Little Sheep or Werewolf แกะตัวนั้นที่มันเป็นหมาป่า

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 24,296 Views

  • 485 Comments

  • 1,072 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    34

    Overall
    24,296

ตอนที่ 59 : Little Sheep XIII :: ‘แผนจริง’ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 227
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 ก.ค. 60

 

Little Sheep XIII

แผนจริง

 

 

“...ขอให้คนที่ผมรักมีความสุขที่สุด...”

“...ขอให้มีความสุขมากกว่าใคร มากกว่าตัวผม...”

“...ขอให้น้องของผมมีความสุขที่สุดในโลกใบนี้...”

พรหลายข้อที่เนื้อหาโดยรวมไม่ได้ต่างกันนักถูกเอื้อนเอ่ย ดวงจันทราเต็มดวงสว่างอยู่ท่ามกลางดวงดารานับน้อย ใบหน้าสงบนิ่งเบนลงมาสบ ดวงตางดงามต้องแสงจันทร์ดูดุจดั่งอัญมณีเลอค่าที่หาใดเปรียบได้ ดวงหน้าอ่อนโยนติดตึงลงในความทรงจำอย่างยากที่จะลบเลือน

“ถ้าพี่ไม่เกิดมา มันคงจะดีกว่านี้มากเลยนะ ชีวิตของมิดไนท์น่ะ”

เฮือก!!!

“มิดไนท์?”

เสียงเรียกขานนามดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด นัยน์ตาสีเขียวมรกตซ่อนตัวอยู่ใต้เงามืดจนแทบมองเห็นสีสันไม่ชัด เจ้าของชื่อเบนดวงตาไปหาคนเรียก พบเข้ากับร่างของบลูที่ยืนอยู่ที่กรอบประตูห้อง ชายหนุ่มไม่ได้เปิดไฟแต่สาวเท้าเข้ามาภายในห้องแห่งนั้นอย่างเงียบเชียบ ดวงตาสองดวงสบกันเหมือนจะสื่อสารอะไรบางอย่างโดยปราศจากคำพูด

“หลับไปวันหนึ่งเต็ม ๆเลยนะ ท่าทางจะโดนมาหนักน่าดู”บลูกล่าวด้วยรอยยิ้มพลางเบนดวงตาไปมองนาฬิกาบนพนัง เขาเหมือนจูงสายตามิดไนท์ให้มองตามไป เข็มนาฬิกาตีบอกเวลาเกือบจะเช้าวันใหม่ เสียงความวุ่นวายจากตลาดด้านล่างดังแว่วมาเป็นระยะ

ชิเดลิตส์คนน้องยกมือขึ้นนวดขมับ ร่างกายขยับด้วยความยากลำบากเล็ก ๆเพราะผ้าพันแผลตามตัวที่มากจนน่าตกใจ จำได้ว่าแค่ตกลงมาจากตึก ได้พลังที่ร่ายไว้ช่วงลดแรงกระแทกแล้ว แต่ก็ยังสลบว่าอีกฝ่ายซัดพลังอะไรไม่รู้ใส่มา มิดไนท์ขยับตัวอย่างหงุดหงิด ทำไมมีแต่เรื่องไม่คาดคิดก็ไม่รู้

“แขนก็ช้ำ ท้องก็เป็นแผลใหญ่ นี่ปะทะกันยังไงถึงได้เจ็บขนาดนี้น่ะ แค่ให้ไปหลอกล่อทางนั้นเอาไว้ในระหว่างที่คิลเลอร์เตรียมกำลังไม่ใช่เหรอ”บลูออกปากบ่น เขาเป็นคนทำแผลเอง เพราะแบบนั้นถึงได้เห็นแผลแต่ละส่วนกับตา ทั้งรอยช้ำ ทั้งแผลสด ไหนจะรอยถลอกอีก”คิลเลอร์มันก็บ้าบอ บอกให้ไปเรียกร้องความสนใจเหมือนเดิมก็ไม่เชื่อ ยังไง ๆพวกนั้นก็ไม่คิดหรอกว่าเราจะเลื่อนเวลาเรียกใช้วงเวทย์ทำลายมาเป็นพรุ่งนี้น่ะ”

นัยน์ตาสีเขียวเบนไปมองคนบ่น ไม่มีคำพูดอะไรหลุดออกจากปากเขานานเกือบครึ่งนาที ในที่สุดมิดไนท์ก็เอ่ยปากบ้าง

“ก็ถ้าไม่ไปถึงตึก เราก็คงกางเขตแดนปิดกั้นการรับรู้ครอบคลุมพวกนั้นทั้งหมดไม่ได้สิครับ ไปยืนกางเขตโต้ง ๆก็รู้หมดพอดี แต่ให้สองคนบุกไปที่ตึกโวคนี่มันออกจะเกินไปหน่อยจริง ๆแหะ ถ้าผมดวงไม่แข็งก็ตายไปนานแล้ว”

การบุกไปหาโวคด้วยคนแค่สองคนไม่ใช่เรื่องตลก ตามจริงแล้วการมีเรื่องกับโวคโดยมีกำลังคนแค่สี่คนเองก็ไม่ใช่เรื่องตลกเหมือนกัน ถ้าคนสั่งการไม่ใช่คิลเลอร์ซึ่งเป็นลูกชายของวายร้ายตัวเป้งเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วก็คงไม่มีใครกล้าทำเรื่องพรรค์นี้อีก ประเมินทางไหนก็มีแต่เสียกับเสีย บางครั้งบลูเองก็คิดเหมือนกันว่าเพราะอะไรคน ๆนั้นถึงไม่เปลี่ยนความคิดไปเลยแม้แต่น้อย ราวกับมั่นใจในอะไรบางอย่างอยู่

“เอาเถอะ แล้วพอจะลุกไหวไหม คิลเลอร์บอกว่าถ้านายตื่นแล้วให้ไปดูวงเวทย์ที่ปรำพพิธีว่าเรียบร้อยดีหรือเปล่า”บลูว่าด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้ยังเช้าตรู่ ไอ้คนสั่งมันไม่ตื่นขึ้นมาหรอก ได้แต่ฝากคนตื่นเช้าอย่างเขาสั่งการเท่านั้น

“เชื่อเขาเลย แล้วก็มาแง้ว ๆว่าตัวเองยังเป็นหัวหน้าอยู่ไหม ดูทำตัวสิ”

มิดไนท์บ่นงึมงำก่อนจะลุกขึ้นจากที่นอน รู้สึกเจ็บแผลเล็กน้อยแต่ก็ไม่มากมายจนขยับไปไหนไม่ได้ ชายหนุ่มลากเท้าตามพี่บลูคนดีไปอย่างพยายามเร่งฝีเท้าตนเองให้ทัน ร่างกายบาดเจ็บกกับการตื่นเช้าช่างเป็นอะไรที่ทรมานเขาเสียเหลือเกิน แต่อากาศตอนเช้านี่ก็ไม่เลวเหมือนกัน

สองสมาชิกแบล็กโฮลเดินมาถึงลานด้านหลังตึกที่พวกเขาพักอยู่ ลานกว้างโล่งตรงหน้ามืดสลัว มีโต๊ะหมู่ตั้งอยู่สุดเขตลาน มิดไนท์เลิกคิ้วขึ้นมองโต๊ะหมู่พวกนั้นอย่างแปลกใจ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไปเลยแม้แต่น้อย เขาเดินลากเท้าไปสำรวจอักขระที่ถูกเขียนลงบนดินวงเวทย์กินบริเวณกว้างของลานไปจนหมด ส่วนบลูก็ยืนอยู่นอกเขตไม่เข้าไปวุ่นวาย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมคนแถวนี้ถึงไม่ได้สังเกตอะไรกันเลยสักนิดทั้งที่ไอ้อักขระบนพื้นนี่ไม่ว่ามองมุมไหนมันก็แปลกเอามาก ๆ หรือจริง ๆแล้วเห็นแต่ไม่กล้าพูดกันแน่ ดีไม่ดีคนทั้งหมดในระแวกนี้ก็เป็นคนของคิลเลอร์ทั้งนั้น ลูกชายของอดีตผู้กุมอำนาจของกองกำลังทหารรับจ้างงั้นหรือ ฟังดูแล้วก็เข้าเค้าดีไม่น้อย

ทางบลูยืนมองชิเดลิตส์คนน้องแก้ตัวอักขระบนพื้นดินด้วยสายตาใคร่รู้ เขาไม่เคยเข้าใจหลักการทำงานของวงเวทย์พวกนี้ และไม่เคยคิดจะทำความเข้าใจด้วย รู้เพียงแค่ว่าพวกมันจะใช้ดึงเวทย์ที่ใช้ทำลายพวกเอสเปอร์ออกมาจากตัวเขาก็เท่านั้น เมื่อถึงเวลานั้นจะไม่มีอะไรหลงเหลือในร่างเขา สิ่งที่อยู่ด้วยกันมายี่สิบกว่าปี บลูไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีอะไรเปลี่ยนไปหรือเปล่า ไม่เคยถามถึงในกรณีที่ไม่มีพลังเวทย์นั่นอยู่ในตัวแล้วกับพวกไคเซอร์เหมือนกัน พวกนั้นก็ไม่เคยพูดให้ฟัง ทั้งที่ปกติออกจะพูดมากกันอย่างกับไม่เคยพูด แต่พอเรื่องสำคัญดันเงียบเสียอย่างนั้น

“เทียบกันแล้วฝั่งเราดูว่างมาก ๆเลยนะครับ นอกจากไปวางเสาหลักห้าเสาแล้วก็มีแค่เตรียมวงเวทย์นี่เอง ทางนั้นทั้งคืนร่างคนโน้น ปรับไอวิญญาณคนนี้กันหัวหมุน เป็นตัวร้ายนี่มันดีแบบนี้นี่เอง งานที่ต้องทำน้อยเหลือเกิน”

มิดไนท์บ่นพลางเปลี่ยนอักขระบนพื้นไปอีกหลายตัว บลูไม่รู้ว่าไอ้ที่เขียนไว้มันใช้ไม่ได้หรือมีอะไรเปลี่ยนแปลไปจนต้องแก้ไข ในฐานะคนไม่รู้ก็ไม่ขอคัดค้านอะไรทั้งนั้น ได้แต่นึกคำโต้ตอบกับประโยคของมิดไนท์เท่านั้น

“รู้สึกดีเหมือนกันที่เปลี่ยนฝ่าย ถ้าเกิดตอนนี้ยังอยู่กับโวค ฉันเองก็คงหัวหมุนเป็นลูกข่าง พวกเซนเซย์วุ่นวายจะตาย โตกันเสียขนาดนั้นยังมีแต่เรื่องปัญญาอ่อน ๆ ไม่รู้ว่าสรุปแล้วทางนั้นเขาเรียกพวกอาจารย์มาช่วยหรือมาทำให้เละกันแน่ คนสู้ด้วยอย่างฉันหมดอารมณ์จะสู้ชอบกล”

ชายผมน้ำเงินหัวเราะกับคำพูดนั้น รู้สึกเห็นด้วยกับประโยคนั้นอย่างบอกไม่ถูก ไอ้คนที่โมตีไปหวังผลให้โดนพวกเดียวกันไปน่ะ จะทำให้ทีมทำงานได้ดีขึ้นหรือพินาศก็ไม่รู้ ชายหนุ่มคิดพลางเขี่ยดินตรงหน้าอยู่สองสองครั้งก่อนจะตั้งคำถามใหม่”ตอนที่เปลี่ยนฝั่งมา มันง่ายดายขนาดนั้นเลยเหรอครับพี่บลู?”

และเป็นคำถามที่ทำให้บลูนิ่งงันไป ไม่มีใครในแบล็กโฮลเคยตั้งคำถามนี้กับเขา กระทั่งคิลเลอร์เองก็ไม่เคยถามว่ามันง่ายดายขนาดไหนที่จะเปลี่ยนใจจากรักมาเป็นเกลียดในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยอีกนัยหนึ่งคือเพื่อนคนนั้นรู้ดีว่าเขาเจ็บมากขนาดไหน เคยตัดสัมพันธ์กับคิลเลอร์มาแล้วเพราะความผิดหวัง เมื่อรู้ความจริงว่าคนที่อยู่ข้างกันมาตลอดแท้จริงแล้วคิดข้าเขาไม่เว้นเลยสักวินาที ในตอนนั้นมีแต่ความผิดหวังที่ถาโถมมาจนไม่อาจจะทนอยู่ร่วมโลกกันได้ด้วยซ้ำ แต่ในกรณีของพวกแอมเบอร์ เขาถูกทำให้เชื่อว่าทุกอย่างที่เป็นจะถูกยอมรับ แต่เมื่อถึงเวลา มันเหมือนกับคนพูดลืมเลือนสิ่งที่เคยกล่าวออกมาไปจนหมด

“มันไม่ง่ายหรอก เพราะว่ามันต้องเจ็บในระดับที่แทบตายเลยล่ะนะมิดไนท์”บลูตอบด้วยรอยยิ้ม ดูเป็นธรรมชาติ เพราะกระทั่งในน้ำเสียงยังไม่มีวี่แววของความเศร้าอยู่เลย ทั้งที่เนื้อหาที่เอ่ยออกมามันบาดลึกลงไปในจิตใจมากเสียขนาดนั้น มิดไนท์ไม่เคยเข้าใจคน ๆนี้ ต่อให้ใช้เวลาด้วยกันมาพอสมควรก็ยังไม่เข้าใจได้เลย  

ชิเดลิตส์คนน้องเหลือบตาขึ้นจ้องอยู่พักใหญ่กว่าจะพยักหน้ารับเบา ๆแล้วก้มหน้าลงทำงานต่อ เขายอมรับในคำพูดของบลู ถึงแววอารมณ์มันจะไปในอีกทิศทางหนึ่งก็ตามเถอะ

“แล้วมิดไนท์ล่ะ ทำไมถึงเกลียดพี่ชายขนาดนั้น เท่าที่ดู โอเชี่ยนเขาก็รักนายดี”

เหมือนว่าคนสองคนกำลังพลัดกันทำลายความรู้สึกซึ่งกันและกัน ต่างก็ใช้ปลายเท้าขยี้ลงไปบนหัวใจที่แหลกละเอียดอย่างไม่ปรานี มิดไนท์เงยใบหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะขยับยิ้มเย็นชา ชายหนุ่มก้มหน้าลงทำงานต่อ แต่ปากก็ตอบคำถามที่บลูต้องการรู้

“ไม่สำคัญว่าเขาจะรักผมมากแค่ไหน เกลียดก็คือเกลียดครับ ต่อให้เขาเลือกเป็นที่รักของทุกสรรพชีวิตเพื่อให้ผมรักเขาขึ้นมามาสักเสี้ยวหนึ่งก็ไม่มีผลใด ๆทั้งนั้น คนที่ช่วงชิงทุกอย่างไปจากผมอย่างตั้งใจแบบนั้น ปากบอกว่าจะปกป้อง แต่พอมีคนสำคัญใหม่ก็หันดาบใส่กันอย่างไม่ลังเล คน ๆนั้นไม่ได้รักผมหรือว่าใครหรอกครับ เขาแค่รักตัวเอง จะปกป้องก็แค่คนที่มีผลต่อหัวใจเขาเท่านั้น ไม่แน่ว่าถ้าเจอคนที่สำคัญกว่า เขาก็คงเปลี่ยนไปปกป้องคน ๆนั้นโดยไม่เหลียวมองคนด้านหลังที่เคยประกาศว่าจะปกป้องเลย เขาเห็นแก่ตัว นี่คือสิ่งที่ชิเดลิตส์ มิดไนท์มองเห็น”

น้ำเสียงที่เอ่ยเล่าทั้งเย็นชาและราบเรียบราวกับไร้ซึ่งชีวิต แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องกระทบใบหน้าของชายหนุ่มบ้าง ดังนั้นถึงเห็นแววอารมณ์บนใบหน้าคมคายนั่น ร่องรอยแห่งความโศกเศร้าที่ราวกับสลักลงไปด้วยหมึกที่ไม่มีทางลบออก

ความเงียบโรยตัวลงมาสู่เบื้องล่าง มิดไนท์ยังคงแก้ตัวอักขระบนพื้น บลูเองก็กอดอกมองอย่างไม่เคยอะไรให้รบกวนสมาธิของชายผู้นี้อีก นัยน์ตาสีฟ้าใสดังท้องฟ้าหน้าร้อนสะท้อนแววบางอย่างที่ไม่มีใครสามารถทำความเข้าใจได้ ทว่ามันก็แค่เสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น เมื่อสัมผัสได้ว่ามีแขกเพิ่มเข้ามา บลูก็ผินใบหน้าไปมอง

“ผีอะไรเข้าสิงล่ะถึงตื่นเช้ามาได้น่ะคุณชาย”

ชายหนุ่มถามเพื่อนอย่างประชดประชัน การได้เห็นหน้าที่ตื่นเต็มตาของคิลเลอร์ตั้งแต่นาฬิกายังไม่ตีบอกเวลาสิบโมงเช้านี่มันเรื่องมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติมาก ๆ น่าตื่นนตาตื่นใจกว่าฝนดาวตก แปลกยิ่งกว่าหิมะตกลงมาทั้งที่แดดร้อนเปรี้ยง ทางมิดไนท์เองก็มองหัวหน้าตนด้วยใบหน้างุนงง จากนั้นก็แบมืออกมาเหมือนรอรองอะไรสักอย่าง

“ไม่ต้องมาทำท่าทางเหมือนจะพูดว่าเอ่ หิมะตกไหมนะเลยนะมิดไนท์ ฉันตื่นเช้ามันแปลกขนาดนั้นเลยหรือไง?”คิลเลอร์แห้วใส่ ใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนเดิมแต่มุมปากกระตุกกึก ๆเหมือนอยากจะกระทืบพวกเดียกวันเล่นก่อนเริ่มงานเหลือเกิน ทางคนถูกว่าก็ยักไหล่ใส่แล้วลงมือทำงานต่อ

“เขาหายดีแลวหรอ ท่าทางปกติสุด ๆเลยนะนั่น”

คิลเลอร์เดินเข้าไปคุยกับบลู นัยน์ตามองไปยังคนที่จัดการตรวจสอบอักขระที่เขียนไว้อย่างละเอียด อักขระเกือบห้าร้อยตัวบนพื้น ไม่รู้ว่าเที่ยงวันผ่านไปแล้วจะตรวจสอบเสร็จหรือเปล่า

“คนบอกให้เขามาทำมันก็นายนี่ ประเมินเอาไว้แต่แรกแล้วไม่ใช่หรือไง แล้วทางนั้นเองก็น่าจะสบายดีทั้งกายใจนั่นแหละ ว่าแต่นายเหอะ วิ่งโร่ไปวางเสาหลักตั้งห้าที่แล้วยังตื่นเช้ามาได้นี่...ต้องชมว่าถึกราวกับแมลงสาบถูกมะ”

“อันนั้นบ้านฉันเรียกด่าอ่ะบลู ด่าเต็ม ๆเลย”คนผมแดงว่าด้วยสีหน้าแห้ง ๆ เพื่อนคนนี้จะมีสักวันไหมที่จะไม่จอิกัดเขาด้วยคำพูดน่ะ แต่ก็เอาเถอะ เห็นแก่ว่าเป็นบลูหรอกนะถึงได้ยอมน่ะ

นัยน์ตาสองคู่มองไปยังปรำพิธีอีกครั้ง แววตาว่างเปล่าทอดมองไปยังอนาคนที่แสนไกล อีกไม่กี่อึดใจเรื่องทุกอย่างจะดำเนินมาถึงปลายทางของมัน ไม่ว่าก่อนหน้านี้มันจะออกเส้นทางไปไกลแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วทางทุกสายก็จะมาพวกเขาไปส่งยังจุดหมายเดียวกันทั้งหมด บลูหลุบตาลงมองเท้า เหลือเวลาอีกไม่นานตัวตนของเขาอาจจะเปลี่ยนไปตลอดทาง เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะหมุนไปในทิศทางไหน

“นาย...จะไม่เปลี่ยนใจจริง ๆอย่างนั้นน่ะเหรอ?”

“คำตอบมันก็เหมือนทุกครั้งที่นายถามฉันนั่นแอหละบลู”

คำตอบคือ...ไม่มีวัน

“ฉันคิดว่าจะเปลี่ยนใจนายได้บ้างเสียอีก”

“ถ้ายังเอาแต่คาดหวังกับอะไรที่เป็นไปไม่ได้แบบนั้นมันจะเสียเวลาไปเสียเปล่า ๆนะบลู เส้นทางของอนาคตที่นายรับรู้มาเป็นแบบไหนมันก็ยังจะเป็นแบบนั้นไปเรื่อย ๆจนจบ รายละเอียดอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็ไม่มากจนหลุดขอบเขตเดิมหรอก ฉันเป็นตัวร้าย นายทรยศ แล้วพวกเขาก็กู้โลก เรารู้เรื่องนี้กันตั้งแต่หกขวบ ยี่สิบกว่าปีผ่านไปก็ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากที่เราเคยรับรู้สักนิดไม่ใช่หรือไง?”

คิลเลอร์ถามกลับอย่างเรียบง่าย แต่ทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้ในใจของคนรับคำถาม บลูนิ่งงัน ไม่แสดงอารมณ์ใดออกมาจากดวงตาคู่นั้น กระทั่งใบหน้าเองก็เช่นกัน นิ่งเงียบและเรียบเฉยเสียจนเหมือนตุ๊กตาสักตัว

“ตั้งแต่เกิดมา พ่อก็บอกว่าเราต้องทำลายเอสเปอร์ คนพวกนั้นคือสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่บนโลกใบนี้ ผู้ที่คู่ควรกับพลังพิเศษสมควรจะเป็นเหล่าผู้ได้รับการอำนวยพรจากเทพ ไม่ใช่คนพวกนั้น ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไม เราใช้เกณฑ์อะไรมาคัดเลือกคนที่สมควรมีพลังกัน จนพอโตขึ้นมาสักหน่อย ฉันก็เข้าใจว่าเพราะอะไรพ่อถึงพูดแบบนั้น...มันก็แค่ข้ออ้าง พ่อเอาคำพูดมั่ว ๆมาอ้าง เพราะตัวเองอิจฉา เพราะตัวเขาเองไม่มีพลังแบบนั้น”

คิลเลอร์ทอดน้ำเสียงเล่าเรื่องเรื่อย ๆ เสมือนว่าเรื่องที่เล่าเป็นเรื่องราวในตอนที่พ่อกับแม่เขาได้พบกัน ไม่มีอะไรผิดแปลกหรือน่าตื่นเต้น ทั้งที่ความเป็นจริงดูเหมือนชายผมแดงจะค้นพบความผิดแปลกจากพ่อของตนเองได้ตั้งแต่แรก ทว่าก็ยังเดินในเส้นทางประหลาดบิดเบี้ยว ๆแบบนั้นมาจนถึงตอนนี้

“ไม่สามารถไขว่คว้าอำนาจสูงสุดที่อยากจะครอบครองมาไว้ในมือได้สินะ”

บลูเอ่ยเรียบ ๆ เขาเองก็รู้จักพ่อของคิลเลอร์ในระดับหนึ่ง เป็นคนที่โลภในอำนาจมากกว่าเงินทอง ต้องการครอบครองอำนาจจนไม่สนอะไรทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นจะจ้างนักวิจัยหลายคนให้วิจัยเรื่องพลังเอสเปอร์ทำไม ซึ่งคนที่วิจัยหนึ่งในนั้นก็คือไคเซอร์ คนที่พ่อของคิลเลอร์โปรดปรานที่สุด สร้างผลงานให้มากที่สุด และกลายเป็นคนที่ทำลายพวกเขาเสียเอง คงจะแค้นจนไม่อยากจะหลงเหลืออะไรที่เกี่ยวข้องเอาไว้เลยล่ะมั้ง คน ๆนั้นแค้นแล้วฝังลึก ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ขวางหูขวางตาก็จ้องทำลายลูกเดียว

 คนที่ตามรังควานครอบครัวเขา เพียงเพราะพ่อเขามีส่วนในวันตัดสินสุดท้าย พวกคนที่ฆ่าแม่เขา พ่อของคิลเลอร์ก็ส่งมา เขารู้ว่าใครออกคำสั่ง แต่ก็ไม่คิดจะบอกทางนั้น เพราะพ่อของเขาก็ฆ่าพ่อของคิลเลอร์เหมือนกัน ถือเสียว่าเสมอกัน ไม่รู้น่าจะทำให้สบายใจกว่ารู้เป็นไหน ๆ อีกอย่างรู้ไปคิลเลอร์ก็อาจจะไม่สะทกสะท้านอะไรก็ได้ หรืออาจจะรู้อยู่แล้วแต่ไม่พูดออกมาเพราะคิดว่าเขาเองก็ไม่รู้ เหมือนอย่างที่คิลเลอร์ไม่คิดจะบอกกับมิดไนท์ว่าตนเองเป็นคนออกคำสั่งให้ฆ่าล้างตระกูลชิเดลิตส์ มิดไนท์ไม่รู้เรื่องนี้ คิลเลอร์ก็ไม่รู้ว่าเขารู้เรื่องนี้ ซับซ้อนไปมาจนน่าปวดหัว

“นั่นเป็นสิ่งที่พ่อนายต้องการ ไม่ใช่นายเสียหน่อย ตอนนี้พ่อก็ตายไปแล้ว นายทำไปทำไมกัน?”

พอสิ้นคำถามนั้นบลูก็ได้ยินเสียงระเบิดหัวเราะ มิดไนท์เหลียวหลังมามองปริบ ๆแล้วกลับไปทำงานต่อ ไม่คิดจะสนใจไปกว่านี้มาอะไรที่ทำให้หัวหน้าเขาหัวเราะออกมาเหมือนคนเป็นบ้า ถ้าว่างจากงานนี้แล้วคิดว่าคงพาคิลเลอร์ไปตรวจสุขภาพจิตดูสักยกคงจะดีไม่น้อย

“การเดินตามรอยเท้าพ่อมันคือหน้าที่ของลูกชายที่ดีไม่ใช่เหรอ เหมือนอย่างที่นายเองยังเป็นแบบพ่อตัวเอง เล่นเอามาทั้งพลัง ทั้งอาวุธแบบนั้น ฉันเองก็เดินตามรอยเท้าพ่อในแบบของตนเองเหมือนกัน”

“ทั้งที่รอบเท้าพวกนั้นมันก้าวเข้าไปในโคลนตรมน่าขยะแขยงน่ะนะ?”

ดวงตาสีมรกตปรายมองคนถามอย่างเรียบง่าย บนใบหน้าประดับยิ้มประหลาดเอาไว้ บลูเองก็รู้ตัวว่าถูกจ้องด้วยแววตาที่ไม่เหมือนเดิม เขาเบนดวงตาไปสบ สงครามความเงียบเริ่มขึ้นในวินาทีนั้น คนสองคนสื่อสารกันด้วยแววตา แต่ท้ายที่สุดคำพูดก็ต้องถูกเอ่ยออกมาอยู่ดี

“ในที่สุดที่แสดงออกมาจนหมดแล้วสินะ สิ่งที่นายปิดบังเอาไว้น่ะบลู”

พอได้รับประโยคแบบนั้นบลูเองก็แน่ใจแล้วว่าเรื่องราวมันได้เดินมาถึงทางแยกที่เขาหวาดกลัวที่สุดแล้ว ใช่ว่าจะไม่รู้ตัวว่าตนเองเอ่ยคำพูดแบบไหนออกไป เขารู้ตัวดีเสมอ เพียงแค่รู้สึกแปลก ๆละคนโล่งใจที่เรื่องทั้งหมดจะจบลงและคลี่คลายไปในทิศทางของมัน สิ่งที่เก็ยงำมานานคงต้องเอ่ยออกมาในเวลานี้

“นี่มันก็จะหมดเรื่องแล้ว ที่ผ่านมาสิ่งที่ฉันทำมันเปลี่ยนใจนายไม่ได้เลย ดังนั้นมันก็ถึงดเวลาที่ต้องพูดกันตรง ๆแล้วคิลเลอร์ ที่ฉันมาที่นี่ ตลอดมามีเป้าหมายเดียวก็เพื่อเปลี่ยนใจนาย”ชายผมขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ บลูมองหน้าคู่สนทนาอย่างเรียบเฉย แขนยืดออกไปข้างตัวคล้ายกำลังทำอะไรบางอย่าง”และถ้าทั้งหมดนี่มันไม่ได้ผล ฉันก็คงต้องใช้วิธีสุดท้าย”


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++50%++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ชิ้นส่วนของความมืดมิดไม่ทราบที่มากำลังมารวมตัวกันอยู่ที่มือของบลู เคียวสีดำสนิทเล่มนั้นกำลังจะปรากฏกาย วินาทีนั้นมิดไนท์หันไปมองด้วยความตกใจ ไม่มีใครคาดคิด หัวหน้ากลุ่มแบล็กโฮลยื่นมืออกไปด้านหน้า ผลักร่างของบลูที่กำลังตั้งท่าอยู่ให้ถลันเข้าไปในวงเวทย์ที่ถูกเตรียมการเอาไว้ อดีตหมาป่าสีขาวเองก็ไม่คาดคิดว่าร่างของตนจะถูกแตะต้องได้โดยง่ายดาย ช่วงวินาทีนั้นเหมือนห้วงเวลามันขาดหาย รู้ตัวอีกทีมือของคิลเลอร์ก็ถึงตัว และตัวเขาก็เสียหลักไปแล้ว

ทันทีที่ร่างของบลูสัมผัสกับพื้นที่ปรำพิธี วงเวทย์พลันทำงานขึ้นมา แสงสีขาวส่องสว่างแข่งกับแสงแรกจากดวงอาทิตย์ ร่างของมิดไนท์ถูกดีดออกมาจากบริเวณนั้นอย่างแรง เขาถูกคว้าคอเสื้อเอาไว้ก่อนจะปลิวไปปะทะผนัง ชินเรที่ไม่รู้ว่าปรากฎตัวขึ้นตอนไหนเป็นคนช่วยเขาเอาไว้ ชิเดลิตส์คนน้องไอโขลกเพราะคอเสื้อที่รั้งไปรัดคอเขาเสียแทบขาดใจตาย ใบหน้าขาวแดงกร่ำ แม้จะไออย่างหนักแต่เขาไม่เคยละความพยายามที่จะถามถึงเหตุการณ์ตรงหน้า

“นี่มัน แค่ก! อะไรกันน่ะ?”

“วงเวทย์มันทำงานแล้วน่ะสิ”ชินเรตอบเรียบ ๆด้วยรอยยิ้มที่คาดเดาไม่ได้ มิดไนท์ไอโขลกพร้อมกับจับจ้องใบหน้านั้น ความไม่เข้าใจฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่ม หากชินเรใจดี คงหันมองแล้วตอบคำถาม

“บลูคิดว่าที่ผ่านมาฉันวางใจบลูมากหรือยังไง”

เสียงของคิลเลอร์ดึงเอาความสนใจทั้งหมดให้พุ่งตรงไปที่เขา ชายผมแดงยืนอยู่หน้าวงเวทย์ ระหว่างเข้ากับบลูถูกคั่นเอาไว้ด้วยโล่โปร่งแสง ไม่รู้ว่าสีหน้าของหัวหน้ากลุ่มแบล็กโฮลเป็นแบบไหน แต่มันสะท้อนให้บลูแสดงสีหน้าเย็นชาไม่น่ามองออกมาได้ ร่างของชายผมขาวทรุดอยู่กับพื้น มือกุมอกด้วยท่าทางทรมาน

“ถึงจะชื่นชมมาก ๆที่ลงทุนฆ่าแอมเบอร์เพื่อพิสูจน์ความจริง แต่ใจนายไม่เคยภักดีเลย...ทำไมเรื่องแค่นี้ฉันจะไม่รู้”

น้ำเสียงเย็นชาทอดเรียบจากคนผมแดง ตลอดระยะเวลาที่ใช้ด้วยกันในฐานะคนกลุ่มเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องยากหากจะมองว่าใจของใครอยู่ที่ไหน แม้จะยิ้มแย้มและร่วมพูดคุยอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ตัวเขารู้ดีเสมอว่าเพื่อนคนนี้เมื่อตั้งใจจะทำอะไรแล้วก็จะไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด ถึงจะเจ็บกับการถูกทอดทิ้ง แต่คนที่จะรั้งบลูเอาไว้ในฐานะคาราเมลไม่ได้มีแค่แอมเบอร์คนเดียว ทุกคนในที่แห่งนั้นล้วนแล้วแต่ถือโซ่ตรวนที่พันธนาการร่างของบลูไว้คนละเส้น มันแข็งแรงและแน่นหนาพอให้เหนี่ยวรั้ง ไม่มีทางที่เหตุการณ์แค่นั้นมันจะทำให้บลูสืบเท้าข้ามฝั่งมายืนยังจุดนี้ได้

เขารู้ดี

รู้มาตั้งแต่วันแรกที่เห็นแววตานั้น

รอยปริร้าวนั่นมันของปลอม ความอ่อนแอนั่นก็ไม่ใช่ของจริง แล้วนับประสาอะไรกับความภักดี มันก็ปลอมเสียทั้งหมดนั่นแหละ

“หึ นึกว่าแสดงละครเนียนแล้วนะเนี่ย”บลูหัวเราะเสียงเย็น โลหิตสีแดงไหลย้อยมุมปาก วงเวทย์กำลังทำหน้าที่ของมัน ท้ายที่สุดสิ่งที่คิลเลอร์ปรารถนาจะสำฤทธิ์ผล”เสร็จงานนี้เมื่อไหร่ ฉันซัดนายให้เป็นผงเลย”

“คงไม่มีโอกาสหรอกบลู เพราะทันทีที่เวทย์สำหรับทำลายเอสเปอร์แยกออกมาจากตัวนาย นายก็จะตายยังไงล่ะ”

ไม่ใช่มี่แค่บลูที่ไม่จริงใจกับคิลเลอร์ กระทั่งคิลเลอร์ก็ไม่จริงใจกับบลูด้วย ระหว่างคนสองคนนี้ไม่รู้เลยว่ามีใครที่จริงใจต่อกันบ้าง เรื่องราวที่ผ่านมาในอดีตมันมีมิตรภาพจริง ๆแค่ไหนกัน เมื่อเทียบกับอำนาจแล้วเรื่องพวกนั้นก็แค่เศษขยะไร้ค่า นี่หรือคือสิ่งที่คิลเลอร์เป็นมาโดยตลอด บลูหัวเราะในลำคอออย่างสมเพชเมื่อรับรู้ได้ว่าสิ่งที่เข้าใจมาตลอดคือเรื่องที่ผิดทั้งหมด เขาผิดเองที่คาดหวังว่าเพื่อนคนนั้นที่เคยปกป้องเขาเมื่อตอนเด็กจะมีตัวตนอยู่จริง มันก็ไม่ต่างกับนิทานหลอกเด็ก

“หมายความว่าไง...ที่ว่าพี่บลูจะตาย...”

ชินเรเหลือบตาลงมองร่างที่ทรุดอยู่กับพื้น ความใจดีเข้าสิงให้เขาก้มลงฉุดรั้งในร่างนั้นลุกขึ้นมา เขาจับต้นแขนอีกฝ่าย ออกแรงดึงเท่าที่จำเป็น โดยไม่ทันคาดคิด ศอกข้างนั้นกระแทกเข้ากับหน้าเขาเต็ม ๆอย่างจงใจ ช่วงวินาทีที่ยังตกอยู่ในความงุนงงโลกก็พลันหมุนคว้าง ร่างเขาถูกคนผมน้ำเงินจับทุ่มอย่างแรง แผ่นหลังกระแทกพื้นเสียงดังจนจุก ดวงตาที่พล่าเบลอเห็นแค่ร่างที่ลงมือกับเขาพุ่งไปทางคิลลเอร์ ดาบคาตานะสีดำสนิทปรากฏขึ้นในมือการระบำดาบจะเริ่มต้นเปิดม่าน

การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไวทำให้คิลเลอร์มองตามไม่ทัน เขาทำได้เพียงขยับตัวหลบซ้ายขวา ปลายดาบตวัดผ่านอย่างรุนแรงและคมกริบ เช่นเดียวกับแววตาของผู้ถือครองดาบ ปลายเท้าขยับตามอย่างไม่ลดละ ตัวดาบได้ลิ้มรสโลหิตสีแดงสดไปบางส่วน ตามใบหน้า ลำคอ และต้นแขนต่างเป็นแผลถาก ไม่มีช่องให้พูดคุยหรือทำความเข้าใจ เพียงเอี้ยวตัวหลบก็ยุ่งจนหัวหมุน คิลเลอร์เหลือบตามองชินเร ทางนั้นยังจุกจนลุกขึ้นไม่ แต่ก็ยังมีความพยายามในส่วนหนึ่ง

เขาละสายตากลับมายังคู่ต่อสู้ตรงหน้า สายตาสอดส่องหาช่องว่างจนค้นพบ มใอเรียวคว้าเข้าที่แขนก่อนจะใช้จังหวะที่มิดไนท์ตกใจจับอีกฝ่ายทุ่มลงไปกับพื้น ไม่ทันคาดคิดว่าพลังเลียนแบบจะแสดงผล สนามพลังแรงโน้มถ่วงที่เพิ่งเรียนรู้ไปเมื่อวานทำงาน ร่างของมิดไนท์ไม่ได้กระแทกเข้ากับพื้นรุนแรงอย่างที่สมควรไป มันหมุนคว้างเชื่องช้ากว่าจำสัมผัสพื้นราวกับขนนกที่ค่อย ๆตกลงสู่พื้น พริบตาที่แผ่หลังของชิเดลิตส์คนน้องสัมผัสพื้น แรงโนม้ถ่วงก็กลับมาเป็นดังเดิม มิดไนท์งอขาก่อนจะถีบอัดเข้าที่กลางลำตัวของคิลเลอร์เต็มแรง ร่างนั้นไม่ทันป้องกันกระเด็นไปปะทะกับโดมใส่ที่ล้อมรอบตัวบลูอยู่แล้วถูกดีดกลับมา ราวกับเป็นการสาธิตให้ชมว่าถ้าเข้าใกล้ไปแตะต้องโดมนั่นแล้วจะมีจุดจบอย่างไร

หัวหน้ากลุ่มแบล็กโฮลตั้งตัวได้อย่างรวดเร็ว ร่างเขาไถลไปและหยุดลงข้างชินเรที่ลุกขึ้นมาได้แล้ว ท่าทางชินเรจะไม่ได้เจ็บปวดมากเท่าไหร่นัก ทางคิลเลอร์ยกมือบาดเลือดที่มุมปาก ดวงตาจับจ้องร่างของคนที่ได้ตำแหน่งศัตรูแบบกะทันหัน

“ไม่คิดนะว่านายจะรักบลูขนาดนี้มิดไนท์ พี่ชายแท้ ๆตัวเองก็มีนี่นา”

ทางนั้นไม่โต้ตอบ นัยน์ตาสีมรกตเย็นชาราวกับเป็นคนละคน

“หรือว่ามันไม่ถูกใจกันล่ะ”

ไร้คำพูดโต้ตอบ ดาบในมือสะบัดวาดไปด้านหน้า กระแสพพลังสีดำสนิทเคลือบพุ่งทะยานใส่สมาชิกแบล็กโฮลที่เหลืออย่างรุนแรง ชินเรขยับตัวเขากำบังก่อนจะวาดพลังเป็นเกราะออกมากำบังให้ พลังสายนั้นแฉลบขึ้นฟ้าก่อนจะจางหายไป เจ้าของพลังพุ่งเข้าใส่ด้วยตนเอง ดาบเรียวในมือตวัดวาดด้วยความรุนแรงราวกับประกาศก้องถึงควงามแข็งแกร่ง

ทว่าหนึ่งย่อมแพ้สอง การที่ชินเรฟื้นตัวกลับมาช่วยคิลเลอร์ได้นั้นถือว่าทางมิดไนท์เสียเปรียบอย่างรุนแรง ผนวกกับอาการบาดเจ็บที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้วยิ่งกลายเป็นจุดอ่อน พอเขาดดาบใส่ชินเรก็เข้ามาใช้มีดสั้นต้านเอาไว้ คิลเลอร์อาศัยจังหวะนั้นโจมตีเข้าที่ท้องของเขา มิดไนท์รีบดีดตัวกลับ เลือดซึมเปื้อนเนื้อผ้าเป็นวงกว้าง เขากัดฟันกรอด ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกโจมตีด้วยกระแสพลังที่มองไม่เห็นชินเร แม้จะไร้ตัวตน ทว่าอานุภาพของมันไม่ได้ยิ่งย่อนไปกว่าดาบในมือของเขาเลย กระแสพลังคมกริบเฉี่ยวถากต้นคอมิดไนท์ไปเป็นแผลยาว เขายกมือขึ้นกุม จังหวะนั้นเจ้าของพลังที่ทำร้ายเขาได้ก็พุ่งเข้ามา

มีดสั้นตวัดใส่ ชายหนุ่มเบี่ยวงตัวหลบโดยไม่ทันคาดคิดว่าอีกคนจะมาดักอยู่ในทิศทางที่เขาขยับไป ถ้าดูตามวิธีมีดกับความถนัดซ้ายขวาแล้วมันไม่ใช่เรื่องยากที่จะเดาว่ามิดไนท์จะหลบไปซ้ายหรือขวา ทว่าการที่มาปรากฏตัวโดยไร้ซุ่มเสียงต่างหากคือสิ่งที่สร้างความตกใจให้เขา กำปั้นเน้น ๆกระแทกเข้ากับใบหน้าของชิเดลิตส์คนน้องเต็ม ๆ เขาไม่มีโอกาสได้หลบเพราะประมาทศัตรูไปเอง ร่างเซไปตามแรงต่อยแบบมนุษย์ธรรมดา

“ฉันว่าเราคุยเรื่องนี้กันรู้เรื่องแล้วนะมิดไนท์ ถึงผลที่จะตามมาหลังจากเรื่องทุกอย่างมาถึงบทสรุปน่ะ”คิลเลอร์กล่าวพร้อมทั้งเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ การเห็นปฏิกิริยาตอบสนองแบบนี้มันเกินคาดไปหน่อย”หรือฉันจะลืมบอกไปจริง ๆ?”

ชินเรถูกถามเพื่อเป็นคนยืนยันความมั่นใจ ชายหนุ่มผมน้ำตาลสั่นศีรษะ เขาไม่รู้ด้วยหรอกว่าคนสองคนนี้ได้คุยกันตอนไหน แต่ที่แน่ใจคือปฏิกิริยาของมิดไนท์มันเกินคาดไปจริง ๆ

“ถ้าเทียบกับที่ผ่านมาพี่บลูถูกหลอกมาตลอด นี่มันก็คู่ควรแล้วไม่ใช่หรือยังไง?”น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถาม มือกระชับดาบในมือแน่นก่อนจะบุกจู่โมอีกครั้ง

ชินเรพุ่งมารับดาบเอาไว้ตามจังหวะเดิม ทว่าเรื่องน่าแปลกใจมักปรากฏขึ้นแบบไม่เว้นว่าง ร่างของของมิดไนท์หายไปจากการรับรู้และปรากฏตัวอีกครั้งที่ด้านหลังของคิลเลอร์ จังหวะที่ดาบกำลังวาดใส่ ชิเดลิตส์คนน้องรู้สึกเหมือนเวลาหยุดไปช่วยขณะ และเมื่อมันกลับมาเดินใหม่ คิลเลอร์ก็ขยับไปจากตำแหน่งเดิมพอสมควร ดาบวาดลงไปกับพื้น ฝังลงไปในดินเนื้อแน่น มิดไนท์สบถ ไม่มีเวลาดึงดาบขึ้นมาเพราะชินเรพุ่งเข้ามาโจมตี มีดสั้นวาดใส่หน้าผ่านปลายจมูกไปแค่ไม่เท่าไหร่ ชายผมน้ำเงินกระโดดถอยหลังไปหลายจังหวะ แต่ก็ถูกไล่ตามอย่างไม่ลดละ มีดสั้นทำให้ระยะของคนสองคนห่างกันไม่มากนัก ดังนั้นไม่นานก็ถูกคว้าแขนเอาไว้ชายหนุ่มกัดฟันเพราะแขนข้างนั้นช้ำอยู่มาก พอถูกจับเต็มแรงก็สร้างความเจ็บปวดไม่น้อย

ถ้าหมุนตัวกลับไปศอกต้องโดนมีดแทงสวนมาแน่

มิดไนท์คิด เขาไม่รู้เลยสักนิดว่าชินเรเอาจริงในระดับไหน แค่สั่งสอนให้หยุด หรือหมายจะเอาชีวิต หากประมาทนั่นไม่เท่ากับตายอย่างนั้นหรือ ในช่วงเวลาที่กำลังไตร่ตรอง ปืนสั้นปรากฏในมือก่อนจะถูกยกขึ้นเพื่อเหนี่ยวไก ชินเรตกใจปล่อยมือออก แรงดีดจากปืนพอให้มิดไนท์กระเด็นถอยหลังมาตั้งหลง บาดแผลที่ลำคอเลือดไหลไม่หยุด เริ่มซึมเข้าเนื้อผ้าไปรวมกับแผลที่ท้อง มองดูสภาพราวกับบาดเจ็บสาหัส

ยังไม่ทันพักหายใจเขาก็ค้นพบว่าด้านหลังมีคนรออยู่ คิลเลอร์กำลังวาดเท้าเตะอัดเข้ากับลำตัวเขา กว่าจะรู้ตัวก็โดนไปเต็มแรง หน้าแข้งซัดเข้ากับข้างลำตัว แต่มันก็สะเทือนถึงบาดแผลที่หน้าท้องด้วย มิดไนท์ถลาล้มไปกับพื้น แต่สติดีพอจะดีดตัวลุกขึ้นมา มือข้างหนึ่งกุมท้อง ข้างหนึ่งถือปืน มองราวกับตำรวจหนุ่มที่กำลังปะทะกับคนร้าย

ชายหนุ่มยกปืนขึ้นเตรียมเหนี่ยวไก แต่คิลเลอร์กลับปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า จับแขนเขาที่กำลังเล็งปืนยกขึ้นสูงจนกระสุนพุ่งขึ้นฟ้าแทนที่จะเข้าปะทะร่างคน ทันทีที่ถูกริบรอนอิสรภาพ หายนะก็มาถึง ชินเรปรากฏตัวขึ้นที่ด้านซ้ายมือพร้อมมีดสั้นเล่มเดิม อีกไม่กี่อึดใจก็คงวาดโดนร่างเขา

เคร้ง!!!

ไม่รู้ว่ากี่ครั้งแล้วที่ร่างนี้ปรากฏหายขึ้นขัดจังหวะ แต่ทุกครั้งที่โผล่มา ก็มักมาได้ถูกช่วงเวลาราวกับจัดวางเสมอ

“เขายังคิดว่าการปรากฏตัวแบบนี้จะทำให้ดูเป็นพระเอกอยู่สินะ”บลูที่อยู่ในวงเวทย์บ่นแล้วหัวเราะแผ่ว ๆ พอเห็นว่ามีคนเข้ามาเพิ่มก็รู้สึกวางใจไปหนึ่งเปราะ

ไม้เท้าหน้าตาประหลาดเหมือนเศษกิ่งไม้สามารถทำให้มีดสั้นสีเงินหักครึ่งได้คือเรื่องจริง การปรากฏตัวของชายปริศนา สิ่งแรกที่พวกคิลลเอร์จะทำคือดีดตัวออกห่างเพื่อป้องกันตัว ร่างของมิดไนท์ที่ถูกปล่อยอย่างกะทันหันแทบล่วงลงไปกองกับพื้น ถ้าไม่ได้ร่างที่มาใหม่รับเอาไว้ แต่ดันรับผิดไปหน่อย เพราะคน ๆนั้นเอามือไปลองตรงท้อง ผลคือถูกคนผมน้ำเงินยกมือฟาดเต็มแรง

“จะฆ่ากันหรือไง!!

“แล้วจะรู้ไหมล่ะว่าเจ็บตรงนี้”

“นี่นายไม่เห็นลือดพวกนี้หรือไง ตาบอดอ่อ?!

มิดไนท์โวยลั่น ไม่คิดจะขอบคุณสักคำทีได้รับการช่วยเหลือ ร่างปริศนาอยากจะยกไม้เท้าในมือฟาดใส่พวกเดียวกันในสลบไปเหลือเกิน มือที่กำไม้เท้าอยู่สั่นกึก ๆ

“นี่คือชายสวมหน้ากากที่ได้รับการพูดถึงอย่างต่อเนื่องสินะ”คิลเลอร์เอ่ยเรียบ ๆขัดจังหวะ เขามองร่างในชุดคลุมและหน้ากากไม้เก่าอย่างพิจารณา พยายามจะมองหาว่าคนตรงหน้าเป็นใคร แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยอมแพ้”ซ่อนตัวได้แยบยลจริง ๆ”

คำตอบรับของคำชมคือการวาดไม้ท้าวในมือเบา ๆ ไปด้านหน้า ดาบที่ปักอยู่บนพื้นสั่นไหวก่อนจะพุ่งกลับเข้ามือนายของมัน ปืนในมือของมิดไนท์หายไปดั่งเล่นกลเมื่ออาวุธดั้งเดิมกลับมา ตอนนี้ก็เท่ากับว่าสองต่อสองเท่ากันแล้ว

สี่ร่างพุ่งเข้าปะทะกันโดยไม่ต้องมีคนสั่ง ชายในชุดคลุมออกไปเป็นทัพหน้าวาดไม้ท้าวใส่ร่างของคิลเลอร์และชินเรพร้อมกระแสพลังเพลิงร้อนระอุ คิลเลอร์เอี้ยวตัวหลบไปด้านหลัง ในจังหวะนั้นมิดไนท์ก็กระโดดเหยียบไหล่ชายชุดคลุมแล้วทะยานเข้าใส่พร้อมดาบในมือที่ง้างขึ้นสุดแขน การจับดาบเปลี่ยนไปจากมือเดียวเป็นสองมือ หมายถึงความหนักหน่วงที่จะเพิ่มมากขึ้น

ราวกับว่าเมื่อมีกำลังคนเข้ามาเพิ่มแล้วกำลังใจก็เพิ่มตามไปด้วย ดาบในมือเหวี่ยงไปด้านหน้าอย่างไม่ลดละราวกับไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย นัยน์ตาสีมรกตสองคู่จับจ้องกันและกัน คิลเลอร์ขยับตัวคล้ายเทเลพอร์ตสั้น ๆ ช่วงแรกก็พอจะทิ้งระยะห่างได้ แต่เหมือนว่าคนผมน้ำเงินจะจับจังหวะได้ทันแล้ว เขาเทเลพอร์ตตามด้วยความเร็วที่เหนือกว่า ไม่นานร่างก็เข้าประชิด มิดไนท์วาดดาบใส่ ไม่คาดคิดว่าคิลเลอร์จะมาไม้เดีวยกันกับเบลเฟกอล ผู้นำแบล็กโฮลรับดาบเอาไว้ด้วยมือเปล่า อาศัยจังหวะที่ฝ่ายตกข้ามตกอยู่ในความตกตะลึงยกเท้าขึ้นถีบเต็มแรง

ร่างของมิดไนท์กระเด็นตามแรงถีบ กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วที่คนพวกนี้ย้ำลงบนแผลเดินเขา ชายหนุ่มคิดอย่างเจ็บใจ กำลังขยับตัวจะตั้งหลักกลางอากาศ แต่ถูกชายสวมหน้ากากยื่นมือมาโอบรอบเอวแล้วรั้งไว้กับตัว ไม้ท้าวหน้าตาไร้ประโยชน์ยกขึ้นกันพลังของชินเร ทางมิดไนท์จุกจนพูดไม่ออก ทั้งจุกจากการโดนถีบและเจ็บจากแผลที่โดนย้ำลงไป เขากัดฟันกรอด เก็บความแค้นเอาไว้ตามรวบยอดที่เดียว

“นายไปช่วยพี่บลู ทางนี้ฉันจัดการเอง”

พูดจบคน ๆนั้นก็เหวสี่งร่างเขาออกไปทางวงเวทย์ที่บลูอยู่ ตอนแรกมันก็ปลิวแบบเหนือพื้น แต่พอเริ่มไกลแรงก็เริ่มตก ท้ายที่สุดถึงได้ไถลไปกับพื้นแล้วหยุดอยู่หน้าโดมสีขาวใสพอดิบพอดี ถ้ามากกว่านี้คงโดนดีดกลับไปเป็นกระสุนปืนใหญ่พุ่งออกจากตัวปืน ชายผมน้ำเงินกัดฟัน

“คิดจะฆ่ากันจริง ๆใช่ไหมเนี่ย!!!

ชายหนุ่มได้แต่ตะโกนอย่างเหลืออด ร่างเขานั่งอยู่หน้าบลู เพราะฉะนั้นเลยเก็บเอาความแค้นไว้ก่อน สิ่งสำคัญคือที่เจ้าคนสวมหน้ากากนั่นบอก ต้องช่วยบลูก่อน

“โอเคไหม?”

บลูถามเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นสภาพบานซอมบี้เพิ่งฟื้นจากหลุมของคนผมน้ำเงิน คนถูกถามยกนิ้วโป้งให้เสมือนว่าตนสภาพดีมากมาย หลังจากนั้นก็ประสานมือทำนั่นทำนี่ไม่สนใจเสียงดังโครมครามด้านหลัง ตอนนี้เขาจะแสร้งเมินว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบ สมาธิต้องพุ่งอยู่กับบลูคนเดียว

“....นี่มัน....”

บลูครางเบา ๆพลางมองอักขระสิบกว่าตัวที่ลอยขึ้นมาจากวสงเวทย์วงเดิมที่ทำงานอยู่ ถ้าเขาจำไม่ผิดดูเหมือนจะเป็นตัวที่ถูกคนตรงหน้าปรับแก้ไขไป นัยน์ตาสีฟ้าครามเบนมามองตาไม่กระพริบ เพียงไม่นานก็เข้าใจได้เลยว่าคน ๆนี้วางแผนไว้แต่แรก อาศัยความไม่รู้ของคนอื่นแก้อักขระหน้าตาเฉย

“ผมจะช่วยพี่ออกมาเดี๋ยวนี้แหละครับพี่บลู”

น้ำเสียงจริงจังดังขึ้นพร้อมกับอักขระที่เริ่มหมุนตัว ปราการแสงตรงหน้าอ่อนลงกว่าครึ่ง แต่ไม่มีอะไรน่าวางใจจนกว่าคนผมน้ำเงินจะเอ่ยปากบอก ด้านหลังเป็นการปะทะกันของชายในชุดคลุมและสมาชิกแบล็กโฮลที่เหลือ พูดไม่ได้เต็มปากว่าฝ่ายไหนได้เปรียบกันแน่

“จงลืมเลือนรูปลักษณ์ที่เจ้าเป็น แดนจองจำ!

น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยพร้อมกับอักขระที่เปล่งแสง เขาไม่รู้วิธีหยุดวงเวทย์ตรงหน้า รู้แต่วิธีทำลายให้มันจบไป มิดไนท์มองสบกับร่างภายในโดม มีเรียววาดตัดผ่านโดมเกิดเป็นทางแยกสู่ภายนอก บลูยันตัวลุกขึ้นแทบจะในทันที เขาสาวเท้าไปด้านหน้า อีกไม่นานจะออกจากสถานที่น่าอึดอัดนี่

หากมันเรียบง่ายก็คงน่าประหลาด

กระแสพลังประหลาดซัดมาจากด้านหลังของมิดไนท์ โดมแสงถูกปิดลงพร้อมอักขระไม่คุ้นตาเกือบพันตัวที่ทอแสงซ้อนขึ้นมาจากพื้น นัยน์ตาสีเขียวสะท้อนภาพเหล่านั้นด้วยความแตกตื่น พลังน่าขนลุกราวกับหลุมดำกำลังดูดร่างของบลูจากด้านหลัง วินาทีนั้นชายหนุ่มไม่สนใจอะไรนอกจากการช่วยพี่บลูของเขา ริมฝีปากพึมพำท่องคาถาอย่างร้อนรน มือก็ยื่นทะลุเข้าไปในโดม เพียงแค่ปลายนิ้วที่จะสัมผัส ร่างบลูกลับถูกดูดให้ออกห่างไปและหายเข้าไปในหลุมสีดำนั่น พลังน่าขยะแขยงห่อหุ้มตัวบลูพร้อมเสียงกรีดร้องราวกับร่างกายถูกฉีกกระฉากของร่างนั้น ลูกพลังที่มีบลูอยู่ด้านในลอยขึ้นไปบนฟ้า โซ่ตรวนสีดำยื่นออกมาจากมันและฝังลงกับพื้นดินโดยไม่สนใจสรรพชีวิตด้านล่าง

นัยน์ตาสีมรกตปริร้าวแทบจะแตกหัก เขามองภาพนั้นด้วยใบหน้าซีดเผือกไร้สี ได้ยินเสียงอธิบายเรียบ ๆมาจากด้านหลัง

“นั่นต่างหากเล่า สิ่งที่จะดึงเวทย์ทำลายออกมาจากบลู”

คิลเลอร์กล่าวราบเรียบ ลำคอถูกไม้ท้าวของชายในชุดคลุมกดเอาไว้กับพื้น สายตามองเห็นร่างของมิดไนท์ทิ้งมือลงข้างตัว คิดว่าคงยอมแพ้แต่โดยดี

ทว่าไอพลังสีดำกลับก่อตัวขึ้นรอบร่างของชายหนุ่ม ท้องฟ้าสดใสนั่นดูท่าจะไม่เข้ากับลูกกลม ๆสีดำ ดังนั้นเลยมีคนเรียกเอากลางคืนมืดสนิทมาปกคลุม เสียงคำรามต่ำในลำคอชวนให้ระวังตัว

“กลางคืน...นายไม่ใช่มิดไนท์”

กลุ่มผมสีน้ำเงินเข้มถูกกลืนกินด้วยสีโลหิต นัยน์ตาสีเขียวสะท้อนแววสีส้มเข้ม ใบหน้าประดับรอยประหลาดสีดำดูน่าพรั่นพรึง

“แล้วพูดตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเป็นมิดไนท์”

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


เข้าใจไหมคะว่าเกิดอะไรขึ้น น่าจะเข้าใจแหละเนาะ ไม่เฉลยแบบโจ่งแจ้งแล้วกัน เพิ่งบท13ก็เข้าสู่ท้ายเรื่องแล้ว จะครบ20บทไหมเนี่ย55555

จริง ๆก็ไม่อยากบ่นเรื่องนี้เลย แต่ว่าเม้นน้อยจริง ๆแหละน้า...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #431 LoKi VampirE (@ri-j_yoh) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 / 13:46
    ตื่นเต้นจิงจัง
    ฉากไฟว้กันที่ไม่ได้เห็นมานาน
    พี่บลูยังคงเป็นคนดีไม่เปลี่ยน
    #431
    0
  2. #430 nichimurayukina (@nichimurayukina) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 / 11:58
    มาต่ออีก 50% ไวไวนะค้าาาา
    #430
    1
    • #430-1 Zer'Kaem (@lovery1859) (จากตอนที่ 59)
      16 กรกฎาคม 2560 / 12:21
      ต่อแล้วเด้ออออออ
      #430-1
  3. #429 LoKi VampirE (@ri-j_yoh) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 21:57
    เค้าฆ่าพ่อข้า
    ข้าฆ่าพ่อเค้า
    //เรื่องนี้ช่างซับซ้อนยิ่งนักจริงๆค่ะ
    เรากำลังจะเห็นการไฟว้กันของพี่บลูกับคิลคุงใช่มั้ย
    #429
    0