[Fic Resident Evil] I GOT YOU (Carlos x Jill)

ตอนที่ 18 : บทที่ 17 ฝันดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 51
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    18 ก.ค. 63

 

 

บทที่ 17 ฝันดี

 

 

ร้านอาหารที่คาร์ลอสพาเธอมาเป็นร้านเล็กๆของเมืองนี้ คาร์ลอสเคยมาที่ร้านนี้ครั้งหนึ่งเขาบอกว่าถึงเมืองนี้จะดูเป็นเมืองชนบท แต่ร้านนี้ก็อร่อยและสะอาดพอกับร้านในเมืองใหญ่เลย เธอเองไม่ใช่คนติดหรู ขอแค่อาหารสะอาดก็พอแล้ว

“คุณคิดไว้รึยังว่าหลังจากนี้จะเอายังไงต่อ?” คาร์ลอสถามขึ้นขณะที่รออาหารมาเสิร์ฟ เขานั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอ ทั้งสองคนนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งที่อยู่มุมสุดของร้านอาหาร ตอนนี้ก็เป็นช่วงหัวค่ำคนเริ่มเข้ามาในร้านนี้พอสมควร แต่ก็ไม่ได้เยอะจนถึงขั้นวุ่นวาย

“ฉันคิดว่าจะลองติดต่อเพื่อนในหน่วยสตาร์คนอื่นดู” จิลมองออกไปนอกร้านผ่านกระจกใส มีผู้คนเดินอยู่ข้างนอกเบาบาง “นายล่ะ?”

“ผมพอจะมีคนให้ติดต่ออยู่ในเมืองนี้แต่ก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าจะทำอะไรต่อ” ถึงแม้จะแน่ใจแล้วว่ามีเป้าหมายที่อยากจะเปิดโปงอัมเบรลล่า แต่เป็นเพราะรู้ว่าอีกไม่นานเขาอาจจะต้องแยกกับหญิงสาวตรงหน้าจึงยังไม่อยากเก็บเรื่องนี้มาคิด

อาหารถูกยกมาเสิร์ฟตรงหน้าโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน จานของคาร์ลอสและจิลเป็นอาหารจานเดียว ทั้งสองคนต่างก็จัดการกับอาหารตรงหน้าโดยไม่ได้พูดคุยอะไรกันต่อ ทั้งที่ไม่มีบทสนทนา แต่ทั้งสองกลับไม่ได้มีท่าทีอึดอัด จนกระทั่งต่างฝ่ายต่างกินจนเสร็จ ระหว่างนั้นจิลเองก็มีคำถามมากมายที่อยากจะถามคาร์ลอสเหมือนกัน แต่ทว่าพอได้โอกาสที่จะถามออกไปกลับไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี เรื่องส่วนตัวอาจจะเปิดประเด็นถามยากหน่อยแต่ถ้าถามเรื่องที่เป็นจริงเป็นจังล่ะ

“ฉันอยากรู้ว่าทำไมนิโคไลน์ถึงมาอยู่ในหน่วย U.B.C.S. ได้ มันดูเหมือนจะไม่ใช่คนของอัมเบรลล่าด้วยซ้ำ” จิลเปิดประเด็น คาร์ลอสใบหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเมื่อพูดถึงนิโคไลน์ ใบหน้าน่าสมเพชที่ดาดฟ้าโรงพยาบาลผุดขึ้นมาพร้อมกับเหตุการณ์แปลกๆภายในหน่วย

“นิโคไลน์อยู่ในหน่วย U.B.C.S. มานานแล้ว ผมก็ไม่ค่อยรู้ที่มาที่ไปของมันมากเท่าไหร่ มีอยู่วันหนึ่งที่อัมเบรลล่าพาเขาเขามาในหน่วยรบก่อนที่จะแบ่งทีมซะอีก เขาก็ดูเป็นคนมีฝีมือคนหนึ่ง อาจจะมาหักหลังอัมเบรลล่าหลังจากเข้ามาอยู่ในหน่วยแล้วก็ได้” 

“งั้นเหรอ... ฉันเจอสัญญาจ้างแปลกๆของมัน ดูเหมือนมันจะทำงานให้บริษัทคู่แข่ง นายพอจะรู้เรื่องนี้มั้ย?” เธอวิเคราะห์ในสิ่งที่เคยได้อ่านจากบันทึกของมันเมื่อตอนอยู่ที่โรงพยาบาล

“ไม่เลย” คาร์ลอสพยายามขบคิดถึงเรื่องบริษัทคู่แข่งของอัมเบรลล่า เขาถูกฝึกอยู่ในหน่วยมานานแต่แทบจะไม่รู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับบริษัทของตัวเองเลย เรื่องทีอัมเบรลล่าผลิตไวรัสนั่นเขาเพิ่งจะมารู้เอาตอนนี้ด้วยซ้ำ การปกปิดคงเป็นสิ่งที่อัมเบรลล่าต้องการ เพราะยิ่งรู้เยอะยิ่งมีข้อสงสัย “ในนั้นเขียนไว้ว่ายังไงล่ะ?”

“สัญญานั่นมันเขียนถึงภารกิจที่มันต้องทำ คือชักนำให้เกิดการต่อสู้ระหว่างพวกซอมบี้ อาวุธชีวภาพ กับหน่วยรบอื่น ๆ แถมยังตามถ่ายคลิปการต่อสู้ที่ว่านั่นอีก”

“มิน่าล่ะ ตอนที่ทีมของผมโดนฝูงซอมบี้บุกรอบข้างถึงได้ไม่มีทางออกเลยเหมือนมีคนจงใจล่อพวกเราให้มาเจอกับห้องปิดตาย” คาร์ลอสยิ้มหยันเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่หน่วยของตนปะทะกับฝูงซอมบี้หลายสิบตัว โดยใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองวันทีมของเขาก็รอดออกมาโดยเหลือกันอยู่ไม่ถึงสิบคน 

จิลเห็นท่าทางของคนตรงหน้าก็พอจะรู้ว่าเขาหมายถึงเหตุการณ์อะไร สิ่งที่ได้ยินจากมิคาเอลก่อนรถไฟระเบิด... เป็นฝีมือของนิโคไลน์ทั้งหมดอย่างไม่ต้องสงสัย 

“ในรายงานของนิโคไลน์ มันใช้ตัวย่อของชื่อแต่ละคน CO นี่ใช่ชื่อของนายรึเปล่า?” เธอถามอย่างนั้นแต่ก็รู้ดีว่าเป็นชื่อของเขา เพียงแต่ก่อนหน้านี้เขาแนะนำตัวแค่ชื่อคาร์ลอส แล้วนามสกุลล่ะ? เธอรู้แค่ขึ้นต้นด้วยตัว O เท่านั้นเอง

“ใช่ โอลิเวียร่า นามสกุลของผม” ในใจของเธอไหววูบขึ้นมาเมื่อได้รู้ข้อมูลของชายหนุ่มตรงหน้า เหมือนกับว่าเธอได้รู้จักเขามากขึ้น ทั้งที่มันดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเสียด้วยซ้ำ ที่จริงเธอสงสัยมาตั้งแต่อ่านบันทึกนั่นแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสถามเขา ตอนนี้เป็นสถานการณ์ที่เนียนที่สุดแล้วในการถามเรื่องนี้

“บันทึกนั่นเขียนถึงผมด้วยเหรอ?”

“COทหารในกองของMVช่วยเหลือJVไว้” คำตอบของจิลส่งผลให้คาร์ลอสที่นั่งอยู่ตรงข้ามหลุบตามองที่พื้นโต๊ะ ความรู้สึกโกรธที่มีต่อมันพุ่งขึ้นมาเบาๆ

มันคอยสังเกตการณ์เรื่องนี้มาตลอดจริงๆ

“ตอนนั้นผมน่าจะชกมันอีกซักหมัด” นิโคไลน์ทั้งล่อทีมของเขาให้มาเจอห้องปิดตาย คอยสังเกตการต่อสู้ระหว่างคนอื่นกับพวกอาวุธชีวภาพ คิดแบบนี้เขาเองก็แค้นนิโคไลน์อยู่ไม่น้อย 

“ทิ้งมันให้รอความตายจากมิสไซล์ที่ถูกยิงมาน่ะสะใจที่สุดแล้ว” ร่างสูงที่นั่งตรงข้ามหญิงสาวหัวเราะร่วนกับคำตอบของเธอ

“เพราะงี้สินะคุณถึงได้ปล่อยมัน” จิลพยักหน้ารับเบาๆ แต่เอ๊ะ อยู่ดีๆคนตัวสูงก็เอะใจในคำถามบางอย่างของจิลซึ่งเคยถามเขาไปก่อนหน้านี้ขึ้นมา

“คุณน่าจะรู้อยู่แล้วว่าตัวย่อ CO คือผมนี่ เพราะนอกจากผมก็ไม่มีคนอื่นที่ช่วยคุณ ที่ถามขึ้นมาเนี่ยหรือว่า...คุณอยากรู้นามสกุลของผม?” คำถามที่ถูกยิงออกมาตรงๆของเขาทำให้เธอแอบสะดุ้งในใจเบาๆ 

มันก็ใช่อยู่ที่เธออยากจะรู้นามสกุลของเขา เธออยากรู้ทุกเรื่องของเขานั่นแหละ แต่ว่าจะให้ยอมรับโต้งๆเลยมันก็ออกจะขัดเขินไปหน่อย

“ก็แค่ถามเพื่อความแน่ใจเท่านั้นแหละ” เธอพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้แสดงท่าที่เก้อเขินต่อหน้าเขา เมื่อสบตากับร่างสูงก็พบว่าเขาอมยิ้มอยู่เบาบาง

“สนใจมาใช้นามสกุลผมมั้ย?” คำถามกึ่งหยอดส่งผลให้หญิงสาวที่พยายามตีหน้านิ่งหัวใจเต้นระรัวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ แต่รู้ทั้งรู้ว่าเขาแค่พูดเล่น แต่มันก็ทำให้เธอปั้นหน้าไม่ถูกอยู่เหมือนกัน จึงกระแอมออกมาหนึ่งทีและพยายามหาเรื่องอื่นคุย

“กลับกันเลยมั้ย?” เธอมองไปยังบรรยากาศในร้านอย่างเฉไฉ ไม่สบตาคนตรงหน้าเพราะกลัวว่าจะแสดงอาการแปลกๆให้เขาเห็น 

“ผมพูดจริงๆนะ” ทว่าเจ้าของใบหน้าคมเข้มยังคงพาเธอกลับเข้าเรื่องที่ถูกเปิดประเด็นไว้ คำพูดนั้นทำให้เธอต้องเลื่อนสายตาสบเข้ากับดวงตาคมของเขาอีกครั้ง “ช่วงนี้คุณว่างมั้ย?”

จิลรู้สึกแปลกใจที่อยู่ๆเขาถามเรื่องนี้ขึ้นมา จึงตอบกลับไปอย่างงงๆ 

“ก็...ว่างนะ” เธอยังติดต่อเพื่อนไม่ได้เลยไม่รู้จะเอาไงต่อ ดังนั้นตอนนี้ทำได้แค่รออยู่เฉยๆไปก่อน

“คุณก็ว่าง ผมก็ว่าง ทำไมเราไม่ลองมาคบกันล่ะ?” คำถามจริงจังอีกทั้งใบหน้าคมคายของคนถามที่ยื่นเข้ามาแทบทำให้เธอตกใจจนสำลักอากาศ หัวใจก็เต้นระรัวยิ่งกว่าจะทะลุออกมาจากอก 

“อะ...อะไรนะ?” เธอควบคุมไม่ให้เสียงตัวเองสั่นไม่ได้เลยเมื่อเจอคารมของคนตรงหน้าอย่างกะทันหันแบบนี้

“ผมจริงจังนะ” ดวงตาคมสบเข้ากับเธอ บางอย่างที่สื่อออกมาบอกให้รู้ว่าเขาจริงจังอย่างที่พูด

“ฉันไม่คิดว่านายจะหมายถึง...”

“แล้วถ้าผมหมายถึงหัวใจ หัวใจของคุณว่างมั้ย?”คำถามตรงไปตรงมาของเขาทำให้เธอปั้นหน้าไม่ถูก ได้แต่อึกอัก เรียบเรียงถ้อยคำอยู่ในใจ

“ก็...ฉันไม่ได้คบใครอยู่” เรื่องจริงคือนอกจากหัวใจเธอจะว่างแล้วยังไม่เคยมีใครเข้ามาอยู่ในนั้นด้วยซ้ำ “แต่เราเพิ่งรู้จักกันได้แค่ไม่กี่วันเอง ฉันยังไม่ทันได้รู้จักนายดีพอเลย” 

เธอท้วงทั้งที่รู้ดีว่าในใจชอบเขาเข้าแล้ว ทว่านี่ก็เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เธอรู้ว่าเขาเป็นคนดี และเขาก็เสี่ยงชีวิตช่วยเธอไว้หลายครั้ง แต่ยังไงเธอก็ไม่อยากเป็นคนใจง่ายที่คบกับใครสักคนได้อย่างรวดเร็วทั้งที่รู้จักกันได้แค่ไม่กี่วัน

“คบกันก่อนค่อยมาเรียนรู้กันก็ได้นี่จริงมั้ย?”

ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ที่คาร์ลอสบอกมันก็จริงแต่ว่า... “งั้นทำไมไม่เรียนรู้กันก่อนค่อยคบกันทีหลังล่ะ?”

ใบหน้าคมคายที่มีรอยยิ้มประดับนิ่งค้างไปในทันที เขาไม่เคยขอใครคบถ้าไม่ได้รู้สึกชอบจริงๆ และเขามั่นใจในความรู้สึกของตัวเองดี ถึงแม้หญิงสาวจะมองว่ามันเร็วไปก็ตาม แต่เพราะเห็นชื่อแปลกๆที่เธอพยายามติดต่อทำให้ในใจของเขาร้อนรนขึ้นมาและคิดได้ว่าถ้าขืนปล่อยเธอไปอาจจะโดนใครไม่รู้มาแย่งไปได้

เขาอาจจะใจร้อนไปหน่อยในสายตาของจิล ที่เขาสนไม่ใช่ระยะเวลาที่คนสองคนรู้จักกัน แต่เป็นความรู้สึกข้างในต่างหาก ถ้าใจตรงกันก็คบกันเลยแค่นั้น จะไปสนเรื่องอื่นทำไมกันล่ะ?

“จิล...” คาร์ลอสเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เจ้าของชื่อแอบรู้สึกไหววูบในใจ แต่ก็ยังทำใจแข็ง

“ทำไม?”

“ผมกับคุณ มันมากกว่าคำว่าเพื่อนธรรมดาแล้ว” เขาพูดอย่างกับอ่านความรู้สึกของเธอได้ แต่นั่นมันคือเรื่องจริง เธอรู้สึกกับเขามากกว่าเพื่อนทั่วไป มันเป็นความรู้สึกที่เธอไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน 

“ถ้าต้องเป็นเพื่อนเพื่อศึกษากันไปก่อน มันต้องใช้เวลาพิสูจน์นานเท่าไหร่ล่ะ เป็นเดือน? เป็นปี?”

เรื่องนั้นเธอตอบไม่ได้

“ผมกับคุณต่างก็พัวพันกับอัมเบรลล่า ผมรู้ว่าคุณจะไม่ยอมวางมือจากมัน และผมไม่ยอมให้คุณไปลุยคนเดียวแน่ นั่นหมายความว่าชีวิตของผมและคุณเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนอีกต่อไป” เขาหมายถึงชีวิตของเขาและเธอนั้นอยู่บนความเสี่ยง ตั้งแต่ที่ตัดสินใจจะทำลายอัมเบรลล่าแล้ว

จิลสูดลมหายใจเข้าอย่างทำใจเย็น ภายในจิตใจของเธอผุดความคิดและเหตุผลขึ้นมามากมาย เธอรู้ตัวเองดีว่าชอบเขา ทั้งที่เธอไม่ใช่คนที่ชอบคนง่ายแต่กลับชอบเขาทั้งที่รู้จักกันได้ไม่ถึงอาทิตย์ เหตุการณ์มากมายที่พบเจอกับเขาบอกให้เธอรู้ว่าเขาไม่ใช่คนไม่ดี เขาช่วยเธอไว้ทั้งที่อาจทำให้ตัวเองเสี่ยงอันตราย เธอยังจดจำความรู้สึกอบอุ่นที่แฝงมาในน้ำเสียงในประโยคให้สัญญาตอนที่เธอสลบเพราะติดเชื้อจากเนเมซิสนั่นได้อย่างดี

ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่อย่างเร่งรีบในความสัมพันธ์ ถ้าหากว่าเขาก็ชอบเธอเหมือนกัน ทำไมไม่ลองค่อยๆเรียนรู้กันไปล่ะ เพราะถ้าหากว่ามีบางอย่างที่เข้ากันไม่ได้ก็แค่แยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง

แต่ว่าเพราะชีวิตของเขาและเธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายหลายครั้งหลายครา และเหตุการณ์ที่เมืองแรคคูนไม่ใช่เหตุการณ์สุดท้ายอย่างแน่นอน นั่นบอกให้รู้ว่าชีวิตคนเราเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนจริงๆอย่างที่เขาบอก เธอสูญเสียเพื่อนและคนรู้จักไปโดยไม่ทันได้ร่ำลา เธอคิดว่าเธอโตพอที่จะไม่มาเสียเวลาเล่นเกมเดทที่คบๆเลิกๆกันไปอย่างวัยรุ่นบางคู่สมัยนี้หรอก และถ้าหากว่าเขาไม่จริงใจเขาคงไม่เสี่ยงตายเพราะเธอหลายครั้งแบบนี้

บางทีอาจเป็นเพราะเธอยังไม่เคยคบกับใครเลยทำให้เธอกังวล

“บางทีคุณควรลืมเหตุผลและใช้หัวใจตัดสินก็พอ”

จริงอย่างที่เขาพูดอีกนั่นแหละ เธอหลุบตามองพื้นโต๊ะเพราะไม่อยากสบสายตากับนัยน์ตาเข้ม เหตุผลที่เคยขัดแย้งกันอยู่ภายในใจหายไป เมื่อตกผลึกทางความคิดได้จึงพบเจอคำตอบที่ชัดเจนอยู่ข้างใน

“งั้นก็ได้...”

ต้องยอมรับเลยว่าเขาต้อนเธอได้จนมุมจริงๆ 

 

 

 

 

 

 

ร่างสูงมาส่งจิลที่หน้าห้อง ถึงแม้ห้องของเขาที่อยู่ข้างๆซึ่งเดินผ่านมาแล้วเพียงไม่กี่ก้าวก็ตาม ทำเอาตำรวจสาวผู้ไม่มีประสบการณ์คบใครมาก่อนทำตัวไม่ถูก จะทำอะไรก็ดูจะเก้อเขินเขาไปหมด แต่ก็พยายามเก็บอาการไว้ ผิดกับคนตัวสูงที่มีรอยยิ้มกรุ้มกริ่มประดับใบหน้าตลอดทางที่เดินมากับเธอ...ใช่ เธอแอบลอบมองเขาอยู่เป็นระยะ

“เอ่อ...ถึงห้องแล้ว งั้นฉันเข้าไปก่อนนะ” 

“เดี๋ยวก่อน” ร่างของทั้งสองคนหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของเจ้าของซึ่งกำลังเปิดประตูเข้าไปด้านใน ทว่าเสียงทุ้มของเขาดึงเธอไว้ก่อนจึงทำให้เธอต้องเบี่ยงตัวหันไปหาโดยที่มือยังคงจับลูกบิดประตูซึ่งเปิดอ้าออกเล็กน้อยอยู่

“อะไรเหรอ?”

“ผมอยากได้ประโยคบอกฝันดีจากแฟน” ถึงแม้จะขัดเขินกับคำเรียกสถานะที่เปลี่ยนไปของเขาและเธอแต่ว่า...

“ฉันไม่ใช่สาวหวานที่จะพูดอะไรพรรค์นั้นหรอกนะ” เธอแสร้งทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน

“งั้นไม่ต้องพูด” ในขณะที่จิลงุนงงกับคำพูดของคาร์ลอสอยู่ ก็โดนเขาใช้แขนแกร่งผลักประตูห้องของเธอให้เปิดออกสุดก่อนจะดันตัวเธอเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว วินาทีถัดมาเธอก็รู้สึกได้ถึงหลังของเธอที่แนบชิดติดกับกำแพงห้อง พร้อมกับเสียงประตูที่ปิดลง ไหล่ทั้งสองข้างก็โดนเขาจับล็อคไว้

“อะ...อะไร?!” จิลถามอย่างตื่นตระหนก ถึงแม้ว่าในห้องจะมืดมิดเพียงใด แต่แสงจันทร์ที่สาดกระทบเข้ามาทำให้เธอก็รับรู้ได้ถึงร่างสูงที่ยืนประกบอยู่ด้านหน้า หัวใจเธอเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ไอความร้อนจากอีกฝ่าย อีกทั้งลมหายใจอุ่นที่เป่ารดอยู่ข้างแก้มย้ำให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่นิ้ว เธอเงยหน้าสบตากับดวงตาสีเข้มของเขา แสงที่ส่งมาจากนอกหน้าต่างกระทบเข้าที่ด้านหลังของคาร์ลอสส่งผลให้เธอเห็นเส้นร่างรอบตัวเขาชัดเจนมากกว่าใบหน้าคมตรงหน้า

มือหนาที่เคยจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอเปลี่ยนเป็นวางทาบอยู่บนกำแพง เพียงเสี้ยววินาทีใบหน้าคมคายก็โน้มลงมา ริมฝีปากหยักของร่างสูงคลอเคลียอยู่ที่แก้มของเธอแล้วค่อยๆขยับมาเข้าใกล้กับริมฝีปากราวกับจะยั่วยวน เธอรู้สึกจั๊กจี้เพราะหนวดของคนตัวใหญ่ที่สัมผัสอย่างไม่ได้ตั้งใจแต่ก็ไม่เท่ากับความรู้สึกวูบไหวในใจที่มันล้นทะลักออกมา

สิ่งที่เธอควรทำคือผลักเขาออกไป มือบางทั้งสองของเธอวางลงบนอกแกร่งหมายจะดันเขาออก ทว่าเมื่อมือของเธอสัมผัสที่อกแกร่งของเขากลับไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาซะงั้น ได้แต่วางมันไว้ตรงนั้นเพราะทำอะไรไม่ถูกจนดูเหมือนเธอเต็มใจและเชิญชวนเขาอยู่อย่างไรอย่างนั้น

“ฝันดี” เสียงกระซิบแผ่วเบาเปล่งออกมาจากริมฝีปากที่ละออกจากใบหน้าของเธอเพียงเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆผละออกไปทิ้งให้ความรู้สึกร้อนๆรุ่มๆลากไล้ผ่านบริเวณแก้มที่เขาทาบทับริมฝีปากลามมาจนถึงข้างมุมปากของเธอ และถ้าเธอรู้สึกไม่ผิด มันเหมือนจะโดนริมฝีปากเธอนิดนึงด้วย

ร่างสูงผละออกจากตัวเธอโดยที่เธอได้แต่ยืนนิ่งค้างกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะจังหวะนั้นแสงจันทร์สาดกระทบใบหน้าคมของเขาพอดี ทำให้เธอเหมือนจะเห็นเขายกยิ้มมุมปากบางเบาก่อนจะออกจากห้องไป

เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกลั้นหายใจตั้งแต่เมื่อไหร่ มันเหมือนกับว่าเธอโดนมนต์สะกดอะไรซักอย่าง คาร์ลอสออกจากห้องไปสักพักแล้วแต่หัวใจของเธอยังคงเต้นระรัวราวกับเพิ่งออกกำลังกายมา มือบางยกขึ้นจับแก้มที่ร้อนผะผ่าว ก่อนจะกัดฟันแน่น

 

‘ผมอยากได้ประโยคบอกฝันดีจากแฟน’

‘ฉันไม่ใช่สาวหวานที่จะพูดอะไรพรรค์นั้นหรอกนะ’

‘งั้นไม่ต้องพูด’

 

ไม่ต้องพูดเพราะเขาจะเป็นคนพูดเองงั้นเหรอ

ไอ้คน...เจ้าเล่ห์

 

 

 

 

 

 

----------------------------------------------------------------

ตัวอย่างที่ใส่ไปใน บท ‘คุยกับไรท์’ มันอยู่กงนี้เอง! ใช่ค่ะ เพิ่งจะต้นเรื่อง เพราะงั้นในบทถัดๆไปมันจะเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ----

นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีเรื่องราวหลังออกจากเมือง เพื่อที่เราจะได้เขียนฉากโรแมนติกแบบนี้ยังไงล่ะ!!! ชิปเปอร์ลุกขึ้นมาครับ ใครอยากให้มีฉากแบบนี้อีกลุกขึ้นมา! (ถึงไม่ลุกก็มีอีกแน่นอนเพราะแต่งจบแล้ว 55 )

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #29 Mynun9412 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2563 / 10:55
    เขินนนน โอ้ย
    #29
    0