[Fic Resident Evil] I GOT YOU (Carlos x Jill)

ตอนที่ 10 : บทที่ 10 รถไฟตกราง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    18 ก.ค. 63

 

 

บทที่ 10 รถไฟตกราง

 

 

02:11 AM  บนขบวนรถไฟฟ้า

“คงไม่ได้คิดว่าคนอย่างบาร์ดจะยังมีชีวิตอยู่หรอกใช่มั้ย?” นิโคไลน์เปิดประโยคสนทนากับมิคาเอลที่นั่งอยู่อีกฝั่งของตู้รถไฟซึ่งห่างออกไปจากจิลไม่ไกลนัก โดยที่ตัวเขายืนจับราวรถไฟอยู่หน้ามิคาเอล

 บนตู้รถไฟคันนี้มีเพียงนิโคไลน์ มิคาเอล และจิลเท่านั้น ผู้รอดชีวิตคนอื่นๆต่างก็รวมกันที่ตู้รถไฟคันถัดไฟ เรื่องที่กำลังพูดอยู่นี้ก็ไม่ได้เป็นความลับของทางการอย่างใด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพูดด้วยระดับเสียงที่ให้ได้ยินเพียงสองคนเท่านั้น คือเขาและคู่สนทนา ไม่ทันได้คิดว่าหญิงสาวอีกคนกำลังได้ยินอยู่ นั่นเป็นเพราะตู้รถไฟที่เงียบเกินไป

“ฉันเชื่ออย่างนั้นจริงๆนะ” มิคาเอลตอบกลับ “ทำไมเหรอ? เป็นห่วงเพื่อนร่วมทีมรึไง? หรือมีอะไรอย่างอื่น?” มิคาเอลถามกลับอย่างจี้จุด 

นิโคไลน์ไม่ตอบอะไร ในหัวเขากำลังคิดหาคำตอบดีๆซักประโยค แต่ทว่ามิคาเอลกลับพูดขึ้นต่อ

“น่าตลกนะที่ซอมบี้ไร้สมองกลับจู่โจมทหารทั้งกองได้อย่างนั้น น่าตลกดีนะที่ประตูมันดันล็อกเฉยเลย...ว่ามั้ย?” มิคาเอลสบตานิโคไลน์อย่างมีนัยยะ แววตาของเขาบ่งบอกถึงความไม่ไว้ใจอย่างเห็นได้ชัด นิโคไลน์เพียงแค่ยิ้มมุมปาก 

มิคาเอลกล่าวราวกับสรุปในใจแล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับหน่วย U.B.C.S. ก่อนหน้านี้มีนิโคไลน์อยู่เบื้องหลัง คนสองคนไม่ได้พูดจากล่าวว่าร้ายกันออกมาตรงๆ แต่จิลรับรู้ได้ถึงเรื่องราวบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล สมุดบันทึกของสมาชิกหน่วย U.B.C.S. ต่างพูดถึงเรื่องราวโกลาหลของการภารกิจในครั้งนี้ ทุกอย่างล้วนบ่งชี้ว่านิโคไลน์เป็นคนยังไง เรื่องที่เธอเพิ่งรับรู้มาเมื่อกี้น่าสนใจไม่น้อยเลย ดูท่าว่านิโคไลน์จะเป็นคนวางแผนเรื่องราวทั้งหมดนี่อีก

เสียงระเบิดดังขึ้นที่ตู้รถไฟข้างๆ ทำให้รถไฟสั่นสะเทือนไปทั้งคัน จิลที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำให้รถไฟใช้งานได้กลับตื่นขึ้นมาอีกครั้ง คนทั้งสามมองไปยังตู้รถไฟที่เกิดเสียงระเบิด ประตูเชื่อมขบวนเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นร่างปีศาจที่หญิงสาววิ่งหนีมาตลอดยืนอยู่ในนั้น

ร่างนั้นยืนอยู่ท่ามกลางซากศพของผู้โดยสารคนอื่นๆ และเสียงระเบิดนั่นเองที่ทำให้เกิดไฟลุกท่วมไปทั้งตู้รถไฟ อีกทั้งยังทำให้ส่วนประกอบตู้รถไฟหลุดลอยออกไป ไม่มีแม้แต่เพดานปิดด้านบน ทว่ามันกลับยืนนิ่งไม่ไหวไปตามลมจากรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็วสูง

“ทำไมมันยังไม่ตายอีก?!” จิลกล่าวขึ้นอย่างโกรธแค้นเมื่อเห็นว่ามันฆ่าคนที่ไม่รู้เรื่องไปอีกยิ่งสุมไฟแค้น เธอเดินออกไปหมายจะประจันหน้ากับมัน แต่มิคาเอลกลับรั้งแขนเธอไว้ก่อน 

“จิลใจเย็น พวกเขาตายแล้ว” มิคาเอลแม้จะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าทว่ากลับประคองสติได้ดีที่สุด เขาดึงแขนจิลให้ถอยออกไป “หนีไปก่อน”

จิลถอยหลังตามที่มิคาเอลบอก เธอหมุนตัววิ่งไปที่ตู้รถไฟคันถัดไป กลับเจอนิโคไลน์ที่อยู่ในนั้นก่อนแล้ว เธอเอื้อมมือไปเปิดประตูแต่มันกลับล็อกอยู่

“นิโคไลน์! อะไรเนี่ย?!” 

“มันไม่ได้ตามฉันมา” นิโคไลน์พูดกับเธอผ่านกระจกใสกั้น เขายกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป ไม่สนเสียงเรียกของเธอ

“นิโคไลน์!!” จิลตะโกนเรียก เธอตบกระจกกั้นนั้นอย่างโมโห เมื่อรู้ว่าเขาไม่มีวันเปิดประตูจึงหันกลับมาเผชิญสถานการณ์ตรงงหน้า เห็นมิคาเอลยิงปืนใส่มัน แต่มันไม่สะทกสะท้านอย่างที่จิลเคยทำ

อยู่ ๆ หนวดยาวของมันก็ยื่นออกมาจากมือคว้าตัวมิคาเอลไป จิลวิ่งสุดฝีเท้าหมายจะดึงเขาไว้ แต่ไม่ทันเมื่อร่างของมิคาเอลเข้าไปอยู่ตรงหน้าสัตว์ประหลาดนั่นก่อน

“ออกไปจากรถไฟฉันซะ ไอ้เวร” มิคาเอลกล่าวอย่างไม่เกรงกลัว ในมือเขาถือระเบิดอยู่ราวกับคาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและได้เตรียมใจมาก่อนแล้ว

เสี้ยววินาทีเสียงระเบิดดังลั่นขึ้น แรงระเบิดรุนแรงกว่าครั้งก่อนทำให้รถไฟสั่นสะเทือนไปทั้งคัน ตู้รถไฟท้ายขบวนที่เกิดเรื่องทั้งสองตู้นั่นหลุดออกจากหัวขบวน ทำให้ความเร็วชะลอไปเล็กน้อย ตู้รถไฟสองคันเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไร้จุดมุ่งหมายก่อนจะตกขอบราง ทำให้พุ่งเข้าชนกับกำแพงอุโมงค์อย่างแรง ร่างของหญิงสาวซวนเซไปชนกับประตูรถไฟอย่างจังก่อนที่ภาพทุกอย่างจะดับไป

 

 

 

 

ตำรวจหญิงลืมตาขึ้นมาช้าๆท่ามกลางไอความร้อนและเสียงปะทุของไฟที่แผดเผาบริเวณรอบข้าง เธอต้องพยายามกะพริบตาถี่ๆเพื่อให้ภาพที่เบลออยู่ชัดเจนขึ้น ดูเหมือนเธอจะนอนสลบไป ความเจ็บปวดที่กดลงมาที่ขาของเธอทำให้รู้ว่าเธอกำลังโดนซากรถไฟทับอยู่ 

หญิงสาวคลานออกมาจากซากรถไฟอย่างยากลำบาก โชคดีที่เธอไม่ได้โดนซากรถไฟส่วนอื่นตกลงมาทับ ทำให้เธอคลานออกมาจากใต้ร่างรถไฟได้สำเร็จโดยใช้เวลาไม่นานนัก แม้จะเจ็บที่ขาอยู่บ้าง แต่ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมาย้ำเตือนในความทรงจำ ทำให้เธอรู้สึกเจ็บขึ้นมาภายในใจมากกว่า

“นี่ฉันรอดแค่คนเดียวเหรอเนี่ย...” เธอพูดกับตัวเองเมื่อแน่ใจว่าไม่พบผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ 

หญิงสาวลุกขึ้นมาช้าๆ เธอพบว่าตัวเองอยู่ที่อุโมงค์รถไฟ น่าจะสลบไปไม่นานจากที่รถไฟตกรางเพราะดูจากสภาพอีกไม่นานน่าจะเกิดการระเบิดขึ้น หากเธอสลบไปนานกว่านี้ร่างเธออาจระเบิดกับไปกับซากรถไฟแล้ว 

จิลเดินช้าๆไปยังประตูทางออกที่อยู่ไกลออกไปไม่มากนัก มันเป็นประตูทางเข้าออกของเจ้าหน้าที่ในอุโมงค์รถไฟ และนี่ก็ถือว่าเป็นโชคดีในโชคร้ายอีกอย่างที่เธอตกมาใกล้กับทางออกของอุโมงค์พอดี

เธอไม่แน่ใจว่าตัวเองมาอยู่ที่สถานีไหนแล้ว แต่เวลานี้ในหัวของเธอมีภาพชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏขึ้นมา จึงหยิบวิทยุสื่อสารออกมาแล้วส่งสัญญาณไปหาเขาทันที สองขายังก้าวไปยังประตูทางออก

“คาร์ลอสได้ยินมั้ย?” วิทยุสื่อสารเกิดเสียงนอยซ์ขึ้น ไม่มีคนตอบรับ ทำให้เธอรู้ได้เลยว่าเปล่าประโยชน์ “บ้าเอ๊ย ไม่มีสัญญาณ” 

คงต้องหาทางขึ้นไปข้างบนก่อน ถึงจะได้ติดต่อกับเขาได้อีกครั้ง คิดได้ก็เปิดประตูทางออกพนักงานนั่น หลังประตูเป็นห้องใต้ดินมืดๆ มีแสงสว่างรำไรจากไฟเล็กๆที่ติดข้างผนัง ห้องนั้นกว้าง มีโต๊ะทำงานและเก้าอี้ยาว อีกทั้งเครื่องมือก่อสร้างวางอยู่บนพื้นอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีอะไรผิดแปลกไป 

จิลเดินไปยังประตูอีกบานที่น่าจะพาเธอไปยังทางออกได้ หลังประตูบานนั้นเป็นช่องทางเดินแคบๆ ก่อด้วยผนังอิฐ  หญิงสาวเดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จุดหมายปลายทาง ในนี้ทางเดินไม่ซับซ้อนมากนักเธอจึงเจอบันไดเหล็กแบบสไลด์ติดกับกำแพงฝั่งหนึ่งจึงปีนขึ้นไปอย่างไม่รอช้า

เธอมาถึงด้านบนแล้ว จุดที่เธอยืนอยู่เป็นตรอกเล็กๆ ที่มีรั้วลวดตาข่ายกั้นกับทางเดินด้านนอก ซึ่งเป็นทางเดินติดกับแม่น้ำใหญ่ เมื่อมองออกไปอีกฝั่งของแม่น้ำเป็นตึกสูงมีแสงไฟจากตึกในยามค่ำคืน และหอนาฬิกา Saint michael’s สูงเด่นตั้งอยู่ เธอจำได้เพราะนี่เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวอันเลื่องลือของเมืองนี้ บ่งบอกให้เธอรู้ว่าเธอมาอยู่ที่ใจกลางเมืองแรคคูนแล้ว มองไปด้านซ้ายมือไม่ไกลออกไปนักเป็นสะพานเชื่อมฝั่ง เมื่อรถไฟก็ไปไม่ได้แล้ว ดูท่าว่าเธอคงต้องข้ามไปอีกฝั่งเพื่อหาทางออกไปจากเมืองนี้ก่อนสินะ 

เธอเดินไปที่ทางเดินติดกับแม่น้ำใหญ่ จุดมุ่งหมายคือสะพานเชื่อมฝั่งที่ไม่ไกลออกไปนั้น ลมพัดมาทำให้เธอแอบรู้สึกหนาวเล็กน้อย แต่ไม่วังเวงเท่ากับความเงียบของเมืองใหญ่ยามค่ำคืนนี้ และความรู้สึกสูญเสียจากเหตุการณ์ก่อนหน้า หอนาฬิกานี้เมื่อก่อนก็มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมอยู่เยอะทีเดียว ใจกลางแรคคูนซิตี้เปรียบเสมือนเมืองที่ไม่เคยเงียบเหงา แม้ว่าจะดึกมากแค่ไหน ก็ยังมีนักท่องราตรีออกมาเที่ยวอยู่ไม่น้อย ทว่าตอนนี้ทุกอย่างกลับนิ่งสงบ ราวกับนี่เป็นเมืองที่ตายไปแล้ว มีเพียงไม้ดอกไม้ประดับที่จัดตกแต่งตามพื้นข้างทางซึ่งออกดอกมาอย่างสวยงามที่ทำให้รู้สึกว่าเมืองนี้ยังพอมีชีวิตชีวาอยู่บ้าง

สองขาของเธอก้าวขึ้นสะพานเชื่อมฝั่ง ก่อนหน้านี้มัวแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยในบรรยากาศยามค่ำที่ทำให้จิตใจยิ่งฟุ้งซ่านขึ้นมา จนลืมชายหนุ่มคนที่คิดจะติดต่อตั้งแต่ในอุโมงค์ซะสนิท เมื่อนึกขึ้นได้จึงหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมากดส่งสัญญาณ

“คาร์ลอส ตอบหน่อย”

[ฮัลโหล ว่าไง] หญิงสาวรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเมื่อได้ยินปลายสายตอบกลับ น้ำเสียงของเขาบอกให้รู้ว่าทางนั้นยังสบายดี อย่างน้อยท่ามกลางความเงียบงันวังเวงในค่ำคืนนี้เธอยังได้ยินเสียงเขาอยู่ราวกับว่าเขาใกล้ๆเป็นเพื่อนเธอในตอนนี้

“เราไม่รอด....รถไฟตกราง” เธอต้องบอกข่าวร้ายแก่คนปลายสาย สายลมเย็นเยียบที่พัดมากระทบร่างบางย้ำเตือนให้เธอรู้ถึงการสูญเสียที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

[อะไรนะ รถไฟตกราง?! มีใครบาดเจ็บมั้ย?] ปลายสายถามกลับอย่างตกใจระคนไม่เข้าใจกับสิ่งที่ได้ยิน

“ทุกคนตายหมดเลย มิคาเอล... ทุกคน” เธอเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เธอก็มีส่วนผิด ไอ้สัตว์ประหลาดนั่นตามเธอมาทำให้คนอื่นๆต้องมาตายไปด้วยทั้งที่ไม่รู้เรื่องราวอะไร แต่กลับมีแค่เธอที่รอด

[บ้าเอ๊ย] ปลายสายสบถออกมาอย่างหัวเสีย ในหัวของหญิงสาวผุดภาพใครอีกคนหนึ่งมา จริงสิ ทุกคนตายหมดแต่น่าจะมีอีกคนที่ยังไม่ตาย

“นิโคไลน์ปล่อยให้พวกเราตาย”

[เดี๋ยว อะไรนะ?]

ตู้มมมม!

เสียงระเบิดดังมาจากอุโมงค์ใต้ดินที่เธอปีนบันไดขึ้นมา หญิงมองไปยังต้นเสียง ร่างใหญ่ของสัตว์ประหลาดเดินออกมาด้วยไฟที่ลุกท่วมไปทั้งตัว ทว่าดูเหมือนมันจะมีอะไรแปลกไป คือร่างค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น แขนขาที่เคยมีอยู่กลับเปลี่ยนสภาพเป็นอย่างอื่น เหมือนกับสัตว์สี่เท้า แล้วมันก็พุ่งกระโดดมายังเธอที่อยู่บนสะพาน

จิลวิ่งหลบได้ทัน มือที่เคยยกวิทยุสื่อสารขึ้นแนบหูต้องเปลี่ยนเป็นวางข้างลำตัวแทน เธอหมุนตัววิ่งหนีจากมันให้เร็วที่สุด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปลายสายจะตอบอะไรกลับมา 

แม่น้ำนี้เป็นแม่น้ำสายยาวแต่ไม่กว้างมากนัก เธอเห็นจุดหมายอีกฝั่งอยู่ไม่ไกล ทว่าร่างสัตว์ประหลาดที่แปลกออกไป ราวกับวิวัฒนาการได้ภายในเวลารวดเร็วนี้ เธอไม่แน่ใจเลยว่ารูปแบบการต่อสู้ของมันจะยังเหมือนเดิมรึเปล่า หรือเธอกำลังสู้กับศัตรูตัวใหม่ที่ประเมินความสามารถไม่ได้

เมื่อมาถึงอีกฝั่งจิลกระโดดลงจากสะพานอย่างไม่รอช้าเพราะไม่สูงจากพื้นดินมากนัก สัตว์ประหลาดนั่นกระโดดลงมาตามติดๆหมายจะตะครุบแต่ระยะทางที่ไกลไปหน่อยทำให้มันอยู่ตรงหน้าเธอแทน  ตอนนี้เธออยู่ที่ลานวงกลมที่มีรูปปั้นหินอ่อนอยู่ตรงกลาง สถานที่กว้างพอที่เธอจะใช้สู้กับมันได้ แม้จะแอบหวั่นใจแต่ตอนนี้เธอหนีมันไม่ได้แล้ว

จิลหยิบปืน  grenade launcher ที่บรรจุกระสุนไฟ มาถือไว้ในมือแทนวิทยุสื่อสารที่ถูกเก็บลงไปแทน เธอยิงใส่มันทันที ดูเหมือนว่ามันจะรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อยถึงได้ครวญครางออกมา แต่ยังไม่ยอมแพ้ มันถอยหลังออกไปตั้งหลักก่อนจะตั้งท่าเตรียมกระโจนใส่ จิลเห็นดังนั้นจึงต้องหันกายออกไปด้านข้างวิ่งหลบอย่างสุดฝีเท้า

เสียงพื้นกระเบื้องแตกยุบตัวลงไปตามแรงที่มันกระโดดใส่ จิลที่วิ่งหลบออกไปไกลหันหลังกลับมายิงกระสุนไฟใส่มันสองนัดติด ความเจ็บปวดทรมานทำให้มันวิ่งไต่ไปตามรถที่จอดอยู่รายล้อมไปทั่วโดยไม่สนใจเธอราวกับกำลังคลั่ง นั่นทำให้เธอได้โอกาสหาจังหวะเล็ง

เมื่อเธอยิงกระสุนไฟใส่มันที่วิ่งอยู่ได้อย่างพอดี ทำให้มันชะงักการเคลื่อนไหว ตัวกระเด็นตกลงมาจากหลังคารถ ร่วงลงมานอนกองกับพื้น มีอะไรบางอย่างโผล่ออกมาจากปากของมัน เต้นตุ้บๆคล้ายกับหัวใจ 

ถ้าหากว่าหญิงสาวคิดไม่ผิด ถ้าหากว่านี่เป็นจุดอ่อนของมันที่เผยออกมา เธอรีบหยิบปืนพกออกมาแล้วกระหน่ำยิงใส่สิ่งนั้นของมัน เมื่อมันทำท่าเจ็บปวดขึ้นไปอีกยิ่งทำให้เธอมั่นใจ

สัตว์ประหลาดตัวนั้นฟื้นขึ้นมาคลุ้มคลั่งอีกครั้ง มันกวาดกรงเล็บไปข้างหน้าโดยไม่สนใจว่าเธอจะอยู่ตรงนั้นหรือไม่ ก่อนจะวิ่งไต่ขึ้นไปตามหลังคารถอีกครั้ง คราวนี้จิลรู้แล้วว่าต้องใช้แผนเดิมเล่นงานมัน จิลเปลี่ยนอาวุธเป็น grenade launcher เล็งดักไปยังทิศทางที่มันจะวิ่งไปข้างหน้า เมื่อมันวิ่งมาถึงเธอก็ยิงกระสุนไฟออกไป ส่งผลให้มันกระเด็นตกลงมาอีกครั้ง 

จิลที่สลับไปถือปืนพกเตรียมไว้จึงยิงเข้าที่จุดอ่อนของมันเช่นเดิม มันกรีดร้องลั่นไปทั่วอย่างเจ็บปวดทุรนทุราย ทำให้เธอได้ที เปลี่ยนเป็นยิงกระสุนไฟนัดสุดท้ายใส่มัน พอดีกับร่างที่กรีดร้องค่อยๆหยุดลงนอนแน่นิ่งไปกับพื้น

หญิงสาวเหนื่อยหอบจากการต่อสู้ที่เพิ่งเกิดขึ้น เธอคิดว่ามันคงจะตายแน่แล้วเมื่อร่างนั้นไม่ขยับคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก จึงเก็บ grenade launcher ใส่สายเก็บอาวุธสะพายหลังแล้วถือปืนพกซึ่งขนาดเล็กและเบากว่าแทน

เธอเพิ่งสังเกตว่าสวนวงกลมนี่ตกแต่งสไตล์ยุคกลาง รูปปั้นหินอ่อน รอบล้อมไปด้วยพื้นหญ้าที่มีพุ่มไม้ขึ้น อีกทั้งยังประตูทางออกบานสูงใหญ่ที่เป็นหินซึ่งเปิดอยู่

“คาร์ลอส ยังอยู่มั้ย?” เธอหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาเรียกคนปลายสาย เมื่อจำได้ว่าก่อนหน้านี้เธอได้คุยอะไรบางอย่างค้างเอาไว้อยู่ แต่มีเพียงเสียงนอยซ์เท่านั้นที่เธอได้ยินกลับมา “บ้าเอ๊ย ทีงี้ติดต่อไม่ได้” 

เมื่อไม่ได้รับสัญญาณตอบกลับจึงเก็บวิทยุสื่อสารเข้ากระเป๋าที่เดิม จิลเดินไปยังทางออก ซึ่งอยู่ตรงหน้าเธอนี่เอง ร่างสัตว์ประหลาดนั่นก็นอนนิ่งอยู่หน้าทางออกพอดิบพอดี แขนใหญ่ของมันที่ยื่นออกมาขวางทาง ทำให้เธอต้องยกเท้าขึ้นก้าวข้ามอย่างรังเกียจ 

แต่แล้วจู่ๆก็มีอะไรบางอย่างคว้าขาเธอไว้เมื่อเธอเดินเข้ามาในประตูใหญ่ได้ไม่กี่ก้าว มันดึงตัวเธอกลับออกไปอย่างแรงทำให้ตัวหญิงสาวล้มลงไปที่พื้น เธอรีบพลิกตัวหันไปมองยังสิ่งที่คว้าขาเธอ ปรากฏว่าเป็นสัตว์ประหลาดตัวเดิมที่เธอคิดว่ามันตายไปแล้วกลับลุกขึ้นมาอีกครั้ง มือข้างหนึ่งเงื้อขึ้นมาหมายจะตะปบเธอ จิลตั้งสติใช้ปืนพกที่ถืออยู่ยิงเข้าที่หน้าของมัน มันไม่สะทกสะท้านอย่างที่เธอคิด

สัตว์ประหลาดตะปบมือลงที่ขาอีกข้างของหญิงสาว ก่อนจะดึงตัวเธอเข้าไปหามัน เมื่อการยิงใส่มันตรงๆไม่ได้ผลเธอเริ่มมองหาตัวช่วย เหลือบไปเห็นว่าด้านบนเป็นโซ่ที่ดึงประตูหินแบบย้อนยุคอยู่ เธอไม่ลังเลที่จะยิงใส่สิ่งนั้นแทน และได้ผลเมื่อโซ่ขาดทำให้ประตูลูกกรงที่ถูกรั้งขึ้นไปตกลงมาทับแขนสัตว์ประหลาดตัวนั้นเต็มๆ

เสียงสัตว์ประหลาดตัวนั้นร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น หญิงสาวดันกายออกมาจากแขนที่เคยมีแรงบีบรัดซึ่งตอนนี้ขาดออกจากตัวเจ้าของแล้ว เธอรีบยันกายขึ้นหมายจะหนีออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้าง

ฉึก

ของแหลมคมบางอย่างถูกปักเข้าที่ต้นแขนขณะที่เธอหันหลังให้มัน หญิงสาวหันไปไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นแขนอีกข้างของมันที่กำลังเลื้อยออกไปตามซอกประตูก็เข้าใจได้ในทันทีว่ามันคงจะปักอาวุธอะไรซักอย่างใส่เธอ แต่ความเจ็บปวดที่แล่นออกมาจากต้นแขนมันให้เธอชักไม่แน่ใจซะแล้วว่ามันคืออาวุธจากตัวมันธรรมดาหรืออะไรอย่างอื่น เมื่อมันไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดธรรมดา แต่ความชาเริ่มคืบคลานเข้ามาตามเส้นประสาท 

หญิงสาวใช้มืออีกข้างดึงสิ่งแหลมคมที่ปักต้นแขนออกไป ภาพตรงหน้าเธอลอยเคว้งราวกลับโลกหมุน เรี่ยวแรงที่เคยมีก็หายไปราวกับมีใครมาปิดสวิตซ์ทำให้เธอล้มลงกับพื้น เพียงแค่เวลาไม่นานความทรมานก็แล่นไปทั่วทั้งตัว ร่างกายสั่นกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ เธอหายใจเข้าออกอย่างยากลำบาก หัวใจเต้นรัวราวกับจะระเบิดออกมา

ภาพใบหน้าของใครบางคนผุดขึ้นมาในหัว ใบหน้าคมเข้มแฝงไปด้วยความกวนประสาท แต่น้ำเสียงที่ดูเหมือนเป็นห่วงเธอก็แอบทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด แปลกดีนะที่ในเวลาแบบนี้เธอนึกถึงคนที่เพิ่งเจอกัน คนที่ก่อนหน้านี้เธอไม่ชอบหน้าเอาซะเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #26 Mynun9412 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2563 / 09:32
    ชอบบบบบ
    #26
    0
  2. #13 ขุนนน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 13:59
    ก็เพราะมีใจให้เขาแล้วยังไงล่ะจิล กิ้ดด
    #13
    0