[Fic Resident Evil] I GOT YOU (Carlos x Jill)

ตอนที่ 11 : บทที่ 11 ไม่ใช่แค่สนใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    18 ก.ค. 63

 

 

บทที่ 11 ไม่ใช่แค่สนใจ

 

 

คาร์ลอสพยายามตามหาจิล ทั้งส่งสัญญาณวิทยุหาแต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับ เขาพยายามไปตามเส้นทางรถไฟและหาว่ารถไฟตกรางอยู่ที่สถานีไหน จนในที่สุดเขาก็ได้รู้ว่ามีรถไฟตกรางอยู่ที่สถานีใจกลางเมืองแรคคูน กว่าเขาจะมาถึงหอนาฬิกา Saint michael’s  ก็ใช้เวลาหลายชั่วโมง เมื่อมาถึงลานวงกลมหน้าหอนาฬิกา ซึ่งมีทางเข้าออกสำหรับพนักงานอุโมงค์รถไฟ

“จิล!!”

เขาเห็นร่างบางของหญิงสาวนอนสลบอยู่ที่พื้นพลันหัวใจราวกับถูกกระชากดิ่งลงสู่เหวลึก รีบเข้าไปประคองเธอขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน เห็นรอยเส้นเลือดสีช้ำปรากฏขึ้นบนผิวของเธอ อีกทั้งรอยแผลที่ต้นแขน เธอไม่ได้โดนซอมบี้ธรรมดากัด แต่อาการที่เกิดขึ้นนี้เหมือนคนติดเชื้อไม่มีผิด เขาไม่อยากจะคิดเลย 

“จิล ตอบผมสิ” เขาทั้งเรียก ทั้งเขย่าแขนแต่ร่างที่สลบอยู่ในอ้อมแขนนั้นก็ยังไม่รู้สึกตัว โชคดีที่เธอยังหายใจอยู่แม้จะรวยรินก็ถือว่าเขายังมีหวัง จึงรีบติดต่อไปยังเพื่อนอีกคน

“ไทเรลได้ยินมั้ย”

[เกิดอะไรขึ้น?] ไทเรลได้ยินเสียงตื่นตระหนกของเพื่อนถามกลับ ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้ติดต่อคาร์ลอสเลย ทั้งคู่ยังคงรายงานสถานการณ์กันเป็นระยะเมื่อเจอสิ่งน่าสนใจ งานตามหาด็อกเตอร์บาร์ดไม่ใช่เรื่องยากสำหรับไทเรล ก่อนหน้านี้เขาได้บอกคาร์ลอสแล้วว่าด็อกเตอร์บาร์ดอยู่ที่โรงพยาบาลสเปนเซอร์ใจกลางเมืองแรคคูนนี้เอง และตอนนี้เขาก็กำลังเดินทางตามเพื่อนเขาไปที่นั่นอยู่ 

“จิลติดเชื้อ ฉัน...” เขาทำอะไรไม่ถูก ในหัวกำลังคิดประมวลผลเพื่อหาทาง นึกขึ้นได้ว่าด็อกเตอร์บาร์ดที่เขาตามตัวอยู่นั้นเคยบอกว่าหาทางรักษาเชื้อไวรัสได้ “ฉันจะพาจิลไปที่โรงพยาบาล ด็อกเตอร์บาร์ดอาจจะช่วยได้”

[ได้ เดี๋ยวเจอกันที่นั่น] 

เมื่อคิดหาทางออกสำหรับเรื่องนี้ได้ คาร์ลอสก็ประคองร่างของหญิงสาวขึ้นมาวางพิงที่ด้านหลังของเขา ย่อตัวลงเล็กน้อย จัดที่ทางนิดหน่อยให้แขนทั้งสองข้างของเธอวางพาดบ่าตัวเอง แล้วใช้แขนล็อกขาสองข้างของเธอไว้ข้างลำตัว เธอก็มาอยู่บนหลังเขาในท่าขี่หลังแล้ว

“อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะคุณตำรวจคนเก่ง ผมมาช่วยแล้ว” เขาพูดร่างบางที่ขี่หลังเขาอย่างไม่ได้สติ ทั้งที่รู้ดีว่าเธอคงไม่ได้ยิน 

 

 

 

9:20 p.m. โรงพยาบาล Spencer memorial 

         ตลอดทางที่เขาพาหญิงสาวแบกขึ้นหลังเดินไปตามทางเขาคิดอย่างสับสน ความรู้สึกที่ก่อนหน้านี้ยังดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง ถึงแม้จะรู้ตัวว่าตัวเองสนใจเธออยู่ไม่น้อย แต่กลับมีความไม่แน่ใจ ความกังวลใจปะปนกันอยู่สะเปะสะปะ บัดนี้ทุกอย่างที่ดูราวกับเป็นหมอกทึบปิดคลุมอยู่ได้สลายหายตัวไป เขาค้นพบความรู้สึกบางอย่างที่อยู่ในม่านหมอกนั้น เมื่อเห็นร่างของหญิงสาวนอนสลบ ไม่ได้สติอยู่ที่พื้น ตัวของเขาชาวาบ หัวใจพลันรู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆ มากดทับ เขารู้ได้ในทันทีว่ามันมากกว่าแค่คำว่าสนใจแล้ว

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเห็นความตายมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็กเขาสูญเสียคนในครอบครัวไป จนมาเป็นหนึ่งในสมาชิกกองโจร แล้วยังถูกเกณฑ์ให้เข้ามาอยู่ในหน่วย U.B.C.S. เขาเสียเพื่อนร่วมทีมและคนที่สนิทไปมาก แต่คราวนี้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมามันไม่เหมือนกับสิ่งที่เขาเคยเจอมา เขารู้แค่ว่าเขาไม่อยากให้เธอเป็นอะไรไปเลยแม้แต่นิดเดียว

คาร์ลอสวางหัวใจที่ค่อยๆหายสับสนลงในความคิด เขาพาจิลที่สลบอยู่บนหลังมาที่โรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย แม้ระยะทางจากที่หอนาฬิกากับโรงพยาบาลจะไกลพอสมควรแต่เขาก็พาเธอมายังที่นี่ได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อย เวลาทุกนาที ทุกวินาทีที่เสียไปนั้นคือเปอร์เซ็นรอดของหญิงสาวที่ต่ำลงเรื่อยๆ ยิ่งได้ยินเสียงที่ร้องครวญครางด้วยความทรมานของคนบนหลัง ยิ่งทำให้เขาไม่มีเวลามามัวนึกเรื่องของตัวเอง ตลอดทางที่พาเธอมาเขาได้แต่ภาวนาว่าขอให้เธอปลอดภัย

โรงพยาบาลนี้ดูเหมือนจะเป็นโรงพยาบาลร้างสภาพยังดูใหม่อยู่ทว่าไร้เสียงของสิ่งมีชีวิต ก่อนหน้านี้ไทเรลโทรมายืนยันแล้วว่าด็อกเตอร์บาร์ดอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ เขาจึงพาเธอมาที่นี่ เมื่อเข้ามาในโรงพยาบาลสิ่งแรกที่เจอคือห้องโถงใหญ่ ซึ่งมีเคาน์เตอร์ตัวยาวไว้สำหรับติดต่อประสานงาน เขามองซ้ายขวาเพื่อหาห้องที่ปลอดภัย เลือกประตูห้องข้างๆที่ใกล้ที่สุด ผลักประตูออกอย่างเบามือ เมื่อใช้สายตาสำรวจทั่วห้องนั้นแล้วว่าไม่มีสิ่งผิดปกติจึงพาเธอเข้าไปที่เตียงใกล้ประตู เขาหันหลังวางตัวเธอลงบนเตียงช้าๆ คลายมือของเธอที่เคยวางพาดบ่าของเขาออก ร่างของจิลโอนเอนไปตามแรงโน้มถ่วงเมื่อไม่มีที่ให้พักพิง คาร์ลอสหันมาจับไหล่ของหญิงสาวแล้วดันลงให้นอนลงที่หมอนนุ่ม

ร่างของเธอที่ดูทรมานจากพิษ เสียงร้องครวญครางเปล่งออกมาจากลำคออย่างเบาหวิว แม้จะหลับตาแต่คิ้วยังขมวดราวกับคนฝันร้าย 

“สู้มันจิล อย่ายอมแพ้” เขาพูดกับเธอแม้จะรู้ว่าเธอคงไม่ได้ยิน น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับปลอบประโลม “ผมจะไปหาวัคซีนมาให้ รอก่อนนะ”

ร่างสูงของเขาถอยห่างออกมาจากเธอเล็กน้อย สภาพแวดล้อมที่นี่ค่อนข้างเงียบ เขามั่นใจเลยว่าจะไม่มีตัวอะไรจู่โจมเข้ามาหาเธอในระหว่างที่เขาไปหาวัคซีนมา

“คุณต้องไม่เป็นไร ผมสัญญา” เขาให้คำมั่นสัญญาแน่วแน่กับร่างเธอที่นอนไม่ได้สติ คำมั่นสัญญาที่คนพูดคงไม่คิดว่าคนฟังจะได้ยินทว่ากลับฝังรากลึกของความรู้สึกติดตรึงอยู่ในใจของคนฟังอย่างไม่รู้ตัว

 

 

คาร์ลอสเมื่อออกมาจากห้องก็เดินตรงไปหยิบโบรชัวร์โรงพยาบาลสเปนเซอร์ที่อยู่ข้างเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ขึ้นมาก่อนจะลองเปิดดูข้างใน พลิกหน้าไปมาเพื่อหาแผนที่คร่าวๆของโรงพยาบาลนี้ เมื่อเจอก็ทำให้การตามหาห้องทำงานของด็อกเตอร์บาร์ดไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

เขาเดินไปตามเส้นทางของโรงพยาบาลที่ไม่ค่อยซับซ้อนเท่าไหร่นัก เมื่อมาถึงหน้าห้องของด็อกเตอร์บาร์ด ซึ่งในแผนที่เขียนไว้แค่ว่า ห้องแล็ปของเจ้าหน้าที่ แต่เขาก็รู้ได้จากการอ่านป้ายชื่อที่หน้าห้องทำงานนั้น 

“ด็อกเตอร์บาร์ดอยู่ในนั้นมั้ยครับ? ผมมาเพื่อช่วยเหลือคุณ” คาร์ลอสตะโกนเรียกคนที่เคยส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือเขาจากหน้าประตูบานคู่ที่มีกระจกสีหม่นติดอยู่เป็นช่องเล็กๆ ซึ่งเป็นกระจกที่สามารถมองเห็นจากด้านในเท่านั้น ดังนั้นเขาถึงมองไม่สามารถเห็นความเคลื่อนไหวใดๆในห้องได้เลย

[ไม่พบสำเนาเสียง] เสียงจากโปรแกรมหนึ่งดังขึ้นมาจากลำโพงข้างๆประตู 

“สำเนาเสียง? ฉันล่ะเกลียดความทันสมัยบ้าๆนี่ชะมัด” คาร์ลอสบ่นอย่างหัวเสีย เมื่อความเทคโนโลยีที่ควรจะทำให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ตอนนี้กลับทำให้เขาเป็นฝ่ายเสียเวลาที่ต้องหาทางแก้ปัญหาจากความทันสมัยนี่แทน

เขาคิดว่าถ้าเป็นไทเรลน่าจะเจาะเข้าระบบแล้วเปิดประตูให้เขาได้ แต่ทว่าไทเรลกำลังเดินทางมาที่นี่ ดูแล้วอีกนานกว่าจะมาถึง ซึ่งเขาไม่มีเวลามากขนาดนั้น ทางแก้ปัญหาทางนี้จึงต้องปัดตกไป แต่ถ้าลองเปลี่ยนไปหาพวกสำเนาเสียงที่เป็นเทปหรือเครื่องอัดเสียงที่มีเสียงของบาร์ดอยู่ก็น่าจะพอหาได้

คาร์ลอสเปิดแผนที่ในโบรชัวร์โรงพยาบาลขึ้นมาดูอีกครั้งแล้วนึกถึงความเป็นไปได้ว่าสิ่งของจำพวกพวกเทปหรือเรื่องอัดเสียงจะมีอยู่ที่ไหนได้บ้าง คำตอบคือห้องเจ้าหน้าที่ และห้องรักษาความปลอดภัยซึ่งอยู่ชั้นสอง สองห้องนี้น่าจะมีเทปหรือเครื่องอัดเสียงด็อกเตอร์บาร์ดสำรองไว้เผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินอยู่

เมื่อเจอจุดมุ่งหมายใหม่เขาก็ตรงไปหามันทันที ทางเดินในโรงพยาบาลยิ่งเดินเข้าไปลึกๆ แสงไฟกลับค่อยๆมีน้อยลงเรื่อยๆ จากที่ห้องโถงหน้าทางเข้าเปิดไฟสว่างจ้า มายังทางขึ้นบันไดขึ้นที่มีเพียงแสงไฟที่ถูกเปิดจากหลอดไฟเพียงไม่กี่ดวง มีซอมบี้ตัวนึงในชุดเสื้อกาวน์อยู่ที่หน้าบันได คาดว่าน่าจะเป็นหมอที่ติดเชื้อในโรงพยาบาล เขาจัดการยิงมันไปอย่างง่ายดาย เมื่อแน่ใจว่าตายแล้วจึงเดินไปสำรวจศพดูคร่าวๆ หาบัตรเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล บัตรแข็งฝังชิปการ์ดนี่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้เข้าออกห้องบางห้องที่ล็อกไว้ด้วยคีย์การ์ดได้

คาร์ลอสเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนต่อ เขาจำได้ดีว่าห้องที่ตามหาอยู่ตรงไหน เมื่อมาถึงชั้นบนมีทางแยกซ้ายขวาสองทาง เขาเลือกที่จะไปทางขวาก่อน เพราะมีห้องเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใกล้กว่าห้องรักษาความปลอดที่ต้องผ่านห้องโถงทางด้านซ้ายก่อน

ห้องทุกห้องที่ไม่ใช่ห้องทั่วไปสำหรับคนนอกล้วนใช้คีย์การ์ดในการเปิดประตูทั้งหมด โชคดีที่เขาค้นตัวซอมบี้หมอตัวนั้นจึงมีสิ่งที่ว่า ห้องเจ้าหน้าที่นี้ค่อนข้างใหญ่ แต่ฟอร์นิเจอร์ก็เยอะอยู่เช่นกัน ทำให้มันดูค่อนข้างแน่น เพราะเป็นห้องที่เอาไว้พักผ่อนชั่วคราวของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล จึงมีโต๊ะตัวใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง อาจจะเอาไว้สำหรับประชุมหรือนั่งกินข้าว มีมุมชงกาแฟ โซฟาตัวใหญ่ตั้งหน้าโทรทัศน์ที่แขวนตรงกำแพงอยู่เหนือศีรษะ และมีเตียงอยู่ที่มุมห้องอีกมุมหนึ่ง 

คาร์ลอสรีบเดินเข้ามาสำรวจในห้องอย่างรวดเร็ว ไม่พบสิ่งที่ต้องการ มันเป็นเพียงห้องที่เอาไว้ใช้พักผ่อนธรรมดาเท่านั้น 

เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่พบสิ่งที่ต้องการ ชายหนุ่มจึงหมุนตัวกลับออกไปจากห้อง เพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังอีกห้องมุมซ้ายสุดของทางแยก ซึ่งเป็นห้องรักษาความปลอดภัย ในนั้นต้องมีอะไรที่ใช้เปิดห้องด็อกเตอร์บาร์ดได้บ้าง 

ก่อนที่จะเข้าไปยังห้องรักษาความปลอดภัยได้ เขาจะต้องผ่านห้องโถงขนาดใหญ่ซึ่งสภาพในห้องนั้นเละยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้ซะอีก แม้ในห้องจะมีแสงไฟเพียงน้อยนิดแต่เขาก็รับรู้ได้ดีว่าในห้องนี้มีสิ่งผิดปกติอยู่มาก กลิ่นอับและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปในอากาศ ทำให้ประสาทการรับรู้ทั้งหมดของชายหนุ่มต้องตื่นตัวเพื่อจะรับกับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดคิด เขาเปิดไฟฉายที่ติดอยู่ที่อกขึ้น เผยให้เห็นสภาพในห้องชัดๆ ซากศพของหมอและพยาบาลไม่กี่ศพ แต่ของเหลวสีแดงบนพื้นที่เปื้อนเป็นทางยาวคล้ายโดนอะไรซักอย่างลากไป เลือดแห้งกรังติดพื้นซึ่งหมายความว่าผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว อีกทั้งยังเก้าอี้ สิ่งของตกลงบนพื้นกระจัดกระจายราวกับเกิดการต่อสู้ขึ้นก่อนหน้านี้

 คาร์ลอสเคยเจอซอมบี้ในโรงพยาบาลนี้อยู่แค่ตัวเดียว แต่สภาพในห้องนี้ดูเหมือนจะเป็นฝีมือของตัวอะไรซักอย่างที่มากกว่าแค่ซอมบี้ธรรมดา เขานึกไปถึงตัวที่เขาเจอในสถานีตำรวจ นั่นหมายความว่าเขาต้องคอยสอดส่องทั่วทุกทาง ทุกมุมห้อง ไม่เว้นแม้แต่เพดานด้านบน 

ชายหนุ่มเข้ามาในห้องรักษาความปลอดภัยที่อยู่หลังประตูอีกบานอย่างระมัดระวัง น่าแปลกที่เขาไม่เจอห้องรักษาความปลอดภัยห้องเดี่ยวๆตรงหน้า แต่หลังประตูมันคือทางเดินยาวความกว้างพอแค่สองคนเดินสวนกัน ด้านซ้ายเป็นหน้าต่างที่มองลงไปแล้วจะเจอสวนนั่งเล่นกลางโรงพยาบาล ด้านขวาเป็นห้องที่มีเป็นกระจกทึบๆติดยาวจนสุดทาง ซึ่งประตูทางเข้าก็อยู่ที่มุมทางโน้นเช่นกัน

เขาแค่เดินไปเข้าทางประตูที่อยู่สุดทาง คิดว่าไม่น่าจะติดปัญหาอะไร ถ้าในห้องนั้นไม่มีมีเงาของสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งกำลังคลั่งอาละวาดทุบกระจกอย่างบ้าคลั่งอยู่

 

 

 

 

 

 

 

-----------------------------------------------------------------

จริงๆแล้วคาร์ลอสเป็นคนอบอุ่นกว่าที่คิด : )

คนอะไรสัญญากับคนที่นอนหมดสติเป็นจริงเป็นจัง ไม่อบอุ่นจริงทำไม่ได้นะ!

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #14 ขุนนน (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 14:06
    ตรงที่บอกว่าอดทนไว้ตำรวจคนเก่งน่ะ แงงงง เป็นฉากที่ชอบมากๆ เขิน ;-;
    #14
    0
  2. #12 dewjane (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 21:51
    เขินนนนนนน
    #12
    0