Little Sheep or Werewolf แกะตัวนั้นที่มันเป็นหมาป่า

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 24,132 Views

  • 485 Comments

  • 1,075 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    23

    Overall
    24,132

ตอนที่ 60 : Little Sheep XIV :: ‘ถึงเวลา’{100%}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 332
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ก.ค. 60

Little Sheep XIV

ถึงเวลา

 

“ปากบอกให้พักผ่อน แต่ไม่มีใครนอนสักคน คำสั่งข้ามันไร้ค่าขนาดนั้นเลยหรือไง”ไคเซอน์พึมพำเสียงเบากับตนเอง สายตคาเหลือบจากของในมือไปมองร่างที่ยืนมุมนั่นมุมนี้ทั่วห้อง

ตั้งแต่ที่มิดไนท์กับชินเรบุกมาที่นี่ก็ผ่านไปสี่ชั่วโมงเกือบห้าชั่วโมงแล้ว แต่ไม่มีใครยอมหลับยอมนอนสักคน เคียวยะนั่งมองนอกหน้าต่างอยู่ตรงนั้น เบลเฟกอลกลิ้งอยู่บนโซฟา เอพริลเดินป้วนเปี้ยนไปมาระหว่างห้องครัว ห้องส่วนกลาง และห้องที่โอเชี่ยนนอนอยู่ โอ๊คกับเดทเธลวิ่งลงไปหาอะไรกินเมื่อสิบนาทีก่อน ทริปเปิ้ลเพิ่งเอาของว่างรอบที่สิบมาวางกลางห้องแล้วเดินไปทางห้องครัวเพื่อทำของว่างรอบที่สิบเอ็ด ส่วนเมย์คลายส์นั่งเช็ดปืนของตนเองเหมือนเตรียมพร้อมจะสู้ทุกเมื่อ

“ที่โอเชี่ยนบอกก่อนหน้านี้ว่ารู้สึกได้ว่าอีกไม่นานจะเกิดเรื่องคงเป็นเรื่องนี้สินะ”

เมย์คลายส์ว่าเรียบ ๆพลางมองหน้าน้องชายที่หอบกะละมังกับผ้าขนหนูไปเช็ดตัวคนผมแดงที่นอนอยู่ในห้อง เอพริลพยักหน้าหงึกหงัก การบุกเข้ามาถึงถิ่นด้วยคนสองคนของแบล็กโฮลถือว่าเป็นเรื่องเกินคาด ต่อให้บ้าแค่ไหนเอพริลก็ไม่มีทางบุกไปหาศัตรูถึงถิ่นด้วยคนแค่สองคนหรอก ไม่รู้ว่าทางนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่ เขาไม่รู้ว่าเป็นคำสั่งของบลูหรือว่าคิลเลอร์ ความเป็นไปได้ว่าจะเป็นคนหลังมีมากกว่า ในฐานะที่ทางนั้นเองก็เป็นหัวหน้า

“ดูเหมือนจะมองข้ามเซนส์ของพวกนักค้าข่าวไม่ได้เลยสักนิด เห็นพวกลูนอสตัดสินใจออกไปประจำจุดเสาหลักเมื่อคืนก็เริ่มกังวลแปลก ๆ”เบลเฟกอลว่าแล้วนั่งขมวดคิ้วอยู่บนโซฟา ทางซ้ายมือเป็นไคเซอร์ที่นอนอ่านหนังสือการ์ตูนแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว ถ้าไม่ติดว่าไม่มีอารมณ์จะมาเล่นไร้สาระ เบลเฟกอลก็คงเอาหมอนอิงฟาดหน้าอาจารย์ตัวเองไปแล้ว

“เตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆก็ไม่ผิดอะไรนี่ อย่างไรเสียเจ้าสองคนนั้นก็หายตัวไปไหนมาไหนไม่ได้แบบไอ้คนที่เหลือ จุดที่ใกล้ที่สุดยังห่างกันตั้งสิบสองชั่วโมง”ไคเซอร์ตอบเรียบ ๆ สายตาจ้องมองหนังสือการ์ตูน ส่วนมือก็เอื้อมไปหยิบมันฝรั่งทอดใส่ปาก สภาพดูสบายดีเกินกว่าจะเป็นคนที่เตรียมตัวไปกู้โลก

เอพริลมองภาพที่ไร้ซึ่งความน่าเชื่อถือของฮีโร่เฮงซวยแล้วกลอกตาเป็นวงกลม เขาว่าเขารีบไปเช็ดตัวโอเชี่ยนให้เสร็จแล้วมาจัดการทำความเคยชินกับพลังของตนเองดีกว่า อนาคตของโลกฝากไว้ที่คนพรรค์นี้ไม่ได้อีกแล้ว ขืนกล้าทำมีหวังไม่มีอนาคตรออยู่แน่ ๆ ชายหนุ่มคิดพลางสาวเท้าเข้าไปในห้อง

ร่างบนเตียงนอนนิ่งไม่ขยับ เห็นแค่หน้าอกที่ขยับขึ้นลงหมายถึงลมหายใจที่ยังเข้าออกอย่างปกติ เอพริลจัดการวางกะละมังน้ำไว้ที่โต๊ะข้างเตียงแล้วยกมือขึ้นวัดอุณหภูมิของเพื่อนด้วยความเป็นห่วง แต่อุณหภูมิร่างกายที่ปกติทำให้เบาใจไปได้มาก แม้จะยังไม่ได้สติ แต่อาการคงไม่น่าเป็นห่วงนักหรอก...มั้ง เขาเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเรื่องนี้เหมือนกัน ไม่รู้ว่ามิดไนท์ซัดพลังประเภทไหนใส่โอเชี่ยน คน ๆนั้นทำไมถึงเกลียดพี่ชายตัวเองได้มากขนาดนี้นะ

มีหลายเรื่องที่เอพริลยังไม่รู้ เพราะแบบนั้นเลยทำความเข้าใจไม่ได้ มองจากมุมมองตรงนี้ได้ยินแค่เรื่องที่โอเชี่ยนเล่าแล้วก็ต้องขอลงความเห็นไว้ก่อนว่าเพื่อนเขาน่าสงสารที่ไม่ได้รับความรักจากน้องชายที่รักมากขนาดนั้น แต่ไม่รู้เลยว่าจริง ๆแล้วทางมิดไนท์คิดอะไรอยู่กันแน่ คนเป็นฝาแฝดกันคงมีนิสัยต่างกันไม่มากหรอก ด้วยทฤษฎีที่เคยได้ยินมาตามโทรทัศน์หรือว่าอ่านเจอจากนิตยสาร มั่นใจลึก ๆว่าโอเชี่ยนเองไม่ใช่คนขี้อิจฉา เห็นใครได้ดีกว่าไม่ได้ ดังนั้นมิดไนท์เองก็ไม่น่าจะกลายเป็นคนแบบนั้นไป

แต่เรื่องนี้ก็สรุปอะไรไม่ได้ การถูกเลี้ยงไม่เหมือนกันอาจจะสร้างความแตกต่างทางนิสัยออกมาก็ได้ เอพริลคิดพลางใช้ผ้าหมาด ๆเช็ดใบหน้าเพื่อน รอยเหมือนถูกเชือดรัดที่ลำคอหายไปแล้ว ตอนที่สอบสวนก็รู้แค่ว่าเป็นเพราะขีดจำกัดของพลัง ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติมมากกว่านั้น ทางพวกเขาเองก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วกำชับให้ใช้พลังที่ว่าอย่างพอดี การมาเห็นเพื่อนมีรอยแปลก ๆตามร่างกายมันก็สร้างความไม่สบายใจให้ส่วนหนึ่ง

“อยากเช็ดตัวโอเชี่ยนมั่งจัง”

เสียงระห้อยแว่วมาจากด้านหลัง จากนั้นก็ตามมาด้วยจิตสังหารระดับไดโนเสาร์กินเนื้อตายทั้งฝูง ไม่ต้องหันไปมองเอพริลก็รู้ว่านอกจากพี่ชายแล้วใครอีกที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ หันไปชุบผ้ากับน้ำแล้วกันกลับมาลงมือปลดกระดุมเสื้อโอเชี่ยน รู้สึกแปลก ๆเหมือนกันที่เป็นฝ่ายดูแล เพราะอย่างที่เคยพูดไป โอเชี่ยนป่วยนั้นนับได้ด้วยมือข้างเดียว ร่างกายแข็งแรงเสียอย่างกับปีศาจ

“...เอ๊ะ?...”

“มีอะไรเอพริล?”

พอได้ยินเสียงน้องชายร้องเมย์คลายส์ก็รีบหันมองทันที แสร้งหันหนีสายตาพิฆาตที่จี้หลังจี๊ด ๆอย่างเนียนที่สุด ทางเอพริลจ้องมองร่างของโอเชี่ยนนิ่ง ดวงตากระพริบปริบ ๆเหมือนตกอยู่ในความงุนงง ท้ายที่สุดถึงได้ชี้นิ้วไปที่คนบนเตียงแล้วหันไปหาสองคนข้างหลัง

“หมอนี่...แผลที่ท้องหายตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อวานผมยังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้อยู่เลย”

ตลอดสามวันที่โอเชี่ยนสลบไปก่อนหน้านั้นเอพริลเป็นคนเช็ดตรวจและเปลี่ยนผ้าพันแผลให้คนผมแดงตามคำสั่งของเคียวยะ เขาไม่มีทางลืมไปได้ว่าแผลเพื่อนอยู่ในระดับไหน การโดนแทงทะลุท้องไม่มีทางหายได้ในระยะเวลาแค่สามวัน ต่อให้เป็นชิเดลิตส์ก็ยังมีเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่

“ไหน?”

เมย์คลายส์ร้องอย่างใคร่รู้ แต่โดนเคียวยะจิกหัวอย่างแรงแล้วลากไปด้านหลังก่อนตัวเองจะเป็นคนสาวเท้าเข้าไปในห้อง นับวันอนเมียวจิคนนี้เริ่มมีนิสัยสวนทางกับหน้าตาขึ้นทุกที ๆ ช่วงแรกที่รู้จักกันก็ดูนิ่ง ๆ เรียบร้อยดีอยู่หรอก นานวันเข้าทำไมถึงกลายเป็นคนสวยสายโหดไปได้

ในขณะที่เมย์คลายส์กำลังตัดพ้อและนวดหนังหัวที่ถูกดึง เคียวยะก็เดินไปถึงตัวโอเชี่ยน เขาพินิจสายตามองลูกศิษย์ตัวดี มือเอื้อมไปถลกแขนเสื้อีกฝ่ายขึ้นเพื่อหารอยช้ำที่เพิ่งเกิดไปเมื่อตอนหัวค่ำ แต่แขนข้างนั้นเนียนสนิทเหมือไม่เคยบาดเจ็บใด ๆมาก่อน คิ้วเรียวเริ่มขมวด เขานึกว่าดูผิดข้างจึงไปถลกแขนเสื้ออีกข้างขึ้น แต่ผลคือเหมือนเดิม ไม่มีรอยอะไรอยู่เลย

“ก็คงรักษาตัวเองได้ล่ะมั้ง นั่นชิเดลิตส์นะไม่ใช่พวกไร้ชื่อเสียหน่อย พวกเจ้าจะวิตกอะไรกัน แค่นี้เรื่องยังไม่พอหรืออย่างไร?”

ไคเซอร์ที่ปิดปากหาวอยู่ที่กรอบประตูเอ่ยเสียงงัวเงีย เขาเริ่มง่วงแล้วพอสมควร คิดว่าคงได้เวลานอนแล้วปล่อยไอ้พวกไม่รู้จักคำว่าพักผ่อนมันนั่งเฝ้ากันต่อไป ไม่มีเขาเฝ้าแต่มีอีกสี่ห้าคนเฝ้าก็น่าจะทดแทนกันได้ เขาคิดพลางสบตากับดวงตาสองคู่ทีย้ายจากร่างบนเตียงมามอง แต่ละคนไม่เชื่อคำพูดของเขาสักนิด ดูจากแววตาก็รู้แล้ว

“อย่างที่อาจารย์บอกนั่นแหละเอพริล เคียวยะ ตอนที่นั่งกินข้าวก็ดูเขาปกติดี อาจจะแผลหายไปแล้วจริง ๆก็ได้ ก็โอเชี่ยนนี่เนอะ เรื่องทำอะไรไม่บอกชาวบ้านกลายเป็นงานถนัดไปแล้วล่ะ”

เบลเฟกอลตอบด้วยรอยยิ้มระรื่นแบบตนเองซึ่งแฝงแววจิกกัดเอาไว้นิดหน่อย ที่เดินมามาส่วนร่วมด้วยนั่นเพราะเห็นไคเซอร์ลุกขึ้นมาให้ความสนใจก็เลยรู้สึกสนใจบ้าง ฝ่ายเอพริลหยักหน้าหงึกหงักแล้วจัดการเช็ดตัวโอเชี่ยนต่อ เคียวยะพยักหน้าตามอีกคน เขาเข้าไปวัดไข้ลูกศิษย์ แสร้งเมินสีหน้าประท้วงของคนด้านหลังไป ทริปเปิ้ลที่เดินมาดูด้วยอีกคนพอเห็นแบบนั้นก็หัวเราะ นานทีปีหนคนจะเลือกเชื่อเบลเฟกอลมากกว่า ปกติแล้วผู้บัญชาการผมขาวคนนี้ต้องได้รับตำแหน่งผู้ที่ไม่ถูกเชื่อถือที่สุด แต่พอมีไคเซอร์มาเบลเฟกอลก็ล่วงจากตำแหน่งไป เรียกว่าน่าเสียใจหรือน่ายินดีดีล่ะนี่?

“เฮ้ย ๆ ทำไมทีเจ้าเด็กนี่พูดถึงได้ฟัง แล้วทำไมข้าพูดถึงไม่ฟังล่ะเว้ย?”

“ยังต้องถามถึงความน่าเชื่อถือกันอยู่อีกหรอ?”เคียวยะสวนเรียบ ๆ มือรับผ้าจากเอพริลมาชุบน้ำแล้วส่งกลับ จ้องมองใบหน้านิ่งสนิทของโอเชี่ยนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกมือขึ้นลูบเรือนผมนุ่มสีแดงเพลิงเบา ๆ

ตั้งแต่เล็กจนโตโอเชี่ยนไม่เคยป่วยเหมือนที่คนอื่น ๆบอก ดังนั้นไม่เคยมีเลยช่วงเวลาที่เคียวยะจะเห็นลูกศิษย์ไร้เกราะป้องกัน ต่อให้พลังหมดจากการฝึกก็ยังหอบสังขารตัวเองไปนอนจนสำเร็จ เช้าวันใหม่ก็ตื่นมาด้วยพลังงานเต็มเปี่ยม ดังนั้นการได้มาเห็นโอเชี่ยนสลบหรือหน้ามืดนับเป็นเรื่องแปลกสำหรับเขา เป็นเรื่องที่เคียวยะไม่รู้วิธีรับมือ ชายหนุ่มทอดสายตาแล้วลดมือลงข้างตัว

“เคียวย้า....”

หัวคิ้วขมวดมุ่นเมื่อเบลเฟกอลลากเสียงเรียกชื่อเขา ใบหน้ายิ้มแย้มนั่นฉายแววตระหนกเล็กน้อย มือเรียวชี้มาที่เขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงประหลาด ๆ

“มือคุณ...ทำไมเป็นแบบนั้น?”

พอถูกถามอนเมียวจิหนุ่มก็ยกมือขึ้นดู นัยน์ตาสีน้ำเงินวูบไหวด้วยความตระหนกเมื่อเห็นของเหลวสีแดงเปื้อนเต็มฝ่ามือ ทว่าเขาก็มีสติดีพอจะไม่ตีตนไปก่อนไข้ ชายหนุ่มก้มลงดมฝ่ามือตนเอง

“สี...”เขาร้องแล้วหันไปทางโอเชี่ยนด้วยสีหน้าประหลาด

เอพริลไหวตัวรวดเร็วขยับตัวไปทางหัวเตียง จัดการจับเส้นผมที่เคียวยะลูบเมื่อครู่มาปอยสองปอยแล้วใช้ผ้าเปียกหมาด ๆในมือเช็ด สีแดงสดติดตามผ้าขาวอย่างเด่นชัด ยิ่งเช็ดก็ยิ่งเห็นว่าเส้นผมสีแดงที่มองเห็นเป็นเพียงสีย้อมผมชั่วคราว สีที่แท้จริงปรากฏสู่สายตา นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างเมื่อตกกระทบลงกับความจริง เขาผินใบหน้าไปทางพวกเบลเฟกอลแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนัก

“นี่ไม่ใช่โอเชี่ยน”

สิ้นเสียงนั้นอากาศก็สั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่ใช่ฝีมือของคนในห้อง ความรู้สึกทีเหมือนถูกช่วงชิงลมหายใจทำให้ทุกคนตื่นตัวในทันที มีเพียงเอพริลที่ไม่ตระหนกอะไรเลย เขาพอจะรู้จักพลังนี้บ้าง ในเมื่อเคยเจอกับตัวมาครั้งหนึ่ง พลังที่เกิดจากโอเชี่ยนตัวจริง

 “ไคเซอร์!!! เกิดเรื่องแล้ว!!!”เสียงโอ๊คดังขึ้นตัดเรื่องสำคัญตรงหน้าไปก่อน ร่างของพ่อมดหลงยุคปรากฏตัวขึ้นไม่ไกลจากตัวของเจ้าของชื่อ ใบหน้าเหมือนเด็กสิบแปดฉายแววตระหนก มือเรียวชี้ไปที่นอกหน้าต่าง”นั่น!

นอกจากเอพริลกับเคียวยะคนที่เหลือต่างพุ่งไปดูจนหมด สิ่งที่เห็นจะเรียกว่าผิดธรรมชาติก็พูดได้เต็มปาก ก้อนกลมสีดำขนาดใหญ่ที่มองเห็นอยู่ไกลพอสมควรลอยอยู่กลางท้องฟ้า เห็นเหมือนสายระโยงรยางค์ตึงลงไปยังพื้นที่แถบนั้น เมย์คลายส์ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือแล้วเหลือบมองท้องฟ้าอีกครั้ง

ท้องนภามืดมิดดั่งราตรีที่ไร้จันทรา

คำนิยามประหลาดผุดขึ้นในใจเขา ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเจ็ดโมงเช้าแล้วแต่ท้องฟ้ายังมืดสนิทดั่งว่าเป็นกลางคืน ความเครียดฉายชัดในใบหน้าแต่ละคน ก่อนหน้านี้สัมผัสอะไรไม่ได้เลย แต่พอเห็นว่าเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็เริ่มแน่ใจแล้วว่าเส้นทางไปสู่จุดจบถูกขีดเอาไว้แล้ว

“คนที่ทำให้กลางวันเป็นกลางคืนได้เห็นทีที่รู้จักจะมีแค่คนเดียว”เบลเฟกอลพึมพำแล้วกันไปทางพวกอาจารย์”เวลาที่ต้องฉายเดี่ยวมาถึงเร็วกว่าที่คิดเอาไว้นะ”

โอ๊คกับเดทเธลเม้มปากก่อนจะพยักหน้า ต่างคนต่างร่ายคำสั่งของคนเองแล้วหายไปจากตรงหน้า ทางเคียวยะเหลือบมองร่างบนเตียงแล้วสบถหลายคำเป็นภาษาที่เอพริลไม่เข้าใจ แต่ที่แน่ใจคือความเจ็บใจที่ฉายชัดมาจากใบหน้านั้น คนเป็นอาจารย์อย่างเคียวยะไม่เคยรู้เลยว่าลูกศิษย์ของตนเองมีแผนอะไรอยู่ในใจบ้าง บางทีที่เร่งทำทุกอย่างให้เสร็จในเวลาสั้น ๆ แค่ไม่ถึงสองวันนั่นคือโอเชี่ยนมีแผนนี้อยู่แต่แรกแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แต่เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง

“เคียวยะ เจ้าต้องไปทำหน้าที่ของตนเอง ทางลูกศิษย์เจ้าข้าจะจัดการเอง”ไคเซอร์เอ่ยเรียบ ๆกับเพื่อน นัยน์ตาสีแดงเรียบเฉยแต่กดให้เจ้าของนามก้มหน้ารับคำ

อนเมียวจิหนุ่มหันไปมองหน้าเอพริล เลยสายตาไปยังร่างบนเตียงก่อนจะเอ่ยเรียบ ๆ”แค่ศิษย์ตนเองกับแฝดที่เหมือนข้ายังแยกไม่ออก เป็นอนเมียวจิประสาอะไร...ช่างเถอะ เอพริล ข้าฝากไคโตะไว้กับเจ้าด้วย แล้วจะรีบกลับมา”

เอพริบขานรับเต็มเสียง เห็นแบบนั้นเคียวยะจึงวางใจแล้วไปยังที่ ๆต้องไปอีกคน ในห้องเหลือเพียงเอพริล เมย์คลายส์ ไคเซอร์ เบลเฟกอล และทริปเปิ้ล การเผชิญหน้ากับแบล็กโฮลใกล้เข้ามาแบบไม่มีใครตั้งตัว เต็มที่คิดว่าอีกตั้งหกวัน แต่นี่มันกะทันหันไปแล้ว เอรพิลยังใช้พลังไม่เป็นด้วยซ้ำ

“ทางทีดีฉันว่าเอพริลอยู่ที่นี่เฝ้ามิดไนท์ไว้เถอะ”เบลเฟกอลเอ่ยเรียกชื่อคนบนเตียงอย่างเต็มปากเต็มคำ ถึงจะเห็นแค่ปอยผมด้านหน้าเท่านั้นที่กลายเป็นสีน้ำเงิน แต่ว่ากลางคืนด้านนอกน่าจะชี้ตัวได้ว่าคนที่ใช้พลังอยู่ที่เกิดเหตุคือใคร

“แต่แบบนั้นกำลังของเรา...”

“ทางนั้นเองก็ขาดกำลังไปหนึ่งเหมือนกัน เธอเฝ้ามิดไนท์ไว้ ถ้าเขาตื่นก็ต้องหยุดไม่ให้ออกจากตึกนี่ไปได้”เบลเฟกอลอธิบายด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย แต่รับรู้ได้ด้วยสัมผัสว่าความตึงเครียดฉายชัดในแววตา ใบหน้าหล่อเหลาหันไปทางคนผมดำข้างตัวแล้วเอ่ย”อาจารย์ล่วงหน้าไปกับเมย์คลายส์ก่อนเถอะครับ ผมจะไปสั่งการโวคทั้งหมด ตอนนี้พวกเขาน่าจะรอคำสั่งผมอยู่”

“ตั้งใจจะทำแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่ต้องสั่งข้าหรอกน่า”ไคเซอร์ว่าด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน”เสียดายที่หายตัวไม่ได้”

“งั้นก็ไปรถผมเถอะครับ”เมย์คลายส์ว่าพลางชูกุญแจ ทางฮีโร่เฮงซวยคว้ามาไว้ในมือหมายถึงจะเป็นคนขับรถเอง แน่นอนว่าไม่มีใครว่าอะไร

เอพริลกับเมย์คลายส์กำชับกันและหันให้ระวังตัวก่อนต่างฝ่ายต่างแยกไปทำหน้าที่ ทุกคนนอกจากเอพริลล้วนแล้วแต่สาวเท้าออกมาจากห้อง ความรู้สึกราวกับถูกเหนี่ยวรั้งกลับไปยังอดีตตีวนอยู่ในอก เบลเฟกอลไม่อยากเห็นคนที่รักตายจากไปเพราะเรื่องนี้อีกแล้ว ยิ่งก้าวเท้าไปด้านหน้าเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกเหนี่ยงรั้งเอาไว้เท่านั้น บางครั้งก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมฝ่ายที่เสียสละต้องเป็นเขาด้วย ในเมื่อแท้จริงแล้วพวกเขาต่างไม่ใช่เอสเปอร์เลยสักคน

“อย่าทำหน้าแบบนั้น ครั้งนี้มันไม่เหมือนครั้งนั้นหรอก”ไคเซอร์ตบไหล่ลูกศิษย์เบา ๆ รู้ดีว่าความเจ็บปวดที่วนเวียนในอากาศนี่ออกมาจากใคร และมาจากเรื่องไหน

“คราวนี้...อย่าถูกแยกร่างกับวิญญาณอีกล่ะครับ”เบลเฟกอลว่าด้วยรอยยิ้ม แต่ไคเซอร์รู้ดีว่าเรื่องที่อีกฝ่ายพูดไม่ใช่เรื่องตลก ทั้งสำหรับตัวเขาและคนตรงหน้า ไม่ต้องสาธยายหรือนึกถึงความเจ็บปวดในวันนั้นของคนตรงคนผมดำก็เข้าใจดีว่าอะไรเป็นอะไร

“อย่าคาดหวังจากคนที่ตายไปแล้วครั้งหนึ่งเลยเด็กน้อยเอ๋ย”

พอคำพูดแบบนั้นหลุดออกมานัยน์ตาของใครต่อใครต่างปริร้าว ขนาดเมย์คลายส์ที่ไม่เข้าใจเรื่องราวอะไรเลยยังรู้สึกประหลาดที่กลางอก เขาไม่เคยเห็นผู้บัญชาการสูงสุดของตนนิ่งไปแบบนั้น ฝ่ามือหนายกขึ้นขยี้เส้นผมสีขาวไปมาเบา ๆ เหมือนกับกำลังปลุกปลอบเด็กอายุหกขวบ

“ผมเหลือคุณเป็นครอบครัวคนสุดท้ายแล้วนะ”

“รองสุดท้ายต่างหาก”

ไคเซอร์แย้งแล้วยกยิ้ม อีกร่างนิ่งงันไม่โต้ตอบ เขาเม้มริมฝีปากก่อนจะคลี่ยิ้มกลับ เมื่อเดินมาถึงทางแยกระหว่างไปที่จอดลดกับห้องสั่งการ สองอาจารย์ศิษย์ก็มองหน้ากัน

“ระวังตัวนะครับ”

“รีบตามมาล่ะเจ้าศิษย์งั่ง”

สิ้นคำกำชับต่างฝ่ายก็ต่างแยกจากกันไปสู่หน้าที่ในความรับผิดชอบ นั่นเหมือนเป็นสัญญาณให้เริ่มต้นจัดการเรื่องที่ยืดเยื้อมากว่ายี่สิบปี ในอดีตไม่ว่าใครจะสูญเสียอะไรไปบ้าง แต่วันนี้ฝ่ายเขาจะต้องไม่สูญเสียอะไรทั้งนั้น

“รอก่อนนะบลู อดทนเอาไว้ พ่อเชื่อในตัวบลูนะ”

เสียงกระซิบแว่วไปกับสายลม คาดหวังว่าจะส่งไปถึงคนที่ต้องการให้รับรู้ โดยไม่รู้ว่าชะตากรรมของเจ้าของนามเป็นเช่นไรในตอนนี้


--------------------------------------------------------50%-------------------------------------------------------------------


ท้องฟ้าที่มือครึ้มเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนถึงภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ ไกลสุดขอบฟ้ายังไม่มีใครพบแสงสว่าง ผู้คนต่างตกอยู่ในความหวาดกลัวและหวั่นวิตก แม้รัฐบาลจะมีคำสั่งออกมาเพื่ออพยพผู้คนในพื้นที่เสี่ยง แต่กลับไม่รู้ว่าจะพาประชาชนผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ไปที่ไหนดี แสงวูบวาบสว่างมาจากกลางท้องฟ้า ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ณ ที่แห่งนั้น ในโลกแห่งความเป็นจริงคงหาฮีโร่ได้ยาก ต่อให้มีพลังพิเศษ แต่จะมีสักกี่คนกันที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อคนที่ไม่รู้จัก

รถสปอร์ตสีดำพุ่งมาจอดใกล้ขอบเขตการปะทะ เสียงล้อรถบดขยี้กับพื้นถนนบาดหู ฝุ่นคลุ้งตลบอบอวนไปทั่ว ร่างสองร่างดีดตัวลงมาจากรถ หนึ่งร่างเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า อีกหนึ่งร่างสำรวจรอบตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจและคนของรัฐบาลบางกลุ่มกำลังอพยพประชาชน แต่ก็คงไม่ดีเท่าที่ควรนัก หนีไปก็ใช่ว่าจะพ้น ต้องจบเรื่องเท่านั้นถึงจะเรียกว่าความปลอดภัยมาเยือน

โชคดีที่ระบบเซนเซอร์ของเสาไฟฟ้ายังทำงาน แสงนีออนสว่างทั่วเมืองจนไม่เป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นมากนัก บางครั้งก็อยากให้โอเชี่ยนเป็นเจ้าของธาตุร้อน พวกเขาจะได้ต่อสู้กันท่ามกลางแสงสว่างบ้าง นัยน์ตาสีมรกตกวาดไปอบตัวก่อนจะเบนไปมองร่างที่มาด้วยกัน

“เอายังไงครับคุณไคเซอร์?”

เมย์คลายส์ร้องถามร่างสูง เขาเห็นนัยน์ตาสีโกเมนจับจ้องไปยังลูกกลม ๆกลางท้องฟ้า ดูเหมือนไคเซอร์จะมองไม่เห็นว่ามีใครอยู่ตรงนั้นบ้าง แต่ก็พอจะคาดเดาได้จากสัมผัสว่ามีอย่างน้อย ๆสามร่างไม่รวมคนที่ถูกขังอยู่ในลูกกลม

“ข้าคิดว่าเวทย์จำกัดพลังเอสเปอร์น่าจะทำงานแล้ว ใช้พลังของเจ้าตรวจสอบให้ที่ว่าขอบเขตมันถึงตรงไหน?”

เมย์คลายส์พลังหน้ารับแล้วเริ่มใช้พลังของตน ขอบเขตสนามพลังประหลาดปรากฏขึ้นในหัว บนพื้นที่สีเขียวคล้ายภาพโฮโลแกรมมีพื้นที่สีดำที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าเป็นอะไรกำลังแผ่ขยายอย่างเชื่องช้า ในเวลาอีกไม่นานมันจะมาถึงจุดที่เขากับไคเซอร์ยืนอยู่ ศูนย์กลางน่าจะเป็นพื้นราบใต้ลูกกลมกลางท้องฟ้า

“ถ้าสิ่งที่ผมเห็นคือเวทย์จำกัดพลังเอสเปอร์ที่คุณพูดถึง ตอนนี้มันก็กำลังแผ่ขยายไม่หยุด อีกไม่นานต้องมาถึงตรงนี้แน่”

“เช่นนั้นข้าคงต้องรีบไปหยุ—”

เสียงพูดขาดหายพร้อมกับเจ้าของเสียงที่ตวัดกรงเล็บอย่างรุนแรง การจู่โจมเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน บทสนทนายังไม่เสร็จสิ้นดีด้วยซ้ำไป เมย์คลายส์ถีบตัวออกจากจุดที่บางสิ่งกระดอนลงมากระทบพื้น หางตาเห็นบางอย่างกำลังพุ่งเข้ามาจึงชักปืนทีเอวออมาลั่นไก ร่างที่จู่โจมกรีดร้องลั่นก่อนจะกระเด็นไปไกล นัยน์ตาสีเขียวมรกตวาววาบเมื่อสังเกตเห็นเต็มสองตาว่าอะไรคือสิ่งที่โจมตีเขา

“หุ่นลองเสื้อผ้าพวกนี้มันอะไรกันน่ะ?”

เมย์คลายส์พึมพำเหมือนกำลังช็อก หุ่นลองเสื้อเป็นกองทัพกำลังเดินเชื่องช้าออกมาจากตึก ๆหนึ่ง ทั่วทั้งร่างเป็นสีขาวซีดน่าขนลุก พวกมันไม่ได้สวมเสื้อผ้าแต่ก็ไม่ได้ดูอนาจารมากนักตามสถานะของหุ่นลองเสื้อ ผู้บัญชาการโวคเขต7สะบัดหน้ามองไคเซอร์อย่างรอคำสั่ง ทางนั้นกางกงเล็บออก บ่งบอกว่าพร้อมเข้าปะทะ

“ข้าเกรงว่าที่เราประเมินเอาไว้ว่าพวกแบล็กโฮลมีกันไม่กี่คนเราคงประเมินผิด นี่คือพลังที่พวกมันซ่อนเอาไว้สิท่า”ไคเซอร์กดเสียงเย็น ท่าทางจะหัวเสียไม่น้อยที่ถูกหลอกเสียเต็มประดา”ดูท่าคงต้องกำจัดพวกมันก่อนถึงจะเข้าไปถึงตัวการข้างในได้ ตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนเจ้าเด็กผมแดงนั่นจะอยู่คนเดียว เขารับมือต่อไปไม่ไหวแน่”

พอเอ่ยถึงโอเชี่ยนคนผมเงินก็หน้าเปลี่ยนสี รู้สึกเป็นห่วงเพื่อนของน้องชายจนเหมือนจะเสียสมาธิ ก็ในเมื่อโอเชี่ยนยังบาดเจ็บ การอยู่ท่ามกลางวงล้อมศัตรูที่ไม่รู้ว่าในเขตปราการที่เขาเจาะเข้าไปสำรวจไม่ถึงนั่นจะมีหุ่นลองเสื้อเดินได้แบบนี้อยู่อีกกี่ร้อยตัวเป็นเรื่องน่ากังวล ไคเซอร์รับรู้ความรู้สึกนั้นได้ เขาตวัดกงเล็บใส่หุ่นลองเสื้อที่พุ่งเข้ามาก่อนจะสั่งเสียงหนัก

“ถ้าอยากเข้าไปช่วยโอเชี่ยนก็จงรีบจัดการซะ”

“ครับ!!!

เมย์คลายส์รับเสียงหนักก่อนจะเหนี่ยวไกปืนใส่ร่างสีขาวทั้งหลายอย่างไร้ความปราณี อย่างน้อยสุดก็ต้องถ่วงเวลาจนกว่าพวกเบลเฟกอลจะตามมาสมทบ ที่น่าหวั่นวิตกคือพวกหุ่นลองเสื้อพวกนี้เริ่มจู่โจมประชาชนทั่วไป ทั้งที่เป้าหมายจริง ๆของแบล็กโฮลคือการใช้เวทย์ทำลายเอสเปอร์ ทว่าการโจมตีมนุษย์ธรรมดาแบบนี้มันหมายความถึงอะไร เมย์คลายส์คิดไม่ออก เขาไม่ได้รู้เรื่องอย่างละเอียดด้วยซ้ำ เข้าร่วมภารกิจใหญ่ครั้งนี้ด้วยเพราะเป็นห่วงโอเชี่ยนจนต้องตามติดมาด้วย ไม่อาจจะประเมินสถานการณ์หรือเข้าใจเรื่องราวได้อบ่างที่ไคเซอร์ทำ

เขาน่าจะศึกษาเรื่องนี้ให้หนักกว่านี้ ชายหนุ่มคิดก่อนจะพลิกมือคว่ำลง แรงโน้มถ่วงตรงบริเวณหนึ่งเพิ่มขึ้นจนร่างของพวกหุ่นลองเสื้อทรุดลงไปแตกหัก พวกมันเปราะบาง กรอบ และแตกง่าย ทว่ากลับสามารถพุ่งกลับคืนร่างได้ใหม่อย่างน่าหงุดหงิด เมย์คลายส์เพิ่มพลังแรงโน้มถ่วงให้หนักขึ้น พื้นถนนกลายเป็นหลุมลึกลงไป แต่ก็ไม่มากพอให้จนพวกหุ่นกลับขึ้นมาไม่ได้ การกำจัดทีได้ผลที่สุดคือการเหนี่ยวไกปืน แต่นั่นก็ยังไม่ดีที่สุด

ทางไคเซอร์ใช้ทั้งหมัด กรงเล็บ เท้า สารพัดอาวุธของร่างกายในการกำจัดศัตรูที่ไม่เคยปะมือด้วย พวกมันเคลื่อนไหวเชื่องช้า ทว่าก็หนักหน่วง กรงเล็บแหลมคมไม่แพ้เขา แต่เปราะบางกว่า ชายหนุ่มคำรามในลำคอ เขากำเข้ากับคอเสื้อของหุ่นลองเสื้อตัวหนึ่ง จากนั้นก็เหวี่ยงร่างนั้นกวาดเอาพวกที่กำลังดาหน้าเข้ามาให้ล้มไปทั้งกลุ่ม

แม้จะไม่แข็งแรงมากนัก แต่การที่สามารถฟื้นฟูตนเองได้เรื่อย ๆก็น่ารำคาญไม่น้อย นอกจากจะคืนสภาพได้ยังมีพวกที่เพิ่มเข้ามาเหมือนไม่หมดไม่สิ้น เสียงปืนรัวหลายต่อหลายนัดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ พวกเบลเฟกอลยังมาไม่ถึง ไม่รู้ว่าทำอะไรกันอยู่

เมย์คลายส์กระโดดตัวลอยขึ้นเหนือพื้น ลองจู่โจมที่หัวเป็นพิเศษหวังให้มันเป็นจุดตายของศัตรู ทว่ากลับไม่เป็นอย่างที่คาดหวังนัก ขนาดไม่มีหัวพวกมันก็ยังสามารถเคลื่อนไหวต่อได้ ชายหนุ่มกระทืบหัวของหุ่นแหลกคาเท้าด้วยวความโมโห ทำจนถึงขนาดนี้แล้วพวกมันก็ยังไม่หยุดเคลื่อนไหว ถ้าไม่ใช่ว่าปืนของเมย์คลายส์เป็นแบบพิเศษที่รวบรวมพลังแรงโน้มถ่วงที่เขาใช้ออกมาเป็นกระสุน ป่านนี้ของในมือคงกลายเป็นแค่กิ่งไม้โง่ ๆไปแล้ว ชายหนุ่มคิดพาลหวนนึกถึงชายสวมชุดคลุมขึ้นมาดื้อ ๆ ในเวลาแบบนี้เขายังไม่เห็นคน ๆนั้นเลยสักนิด

ปัง!

เสียงกระสุนปืนดังผสมกันมั่วอยู่แล้ว ทว่าพอมีเสียงหนึ่งแทรกเข้ามาเมย์คลายส์พลันเบี่ยงตัวหลบได้อย่างประหลาด เขารู้ตัวว่าถูกโจมตีด้วยอาวุธปืน เมื่อมองย้อนกลับไปตามวิถีกระสุนก็เห็นร่างในชุดเกราะไม่สกรีนชื่อหน่วยงานอยู่ไม่ไกล ทางนั้นมีกันหลายคน และกำลังเล็งปืนมาที่เขา ดูอย่างไรก็ไม่น่าเป็นพวกเดียกวันไปได้

“คุณไคเซอร์! นอกจากหุ่นผีพวกนี้แล้วยังมีทหารรับจ้างด้วยครับ!!

เมย์คลายส์ตะโกนลั่น สังเกตเห็นว่าไคเซอร์แสดงความตกใจออกมา ได้ยินเสียงสบถแต่ก็ฟังไม่ออกนักเพราะถูกกลบด้วยเสียงกระสุน ในจังหวะที่กำลังจะเบี่ยงตัวหลบ ร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาขวางหน้า เส้นผมสีแดงยาวถึงกลางหลังคือสิ่งแรกที่เมย์คลายส์สังเกตเห็น มีดสั้นสีเงินสะท้อนกับแสงจันทร์ เสียงราวกับโลหะกระทบกันหลายต่อหลายครั้งก่อนร่างตรงหน้าจะหายไปจากประสาทสัมผัส และปรากฏตัวอีกครั้งตรงหน้าพวกทหารรับจ้าง เมย์คลายส์มองตามไม่ทัน ได้ยินเพียงเสียงโหยวนสมกับเสียงรัวปืน กลิ่นคาวเลือดลอยมากับสายลม

โครม!!!

เสียงการปะทะกันของของแข็งดังขึ้นใกล้หูจนเมย์คลายส์ต้องดีดตัวออกด้วยความตกใจ ร่างของหุ่นสีขาวแหลกละเอียด ไม้เบสบอลยังค้างอยู่ที่เดิมพร้อมกับเจ้าของ ร่างในชุดฮู้ดสีแดงกับผ้าปิดปากสีดำอยู่ตรงหน้าเขา จากกลิ่นไอพวกเขาไม่เคยพบกัน แต่คน ๆนี้ดูแล้วไม่ใช่ศัตรู

“อย่าเหม่อนักสิคุณเจ้าหน้าที่โวค”

เสียงง่วงงุนออกมาจากปากเจ้าของไม้เบสบอล เมย์คลายส์สัมผัสได้ว่ามีหลายชีวิตปรากฏตัวขึ้นมาในพื้นที๋โดยรอบ กลิ่นไอไม่ใช่ศัตรูแต่ก็อันตรายไม่น้อย ไคเซอร์กระโดดกลับมาข้างเมย์คลายส์ เขาพิจารณาร่างที่ปรากฎตัวออกมาอย่างกะทันหันสักพัก จนกระทั่งเจ้าของเรือนผมยาวสีแดงปรากฏตัวขึ้นข้าง ๆไคเซรอ์ถึงได้รู้ตัวว่าคนพวกนี้เป็นใคร

“ไอริส!!

“พากองหนุนมาให้แล้วค่ะเซนเซย์”หญิงสาวกล่าวพลางสะบัดมีดในมือเบา ๆ ชุดหนังสีดำสนิทอาบย้อมไปด้วยโลหิตแดงฉาน บนใบหน้าของเธอเองก็มีอยู่บ้างประปราย”พวกโวคคงไม่ค่อยแฮปปี้ที่ต้องฆ่าใคร แต่กองกำลังพวกเราคงไม่มีปัญหา แค่อย่ามาตามจับกันที่หลังก็พอ”

นัยน์ตาสีมรกตของเมย์คลายส์ย้ายไปยังร่างของไคเซอร์ด้วยความสงสัย คนที่พอจะตอบคำถามชวนไม่เข้าใจของเขาตอนนี้ได้ก็คงมีแค่ฮีโร่เฮงซวยข้างตัวเท่านั้น นัยน์ตาสีแดงเบนมาสบ เขายกมือขึ้นลูบท้ายทอยตนเองแล้วตอบออกไปเต็มเสียง

“พวกนี้เป็นนักฆ่าน่ะ”

“นักฆ่า? นักฆ่ามาทำอะไรที่นี่ล่ะครับ?”

“คำสั่งของไอ้บ้าที่อยู่ในลูกกลม ๆนั่นไง เขาคิดว่าเขาเป็นหนูแฮมเตอร์เหรอ?”เสียงหวานบ่นอย่างหัวเสีย นัยน์ตาสีเดียวกับเส้นผมจ้องขึ้นไปบนท้องฟ้า”ถ้าอย่างหมอนั่นเป็นหนูแฮมเตอร์ก็ต้องเป็นหนูแฮมเตอร์กลายพันธุ์ประเภทมีเขี้ยว มีเล็บยาวเฟื้อยแล้ว ไม่งั้นก็หนูแฮมเตอร์ที่ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า...ว่าแต่หนูแฮมเตอร์ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้ไหม?”

ไอริสบ่นยาว ๆ หล่อนเบนสายตาจากลูกกลมกลางท้องฟ้ามายังเด็กหนุ่มสวมฮู้ดเพื่อตั้งคำถามเรื่องหนูแฮมเตอร์สามารถติดเชื่อพิษสุนัขบ้าได้หรือไม่ ทางนั้นยักไหล่ให้แทนคำตอบ เขาเป็นนักฆ่าไม่ใช่กรมปสุสัตว์หรือสัตวแพทย์ คงให้คำตอบเรื่องนี้แก่หญิงสาวไม่ได้ ทางไอริสพอไม่ได้คำตอบก็ทำหน้าง้ำเล็กน้อยเหมือนจะติดใจ แต่เพราะตรงนี้มีพันธะกิจสำคัญรออยู่ถึงได้ต้องแยกสมองกลับมาสนใจ

“คุณเข้าไปช่วยเจ้านั่นเถอะค่ะเซนเซย์ ก่อนที่อะไรก็ตามที่จำกัดพลังเอสเปรอ์มันจะลามมาถึงตรงนี้ ถึงตอนนั้นต่อให้เป็นนักฆ่าระดับสูงที่หมอนั่นสะสมไว้ในฮาเร็มตัวเองก็ทำอะไรได้ไม่มากนักหรอก”หญิงสาวว่าด้วยน้ำเสียงเย็นชา ระหว่างนั้นพวกกองกำลังไม่ทราบที่มาก็เข้าตะลุมบอนกับหุ่นผี เมย์คลายส์เห็นว่าพวกหุ่นไม่คืนร่างกลับมาด้วย

“งั้นผมอยู่ช่วยทางนี้นะครับ ยังไงซะที่นั่นก็ทำให้พลังเอสเปอร์ทำงานไม่ได้”เมย์คลายส์ร้องว่า เข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาบ้างว่ากำลังเสริมพวกนี้มาจากใคร สมควรแล้วที่แบล็กโฮลจะเลือกเอาคาราเมลเข้าเป็นพวก คนน่ากลัวด้วยพลังและกำลังคนแบบนี้มีเป็นมิตรดีกว่าเป็นศัตรูเป็นไหน ๆ

ไคเซอร์เมื่อเห็นการตัดสินใจของเมย์คลายส์ก็ไม่อิดออดต่อรองอะไร อย่างไรเสียอีกไม่เบลเฟกอลกับทริปเปิ้ลต้องมาเสริมทัพ ในตอนนี้เขาเข้าไปจัดการอุปสรรคขึ้นใหญ่ก่อนก็ไม่สาย ชายหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปด้านใน ระหว่างทางไปเขาแทบไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ ในเมื่อมีทั้งเมย์คลายส์ทั้งไอริสช่วยสกัดศัตรูเอาไว้ใน ฮีโร่เฮงซวยเข้าถึงเขตแดนชั้นในได้อย่างง่ายดาย นอกจากพวกหุ่นลองเสื้อมหาศาลแล้วไม่มีอะไรคอยคุ้มกันสถานที่แห่งนี้อีก

ด้านหลังตึกใหญ่คือลานกว้างโล่งเตียน บนพื้นมีรอยไหม้เป็นรูปวงเวทย์ประหลาด ร่องรอยการใช้พลังเกิดขึ้นตรงนี้ มีทั้งกลิ่นไอของคาราเมลและโอเชี่ยน  นัยน์ตาสีแดงเบนขึ้นมองบนท้องฟ้า เห็นว่ามีคนสี่คนกำลังปะทะกันอยู่ ถ้าบนนั้นคือโอเชี่ยนกับพวกแบล็กโฮลสองคน และคาราเมลอยู่ในลูกกลม ๆกลางท้องฟ้า เช่นนั้นแล้วอีกคนคือใคร? ไคเซอร์ตั้งคำถาม ซึ่งไม่นานนักก็ได้คตำตอบ

การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไวที่สอดประสานรับกับโอเชี่ยนเป็นอย่างดีดูคุ้นตา แต่ไม่คุ้นสัมผัส ร่างใช้ชุดคลุมคือคนที่หนุนกำลังให้โอเชี่ยนแต่แรก คนที่ไม่ได้อยู่ในแผนกลับเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยโอเชี่ยนเอาไว้ในยามขับขันหลายต่อหลายครั้ง สักวันไคเซอร์ต้องจับอีกฝ่ายถอดหน้ากากคุยให้จงได้ เขาคิดพลางมองแสงวูบวาบบนท้องฟ้า ไม่มีจังหวะให้เขาเข้าไปแทรกเลยแม้แต่วินาทีเดียว

โอเชี่ยนลอยอยู่กลางท้องฟ้าด้วยปีกสีขาวบริสุทธิ์ ไม่เห็นอีกฝ่ายใช้พลังนักเพราะน่าจะถนอมเอาไว้สำหรับช่วยคาราเมล มีเพียงดาบในมือที่ตวัดต้านการโจมตีด้วยพลังไม่ทราบที่มาของชินเร เส้นผมสีแดงสลับน้ำเงินพลิ้วไหวยามขยับตัว โอเชี่ยนพุ่งเข้าใส่คิลเลอร์ อีกฝ่ายยกมีดสั้นขึ้นตั้งรับ พริบตาที่ชิเดลิตส์คนพี่พลิกตัวเบี่ยงไปทางซ้าย กระแสพลังน้ำแข็งก็พุ่งเข้าใส่คิลเลอร์ ถ้าชินเรไม่เข้ามากันเอาไว้ก็คงโดนเข้าไปเต็ม ๆ ผลึกน้ำแข็งเย็นเฉียบซัดส่งไปหาพวกแบล็กโฮลจนทั้งสองคนกระเด็นหล่นออกไป

เมื่อมีจังหวะที่ศัตรูเปิดให้โอเชี่ยนก็รีบประสานมือที่กลางหน้าอก ชายชุดคลุมเคลื่อนตัวมาบังเอาไว้ แสงสีฟ้าเข้มกำลังรวมตัวกันอยู่กลางอกของโอเชี่ยน คาดว่ากำลังทำพิธีเพื่อช่วยคาราเมลออกมาจากผนึกกลมกลางฟ้า ทว่าจังหวะไม่ได้มีมากขนาดนั้น ชินเรเป็นฝ่ายดีดตัวกลับมาได้ มีดสั้นในมือกลายเป็นดาบเล่มใหญ่ ชายสวมหน้ากากรออยู่แล้วงจึงพุ่งเข้ารับ พริบตาที่อีกร่างเคลื่อนกายผ่านตัวเขาไป ดวงตาภายใต้หน้ากากเสตามแต่ไม่สามารถพุ่งกลับไปอารักษ์ขาโอเชี่ยนได้ดั่งใจเพราะติดพันอยู่กับชินเร

วินาทีที่ปลายมีดกำลังจะจรดเอาที่อกข้างซ้ายของโอเชี่ยน ไคเซอร์ก็มองเห็นจังหวะ ชายหนุ่มรูปงามกลายร่างเป็นหมาป่าสีดำตัวใหญ่ก่อนจะดีดตัวพุ่งขึ้นฟ้าไปท่ามกลางความตกใจของคิลเลอร์ วินาทีที่โอเชี่ยนลืมตาขึ้นมองเขาเห็นสุนัขสีดำตัวเขื่องงับเข้าที่หัวไหล่ของหัวหน้ากลุ่มแบล็กโฮลแล้วกระชากลงมาจากท้องฟ้าด้วยความเร็วที่มากพอจะทำให้บาดเจ็บทั้งสุนัขและคน

“จัดการเรื่องของเจ้าไป!!!

เสียงคำรามดังมาจากด้านล่าง แต่โอเชี่ยนย่อมเข้าใจภาษาของสัตว์จึงรับรู้สารน์ที่ไคเซอร์ต้องการสื่อได้ เขากลับไปตั้งสมาธิกับสิ่งที่กำลังทำอีกครั้ง เมื่อมีคนมาจัดการไม่ให้ศัตรูเข้ามายุ่มย่ามเขาก็มีเวลามากพอที่จะทำงานของตน ชายหนุ่มประสานมือกลางอกอีกครั้ง ภาพในหัวคืออักขระซับซ้อนมากมายราวกับเขาวงกต เขาต้องเข้าถึงการรับรู้ว่าสิ่งที่คิลเลอร์ใช้กังขังคาราเมลเอาไว้ภายในคืออะไร เพื่อหาหนทางแก้ไขต่อไป ทว่าสิ่งที่โอเชี่ยนกังวลที่สุดก็คือเขากลัวเสียเหลือเกินว่าพลังของตนเองจะมีไม่มากพอจนถึงตอนจบ

เสื้อคลุมสีดำที่เคยสวมเมื่อตอนทำพิธีคืนร่างให้เซนเซย์ไม่อยู่กับตัว นั่นเป็นเรื่องที่ผิดแผนอย่าหนึ่ง โอเชี่ยนแค่คิดจะมาดูลาดเลาสักครั้งก่อนจะลงมือจริง ดังนั้นเขาถึงปลอมตัวเป็นมิดไนท์ ใช้ช่วงเวลาที่ตกตึกลงมาทำให้น้องชายหลับแล้วเอาสเปรย์ย้อมผมโง่ ๆพ่นทั่วหัวน้องเขา ขอแค่ถ่วงเวลาไม่นานนัก คนที่หลับไม่น่ามีคนมายุ่มย่ามอะไรจนความแตก ส่วนคนตื่นแบบเขารับมือกับพวกคิลลเอร์ได้อย่างไม่ต้องเป็นกังวล ให้ปลอมเป็นใครโอเชี่ยนก็ทำได้เนียนทั้งนั้น กับอีแค่ปลอมเป็นน้องชายทำไมมันจะไม่ได้

แต่ที่เขาไม่คาดคิดคือแผนการที่เดาว่าจะเกิดขึ้นในอีกหกถึงเจ็ดวันข้างหน้าถูกเลื่อนมาเป็นตอนนี้ ไม่รู้ว่าทางใครที่คำนวณฤกษ์ผิดกันแน่ แต่ที่สำคัญมันทำให้โอเชี่ยนต้องลงมือทั้งที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย เสื้อคลุมที่ช่วยฟื้นฟูพลังและปรับเสถียรร่างกายภายในไม่อยู่ในมือ ถ้าโทร.ให้เอพริลเอามาให้ตอนนี้จะโดนบ่นกี่ชั่วโมงก่อนได้เสื้อคลุมกัน

ชายหนุ่มกัดฟัน รู้สึกลึก ๆว่าอีกไม่นานขีดจำกัดจะแผงฤทธิ์ ได้แต่เงยหน้ามองดวงจันทร์แล้วขอกับทางนั้นว่าอย่าเพิ่งให้มีอะไรมาขัดขวางการทำงานของเขา ชายหนุ่มก้มหน้าหลับตาลง ประสานดวงจิตกับองค์ความรู้ของโลก ใช้ดวงวิญญาณออกค้นหา ณ ห้องสมุดแห่งความทรงจำนานใหญ่ หนังสือมากมายรายล้อมรอบตัวโอเชี่ยน ทว่ามีเพียงหนังสือเล่มเดียวจากหลายล้านเล่มที่บอกวิธีช่วยพี่บลูของเขา โอเชี่ยนเค้นความสามารถออกมาให้สมญานามของอัจฉริยะที่ถูกบังคับจากสังคมให้เป็นมาใช้ แรงกดดันจากการต้องเป็นที่หนึ่งจะทำให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง

เมื่อสิ่งที่ต้องปรากฏขึ้นก็เหมือนหนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า ข้อมูลที่ซับซ้อนและยากจะจัดการเปรียบได้กับอักขระระรานตาที่ขีดเขียนเอาไว้ด้วยรายมือชุ่ย ๆ แต่โอเชี่ยนสามารถจำแนกมันออกมาได้อย่างง่ายดาย เขากำลังทำความเข้าใจกับมัน สมองคิดหาวิธีแก้อย่างรวดเร็ว ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของเขาไหลผ่านในสมอง ทว่าในเสี้ยววินาทีที่กำลังรับรู้ อันตรายกลับมาถึงตัว

“โอเชี่ยน!!!

นัยน์ตาสีแดงเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คมมีดสีเงินที่กำลังพุ่งมาคือสิ่งที่เขาเห็น ทว่าหากเขาขยับตัวแม้แต่ยนิดเดียวสิ่งที่คำนวณไว้เมื่อครู่จะต้องเริ่มใหม่ ระหว่างที่ต้องเลือกระหว่างความตายกับพลังที่มีอย่างจำกัด โอเชี่ยนชั่งใจในเสี้ยววินาทีไม่ได้ เขาไม่อาจเลือกได้

ดังนั้นจึงมีคนเลือกแทนเขา!

ผลึกน้ำแข็งพุ่งมาจากด้านหลัง ตรงเข้าปัดมีดสั้นสีเงินออกจากตัวโอเชี่ยน แม้จะไม่สามารถหันไปมองได้แต่โอเชี่ยนจำได้ดีว่าสิ่งใดอยู่ด้านหลังเขา จะมีอะไรอีกนอกจากผนึกกลมที่มีคาราเมลอยู่ในนั้น นอกจากพี่บลูของเขาแล้วมันจะไปมีใครอีก!

โอเชี่ยนกัดริมฝีปากอย่างแรงจนมันเป็นแผล ยิ่งค้นพบว่าตอนนี้สติสัมปชัญญะของบลูไม่อยู่กับตัวเขายิ่งจุกในอก ที่เคยต่อว่าอีกฝ่ายว่าไม่สนใจใยดีกันเมื่อครั้งนั้นกลายเป็นมีดร้อยเล่มทิ่มแทง ยิ่งบลูปกป้องเขาก็เหมือนยิ่งกดดัน โอเชี่ยนหลับตาลง จมดิ่งสู่วิถีของตนโดยไม่เผื่อจิตไว้ดูโลกภายนอกแม้แต่น้อย จากนี้ไปต่อให้ตาย เขาจะไม่ละออกจากสิ่งที่ทำ

ความรู้มายมายเชื่อมต่ออีกครั้ง ครั้งนี้มันรวดเร็วและแม่นยำเพราะแรงจูงใจที่มากขึ้นของโอเชี่ยน แม้จะได้ยินเสียงกรีดร้องเรียกชื่อเขาหรือเสียงการปะทะกันของใครก็ตามโอเชี่ยนก็ไม่เปิดเปลือกตาขึ้นแม้แต่น้อย อักขระมากมายถูกเรียงร้อยต่อหน้าเขา ทันทีที่ความจริงปรากฏโอเชี่ยนก็เปิดเปลือกตาโพลง นัยน์ตาสีส้มสั่นระริก พริบตาเดียวกับก็ปรากฏตัวขึ้นคั่นกลางระหว่างไคเซอร์และคิลเลอร์ มือเรียวโบกกันมีดสั้นในมือศัตรูพร้อมกันซัดร่างนั้นกระเด็นออกไปไกล ใบหน้าชุ่มเหงื่อสะบัดกลับมาที่ร่างของสุนัขสีดำสนิท นัยน์ตาสั่นระริกเขย่าความกลัวในใจไคเซอร์ให้ตื่นตัว

“คุณต้องรีบบอกให้พวกอาจารย์หยุดโจมตีเสาหลัก ทุกอย่างที่ทำกับเสานั่นมันส่งมาถึงพี่บลู”

“เจ้าหมายถึง...”

“ถ้าไม่หยุดพี่บลูจะตาย!!!!


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


มาแล้วเด้ออออออออออ เค้นสมองนานมากอ่ะตอนนี้ ทำไมมีแต่ฉากบรรยาย ไม่เข้าใจ คุยกันหน่อยไม่ได้หรออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #440 nichimurayukina (@nichimurayukina) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 / 18:04
    มันส์มากค่ะ มาต่อเร็วๆนะคะ ^^
    #440
    0
  2. #438 runggold (@runggold) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 23:18
    ง่าาาากำลังมันเลยยยย มาต่อเร็วๆๆๆนะ
    #438
    0
  3. #437 LoKi VampirE (@ri-j_yoh) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 21:18
    ม่ายยย
    พี่บลูกำลังแย่ กรีดร้องงงง
    โอเชี่ยนช่วยเร็วๆ
    #437
    0
  4. #436 Dema The Valentine (@nriangrean) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 20:58
    น้องตื่นมาทีคงวุ่นยกกำลังสองแหงๆ 555
    #436
    0
  5. #435 Roszo (@tubtim52) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 16:04
    ต่อๆๆๆๆค้างง่าาา
    #435
    0
  6. #434 runggold (@runggold) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 11:21
    มาต่อได้แล้วน้าาาา กำลังหนุกเลยยย
    #434
    0
  7. #432 LoKi VampirE (@ri-j_yoh) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 / 22:15
    ถ้าสีย้อมผมไม่หลุดติดมือ
    พวกเค้าจะไม่รุ้ว่านี่ไม่ใช่โอเชี่ยนกันเลยสินะ
    #432
    0