[Fic Resident Evil] I GOT YOU (Carlos x Jill)

ตอนที่ 12 : บทที่ 12 หนทางรักษา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    18 ก.ค. 63

 

 

บทที่ 12 หนทางรักษา

 

 

แม้ตอนแรกจะแอบนึกหวั่นอยู่บ้างเนื่องจากประเมินคู่ต่อสู้ไม่ได้ เพราะดูแล้วไม่น่าจะใช่ตัวเดียวกับที่อยู่ในสถานีตำรวจ แต่พอนึกถึงใบหน้าของคนที่นอนทรมานจากการติดเชื้อ ซึ่งเขาดั้นด้นมาถึงที่นี่เพื่อพาเธอมารักษา ความนึกหวั่นใจที่เคยมีก็แทบสลายหายไปในพริบตา

เขาเดินมาอยู่หน้าประตูสุดทาง ซึ่งเป็นทางเข้าไปยังห้องดังกล่าว เมื่อรูดคีย์การ์ดแล้วก็แง้มประตูเพื่อส่องดูความเป็นไปในห้องจากช่องว่างที่เปิดอ้าออกเพียงเล็กน้อย สัตว์ประหลาดตัวนั้นไม่ทันได้ยินเสียงผู้มาใหม่ มันยังคงทุบกระจกที่กั้นระหว่างทางเดินอย่างนั้น คาร์ลอสมองจากด้านหลัง ถึงแม้ในห้องจะค่อนข้างมืด แต่ยังพอเห็นรายละเอียดว่า ตัวของมันค่อนข้างใหญ่กว่าเขา เป็นสัตว์สี่เท้า ยืนทรงตัวโดยสองขาหลัง ขาหน้าสั้นกรงเล็บยาว หลังนูนใหญ่ค่อม หางอวบที่ออกมาจากด้านหลังยาวพอถึงพื้น ผิวหนังหยาบกร้านสีโคลน หากจะเปรียบเทียบกับสัตว์ที่เห็นภาพใกล้เคียงก็ต้องบอกว่ามันคล้ายกับกบนั่นเอง 

คาร์ลอสโยนระเบิดมือเข้าไปในห้องนั้นแล้วปิดประตูตามหลัง เมื่อสิ้นสุดเสียงระเบิด เขาถือไรเฟิลก้าวตามเข้าไปในห้อง สัตว์ประหลาดตัวนั้นหายคลั่ง สภาพที่โดนแรงระเบิดมีเลือดไหลซ่กไปทั่วร่าง มันดูงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าชั่วพริบตาที่เห็นศัตรูผู้มาใหม่มันก็กระโจนเข้าใส่อย่างไม่ลังเล แต่ช้ากว่าคาร์ลอสที่สาดกระสุนใส่มันเพียงไม่กี่นัดมันก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้น ระเบิดมือช่วยทุ่นแรงเขาไปมาก น่าเสียดายที่ตอนอยู่สภถานีตำรวจเขาไม่ได้ใช้มันเลย เป็นเพราะการเจอกับศัตรูโดยไม่คาดคิด 

เขาดูศพของมันที่นอนอยู่บนพื้นอย่างนิ่งสนิท แน่ใจว่าตายแล้วจึงเดินผ่านศพมันมาสำรวจทั่วห้อง มีศพบุคลากรทางการแพทย์นอนสิ้นลมหายใจอยู่บนพื้น ลักษณะโดนข่วนกระจุยกระจาย เลือดไหลไปทั่วพื้นอีกทั้งยังเปรอะเปื้อนไปตามขอบผนัง ไม่ต่างจากศพที่อยู่หน้าห้อง เขามั่นใจแล้วว่าเป็นฝีมือของมันนี่เอง นอกจากซอมบี้ธรรมดาทั่วไปที่เกิดจากการติดเชื้อแล้ว เขาอดนึกถึงที่มาของสัตว์ประหลาดพวกนี้ไม่ได้เลย

สัตว์ประหลาดที่ดุร้าย น่าขนลุก มาจากการกลายพันธุ์หรือตัดต่อพันธุกรรมพวกนี้ธรรมชาติไม่ได้สร้างพวกมันขึ้นมาแน่นอน

คาร์ลอสเหลือบไปเห็นเทปคาสเซ็ทในเครื่องเล่นขนาดพกพาวางอยู่บนโต๊ะติดกับหน้าต่าง หยิบขึ้นมาพลิกดูไปมา สภาพยังใหม่น่าจะยังใช้งานได้ ไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงที่เขาต้องการรึเปล่า ยังไงก็ลองเปิดฟังดู

[ที่ฉันอยากรู้คือคุณทำเอกสารอะไรในออฟฟิศคุณตั้งแต่แรก]

[เธอคิดว่าเธอกำลังพูดกับใคร? ฉันคือนาธาเนียล บาร์ดนะเว้ย ฉันเป็นนักชีวะที่เก่งที่สุด จบสูงกว่าพยาบาลกระจอกอย่างคุณ แน่นอนว่าฉันมีคอนเน็คชั่นเยอะ แน่นอนกองทัพต้องปรึกษาฉัน]

เสียงคนสองคนคุยกัน หนึ่งในนั้นคือ นาธาเนียล บาร์ด ที่เขากำลังตามหาตัวแน่นอนอยู่แล้ว แต่อีกคนหนึ่งน่าจะเป็นพยาบาลสาว ไม่แน่ใจว่าคุยเรื่องอะไร แต่วิธีการพูดที่โอ้อวดของด็อกเตอร์บาร์ดทำให้เขานึกขยาดอยู่เล็กน้อย การยกตัวเองให้อยู่เหนือกว่าคนอื่น คำพูดถากถางที่ออกมาจากปากของคนที่เรียกตัวเองว่าด็อกเตอร์

นี่ฉันต้องมาช่วยคนแบบนี้เหรอ

ถึงเขาจะพูดจาโอ้อวดตัวเองและกดคนอื่นให้ต่ำลงมายังไงแต่สิ่งที่เขาทำก็มีประโยชน์ต่อสังคม นั่นก็คืองานวิจัยที่เขาบอกไว้ ร่วมถึงวัคซีนรักษาเชื้อไวรัส

คาร์ลอสถือเทปคาสเซ็ทในมือรีบวิ่งลงไปยังประตูหน้าห้องทำงานบาร์ดที่เคยผ่านมา แม้ฝีเท้าในการวิ่งจะไม่ได้ออกตัวเร็วมาก แต่ก็รู้ว่าเจ้าของสองขายาวเร่งรีบมากแค่ไหน 

เสียงจากเทปถูกเปิดขึ้นอีกครั้งเมื่อนายทหารหนุ่มยืนอยู่หน้าห้องแล็ปของหนึ่งในเจ้าของเสียง สัญญาณหน้าประตูขึ้นสีเขียวบ่งบอกว่าการเข้าถึงความปลอดภัยสำเร็จ มือหนาผลักประตูบานคู่เข้าไปข้างใน บรรยากาศเงียบเชียบผิดสังเกต เขาไม่พบสิ่งมีชีวิตอื่น นอกอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะยาว 

“ด็อกเตอร์บาร์ด?” คาร์ลอสลองเรียกหาเจ้าของห้อง ทว่าเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ จึงก้าวขายาวๆเข้าไปยังมุมห้องทำงานด้านใน มีชายคนหนึ่งนั่งหันหลังอยู่บนเก้าอี้ทำงาน ท่านั่งที่เอนพิงพนักพิงดูผ่อนคลายผิดสังเกตพอๆกับการที่ได้ยินเสียงเขาเรียกในระยะใกล้แต่กลับไม่ขานรับ

เขารู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง รีบเดินไปถึงตัวของชายคนนั้น เอื้อมมือไปจับที่พนักพิงเก้าอี้ค่อยๆหมุนออกให้คนที่นั่งอยู่เผชิญหน้ากับเขา ตรงหน้าเป็นร่างไร้ลมหายใจ ดวงตาปิดสนิท แผลจากการถูกยิงที่อกด้านซ้ายเห็นได้ชัดเจน รอยเลือดสีแดงกระเด็นเปรอะเปื้อนไปทั่วชุดกาวน์สีขาว คาร์ลอสจำได้แม่นว่าคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้คือคนเดียวกับที่ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือเขาที่สถานีตำรวจ

ด็อกเตอร์บาร์ดตายแล้ว!

         “ไทเรล! ด็อกเตอร์บาร์ดตายแล้ว” เขาไม่รอช้าที่จะติดต่อไปยังเพื่อนร่วมภารกิจ ภาระหนักอึงในใจราวกับมีหินยักษ์มาถ่วงให้มันหนึกขึ้นไปอีก

[อะไรนะ?! แล้ววัคซีนล่ะ?]

“กำลังหาอยู่” แม้ว่าการตายของบาร์ดจะทำให้เขารู้สึกมืดแปดด้านกับการหาทางรักษาหญิงสาวที่เขาพามาที่นี่ แต่เขายังหวังว่าจะเจอวัคซีนที่บาร์ดศึกษาวิจัยไว้ก่อนตายอยู่

[หาให้ทั่ว ข้อมูลอาจจะอยู่ในคอมพิวเตอร์] ดูเหมือนคู่สนทนากำลังเร่งรีบกับอะไรซักอย่างอยู่จึงได้วางสายไปเมื่อจบประโยคโดยไม่รอให้เขาพูดอะไรตอบกลับ คาร์ลอสเลื่อนสายตาไปยังคอมพิวเตอร์ด้านหลังบาร์ดที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานซึ่งมีรอยเลือดจากการโดนยิงกระเซ็นมา คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นหน้าจอดำสนิท หากแต่เขารู้ว่ามันถูกเปิดทิ้งเอาไว้จากแสงไฟกะพริบที่ใต้หน้าจอ

คาร์ลอสเข้าไปจัดการกับคอมพิวเตอร์ที่พักหน้าจอตัวนั้นทันที เมื่อมันออกจากโหมดพักหน้าจอ โปรแกรมที่เข้าล่าสุดก็โชว์เด่นขึ้นมา เป็นโปรแกรมส่งอีเมล ซึ่งบาร์ดได้เขียนอีเมลส่งถึงเกรก เทสเตอร์

เขาจับใจความเนื้อหาในอีเมลได้ว่า มีวัคซีนอยู่ในแล็ปใต้ดิน แต่บาร์ดเก็บไว้ที่ห้องทำงานหนึ่งหลอด มันมีมูลค่ามหาศาลแต่เขาเก็บไว้ให้เกรกโดยเฉพาะ และมีเงื่อนไขว่าถ้าเกรกอยากได้มัน เกรกต้องหาทางช่วยเขาก่อน โดยไม่ให้อัมเบรลล่าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรู้อย่างเด็ดขาด เพราะไม่ไว้วางใจ

นอกจากอีเมลของบาร์ดแล้ว ยังมีโปรแกรมเล่นวิดิโออีกอันที่ถูกพับลงเป็นไอค่อนเล็กๆบนแถบโปรแกรมเรียกใช้ เขาจึงคลิกเล่นวิดิโอนั้น

หน้าวิดิโอเล่นขึ้นมาเป็นบาร์ดนั่นเองที่อยู่ในวิดิโอ ดูเหมือนเขาจะตั้งกล้องจากเครื่องคอมพิวเตอร์เอาไว้เพื่อบันทึกในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ท่าทางดูพะวง มองซ้ายทีขวาทีก่อนจะเริ่มพูด

[ผมคือนาธาเนียล บาร์ด อัดไว้ ณ วันที่ยี่สิบเก้ากันยายน เวลาห้าทุ่ม...ผมรู้ดีว่าเวลาของผมกำลังจะหมด ผมหวังว่าบันทึกนี้จะนำความจริงไปสู่สาธารณะเพื่อที่จะได้กู้เกียรติและศักดิ์ศรีกลับมาสู่ชื่อของผมบ้าง...] บาร์ดเว้นจังหวะเล็กน้อย สีหน้าเขาดูไม่ดีเท่าไหร่นัก 

[สิ่งที่แรคคูนซิตี้กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ เริ่มจากการปล่อยอาวุธชีวภาพ รู้จักกันในชื่อ T-Virus นายจ้างของผม...บริษัทอัมเบรลล่า พัฒนาไวรัสนี้ขึ้น และสั่งให้ทีมผมพัฒนาวัคซีน ซึ่งเราทำสำเร็จ] คาร์ลอสรับรู้ได้ถึงหัวใจของตัวเองเต้นระรัวเมื่อได้ฟังคำจากบาร์ดที่บอกว่าพัฒนาวัคซีนสำเร็จ

[ตอนนี้ผมเก็บตัวอย่างวัคซีนไว้ในออฟฟิศของผมหนึ่งหลอด ที่เหลืออยู่ที่ใต้ดิน แต่ไอ้พวกเวรนั่นมันรู้แล้ว มันจะทำลายทั้งหมด มันต้องการปิดบังสิ่งที่พวกมันทำ มันจะทำลายหลักฐานทุกอย่าง ราวกับไม่เคยมีไวรัสนี้เกิดขึ้น ผมไม่ใช่คนโง่ ผมรู้ว่ามันไม่ต้องการให้ผม…] บาร์ดพูดยังไม่จบประโยค เขามองซ้ายขวาอย่างระแวดระวังราวกับมีบางอย่างเกิดขึ้นเรียกความสนใจของเขาให้หันไปมอง ก่อนจะก้มหน้าลงไปกดปุ่มบนคีย์บอร์ด ภาพวิดิโอถูกปิดลง

ความรู้สึกบางอย่างแล่นขึ้นมาในใจของชายหนุ่มที่ได้ยินความจริงจากปากของบาร์ดซึ่งเป็นคนของอัมเบรลล่า นี่เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ถูกเติมเต็ม ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันหมด บาร์ดรู้ความลับอัมเบรลล่าที่เป็นคนสร้างไวรัสขึ้น อัมเบรลล่าจึงคิดหาทางกำจัดเขา แล้วก็ทำได้สำเร็จ คาร์ลอสมองไปที่ร่างของบาร์ดซึ่งเสียชีวิตจากการโดนยิงที่หน้าอก...นี่ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย

“จิลรู้เรื่องนี้มาตลอด...แต่เธอก็ยังเชื่อใจฉัน” ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมากดทับหัวใจของเขา เพราะแบบนี้นี่เองในตอนแรกเธอถึงได้ดูตั้งแง่กับเขา เพราะเธอรู้ว่าเขามาจากอัมเบรลล่า แต่ท้ายที่สุดเธอก็ยังเชื่อใจเขา เธอช่วยเขาจากสัตว์ประหลาดนั่นที่ตามเธอมา และเธอก็ยังติดต่อกับเขาอยู่ทั้งที่เธอแค่หนีไปก็ได้ เมื่อนึกถึงหญิงสาวที่นอนทรมานจากไวรัสซึ่งบริษัทของเขาเป็นคนผลิตขึ้น เขายิ่งรู้สึกโมโห โมโหตัวเองที่ไม่ได้ถามสาเหตุที่เธอเกลียดอัมเบรลล่าก่อนหน้านี้ เขาไม่อยากสงสัยอัมเบรลล่าเพียงเพราะบริษัทนี้ให้โอกาสที่สองกับเขาแค่นั้นเอง

เขาโกรธทั้งตัวเอง ทั้งอัมเบรลล่า พวกมันเป็นคนสร้างไวรัสขึ้นมา แต่กลับปกปิดทำลายหลักฐานและส่งหน่วย U.B.C.S. เข้ามาเก็บกวาดในสิ่งที่ตัวเองทำ คนหลายคนต้องตายไปเพราะมันโดยที่ไม่รู้เรื่องราวอะไร ไม่ได้ทำอะไรผิดด้วยซ้ำ นี่คงเป็นเหตุผลที่มันมาเกณฑ์คนจากประวัติอาชญากร เขาหลงคิดไปเองว่าบริษัทนี้ช่วยเหลือและให้โอกาสคน แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับเบี้ยไร้ค่าตัวหนึ่งบนกระดาน

“บ้าเอ๊ย!!” เขาใช้มือที่กำหมัดแน่นระบายโทสะด้วยการทุบมันลงบนโต๊ะทำงานอย่างแรงจนคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่สั่นสะเทือนไปเล็กน้อย

ตอนนี้เขามีสิ่งอื่นที่ต้องทำ แม้ความรู้สึกทั้งโกรธ ผิดหวัง และแค้นเคืองจะถาโถมเข้ามาราวกับพายุคลั่ง แต่เรื่องจริงอย่างหนึ่งที่บาร์ดพูดออกมานั้นสำคัญกว่า บาร์ดบอกว่าเก็บวัคซีนหนึ่งหลอดไว้ที่ห้องทำงานเขา ชายหนุ่มมองไปทั่วห้องทำงานนี้พบว่ามีอีกหนึ่งประตูอยู่ที่ด้านในสุด มันตั้งไว้อย่างไม่สะดุดตาราวกับเป็นห้องเก็บของลึกลับ 

เขารีบก้าวเข้าไปยังห้องนั้นทันที ไอเย็นแผ่กระจายเมื่อเขาเข้ามาข้างใน ดูเหมือนเป็นห้องรักษาอุณหภูมิ ตรงหน้ามีตู้เก็บสารเคมีอยู่ ของด้านในมีหลอดวัคซีนสีม่วงเข้มเด่นสะดุดตา มันต่างกับสารเคมีอย่างอื่นในตู้ซึ่งทั้งหมดล้วนบรรจุใส่ขวด เขารู้ได้ในทันทีว่านี่คือวัคซีนที่บาร์ดบอกไว้ 

เมื่อได้วัคซีนแล้วเขาก็รีบกลับออกไปยังเส้นทางเดิมที่เคยมาเพื่อไปยังห้องที่เขาพาหญิงสาวมานอนพัก ในใจเขาทั้งเป็นห่วง ทั้งรู้สึกผิดต่อหญิงสาว ได้แต่คิดไว้ว่าถ้าเธอตื่นขึ้นมาเขาจะคุยกับเธอเรื่องนี้อย่างจริงจังและถามถึงเรื่องราวที่แท้จริงทั้งหมด

เมื่อมาถึงเตียงที่หญิงสาวนอนสลบไสลไม่ได้สติ จิลที่นอนอยู่ขมวดคิ้ว ใบหน้าดูทรมานจากพิษในตัว เสียงร้องครวญครางในลำคอเปล่งออกมาอย่างเบาหวิว ทว่ากลับยิ่งเหมือนสร้างหินหนักๆมากดถ่วงในใจเขาให้รู้สึกเจ็บปวดกับภาพตรงหน้า เขาพลิกตัวจิลให้นอนตะแคงเห็นต้นแขนซ้ายของเธอชัดๆ ผิวที่ขาวละเอียดของเธอมีเส้นเลือดสีช้ำปรากฏขึ้น และดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าที่เขาเห็นเธอล่าสุดตอนก่อนจะออกไปหาวัคซีนซะอีก

 เขาไม่ได้เรียนด้านการแพทย์มาโดยตรงแต่เคยเข้าอบรมในหน่วยเรื่องการรักษา บริเวณต้นแขนเป็นจุดที่ฉีดวัคซีนเข้าไปได้ประสิทธิภาพที่สุดเพราะเป็นบริเวณที่มีการดูดซึมได้ดี และมีเลือดไหลเวียนเยอะ เขานึกถึงสิ่งที่เคยเรียนรู้มาแล้วยกเข็มวัคซีนขึ้นฉีดเข้าไปที่ต้นแขนของเธอ เมื่อของเหลวในหลอดวัคซีนค่อยๆถ่ายออกไปจนหมดหลอด เขาก็โยนมันทิ้งไปอีกทางอย่างไม่สนใจ จัดการดันตัวเธอลงนอนในท่าเดิมอย่างเบามือ

“เร็วเข้า ขอให้วัคซีนได้ผลทีเถอะ” เขาไม่เคยเชื่อในโชคชะตาหรือแม้แต่ปาฏิหาริย์ ชีวิตของเขาผ่านสนามรบและความตายมาเยอะ มีแต่ตัวเขาเท่านั้นที่กำหนดเส้นทางของตัวเอง แต่ในตอนนี้เขากลับขอร้องต่อสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นเพราะคนที่นอนสลบจากพิษของเชื้อไวรัสตรงหน้าเขา ทำให้เขาเริ่มเรียกร้องในสิ่งที่ไม่เคยเชื่อ เขาทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากภาวนา

 

 

เวลาผ่านไปเนิ่นเท่าไหร่เขาจำไม่ได้แล้ว เขานั่งเฝ้าไข้หญิงสาวหน้าเตียงอย่างรอคอยปาฏิหาริย์ เนิ่นนานจนความเหน็ดเหนื่อยที่ค่อยๆกัดกินเริ่มนำพาให้ดวงตาของเขาเข้าสู่ความมืดมิด

เขารู้สึกตัวอีกทีเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูที่ถูกผลักอย่างแรง คาร์ลอสลืมตารีบคว้าปืนมาถือไว้ในมือตามสัญชาตญาณ เมื่อเห็นผู้มาใหม่ยังไม่ทำให้เขาตกใจเท่าสภาพที่มีเลือดเปื้อนอยู่บนไหล่ซ้ายของคนตรงหน้า

“ไทเรล? เกิดอะไรขึ้น?!” ชายที่ปรากฏกายขึ้นหน้าประตูเป็นเพื่อนร่วมภารกิจของเขานั่นเอง ไทเรลหอบหายใจจากการวิ่งมาถึงที่โรงพยาบาลนี้อย่างเหน็ดเหนื่อย เขายกมือขึ้นข้างนึงขึ้นเชิงบอกว่า ‘อย่าเพิ่งถามตอนนี้’

         ไทเรลพาร่างที่เจ็บจากบาดแผลของตัวเองมานั่งลงตรงเก้าอี้หน้าโทรทัศน์แขวนบนเพดาน เขาเอื้อมมือไปหยิบริโมทซึ่งวางอยู่กลางโต๊ะมากดเปิดโทรทัศน์เครื่องตรงหน้า

[ประชาชนทุกคนโปรดทราบ ขณะนี้โรคระบาดกระจายไปทั่วเมืองอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นในวันที่ 1 ตุลาคม แรคคูนซิตี้จะถูกทำลายด้วยมิสไซล์ ขอให้ทุกคนอพยพด่วน นี่ไม่ใช่การซ้อม] ภาพบนหน้าจอไม่ปรากฏ มีเพียงเสียงนักข่าวจากในโทรทัศน์รายงานข่าวดังขึ้นเท่านั้น 

“อีกวันเดียวเองเนี่ยนะ ทั้งที่ยังมีคนอยู่ในเมือง?!”

“คิดว่ารัฐบาลจะสนเหรอ?” ไทเรลส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ จากในรายงานข่าวเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าพวกรัฐบาลให้เวลาประชาชนอพยพออกจากเมืองแค่วันเดียวซึ่งมันเป็นไปได้ยากเมื่อทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยตัวอะไรก็ไม่รู้ ยานพาหนะที่ใช้ออกจากเมืองก็ไม่มี ยังต้องมาหลบจากซอมบี้ ดูเหมือนฝ่ายจะอยากระเบิดเมืองนี้ให้เร็วที่สุดมากกว่าจะมาสนใจคนตัวเล็กๆในเมืองนี้ด้วยซ้ำ

คาร์ลอสคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จริงอย่างที่ไทเรลพูด รัฐบาลไม่มาสนใจคนที่ยังติดอยู่ในเมืองนี้หรอก หากแต่ถ้าเขามีข้อเสนออื่นที่มีมูลค่ามหาศาลแลกกับเวลาแทนล่ะ? เขาหาข้อเสนอที่ทำให้อีกฝ่ายสนใจได้ไม่ยากเมื่อนึกถึงคำพูดของบาร์ด

“พยายามติดต่อรัฐบาลให้ได้มั้ย”

“นายจะทำอะไร? ทั้งเมืองจะโดนระเบิดอยู่แล้วนะ?” ไทเรลถามอย่างไม่เข้าใจเมื่อเห็นคนตรงหน้าท่าทางดูรีบร้อนเหมือนกำลังจะออกไปที่ไหนซักที่

“ติดต่อพวกเขาแล้วบอกว่าเรามีวัคซีนแล้ว ถ่วงเวลาให้ที” คาร์ลอสมองไปยังร่างของจิลที่ยังนอนไม่ได้สติ เพียงแค่เวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ฉีดวัคซีนเข้าไป ท่าทางของเธอดูไม่ทรมานมากเท่าไหร่แล้ว เส้นเลือดสีช้ำที่เคยปรากฏก็จางลงไปมาก เขานึกโล่งใจที่ยาใช้ได้ผล แต่เขาคงไม่สามารถอยู่เฝ้าเธอจนตื่นได้เพราะเขามีเป้าหมายใหม่ที่จะต้องทำ 

“ฝากนายดูแลเธอด้วย” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะรีบเดินออกจากห้องไป ไม่ทันได้ฟังคำถามมากมายที่กำลังจะออกมาจากปากของไทเรล 

ร่างของคาร์ลอสหายออกไปทางหลังประตู ไทเรลมองตามหลังเพื่อนคนนี้ก่อนจะถอนหายใจออกมา เขารู้ดีว่าหมอนี่น่ะมันรั้นเป็นบ้าเลย 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #15 ขุนนน (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 14:15
    เป็นตอนที่รู้สึกเจ็บปวดแทนคาร์ลอสมากๆเลยค่ะ ;-;
    #15
    0