมันเกียจกันยิ่งกว่าอะไร

"อีป้า" ฉันยิ้มออกมา พร้อมกับวิ่งไปกระโดดกอดมัน

"คิดถึงจัง"

"หนูก็คิดถึงป้า นี้ขาวขึ้นปะเนี้ย แต่ก็ดำกว่าหนูอยู่ดีนะ" สายตามองแรงก็มา ขำจัง ป้าทรายเป็นคนที่แก่ที่สุดในห้องรองลงมาคือฉัน ป้าทรายเป็นคนที่ผิวค่อนข้างดำ ชอบโดนฉันแกล้ง แต่ป้าแกน่ารักนะ

"บอกว่าฉันดำดีๆก็ได้นะ แล้วนี้..."

"แตงไทย!" เสียงเรียกดังๆจากใครสักคน ทำให้ฉันกับป้าหันไปมอง ผู้หญิงร่างค่อนข้างสูงและผอม ฉันยิ้มแห้งๆออกมาให้กับคนที่ยืนอยู่

"หวัดดี" ฉันว่า ก่อนจะหันกลับมามองป้า

"นี้รวมตัวคนชอบคินปะเนี้ย" บีมเดินมาหาพวกฉันสองคนที่ยืนอยู่ ในมือมีถ้วยโฟมกับลูกชิ้นอยู่

"ขอโทษนะบีม แกต้องใช้คำว่าอดีตยะ" ป้าทรายรีบแก้ให้

"แล้วคนนั้นละ" บีมชี้ไปยังอดีตเพื่อนเคยสนิดของฉัน

"มันจะอยู่ในสถานะอะไรก็ช่างสิ" ฉันว่า

"ก็แค่เพื่อนรวมโลก" อุ้ย แรงกว่าฉันอีก "แตงไปเจอพวกตูนพวกปั๊บมั้ย มันอยู่ตรงนี้เอง

"ไปดิ บีมเดี่ยวถ้าได้แล้วเรียกนะ"

"อืม"

"แล้วนี้มาตั้งแต่ตอนไหน"     

 

"เหนือ แก้มบอกเจอกันสักหกโมงที่บ้านมัน" ผมเงยหน้ามองวสุ ก่อนจะหันไปเก็บของที่วางค้างไว้ต่อ

"ไปค่ำจัง"

"แก้มมีเรียนนะ เดียวกูไปซื้อของกับฟ้าใสแล้วเดียวตามไป" ผมพยักหน้าให้กับวสุ

"เดียวกูเก็บของให้เสร็จก่อนแล้วกัน"

"โอเคแล้วเจอกัน" วสุเดินจากไป ให้วสุกับฟ้าใสไปซื้อของ ซื้อหมูซื้อผักมาทำเนื้อย่างกินเย็นนี้แน่ ปรกติเวลามีงานอะไรพวกเราชอบทำแบบนี้กันเสมอ แต่ปรกติแตงจะเป็นคนไปซื้อด้วยนิ นั้นมันเจ้าแม่ถือเงินเลย

ผมเก็บของลงจากเวทีจนหมด พร้อมกับเอาไปเก็บให้เข้าที่ ส่วนเวทีจะมีคนมาเก็บให้ ผมเดินกลับมาที่สนามบาส เพราะเดียวจะเอารถไปบ้านแก้ม ตอนนี้ห้าโมงครึ่งแล้ว อีกครึ่งชั่วโมงไปไหนดีเนี้ย

ผมมองไปรอบๆโรงเรียน ตอนนี้คนน้อยมากกว่าปรกติในเวลานี้นะ เพราะวันนี้วันศุกร์เลิกเร็วคนเลยกลับบ้านกันแทบจะหมดแล้ว แถมวันจันทร์ถึงพุธ โรงเรียนยังหยุดให้ รด ไปเข้าค่ายอีกด้วย แต่ผมเห็นใครคนหนึ่งที่สนามบอล เธอกำลังเดินถือกล้องถ่ายรูป ยกขึ้นถ่ายรูปก่อนจะเอาลง ผมรู้เลยว่าใคร ผมสาวเท้ายาวๆของตัวเองเดินเข้าไปหาคนที่แต่งตัวและทำตัวประหลาด

"เห้ย"

"แม่ร่วง" แตงอุทานพร้อมกับหลบตาลง เหมือนกลัวๆอะไรสักอย่าง พอลืมตาขึ้นมาก็ฝาดมือหนักๆลงบนไหล่ของผม "ตกใจหมดรู้มั้ย?"

"ก็เห็นเดินคนเดียว อโลนนะเรานะ" ผมว่า

"ก็เพื่อนไม่อยู่นิค่ะ แล้วแกละไม่กลับบ้านหรือไง" แตงพูดประชดใส่ พร้อมกับถามผมกลับ ผมส่ายหน้าให้ครั้งหนึ่งก่อนจะตอบ

"วันนี้มีงานเลี้ยงที่บ้านแก้มไง ลืมแล้วหรือไง" แตงพยักหน้าให้กับผม ก่อนจะหันไปสนใจกล้องต่อ "เห้ยคนอยู่ตรงนี้ สนใจหน่อยสิ"

"ก็นึกว่าไม่ใช่คน" ตอบได้น่าเตะมาก

"สนใจแต่กล้องมีอะไรให้หน้าดู เอามาดูสิ" ผมแย่งกล้องของแตงมาดู แบบง่ายๆ เพราะไอ้คนตัวเตี้ยที่ยืนอยู่มันไม่ทันได้ป้องกันตัว พอผมดึงกล้องมาได้ก็เอาตัวสูงๆของผมบังไว้

"ไอ้เหนือเอาคืนมานะ"

"โห้ยมีแต่รูปวิว" ผมกดดูไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะรู้สึกว่ามีคนดึงคอเสื้อผมไว้ แน่นอนเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากแตง "อะเอาคืนไปก็ได้" ผมหันมองแล้วยื่นกล้องถ่ายรูปคืนแตง

"ฉันหวงรู้มั้ย"

"แต่ก่อนวางทิ้งไว้ในห้องยังไม่สนใจ" ผมว่า สมัยก่อนนั้น แตงชอบเอากล้องถ่ายรูปมาโรงเรียนมาก เวลามีงานอะไรไม่เคยพลาด พอสิ้นปีที่ไร เจอวีดีโอรูปหลุดทุกปี

"ก็ตอนนี้มันสำคัญนิ" แตงว่าแล้วคล้องกล้องกลับใส่คอเหมือนเดิม

"เป็นไงบาง เชียงใหม่" แตงเงยหน้ามองผม ก่อนจะออกเดินต่อ

"ก็ดี เรียนหนัก กิจกรรมเยอะ งานเยอะ"

"นี้คือดี" ผมถามกลับ เพราะดูจากที่พูดมาเหมือนมันจะไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่

"ก็ดีแล้วสำหรับเด็กโครงการอย่างพวกฉัน ทำใจได้นานแล้วว่าต้องเจอแบบนี้"

"พูดอย่างกลับแบกภาระไว้เลยนะ" แตงหันมานิ้มให้กับผมก่อนจะพยักหน้าให้

"เราใช่เงินภาษีของประชาชน จะทำอะไรต้องรู้จักคิดว่าเงินนั้นเขาตั้งใจให้เรากลับมาพัฒนาประเทศ ถึงจบไปไม่เรียนสายวิทย์ แต่เราก็คือหนึ่งคนที่จะพัฒนาประเทศ หรือไม่จริง" ประโยคสุดท้ายแตงหันมาพูดกับผม ผมไม่ค่อยเข้าใจหรอก แตงมันเรียนในโครงการห้องเรียนวิทย์ในการกำกับของมหาลัยที่เชียงใหม่ ก่อนไปมันก็สอบได้ห้องเรียนวิทย์ที่โรงเรียน มันเรียนเก่งไหมผมไม่รู้ แต่รู้ว่าแตงมีความเป็นผู้ใหญ่มาก

"แล้วแกอยากเรียนสายวิทย์ไหมละ"

"ทุกอย่างมันมีวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้เองแหละ" ตอบตรงมาก นี้กะจะให้กลับไปคิดใช่ไหมเนี้ย "แกละ จบไปจะไปเรียนอะไร" ผมส่ายหัวให้กับแตง "ก็งี่"

"แกเองก็ยังไม่รู้ไม่ใช่หรอ"

"ฉันรู้แล้วยะ ว่าจบไปฉันจะเรียนอะไร" แตงเงยหน้าขึ้นมองสแตนเหล็กสูงตรงข้ามกับสนามบาสที่พวกผมเดินมา "คิดถึงสมัยวิ่งเก็บรอบจัง" ว่าแล้วแตงก็เดินก้าวยาวๆขึ้นสแตนไป ผมเดินตามขึ้นไป แตงยกกล้องถ่ายรูปขึ้นถ่ายไว้

"ทำไมแกถึงไม่ชอบถ่ายรูปคน"

"ใครว่าไม่ชอบ"

"ก็เห็นมีแต่รูปวิว" แตงยิ้มให้กับผม ก่อนจะเบนกล้องมาที่ผม

แชะ!

"ฉันก็ไม่ได้ถ่ายแต่รูปวิวอย่างเดียว แค่ไม่มีนายแบบนางแบบให้ถ่ายเท่านั้น" แตงว่าแล้วหันกล้องมาให้กับผมดูรูปในนั้น เรานั่งลงที่สแตนสูง มองไปเห็นคนที่อยู่ในสนามและอยู่ไกลจากตรงนี้

"ยืมได้ไหม" แตงพยักหน้าให้กับผม แล้วยื่นกล้องมาให้ ผมรับมันมาแล้วยกขึ้นถ่ายรูปของคนที่เดินอยู่ในสนาม "ทำไมแกชอบถ่ายรูป"

"ฉันชอบเก็บของทรงจำ เพราะฉันมันเป็นพวกขี้ลืม อีกอย่างนะ ทุกครั้งที่เราได้กลับมาดูภาพที่เราถ่ายไว้ เราจะมีความรู้สึกต่างๆจากเหตุการณ์ในภาพนั้นๆส่งมาถึงเรา" แตงหยุดพูดสักหน่อย พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองท้องภาพ ผมเห็นภาพนี้ประจำตอนพวกเราวิ่งเก็บรอบกันตอน ม.2 แตงจะชอบนั่งมองท้องฟ้าอยู่บนสแตน "อีกอย่างนะ ทุกความทรงจำมีค่าสำหรับฉัน"

แชะ!

"อย่างตอนนี้ใช่มั้ย" แตงหันมามองหน้าผมแทบจะทันที่หลังจากที่ผมกดถ่ายรูป แตงยิ้มให้กับผม พร้อมกับดันกล้องลงจากระดับสายตาของผม ผมถึงเห็ยรอยยิ้มกับแววตาของแตงอย่างชัดเจน แววตาที่ผมไม่ค่อยจะเห็นเท่าไหร่นัก แตงยิ้มให้ก่อนจะหันออกไปมองท้องฟ้าเหมือนเดิม

"มั้ง" คำตอบนั้นทำให้เราเงียบกันไปสักพักใหญ่ ผมวางกล้องของแตงลงข้างตัวตรงที่พวกผมทั้งสองนั่งอยู่ ผมเลยเอยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ

"แกกลับเชียงใหม่วันไหนนะ"

"พุธนี้แหละ"

"เร็วจัง" แตงหัวเราะแล้วหันมามองผม "หัวเราะทำไม"

"แค่หัวเราะคนที่คิดต่างนะ แกรู้มั้ยว่าทุกคนบอกเขาว่าหยุดยาวจัง แต่แกกลับตอบเขาว่า เร็วจัง มันแตกต่างกับคนอื่น" ผมย่นหน้าใส่แตงทีหนึ่ง

"ก็แกบอกวันที่หยุดนิ แกไม่ได้บอกวันที่อยู่สักหน่อย"

"ง่ะ โทษยะที่ไม่ได้บอก" แตงว่าพร้อมกับย่นหน้าใส่ผมทีหนึ่ง

"มาตั้งนานแล้วทำไมพึ่งได้เข้ามาในเมืองละ"

"นั่งทำการบ้านอยู่ ถึงหยุดแต่ฉันก็ไม่ค่อยว่างนะ"

"งานเยอะขนาดนั้น" แตงพยักหน้า "แล้วนี้เสร็จยัง" แตงส่ายหน้าให้ อืมไม่คิดจะตอบหรือไง

"งานเยอะเป็นสิบ มีเวลาแค่ไม่กี่วันคงเสร็จหรอก งานใหญ่ๆทั้งน๊าน" ผมหัวเราะใส่แตง แตงนะปกติไม่ค่อยทำการบ้านเองหรอก ปรกติจะมีต้นฉบับให้ลอก ส่วนงานรายงาน งานที่ต้องเป็นของตัวเอง นั้นแหละแตงค่อยจะทำเอง

"ทำการบ้านเองแล้วนิ พัฒนาขึ้นเยอะ"

"แน่นอน"

~ดาวที่สุดปลายฟ้า ภูผาสีเงิน~

"ว่าไงคร้าบ" เสียงโทรศัพท์ของแตงดังขึ้น ยังคงนิยมตั้งเพลงเก่าๆเป็นเพลงรอสายเหมือนเดิม "อืมเดียวถึงวังพุงจะโทรหาแล้วกัน ไม่ๆเดียวออกจากเมืองเลยจะโทรหา ไม่รู้ว่าจะกลับตอนไหน แต่รถหมดสี่ทุ่มนี้แหละ คร้าบ โอเคคร้าบ งันแต่นี้แหละ" แตงวางสายแล้วหันมามองผม ที่มองอยู่ เห้ย ผมเปล่าแอบฟังนะ "มีไร" นั้นไง ถามจนได้

"เปล่า" ผมรีบหันหน้าหนีทันที่ แต่ก็อดที่จะถามไม่ได้ "กลับบ้านไงเนี้ย"

"นั่งรถไปลงวังพุงแล้วให้พ่อมารับ"

"กลับกลับเราไหมละ" แตงมองหน้าผมอย่างไม่ค่อยเชื่อ

"นี้ชวนเรากลับบ้านหรอ"

"เปล่า ก็แค่เห็นว่าไปทางเดียวกัน"

"ก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่เปลื้องตังค์ ว่าแต่ แกเอารถไรมา"

"รถยนต์"

"โอเคดีมาก"

~ดาวที่สุดปลายฟ้า ภูผาสีเงิน~

"ว่าไงแก้ม อ๋อโอเคเดียวไป ตอนนี้อยู่สแตน จ้า" แตงลดโทรศัพท์ลง ก่อนจะหันมามองผม "ไปเถอะ หกโมงแล้ว"

"อืม"

 

"จะว่าไปนะ นี้ในรอบกี่ปีเนี้ยที่พวกเรามากินข้าวครบกันทั้งกลุ่ม" ฟ้าใสว่า พร้อมกับชูแก้วที่ใส่น้ำอัดลมขึ้น อันที่จริงพวกมันพึ่งเปลี่ยนมากินน้ำอัดลมหลังจากที่น้ำที่มีแอลกฮอล์พึ่งหมดไป

"นั้นสิ แต่ก่อนขาดสอง พอแก้มกลับมาขาดหนึ่ง" วสุว่า พร้อมกับคีบชิ้นเนื้อที่มีผู้หญิงอย่างฉันเป็นคนปิ้งให้ขึ้นมากิน

"ขอโทษทีที่ไม่อยู่" ฉันว่าพร้อมกับดักเนื้อหมูใส่ลงในถ้วย

"เห้ยเอาน่า เพื่อนได้ดีก็ควรดีใจปะ" บีมว่า พร้อมกับยกแก้วขึ้น กระดกดื่มน้ำในนั้น ถึงมันจะคุยกันค่อนข้างรู้เรื่องแต่ลักษณะนี้คนเมาชัดๆ

"แก้ม เขาว่า เอาเพื่อนไปเก็บ..."หัวหนักๆของแก้มเอนมาหาฉันพอดีตอนหันไป หัวของแก้มเลยเอนพิงไหล่ของฉันอยู่ เจ้าบ้านไปคนแรกเลย ฉันถึงกับต้องถอนหายใจออกมา

"ปล่อยมันปายย เรามาสนใจของกินตรงหน้าดีกว่า" ก็อตว่า พร้อมกับทำท่าทำทาง

ทุกคนดูเมากันมาก เพราะนั่งกินกันมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้สี่ทุ่มกว่าแล้ว ส่วนฉันดูจะเป็นคนเดียวที่สติยังอยู่ครบ เพรากินไปแก้วเดียว จากนั้นก็ขอน้ำอัดลมอย่างเดียวเลย ต้องบอกก่อนว่า พวกเราเมาสปาย และไวน์องุ่นนะ น้ำผลไม้เลยอย่างจัดเต็ม แม่แก้มสนับสนุน กินได้แต่ต้องอยู่ในสายตาแม่ นั้นเลยทำให้พวกเรานิยมกันมากินบ้านแก้ม เสียงดังได้ กินร้ำมีแอลกฮอล์ได้ อยู่ดึกได้

"ยังไม่อิ่มหรือไง หมดแล้วนะเว้ย" ฉันว่า เรานั่งกินกันมาสามจะสี่ชั่วโมงแล้ว หมูห้าโลก็หมดแล้วด้วย

"ของกินอื่นยังเหลือ" ตูนเดินเอาเค้กที่เป่าไปเมือสองชั่วโมงก่อนออกมา อันที่จริงวันนี้ไม่มีใครเกิดหรอก แต่อีกสามสี่วันเป็นวันเกิดของฟ้าใส ฉันเลยซื้อเค้กมาให้ฟ้าใสเป่าก่อน เพราฉันคงไม่ได้เข้ามาฉลองกับพวกมันแน่ๆ

"เนี้ย เล่นเกมความจริงม๊าย ครั้งนี้ยังไม่ได้เล่นเลย" แก้มลุกขึ้นมองทุกคน เกมส์ความจริงcคือเกมส์ที่เล่นกันประจำในวง

"ดี" เพื่อนทั้งหมดต่างพูดเป็นเสียงเดี่ยวกัน

พวกเราเก็บเตาออกจากพื้นที่ ก่อนจะเอาโต๊ะญี่ปุ่นมาตั้ง แล้วจัดการเอาไพ่ประจำงานมาแจกจ่าย

"ใครได้เอโพดำกำหนดคนต้องตอบเน้อ" ฟ้าใสว่า ทุกคนดูตื่นมากจากเมือกี่ เพราะเกมส์นี้ทุกคนชอบมาก

"เขาได้เอโพดำ" ฟร้องว่า "3" เราจะเรียงไพ่ตามจำนวนตัวเลข ไม่แบ่งแยกว่าจะเป็นของอะไร เพราะง่ายต่อการตามหา ฟ้าใสถอนหายใจออกมาก่อนจจะเปิดไพ่ของตัวเอง

"เสียใจ กูได้สองว่ะ"

"ง้ออ" เสียงของเพื่อนดังขึ้น ดูจากลักษณะแล้วพวกมันต้องมีอะไรถามแน่ๆ ฉันผลิกไพ่ของตัวเองดู เห้ย เดียวนะ

"เมือกี่เท่าไหร่นะ" ฉันถาม

"สาม"

"ฉันได้" ฉันผลิกไพ่ในมือ เลขที่อยู่บนไพ่คือสาม ทำไมต้องฉันด้วยว่ะ ไม่เอาเว้ย

"ดีๆ แก้มถาม" บ้างทีการที่จะให้แก้มถามมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนะ

"ขอบคุณค่ะ แตงเปิดรูปผู้ชายที่แกแอบชอบที่เชียงใหม่ให้ดูหน่อย" เกียจค่ะ ฉันรีบหันมองบีมทันที่ เพราะคนที่รู้ว่าฉันมีคนที่แอบชอบมีเพียงบีมเท่านั้น

"หยุดมองเลย ฉันไม่ผิด แก้มมันรู้เอง" จ้า จ้า

"หนึ่ง...สอง..." อ๊ากกก ฉันไม่ทำอะไรโง่ๆนะเว้ย

"เออเดียว บอกไว้ก่อนนะเว้ยว่าตอนนี้เลิกชอบแล้ว เห็นสันดานมันเยอะเกิน แต่จะดูรูปได้ เปิดก่อนแป๊บ" ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะเปิดเฟสเพื่อนคนหนึ่งของฉันแล้วยื่นให้พวกมันดู

"ไม่หล่อตามเคย" ฟ้าใสว่า ฟ้าใสทำการเก็บไพ่แล้วแจกจ่ายออกไป

"เอโพดำ อิอิ" เสียงของแก้ม ฉันละเกียจเวลามันพูดแบบนี้จัง "เจ็ด" ฉันรีบผลิกไพ่ในมือของตัวเองอย่างเร็ว

"ไม่ใช่ฉัน อิอิ" ฉันว่าออกไป

"ไอ้เหนือได้ อุ้ย" บีมว่า พร้อมกับรีบเอามือปิดปาก เหนือผลิกไพ่ในมือ ก่อนที่ทุกคนจะร้องขึ้น เพราะมันได้หมายเลขเจ็ด

"ฟ้าใส" แก้มเรียกชื่อฟ้าใส

"จัดไป" ฟ้าใสว่าพร้อมกับยิ้มออกมา เกียจจังเว้ย "แฟนแกอะ ตอนนี้ยังคบกันอยู่หรือเปล่า" คำถามแรงดีค่ะ

"เลิกกันได้สามเดือนแล้ว" เหนือตอบอย่างรวดเร็ว ฉันรู้เรื่องนะ แต่ไม่คิดว่าเหนือจะไม่ได้บอกเพื่อน

"ไม่บอกว่ะ" โฟพูดขึ้น พร้อมกับตบไหล่ของเหนือแรงๆ "อย่าสนใจคนที่เขาไม่รักมึงเลย สนใจคนที่รักมึงดีกว่า" อุ้ย! ฉันถึงกับสำลักน้ำอย่างแรง

"เอ๊าๆ อย่าพึ่งดรามา ไป๊ไปคนต่อไป" ฟ้าใสว่าแล้วเก็บไพ่ก่อนจะทำการสับไพ่แล้วแจกจ่ายไป

"เอโพดำ" วสุว่าพร้อมกับโยนไพ่ลงบนโต๊ะ "เลขสี่" ทุกคนผลิกไพ่ในมือจนหมดเหลือแค่ฉันคนเดียว และนั้นก็หมายความว่า

"แตง แกได้เลขสี่" กรี๊ด อะไรจะซวยขนาดนี้เนี้ย "บีมถามสิ" วสุหันไปพยักหน้าให้กับคนตัวเล็กข้างกาย

"แตงเขาจะถามนะ ว่าคนที่แกรักอะ แกยังรักอยู่หรือเปล่า" ฉันถึงกับเงยหน้ามองเพื่อนทุกคน ก่อนจะหันไปมองเหนือ แล้วก้มมองมือตัวเอง

"หนึ่ง..."

"รัก"

"ห๊ะ" เพื่อนทั้งหมดพูดขึ้นเสียงดัง

"อีกที" แก้มยกนิ้วขึ้นและบอกว่าต้องการฟังอีกครั้ง

"ยังรักอยู่ จบปะ" ฉันพูดเสียงดังจนคนทั้งวงได้ยินกันครบ ก่อนจะหันไปมองลมเหนือนิดหน่อย แล้วหันกลับมามองคนอื่นๆ

"โห้ย นี้รักจริงหวังแต่งปะเนี้ย"

"ไม่" ฉันตอบสั้นๆ ถึงทุกคนจะรู้ว่าฉันมีคนที่รักแล้วแต่สิ่งที่ทุกคนไม่รู้คือคนที่ฉันรักคือใคร ขนาดตูนเองที่มาจากโรงเรียนเดียวกันก็ยังไม่รู้ มีเพียงเจ้าตัวเขานั้นแหละที่รู้ เพราะทุกคนคิดว่าฉันชอบ แต่เปล่าเลยฉันรักตั้งหาก รักกับชอบของฉันมันความหมายต่างกัน

"โด้ว เอ๊าเล่นต่อ" ฟ้าใสพูดขึ้นแล้วแจกไพ่ต่อ คราวนี้ฉันไม่โดน แต่เป็นคนอื่นที่โดนผลัดเปลี่ยนกันมาเล่าความจริงที่เพื่อนอยากรู้ ฉันไม่ถูกถามเรื่องคนที่ฉันรัก เพราะฉันไม่โดเรียกเลย

"แตงกลับไง" บีมถามฉัน หลังจากที่เราพึ่งล้างจานเสร็จ

"เดี่ยวกลับกลับเหนือ เหนือจะไปส่งที่วังสะพุง" ฉันว่าพร้อมมองไปที่เหนือ ที่กำลังเก็บข้าวเก็บของอยู่

"แล้วพ่อจะมารับงัน ทำไมไม่นอนบ้านเขาเลยละ" ฉันยิ้มบางๆให้กับเจ้าบ้าน

"พรุ่งนี้มีมีตนะ" แก้มกับบีมเลยพยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะนานๆทีฉันถึงจะกลับบ้านที ทั้งยังต้องแบ่งเวลามาหาเพื่อน ไปเจอกันญาติๆอีก ทั้งที่จริงๆฉันไม่ต้องไปก็ได้ แต่นะ พอฉันไปอยู่เชียงใหม่ทั้งๆที่ตอนอยู่เมืองเลยไม่เคยมีใครถามหา

"แตงกลับยัง" เสียงของเหนือดังมาจากข้างหลัง ฉันหันไปมองเหนือ ก่อนจะหันกลับมามองงานของตัวเอง

"จะเสร็จแล้ว กลับก่อนเถอะเดียวถึงบ้านดึกนะ" แก้มว่า

"อืม" ฉันล้างมือที่มีฟองอยู่ พอฉันหันไปก็เห็นฟ้าใสเดินเข้ามาพอดี

"กลับแล้วอะดิ ไหนมากอดดิ" ฟ้าใสว่า ฉันเดินเข้าไปกอดเพื่อนตัวอ้วนของฉัน "ผอมไปปะ"

"เท่าเดิม" ฉันว่า

"ดูแลตัวเองด้วย ยังไงแกก็มีพวกฉันนะเว้ย" บีมพูดพร้อมกับกอดฉันเอาไว้

"เมษากลับมา ต้องมานอนนะ" แก้มพูดพร้อมกับเข้ามากอดฉันอีกคน

"ได้เลย"

"รักนะเว้ย"

"รักเหมือนกัน"

 

ผมมองเพื่อนสาวทั้งสี่คนของกลุ่มที่กอดกันอยู่ มันเป็นภาพที่ผมไม่ค่อยเห็นบ่อยเท่าไหร่ เพราะพวกมันแทบจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เจอกันแทบทุกวัน

แตงบอกลาเพื่อนๆทั้งหมด เพราะคงจะไม่ได้เจอกันอีกจนเมษา มันจะกลับวันพุธนี้แล้วนิ ผมปล่อยเวลาให้สักพัก ก่อนที่เราจะขึ้นรถแล้วขับออกมาจากบ้านของแก้ม มุ่งตรงไปวังสะพุง

"ป๊า น้องออกจากเมืองเลยแล้วนะ คร้าบ ได้เลย" แตงคุยโทรศัพท์กับพ่อของเธอหลังจากเราออกจากบ้านแก้มมาไม่นาน

"พ่อไม่หวงหรือไงกลับบ้านค่ำ" ผมถามขึ้น รู้หรอกว่าพ่อกับแม่ของแตงค่อนข้างปล่อยนะ

"ไม่หรอก รู้ว่าอยู่บ้านแก้มก็ไม่อะไรมาก" แตงว่าพร้อมกับยกกระเป๋ากล้องขึ้นมา "แล้วแกละ"

"พ่อไม่สนแล้ว"

"พ่อแม่สนแหละ แต่ไม่บอกเอง" แตงว่าอย่างคนคิดบวก อย่าไปพูดเรื่องครอบครัวหรือเพื่อนใส่เด็ดขาด ระวังโดนบ่นยาว "ปีนี้หนาวดีเน้อ" แตงว่า เธอหันออกไปมองนอกรถที่ตอนนี้กระจกขึ้นฟ้าจากอากาศที่ไม่เท่ากัน แตงยกมือขึ้นเขียนอะไรสักอย่าง ก่อนจะลบมันออก

"แกร้องเพลงเพราะดีนะ"

"แน่นอน" ยังคงหลวตัวเองเหมือนเดิม

"นึกว่าวันๆเอาแต่เรียน"

"นี้คุณลมเหนือค่ะ ฉันก็คนนะค่ะ จะไม่ฟังเพลงร้องเพลงเลยหรือไง" ประชดได้อารมณ์มาก "อีกอย่างนะ ฉันนอนฟังเพลงก่อนนอนทุกคืนนะ"

"เออลืม แกมันพวกต้องมีอะไรกล่อม" คนอะไรจะนอนอไม่หลับถ้าไม่เปิดเพลงฟังก่อนนอน

"ใครละชอบนอนกอดผ้าเน่า"

"ยังจำได้อีกหรือไง" เรื่องผ้าเน่านี้เป็นชาติแล้วนะ

"ก็ไม่รู้" เกียจจังเวลาทำหน้าแบบนี้ "ไม่ต้องหันมามองเลยขับรถไป" แตงตีบผมแรงๆทีหนึ่งให้ผมหันไปจดจ่อกับถนน ผมหันไปมองถนนที่ตอนนี้รถโล่งมาก นี้ถนนสายหลักนะ แต่เวลานี้ก็สมควรแล้ว

"แกไม่ขับรถมาอะ"

"พ่อยังไม่ให้ขับ"

"จนขับเป็นแล้วนี้นะ" แตงเป็นคนแรกในห้องเลยที่ขับรถยนตร์เป็น แต่จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เคยเห็นแตงขับรถเข้ามาในเมืองเองสักที

"พ่อบอกมีใบขับขี่ก่อนค่อยขับ ตอนนี้ก็ซ้อมๆไป"

"อีกไม่กี่เดือนก็ทำได้แล้วปะ"

"แกก็ได้ใบก่อนเขาอยู่ดีนั้นแหละ"

"แค่ไม่กี่วัน"

"ก็ตั้งหลายวัน"

"แตงไทย!"

 

ตลอดการเดินทางระยะยี่สิบโลจากบ้านแก้มมาถึงวังสะพุง เราเถียงกันแทบจะตลอดทาง แอบนึกถึงสมัยประถมตอนนั่งรถเมล์กลับพร้อมกัน ผมจอดรถที่ บขส. วังสะพุง รอพ่อของแตงที่ตอนนี้ใกล้จะถึงแล้ว เรายังคงนั่งในรถอยู่ เพราะข้างนอกอากาศค่อนข้างหนาว

"อ๋อ เขามีอะไรจะให้แหละ" แตงว่าหลังจากวางสายโทรศัพท์จากพ่อ

"หึ" ผมหันไปมอง แตงค้นหาของในกระเป๋า ก่อนจะส่งกล่องสีฟ้าๆให้กับผม "อะไร"

"เดียวก็รู้" แตงส่งยิ้มมาให้กับผม เธอสะพายกระเป๋าแล้วเปิดประตูรถ "ขอบคุณนะ"

"อืม" ผมตอบเบาๆ "แล้วเจอกัน"

"แล้วเจอกัน" ผมว่าพร้อมกับโบกมือให้กับแตงที่วิ่งตรงไปยังรถของพ่อที่จอดอยู่ไม่ไกลจากที่รถผมจอดไว้เท่าไหร่ ผมมองกล่องใบเล็กในมืออย่างพิจารณา ก่อนจะวางมันลงตรงเบาะที่คนพึ่งให้จากไป

"อะไร"

 

สามสี่วันมานี้ผมแทบไม่ว่างจะทำอะไร เพราะอะไรนะหรอ ก็ต้องเข้าค่าย รด ไง หน้าดำหมดแล้ว วันนี้เข้าค่ายวันสุดท้าย หลังจากออกค่ายผมก็บึงรถกลับบ้านโดยทันที ก็มันทั้งเหนือยทั้งร้อน ถึงตอนนี้จะเป็นหน้าหนาวก็ตามเถอะ

ผมสวัสดีพ่อกับแม่แล้ววิ่งขึ้นห้องมาอาบน้ำซะใหม่ เหม็นเหงือตัวเองอะนะ แล้วค่อยมาทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนนุ่มๆ

ตึ่ง!

เสียงดังเบาๆจากโทรศัพท์ทำให้ผมตื่นจากการหลับ มองดูนาฬิกา ที่ตอนนี้บอกเวลาห้าโมงเย็นกว่าแล้ว นี้ผมหลับไปสามชั่วโมงเลยหรือไง ผมหยิบโทรศัพท์เจ้าปัญหาที่อยู่ๆก็ปลุกผม ข้อความจากเฟสบุ๊ก จากเพื่อนสักคน

'รู้จักคนนี้ปะวะ เห็นเป็นเพื่อนกับมึง' เพื่อนในห้องของผมทักแชทมา พร้อมกับแนบลิงค์เฟสใครสักคนมา ผมกดดูก็เห็นว่าเป็นเฟสของแตง

'แตง คนที่มาร้องเพลงให้วงกูไง' ผมตอบกลับไป

'นักเรียนโรงเรียนเราหรอ'

'อดีต ตอนนี้ไปเรียนอยู่เชียงใหม่'

'ไมไม่รับเฟสว่ะ มึงช่วยบอกให้กูหน่อยสิ' ไม่โว้ย ไม่บอก โอ้ยเป็นไรเนี้ย

'รับเฉพาะคนรู้จัก ถ้าไม่รับต่อให้กูบอกก็ไม่รับ'

'ไรว่ะ กูอุสาอยากจีบ แม้งทำไมติดต่อยากจังว่ะ' หยุดเลย ไม่ต้องมายุงกับมันเลย ไม่ต้องเลย

'ชั่งมึงดิ'

'กูตามเองก็ได้ว่ะ'

'เออ'

ผมปิดโทรศัพท์ด้วยความโมโห ก่อนที่จะเปิดมันอีกครั้ง แล้วคลิกไปยังหน้าเฟสของเจ้าตัวปัญหา และถึงได้รู้ว่าทำไมเพื่อนของผมถึงถาม ก็เพราะแตงพึ่งลงรูปนะสิ ไม่กี่ชั่วโมงก่อน รูปประมาณห้าสิบกว่ารูป มันเป็นรูปงานวันเด็ก ผมกดดูรูปแรกเป็นรูปรองเท้าสีฟ้าคู่ที่แตงใส่ บรรยายความรู้สึก เช่นกันกับรูปต่อๆมา ที่ค่อนข้างเขียนยาวเอาการ

รูปสุดท้ายเป็นรูปของแตงเอง มันเป็นรูปย้อนแสงที่ผมเป็นคนถ่าย แตงหันมามองด้วยใบหน้ายิ้มๆ ถึงแม้ในรูปจะไม่เห็นใบหน้าอย่างชัดเจนก็ตาม

'เห็นรูปนี้แล้วคิดถึงสมัยก่อน สมัยที่ชอบอยู่โรงเรียนจนถึงเย็น พระอาทิตย์ไม่ตกเราไม่กลับ 5555 แต่ตอนนี้ความรู้สึกแบบนี้ไม่มีแล้ว อาจจะเพราะสังคมใหม่ที่ไปอยู่ไม่ได้เป็นสังคมแบบเดิม แต่ฉันก็ยังคงมีความรู้สึกต่อเหตุการณ์ ต่อเพื่อน ต่อสถานที่เหมือนเดิม ถึงแม้บางอย่างมันจะเปลี่ยนไปมากมายก็ตาม ไม่ใช่แค่สถานที่ ไม่ใช่แค่คน แต่รวมถึงเราด้วย รักยังไงก็ยังคงรักอย่างงัน... ขอบคุณนะ สำหรับเรื่องวันนั้น และก็ขอบคุณสำหรับรูปนี้ด้วยนะ ^^ '

หมายความว่ายังไง กับการที่บอกว่า 'รักยังไงก็ยังคงรักอย่างงัน' มันเป็นคนพูดที่ผมเคยได้ฟังมาแล้วสองรอบ รอบแรกตอนที่แตงขึ้นพูดอำลาตอน ป.6 ส่วนอีกครั้งในวีทีอาร์รวมที่เธอเป็นคนทำเองตอนเราจบ ม.3 และตอนนี้

'รักกับชอบในความคิดฉันมันต่างกันนะ จริงอยู่ที่ฉันชอบคิน แต่สิ่งที่ฉันยังเป็นเหมือนเดิมคือฉันยังรักผู้ชายคนเดิมที่ฉันเคยรัก และไม่เคยเปลี่ยนแปลง'

คำพูดของแตงลอยเข้ามาในหัวของผม มันเป็นคนพูดตั้งแต่สมัยตอน ม.ต้น ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าเธอยังรักผมอยู่หรือเปล่า แต่ที่รู้แน่ๆคือเธอชอบคิน

ผมมองภาพนั้นอย่างนึกคิด สมัยตอนรู้จักกันแรกๆแตงเป็นยังไง สมัยนี้แตงก็ยังคงเป็นแบบนั้นเสมอมา เป็นเพื่อนที่น่ารักสำหรับผม ผมขอร้องอะไรแตงทำให้แทบจะทุกอย่าง ถึงบ่นบ้างแต่ก็ทำ นั้นแหละแตง

ผมกดไปที่หน้าโปร์ไฟล์ของเธอ ก่อนจะคลิกที่รูปประจำตัว มันเป็นรูปที่มองเห็นท้องฟ้าสีฟ้าสวย กับภูเขาสูงที่แตงยืนเลยภูเขาที่อยู่ข้างหลัง เธอหันมายิ้มให้กับกล้อง มือหนึ่งจับผมที่ปลิวมา ส่วนอีกมือยกขึ้นจับผ้าพันคอสีแสบของเธอ ทำให้ผมนึกถึงภาพของเธอเมือไม่กี่วันที่เราไปเดินคุยกัน แตงยังคงชอบยิ้มให้กับทุกคน และทุกคนชอบยิ้มให้กับแตง เพราะแตงชอบถ่ายรูป

'ฉันถ่ายรูป เพราะฉันชอบความทรงจำที่อยู่ในรูปภาพนั้น ถึงฉันจะถ่ายรูปไม่สวยแต่ทุกภาพที่ฉันถ่ายฉันรักมันนะ'

ผมยิ้มให้กับรูปตรงหน้าพร้อมกับยิ้มให้กับตัวเอง เป็นคนที่เหมือนผู้ใหญ่ แต่ก็ยังคงเหมือนเด็ก

" #พี่อาทิตย์ ลมเหนือจะรู้ไหมว่าเรากำลังคิดถึง" ผมอ่านแคปชั่นของรูปภาพ ไม่อาจจะรู้หรอกว่าใครคือพี่อาทิตย์ของแตง แต่ที่แน่ๆเลย ลมเหนือน่าจะคือผม เพราะมีแค่แตงเท่านั้นที่เรียกผมว่าลมเหนือ ทั้งๆที่ชื่อจริงๆของผมคือทิศเหนือ

กดออกจากรูปมาดูที่หน้าทามไลน์ของแตง รูปที่ขึ้นบนทามไลน์แรกคือรูปของแตงกับหนูแฮมเตอร์สองตัว

"กลับเชียงใหม่กัน" ผมมองรูปนั้นอย่างตะลึงหน่อยๆ "เดียวนะ"

'แกกลับเชียงใหม่วันไหนนะ'

'พุธนี้แหละ'

ผมรีบหันไปมองปฏิทินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ มันกากบาทจนถึงวันอังคารงันก็แสดงว่าวันนี้เป็นวันพุธนะสิ ผมรีบคว้าโทรศัพท์แล้ววิ่งออกจากห้อง ลงไปยังข้างล่างบ้านทันที ผมลงมาหยุดที่ชั้นวางกุญแจ แต่ผมกับไม่เห็นกุญแจรถที่ผมใช้ขับประจำวางอยู่

"เฮียนาว"

"ว่า"

"รถผมละ" ผมถามพี่ชายคนกลางที่เดินเข้ามาพอดี เฮียนาวทำหน้านึกอยู่สักพัก

"อ๋อ ป๊าเอาไปซื้อกับข้าว" อะไร แล้วนี้ผมจะเอารถไหนไปหาแตงละ ก่อนที่ผมจะนึกขึ้นได้

"เฮียนาวยืมรถหน่อยสิ"

"เฮ้ย ฉันพึ่งได้รถ ไม่เอาไม่ให้ยืม"

"เฮียขับให้ก็ได้นะ ผมจะไปตามหญิง ตามคนที่รักผม และผมคิดว่าผมรักเธอ" เฮียนาวดึงอมยิ้มออกจากปาก ก่อนจะจ้องมองมาที่ผม

 

เสียงฝีเท้าหนักๆวิ่งเข้ามาในสนามบินประจำจังหวัดเลย คนค่อนข้างบางตา อาจจะเพราะเครื่องบินพึ่งออกไปไม่นาน มีคนขอภาวนาให้เครื่องที่ออกไปไม่ใช่เครื่องเที่ยวสุดท้ายของวัน

"ขอโทษนะครับ เครื่องเที่ยวสุดท้ายออกยังครับ"

"เครื่องพึ่งออกไปประมาณสิบนาทีค่ะ จะถึงดอนเมืองก็ประมาณสามสิบนาทีค่ะ"

"สุดท้ายของวันนี้แล้วใช่ไหมครับ"

"ค่ะ วันนี้เที่ยวบินหมดแค่นี้ค่ะ"

"ขอบคุณครับ" ผมเดินออกมาจากสนามบิน เงยหน้ามองท้องฟ้ายามเย็น เวลานี้ประมาณหกโมงครึ่ง เที่ยวบินสุดท้ายพึ่งออกไปไม่นาน ผมมาไม่ทัน

"ว่าไงเหนือ ทันไหม" เฮียนาวถามผม หลังจากที่ผมเดินกลับมาที่รถ เฮียแกอุสาเหนีบสุดตีนเพื่อพาผมมาสนามบิน

"ไม่ครับ เครื่องพึ่งออกไปเมือสิบนาทีที่แล้ว" ผมนั่งลงข้างคนขับ เฮียตบไหล่ผมเบาๆ

"โทรหาดิว่ะ เธอคนนั้นไม่ได้ไปต่างประเทศนิ ก็แค่ขึ้นเครื่อง"

"นั้นสิ" ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนที่จะนึกอะไรขึ้นได้ " แต่ผมไม่มีเบอร์ของเธอนะ" ผมหันไปบอกเฮียนาว

"โอ้ยน้องกู โง่อะไรขนาดนี้ ก็โทรหาเพื่อนสนิดของเธอดิ เชื่อนิยังไงก็ต้องมีเบอร์แหละ"

"นั้นสิ" ผมรีบต่อสายไปยังเบอร์ของฟ้าใสทันที เพราะฟ้าใสเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิดของแตง อย่าว่าผมเป็นเพื่อนประสาอะไรแล้วไม่มีเบอร์แตง บอกเลยผมเปลี่ยนโทรศัพท์ตอน ม.4 ตอนนั้นผมก็เม้มแต่เบอร์เพื่อนที่ใช้ติดต่อเท่านั้นแหละ

"ว่าไง" เสรยงของฟ้าใสทักผมขึ้น

"มีเบอร์ไอ้แตงเปล่า"

"มี ทำไมว่ะ"

"ขอหน่อย มีเรื่องจะคุยกับมันหน่อยนะ"

"เออ 088-xxxxxxx เบอร์เดิมมันนั้นแหละไม่เคยเปลี่ยน"

"ขอบคุณมากเว้ย" ผมวางสายจากฟ้าใส ก่อนจะกดเบอร์ของแตงทันที่ แต่ผมคงอาจจะลืมไปว่าเธอยังคงนั่งเครื่องอยู่

"ฝากบริการหมายเลยโทรกลับ..."

"ไม่รับ" เฮียนาวถาม

"ปิดเครื่อง ผมลืมไปว่ายังอยู่บนเครื่องอยู่" ผมจับโทรศัพท์ยัดลงกระเป๋ากางเกงอย่างปลงๆ

"เดียวค่อยโทรใหม่ก็ได้ จะรีบร้อนไปไหนว่ะ"

"ว่าแต่เฮียเถอะ จะขับรถไปในเมืองทำไม" ผมถามขึ้น เมืออยู่ๆพี่ชายผมก็เลือกที่จะขับเข้าในเมือง แทนที่จะขับรถกลับบ้าน

"แวะไปหาแฟนหน่อยไม่ได้หรือไง โด้"

"คร้าบบ"

 

ผมมองไปรอบๆสวนสาธารณะกุดป่อง อันเป็นสถานที่ยอดฮิตที่คนจะมากันตอนเย็น และเย็นมากขนาดนี้ ตอนนี้ผมเลือกมาทิ้งตัวเองไว้ที่นี้ แทนที่จะไปกับเฮียนาว ไม่อยากเห็นคนแก่ทำตัวเด็ก ผมเดินขึ้นมาบนสะพานปูน สะพานที่จะพาผมเดินเข้าไปยังสวนสาธารณะที่ค่อนข้างมืด ผมเลยหยุดอยู่กลางสะพาน แล้วมองลงไปยังน้ำดำๆ ที่ไม่แน่ใจว่าเน่าหรือเปล่า

วันนี้อากาศไม่หนาวมากเท่าไหร่นัก ถึงแม้มันจะยังต้นปีอยู่ก็ตาม แถมปีนี้เมืองเลยไม่ค่อยจะหนาวด้วย มันก็ดีแหละไม่ดี แต่ผมชอบอากาศหนาวๆมากกว่า

~กริ้งงงงงง~

ผมสะดุงนิดหน่อยเมืออยู่ๆโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น ทำลายบรรยากาศความเงียบของบริเวณ ผมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามอง แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอคือเบอร์แปลกที่โทรเข้าเครื่อง

"สวัสดีครับ"

"ลมเหนือหรอ?" ผมรีบดึงโทรศัพท์ออกมาดูอีกที พร้อมกับระลึกชาติอย่างรวดเร็วว่าเบอร์นี้เป็นเบอร์ของแตง

"แตงไทยงันหรอ"

"ก็จะใครละ มีอะไรหรือเปล่าถึงโทรมา" ผมรีบผลิกนาฬิกาดู ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงห้าสิบนาที จากการที่ผมถาม เขาบอกว่าอีกประมาณสามสิบนาทีเครื่องถึงจะถึงนิ

"ลงเครื่องแล้วงันหรอ"

"อืม พึ่งลงเครื่องเมือกี้" เสียงของคนพูดกันแทรกมาตามเสียงของแตง

"แล้วนี้จะต่อเครื่องตอนไหน"

"ห๊า ต่อเครื่อง ไม่นิ ตอนนี้เขาอยู่เชียงใหม่แล้ว" ห๊ะ อยู่เชียงใหม่แล้ว เดียวนะ

"แกขึ้นเครื่องที่ไหน" ผมถามด้วยความสงสัย

"อุดรสิ มาเชียงใหม่มีแค่อุดรกับดอนเมือง ว่าแต่โทรถามแค่นี้หรอ" โห้ยก็มีหลายเรื่องอยากจะถาม ไม่ใช่แค่เรื่องนี้

"นึกว่าขึ้นที่เมืองเลย"

"ต่อเครื่องหลายรอบ ไม่เอา" น้ำเสียงของแตงทำให้ผมนึกใบหน้าของเธอออก ตอนนี้คงกำลังทำหน้ามุ้ยอยู่แน่ๆเลย

"ก็เลยนั่งรถไปอุดรเลยรอรอบเดียวว่างัน"

"ใช่ โอ้ย! หนัก" เสียงเหมือนคนกำลังใช้กำลังอยู่ ซึ่งผมว่าแตงคงกำลังยกกระเป๋าอยู่เป็นแน่

"หอบอะไรกลับไปบ้างละ กระเป๋าถึงหนัก"

"มีตาทิพย์หรือไงถึงรู้" คำตอบที่ได้เหมือนจะเป็นคำถามมากกว่า ทำให้ผมยิ้มออกมาพร้อมกับหัวเราะ "หัวเราะอะไร"

"เปล่า" ผมยืนพิงขอบรั่วที่กันสะพานไว้ ก่อนจะหันไปมองดวงจันทร์ที่ยะงไม่เต็มดวงลอยอยู่เหนือน้ำหน่อยๆ "แล้วนี้กลับหอยังไง"

"นั่งรถกลับสิถามได้"

"ก็รถอะไรละ นี้ถามดีๆนะอย่าทำเหมือนชวนทะเลาะได้ไหม" ผมพูดอย่างอ่อนโยน ผมรู้ดีว่าแตงมันไม่ได้พูดชวนทะเลาะหรอก แต่มันเป็นลักษณะที่แตงชอบพูดอยู่แล้ว

"ก็ได้ แต่เดียวนะ"

"อืม" ผมตอบรับเพียงเบาๆ ก่อนจะได้ยินแตงคุยกับใครสักคน คงเป็นคนขับรถตะไปส่งเธอแหละมั้ง มีการถามราคากัน ผมไม่ได้ยินคำตอบของอีกฝั่งหรอก แต่ผมได้ยินแตงพูดชัด ก่อนที่เธอจะคุยกับใครสักคน ถามว่าไปถูกไหม สักประมาณไม่กี่นาทีที่ผ่านไป ผมอยากเดินไปดูจริงๆว่าตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่

ปั๊ก!

"ขึ้นรถแล้ว" เธอตอบกลับมา

"กลับหองันหรอ"

"จะให้กลับบ้านหรือไง ถามแปลกๆ"

"หอแกอยู่ไกลจากสนามบินมั้ย?"

"ไม่รู้สิ แล้วแต่ทางจะไปมั้ง จะมาหาหรือไง" ผมยิ้มออกมาอีกครั้งกับการพูดจาของเธอ

"ออกค่าเครื่องให้สิ"

"งันไม่ต้องมา" การตอบกลับแบบเร็วๆโดยไม่คิด ทำให้ผมหัวเราะอีกครั้ง "หัวเราะอะไรของแก"

"แตง" ผมเรียกชื่อของคนที่อยู่ในสาย

"หึ มีอะไร" ปลายสายเปลี่ยนเสียงจากที่ดูร่าเริงเป็นเสียงที่ชอบพูดเวลาที่เพื่อนมีปัญหาทันที

"แกชอบเขาตั้งแต่ตอนไหน?" ปลายสายเงียบไปสักพัก ผมได้ยินเสียงถอนหายใจของคนที่คุยอยู่

"เขาไม่เคยชอบแก"

"อ้าว!"

"แต่รัก..." ผมยิ้มออกมากับคำพูดของแตง นั่นสินะ คำว่ารักกับชอบในความของแตงมันต่างกัน

"แล้วแกรักเขาตั้งแต่ตอนไหน?"

"อืม น่าจะ ป.4 นูนแหละมั้ง" ดูเหมือนว่าฝั่งนั้นจะมีการคิดหน่อยๆ แต่เป็นคำตอนนั้นทำให้ผมยิ้มมากขึ้น

"แล้วตอนนี้ละ?" ปลายสายเงียบไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นานกว่าครั้งก่อน

"ก็แล้วแต่จะคิด"

"แตง เขาจริงจัง"

"แกจะให้เขาตอบไง ตอบว่ายังรักอยู่งันหรอ เขาไม่อยากจะคิดไปเองหรอกนะว่าตอนที่เห็นข้อความเข้าว่าแกโทรมานะ เขาดีใจขนาดไหน คิดว่าแกโทรหาเพราะหวงหรือเปล่า หรือแกมีปัญหาเรื่องผู้หญิงหรือเปล่า เขาตั้งรวบรวมความกล้าขนาดไหนถึงจะกล้าคุยกับแก กล้าขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีเดียวกับแกโดยไม่ร้องผิด กล้าเดินเล่นกับแกตอนเย็น" แตงพูดออกมาอย่างเร็วจนผมฟังแทบไม่ทัน ก่อนที่แตงจะหยุดหายใจ พร้อมกับเสียงถอนหายใจลอยตามมา "หัวใจเขาไม่ใช่หินนะ จะได้ทนทุกอย่าง และเขาไม่ใช่คนที่รักใครและรักแป๊บเดียว ถึงแม้คนที่เขารักจะมีความสุขกับคนอื่น เขาก็ได้แต่ยิ้มมองดูแกมีความสุข ทั้งๆใจของเขาเจ็บ เวลาแกมีปัญหากับคนที่ชอบทะเลาะกันแกคงไม่รู้หรอกว่าเขามีความรู้สึกยังไง เพราะเขาลืมๆม่ได้เพราะเขาทำใจไม่ได้ เขาถึงเลือกที่จะเดินออกมา ถ้าแกจะโทรมาถามแค่นี้ เขาก็ไม่มีเรื่องจะพูดแล้ว"

"เดียวสิ" ผมรีบห้ามไว้ก่อน "เออ..เขามีเรื่องจะถามแก" ผมพูดออกไปทั้งๆที่ผมไม่รู้ว่าจะถามอะไรแตงจริงๆหรอก

"งันก็ว่ามา"

"เออ... ตอน ตอน ป.4 แกเริ่มชอบ เห้ย เริ่มรักเขาตั้งแต่ตอนไหน" คงไม่ตัดสายทิ้งหรอกนะ

"เปิดเทอมวันแรกที่แกเดินเข้าห้อง เด็กผู้ชายใส่เสื้อลายสก็อตสีน้ำเงิน ที่เข้าห้องสายที่สุด" ผมยิ้มกับตัวเอง แตงจำได้แม้กระทั้งชุดที่ผมใส่เข้าห้อง

"แกเป็นคนที่เสนอให้โปงลางกับโยเข้าค่ายด้วยกันใช่ไหม?"

"เขาไม่ได้เสนอที่ประชุม แต่เขาพูดกับอาจารย์แล้วอาจารย์เห็นว่ามันดี" น้ำเสียงตอบแบบเรียบๆ

"ทำไม"

"ปิดเทอมสามเดือนเลยนะเว้ย มีโอกาศดีๆก็ควรเลือกไว้สิ" เพราะอยากเจอละสิ

"แกดีใจมั้ยที่เราได้อยู่ห้องเดียวกันอีกครั้ง"

"ถ้าคนที่แกรักอยู่ใกล้ๆแกดีใจมั้ยละ" ตอบแบบนี้อีกแล้ว เดียวเถอะ

"ตอบดีๆ" ผมทำเสียงเข้มใส่แตง

"ดีใจ"

"ทำไมแกต้องไปเรียนที่เชียงใหม่" เสียงถอนหายใจดังมาจากปลายสาย

"หนึ่งคือโอกาส โอกาสที่ดีกว่า สองเขาเชื่อพี่ เพราะพี่เขาบอกว่าที่นี้ดี สามเขาไม่อยากเจ็บเพราะแกอีก" คำพูดพวกนี้ตอกย้ำได้ดีว่าแตงรักผมจริงๆ แต่สิ่งที่ผมอยากรู้คือ ณ ตอนนี้แตงยังคงรักผมอยู่หรือเปล่า

"แตง แกยังคิดกับเขาเหมือนเดิมเปล่า" ปลายสายเงียบไปสักหน่อย แต่ใจผมนี้สิเต้นรั่วๆเลยตอนนี้ ถ้าแตงตอบว่าไม่ ผมคงโดดลงน้ำไปว่ายน้ำกับปลาในกุดป่องแน่ๆ

"ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เขาก็ยังคิดกับแกเหมือนเดิม คนที่ฉันรัก" คำตอบนั้นทำให้ผมค้าง ไม่แค่ตัวแต่เหมือนหัวใจจะหยุดเต้นไปด้วย กี่ปีแล้วที่แตงแอบรักผม กี่ปีแล้วที่ผมรับรู้เสมอว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งรักผมมาตลอด แต่ผมไม่เคยจะสนใจเธอ ผมเพียงมองเธอเป็นเพื่อน แต่วันนั้น วันที่เธอเดินกลับมาพร้อมกับยืนไม้กลองมาให้กับผม ทำไมถึงต้องเป็นตอนนั้นที่ผมมองหน้าแตงแล้วรู้สึกเปลี่ยนไป ใจที่ไม่เคยจะมีเธอคนนี้ กลับเต้นรั่วตอนเธอเดินเข้ามา ตอนเธอร้องเพลงแล้วหันหลังให้กับผม ตอนเธอหันมายิ้มกว้างๆ ตอนที่เธอกอดเพื่อนของเธอ ตอนเธอกำลังนั่งกินขนม ตอนที่กำลังเดินถ่ายรูปอยู่คนเดียว ทั้งๆที่ผมเคยเห็นมาหมด แต่ทำไม ทำไมผมถึงไม่เคยที่ใจจะเต้นแรงขนาดนี้

"ลมเหนือ แกยังอยู่ในสายเปล่า?" คำเรียกที่ทำให้ผมตื่นจากพะวงแห่งความคิด

"เออ อยู่ อยู่" ผมรีบตอบกลับไป "แกยังไม่มีแฟนใช่มั้ย?"

"มี" ใจผมนี้หล่นลงไปอยู่ตาตุ๊ม แต่ประโยคทัดมานี้สิ "ฉันก็คงจะอวดพวกแกไปแล้ว" พูดเล่นเหมือนเดิม รู้มั้ยว่ากำลังจริงจังอยู่

"แตง!"

"อะไร เรียกอยู่นั้นแหละ"

"จีบได้ไหม?" ผมถามเสียงเบาๆ ปลายสายจากที่หัวเราะอยู่นั้นก็เงียบทันที เงียบจนผมคิดว่าคงไม่ได้ลงไปดิ้นอยู่ที่พื้นหรอกนะ "แตง อยู่ในสายปะ"

"แป๊บ เขิลว่ะ พูดไม่ออก" ผมยิ้มออกมา ไม่อยากจะนึกหน้าของแตงตอนนี้เลย

"พูดไม่ออก แต่เมือกี้ก็พูดนิ"

"เว้ย ถ้าจะจีบพูดแบบงี่ไม่ต้องจีบแล้วมั้ง" ผมหัวเราะออกไปอย่างเข้าใจ คนตรงๆปากหมาๆ ดูเป็นคนกล้าแต่จริงๆแล้วขี้กลัว ขนาดคนมาจีบยังวิ่งหนีเลย

"ขอโทษ"

"ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย"

"สรุปให้จีบได้ปะ" ผมถามอีกครั้ง

"จีบติดอยากนะเว้ย" น้ำเสียงดูจริงจังและเล่นๆไปในเวลาเดี่ยวกัน

"เชื่อว่ามีความสามารถพอ ก็มีแต่แกแหละ"

"เขาขี้หวงขี้ห่วงและขี้หึงนะเว้ย"

"อยู่ไกลกันขนาดนี้ก็ควรหวงห่วงหึงเป็นธรรมดาปะ"

"เขาไม่ได้สวยน่ารักและเรียบร้อยเหมือนคนที่แกเคยคบมา"

"แกเคยบอกว่า คนเราไม่ควรดูกันที่ภายนอกไม่ใช่หรือไง"

"เขาไม่มีเวลามากพอที่จะมานั่งคุยเฟสคุยโทรศัพท์กับแกทุกวันนะ เขาเรียนหนัก กิจกรรมเยอะ"

"แล้วไม่คิดว่าเขาต้องเรียนบ้างหรือไง กิจกรรมเขาก็มี อีกอย่าง เว้นระยะห่างกันจะได้คิดถึงกันมากๆ"

"เขา..."

"แตง!" ผมพูดดักขึ้นก่อน ผมรู้ว่าแตงมันขี้กังวล มันคงจะกังวลว่าการที่คนจะเป็นแฟนกันจะต้องอยู่ห่างกัน ไม่ค่อยมีเวลาให้กัน ไม่ค่อยเจอกัน มันอาจจะทำให้ใครคนหนึ่งเหงาหรือหวงกันก็ได้ "แกรู้ใช่ไหมว่าเขาเป็นคนยังไง"

"อืม รู้สิ"

"แกรู้ แกก็ไม่ต้องหวงห่วงอะไรปะ เขาจริงจังกับอะไรเขาก็จะจริงจังกับสิ่งนั้นเสมอจริงปะ เขาตัดสินใจแล้วจะจีบแก เขาก็จะจีบให้ติด และจะทำให้ดีที่สุดด้วย" ผมพูดจบก็ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย ผมเลยพูดขึ้นต่อ "เป็นแฟนกันมั้ย"

"เห้ย แกยังไม่ได้เริ่มจีบฉันเลยนะเว้ย" จบประโยคที่ผมพูดไปทำให้แตงรีบตอบกลับอย่างเร็วๆ

"หมดช่วงจีบแล้ว ตอนนี้เข้าช่วงขอเป็นแฟน"

"บ้าแล้ว"

"เอาน่าถือว่าตั้งแต่เรารู้จักกันมา เราจีบกันแล้ว สรุปจะเป็นมั้ย"

"เป็นอะไร"

"เป็นแฟน"

"อืม" ผมยิ้มออกมากับคำตอบของเธอ

"อะไรนะ" พร้อมกับประโยคง่อยๆ ที่เรามักจะได้ยินเวลาพระเอกพูดกับนางเอก

"อืม"

"อืมอะไร"

"เป็น"

"เป็นอะไร"

"เป็นแฟนแกไง"

     The end

E'Nao

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ E'Nao จากทั้งหมด 12 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น