คัดลอกลิงก์เเล้ว

ทางรถไฟ ในวันที่เรารู้จักกัน

โดย E'Nao

สองคน...กับหนึ่งจุดหมาย ...เธอ...ผู้มาพร้อมกับรอยยิ้ม ...เขา...ผู้มาพร้อมกับเรื่องราวในอดีตที่อยากหลีกหนี เธอ...จะใช้รอยยิ้ม...ทำให้เขา...ยิ้มได้หรือเปล่า...

ยอดวิวรวม

36

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


36

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  16 ส.ค. 58 / 23:20 น.
นิยาย ҧö ѹѡѹ ทางรถไฟ ในวันที่เรารู้จักกัน | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
ชีวิตก็เหมือนการเดินทาง แต่ว่าการเดินทางนั้น เราจะเลือกอะไรเพื่อใช้ในการเดินทาง รถจักยาน รถมอไซ รถยนตร์ เครื่องบิน เรือ รถโดยสาร หรือว่า รถไฟ 
เราอาจจะไม่รู้หรอกว่าทางข้างหน้าจะเป็นยังไง แต่เรารู้ดีว่าทางที่เราเดินอยู่นี้จะเป็นยังไง ถ้าเหนือยกับกานเดินทางนัก เราลองแวะหยุดข้างทาง มองสิ่งรอบๆ ที่เราผ่านมาสิ บ้างคร้งเราอาจจะเห็นอะไรที่แฝงอยู่ในนั้นก็ได้

                                                                                                    เพราะเรากำลังเดินทาง...เราจึงยังมีชีวิตอยู่

                                                                                                                                       แด่...
                                                                                                                                                เพื่อนรักที่ไม่เคยลืม

จขทก E'Nao


เนื้อเรื่อง อัปเดต 16 ส.ค. 58 / 23:20



     "ขอโทษนะค่ะ ตรงนี้มีใครนั่งไหมค่ะ"      "ไม่ครับ"      "งันขอนั่งด้วยคนนะค่ะ"      ผมพยักหน้าให้ โดยไม่หันไปมองคนที่ขอนั่งด้วยเลยสักนิด จะนั่งก็นั่งไปไม่มากวนกันก็พอ      ตุ๊บ!      เสียงของหนักๆตรงลงพื้น ทำให้ผมหันไปมองคนตรงหน้า เห็นร่างๆเล็กๆที่กำลังก้มลงเก็บหนังสือเล่มใหญ่ๆสักเล่ม เขาเงยหน้าขึ้นมองผม แล้วกระชับหนังสือไว้ในอ้อมกอด ผมรีบหันหน้าหนีไปทางหน้าต่างรถไฟทันที่ เธอคงไม่ทันเห็นหรอกมั้ง ...รอยน้ำตานะ      เสียงเครื่องจักรรถไฟดังขึ้น ทำให้ผมรู้ว่ารถกำลังจะเคลื่อนออกจากสถานีรถไฟเชียงใหม่ ผมเลยหันมาสำรวจข้าวของว่าเอาขึ้นมาครบหรือเปล่า และมีของชิ้นไหนหายไปหรือเปล่า ก่อนจะหันมองออกไปข้างนอกรถไฟอีกครั้ง ข้างนอกท้องฟ้ายังสีมืด เพราะมันยังไม่ถึงเวลาที่พระอาทิตย์จะขึ้น คนค่อนข้างน้อย เพราะมันเป็นเวลาที่ไม่มีใครคิดที่จะนั่งรถไฟระยะไกลในเวลานี้      บรรยากาศรอบข้างถึงจะไม่ค่อยเห็นมากเท่าไหร่ แต่รู้ได้ว่ามันค่อนข้างสงบ ต่างจากใจของผม ที่ตอนนี้ไม่สงบเลยสักนิด เสียงเพลงจากหูฟัง ทำให้ผมคิดอะไรหลายๆอย่างได้ บวกกับความเงียบรอบตัว ที่คนที่ขึ้นรถไฟมาด้วยกันพากันหลับเอาแรง      ตุ๊บ!      เสียงของหนักๆตกลง ผมหันไปมองคนที่นั่งมาด้วยตรงหน้า ที่ตอนนี้กำลังเอนตัวพิงกระเป๋าใบใหญ่ และดูลักษณะเหมือนจะกอดหนังสือไว้และก็ทำมันตก ผมยาวๆของเธอถูกมัดแกะสองข้าง ชุดเอี้ยมยีนขายาวที่ถูกพับขาขึ้นมาค่อนข้างสูง เสื้อยืดสีขาวที่ใส่อยู่ แลดูทำให้เธอน่ารักขึ้น แต่เธอไม่ได้สวย จะบอกว่าน่ารักก็ไม่ เอาเป็นว่าธรรมดาก็พอ      ผมก้มลงหยิบหนังสือขึ้นมาปกหนาของเธอขึ้นมา มันค่อนข้างหนาถึงหนามากเลยทีเดียว หน้าปกสีน้ำเงินเข้ม มีลายอักษรสีเงินเขียนไว้ "ด้วยรัก" ผมวางมันลงข้างตัว เพราะดูแล้วถ้าไปวางข้างตัวคนข้างหน้า มันคงตกลงมาอีกรอบแน่      "ด้วยรักงันหรอ เพราะรักนี้หรือเปล่า ที่ทำให้ฉันต้องมานั่งร้องไห้อย่างนี้"

     "อยู่ลำปางละค่ะ โห้ยไม่ต้องบ่นเลยก็อยากนั่งไงเลยเลือกนั่งรถไฟ แม่ไม่ต้องเลย มันประหยัดเงินกว่าเยอะเลยนะอีกอย่างไม่ได้หน้ากลัวด้วย โอเคคร้าบ เดียวจะโทรรายงานทุกๆชั่วโมงเลย อะไรหนูประชดนะแม่ ก็ได้คร้าบ งันแค่นี้นะ"      เสียงคุยโทรศัพท์ใกล้ๆ ทำให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมา ตอนนี้ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว แต่ไม่ถึงกลับสว่างมาก ผมหมุนนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ตอนนี้มันจะหกโมงเช้าแล้ว งันแสดงว่านั่งมาเกือบสองชั่วโมงแล้วสิ แถมตอนนี้รถไฟก็ยังวิ่งอยู่ คงยังไม่ถึงลำปางหรอกมั้ง      "นี้ค่ะ"      ผมหันไปตามเสียง เห็นคนตรงหน้ายืนถุงที่มีข้าวจี้กับน้ำเปล่าขวดหนึ่งให้ ผมมองตามมือขึ้นไปอย่างงง เธอยิ้มให้กับผม แล้วสั่นของในมือให้ผมรับมันไป      "หนูเห็นพี่นอนอยู่ หนูเลยซื้อขึ้นมาไว้ให้ เพราะตอนนี้รถไฟกำลังจะออกจากลำปางแล้ว กว่าจะถึงสถานีต่อไป เดียวพี่จะหิวข้าว" คนตรงหน้าพูด พร้อมกับยิ้มให้      "ขอบคุณนะ" ผมรับมาแล้วมองของในมือ      "หนูไม่รู้ว่าพี่ชอบกินอะไร เลยซื้ออันที่หนูชอบกินมาให้" ผมวางของลงข้างตัว และก็เห็นหนังสือด้วยรักของคนตรงหน้า เลยยืนหนังสือคืนให้      "อยู่กับพี่นี้เองหนูหาตั้งนาน ขอบคุณนะค่ะ" เธอรับหนังสือไป แล้วพลิกดูนูนนี้นั้น ผมเลยดึงหูฟังขึ้นมาฟังเพลงต่อ แต่ขณะที่กำลังจะยัดหูฟัง ก็ได้ยินเสียงของคนตรงหน้าพูดขึ้น      "เครียดเรื่องเรียน หรือว่า พึ่งอกหักมาค่ะ ถึงได้ฟังเพลงเศร้าตลอดเลย"      "รู้ไงว่าฟังเพลงเศร้า" ผมดึงหูฟังออก ก่อนจะหันไปถามคนตรงหน้า      "นั่งมองออกไปข้างนอก ฟังเพลง ร้องไห้ นั่งนิ่งๆ คงมีไม่กี่อย่างที่คนจะทำอย่างนั้น ถ้าไม่กำลังนั่งคิดอะไรอยู่ ก็แสดงว่าพึ่งอกหักมา หนูพูดเรื่องจริงหรือเปล่าค่ะ" เธอยิ้มให้ผม รอยยิ้มที่ดูจริงใจและยิ้มมานั้น ทำให้ผมนึกถึงรอยยิ้มของคนคนหนึ่ง ที่เธอแถบจะไม่เคยยิ้มแบบนี้ให้ผมเลย "ชั่งมันเถอะค่ะ มันเรื่องของพี่นี้หน่า" เธอว่าแล้วหันไปก้มหน้าก้มตาจัดการกับของให้มือต่อ "พี่ไม่กินหรอค่ะ หรือว่าไม่ชอบ" สายตายของเธอที่มองมาตอนนี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย เหมือนสายตายของเด็กที่เหมือนทำอะไรผิดสักอย่าง ผมถอนหายใจออกมา      "ไม่หรอก แค่ตอนนี้ยังไม่ค่อยหิว"      "อ๋อ" เธอยิ้มให้กับผมอีกครั้ง "หนูก็นึกว่าพี่ไม่อยากกิน"      "ของอร่อยใครไม่กินก็โง่แล้ว" ผมว่าออกไปอย่างรักษาน้ำใจ เพราะไอ้ข้าวจี้นี้ ผมเองก็ชอบกินอยู่แล้ว แถมมันยังร้อนๆอยู่ด้วย ต่อให้ไม่อร่อยแต่มันก็เป็นของที่ผมชอบ "อ๋อ"      "ค่ะ" คนตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมามอง "มีอะไรหรือเปล่าค่ะ"      "ทำไมต้องเรียกว่าพี่" ผมถามในสิ่งที่ผมสงสัย      "ก็ดูแล้วพี่หน้าจะเรียนจบมอปลายแล้ว อาจจะกำลังเข้ามหาลัย อย่างน้อยพี่ก็น่าจะอยู่มอหก ขึ้นปีหนึ่ง และพี่คงจะไปเตรียมตัวเรียนต่อใช่ไหมล้า เพราะถ้าคงไปเที่ยวคงไม่หอบของใช้ในห้องไปด้วย"      ชั่งสังเกต...
     ป็นคำเดียวที่พุดขึ้นในหัวของผมตอนนี้ ใช้ผมกำลังจะไปเตรียมตัวเข้ามหาลัย แต่ของที่เอามาส่วนใหญ่หลายๆคนอาจจะคิดว่าแค่แบกเป้เที่ยวก็ได้
     "งันเราก็เรียกฉันว่าพี่"      "ใช่ค่ะ" เธอพยักหน้าให้ ขณะที่กำลังจิ้มปลาหมึกเข้าปาก      "แล้วเราอายุเท่าไหร่ละ"      "16 ค่ะ" เธอละสายตาลงไปจัดการกับของกินตรงหน้า อายุสิบหกแต่พ่อแม่ปล่อยให้มานั่งรถไฟไปเที่ยวคนเดียวงันหรอ เก่งไปนะบางที ผมหันไปสนใจข้าวจี้ร้อนๆของคนตรงหน้า ผมหยิบมันขึ้นมามองสักหน่อย แชะ!      เสียงอะไรสักอย่างทำให้ผมหันไปมอง คนที่นั่งตรงหน้าผมถือกล้องถ่ายรูปเก่าๆสักหน่อย และดูจากลักษณะแล้วน่าจะเป็นกล้องฟิล์ม สมัยนี้ยังมีคนใช้อยู่หรอ เธอยิ้มให้พร้อมกับหัวเราะน้อยๆให้      "เก็บความทรงจำค่ะ" เธอว่าแล้ววางกล้องของตัวเองลงข้างตัว แล้วหยิบของกินข้างตัวขึ้นมา ผมเลยหันมาสนใจของกินในมือตัวเอง "อ๊ะ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว"      ผมหันไปตามเสียงที่ดูร่าเริงเป็นพิเศษ เธอวางของลงแล้วหยิบกล้องฟิล์มตัวนั้นหันไปถ่ายรูป เธอดูดีใจเป็นอย่างมากที่พระอาทิตย์ขึ้น      "แสงทองยาวเช้า สวยจัง" ผมหันไปมอง ใช่มันสวยอย่างเธอว่า เพราะตรงหน้าเป็นแสงสีทองเส้นๆจากหลังภูเขาที่เป็นฉากหลัง และมีท้องนาสีเขียวหน่อยๆ มันอาจจะไม่ได้สวยงามมากมาย แต่สำคัญคนที่นั่งตรงหน้าผมคงชอบที่จะดูน่าดู ผมจ้องมองภาพตรงหน้า ตอนแรกที่ผมมองมันก็เฉยๆนะ แต่ตอนที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นมา ทำให้ผมนึกถึงอะไรบ้างอย่าง บ้างอย่างที่อยู่กับผมมานาน และผมก็ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมต้องเป็น 'อาทิตย์'      แชะ!      เสียงเดิมทำให้ผมหันมอง เด็กตรงหันกล้องมาทีผม เธอยกมันลงแล้วยิ้มให้กับผม เธอยกกล้องขึ้นอีกครั้ง      แชะ!      เธอกดถ่ายรูปอีกครั้ง ครั้งนี้ผมไม่รู้ว่าผมทำหน้าตายังไง แต่คงไม่ได้บูดบึงที่เป็นมาตั้งแต่เช้าอย่างแน่ ดีไม่ดีผมอาจจะยิ้มอยู่      "เวลาพี่ยิ้มแล้วหล่อดีอะ" เด็กน้อยตรงหน้าพูดขึ้น พร้อมกับคล้องกล้องไว้ที่มือตัวเอง      "ยิ้มงันหรอ" เป็นคำพูดที่ออกจากปากผม มันค่อนข้างเบาจนคนตรงหน้าอาจจะไม่ได้ยินก็เป็นได้ ผมหันมองคนตรงหน้า เธอเอียงหัวหน่อยๆ เหมือนกำลังสงสัยว่าผมได้พูดกับเธอหรือเปล่า      "พี่ว่าอะไรนะค่ะ"      "เปล่า" เธอพยักหน้าให้กับผม แล้วหันไปสนใจพระอาทิตย์ต่อ "ชอบดูพระอาทิตย์หรอเรา"      "ค่ะ มันสวยดี" เธอหันมายิ้มให้กับผม      "ยังไง"      "ก็ถ้าเราตื่นมาตอนเช้า เราอาจจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่ถ้าเราลองตื่นเช้ากว่านี้อีกนิด เอาสักตีห้างี่เราก็ต้องมานั่งรอ หนูว่าช่วงเวลาที่กำลังรอนั้นเราได้คิดอะไร บ้างครั้งก็รู้สึกสงบ และก็เหมือนเห็นใครสักคนหนึ่ง ที่ทำกิจวัตรของตัวเองทุกวัน ขึ้นและตกไป ทุกวันไม่ได้สนว่าโลกเป็นไง ไม่ได้สนว่าฉันจะเหนือย สนเพียงฉันทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ" รอยยิ้มจางๆส่งมาให้ผมเมือเธอพูดจบ ดูเธอจะมีความสุขเหลือเกิน ผมว่าน้อยคนนักที่จะมานั่งมีความสุขกับการรอคอย กับการดูพระอาทิตย์ขึ้น และอาจจะเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตที่ค่อนข้างเร่งรีบ นอนดึกตื่นเช้า รีบออกจากบ้านไปทำงาน ไม่งันรถจะติดเอา คนคงไม่มาคิดถึงอะไรใกล้ๆตัวอย่างงี่หรอก      "และอาจจะเป็นเพราะว่าหนูต้องตื่นมาดูพระอาทิตย์ตอนเช้าทุกวัน มันเลยทำให้หนูมองเห็นความแตกต่างและความสวยของมันแหละมั้งค่ะ" ผมหรี่ตามองนิดหนึ่งกับคำพูดแปลกๆของคนตรงหน้า      "ตื่นมาดูทุกวัน อย่างกับมีใครบังคับ" ผมถามออกไปด้วยความงง เธอหัวเราะออกมาพร้อมกับยิ้มให้ผม      "จริงค่ะ มีคนบังคับ ตื่นมาวัดพระอาทิตย์ทุกวัน ตอนแรกหนูก็ตื่นนะ แต่หลังๆนอนดึกตื่นเช้าไม่ค่อยไหวเลยไม่นอนแล้วรอดูมันเลย" เธอหัวเราะอีกครั้ง และเหมือนเธอกำลังคิดถึงเรื่องราวในอดีตอยู่      "เสียสุขภาพ"      "ก็ทำเฉพาะเสาร์อาทิตย์แหละค่ะ" เธอพูดด้วยเสียงสำนึกผิด "แต่พอจบงานนี้นะค่ะ หนูดันตื่นมาดูมันแทบจะทุกวันเลย อาจมีบ้างที่ไม่ค่อยตื่น แต่แปลกเน้อ ตอนถูกสั่งกลับไม่ค่อยจะทำ พอไม่สั่งกลับทำเป็นกิจวัตร" เธอพูดไปพร้อมกับจิ้มปลาหมึกขึ้นมากิน ส่วนตัวของผมเองก็ยกข้าวจี้ขึ้นกินบ้าง      "นั้นสินะ เมือมันเป็นเรื่องที่เราควรต้องทำกลับไม่ทำ แต่เรื่องที่เราไม่ควรทำกลับทำมัน คนเรานี้ก็แปลกดีเน้อ" ผมหัวเราะในลำคอ คนตรงหน้าหันมองผมแล้วก็ยิ้มให้ ผมเองก็ยิ้มตอบกลับเธอ เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆจากผมทั้งสองคน ทำให้คนบนรถไปที่นั่งอยู่หันมามอง เธอรีบปิดปากกลั้นหัวเรา ผมเองก็เปลี่ยนจากหัวเราะมายิ้มให้กับเธอ
     "ทำไมถึงชอบถ่ายกล้องฟิล์ม"      "ห๊ะ อ๋อ เวลาเราถ่ายเราก็จะไม่เห็นรูปที่เราถ่ายไปต้องรอเวลาเอาไปล้าง" เด็กตรงหน้าหยิบกล้องขึ้นมาประกอบ      "งันเราก็ไม่รู้สิว่ารูปเสียไม่เสีย" ผมแบมือขอกล้องจากคนตรงหน้ามาดู เธอวางมันลงบนมือของผม แล้วพยักหน้าหน่อยๆ      "ใช่ค่ะ เราไม่เห็นหรอกว่ารูปจะเสียไม่เสีย แต่เวลาถ่ายไป แม้เราไม่ต้องการรูปนั้นแค่ไหน เราก็จะได้รูปนั้นมาด้วย มันเหมือนกับว่า เราไม่อยากจำความทรงจำไหน สุดท้ายเราก็ยังจำมัน ดังนั้นเวลาเราจะถ่ายเราก็ควรตั้งใจที่จะถ่าย จะได้ไม่มีรูปเสียไงค่ะ" ผมเงยหน้าจากกล้องเล็กๆในมือของผม ไปมองคนตรงหน้า ที่ดูเหมือนว่าชีวิตของเธอทำอะไรต้องมีความหมายไปซะหมด "แต่กับกล้องดิจิตอลแล้ว เราถ่ายๆไป รูปจะสวยไม่สวยเราสามารถเลือกและลบได้ และอีกอย่างคือรูปจากกล้องดิจิตอล เราสามารถล้างให้มันออกมาได้หลายๆรูปได้ แต่กับกล้องฟิล์มมันสามารถล้างออกมาได้แค่รูปเดียว หายแล้วหายเลย แต่ถึงสมัยนี้มันจะมีการสแกนลงแผ่นไว้ แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนมันจะมีค่ามากเลยนะค่ะ"      นั้นสินะ สิ่งที่มีค่าสำหรับเรา ถ้ามันหายไปแล้ว มันก็จะหายไปเลย ไม่สามารถเอาคืนมาได้ แม้เราต้องการขนาดไหนก็ตาม สิ่งที่มีค่าที่สุดที่เราควรจะรักษาไว้ให้ดีที่สุด      "งันก็เลยเลือกกล้องฟิล์ม" เธอพยักหน้าให้กับผม      "แต่อันที่จริงหนูก็มีกล้องดิจิตอลนะค่ะ แต่ว่าเอาออกยากเก็บยากเลยไม่เอาออกมา เอาไว้ไปถ่ายพวกรูปคนดีกว่า" เธอว่าออกมาเหมือนปลงๆ แล้วก็หันมายิ้มให้กับผม "แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปจากกล้องฟิล์มหรือกล้องดิจิตอล มันก็คือภาพความทรงจำอย่างหนึ่งแหละค่ะ"      "ความทรงจำงันหรอ"      "ใช่ค่ะ แก่ๆไป อะไรก็เปลี่ยน เราลองเอารูปพวกนี้ รูปจากอดีตไปเทียบกับปัจจุบันสิค่ะ เราจะเห็นความแตกต่าง ความทรงจำที่ค่อยๆเปลี่ยนไป" ผมหัวเราะออกมาหน่อยๆกับคำพูดคนตรงหน้า เธอเอียงคอมองผมอย่างสงสัย      "เรานี้อายุ 16 จริงหรือเปล่า" เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำถามของผม      "ก็จริงสิค่ะ ทำไมหรอ"      "เด็กอายุสิบหก แต่มองโลกแบบคนอายุหกสิบ แถมมองโลกในแง่ดีด้วย"      "นี้พี่หลอกด่าหนูปะเนี้ย" เธอมุ้ยปากใส่ผมเล็กน้อย พร้อมกับยกกล้องถ่ายรูปที่ได้คืนไปขึ้นมา ผมหัวเราะออกมาอีกครั้งกับการกระทำของคนตรงหน้า      แชะ!      "ถ่ายรูปอีกแหละ" ผมว่าออกไป แล้วแย่งกล้องของเธอมา      "ก็พี่หัวเราะหนูอะ" เธอจับสายคล้องกล้องไว้ แต่ผมได้ตัวกล้องมา "ปล่อยเลยนะพี่"      "รูปหลุดพี่เยอะแล้ว ไม่ให้ถ่ายแล้ว" ผมลุกย้ายมานั่งข้างๆคนตรงหน้า เพื่อแย่งกล้องจากมือของเด็กแก่โลกคนนี้      "ไม่เยอะสักหน่อย"      "พี่จะดู" เธอขมวดคิ้วใส่ผมอีกรอ      "ดูไง" เธอหันมองผม ผมเองก็หันมองเธอ กล้องในมือของเราทั้งสองยื่นออกไปจนสุดมือ ผมจ้องเข้าไปในสายตาอันค่อนข้างจะไร้เดียงสาของคนตรงหน้า เธอดูเหมือนจะมีคำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว และมันผ่านออกมาจากด้วยตาคู่นี้      แชะ!      เสียงของสิ่งตรงหน้าทำให้เราทั้งสองหันไปมอง กล้องที่ถืออยู่ อยู่ๆมันก็กดถ่ายเองขึ้นมา ผมยัดกล้องคืนใส่มือคนตรงหน้า แล้วหันกลับไปนั่งที่ของตัวเอง      "ไม่ดูแล้วก็ได้" ผมว่าออกไปอย่างงอนๆ      "ยังไงพี่ก็ดูไม่ได้"      "ก็จริง" ผมว่าออกไป แล้วเราสองคนก็เงียบไป เสียงรอบข้างดูดังขึ้นมาทันตาเห็น แล้วเขาก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง อีกไม่นานคงถึงสถานนีต่อไป ผมก้มมองนาฬิกาซึ่งบอกเวลาสิบโมงกว่า      "เดียวพี่มานะ" ผมลุกขึ้นเมือรถไฟจอดสนิด ทิ้งให้ตรงหน้ามองผมอย่างงงแล้วเดินออกไป      อันที่จริงที่ผมเลี่ยงเดินออกมา เพราะหัวใจของผมกำลังเต้นแรง เต้นเหมือนจะหลุดออกมา ขอออกมาสูดอากาศเพิ่มออกซิเจนสักนิด ผมเดินลงจากรถไฟมา เห็นข้าวของมากมายตั้งขายกันอยู่ ผมเดินมาหยุดหน้าร้านขายผมไม้ ที่มีทุเรียนฝรั่งเงาะ และผลไม้ต่างตั้งขายอยู่      "เอาอะไรดีพ่อหนุ่ม" คนขายถามเขา นั้นสิเอาอะไรดี คนคนนั้นจะชอบกินไหมถ้าเขาซื้อไป      'หนูไม่รู้ว่าพี่ชอบกินอะไร หนูเลยซื้ออันที่หนูชอบกินมา' อันที่ชอบกินงันหรอ      "เอาทุเรียนลูกครับ ฝรั่งสองลูก ครับ"      "สักครู่นะพ่อหนุ่ม" ผมหันไปมองรอบๆตัว      ผู้คนเดินกันควักไคว้ บ้างคนพึ่งเดินลงจากรถไฟ บ้างคนก็เดินขึ้นรถไฟ พ่อค้าแม่ค้าต่างยกของใส่ตระกร้าขึ้นไปขายให้กับคนที่นั่งบนรถไฟ บ้างก็ขายจากหน้าต่าง ชีวิตแบบนี้ก็เรียบง่ายดีเน้อ ไม่ต้องเร่งรีบ นั่งคิดๆไป นั่งมองสิ่งรอบตัวไป บ้างครั้งการนั่งรถไฟก็ดีเหมือนกันนะ      "ได้แล้วพ่อหนุ่ม" ผมหันไปตามเสียงเรียก "ทั้งหมดร้อยห้าสิบลูก"      "นี้ครับ" ผมยืนเงินให้กับแม่ค้าวัยกลางคนไปเกือบจะแก่ แล้วรับของมาจากเขา ผมเดินมาที่ประตูใกล้กับรถไป ตู้ขบวนที่ผมนั่ง      "เอาโปรสการ์ดไหมครับพี่" ผมหันไปมองเด็กชายคนหนึ่ง เขาถือโปรสการ์ดหลายใบไว้ในมือ พร้อมกับอีกหลายๆอยู่ในกระเป๋าของเขา ผมนั่งชันเขาลง ให้ตัวเองอยู่ในระดับเดียวกับแก      "อันละเท่าไหร่ครับ" ผมถามออกไป      "อันละสิบห้าครับ พี่ช่วยซื้อสักอันสิครับ" เด็กตรงหน้ายืนมาให้ผมดู ผมมองรูปในโปรสการ์ด มันมีรูปใบหนึ่งเป็นรูปของพระอาทิตย์ขึ้น และมีรถไฟวิ่งผ่าน มีท้องนาและภูเขาเป็นฉากหลัง      "พี่เอารูปนี้"ผมชี้ไปยังรูปนั้น      "รูปสุดท้ายพอดีเลยครับ" เขาหยิบโปรสการ์ดออกมา พร้อมกับซองกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่กว่าโปรสการ์ดนิดหน่อย แล้วใส่โปรสการ์ดลงในนั้นแล้วยื่นให้ผม "นี้ครับพี่" ผมรับมาแล้วยื่นเงินให้กับเด็กน้อย      "พี่ให้ห้าสิบ ไม่ต้องถอนนะ" ผมลูบหัวเด็กตรงหน้าแล้วหันหลังให้      "พี่ครับ" ผมหันไปมอง เด็กน้อยวิ่งมาหาผม พร้อมกับยื่นโปรสการ์ดใบหนึ่งให้กับผม "ผมให้ครับพี่" ผมรับมาแล้วมองอย่างงง "รูปเดียวที่ผมไม่ยอมเอาออกมาขาย ผมให้พี่" ผมมองรูปในมือ มันเป็นรูปของขบวนสุดท้ายของรถไฟ ที่ถ่ายให้เห็นสิ่งที่รถพึ่งวิ่งผ่านไป มันคืออุโมงค์ซึ่งให้เดาว่า มันพึ่งออกจากอุโมงค์มา และในช่องของประตูท้ายรถนั้น มีหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ ไม่รู้หรอกว่าใคร แต่มันทำให้องค์ประกอบของภาพดูสวยขึ้นมา      "ขอบคุณนะ" ผมหันไปยิ้มให้กับเด็กน้อย แล้วเดินขึ้นรถไฟมา เดินไปยังที่นั่งของผม      เด็กหญิงที่นั่งตรงหน้าผมกำลังคุยโทรศัพท์กับใครสักคน และถ้าให้ผมเดาคงจะเป็นแม่ของเธอ รอยยิ้มจางๆเปื้อนใบหน้า ทำให้เธอดูสดใส เหมือนสายฝนที่มาทำให้ดินชุมช้ำ เธอวางโทรศัพท์ลง แล้วเก็บมันเข้ากระเป๋าย่ามสีน้ำเงินข้างตัว พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองผม ผมยิ้มบางๆให้ แล้วชูของในมือให้เธอดู      "ลงไปซื้อผลไม้มาหรอค่ะ" นั้นคือคำถามที่ออกจากปากเธอ      "พี่อยากกินไง"      "ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย" พร้อมกับชูไข่ปิ้งให้ผมดู "ดีแล้วที่ไม่ซื้อมาชนกัน" เธอยิ้มให้กับผม พร้อมกับที่ผมนั่งลง "แล้วพี่ซื้ออะไรมาหรอค่ะ"      "ทุเรียนกับฝรั่ง"      "ทุเรียน" น้ำเสียงและสีหน้าของคนตรงหน้า ทำให้ผมใจไม่ดี บ้างที่ผมอาจจะคิดผิดก็ได้ที่ตามใจตัวเอง "ไม่ชอบงันหรอ"      "เปล่าค่ะ ชอบมากๆเลยตั้งหาก" เธอยิ้มให้กับผม ผมยื่นทุเรียนให้กับคนตรงหน้า แล้วคนตรงหน้าก็ยื่นไข่ปิ้งให้กับผม เป็นการแลกเปลี่ยนที่ดี
     "อ๋อ พี่จะไปลงที่ไหนหรอค่ะ" ผมเงยหน้าขึ้นมอง เธอกำลังยกทุเรียนพูเล็กๆขึ้นมากิน      "หัวลำโพง ทำไมหรอ"      "งันก็ดีสิค่ะ จะได้มีเพื่อนนั่งไปถึงที่ จะได้ไม่เหงา" สายตาเธอแพรแพรวมากกว่าเดิม      "จะไปกรุงเทพ คิดไงนั่งรถไฟ"      "แล้วพี่ละค่ะ คิดไงนั่งรถไฟ" ย้อนอีก โอ้ยเด็กคนนี้
     "ก็แค่อยากนั่ง" แต่ผมก็ตอบคำถามเธอ      "งันหนูก็เหมือนกันค่ะ ก็แค่อยากนั่ง" เธอยิ้มให้ แล้วจัดการของในมือ ผมเองก็จัดการไข่ปิ้งในมือเช่นเดียวกัน แลกเปลี่ยนของกินกัน และก็นั่งคุยกันคุยเรื่องนูนนี้นั้นไปเรื่อย คนตรงหน้าผมนี้ช่างมีความสุขนักเวลาพูดเรื่องของกินและเรื่องเที่ยว      เธอบอกผมว่า กว่าเธอจะขอแม่ให้นั่งรถไฟจากเชียงใหม่ลงไปกรุงเทพได้ ต้องขอนานเป็นเดือน เพื่อลงไปหาพี่สาว ซึ่งปกติแล้วจะนั่งเครื่องบินลงไปมากกว่า เธอบอกว่า แค่อยากรอ และอดทน เพื่อจะได้เจอกับคนที่รัก      'หนูแค่คิดว่า ถ้านั่งเครื่องบินลงไป มันแค่ชั่วโมงเดียวก็ได้เจอพี่สาวแล้ว ถึงหนูจะไม่ได้จ่ายตังค์ค่าเครื่องเอง แต่มันง่ายไปไหมกับการที่เราจะได้เจอคนที่เรารัก หนูเลยคิดว่า ถ้าลองนั่งรถไฟไป เราจะมีความอดทนและก็รอเวลาที่จะเจอกับคนที่เรารักมากแค่ไหน เราจะได้เห็นคุณค่าของเวลาและการรอคอยไงค่ะ'      นั้นคือคำพูดจากเด็กอายุสิบหก แต่สำหรับผมทำไมถึงเลือกนั่งรถไฟงันหรอ นั้นสินะทำไม ทั้งๆที่แม่ผมก็บอกให้ผมจองตั๋วเครื่องบินมาลงที่กรุงเทพ ใช่ว่าครอบครัวผมจะจน แต่ทำไมผมถึงเลือกนั่งรถไฟแทนนั่งเครื่อง หรือเพราะผมต้องการความอดทน อย่างที่คนตรงหน้าว่า หรือเพราะอะไร      ผมเดินกลับมานั่งยังเธอของตัวเอง หลังจากที่ผมเดินไปคุยโทรศัพท์ที่ท้ายขบวน คนที่นั่งตรงข้ามผมหลับไปแล้ว เธอดูเหมือนจะเผลอหลับไปด้วย เพราะว่าหนังสือเล่มหนาที่หอบมาด้วยยังเปิดค้างอยู่ ผมดึงหนังสือออกจากมือของคนตรงหน้า      'บทที่ 9 อาทิตย์กับพระจันทร์'      ผมก้มอ่านหนังสือตรงหน้าที่เปิดค้างไว้ พร้อมกับนั่งลงตรงข้ามเธอ อะไรคือสิ่งที่เด็กตรงหน้าอ่านอยู่นะ      'พระอาทิตย์กับพระจันทร์ เป็นความแตกต่างที่ไม่สามารถนำมาอยู่รวมกันได้ ใช่มันอาจจะเป็นอย่างนั้น เพราะอะไรนะหรอ ก็เพราะว่า อาทิตย์ เป็นตัวแทนของยามเช้า ส่วน จันทร์ เป็นตัวแทนของยามค่ำ สองสิ่งที่ต่างกัน แต่คุณรู้ไหม พวกเขาก็มีเรื่องราวความรักที่แสนหวานและแสนเศร้าเหมือนกันนะ'      ผมปิดหนังสือลง แล้ววางมันลงข้างตัวของผม พร้อมกับมองคนตรงหน้า เธออ่านอะไรพวกนี้ด้วยหรอ ผมไม่รู้หรอกนะว่าเรื่องราวจะเป็นยังไง แต่ผมรู้แค่ว่า บ้างครั้งเรื่องพวกนี้มันก็เกินความจริงไปมาก      "เป็นเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเองก็ดี แต่ถ้าเอาความคิดผิดๆเรื่องแบบนี้มาก็ไม่ดีนะ" ผมพูดให้เธอได้ยิน แต่เธอคงไม่ได้ยินหรอก นอนหลับซะขนาดนี้ ผมนั่งมองคนตรงหน้า แทนที่จะมองออกไปข้างนอก      เด็กน้อยผู้มาพร้อมกับความสดใส เป็นความสดใสของวัยหรือเปล่า ถึงได้มองโลกในแง่ดีขนาดนี้ เธอจะเป็นลูกคุณหนูของครอบครัวหรือเปล่า ที่บอกว่าต้องขอแม่เพื่อจะนั่งรถไฟไปหาพี่เป็นเดือนๆ ทำความรู้จักและยิ้มให้กับคนที่ไม่รู้จัก มันเป็นเพราะตัวตนของเธอเอง หรือเป็นเพราะวัย ผมไม่รู้สินะ ว่าถ้าเธอโตขึ้นมากกว่านี้เธอจะเปลี่ยนไปไหม เธอจะเห็นโลกมากกว่าที่เป็นอยู่หนือเปล่า มองโลกความเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องราวในหนังสือนิยาย      ผมถอนหายใจออกมา พร้อมกับมองออกไปข้างนอก ตอนนี้มันบ่ายแก่ๆ ข้างทางเป็นท้องทุ่งนา ผมมองออกไปข้างนอกสลับกับคนตรงหน้าที่หลับอยู่ อีกไม่นานก็น่าจะถึงกรุงเทพแล้ว ผมไม่อยากให้ถึงเลย ไม่อยากเจอโลกความจริงบ้างอย่าง และไม่อยากจากคนตรงหน้า ผมจ้องมองคนตรงหน้า ให้เวลาผ่านไป พร้อมกับที่รถไฟวิ่งไป อยากให้เวลาช้าลง และช้าลงอีก ผมจะได้อยู่กับคนตางหน้านานๆ ผมไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่เหมือนมันแค่ไม่กี่นาที ที่ผมนั่งมองอย่างนี้ ไม่รู้ว่ารถไฟจอดที่สถานีไหนบ้าง ถึงไหนแช้วตอนนี้ แต่ผมรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่โทรศัพท์ของผมเข้า ผมละสายตาจากคนตรงหน้า แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา มันโชว์หน้าจอเป็นรูปแม่ของผม      "ว่าไงครับแม่" ผมกรอกเสียงลงไป      "ถึงไหนแล้วลูก"      "น่าจะอยุธยาครับ" ผมตอบไป ทั้งๆที่ผมก็ไม่รู้หรอกว่าที่นี้คือตรงไหน      "งันหรอ งันแม่จะให้คนไปรอรับลูกนะ"      "ไม่ต้องก็ได้ครับ ผมอยากไปเองมากกว่า" ผมรีบขัดขึ้นทันที่ ผมเป็นลูกชายคนเล็ก แถมเป็นลูกหลงด้วยแล้ว แม่ผมเลยค่อนข้างหวงและห่วงเป็นธรรมดา      "ไม่ได้ลูก แค่ให้ไปอยู่หอคนเดียวแม่ก็จะบ้าตายอยู่แล้ว ยังไงแม่ก็ขอให้สบายใจที่ลูกไปถึงหออย่างปลอดภัยหน่อยเถอะ" ผมถอนหายใจออกมา      "แล้วแต่แม่เลยครับ"      "งันเดียวถ้าใกล้ถึงแล้วโทรบอกแม่ด้วยนะ" แม่ผมย้ำอีกครั้ง      "ได้ครับ"      "อย่าแอบไปคนเดียวละ ไม่งันแม่งอนจริงๆด้วย"      "ไม่หรอกครับ" แม่พูดอย่างรู้ทันผม      "ถ้าแอบไปเองละก็ แม่เอาเรากลับมาเรียนที่เชียงรายนะ"      "ครับแม่" สงสัยต้องทำตามแล้วละ      "โอเคงันแม่ไม่กวนละจ๊ะ"      "สวัสดีครับแม่" ผมกดวางสายแล้วยัดโทรศัพท์ลงกระเป๋า "เคยมีเรื่องลำบางใจหรือเปล่า" ผมถามออกไปทั้งๆที่อยู่รู้แล้วว่าคนตรงหน้าคงไม่ตื่นขึ้นมาตอบผมตอนนี้หรอก เพราะกำลังหลับสบาย      ผมลุกขึ้น แล้วเดินไปยังท้ายขบวน ซึ่งเป็นที่ผมว่ามานั่งแล้วสบายใจดี ใช่ว่าผมจะไม่เคยนั่งรถไฟ ทุกครั้งที่ผมนั่ง มันแค่ช่วงเวลาแป๊บเดียว มันไม่ได้ทำให้ผมนึกคิดถึงอดีตมากมายเท่าตอนนี้ และครั้งนี้รู้สึกโชคดีที่ผมจองที่นั่งขบวนสุดท้ายและเกือบจะติดกับประตูท้ายขบวนพอดี ผมนั่งลงพร้อมกับมองทางรถไฟที่ค่อยๆเคลื่อนไป ไกลออกไปจากตัวผม มันทำให้ผมคิดถึงอดีตที่ผ่านมา ผมรู้ว่าเราไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีก เราไม่สามารถย้อนเวลาไปได้ แต่ทำไมต้องเป็นความทรงจำที่ยังจำฝังลึกในจิตใจของผมอยู่นะ      แชะ!      เสียงกล้องถ่ายรูปทำให้ผมหันไปมอง ผมเห็นเด็กน้อยของผม เดินเข้ามาใกล้ๆผม พร้อมกับรอยยิ้ม และหัวฝูๆของคนพึ่งตื่นนอน      "แอบมานั่งอยู่นี้เอง นึกว่าแอบลงไปซะแล้ว"      ผมขยับให้เธอนั่งลงข้างๆตัวผม เธอหยิบกล้องขึ้นมาเช็ดเลนส์ พร้อมกับยกกล้องขึ้นถ่ายรูปอีกครั้ง      "ชอบถ่ายรูปจริงๆนะเรา"      "ก็บอกแล้วว่าเก็บความทรงจำ" เธอหันมาหาผม หลังจากยกกล้องถ่ายรูปเสร็จ      "พี่ขอลองถ่ายได้ไหม" ผมแบมือออกไป เธอพยักหน้า แล้วเอาสายคล้องกล้องออกจากขอก่อนจะยื่นให้กับผม      "ได้สิค่ะ" เธอยิ้มให้ผม      "ไม่กลัวพี่ทำรูปเสียหรอ"      "เราจะรู้ได้ไงค่ะว่าพี่ถ่ายรูปเสีย กว่าจะรู้ก็ตอนไปล้างนูน" เธอว่า แล้วมองตรงไปยังทางที่ผ่านมา      "นั้นสินะ" ผมถอนหายใจออกมา พร้อมกับยกกล้องขึ้นมอง แล้วกดถ่ายรูป "งันรูปก็เยอะสิ"      "ก็เยอะแหละค่ะ แต่เยอะขนาดไหน หนูอยากได้รูปนั้นคืนแค่ไหนก็ไม่ได้มาหรอกค่ะ"      "ห๊ะ รูป เคยทำหาย รูปอะไร" ผมถามออกมาด้วยความสงสัย เคยทำหาย ก็เลยชอบถ่ายรูปงันหรอ      "หนูเคยทำรูปๆหนึ่งหาย มันเป็นความทรงจำที่ร่ำค่าที่สุดของหนู แต่หนูกับทำมันหาย เพราะอยากที่จะอวด ทั้งๆที่หนูมีรูปของคนคนนั้น เพียงแค่รูปเดียว เพียงแค่รูปเดียวเท่านั้น" เธอพูดเหมือนจะร้องไห้ออกมา "แต่ความทรงจำเกี่ยวกับเขา ที่หนูจำได้หนูก็เก็บมันไง้เป็นเพียงความทรงจำ ถึงแม้หนูจะจำหน้าเขาไม่ได้ จำดวงตาของเขาไม่ได้ จำไม่ได้แม้ลักษณะของเขา มีเพียงอย่างเดียวที่เป็นตัวตนเขาที่นี้จำได้ เพียงแค่ชื่อ เพียงแค่ชื่อและชื่อหนูที่เขาเรียก หนูจำได้แค่นั้น หนูไม่น่าทำหาย ความทรงจำที่ร่ำค่า ที่หายไป เพื่อนรักของหนู" เธอพูดจบก็มาพร้อมกับความเงียบ ผมไม่พูดอะไร เธอเองก็ไม่พูดอะไร มีแต่เสียงของล้อรถไฟเสียดสีกับรางรถไฟไป      "ยัยหนู" ผมไม่รู้จะเรียกเธอว่าอะไร รู้เพียงว่าเธอชอบแทนตัวเองว่าหนู เธอเงยหน้าขึ้นมองผม      แชะ!      ผมกดถ่ายรูป ใบหน้าของคนตรงหน้า เธอมองผมอย่างงง แล้วก็เอียงคอมองผมอีกครั้ง      "นี้ไง ภาพว่าเธอยังจำเรื่องราวของเพื่อนเธอได้ ยัยหนู มันก็ยังเป็นความทรงจำที่เราจำได้ไม่ใช่หรอ ถึงแม้เราจะจำหน้าคนที่เรารักไม่ได้" เธอมองผม สลับกับกล้องในมือของผม "คนเราไม่จำเป็นต้องจำได้หมดหรอกนะ ยัยหนู"      "นั้นสิค่ะ" เธอหันไปมองทางรถไฟตรงหน้า      "เราจะไปจำได้ไงว่า รางรถไฟที่เราผ่านมานั้นมีหมอนรองรางกี่อัน เวลาผ่านไป บ้างอย่างบ้างอันเราอาจจะลืมก็ได้ จริงไหม"      "จริงค่ะ ให้มันเป็นความทรงจำที่เวลานึกถึงแล้วมีความสุขก็พอ"

     "ให้พี่ช่วยไหม"      "ไม่เป็นไรค่ะ ของพี่ก็เยอะอยู่แล้วให้หนูช่วยดีกว่า" ในที่สุดตอนนี้เราก็มาถึงสถานีปลายทางแล้ว ตอนนี้ผมกับยัยหนูกำลังเก็บของลงจากรถไฟกัน      "ไม่เป็นไร แล้วนี้ใครจะมารับ" เธอหันมามองผม แล้วยิ้มให้      "พี่สาวค่ะ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้มาถึงหรือยัง แล้วพี่ละค่ะ" เธอถามกลับ      "เพื่อนแม่นะ งันเดียวลงไปแล้วหาที่นั่งแล้ว ยัยหนูก็โทรหาพี่เน้อ"      "ได้ค่ะ" เธอเดินนำหน้าผมไป แล้วลงจากรถไฟ ผมมองตามแผ่นหลังของคนตรงหน้า ใจผมหวิวๆยังไงก็ไม่รู้ เธอเดินนำออกมาแล้ว ยืนรอผมขณะที่ผมกำลังลงจากรถไฟ แล้วเราก็เดินคู่กันมา เพื่อหาที่นั่ง และก็ได้ที่นั่งเกือบจะออกจากสถานี ข้างนอกฝนกำลังตกลงมา ทำให้อากาศค่อนข้างเย็นหน่อยๆ คนตรงหน้าผมวางของลง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นต่อสาย ไม่นานเธอก็ได้คุยกับคนปลายสาย พร้อมกับสีหน้าสดใสเริ่มหมองลง ผมมองการกระทำของคนตรงหน้า เธอคงมีเรื่องอะไรแน่ๆ      "ว่าไงละ พี่ถึงไหนแล้ว" ผมถาม เมือเธอวางสายโทรศัพท์      "ฝนตกรถติดค่ะ อีกนานกว่าจะมาถึง แล้วนี้เพื่อนแม่พี่มายังค่ะ" เธอนั่งลงข้างผม      "ไม่รู้สิ พี่ยังไม่ได้โทรบอกแม่เลย เอาน่าเดียวพี่นั่งรอเป็นเพื่อน" ผมลูบหัวยุงๆของเธอ เธอหันมามองผม ด้วยสายตาของเด็กน้อยที่เหมือนพึ่งหลงทางแล้มาเจอกับแม่      "จะดีหรอค่ะ พี่ต้องมานั่งรอเป็นเพื่อนหนู"      "ไม่เป็นไร พี่เองยังไม่อยากเจอกับคนแก่ๆ นั่งอยู่กับเรานานๆได้" ผมยังลูบหัวของเธออยู่      "แต่..."      "เอาน่า เรื่องของพี่น่า พี่จะนั่งรอเป็นเพื่อน ไม่เป็นไร" ผมดุเธออกไป ทำให้เธอหันไปนั่งหน้าตรงมองออกไปข้างนอก ผมหัวเราะออกมากับการกระทำนั้น เธอหันมามองผมด้วยท่าทีงง      "หัวเราะอะไรของพี่"      "หัวเราะเรานั้นแหละ" เธอมุ้ยหน้าใส่ผม จนผมหัวเราะออกมาอีกครั้ง      "หัวเราะอีกแหละ" เธอทำหน้าใส่ผมอีกครั้ง ครั้งนี้ผมเปลี่ยนจากหัวเรามาเป็นยิ้มแทน      "งันยิ้มได้ใช่ไหม" ผมถาม      "พี่ยิ้มเยอะๆนะค่ะ พี่ยิ้มแล้วพี่น่ารักมากเลย" เธอยิ้มให้กับผม รู้ไหมว่าเรายิ้มแล้วสามารถทำให้คนๆหนึ่งยิ้มตามได้      "พี่จะลอยแล้ว"      "ลอยไหมไหวหรอกค่ะพี่ตัวหนัก"      "นี้ว่าพี่ปะเนี้ย"      "เปล่าสักหน่อย" ผมหรี่ตาใสเธอ แล้วเธอก็ยิ้มออกมา      "นี้พี่อ้วนหรอ"      "ไม่เลยค่ะ"      "แน่นะ"      "เรื่องจริง" เธอพยักหน้าให้กับผม ผมเลยขยี่หัวคนข้างๆเบา "หัวฟูหมดแล้ว" เธอลูบผมของตัวเอง      "ไม่รู้หรือไงว่าหัวฟูอยู่แล้ว"      "ก็ไม่ต้องให้มันฟูมากกว่าเดิมไงค่ะ" เธอยิ้มให้กับผมอีกครั้ง พร้อมกับลูบผมของตัวเองให้เข้าที่      ถ้าจากกันตอนนี้ผมจะได้เห็นรอยยิ้มของเธออีกไหม จะได้ยินเสียงหัวเราะของคนตรงหน้าอีกไหม จะได้ยินคำพูดให้กำลังใจอีกไหม จะได้เห็นคนมองโลกในแง่ดีแบบนี้อีกไหม และจะได้เจอเธออีกไหม      ผมมองคนที่หยิบกล้องของตัวเองขึ้นมา แล้วยกขึ้นถ่ายรูปข้างนอก สายฝนที่กำลังโปรยลงมา เธอเอียงกล้องมาทางผม แล้วยกกล้องลง พร้อมกับยิ้มให้ผม      "ยิ้มหน่อยสิค่ะ" ผมยิ้มให้กับเธอ ยิ้มจากใจของผม ยิ้มแบบที่ผมไม่ได้ยิ้มมานาน      แชะ!      "ขอบคุณนะค่ะที่นั่งรอเป็นเพื่อนน้องสาวของฉัน"      "ไม่เป็นไรครับ" ผมพูดหลังจากพี่สาวของยัยหนูมาถึง ผมก็เดินออกมาส่งเธอที่หน้าสถานีรถไฟ พี่สาวมาพร้อมกับชายคนหนึ่งที่เป็นสารภีให้ "บ๊ายบายนะยัยหนู" ผมยกมือขยี่หัวของเธออีกครั้ง      "บ๊ายบายค่ะพี่" เธอยิ้มให้กับผม ก่อนที่พี่สาวจะหันหลังแ้วพาเธอขึ้นรถ ผมเองก็เดินหันออกมากจากตรงนั้น เพื่อกลับไปนั่งที่เดิมของตัวเอง ผมเดินจากออกมา เพราะไม่อยากให้คนคนนั้น เดินจากผมไป      "พี่ค่ะ" เสียงเล็กดังเรียกผม ผมหันไปมอง เห็นคนตัวเล็กวิ่งมา พี่สาวของเธอขึ้นรถไปแล้ว แต่เธอวิ่งมาหาผม      "ว่าไง"      "หนูมีอะไรจะให้พี่" เธอก้มค้นกระเป๋าย่ามของเธอ แล้วเอากล้องกลมยาวสีดำให้กับผม      "อะไรอะ" ผมรับมาอย่างงง      "ฟิล์มที่ถ่ายวันนี้ค่ะ ส่วนใหญ่มีรูปพี่ หนูอยากให้พี่เก็บไว้ หนูไม่รู้หรอกนะค่ะว่าพี่มีเจอเรื่องอะไรมาบ้าง ทำให้พี่เศร้า แต่พี่รู้ไมค่ะ ว่าเวลาที่ผ่านมานั้น พี่มีความสุข ถ้าพี่ทำตัวไม่มีความสุขแล้วพี่จะมีความสุขได้ไง ดังนั้น หนูอยากจะให้พี่รักตัวเองและก็มีความสุขนะค่ะ" เธอยิ้มให้กับผม ผมก้มมองของในมือ แล้วเงยหน้ามองคนตรงหน้า      "ได้ พี่จะมีความสุข"      "งันหนูไปนะค่ะ" เธอว่าแล้วหันหลังที่จะก้าวออกไป      "เดียวสิ" ผมเรียกเธอไว้ก่อน      "ค่ะ" เธอหันมองหน้าผมอย่างงง      "เรานะชื่ออะไร" ไม่รู้อะไรที่ทำให้ผมถามอย่างนั้นออกไป
     "หนูชื่อแตงไทยค่ะ แล้วพี่ละค่ะ" เธอตอบพร้อมกับยิ้มให้กับผม      "พี่ชื่ออาทิตย์ ยินดีที่ได้รู้จักนะ ยัยหนู"


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ E'Nao จากทั้งหมด 12 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น