[Fic Resident Evil] I GOT YOU (Carlos x Jill)

ตอนที่ 14 : บทที่ 14 เนเมซิส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 56
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    23 พ.ค. 63

 

 

บทที่ 14 เนเมซิส

 

 

จิลเดินลงมาที่ชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลผ่านทางประตูเจ้าหน้าที่ซึ่งถูกเปิดทิ้งไว้โดยคนที่เข้าไปก่อนหน้า บรรยากาศในนี้เงียบงัน เธอคิดว่าคาร์ลอสคงจะเข้าไปข้างในนั้นแล้วสักพักใหญ่ๆ ถึงได้ไร้วี่แววเขาในนี้

ด้านในเป็นทางเดินแคบๆ รายล้อมไปด้วยเครื่องยนต์อะไรซักอย่างทั้งซ้ายและขวา กลิ่นสนิมและเหล็กลอยเข้ามาในโสตประสาท เธอรู้สึกอบอ้าวและอึดอัดเมื่อในทางเดินนี่ไม่ได้ติดเครื่องปรับอากาศหรือแม้แต่พัดลมระบายอากาศไว้ เมื่อเดินมาจนถึงสุดทางมีประตูที่เขียนไว้ว่า ทางออก อยู่ เธอเปิดมันออกก่อนจะพบว่าในห้องนั้นเป็นห้องกว้างที่มีรถบรรทุกแปดล้อคันใหญ่จอดนิ่งอยู่สองสามคัน ได้สูดออกซิเจนได้อย่างเต็มปอดเมื่อด้านในมีระบบถ่ายเทอากาศ สิ่งที่ทำให้เธอสะดุดตาคงจะเป็นสัญลักษณ์อัมเบรลล่าที่แปะอยู่หน้ารถยนต์คันใหญ่นั่น อดคิดไม่ได้ว่าโรงพยาบาลนี่เกี่ยวข้องอะไรกับอัมเบรลล่ารึเปล่า

ด้านซ้ายมือสุดมีลิฟต์ขนของขนาดใหญ่อยู่ มันกว้างพอให้รถบรรทุกขนาดแปดล้อขับขึ้นมาได้ด้วยซ้ำ เมื่อไม่มีทางไปต่อทางอื่นเธอจึงต้องอาศัยมันลงไปยังด้านล่างโดยดึงคันโยกลงมา ตัวลิฟต์ค่อยๆเลื่อนลงไปข้างล่างช้าๆ 

มีที่แบบนี้อยู่ในโรงพยาบาลด้วยเหรอเนี่ย?

จิลคิดเมื่อลิฟต์เลื่อนลงมาจนสุดทาง เผยให้เห็นห้องกว้างในชั้นใต้ดินที่มีกล่องเก็บของใบใหญ่วางระเกะระกะ เธอต้องขึ้นไปยังบันไดอีกฝั่งเพื่อเข้าห้องอีกห้องหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นทางไปต่อ ด้านในห้องเล็กๆ มีโต๊ะทำงานหนึ่งโต๊ะ บนโต๊ะมีแฟ้มเอกสารที่เขียนไว้ว่า โรงพยาบาลสเปนเซอร์

โรงพยาบาลสเปนเซอร์...คฤหาสน์สเปนเซอร์... มิน่าล่ะ ที่แท้เธอก็มาอยู่ในโรงพยาบาลของอัมเบรลล่า

จิลนึกหยันในใจเมื่อได้รู้ว่าโรงพยาบาลที่ตัวเองยืนอยู่คือโรงพยาบาลในเครือของอัมเบรลล่า งั้นก็คงไม่แปลกอะไรถ้ามีชั้นใต้ดิน หรือแม้กระทั่งรถบรรทุกแปลกๆที่ติดสัญลักษณ์อัมเบรลล่าจอดอยู่ในนี้

จิลเดินออกจากห้องโดยประตูอีกบานที่อยู่ข้างโต๊ะทำงาน มันเป็นห้องโล่งๆ ที่มองขึ้นไปเห็นห้องควบคุมซึ่งติดกระจกใสให้มองเห็นจากทั้งสองฝั่ง มีเงาผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนนั้น แสงไฟที่กระทบด้านหลังเขามีเพียงไม่กี่ดวงเท่านั้นทำให้เธอเห็นองค์ประกอบรอบนอกของใบหน้า แต่เธอจำก็ได้แม่นเลยว่าคือใคร ใบหน้าที่มีรอยยิ้มแสยะอย่างผู้ชนะผุดขึ้นมา วินาทีที่เธอเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดบนรถไฟ เขาไม่สนใจแม้กระทั่งหัวหน้าหน่วยของตัวเองด้วยซ้ำ

นิโคไลน์กำลังยืนคุยโทรศัพท์กับใครสักคนอยู่ ใบหน้าที่มองออกมานอกกระจกสายตากำลังจดจ้องมาที่เธออย่างนิ่งเงียบ เธออดรู้สึกแค้นขึ้นมาไม่ได้

จิลลงบันไดเมื่อเห็นว่ามีลิฟต์ขนของขนาดเล็กตัวหนึ่งอยู่ใต้ห้องควบคุมซึ่งเธอสามารถใช้ขึ้นไปยังห้องควบคุมที่ว่านั่นได้ เธออยากจะเผชิญหน้ากับนิโคไลน์โดยตรง เธออยากจะซัดเข้าที่หน้ามันซักเปรี้ยงแล้วด่ามันอย่างที่อยากจะทำในตอนนี้ คำพูดมากมายผุดขึ้นมาในหัวต้องการจะเปล่งเสียงด่าออกไปใส่หน้าเขา 

ไฟดับลงเมื่อเธอเดินเข้ามาในลิฟต์ขนของก่อนที่เธอจะได้ใช้มันขึ้นไปยังด้านบน เธอจึงต้องหยิบไฟฉายซึ่งติดอยู่ในกระเป๋าเก็บอาวุธออกมาติดไว้ข้างไหล่

[ต้องยอมรับเลย นับถือความดื้อรั้นจริงๆ แต่สงสัยว่ามันจะจบลงตรงนี้แหละ] เสียงนิโคไลน์ดังขึ้นผ่านลำโพงในห้อง เป็นอีกครั้งที่เขาทำตัวเหมือนอยู่เหนือกว่าเธอ 

คิดว่าจะจบแล้วงั้นเหรอ

เธอหมายจะขึ้นไปหามันตอนนี้ แต่ก็ต้องพบกับความหงุดหงิดเมื่อไฟดับทำให้ลิฟต์ใช้งานไม่ได้ ทำไมไฟต้องดับในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะขนาดนี้ด้วยนะ แต่ในเมื่อไฟดับแบบนี้เธอคงทำอะไรไม่ได้นอกจากรอให้ไฟกลับมาใช้ได้อีกครั้ง โรงพยาบาลใหญ่ขนาดนี้ระบบไฟฟ้าคงทำยังทำงานได้ดีอยู่หรอก 

เวลาผ่านไปสักพัก แสงไฟสว่างขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่รอช้าที่จะดึงคันโยกเพื่อให้ตัวลิฟต์ย้ายไปยังด้านบน เมื่อมาถึงแล้วกลับไม่พบกับคนที่เธอหมายจะคุยให้รู้เรื่องทำให้หัวเสียเล็กน้อย 

บ้าเอ๊ย มันหนีไปแล้ว

ในห้องควบคุมนั้นมีเพียงเครื่องระบบติดกับกำแพงกระจกใส หน้าจอดิจิตอลบนเครื่องควบคุมเผยให้เห็นตัวอักษรยาวเต็มหน้าจอราวกับเป็นเอกสารหรือบันทึกอะไรซักอย่าง ซึ่งมีสัญลักษณ์อัมเบรลล่าติดอยู่ เธอกวาดตาอ่านมันอย่างรวดเร็วว่าเกี่ยวกับอะไรเมื่อพบว่าเห็นชื่อตัวเองอยู่ในนั้น จึงต้องไล่สายตาตั้งใจอ่านตั้งแต่ต้น แล้วพบว่ามันคือบันทึกที่เขียนไว้ตั้งแต่เมื่อห้าวันก่อน

 

26 กันยายน แทรกซึมเข้ามาในแรคคูนซิตี้และกำลังจะเริ่มภารกิจ เจ้าหน้าที่ตำรวจห้าคนกำลังเผชิญกับฝูงซอมบี้กว่ายี่สิบตัว และเจ้าหน้าที่ก็ตายหมดภายในเวลายี่สิบนาที

27 กันยายน ทดสอบการติดเชื้อที่มหาวิทยาลัยโดยปล่อยออกไปหนึ่งฝูง มีผู้ติดเชื้อกว่า 64% และกลายร่างในสองชั่วโมง ไม่มีผู้รอดชีวิต รวมพลกับกองของเจ้าหน้าที่ MV จะลงมือตอนรุ่งสาง

28 กันยายน ต้อนฝูงหนึ่งไปยังเขตบัญชาการ ผลที่ได้จากการจำกัดขอบเขตการต่อสู้ ทหารเวรดึกกับทหารอีกกองใหญ่เกิดการปะทะกัน จบการต่อสู้รอดชีวิตแค่เจ็ดคน มีอาวุธชีวภาพไม่ทราบชื่อถูกส่งมา จึงได้แกะรอยตามคำสั่ง หลังจากนั้นพบเจอหน่วย S.T.A.R.S. สองคนในเมือง ผู้ชายติดเชื้อ ส่วนผู้หญิงโดนตามล่าโดยอาวุธชีวภาพ

29 กันยายน JV ได้พบกับ MV เรียบร้อยแล้ว รูปร่างหน้าตาของอาวุธชีวภาพคล้ายกับ Project N กำลังสืบสวนหาข้อมูล พบว่าอาวุธชีวภาพตัวนี้สามารถใช้อาวุธได้หลากหลาย เมื่อถึงรุ่งสางได้มีการกลายร่างและได้ต่อสู้กับ JV ซึ่งทำให้เธอติดเชื้อและไม่ตอบสนอง เก็บตัวอย่างมาเรียบร้อย (มีวิดิโอแนบ)

30 กันยายน กว่าสิบเจ็ดชั่วโมงแล้วที่ JV ได้รับเชื้อเข้าไป แต่ยังไม่มีการกลายร่าง ไม่แน่ว่าเธออาจมีภูมิต้านทาน หลังจากนั้น JV ได้รับวัคซีนที่ฉีดโดย CO ทหารในทีมของ MV คาดว่าจะกลับมาหายดีในยี่สิบชั่วโมง ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าอาวุธชีวภาพชิ้นนั้นคือ Project N ซึ่งการต่อสู้กับ JV ทำให้มันวิวัฒนาการ จะลองชักนำให้เกิดการต่อสู้เพิ่มขึ้นเพื่อเก็บข้อมูลที่แม่นยำกว่านี้

 

เมื่อกี้นิโคไลน์มันยืนอยู่ตรงนี้นี่นา ถ้าคนที่เขียนบันทึกนี้คคือนิโคไลน์ทุกอย่างก็ลงล็อกเป๊ะ คำพูดของมิคาเอลก่อนหน้านี้ที่บอกว่าประตูล็อกขังหน่วยของเขาไว้กับฝูงซอมบี้ นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้หน่วย U.B.C.S. ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีพลาดท่า... แต่นิโคไลน์ทำแบบนี้ไปทำไมล่ะ ถ้ามันไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับอัมเบรลล่าแล้วมันทำงานให้ใครกันแน่? 

นิ้วเรียวของเธอวางบนหน้าจอก่อนจะปัดมันออกไปทางหนึ่งเมื่อคิดว่าอาจจะมีหน้าสองให้อ่าน และก็เป็นอย่างที่คิดเมื่อมันเป็นเอกสารอีกเรื่องในหัวข้อสัญญาจ้าง ซึ่งเงื่อนไขในสัญญานั่นคือขัดขวางการทำลายหลักฐานของอัมเบรลล่าเพื่อให้มีการระบาดมากขึ้น ชักนำให้มีการต่อสู้ระหว่างอาวุธชีวภาพกับหน่วยรบพิเศษอื่นๆเพื่อเก็บข้อมูลการต่อสู้ และรายงานการเปิดใช้อาวุธชีวภาพชิ้นใหม่นั่นคือ Project N โดยมีค่าตอบแทนมูลค่ามหาศาล มากกว่าค่าตอบแทนของอัมเบรลล่า

เสียงลิฟต์ขนของเลื่อนขึ้นมาข้างบนพร้อมกับผู้มาใหม่ที่ยืนอยู่ด้านในทำให้หญิงสาวหันไปมองอย่างระวังตัว เธอยกปืนขึ้นเล็งไปยังผู้มาใหม่ แต่เมื่อพบว่าเป็นคนที่เธอรู้จักจึงลดปืนลง

“ไทเรล?” 

“พวกเขาบอกว่ายินดีเจรจา ผมเลยมาช่วย” ชายผิวเข้มร่างสูงใส่แว่นในมือถือปืนกลพาร่างที่ได้รับบาดเจ็บของตัวเองเดินมาหาเธออย่างทุลักทุเล “พวกเขาจะยกเลิกมิสไซล์ถ้าเกิดว่าเราเอาวัคซีนไปให้พวกเขาก่อนคำสั่งยิง”

“เรามีเวลาเท่าไหร่?” รัฐบาลยอมรับข้อเสนอนี้ แต่กำหนดการยิงมิสไซล์คือวันที่หนึ่งตุลาคม ซึ่งก็คืออีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าแล้ว ไม่แน่ว่าพวกเขาที่ยอมรับข้อเสนอนี้อาจจะยืดระยะเวลาออกไปด้วยก็ได้

“อาจจะไม่กี่ชั่วโมง” ทว่าเรื่องจริงกลับไม่เป็นไปตามที่เธอคิด กำหนดการยิงมิสไซล์ยังคงตามเวลาเดิม 

“งั้นก็อย่าให้เสียเวลา” หญิงสาวพูดอย่างแน่วแน่พร้อมกับเดินไปทางประตูที่อยู่ข้างลิฟต์ขนของโดยที่ไทเรลออกวิ่งนำหน้า

“ทางนี้” เขาพูดอย่างรู้ทาง เมื่อถึงตัวระบบล็อกไทเรลก็พิมพ์คำสั่งอะไรบางอย่างลงไปอย่างชำนาญ ไม่นานประตูก็เปิดขึ้น จิลรู้ในทันทีว่าคนๆนี้คงเป็นคนที่เก่งในเรื่องระบบไอทีพอสมควร

หลังประตูเป็นทางเดินยาวที่มีความกว้างเพียงแค่คนสองคนเดินสวนกันเท่านั้น ไรเทลที่เดินนำเธอเข้าไปเริ่มมีอาการเหนื่อยหอบ เขาชะลอฝีเท้าลง อาจจะเป็นเพราะอาการบาดเจ็บที่ไหล่ทำให้เขาทำอะไรได้ไม่เป็นไปตามใจเท่าไหร่นัก

“ไม่อยากจะพักสักหน่อยเหรอ?”

“พักได้ไงล่ะ เดี๋ยวผมระวังหลังให้” ไทเรลพูดอย่างมุ่งมั่นแม้ว่าจะเจ็บจากบาดแผลที่ไหล่ แต่ด้วยเงื่อนไขระยะเวลาที่จำกัดแบบนี้ทำให้เขาไม่อาจพักอยู่เฉยๆได้

“โอเค งั้นไปลุยกันเลย” จิลเดินนำหน้าเขาไปยังประตูสุดทาง ประตูเลื่อนเปิดออกอัตโนมัติจึงก้าวขาเข้าไปด้านในเร็วๆ ยกปืนพกขึ้นเล็งสำรวจทั้งขวาและซ้ายไม่พบสิ่งผิดปกติ ไทเรลวิ่งตามหลังเธอมา เขาอยู่ในท่ายกปืนขึ้นเล็งด้วยมือทั้งสองข้างไม่ต่างกับจิล

เสียงอะไรบางอย่างกระทบกับพื้นรัวเป็นจังหวะและดังขึ้นเรื่อยๆจากทางขวามือเหมือนมีตัวอะไรวิ่งเข้ามา ทั้งสองคนหันไปทางต้นเสียงแต่ไม่ทันเมื่อสัตว์ประหลาดตัวเดิมที่ยังไม่ตายยื่นแขนออกมาฟาดไทเรลให้กระเด็นติดกำแพง

“ไทเรล!”

ในสถานการณ์กระชันชิดแบบนี้จิลไม่มีโอกาสได้เปลี่ยนปืนในมือ เธอถือปืนพกสาดกระสุนใส่สัตว์ประหลาดตัวนั้นทั้งที่รู้ดีว่ามันคงไม่สะทกสะท้านมากแต่ก็ทำให้มันเจ็บได้อยู่บ้าง ก่อนจะวิ่งไปพยุงร่างของไทเรลที่ล้มลงนอนกับพื้นให้ลุกขึ้น

“ไปเร็ว” จิลออกตัวเดินเร็วๆ เมื่อไทเรลลุกเดินตามแรงพยุงจากเธอ ในเสี้ยววินาทีนั้นเองแขนยาวๆของสัตว์ประหลาดตัวนั้นก็ยื่นออกมาแทงทะลุเข้าที่กลางท้องของไทเรล เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาพร้อมกับเสียงร้องเจ็บปวดของเจ้าของร่าง มันหดมือกลับลากเอาร่างของไทเรลเข้าไปหาตัวมันด้วย 

จิลมองภาพตรงหน้าอย่างนิ่งอึ้ง ไทเรลที่ยังคงมีสติอยู่ตะโกนบอก

“ไปซะ!” สัตว์ประหลาดตัวนั้นเหวี่ยงไทเรลเข้าชนกำแพงอีกครั้ง คราวนี้ร่างของไทเรลที่ได้รับบาดแผลหนักไม่ตอบสนอง ไม่มีแม้แต่เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เป็นสัญญาณให้เธอรู้ว่าเธอทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว สัตว์ประหลาดตัวนั้นคำรามเสียงดังสนั่น จิลรีบหมุนตัวออกวิ่งไปยังสุดทางเดิน โดยมีมันวิ่งตามมาติดๆ เมื่อถึงประตูใหญ่มีปุ่มสีแดงเด่นสะดุดตาอยู่ เธอรู้ว่ามันคือปุ่มปิดประตูฉุกเฉินจึงรีบกดมันก่อนจะรีบกลิ้งตัวเข้ามาในประตูได้ทันก่อนที่ประตูจะเลื่อนตัวลงปิดอย่างรวดเร็ว แรงของประตูที่กดทับลงมาทำให้เธอรู้ว่ามันคงแข็งแรงพอสมควร 

หญิงสาวหอบหายใจถี่กับความเหนื่อยที่วิ่งมาอย่างสุดเท้าเมื่อครู่ เธอลุกขึ้นยืนช้าๆสำรวจทั่วในนี้ ภายในใจรู้สึกเศร้าใจกับการจากไปกระทันหันของไทเรล แต่เธอยังต้องไปต่อ ทำในสิ่งที่ควรทำให้เสร็จนั่นคือหาวัคซีน ด้านในมีประตูบานใหญ่อีกบานอยู่อีกด้าน จึงเดินไปทางนั้น ลมหอบใหญ่พัดออกมาจากทั่วทุกด้านกำแพงพร้อมกับละอองน้ำและกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนแสบจมูก เพียงไม่กี่วินาทีทุกอย่างก็เงียบสงบ ตัวของเธอเต็มไปด้วยละอองน้ำยาฆ่าเชื้อ เมื่อเดินตรงมาอีกหน่อยก็โดนลมอุ่นๆพัดออกมาเป่าความเปียกชื้นให้หายไป

ก็ดี เธอเหนียวตัวมาทั้งวันแล้วได้ทำความสะอาดบ้างหน่อยก็สดชื่น ถึงแม้จะไม่ใช่สบู่กลิ่นหอมผ่อนคลาย แต่เป็นกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ก็เถอะ

ประตูห้องฆ่าเชื้อเปิดออกเผยเห็นทางเดินด้านใน เข้ามาถึงในนี้ได้แสดงว่าเป็นเจ้าหน้านี้ดังนั้นในนี้ประตูส่วนใหญ่จึงเป็นแบบเปิดอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องมีคีย์การ์ดที่ใช้เปิดประตูเป็นพิเศษ มีแผนที่ห้องแล็บติดอยู่ข้างประตูบานหนึ่ง เธอพยายามจดจำเส้นทางในนี้ไว้ จุดมุ่งหมายของเธอคือห้องแล็บพัฒนาวัคซีน คาร์ลอสอาจจะอยู่ที่นั่นด้วยก็ได้

หญิงสาววิ่งไปตามทางที่จำได้ขึ้นใจ ผ่านเพียงแค่สองห้องกับทางเดินยาวก็ถึงห้องแล็บพัฒนาวัคซีน ภายในห้องนั้นเงียบงันไม่พบคนที่เธอตามหา มีเตียงสำหรับทำการทดลองอยู่ เธอแอบขนลุกเมื่อคิดว่าคงมีคนมาทดลองวัคซีนกว่าจะออกมาเป็นอันที่เสร็จสมบูรณ์ โต๊ะเล็กๆวางอุปกรณ์การทดลองบนนั้นมีเอกสารบางอย่างอยู่ เธอไล่สายตาอ่านคร่าวๆพบว่ามันเขียนแสดงความยินดีกับอัมเบรลล่าฝั่งยุโรปที่พัฒนาอาวุธชีวภาพชื่อ ‘เนเมซิส’ สุดยอดผลงานการวิจัยชีวภาพขึ้นมาได้ ซึ่งมันมีการพัฒนาควบคุมสมองได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างเช่นการใช้อาวุธต่างๆได้ เนื่องจากมีการฝังปรสิตเข้าไปในไทแร้นท์เพื่อควบคุมมัน แต่ยังไงก็ตามการใช้ปรสิตแทนไวรัสเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะถ้าเป็นไวรัสยังพอสร้างยาต้านได้ แต่กับปรสิตมันซับซ้อนกว่า หาทางรักษายากกว่า

สรุปว่าสัตว์ประหลาดนั่นเรียกว่าเนเมซิสสินะ

 ตู้แช่สารเคมีขนาดใหญ่อยู่ที่มุมห้อง มีกระดาษบางๆขนาดเอสี่แปะอยู่เพื่อบอกชื่อและจำนวนของสสารที่อยู่ในตู้ เธอไล่สายตามาหยุดลงตรงคำว่าวัคซีนซึ่งมีตัวเลขกำกับไว้ว่าเหลืออีกเพียงหนึ่งชิ้นในตู้

จิลเปิดตู้แช่และหยิบวัคซีนหลอดสีม่วงออกมา มันมีขนาดเล็กพอจะเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงเธอได้ 

เธอเลื่อนสายตาไปยังโต๊ะวิจัยข้างๆตู้แช่สารเคมี มันมีเอกสารบางอย่างวางอยู่ จำต้องใช้สายตาไล่อ่านคร่าวๆ พบว่าเป็นเอกสารเกี่ยวกับ ferromagnetic infantry-use next generation railgun (โค้ดเนมFINGeR) ซึ่งเป็นอาวุธขิ้นใหม่ที่ถูกส่งเข้ามาในแล็บ ถูกพัฒนาโดยกองทัพสหรัฐ สเปคของอาวุธคือหน้าตัดกระสุนขนาด 60 มิลลิเมตร ความเร็ว 6000 เมตรต่อวินาที จุดประสงค์คือใช้เพื่อหยุดอาวุธชีวภาพในกรณีฉุกเฉิน มีอนุภาพทำลายล้างมหาศาล แต่ข้อเสียคือใช้แหล่งพลังงานมาก มีขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายลำบาก

ในขณะที่เธอกำลังอ่านเอกสารนั่นอย่างจดจ่อ มีเงาใหญ่คืบคลานเข้ามาทางด้านหลัง เธอรู้สึกตัวพร้อมกับแขนยาวเหมือนรากไม้ของมันพันรัดคอของเธอแล้วยกตัวเธอขึ้น จิลหยิบมีดขึ้นมาตามสัญชาตญาณ เธอไม่รอช้าที่จะใช้มีดแทงแขนที่รัดคอเธอไว้อยู่ เธอแทงมันอย่างแรงย้ำๆจนมือเลื้อยของมันสะบัดตัวเธอออกไปไกลยันนอกห้องแล็ปอีกฝั่งซึ่งเป็นระเบียงทางเดิน ร่างของเธอชนกับราวกั้นอย่างแรงจนร่วงไปนอนอยู่บนพื้น เธอรั้งสติลุกขึ้นออกวิ่ง แม้จะออกวิ่งได้ไม่เต็มแรงเพราะเจ็บจุกที่หน้าท้อง แต่เธอต้องหนีจากมันก่อน

ระเบียงทางเดินมีช่องอากาศอยู่ติดกับกำแพง มันถูกเปิดฝาออกเหมือนรู้ว่าจะมีคนต้องการมุดเข้าไป แต่นอกจากทางนี้แล้วรอบข้างเธอมันตันไปหมด จึงต้องลอดตัวผ่านช่องอากาศที่อยู่ในระดับพื้น คลานออกไปได้ไม่นานก็มาถึงอีกฝั่งของกำแพง ตรงหน้าเธอยังเป็นระเบียงทางเดินเหล็ก แต่รอบข้างเป็นถังเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ 

แขนยาวเหมือนรากไม้ของมันเลื้อยมาพันคอของจิลอีกครั้งเมื่อเธอคลานออกมาถึงทางออก แต่ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นยืน มันลากจิลออกมาแล้วดึงตัวเธอเข้าหา จิลที่ในมือมีปืนพกอยู่จึงต้องใช้มันยิงเข้าไปที่ร่างสัตว์ประหลาดที่เรียกว่าเนเมซิส แต่เมื่อไม่ได้ผล สายตาของเธอเหลือบไปเห็นถังเชื้อเพลิงซึ่งรายล้อมอยู่ข้างทาง เธอเปลี่ยนเป้าหมายยิงใส่ถังนั่น เพียงไม่กี่นัดถังเชื้อเพลิงหนาๆก็ระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดทำให้เนเมซิสร่างกระเด็นถอยออกไปพร้อมกับปล่อยมือที่รัดคอจิล

เธอร่วงลงมานอนกองกับพื้นอย่างเหนื่อยอ่อน พยายามยันตัวลุกขึ้นท่ามกลางความร้อนของเชื้อเพลิงที่แผดเผาในทางเดินระเบียงแคบ แต่แล้วก็มีแรงรัดที่ขา เธอต้องหันไปมองสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นแขนเลื้อยของเนเมซิสที่พันขาเธอไว้แน่น มันบีบขาเธออย่างแรงจนเธอรู้สึกเจ็บอีกทั้งยังลากเธอเข้าไปหามัน โชคดีที่พื้นทางเดินเป็นเหล็กแบบซี่ เธอใช้มือทั้งสองข้างเกาะกับซี่เหล็กไว้พยายามคลานออกมาต้านแรงดึงของมัน 

ตู้มม!!!

จิลยื้อยุดกับมันเพียงไม่นาน เสียงระเบิดลูกที่สองก็ดังขึ้นจากความร้อนซึ่งทำปฏิกิริยากับถังเชื้อเพลิงอีกถังซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับถังที่ระเบิด ส่งผลให้ร่างของจิลกระเด็นกลิ้งออกไปไกล แขนของเนเมซิสก็ขาดออกตกอยู่ข้างๆ 

เสียงระเบิดลูกที่สามตามมา เธอไม่อยู่รอระเบิดพังทางเดินจนครบทุกลูกทุกถัง รีบยันกายลุกขึ้นแล้ววิ่งไปยังด้านหน้าซึ่งมีลิฟต์ขนของขนาดเล็กรออยู่ เมื่อเธอกดปุ่ม ลิฟต์พาเธอเคลื่อนตัวไปยังด้านบนช้าๆ ท่ามกลางไฟที่แผดเผาทางเดินนี่อยู่ เธอมองไม่เห็นว่าเนเมซิสจะตามเธอมา เธอคิดว่ามันยังไม่ตายหรอก แค่ยื้อเวลาออกไปก็ดีมากแล้ว

 ลิฟต์ขนของพาเธอมาส่งด้านบนซึ่งเป็นเหมือนห้องทำงานด้านเอกสารของแล็บนี้ มันไม่มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ อุปกรณ์การวิจัยทดลอง มีเพียงโต๊ะทำงานตั้งอยู่เพียงไม่กี่โต๊ะ เธอไม่มีเวลาสำรวจมากรีบดินไปยังประตูบานเดียวในห้องซึ่งน่าจะพาเธอไปยังทางออก ซึ่งเป็นห้องกว้างและจุดที่เธอยืนอยู่สูงกว่าพื้นข้างล่างมาก

เสียงบางอย่างดังเข้ามาในโสตประสาทและค่อยๆดังขึ้นราวกับว่ามันใกล้เข้ามา เพียงเสี้ยววินาทีมันก็พังกำแพงออกมาจากข้างประตูที่เธอออกมา มันคำรามเมื่อเห็นร่างของเธอซึ่งยืนอยู่ที่บันไดทางลง ก่อนจะอาละวาดวิ่งพุ่งเข้าใส่ บันไดเหล็กรับแรงกระแทกจากมันไม่ไหวจึงหักลงมาด้านนึง จิลจับราวบันไดที่ร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงไว้แน่น แต่มันไม่มั่นคงพอ เพียงชั่วพริบตามันร่วงลงมาทั้งอัน ร่างของเธอตกลงมากระทบกับทางเดินเหล็กอีกชั้นแต่ก่อนที่จะร่วงตกลงไปยังพื้นล่างสุด มือทั้งสองข้างของเธอจับพื้นเหล็กไว้ได้ทัน หลอดวัคซีนที่หลุดออกมาจากกระเป๋ากางเกงเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ มันกลิ้งหลุนๆอยู่ตรงหน้า จิลกัดฟันแน่นกับสถานการณ์ที่ไม่อาจทำอะไรได้ หากเธอใช้มือข้างนึงไปจับวัคซีนก็เท่ากับว่าเธออาจจะตกลงไปได้

“โอ้ นี่มันอะไรกัน” เสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือศีรษะของหญิงสาว เป็นนิโคไลน์ที่เดินออกมาจากไหนไม่ทราบ เขาเดินมาหยุดลงก้มหยิบวัคซีนมาถือไว้ในมือ

“นิโคไลน์อย่านะ! เมืองนี้ต้องการวัคซีน!”

“ต้องการมากกว่าฉันอีกงั้นเหรอ?” นิโคไลน์ทำหน้าเหมือนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะส่งเสียงในลำคอเหมือนนึกอะไรออก “ฉันว่านะ ที่ฉันพยายามจะเตือนสติเธอคงจะไม่สำเร็จสินะ ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าชีวิตคนเรามันตั้งราคาไม่ได้ แต่ที่ฉันมายุ่งวุ่นวายเรื่องนี้ เพราะฉันต้องการผลประโยชน์” พูดจบก็ก้าวขาข้างนึงมาเหยียบมือที่เกาะอยู่กับพื้นของจิล หญิงสาวร้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด

“งั้นมาทำข้อตกลงกันดีกว่า เธอลงไปสู้กับไอ้เนเมซิสนั่น แล้วฉันจะบันทึกข้อมูลการต่อสู้เอาไว้ขาย ลงไปสู้ให้สนุก ฉันจะได้ไม่ต้องเอาวัคซีนไป โอเคมั้ย?” นิโคไลน์เว้นระยะไว้เพียงครู่เดียว โดยที่เธอยังไม่ทันได้ตอบอะไร “เยี่ยมเลย!” 

เขาสรุปเอาเองแล้วออกน้ำหนักฝ่าเท้าที่เหยียบมือเธอไว้อย่างแรงจนในที่สุดเธอทนแรงนั่นไม่ไหวทำให้ต้องปล่อยมือของตัวเอง

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น