คัดลอกลิงก์เเล้ว

เมือลมเหนือมาเยือน

โดย E'Nao

ก็แค่สายลมที่พัดผ่านไป ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครใส่ใจมาก มันก็แค่ลมเท่านั้น

ยอดวิวรวม

31

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


31

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  16 พ.ย. 58 / 22:31 น.
นิยาย ˹͹ เมือลมเหนือมาเยือน | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

               สายลมยามพัดผ่านมันนำมาซึ่งหลายสิ่ง ทั้งฝุ่นละออง สายฝน ลมหนาว หรือแม้แต่ความรัก ซึ่งใครหลายๆคนคงจะไม่เชื่อในอย่างหลังมากเป็นที่สุด เพราะบ้างคนคิดว่าสายลมไม่สามารถหอบเอาความรักมาให้ใครสักคนหนึ่งได้หรอก นั้นเป็นเพียงแค่คำพูดของคนสักคนเท่านั้น แต่ในบ้างคนก็เชื่อว่าสักวันสายลมจะพัดเอาความรักมาให้กับคนสักคนที่กำลังสิ้นหวังในความรัก

                แต่บ้างครั้งสายลมเองก็ต้องการแสงนำทางหรือหยุดพักสักที่ใดที่หนึ่งบ้าง เราไม่รู้หรอกว่าสายลมที่พัดไปพัดมานั้นอยากจะหยุดอยู่ที่ใดสักที่ หรือกับใครสักคน แต่เพราะเป็นสายลม มันต้องพัดไปเรื่อยๆ นั้นทำให้ใครหลายๆคนว่าสายลมไม่มีวันหยุดหรอก แต่สักวันถ้าสายลมกลับหยุดนิ่งขึ้นมา คุณคิดว่ามันจะเป็นยังไง

 

ลมเหนือ

                ผมชื่อ ลมเหนือ แสงตะวัน ชื่อเล่นก็ ลมเหนือ แต่เพื่อนๆจะชอบเรียกว่า เหนือมากกว่า ผมเกิดในวันที่อากาศหนาวที่สุดในรอบปี ที่จังหวัดเล็กๆที่อยู่กลางขุนเขา เป็นวันที่ลมจากตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่านประเทศไทย พ่อของผมเลยตั้งชื่อผมว่าลมเหนือ นั้นแหละที่มาของชื่อผม ผมย้ายกลับไปอยู่กับยายตอนที่พ่อของผมต้องย้ายที่ทำงานไปเรื่อยๆ ผมเลยเป็นเด็กที่ไม่ค่อยติดพ่อกับแม่สักเท่าไหร่ จะติดยายมากกว่า พอผมโตขึ้นมาหน่อย ผมก็ย้ายกลับมาอยู่กับแม่ที่จังหวัดที่ผมเกิด ส่วนพ่อนะหรอ ก็ยังคงย้ายไปย้ายมา จะกลับมาหาเราตอนเสาร์อาทิตย์ที่ไม่มีประชุมเท่านั้นแหละ สาเหตุที่แม่ของผมไม่ตามพ่อไปนั้นก็เพราะแม่กำลังจะมีน้องให้ผม และช่วงนั้นผมกำลังจะเข้าโรงเรียนแม่ก็เลยตัดสินใจที่จะอยู่เป็นหลักแหล่ง ซึ่งก็คือจังหวัดเล็กที่เรียกตัวเองว่า “เลย”นี้แหละครับ

 

ลลิน

หนูชื่อ ลลิน บุญสาวาด ชื่อเล่นก็ลินนี้แหละ เกิดในวันพระจันทร์เต็มดวง และเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี แม่ก็เลยตั้งชื่อให้ว่า ลลิน ที่แปลว่าดวงจันทร์ ในสักภาษา เป็นลูกครึ่ง ครึ่งขอนแก่นกาฬสินธุ์ แต่เกิดและเติบโตในจังหวัดกลางขุนเขาที่ไม่มีใครไปถึง เลย ไง ไม่เคยย้ายบ้านไปไกลเกินห้าโล ถึงอยากย้ายไปไกลๆ แต่สุดท้ายก็ต้องอยู่ที่เดิมเนี้ยแหละ มีพี่สาวคนหนึ่ง ห่างจากหนูสองปี แต่มันเข้าก่อนเกณฑ์ อันที่จริงต้องเรียกว่าพอดีเกณฑ์ คนอื่นเลยนึกว่าเราสองพ่น้องห่างกันสามปี พ่อกับแม่ค่อนข้างที่จะอยู่ติดบ้าน เพราะท่านเป็นครู ไปโรงเรียนเจ็ดครึ่ง กลับถึงบ้านห้าครึ่งไม่ก็หกโมงครึ่ง แต่พอพี่โตเข้ามัธยมก็ย้ายไปอยู่กับป้าในตัวเมือง ส่วนตัวหนูก็ย้ายไปเรียนในตัวเมือง แต่นั่งรถรับส่งเอา เดียวไม่มีคนอยู่กับแม่ พอหนูขึ้นมัธยมหนูก็ย้ายมาอยู่กับพี่สาวที่บ้านของป้า


...คอมเม้นสร้างแรงใจนะค่ะ...

เนื้อเรื่อง อัปเดต 16 พ.ย. 58 / 22:31


เมือลมเหนือมาเยือน

ช่วงเวลายามเย็น มหาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพที่มีนิสิตนักศึกษาที่กำลังจะเดินกลับหอ ทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้มหาลัยดูไม่ร้าง สนามบาสของคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นสถานที่มีคนมาเล่นค่อนข้างเยอะ ทั้งนักศึกษาของคณะเอง และนักศึกษาสาวต่างคณะที่มานั่งเชียร์ มันเป็นภาพที่ชินตานักสำหรับหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังจะเดินไปยังสนามนั้น แต่วันนี้กลับแปลกออกไปเมือเธอเดินมาหยุดตรงหลังแป้นบาส

“โรสฉันลืมแว่นไว้ที่ห้องสโมอะ” หญิงสาวหันไปพูดกับเพื่อนร่างอวบที่กำลังยกน้ำขึ้นจิบ

“ห๊า แกลืมของจำเป็นไว้เนี้ยนะ เจริญมาก” เพื่อนสาวร่างอวบตอบ หญิงสาวที่ร่างบางกว่าหน่อยจึงยิ้มแหยะๆกลับไปให้

“เดียวรีบกลับไปเอา แกจะรออยู่นี้หรือไปกับฉันละ” เพื่อนสาวถาม

“ไปกับแกดิ จะให้ฉันมายืนรอแกอยู่ตรงนี้หรอ ไม่เอาหรอกมีแต่ผู้ชายน่ากลัว” โรสทำท่าขนลุกแล้วรีบเกาะเพื่อนสาวไว้ทันที่ ทุกคนต่างรู้ดีว่า โรสสิริน นั้นกลัวผู้ชายอย่างกลับอะไรดี ทั้งๆที่เธอมีพี่ชายสามคน แถวยังเรียนในคณะที่ขึ้นชื่อว่ามีผู้ชายเยอะที่สุดด้วยนี้สิ

“จ้า แม่คนกลัวผู้ชาย ไปกันเราจะได้รีบไปหาอาจารย์” เธอว่าแล้วดึงโรสสิรินให้หันกลับไปยังตึกที่พวกเธอพึ่งเดินออกมาไม่นานนัก

“เห้ย! ระวัง!!” เสียงเรียกนั้นทำให้หญิงสาวทั้งสองคนหันไปมอง ลูกบาสกำลังลอยมายังคนทั้งสองที่ยืนอยู่ มันข้ามผ่านหัวของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไปกระแทกเข้ากับใบหน้าของคนที่อยู่ข้างหลังเข้าอย่างจัง ทั้งๆที่หญิงสาวตัวเล็กและเตี้ยกว่าคนข้างหน้าเยอะ แต่ลูกบาสหนักๆก็กระแทกเข้าอย่างจัง

ปั๊ก/ตุ๊บ/อั๊ก

สามเสียงดังขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมายเอาไว้ เสียงแรกคือเสียงลูกบาสกระทบกับใบหน้าของคนที่หันเอาหน้าเข้ามารับอย่างจังๆ สียงที่สองเป็นเสียงของหนังสือที่ตกลงพื้นเมือคนที่ถืออยู่กำลังจะล้มลง และเธอพยายามที่จะคว้านหาที่ยึดเกาะ แต่มันไม่เป็นผลเมือเธอล้มลงไปนอนกองอยู่เป็นพื้นที่เรียบร้อยพร้อมกับเสียงที่สามดังขึ้น จนคนที่อยู่ใกล้ๆได้ยินอย่างชัดเจน

“เห้ย!” เสียงดังขึ้นไปทั่วสนาม คล้ายกับภาพหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนที่โรสสิรินจะตั้งสติได้

“ไอ้ลิน” เธอรีบก้มพยูงเพื่อนของเธอด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับตีหน้าเพื่อนของเธอสองสามทีเพื่อให้ลืมตาขึ้น

“น้องเป็นไงบ้างครับ” เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นตรงหน้าของหญิงสาว เธอเงยหน้ามองแต่กลับมองเห็นเป็นภาพมั่วๆ และนั้นทำให้เธอรู้ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ

“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบไปอย่างที่เธอรู้ว่าไม่รู้สึกเจ็บอะไรนอกจากก้นที่ลงไปจูบกับพื้นปูนอย่างจัง และถ้าไม่มีแผลอะไรก็คงไม่เป็นไร

“น้องมองเห็นพี่ไหมเนี้ย” ภาพมั่วๆนั้นเธอเห็นว่ามีคนโบกมือไปมาตรงหน้าเธอ แต่เธอมองไม่เห็นว่าเขากำลังทำอะไร

“เห็น มั้งค่ะ” เธอตอบกลับไป แล้วพยายามคว้านหาบ้างสิ่ง

“หาอะไร” โรสสิรินถามเมือเพื่อนสาวของเธอพยายามหาของบ้างสิ่งเหมือนกับคนมองไม่เห็น

“แว่น คอนแท๊กมันหลุดอะแกมองอะไรไม่เห็นเลย แกหาแว่นให้หน่อยสิ” หลังจากที่เธอพูดจบเพื่อนของเธอก็หัวเราะขึ้น แล้วจับแขนของเพื่อนสาวไว้ “หัวเราะอะไรของแก”

“ก็แกนั้นแหละ พึ่งบอกฉันเมือกี้ว่าจะกลับไปเอาแว่นที่ห้องสโมไม่ใช่หรอ มันจะอยู่ในกระเป๋าได้ไง” หญิงสาวรู้ได้ทันที่ว่าความซวยมาเยือนเธอแล้ว เธอเกาะแขนเพื่อนของเธอไว้ แล้วหันไปมองภาพมั่วๆของคนอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลมาก

“หนูไม่เป็นไรค่ะ แค่คอนแท๊กหลุดคะเลยมองไม่เห็น” เธอพูดออกไปทั้งที่เธอก็มองไม่เห็นหรอกว่าคนตรงหน้านั้นเป็นรุ่นพี่หรือเปล่า แต่จากการที่เรียกเธอว่าน้องนั้นทำให้เธอต้องยิ้มออกไป และพูดเพราะใส่

“แน่นะว่าไม่เป็นไรจริงๆ” เขาถามย้ำอีกครั้ง หญิงสาวจึงดึงแขนเพื่อนเพื่อพาตัวเองยืนขึ้น

“ไม่เป็นไรค่ะ โอ้ย...” แต่พอยืนได้เต็มเท้าเธอกลับร้องออกมา เธอรู้สึกว่าข้อเท้าของเธอเจ็บ แต่เพราะเธอมองไม่เห็นว่าเป็นไรมากหรือเปล่านั้นทำให้เธอไม่รู้ว่ามันแพลง และมีเลือดไหลออกมา

“เห้ยน้อง” ชายตรงหน้ารีบเข้าพยูงไว้เมือเห็นท่าไม่ดี “ไหวไหมเนี้ย” เป็นคำถามที่น่าถามมาก สำหรับคนที่มองอะไรไม่ค่อยเห็น เท้าแพลง

“ไหวค่ะไหว” แนะยังโกหกไปอีก ทั้งๆท่จริงๆแล้วเธอนะเจ็บเท้ามากและมองอะไรไม่เห็นด้วย

“ดูก็รู้ว่าไม่ไหว” พี่ว่า

“ไม่เป็น... เห้ยๆพี่ทำอะไรนะ” หญิงสาวร้องเสียงหลงเมือชายหนุ่มอุ้มเธอขึ้น แล้วเดินไปไหนสักที่ก่อนที่เธอจะรู้สึกว่าก้นของเธอสัมผัสกับอะไรเห็นๆ และเมือเธอมองดูก็รู้ได้ทันที่ว่ามันเป็นม้านักข้างสนามบาสนั้นเอง

“นั่งอยู่เฉยๆ ไหนพี่ขอดูเท้าหน่อยสิ” พี่เขาว่าพร้อมกับที่เธอรู้สึกว่ารองเท้าผ้าใบของเธอถูกถอดออกไป

“โอ้ย! พี่ เบาๆหน่อยสิ” เธอว่าออกไป ก็มันเจ็บนิ

“ดูสิไม่เป็นไรได้ไง ถุงเท้าเปลี่ยนสีแล้วนั้น ข้อเท้าแพลง คงเดินไหวแหละ” พี่เขาว่าออกมาเป็นชุด พร้อมกับพลิกข้อเท้าของคนที่นั่งอยู่ไปมา

“โอ้ยๆพี่ หนูเจ็บนะ เบาๆหน่อยก็ได้” เธอว่าพร้อมกับพยายหาที่จับ แต่มือดันไปชนกับไหล่ใครคนหนึ่งเข้า ซึ่งให้เธอเดาน่าจะเป็นคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอ

“นั่งพักก่อนเดียวพี่ไปอุปกรณ์มาทำแผลให้” ว่าแล้วเธอก็เห็นภาพมั่วๆของคนใส่เสื้อสีแดงวิ่งหายไป เธอเห็นคนใส่เสื้อขาวซึ่งเดาได้ว่านั้นต้องเป็นเพื่อนของเธอแน่นอน

“ไม่ต้องยิ้มเลยนะไอ้โรส” เธอว่าออกมา พร้อมกับก้มลงมองข้อเท้าของตัวเองทั้งๆที่ไม่เห็น

“แกรู้ได้ไงว่าฉันยิ้ม”

“เดาเอา” เธอตอบไป

“แล้วนี้จะเอาไง”

“แกไปเอาแว่นให้ได้ปะละ เดียวทำแผลเสร็จค่อยไปหาอาจารย์” นั้นเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อนของเธอพยักหน้า แต่เมือนึกขึ้นได้ว่าเพื่อนของเธอมองไม่เห็นก็เลยพูดขึ้นแทน

“โอเคได้ เดียวฉันเดินไปเอาแว่นให้ ส่วนแกก็อยู่นี้ไปแล้วกันนะ”

“รีบกลับมานะเว้ย” เธอตะโกนตามหลังเมือเห็นร่างของเพื่อนเดินออกไป

“ได้เลย” เพื่อนของเธอตอบกลับมา หญิงสาวพยายามปรับสายตาให้มองรอบๆให้เห็นชัดขึ้น แต่เพราะสายตาที่สั้นแปดร้อยนั้นไม่ง่ายเลยที่จะมองเห็นรอบๆชัดๆ

“เพื่อนหายไปไหนละ” เสียงคุ้นๆของพี่ชายคนนั้นทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมอง

“ไปเอาแว่นค่ะ”

“น้องลลินใช่ไหม” เธอพยักหน้า ไม่แปลกที่พี่เขาจะรู้จัก เพราะเธอใส่ป้ายชื่อห้อยชื่อตัวเองซะขนาดนี้ “มีชื่อเล่นไหม” ลลินพยักหน้าให้ “งันชื่ออะไร”

“ลินค่ะ” เธอตอบไป อันที่จริงชื่อเล่นของเธอก็ลลินนั้นแหละ แต่เพื่อนไม่ค่อยชอบเรียกยาวๆกันเท่าไหร่เธอเลยได้มีชื่อเล่นว่าลิน ซึ่งมันก็ดีสำหรับเธอถ้าเพื่อนไม่ล้อนะ

“หื่มเลือดออกเยอะมากเลยอะ ล้มแรงมากเลยใช่ไหม”

“ไม่รู้สิค่ะ จำไม่ได้” ก็รู้สึกอีกทีเธอก็ลงไปนอนกองที่พื้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะสิ

“ความจำสั้นจริงนะเรา นี้เรียนอะไร”

“โอ้ยพี่” ลลินตีไปที่ไหลของคนที่กำลังทำแผลให้กับเธออยู่ “หนูเจ็บนะ”

“ขอโทษ” น้ำเสียงนั้นเหมือนจะรู้สึกผิดหน่อยๆ แต่เมือเธอมองไม่เห็นว่าคนตรงหน้าทำสีหน้ายังไงเธอเลยไม่ว่าอะไรต่อ “แล้วนี้สรุปเราเรียนอะไร”

“โยธาค่ะ”

“งันหรอ ทำไมพี่ไม่เคยเห็นหน้าเลยละ”

“ก็พี่ไม่ได้อยู่ภาคโยไงค่ะ”

“แล้วรู้ได้ไง”

“เพราะไม่งันพี่คงไม่ถามหนู” นั้นเป็นคำตอบที่ทำให้คนถามถึงกลับงง แต่คนตอบกับเฉลยให้ “พี่ลองไปถามพี่ปีสองปีสามภาคโยดูสิค่ะ หนูเชื่อว่าพวกพี่เขารู้จักหนูกันหมดทุกคน” นั้นเป็นคำตอบที่ช่วยกระจ่างแจ้งมาก

เขาส่ายหน้าให้กับคนตรงหน้าแล้วจัดการพันผ้าพันแผลให้กับคนที่นั่งอยู่ ตลอดการกระทำมันอยู่ในสายตาของลลิน แต่เพราะเธอมองไม่เห็นไปมากกว่าภาพร่างๆ ทำให้เธอไม่รู้ว่าคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำแผลให้เธออยู่นั้นเขายิ้มอยู่ตลอด

“ยังไงพี่ก็ขอโทษนะ”

                “ไม่เป็นไรค่ะ” เธอยิ้มให้ “หนูดันมาอยู่ในบริเวณที่น่าจะโดนอยู่แล้ว มันเป็นความสุมสามของหนูเองแหละค่ะ”

                “น้องทำให้พี่คิดถึงใครคนหนึ่งเลย” เขาเก็บของและนั่งลงข้างๆหญิงสาว

                “รักแรกหรือไงค่ะ”

                “รู้ได้ไง”

                “ฟังจากน้ำเสียงไงค่ะ ดูเหมือนจะนานมาแล้วแต่พี่ยังรักเขาอยู่ละสิ” มันเป็นการเดาล้วนๆ แต่ทำให้คนฟังถึงกลับมองด้วยความทึ่งๆหน่อยๆ “หนูไม่ใช่แม่หมอนะอย่ามองหน้าหนูอย่างงั้นสิ”

                “นี้เรามองไม่เห็นจริงๆหรือยังไงเนี้ย”

                “หนูสายตาสั้นแปดร้อยค่ะ มองเห็นอยู่ แต่หนูทำนายจากการฟังเสียงดูสีหน้าไงค่ะ แต่หนูมองไม่เห็นเลยฟังจากเสียงเอา “เธอว่าเหมือนมันเป็นเรื่องปกติของเธอ ที่เธอทำนายเรื่องต่างๆจากการฟังเสียงและสีหน้า

                “ทำบ่อยละสิ”

                “ก็ไม่เท่าไหร่ค่ะ”

                “ลินฉันมาแล้ว” เสียงของโรสสิรินทำให้รินหันไปมอง เธอเห็นเพื่อนร่างอวบวิ่งมา “แหมไปแป๊บเดียวมีหนุ่มมานั่งคุยด้วยเลยนะแก”

                “พี่เขาแค่นั่งเป็นเพื่อนนะ ขอแว่นด้วย” เธอว่าพร้อมกับเอื้อมมือไปรับแว่นจากเพื่อนสาว

                “พี่ไปก่อนนะเพื่อนพี่เรียกแล้ว” ชายหนุ่มว่าพร้อมกับวิ่งหายเข้าไปในกลุ่มของคนเล่นบาสเมือเธอใส่แว่นตาพอดี

                “อ้าวพี่ หนูลืมถามชื่อพี่เลยอะ” ลลินพูดกับตัวเอง

                “เดินไหวไมแก”

                “ไหวไม่ไหวก็ต้องไหวแหละแก ไปเถอะเดียวอาจารย์รอ” ลลินว่าแล้วหันไปหยิบหนังือและกระเป๋าก่อนจะพาตัวเองเดินออกจากบริเวณสนามบาสไป โดยที่เธอไม่ทันได้สังเกตว่าใครคนหนึ่งกำลังมองเธออยู่

                “เจอกันครั้งไหนพี่มีแต่ทำให้เราต้องเจ็บตัวตลอดเลยนะลิน พี่ขอโทษ”


“ไม่เอาเว้ยฉันจะไม่เป็นประธานรุ่นเด็ดขาด” เสียงของลลินโว้ยวายอยู่ภายในห้องเรียนขนาดใหญ่ที่บรรจุนักศึกษาปีที่หนึ่งของภาคโยธาไว้จนครบ เมือวันนี้เป็นวันที่นักเรียนทั้งหมดมาเลือกประธานรุ่นกัน

                “เสียงเกินครึ่งเป็นของแกนะไอ้ลิน” เพื่อนสาวของเธอว่า

                “ใช่ แถมถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นแกได้ถึงเจ็ดสิบแปดเลยนะเว้ย” เพื่อนชายใจสาวของเธอตบบ่าขอเธอแรงๆ พร้อมกับโชว์ความเป็นนักคณิตศาสตร์ให้กับเพื่อนทั้งสอง

                “ต้องเลือกฉันด้วยหรอ ฉันเป็นผู้หญิงนะ สาวน้อยร่างบางเงี่ยเหมาะแล้วหรอกับการเป็นประธานรุ่นของภาคโย”

                “เหมาะ” เสียงที่ดังขึ้นพร้อมกันทั้งห้องทำให้เธอต้องยกมือกุมขมับแรงๆที่

                เธอรู้หรอกนะว่าทำไมเพื่อนถึงเลือกเธอเป็นประธานรุ่น หนึ่งคือเธอแม้งเป็นที่โดดเด่นตั้งแต่วันแรกที่มารายงานตัวแล้ว เพราะอะไรนะหรอ ก็เพราะเธอดันเป็นคนเดียวในบรรดานักศึกษาเกือบสามร้อยคนของภาคโยธา ที่จำได้ว่าในภาคโยนั้นมีนักศึกษาทั้งหมดกี่คน คณะวิศวะมีนักศึกษาทั้งหมดกี่คน และยังไม่พอเธอดันรู้ด้วยว่ารุ่นของโยธามีกี่รุ่น และเธออยู่รุ่นที่ท่าไหร่ รุ่นของมหาลัยรุ่นที่เท่าไหร่ และไม่พอเธอยังจับเพื่อนหลอกได้อีกตั้งสองคนด้วย จากการที่เธอถามว่า ข้อสอบแพด3 ปีนี้มีกี่ข้อ ซึ่งต้องบอกเลยว่ามันก็ไม่ได้ยากอะไรนัก แต่การที่พี่เขาอึกอักนั้นแหละทำให้เธอจับได้ว่าพี่เขาไม่ใช่น้องปีหนึ่ง นั้นเลยทำให้เธอกลายเป็นที่จดจำในเวลาอันรวดเร็ว พอพี่เขาอยากแกล้งเธอด้วยการพูดแนะนำตัวสี่ภาษา เธอเลยจัดหนักๆด้วยการแนะนำตัวเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คำเมือง และภาษาอีสาน นั้นเลยทำให้ชื่อของ ลลิน บุญสาวาด เป็นที่จดจำในเวลาไม่ถึงเดือน และมันก็ส่งผลมาถึงตอนนี้ด้วย

                เธอมองไปรอบๆห้องด้วยความปลง ปลงจริงๆ เธอบอกได้เลยว่าเธอเป็นพวกที่ไม่อยากจะเด่นจะดังอะไรทั้งนั้น โดยเฉพาะการเป็นประธานรุ่นด้วยแล้ว เธอชอบชีวิตที่สงบๆจะตาย

                “เออมัติแล้วนิว่ะ โว้ยวายไปก็เท่านั้น” นั้นเป็นคำพูดที่ทำให้คนทั้งห้องถึงกับร้องไชโยกันขึ้นมา “แต่อยากเปลี่ยนเมือไหร่ก็บอกนะเว้ย”

                “ได้” เสียงหนึ่งดังออกมา แต่เธอเชื่อว่าเธอไม่ได้เปลี่ยนง่ายๆหรอก

                “งันได้ประธานรุ่นแล้ว รองต่างๆแล้ว เลิกได้จ๊ะ” เสียงของเพื่อนที่นัดมาดังขึ้น ทุกคนให้ห้องก็พากันลุกออกจากที่นั่งเดินออกจากห้องไป ส่วนลลินกับเพื่อนทั้งสองคนยังคงนั่งที่เดิม

                “เราไปฉลองกันที่ไหนดีแก” ชญานนท์ว่า

                “นั้นสิ ฉลองให้กับตำแหน่งประธานรุ่นให้ยัยลิน” โรสสิรินตบบ่าอีกข้างอย่างแรง จนคนที่ฝุบอยู่กับโต๊ะเงยหน้าขึ้นมอง

                “นี้เห็นฉันอยากเป็นมากหรือไงแก” เธอว่า แล้วหันไปเก็บข้าวของลงกระเป๋า

                “แหมก็แกออกจะดังขนาดนั้น นี้แกรู้ไหมว่าภาคอื่นเขาอยากรู้จักแกทั้งนั้นเลยนะเว้ย”

                “แกคงไม่ได้ให้เฟสฉันไปนะ” ลลินหันไปมองหน้าโรสสิริน เธอยิ้มแห้งๆให้แล้วเอามือยกขึ้นปิดหน้าก่อนจะชี้ไปหาชญานนท์ที่เธอหันหลังให้

                “คนนูนเลย”

                “ฉันเปล่านะยะ นางโรสนูน” ชญานนท์รีบยกมือขึ้นพร้อมกับชี้มายังที่โรสสิริน

                “จริงๆเลยพวกแก รู้ไหมว่าวันๆหนึ่งมีคนขอเฟสฉันมาวันสะสิบถึงยี่สิบคนได้”

                “จริงดิ” ทั้งสองคนพูดขึ้นพร้อมกัน

                “ก็จริงอะดิ แกรู้ไหมว่าฉันโคตรรำคาญเลย”

                “เยอะกว่าที่ฉันคิดไว้อีกแก” ชญานนท์ว่า

                “นั้นสิ ฉันนึกว่าน่าจะประมาณห้าถึงสิบคนนะเนี้ย” โรสสิรินเสริม

                “ดูจะพูดเรื่องเดียวกันมากเลย” ลลินถอนหายใจออกมาแรงๆ เธอลุกขึ้นและเดินออกมา

                “ยัยลินรอพวกฉันด้วยสิ” ชญานนท์รีบคว้าของบนโต๊ะแล้วเดินตามมา

                “นี้สรุปจะไปกินไหน”

                “เลือนไปวันอื่นนะ วันนี้พ่อกับแม่มา” ลลินหันไปบอก เพื่อนทั้งสองคนเลยหันหน้ามองกันก่อนจะหันกลับมา

                โอเคงันได้ พวกฉันรอได้อยู่แล้วถ้าแกเลี้ยง” ชญานนท์ยิ้มให้  พร้อมกับสายตาที่ลลินเกียจที่สุด เพราะมันเป็นการอ้อนที่ไม่ได้ดูดีเลย ก็ต้องเข้าใจนะว่าไอ้คนอ้อนนะเป็นผู้ชายร่างใหญ่สูร้อยเจ็ดสิบ หน้าตาแมนๆแต่ทำหน้าอ้อนแบบลูกแมวอะ มันโคตรจะไม่เข้ากันเลย

                “หยุดทำหน้าแบบนั้นเลย ฉันเลี้ยงก็ได้ แต่งบพันเดียวนะ”

                “เยส” ชญานนท์หันไปตีมือกับโรสสิริน เหมือนมันเป็นแผนการที่ทั้งสองคนวางมาอยู่แล้ว นั้นเลยทำให้คนอย่างลลินถึงกับถอนหายใจออกมา แล้วเดินนำคนทั้งสองออกไป

                “พวกแกจะไปไหนต่อ”

                “ฉันจะไปหอสมุด เจสแล้วแกละ”

                “หาไรกินแหละมั้ง ส่วนแกจะกลับคอนโดเลยใช่ปะ” ลลินพยักหน้าให้ “งันแยกกันตรงนี้เลยละกันนะ”

                “อื่ม แล้วเจอกัน”

                “แล้วเจอกัน” เพื่อนทั้งสองโบกมือให้กับลลินที่เดินหันหลังมา เธอเดินไปตามทางเดินเพื่อออกจากมหาลัยตรงไปยังบีทีเอสที่ใกล้ที่สุดเพื่อนนั่งรถไฟกลับคอนโดของเธอ

                ช่วงเวลายามเย็นแบบนี้มันเหมาะแก่การเดินเป็นอย่างมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วเธอจะชอบเอารถจักยานมาปั่นด้วยเสมอ แต่เพราะอาทิตย์ก่อนเธอข้อเท้าแพลงทำให้เธอไม่ได้ปั่นมันมาเกือบอาทิตย์แล้ว ซึ่งมันทำให้เธอรู้ได้ว่าบรรยากาศรอบๆมอของเธอในช่วงเวลาเย็นๆนั้นดีมาก และเธอก็เลิกใส่คอนแท๊กเลนส์มาใส่แว่นแทนด้วย

                กริ๊งงงง

                เสียงกริ้งจักยานดังตามหลังมา ทำให้เธอหันไปมอง ชายคนหนึ่งที่เธอรู้สึกคุ้นหน้าจอดรถจักยานลงใกล้ๆกับเธอ

                “หวัดดีน้อง”

                “สวัสดีค่ะ” ลลินรีบยกมือขึ้นไหว้แทบจะทันที่

                “จำพี่ได้ไหม” เธอส่ายหน้าแล้วยิ้มแห้งๆให้

                “ว่าแล้ว พี่คนที่โยนลูกบาสถูกน้องเมืออาทิตย์ก่อนไง” เธอพยักหน้าก่อนที่จะร้องอ๋อออกมา

                “พี่นั้นเอง ขอโทษค่ะ ตอนนั้นหนูเห็นหน้าพี่ไม่ชัด”

                “ไม่เป็นไร ขาเราหายดีแล้วหรอ” เขาก้มมอง เธอใส่ร้องเท้าแตะพร้อมกับผ้าพันแผลเอาไว้

                “ก็ดีขึ้นค่ะ หายเจ็บแล้วแต่แผลยังไม่หายเฉยๆ” เธอตอบ

                “แล้วนี้จะไปไหนหรอ”

                “กลับบีทีเอสค่ะ”

                “มะเดียวพี่ไปส่ง”

                “ห๊า” ลลินหยุดเดินแล้วหันไปมองรุ่นพี่ของเธอ “ไม่เป็นไรค่ะหนูเดินไปเองได้”

                “มาเถอะ เดียวพี่ไปส่ง ใกล้ๆแค่นี้เอง” ลลินยิ้มน้อยๆให้ก่อนจะมองจักยานของเขา “กลัวหรือไง พี่ขี่บ่อยน่า เพื่อนพี่ตัวใหญ่กว่าน้องพี่ยังพามันไปส่งถึงหอได้เลย มาเถอะ” นี้ถือว่าเป็นการชวนที่น่ารักมาก ปลอบว่าเธอผอมใช่ไหม

                “ก็ได้ค่ะ แต่อย่าบ่นนะว่าหนูหนักนะ”

                “ไม่หลอก” ลลินซ้อนท้ายจักยานรุ่นโบราณ ที่ล้อจักยานใหญ่ๆ เบาะนั่งทำจากเหล็กเส้น บอกได้เลยว่าเจ้าของคงชอบอะไรโบราณๆ ไม่ก็ไม่มีอะไรให้ขี่แล้ว แต่น่าจะเป็นอย่างแรกมากกว่า

                “อ๋อ หนูลืมถามเลยว่าพี่ชื่ออะไร” หลังจากที่ชายหนุ่มปันมาได้ไกลหน่อยๆ ลลินก็ถามขึ้นเมือนึกขึ้นได้

                “ลมเหนือ”

                “ลมเหนือ ชื่อเพราะจัง” เธอว่า “หนูเรียกว่าพี่เหนือได้ไหม”

                “ได้สิ เพื่อนพี่ก็เรียกอย่างงันแหละ” ลลินพยักหน้า ทั้งๆที่รู้ว่าคนที่เธอคุยด้วยไม่เห็นหรอก

                “แล้วพี่อยู่ภาคไหนหรอค่ะ”

                “เครื่องกลนะ”

                “ว้า คนละฝั่งกับโยเลยอะ แล้วนี้พี่จะกลับหอหรอค่ะ”

                “ก็งันแหละ แต่เห็นเราก่อนเลยเปลี่ยนใจนะ”

                “ปล่อยหนูลงก็ได้นะค่ะ คนละฝั่งเลยอะเปล่า หนูเดินไปเองก็ได้นะ” เธอรู้สึกเหมือนกับว่ทำให้ลมเหนือไม่ได้กลับหออย่างที่ตั้งใจไว้

                “มาเป็นไรหรอก พอดีพี่จะได้ไปหาอะไรกินด้วยไง”

                “อ๋อ อ๊ะสวยจัง” ลลินชี้ไปยังภาพที่เธอเห็น ลมเหนือหันมามองหน่อยๆก่อนจะหันกลับไป มันเป็นภาพของสระน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่กลางมหาลัย ฝั่งตรงข้ามมีต้นไม้ต้นใหญ่ๆอยู่ พระอาทิตย์ที่กำลังจะตกส่องแสงสาดลงมาลงบนผิวน้ำ และสะท้อนขึ้นมา ฝูงนกกำลังบินกลับรังมันเป็นภาพที่สวยมากในความคิดของลลิน

                “ไม่เคยเห็นหรือไง” ลมเหนือถาม

                “ก็เคยเห็นค่ะ แต่บรรยากาศแบบนี้ไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ในเมืองหลวง ตอนหนูอยู่เชียงใหม่ ธรรมชาติมันเยอะกว่านี้ไม่เลยเป็นเรื่องปกติสำหรับหนูมั้งค่ะ”

                “ว่างๆก็มาถ่ายรูปเก็บไว้สิ”

                “แต่ตอนนั้นมันคงไม่รู้สึกแบบนี้หรอกพี่ แม้มันจะสวย แต่มันก็เป็นครั้งเดียวที่เราจะรู้สึกว่าภาพนั้นมันสวยเหมือนตอนนี้ หนูพวกติสนะพี่” เธอหันไปอธิบาย แต่ลมเหนือก็ไม่ได้หันมามอง เขาปั่นจักยานไปอย่างสบายๆ “พี่ชอบขี่จักยานหรอ”

                “อืม”

                “ทำไมอะ”

                “มันสบายดี ไม่ต้องเร่งรีบอะไรมาก รับลมไปเรื่อยๆ”

                “เหมือนหนูเลย หนูก็ชอบขี่จักยานนะ แต่ตอนนี้ปั่นไปก็เจ็บขาเลยไม่ได้ปั่นมาอาทิตย์กว่าแล้ว” เธอบอกไปพร้อมกับก้มมองขาของตัวเอง

                “ให้พี่รับส่งใหม่ละ จะได้รู้สึกว่าตัวเองได้ปั่นจักยาน”

                ลลินส่ายหัวอย่างแรงแล้วพูดขึ้น “ความรู้สึกมันต่างกันพี่ ระหว่างคนปั่นกับคนซ้อนนะ แต่เป็นคนซ้อนก็ดีนะ สบายดี” เธอว่าแล้วยิ้มให้กับเขา

                “สบายมากเลยเน้อ”

                “ใช่พี่” ลลินมองภาพที่เธอเห็นเมือกี้ค่อยๆไกลออกไป ก่อนที่เธอจะหันมาเจอกับความวุ่นวายของท้องถนนใหญ่ในเวลาเลิกงาน โชคดีหน่อยที่มันมีทางสำหรับจักยาน เลยทำให้เธอไม่ต้องไปเบียดกับรถใหญ่เท่าไหร่นัก จนรักจักยานของลมเหนือก็มาหยุดอยู่ตรงบันไดทางขึ้นหน้าบีทีเอส

                “ขอคุณนะค่ะที่มาส่งนะ” เธอยิ้มให้เมือลงจากจักยานมา

                “ไม่เป็นไร อยากซ้อนอีกก็บอกละกันนะ” เขายิ้มให้กับเธอ “พี่ไปละ” ก่อนที่จะโบกมือให้และปั่นจักยานออกไป

                “แล้วหนูจะบอกไงเนี้ย”  เธอพูดกับตัวเองก่อนจะส่ายหัวให้กับความคิดของตัวเอง แล้วเดินขึ้นไปเพื่อรอรถไฟกลับคอนโดของเธอ โดยที่เธอแอบมองตามหลังของใครคนหนึ่งที่ปั่นจักยานกลับไปทางมอ “ไหนว่าจะไปหาอะไรกินไง”


"สี่ทุ่มแล้วเจ้ไปนอนนะ" ลลินหันไปมองพี่สาวของเธอ

"จ้า เดียวหนูปิดไฟเอง" พี่สาวของเธอพยักหน้าให้ ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ลลินนั่งอยู่กลางห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่เพียงคนเดียว เธอเปิดหนังสือเรียนไปมา ก่อนที่จะปิดมันลงแล้วฝุบหน้าลงกับโต๊ะญี่ปุ่นที่ถูกเอามาก้างไว้

"โอ้ยขี้เกียจอ่านแล้วว่ะ" เธอว่ากับตัวเอง

ตึ้ง!

เสียงดังขึ้นทามกลางความเงียบ ลลินเงยหน้าขึ้นและหันไปมองดูโทรศัพท์ที่ชาร์ตไว้หน้าทีวี แสงสว่างจากหน้าจอทำให้เธอเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา

"ลมเหนือ แอดมายเฟรน พี่เหนือหรอ" เธอถามตัวเอง และนั้นทำให้เธอวางปากกาและทำการส่องเฟสของคนที่ขอเธอมา ซึ่งต้องบอกว่าเป็นคนแรกในรอบหลายคนที่ขอเธอมาแล้วเธอมาส่องเฟสอย่างนี้

"ผมชื่อลมเหนือ แสงตะวัน ทั้งชื่อทั้งนามสกุลเพราะดีอะ" เธอยิ้มให้กับคนในรูป "ไม่เคยเปลี่ยนรูปเลยหรอ" เธอแอบดูรูปในเฟสของลมเหนือก็พบว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นรูปวิวจากสถานที่ต่างๆมากกว่าที่จะเป็นรูปของเขาเอง เธอกดรับแอดเฟส และหันไปเก็บหนังสือและกองชีทเพื่อจะเข้านอน

ตึ้ง!

ลลินหันไปมองโทรศัพท์ของเธอที่วางเอาไว้ไม่ใกล้ๆไม่ใกล้ มันขึ้นแจ้งเตือนว่ามีคนแชทมาหาเธอ เธอหันไปสนใจกับกองหนังสือ เธอรวบๆมันเข้าที่เก็บดินสอให้เป็นระเบียบ ก่อนจะยกโต๊ะญี่ปุ่นไปชิดฝาผนังห้องฝั่งหนึ่ง เธอเดินไปเทนมมาแก้วแล้วมานั่งลงที่โซฟาหน้าทีวี

"ใครทักมา" เธอถามตัวเอง แต่เมือเห็นชื่อคนที่ทักมาเธอแทบพ่นนมออกมา

 

=ลมเหนือ

สวัสดีน้องลิน

=ลินลอลลิน=

สวัสดีค่ะพี่เหนือ

 

เธอตอบกลับ ไม่นานนักแชทของเฟสบุ๊กก็ขึ้นว่าลมเหนืออ่านแล้ว และฝ่ายนั้นกำลังพิมพ์อยู่

 

=ลมเหนือ=

นึกว่าจะไม่รับเฟสแล้วซะอีก

=ลินลอลลิน=

ทำไมคะ

=ลมเหนือ=

ก็เพื่อนพี่บอกว่า ขอเฟสน้องไปเป็นชาติแล้วยังไม่รับเลย

=ลินลอลลิน=

55555 หนูรับเฉพาะคนรู้จัก 

=ลมเหนือ=

งันน้องก็รู้จักพี่

=ลินลอลลิน=

แหมก็รู้จักสิค่ะ กำลังคิดอยู่ว่าท่าอยากนั่งจักยานอีกจะติดต่อพี่ยังไง

=ลมเหนือ=

เห็นพี่เป็นสารถีหรือไง

=ลินลอลลิน=

ก็พี่บอกหนูเองนิ 

=ลมเหนือ=

ก็ยังไม่ได้ว่าอะไร แล้วนี้ทำไรอยู่ พี่ไม่ได้ทักมาตอนใกล้นอนใช่ไหม?

=ลินลอลลิน=

ไม่ค่ะ หนูพึ่งอ่านหนังสือเสร็จ กำลังว่าจะไปอ่านนิยายต่ออยู่พอดี

=ลมเหนือ=

ขยันจังนะ

=ลินลอลลิน=

แล้วพี่เหนือละ

=ลมเหนือ=

นั่งเฝ้าพวกเพื่อนๆพี่กินเหล้าอยู่นะ

=ลินลอลลิน=

โห้ยสี่ทุ่มแล้วนะ พรุ่งนี้ก็มีเรียนด้วยไม่ใช่หรอ หรือพี่ไม่มีเรียน

=ลมเหนือ=

ก็แค่มานั่งเฝ้าไอ้พวกคนอกหก มันกินเสร็จก็ขับรถไปส่งมัน แล้วก็กลับหอไปนอน

=ลินลอลลิน

สารถีจริงๆเลยนะพี่นะ

=ลมเหนือ=

ก็เป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ว่าแต่พรุ่งนี้มีเรียนกี่โมง

=ลินลอลลิน=

แปดครึ่งค่ะ

=ลมเหนือ=

งันเดียวพี่ไปรับ

=ลินลอลลิน=

ไม่เป็นไรพี่ หนูไปเองได้

=ลมเหนือ=

เถอะน่าเดียวพี่ไปรับ เกิดแผลหายช้าขึ้นมาจะว่ายังไง

 

ลลินก้มมองแผลที่เท้าของตัวเอง มันไม่ได้เป็นแผลใหญ่โตอะไรมากมาย มันเกิดจากการถลอกมากกว่า และมันดันเป็นตรงบริเวณข้อขา นั้นแหละทำให้เธอใส่รองเท้าผ้าใบไม้ได้

"จะดีไหมเนี้ย" 

 

=ลินลอลลิน=

แผลมันก็หายแล้วน่า อีกอย่างหนูไม่ค่อยเจ็บขาเวลาเดินแล้วด้วย

=ลมเหนือ=

นั้นก็ไม่ได้หมายความว่ายังไม่หาย ให้พี่ไปรับเถอะ ถ้าไม่อยากให้พี่รู้สึกผิดไปมากกว่านี้

=ลินลอลลิน=

ถ้างันก็ได้คะ 

=ลมเหนือ=

ดีมาก ^^ เออพี่ไปส่งเพื่อนละ เราก็อย่านอนดึกละ

=ลินลอลลิน=

ค่ะ พี่เหนือเองก็เหมือนกันนะ

=ลมเหนือ=

จ้า

 

ลลินมองสติกเกอร์ที่ลมเหนือส่งมาให้ เธอจ้องมันมานานหลายนาทีแล้ว และลมเหนือเองก็เลิกออนไปแล้วเรียบร้อย

"ทำไมต้องมารู้สึกแบบนี้ด้วยว่ะ" ลลินยกมือขึ้นกุมหัวใจของตัวเอง เธอไม่เคยมีผู้ชายคนไหนมาทำดีกับเธอแบบนี้ นั้นเลยอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอใจเต้นแรงขนาดนี้ก็ได้มั้ง "พี่แกแค่รู้สึกผิดเท่านั้นแหละ" เธอบอกตัวเอง แล้วยกแก้วนมขึ้นดื่มจนหมด ก่อนจะเดินไปปิดไฟ แล้วเดินขึ้นห้องนอนของเธอไป

 

"แหมช่วงนี้มีคนมารับมาส่งนะ" ชญานนท์แชวหลังจากที่ทั้งสามหาที่นั่งประจำได้แล้ว

"ใครหรอ" โรสสิรินหันมาถามด้วยความทรงสัย ทั้งนี้ยังหยิบของกินเข้าปากอยู่ด้วย

"ลองถามคนนั้นดูสิ" ชญานนท์ชี้มาทางลลิน เธอนั่งอยู่ตรงข้ามเพื่อนทั้งสอง ลลินหันมองหน้าเพื่อนทั้งสองอย่างงง

"อะไร"

"ผู้ชายคนไหนที่มารับมาส่งแก"

"คนไหน" ลลินตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้

"อย่ามาทำเป็นอิโนเซนต์นะ ฉันรู้หรอกว่าแกนะมีคนมารับมาส่ง รุ่นพี่ปีสามด้วย เขาเป็นใครบอกมานะ"

"คิดจะมีแฟนก่อนเพื่อนหรอ ไม่ดีนะ แถมปิดเพื่อนอีกตั้งหาก" โรสสิรินชี้ไม้เสียบลูกชิ้นมาทางลลิน ก่อนจะหันกลับไปจิ้มลูกชิ้นในถุงกินต่อ

"บอกมานะว่าใคร"

"เห้ย ใจเย็นๆสิ พี่แกก็คนที่โยนบาสกระแทกหน้าฉันนะสิ จำไม่ได้หรอ" ชญานนท์ส่ายหน้า แต่กับโรสสิรินถึงกับร้องอ๋อออกมา

"พี่คนนั้นนะหรอ" ชญานนท์หันไปสะกิดโรสสิรินทันที

"ใครหรอแก"

"เดือนก่อนที่ไอ้ลินมันโดนลูกบาสล้มข้อแพลงอะ" ชญานนท์พยักหน้า เขาจำได้ว่าวันต่อมาหลังจากที่ลลินกับโรสสิรินไปพบอาจารย์โดยไม่มีเขาไปด้วย เธอกลับมาพร้อมกับผ้าพันแผล และเปลี่ยนมาใส่แว่นตาแทนคอนแท๊กเลนส์

"พี่คนนั้นแหละ ก็ไม่มีอะไรมากนิ"

"ทำไมต้องมารับส่งแกด้วย" ชญานนท์ถามด้วยน้ำเสียงสงสัย

"พี่แกก็แค่รู้สึกผิดนะ กลัวว่าฉันจะล้มอีกรอบมั้งเลยรับส่ง" ลลินก้มมองหนังสือต่อ

"แต่แกก็หายเจ็บขาแล้วนิ พี่แกจะยังรับส่งอยู่ทำไม" โรสสิรินตั้งข้อสงสัย

"หรือพี่แกอยากจีบแก" ชญานนท์ตั้งมาอีกข้อ "แต่ว่าพี่แกหล่อปะ"

"อยากรู้ก็หันไปดูสิ" ลลินชี้ไปข้าวหลังของเพื่อนทั้งสองเมือเห็นลมเหนือเดินเข้ามาหา

"สวัสดีค่ะพี่เหนือ" เธอยิ้มทักทาย "อ๋อ นี้ไงพี่เหนือที่พวกแกอยากรู้จัก" โรสสิรินกับชญานนท์ยกมือไหว้ลมเหนือทันที

"สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ" ลมเหนือรีบยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน

"ครับ" เขายิ้มทักทายทั้งสองคน

"ส่วนนี้โรส กับเจมส์ เพื่อนของหนูเอง" เธอแนะนำเพื่อนทั้งสองคนให้กับลมเหนือลมเหนือพยักหน้าระบรู้ก่อนจะเดินมานั่งข้างๆลลิน

"ทำอะไรกันอยู่นิ"

"อ่านหนังสือครับ" ชญานนท์รีบแอบแมนแทบจะทันที่

"ไม่ต้องแอบหรอก ฉันเล่าเรื่องพวกแกให้พี่เหนือฟังบ่อยจะตาย" ลลินยื่นหน้าไปหาชญานนท์พร้อมกับทำหน้าล้อเลียนให้

"โอ้ยอุสาจะแอ๊บหน่อย" ชญานนท์ว่าออกมา จนคนที่นั่งอยู่นั้นหัวเราะออกมา

"แอ๊บไปก็เท่านั้นแหละ" โรสสิรินว่า

วงสนทนาก็มีการพูดคุยกันไปเรื่อยๆ มีเสียงหัวเราะดังมาเป็นระยะๆ มีการล้อเลียนเพื่อนสาวอย่างลลิน ล้อเลียนโรสสิริน ทั้งนั้นก็มีการล้อเลียนชญานนท์ให้ลมเหนือได้ดู โรสสิรินและชญานนท์กับจับมือกันเล่าวีรีกรรมของลลินให้กับลมเหนือฟัง จนห้าโมงกว่าวงสนทนาก็แตก เพราะยุฃที่เริ่มจะขอรับบริจาคเลือดจากคนเลือดหวานๆและฟ้าที่อยู่ๆก็เหมือนจะมืดเร็วผิดปกติ ทุกคนเลยกลัว ก็รีบพากันเก็บของเพื่อกลับบ้านกัน

"บาย" ลลินโบกมือให้กับเพื่อน

"ฝากไอ้ลินด้วยนะค่ะ" โรสสิรินชี้มาที่ลลิน

"ได้เลยครับ" ลมเหนือตะโกนกลับไป

"ไปได้แล้ว" ลลินโบกมือไล่ เมือดูเหมือนเพื่อนทั้งสองจะยังไม่ค่อยอยากที่จะกลับเท่าที่ควร แต่สภาพอากาศแล้วไม่ควรที่จะนั่งต่อ

"ยะ" ลลินหันกลับมามองลมเหนือที่จับจักยานไว้อยู่

"วันนี้เดินเอาได้ไหม" เธอถาม

"ไม่อยากนั่งจักยานแล้วหรอ" ลลินส่ายหัว ก่อนจะออกเดินนำไป ลมเหนือเลยได้จูงจักยานเดินตาม

"หนูแค่คิดถึงสมัยตอนประถม ที่ต้องเดินไปขึ้นรถที่หน้าโรงเรียนนะ" เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มมืด

"ทำไมละ"

"ก็สมัยนั้น การได้นั่งคุยกับเพื่อนเป็นอะไรที่มีความสุขดี แถมได้นั่งมองเพื่อนเล่นบาสไปด้วย มันเป็นกิจกรรมที่หนูชอบมากที่สุดเลยตอนประถม"

"เหมือนที่พี่ชอบเห็น้ราไปนั่งเล่นใกล้ๆสนามบาสนั้นหรอ" ลลินพยักหน้าให้

"หนูนั่งข้างสนามบาสหกปีเลยนะค่ะ เว้นไปก็ช่วง ม.ปลาย ที่ย้ายโรงเรียนไปเรียนที่โรงเรียนไม่มีสนามบาส"

"โรงเรียนไม่มีสนามบาส?"

"ก็มันเป็นโรงเรียนในมหาลัยอะ เลยใช้พวกสนามบาสสนามบอลร่วมกับมหาลัย คนเล่นส่วนใหญ่ก็พวกพี่มหาลัย" เธออธิบาย

"อ๋อ มันเลยอยู่ใกล้โรงเรียนว่างัน" ลลินพยักหน้าให้

"หนูเลยกลายเป็นพวกติดห้องไปเลยละ กินข้าวเสร็จอยู่ในห้อง บ้างที่ยังเอาข้าวขึ้นไปกินบนห้อง ทั้งๆที่โรงเรียนเขาไม่อนุญาติ" เธอยิ้มออกมาเมือนึกถึงวีรกรรมของเธอ "แล้วพี่เหนือละ ตอนมัธยมเป็นไง" อยู่ๆลลินก็หันมาถาม

"พี่หรอ" ลมเหนือชี้หน้าตัวเอง ลลินพยักหน้าให้ "พวกบ้ากิจกรรมแหละมั้ง อยู่วงโยตอนประถมมันก็เลยมาถึงมัธยมด้วย เป็นรองประธานนักเรียน และวันๆก็เอาแต่เล่นบาส"

"โห้ยสุดยอดอะ พี่เหนือนี้นักกิจกรรมปะเนี้ย"

"ไม่หรอก พี่ทำก็แค่อยากอวดให้คนที่พี่ชอบเห็นเท่านั้นแหละ เพื่อนพี่มันเลยคิดว่าพี่ชอบทำกิจกรรม" ลลินทำตาโต

"โห้ย จริงดิ แล้วคนที่พี่ชอบรู้ไหม" ลมเหนือส่ายหน้าให้ "ทำไมอะ" ลมเหนือถอนหายใจออกมาก่อนจะหันมายิ้มให้

"พี่ไม่เคยบอกเขาไง"

"ไม่กล้าหรอ" ลมเหนือพยักหน้าให้อีกครั้ง "อะไรของพี่เหนือ ไม่กล้าบอกเขาทั้งๆที่ตัวเองทำอะไรให้เขาเห็นเนี้ยนะ"

"ก็พี่เคยทำให้เขาเจ็บตัวไง"

"เหมือนที่พี่เคยโยนลูกบาสมาโดนหนูนะหรอ" ลมเหนือหยุดเดินและหันมามองหญิงสาว ลลินหัวเราะออกมากับการกระทำของลมเหนือ "แหมหนูไม่ได้ว่าอะไรพี่สักหน่อยนิ"

"ก็นั้นแหละ ตาบาปพี่เลยนะนั้น"

"แล้วพี่ได้ขอโทษเขาไหมละ" ลมเหนือส่ายหน้าให้

"แค่พี่เดินเข้าไปใกล้ๆ เขาก็วิ่งหนีพี่แล้ว"

"เขาอาจจะแค่มีอะไรรีบด่วนต้องไปทำตอนนั้นก็ได้มั้ง" ลมเหนือหันมองลลินที่ดูจะคิดในแง่บอกเหลือเกิน  เขานึกถึงใบหน้าของหญิงสาวที่อยู่ในความทรงจำตลอดมา

"งันมั้ง ถึงแล้ว" ลมเหนือชี้ไปยังบีทีเอสประจำที่ลลินจะต้องขึ้นเพื่อนั่งกลับไปที่คอนโด

"ถ้าพี่ยังรักเขาอยู่ แล้วถ้าเขายังไงมีใคร ก็ควรรวบรวมความกล้าบอกเขาไปนะคะ" ลลินเดินไปหยุดที่บันไดก่อนจะหันมาบอกเขา ลมเหนือพยักหน้าให้ ก่อนที่จะตะโกนถามออกไป

"แล้วเราละไม่มีใครในใจหรือไง"

"หนูมีแค่พระเอกในนิยายเท่านั้นแหละค่ะ ไปนะพี่เหนือ" เธอโบกมือให้ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นไปยังสถานนี ลมเหนือมองหลังของร่างบางอย่างมีความสุข

"พี่จะรวบรวมความกล้าให้ได้ อย่าพึ่งมีใครก่อนละกันนะ"


...ยังไม่จบนะ

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ E'Nao จากทั้งหมด 12 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น