[Fic Resident Evil] I GOT YOU (Carlos x Jill)

ตอนที่ 22 : บทที่ 21 คู่หู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    2 ส.ค. 63

 

บทที่ 21 คู่หู

 

ระหว่างทางเธอได้รู้มาว่าแบรรี่และคริสเป็นคนก่อตั้งกลุ่มต่อต้านอัมเบรลล่าขึ้นมาอย่างลับๆ สมาชิกที่เข้าร่วมหน่วยนี้ในตอนนี้มีทั้งหมดห้าคน คือคริส แบรรี่ เอลวิน ส่วนอีกสองคนเดี๋ยวก็คงได้เจอเมื่อเธอไปถึงที่กบดานชั่วคราวในเมืองบาราน มันเป็นสถานที่ที่คนในกลุ่มใช้พักและวางแผนการบุกทำลายการขนส่งอาวุธชีวภาพของอัมเบรลล่าครั้งนี้เท่านั้น

แบรรี่บอกว่าหากจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่คริสและแบรรี่ไปเจอสมาชิกคนอื่นที่เข้าร่วมกลุ่มต่อต้านอัมเบรลล่าว่าไปพบเจอมาได้ยังไง ก็คงเล่าอีกยาวราวสิบหน้ากระดาษเอสี่ เอาเป็นว่าคนที่เข้ามาอยู่ในกลุ้มต่อต้านอัมเบรลล่านี้ บ้างก็เป็นคนที่คริสและแบรรี่รู้จักอยู่แล้ว บ้างก็เป็นคนที่ไปพบเจอมาระหว่างคริสทำภารกิจและตามสืบเรื่องของอัมเบรลล่า

แบรรี่วางแผนกับคริสมาตั้งแต่แรกแล้วว่าจะตามสืบเรื่องของอัมเบรลล่าตั้งแต่ออกมาจากคฤหาสน์สเปนเซอร์ได้ น่าแปลกที่คริสไม่มีการพูดเรื่องนี้กับเธอเลย เขาหายไปอย่างเงียบเชียบที่สุด เหตุผลที่เขาทำแบบนั้นเป็นเพราะไม่เชื่อใจเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงในกรมตำรวจเมืองแรคคูน เพราะงี้ถึงได้ยื่นลาพักร้อนยาว ต่างกับจิลที่คิดว่าหากรายงานเรื่องพวกนี้ไปทางเบื้องบนจะมีคนเชื่อและคิดเปิดโปงอัมเบรลล่าเหมือนกับเธอ แน่นอนว่าเธอคิดผิด เมื่อสุดท้ายสิ่งที่เธอได้รับคือการบังคับลาพักร้อนเพื่อไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก รวมถึงการที่เธอไม่มีอำนาจในการใช้ชื่อเสียงของตัวเองตามสืบเรื่องนี้ได้อีกต่อไป

คริสวางแผนได้อย่างดีเยี่ยม เขาคิดไว้แล้วว่าต้องมีคนในกรมตำรวจที่รู้เรื่องราวของอัมเบรลล่าและแอบให้ท้ายบริษัทนั้นอยู่ลับๆ จึงทำทุกอย่างไม่ให้ผิดสังเกต ที่เธอเจ็บใจคือคริสไม่ได้บอกอะไรเธอเลยนั่นแหละ...

ทั้งสามคนนั่งรถมาที่เมืองบารานโดยใช้เวลาไม่ถึงสี่ชั่วโมง ระหว่างทางที่มาเอลวินแทบจะไม่ได้จอดรถหยุดพักเลย อาจเป็นเพราะเส้นทางที่มามันเป็นถนนยาวไร้ตึกรามบ้านช่องตามประสาชนบท แต่นั่นอาจเป็นเรื่องดีเพราะทำให้เธอมาถึงโกดังที่ใช้เป็นจุดวางแผนชั่วคราวได้เร็วกว่ากำหนดการเดิม

หญิงสาวลงจากรถด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยสบอารมณ์เมื่อเห็นคนที่เธอพยายามโทรหาเป็นสิบๆสายกำลังคุยกับใครซักคนอยู่ด้านในโกดัง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขาหันหน้ามาสบเข้ากับเธอ เขาคงไม่คิดว่าจะได้เจอเธอล่ะมั้งถึงได้ทำหน้าตกใจขนาดนั้น

“จิล?!” เสียงของเพื่อนเก่าเธอดังขึ้นเมื่อเห็นหญิงสาวที่คุ้นเคย เขาก้าวเท้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว แต่ยิ่งเธอเห็นเขาทำหน้าแบบนั้นความหงุดหงิดในใจเธอยิ่งพลุ่งพล่าน

“นึกว่านายตายไปแล้วซะอีก” ใช่ มันคือคำทักทายของเธอที่แอบแซะเพื่อนสนิท ในหัวเธอมีทั้งคำถามและคำด่ามากมายที่อยากจะพ่นออกไป แต่ดูเหมือนคนที่ก้าวขายาวๆเข้ามาหาเธอนั้นจะไม่ได้ยินประโยคนี้เมื่อใบหน้าของเขาที่ขมวดคิ้วมุ่นยังไม่เปลี่ยนไป

“เธอยังไม่ตาย” คริสพูดราวกับไม่แน่ใจในภาพที่เห็นตรงหน้า เขาเดินมาอยู่ตรงหน้าของจิล แต่ยังไม่ทันที่จิลจะได้ตอบโต้อะไร คริสกลับยื่นมือมาจับที่ไหล่ของเธอแล้วดึงเข้าหาตัวเองอย่างง่ายดาย

ทั้งที่เธอโมโหเขาแทบตาย แต่เขากลับเข้ามาดึงเธอไปกอดเนี่ยนะ?

“อะไรเนี่ย?!” จิลตัวแข็งค้างไปในทันทีกับการกระทำของคริส ขณะเดียวกันเขาเหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไปจึงรีบปล่อยเธอออกจากอ้อมแขน แล้วพูดอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ทำไมหายไปไม่ติดต่อมาเลย?” หญิงสาวได้แต่งุนงงกับสิ่งที่คริสทำ เมื่อกี้เพิ่งจะดึงเธอไปกอด แต่แล้วก็พูดอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับที่เธอเห็นเมื่อกี้เป็นความฝันที่เพียงแค่กะพริบตาภาพนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว

ถึงแม้จะตกใจแต่การกระทำเมื่อกี้ของคริส แต่ประโยคที่เขาถามนั้นน่าฉงนยิ่งกว่า เพราะที่ผ่านมาเธอก็พยายามโทรหาคริสมาโดยตลอด มีแต่ฝ่ายคริสนั่นแหละที่ไม่เคยรับสายเธอสักครั้ง 

“ฉันสิต้องถามนาย ฉันพยายามติดต่อไปเป็นสิบสายทำไมไม่รับ?” จบประโยคคริสก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

“จริงสิ ฉันเปลี่ยนเบอร์ เครื่องเก่าโดนระเบิดไปพร้อมกับซอมบี้แล้ว” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคริสน่ะเป็นสายลุยมากแค่ไหน เธอไม่แปลกใจเท่าไหร่กับสิ่งที่ได้ยิน “ฉันเองก็โทรหาเธอมาตลอดเหมือนกันนะ แต่เธอไม่รับ”

“โทรศัพท์ฉันโดนระเบิดไปพร้อมกับอพาร์ทเม้นแล้วเหมือนกัน” ที่แท้คริสเองก็พยายามติดต่อเธอมาตลอดไม่ต่างกัน แต่ระหว่างนั้นต่างฝ่ายต่างก็ทำโทรศัพท์ตัวเองพังไปทำให้ไม่สามารถติดต่อกันได้เลยนี่เอง

“อย่างงี้นี่เอง...” คริสทำหน้าเหมือนจะโล่งใจที่ได้รู้ความจริงข้อนี้ พร้อมกับที่แบรรี่เดินเข้ามา

“ขอโทษที่ต้องเข้ามาขัดจังหวะนะ แต่ตอนนี้อาวุธพร้อมแล้ว เราไปคุยเรื่องแผนการกันเลยมั้ย?”

“โอเค ไปกันเลย” เธอเห็นใบหน้าของคริสที่มองมาทางเธอเหมือนมีอะไรอยากถามมากมาย ก่อนจะเดินนำหน้าแบรรี่เข้าไปข้างในโกดัง เธอเองก็มีเรื่องหลายอย่างอยากถามเขาเหมือนกัน แต่เอาเป็นว่าค่อยรอถามนอกรอบดีกว่า ตอนนี้เธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจนี้แล้วเธอต้องตั้งใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้มากกว่า

 

 

 

ในระหว่างการพูดคุยเรื่องของแผนการที่กำลังจะเริ่มต้นในกลางดึกวันนี้ เธอได้พบกับสมาชิกในกลุ่มอีกสองคนนั่นก็คือ ฮาเก็น และจามาล

ฮาเก็น เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เธอกะอายุจากรูปร่างหน้าตาเหมือนจะไม่เกินยี่สิบสองปี ดูเป็นคนมุทะลุ เขาสูงกว่าเธอมาก ผิวขาวจัด ใบหน้าเกลี้ยงเกลา จุดเด่นคือตาสีฟ้า เขามีความสามารถในเรื่องการแฮคข้อมูล ที่มาเข้าร่วมกลุ่มต่อต้านอัมเบรลล่าเพราะพ่อของเขาเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาตร์ที่เข้าร่วมแล็บอัมเบรลล่าโดยไม่รู้เรื่องราวอะไร สุดท้ายแล้วก็โดนฆ่าตายปิดปาก แต่ฮาเก็นหนีออกมาได้ทันก่อนจะโดนฆ่าตามผู้เป็นพ่อ และอัมเบรลล่าก็ไม่ได้สนใจเขามากขนาดส่งคนมาตามล่าฮาเก็นอย่างเอาเป็นเอาตายหลังจากนั้น

จามาล หนุ่มชาวแอฟริกา ดูเหมือนจะอายุมากกว่าเธอนิดหน่อย เขาเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มโจรต่อต้านรัฐบาลซึ่งมีข้อมูลเรื่องสถานที่ในการเก็บอาวุธชีวภาพ ข้อมูลที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้นั่น แต่ทว่ากลุ่มของเขากลับโดนจับตามองจากคนของรัฐบาลอยู่ทำให้ไม่สะดวกในการจะขยับตัวทำอะไร สุดท้ายเขาก็หนีออกมาจากกลุ่มโจรนั่นเพื่อเอาข้อมูลออกมาทำลายอัมเบรลล่า โดยได้พบเจอกับคริสในเมืองหนึ่ง ที่นั่นคริสช่วยชีวิตเขาไว้จากพวกซอมบี้นั่นทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มต่อต้านอัมเบรลล่านี้

เอลวิน ชายวัยกลางคนที่เป็นคนขับรถจี๊ปมาส่งเธอและแบรรี่ เขาเคยเป็นทหารผ่านศึกมาก่อน เชี่ยวชาญในเรื่องการใช้อาวุธ ความสามารถพิเศษคือเรื่องแม่นปืน ภรรยาของเขาเคยเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่อัมเบรลล่าเป็นเจ้าของ ภรรยาของเขาจากไปด้วยโรคร้าย แต่น่าเศร้าที่เขาไม่สามารถนำศพของภรรยาออกมาทำตามพิธีทางศาสนาได้เพราะระหว่างขนส่งเกิดข้อผิดพลาดที่อัมเบรลล่าบอกว่ารถขนศพตกจากหน้าผาทำให้สูญหายไปทั้งคัน เอลวินรับรู้ได้ถึงเรื่องราวที่น่าประหลาดนี้จึงไม่เชื่ออัมเบรลล่าเสียทีเดียว แต่เขาตัวคนเดียวทำอะไรไม่ได้เลย ดูเหมือนตำรวจในเมืองที่เขาอยู่จะไม่กระตือรือร้นในการสืบหาศพที่หายไปของภรรยาเขาเสียด้วยซ้ำ นั่นส่งผลให้เอลวินต้องมาสืบหาเรื่องราวทั้งหมดด้วยตัวเอง และก็ได้รู้ว่าอัมเบรลล่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเชื้อแปลกๆที่ทำให้คนกลายเป็นศพเดินได้

“ทั้งหมดก็เป็นไปตามนี้ มีใครจะคัดค้านอะไรมั้ย?” คริสชี้แจงเรื่องแผนการหลักและแผนการสำรองให้ทุกคนในกลุ่มฟัง ทุกคนในกลุ่มยืนล้อมกันเป็นวงกลม ตรงกลางมีโต๊ะเล็กๆที่วางแผนที่ของเป้าหมายในครั้งนี้อยู่ ในระหว่างนั้นมีคำถามที่ถูกถามจากสมาชิกคนอื่นบ้างประปราย ท้ายที่สุดแล้วแผนนี้ก็ได้ข้อสรุปที่ลงตัวอย่างไม่มีช่องโหว่ 

เป้าหมายของภารกิจนี้คือระเบิดรถบรรทุกขนอาวุธชีวภาพของอัมเบรลล่าซึ่งได้ข้อมูลว่ามากันสี่คัน หน้าที่ของจิลก็คือเฝ้าระวังแนวหลังกับจามาล โดยที่ทุกคนในกลุ่มอีกสี่คนจะทำหน้าที่ติดตั้งระเบิดและปลอมตัวเป็นคนขับรถ หน้าที่ของเธอดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาก ทั้งที่จริงเธอควรได้เป็นหนึ่งในหน่วยปะทะพร้อมกับคริสแท้ๆ แต่เอาเถอะ ยังไงแผนการนี้ก็ออกมาดูดีไร้ข้อโต้แย้ง การที่เธอจะท้วงและขอออกนอกหน้าอย่างนั้นก็คงดูเรื่องมากและอยากได้หน้าจนเกินไป 

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเตรียมตัวได้ มาเจอกันอีกทีตามเวลาที่นัดหมาย” คริสกล่าวสรุปสั้นๆ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายออกไปจากโกดังนี่ เธอมองตามทุกคนที่ค่อยๆทยอยออกไปจนกระทั่งเหลือแค่เธอกับคริส

“นายคิดจะสืบเรื่องของอัมเบรลล่าตั้งแต่แรกแต่ทำไมถึงไม่บอกอะไรฉันซักคำ” เธอเปิดประเด็นกับคริสอย่างไม่อ้อมค้อม

“ขอโทษที ตอนนั้นฉันยังไม่ค่อยแน่ใจอะไรเท่าไหร่ ไม่อยากให้เธอเดือดร้อนไปด้วย” คริสกล่าวขอโทษออกมาอย่างจริงใจ เธอรู้อย่างงั้นก็คิดได้ว่าโกรธเขาไปก็เท่านั้น 

“ช่างมันละกัน ตอนนี้ฉันกับนายลงเรือลำเดียวกันแล้วนี่” ตอนนี้เธอก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มต่อต้านอัมเบรลล่าแล้ว คริสและเธอต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันนั่นก็คือทำลายอัมเบรลล่า ทำลายอาวุธชีวภาพ เพื่อไม่ให้มันได้ออกมาอาละวาดสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีกเหมือนที่เธอเคยเจอตอนอยู่ในเมืองแรคคูน

สายของจามาลรายงานมาว่าการขนส่งอาวุธชีวภาพในครั้งนี้ ผู้รับคืออัมเบรลล่าฝั่งตะวันตก มันจะเอาอาวุธชีวภาพที่สมบูรณ์ไปทำอะไรไม่ได้นอกจากทดลองใช้มันกับกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆในเมืองนี้

“แล้วนี่ไปเจอกับแบรรี่ได้ยังไง?”

“ฉันหนีออกมาจากเมืองแรคคูนไปพักในเมืองโรแชน ก็เลยเจอแบรรี่ที่นัดรับอาวุธที่นั่นพอดี” 

“รอดออกมาได้ทันก่อนเมืองโดนมิสไซล์ถล่ม ถึกสมเป็นคู่หูฉันจริงๆ” น้ำเสียงของคริสดูออกจะภูมิใจไม่น้อยที่มีคู่หูเก่งกาจอย่างเธอ นั่นสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้หญิงสาวอย่างมาก

ทำไมใครๆต่างก็บอกว่าเธอเป็นสาวถึก ทั้งคาร์ลอสทั้งคริส

“แต่ถ้านายบอกฉันเรื่องลาพักร้อนไปสืบเรื่องอัมเบรลล่าตั้งแต่แรก ฉันก็คงออกจากเมืองนี้ไปนานแล้วไม่ต้องมาลำบากหนีตายตั้งนาน” ถึงจะบอกว่าไม่ถือสาติดใจอะไรคริส แต่ก็อดแซะกลับไม่ได้อยู่ดี 

“ก็ขอโทษไปแล้วไง เอางี้ เดี๋ยวเลี้ยงข้าวเที่ยงแล้วหายกันดีมั้ย?” คริสพูดราวกับที่เธอโกรธไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ข้อเสนอนั่นก็ทำให้เธออดยิ้มไม่ได้

หมอนี่คิดว่าเลี้ยงข้าวกันมื้อเดียวแล้วจะหายโกรธหรือยังไง

แต่เอาเถอะ ยังไงเธอก็ไม่ได้ติดใจอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จึงกล่าวรับยิ้มๆ “ก็ได้ ฉันจะสั่งเมนูที่แพงที่สุดในร้านเลย”

คริสได้ฟังอย่างนั้นก็หัวเราะออกมา จิลได้แต่คิดว่าสมกับที่เป็นเพื่อนกันจริงๆ ทั้งคู่ไม่เคยมีเรื่องอะไรที่ทำให้โกรธกันได้นาน ที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีใครทำอะไรผิด หรือทำให้อีกฝ่ายต้องขุ่นข้องใจก็มักจะจบท้ายด้วยการเลี้ยงข้าวง่ายๆอย่างนี้

เป็นความสัมพันธ์ที่เรียบง่าย นี่แหละคำว่าเพื่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น