Little Sheep or Werewolf แกะตัวนั้นที่มันเป็นหมาป่า

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 24,308 Views

  • 485 Comments

  • 1,072 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    46

    Overall
    24,308

ตอนที่ 57 : Little Sheep XI :: ‘อีกด้านหนึ่ง’{100%}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 292
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    9 ก.ค. 60

Little Sheep XI

อีกด้านหนึ่ง

 

“ฉันเป็นพี่ เกิดก่อนเพื่อปกป้องนาย จะให้ประกาศก้องกี่ครั้งก็ยังจะเอ่ยคำเดิม ว่าจะขอปกป้องน้องชายตรงหน้า มันคือสิ่งที่ฉันรับรู้ตั้งแต่วินาทีที่แรกลืมตาดูโลก...แต่ถึงแม้ว่ามีปณิธานขนาดนั้น ก็ไม่อาจปกป้องนายจากสิ่งที่ฉันกลัวที่สุดได้”

”สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดก็คือนายที่เป็นแบบนี้ นายที่หันอาวุธใส่คนในครอบครัว”

“มันไม่สะใจอย่างที่คิดเอาไว้ใช่ไหมล่ะ?”

“อย่ามายุ่งกับครอบครัวของฉัน!

เสียงทุ้มคุ้นหูดังแว่วอยู่ในหัวราวกับเทปที่ถูกกดเล่นวนซ้ำ นัยน์ตาสีเขียวสะท้อนภาพเหรียญสีทองในมือ ทว่าความรู้สึกนึกคิดกลับไม่ได้อยู่กับของสิ่งนั้น ห้วงความคิดย้อนไปดูอดีตกาลที่ผันผ่านมาหลายสิบปี ดวงตาสีมรกตสงบดั่งท้องฟ้าหน้าร้อน ความรู้สึกชวนสับสนมากมายตีวนขึ้นกลางอก ไม่ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งทีได้ใช้เวลาเพียงลำพัง คำพูดและแววตาที่ไม่ต้องการนึกถึงก็มักจะปรากฎขึ้นข้างในเสมอ

มิดไนท์กำเหรียญสีทองในมือเบา ๆ เขาหลับตาเพื่อสลัดภาพของโอเชี่ยนออกไปจากหัว ทว่ายิ่งพยายามจะลบออกจากความทรงจำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจดจำมันได้ดีมากเท่านั้นราวกับเล่นตลก ดวงตาสีส้มเข้มที่มองมายังมั่นคงไม่ต่างจากในอดีต ทำไมถึงไม่เปลี่ยนไปเลยทั้งที่ถูกเกลียดขนาดนี้

“คำพูดสวยหรูหลักลอยงั้นเหรอ?”เสียงทุ้มพึมพำก่อนจะหัวเราะในลำคอออกมาโดยไม่รู้ตัวไม่รู้ว่าไอ้เสียงหัวเราะนั่นมันหลุดออกจากลำคอเขาด้วยสาเหตุใดหรือความรู้สึกไหน

“คิดอะไรอยู่น่ะมิดไนท์”

เสียงของชินเรทำให้มิดไนท์สะดุ้ง เขาเก็บเหรียญทองเข้ากระเป๋าแล้วหันกลับไปมองร่างของหนึ่งในเพื่อนร่วมกลุ่ม ชิเรยืนเอียงคออยู่ด้านหลัง ทอดมองมาอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ก้าวก่าย นัยน์ตาสีเขียวสบเข้ากับอีกฝ่ายก่อจะยืนขึ้น

“เรื่อยเปื่อยน่ะครับ อย่างเรื่องว่าเมื่อไหร่พี่บลูจะทำกับข้าวเสร็จ หิวแล้ว”ชายผมน้ำเงินว่าพลางยู่หน้า บลูหายเข้าครัวไปสองชั่วโมงแล้วแต่ยังไม่ออกมาเลย ไปทำกับข้าวหรือปลูกข้าวอยู่กันแน่

“ก็คุณคิลเลอร์เข้าไปป่วนไม่เลิกนี่ ไม่แน่ว่าวันนี้อาจจะได้กินคิลเลอร์ซาชิมิ เปอร์เซนสูงแหะ...”

มิดไนท์เบ้หน้าให้กับเมนูที่แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกสยองนั่น คิลเลอร์ซาชิมิงั้นเหรอ ให้ตายเถอะน่า นี่มันการตัดกำลังทางอ้อมด้วยการพูดเรื่องไม่น่าพิสมัยเพื่ออวสานอาหารเย็นถูกไหม? มิดไนท์ส่ายหัวด๊อกแด๊กแล้วเดินตามชินเรเข้าไปด้านในห้องอาหาร ฝ่ายชินเรเดินยาวไปลากคิลเลอร์ออกมาก่อนที่มื้อเย็นจะถูกยื้อไปมากกว่านี้

หัวหน้าแบล็กโฮลเดินไหล่ตกออกมาจากห้องครัว บนหน้ามีรอยช้ำกับรอยมีดแม้ไม่ได้ออกไปปะทะกับใครเขามาอย่างคนอื่น แน่นอนว่าคนทำคงไม่ใช่ใครนอกจากบลู นับวันยิ่งดุขึ้นจนจะกลายร่างเป็นเสืออยู่แล้ว  อนาคตอาจจะต้องซื้อตะกร้อมาครอบปาก ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของความคิดนี้อาจจะถูกเคียวเฉาะหัวไปก่อนจะได้ทำจริง

“เกะกะวุ่นวายอย่างกับเด็ก เมื่อไหร่จะโตสักทีน่ะคิลเลอร์?”บลูเดินออกมาพร้อมกับถาดอาหาร ชินเรลุกขึ้นไปช่วยถือ ทางคิลเลอร์เอียงตัวไปป้องปากกระซิบกับมิดไนท์

“บางทีเจ้ากรรมนายเวรก็มาในรูปแบบของเพื่อนสนิท อุ๊ก!

หัวหน้าแบล็กโฮลร้องออกมาเมื่อถูกขอบถาดกระแทกหัวไปเต็มแรงอย่างจงใจ บลูกดตาใส่เหมือนจะงับหัวอีกฝ่ายก่อนจะกระแทกจานข้าวลงตรงหน้า คิลเลอร์ยิ้มแห้ง แอบเห็นจานร้าวน้อย ๆด้วย น่ากลัวเกินไปแล้ว

บลูเดินกลับไปนั่งยังตำแหน่งของตนเอง มื้ออาหารเริ่มต้นขึ้นเมื่อพ่อครัวนั่งลงอย่างเป็นทางการ กับข้าวมากมายส่งกลิ่นหอมฉุยอยู่กลางโต๊ะความสุขอย่างหนึ่งของแบล็กโฮลคือการได้ทานข้าวฝีมือบลูอยย่างไม่จำกัด ทั้งเช้า กลางวัน เย็น หรืออาจจะมีมื้อดึกมาตามแต่ว่าวันไหนมีคนประท้วงหิวข้าวตอนห้าทุ่ม นัยน์ตาสีโกเมนจะเบนมากดหนัก ๆ หนึ่งทีแล้วลุกขึ้นไปทำอาหารให้ ไม่มีคำบ่น แต่รู้สึกกลัวจนขนหัวลุก ไม่แน่ใจว่าระหว่างโดนบ่นจนหูช้ากับไอ้ที่เป็นอยู่ทุก ๆวันนี้อะไรดีกว่ากัน

“ชายในชุดคลุมคือใครน่ะบลู?”

คำถามเรียบดังขึ้นกลางโต๊ะอาหาร เมื่อหัวข้อสนทนาของครอบครัวที่พูดคุยกันยามเมื่อพบปะในมื้ออาหารเย็น คนถูกถามเคี้ยวข้าวพลางมองหน้าคนตั้งคำถาม เมื่อกลืนอาหารลงคอแล้วถึงได้เปิดปากตอบ

“ไม่รู้”

แต่คำตอบสั้นง่ายไม่สมเวลาที่รอคอยเอาเสียเลย คิลเลอร์จึงเบนใบหน้าไปมองทางมิดไนท์ที่ออกไปปะทะกับพวกโวคมาเหมือนกัน ชายหนุ่มส่ายหน้าพรืด เขาเองก็ไม่รู้ว่าและอยากจะรู้เหมือนกันว่าชายใส่ชุดคลุมคนนั้นเป็นใคร เขาแยกตัวไปจัดการอสูรในอาณัติของโอเชี่ยนในระหว่างที่บลูปะทะกับพี่ชายฝาแฝดของเขา เงยหน้าขึ้นไปอีกทีคู่ที่สู้กันอยู่บนด่านฟ้าก็เปลี่ยนไปแล้ว ชายใส่ชุดคลุมปรากฏตัวขึ้นมาโดยไร้กลิ่นไออย่างสมบูรณ์ ถ้าไม่ได้มองขึ้นไปก็ไม่มีทางรู้แน่ว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือน

มิดไนท์อ้าปากงับช้อนค้างไว้แล้วเริ่มนึก ตอนนั้นที่ปะทะกันดูเหมือนว่าฝีมือของทางชุดคลุมจะพอ ๆกับบลูเลย ดูจากการรุกรับสลับกันไม่เว้นจังหวะ ถ้าเปลี่ยนตัวมาเป็นเขาที่ไปสู้แทนก็อาจจะแพ้ไปแล้วก็ได้ โชคดีที่อาศัยจังหวะเผลอไปโจมตีโอเชี่ยนจนเรียกอีกฝ่ายให้แยกออกมาเขารู้ดีว่าพี่ชายฝาแฝดอ่อนกว่าเขาในเรื่องการต่อสู้พอสมควร การสู้กับศัตรูอย่างประมาณตนคือสิ่งที่ควรทำมาแต่ไหนแต่ไรสำหรับมิดไนท์

“เขาอยู่ฝ่ายโวคหรอครับ เป็นคนของคุณเบลเฟกอลหรือเปล่า?”ชินเรตั้งคำถามและพบว่าบลูส่ายหัวปฏิเสธในทันทีแบบไม่ต้องคิด

“นอกจากพวกอาจารย์สี่คนกับทริปเปิ้ลแล้วเขาไม่มีพรรคพวกที่ไหนอีก...ก็ใครอยากจะไปคบกับคนพรรค์นั้นเล่า”

“พรรค์นั้นนี่พรรค์ไหนอ่ะพี่บลู?”

“ไม่รู้น่าจะเป็นบุญของนายมากกว่านะมิดไนท์”บลูตอบหน้าตายแล้วตบไหล่คนเด็กกว่าแปะ ๆก่อนจะกลับไปสนใจอาหารต่อ

พ่อครัวประจำแบล็กโฮลทิ้งให้ทายาทแห่งชิเดลัตส์นั่งกระพริบตาปริบ ๆไม่เข้าใจแบบนั้น คิลเลอร์หัวเราะออกมาเหมือนตัวเองเข้าใจสิ่งที่บลูหมายถึง แต่จริง ๆแล้วก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน โต๊ะอาหารเงียบลงอีกครั้ง ต่างคนต่างสนใจอาหารตรงหน้าตามมารยาทที่สมควรจะทำมาตั้งแต่ต้น ทว่าเหมือนหัวหน้าแบล็กโฮลจะเกลียดความเงียบ ไม่ถึงห้านาทีก็ตั้งคำถามใหม่ขึ้นมา

“หรือว่าจะเป็นพวกคนใหม่ที่เราไม่รู้จัก?”

บลูถลึงตาใส่คนที่ไม่ยอมเคี้ยวข้าวในหมดก่อนเปิดปากพูด ถ้าไม่แย่เกินไปเขาคงเอาส้อมในมือแทงอีกฝ่ายไปแล้ว

“ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ตราบใดที่คนอย่างชิเดลิตส์ยังไม่รู้ถึงตัวตนเขาก็คงยากที่เราจะเข้าถึงตัวตนเหมือนกัน ดูเหมือนว่าคนที่ช่วยคุณโอะเชี่ยนเอาไว้ที่ภูเขาหิมะที่คือคน ๆนั้น ไม่อย่างนั้นอัจฉริยะคงเหลือแค่ชื่อไปตามความตั้งใจไปแล้วล่ะครับ ทำไมถึงดวงดีได้คนเก่ง ๆมาช่วยเอาไว้ตลอดนะคน ๆนั้น”ชินเรเอ่ยด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ โอเชี่ยนรอดพ้นความตายมาหลายต่อหลายครั้งนัก และส่วนใหญ่ก็เป็นชายชุดคลุมที่มาช่วยไว้

“อาจจะเป็นองค์รักษ์ของชิเดลิตส์ที่ยังเหลือรอดหรือเปล่า?”

“ชิเดลิตส์ไม่มีคนแบบนั้นหรอกครับ คนที่เราไม่สมารถสัมผัสถึงตัวตนได้ ทางทฤษฎีแล้วมันก็ของแสลงดี ๆนี่เอง ไม่มีทางที่จะรับคนแบบนั้นเข้ามาเป็นคนข้างตัวเด็ดขาด”

มิดไนท์ตอบคำถามได้ในทันทีโดยไม่ต้องนั่งคิดด้วยซ้ำไป ตั้งแต่เด็กจนโตสิ่งที่ทำให้หงุดหงิดได้คือสิ่งที่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถรับรู้ได้ ไม่ว่าจะด้วยขีดจำกัดทางอะไรก็ตามแต่ เรื่องที่ชิเดลิตส์ไม่สามารถรับรู้ได้คือศัตรูโดยธรรมชาติของตระกูลนี้ เขาเองยังรู้สึกหงุดหงิดกับตัวตนที่ว่างเปล่าาของคนผู้นั้นเลย แน่นอนว่าโอเชี่ยนคงจะรู้สึกไม่ต่างกัน

“คนพวกนั้นได้พวกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทางเรามีแค่สี่คนแบบนี้เหมือนโดนรุม”

บลูเบนตาไปมองคนพูดแล้วส่งสายตาที่ด่าประมาณว่าไอ้คนขี้โกหกแต่เป็นคำที่รุนแรงมากกว่านั้นมาก กล้าพูดออกมาได้เต็มปากอย่างไรว่ามีกันแค่สี่คน ทางโวคอาจจะไม่รู้ แต่ในฐานะคนกลุ่มเดียวกันต้องรู้ตัวเลขที่คร่าว ๆของจำนวนคนที่ร่วมมืออยู่แล้ว อย่างไรเสียพ่อของคิลเลอร์ก็เป็นเจ้าของกองกำลังทหารรับจ้างเก่า คงไม่มีเครือข่ายแค่แคบ ๆ หรอก

“ทางนั้นยังมีกำลังของโวคหลายหน่วนรวมอยู่ด้วย ยังไงก็รับมือยากนะครับ”มิดไนท์เอ่ยปากเมื่อรับรู้ความคิดของบลูได้ผ่านทางการคาดเดา

“ถ้าทำให้กำลังพวกนั้นมาช่วยไม่ได้ก็ถือว่าจบแล้วครับ ซึ่งมันไม่ยากเลยสักนิด”ชินเรตอบหน้าระรื่น เขาวางช้อนส้อมลงบนจานเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกว่าตนอิ่มแล้วสำหรับอาหารมื้อนี้”ยังไงซะเมื่อถึงเวลาเราก็จะกางข่ายพลังที่ทำให้พลังเอสเปอร์ใช้งานไม่ได้อยู่แล้ว แค่สร้างเรื่องวุ่นวายในเขตการรับผิดชอบของแต่ละหน่วยก็สามารถตัดกำลังไปได้หลายส่วนเลยทีเดียวครับ แล้วกองกำลังที่เหลือด้วยพลังของผม ก็สามารถใช้ได้เต็มที่ในเขตปรำพิธี”

“พอเรียกแบบนี้แล้วดูศักดิ์สิทธิ์ผสมปนเปไปกับความแฟนตาซีชอบกล ฉันต้องไปตัดชุดใหม่ไหมคิลเลอร์?”บลูว่าอย่างประชดประชัน ปรำพิธีบ้าบออะไร ก็แค่ลานกว้างที่ฟ้าเปิดจนดวงอาทิตย์สามารถส่งลงมาได้อย่างเต็มที่เพื่อพลังของมิดไนท์ก็เท่านั้นเอง

“ปัญหาหลักตอนนี้ก็คือซันชายส์สินะ”

คิลเลอร์เอ่ยเรียบ ๆอย่างจงใจเมินเพื่อนข้างตัว ผลคือโดนกดหน้าลงไปในชามข้าวอย่างแรง ได้ยินเสียงหัวเราะดูเหมือนจะมีความสุขมาแล้วมิดไนท์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆก็ขยับตัวหนี ออกจากกลุ่มไปเป็นเจ้าหน้าที่อิสระจะดีกว่าไหมเนี่ย ทำไมเขาถึงตกปากรับคำร่วมกลุ่มกับคนที่เหมือนเป็นโรคจิตแบบนี้ได้นะ

“แล้วเซนเซย์ล่ะครับ พวกเขาน่าจะคืนร่างให้ได้แล้วนี่ นึกแล้วยังโกรธไม่หาย ใครมันฆ่าพวกทหารที่ส่งไปจัดการจนหมดกัน”บลูพึมพำด้วยใบหน้าเครียด ไม่ใช่ว่าแบล็กโฮลไม่ทำการขัดขวาง แค่ไม่ได้รีบไปและส่งทหารรับจ้างทั่วไปออกไปถ่วงเวลาไว้ก่อนเพราะหลงคิดว่าแค่คนที่ดวงวิญญาณไม่สมบูรณ์กับคนที่มีสภาพจิตใจย่ำแย่ไม่น่าคนามือนัก แต่ตัวช่วยปริศนากลับฆ่าพวกทหารรับจ้างที่ส่งไปถ่วงเวลาไปจนหมด พอบลูไปถึงก็พบแต่ศพกับเลือด แถมยังคาดกับพวกโอเชี่ยนอีก

“ทางนั้นกางข่ายพลังเอาไว้เลยสอดแนมไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันทางนั้นก็เข้ามายุ่งย่ามกับเราไม่ได้เหมือนกัน แต่ถึงจะคืนร่างให้เซนเซย์ของพี่บลูผมก็ไม่หนักใจเท่าการมีอยู่ของซันชายส์หรอก เหอะ แค่เรียกชื่อยังรู้สึกแขยง”มิดไนท์ทำสีหน้าตามคำพูดก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงบูด ๆ”ผมรู้ดีที่สุดว่าฝีมือของทางนั้นมีมากแค่ไหน ที่เราเห็นอยู่ยังไม่ถึงครึ่งของที่เขาทำได้เลย แต่ด้วยเป็นธาตุเย็นทำให้ไม่ถนัดเรื่องทางกายภาพเท่าธาตุร้อนแบบผม มีแต่ผมที่สู้กับเขาได้ เพราะคนที่แก้ทางเขาได้ก็คือผม”

“และคนที่แก้ทางนายได้ก็คือเขาเหมือนกัน”

อดีตหมาป่าขาวเอ่ยความจริงเรียบ ๆ ในเมื่อซันชายส์และมิดไนท์เกิดมาเพื่อเป็นขั้วตรงข้ามกัน ในกรณีที่คนน้องสามารถแก้ทางคนพี่ได้ แล้วมีเหตุผลอะไรที่คนพี่จะแก้ทางคนน้องไม่ได้ ทางชายผมน้ำเงินพยักหน้ารับช้า ๆอย่างไม่เต็มใจนัก มันคือความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้ เขาเม้มปาก ยกเลิกอาหารตรงหน้าไปโดยปริยายเมื่อเอ่ยถึงพี่ชายฝาแฝดขึ้นมาอย่างจริงจัง

“อำนาจที่ทำให้ตนกลายเป็นที่รักของทุกสรรพชีวิตนี่ถึงจะไม่รู้ว่าน่ากลัวยังไงแต่ก็รู้สึกว่าน่ากลัวอยู่ดี”คิลเลอร์เอ่ยพลางท้าวคางมองเพื่อนร่วมทีม”ในขณะที่เขามีอำนาจนั้น นายมีอำนาจอะไรเหรอมิดไนท์”

ไม่บ่อยนักที่จะได้รับสายตาไม่เป็นมิตรจากน้องเล็กของกลุ่ม มิดไนท์ส่งสายตาเหมือนว่าถ้าไม่ติดว่าเป็นคิลเลอร์คงกระโดดงับหัวหลุดไปแล้ว ชายหนุ่มสะบัดหน้าไม่พอใจก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสั้นห้วน

“ตราบใดที่ไม่ใช่ว่าที่ผู้นำตระกูล ผมก็ไม่ได้อำนาจอะไรทั้งนั้น”

ความหงุดหงิดพาลเอามิดไนท์ไม่อยากอยู่กระทั่งตรงนี้ เขาลุกขึ้นเดินออกไปจากโต๊ะอาหารอย่างเสียมารยาทที่สุดเท่าที่เคยทำมา บลูปรายดวงตาสีแดงตามร่างนั้นไปพร้อมเคี้ยวข้าวในปาก ก่อนจะยกมือตบหัวเพื่อนสนิทอย่างแรง เรียกว่าสมองแทบจะออกมาทางจมูกโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือทำมัมมี่ คนโดนทำร้ายร้องโอดโอยก่อนจะส่งสายตาถามว่าเขาทำอะไรผิด

“พูดไม่คิดครับ”ชินเรเอ่ยให้ และได้รับการชี้หน้ากลับมาจากบลูเป็นเชิงว่าเขาพูดถูก”คุณก็รู้ว่ามิดไนท์อ่อนไหวเรื่องพวกนี้แค่ไหนก็ยังพูดออกมา ไม่ได้เรื่องเลยครับ”

“อ่า...นี่ฉันยังเป็นหัวหน้าอยู่ไหม?”

“ไม่เป็นตั้งแต่ร้องจะกินน้ำแข็งไสตอนเที่ยงคืนแล้วเจ้าโง่”บลูเปิดปากด่าก่อนจะยันตัวลุกขึ้น”ฉันจะไปดูเขา ถ้าซึมจนส่งผลถึงการทำงานล่ะก็ ฉันจะจับนายมัดห้อยหัว เผื่อว่าถ้าสมองได้เลือดแล้วจะฉลาดขึ้นมาบ้าง ไม่มากก็น้อย”

ชายหนุ่มกระแทกเสียงก่อนจะเดินไปทางที่มิดไนท์เดินไป ราตรีมาเยือนพวกหมู่ดาวและดวงจันทร์ นัยน์ตาสีแดงมองสบกับดวงจันทร์ครึ่งดวงก่อนจะเบนลงมายังร่างของชิเดลิตส์คนน้อง เขาสาวเท้าเข้าไปยืนข้าง ๆอย่างเงียบงัน ไม่เอ่ยขออนุญาตเพราะมันไม่จำเป็น สิ่งที่บลูทำคือจับจ้องไปยังดวงจันทร์เหมือนอย่างที่มิดไนท์ทำ อยากจะเข้าใจสักทีว่าทำไมคน ๆนี้ถึงเอาแต่เฝ้ามองพระจันทร์ ไม่ว่าวันไหน ๆก็จะออกมามองมัน ต่อให้เป็นคืนเดือนมืดก็ยังมองไป เหมือนจะถามหากับดวงดาวว่าพระจันทร์ไปไหน

“พระจันทร์สวย”บลูว่าง่าย ๆ

“ใช่ครับ”

“ทำไมตอนนั้นถึงไม่จู่โจมทั้งที่แค่โบกมือครั้งเดียวงูพวกนั้นก็ตายหมดแล้ว”

น้ำเสียงเรียบง่ายทอดนุ่ม ทว่ากลิ่นไอแห่งการสอบสวนเริ่มโชยมา นัยน์ตาสีเขียวที่แปลกตาเพราะสะท้อนแสงจันทร์เบนไปมองคนตั้งคำถาม เขายกยิ้มภายใต้ความมืดสลัว เป็นรอยยิ้มที่บลูไม่มีทางได้เห็นและจะไม่มีวันเข้าใจความหมายแน่

“พี่บลูรู้ไหมครับว่าทุกครั้งที่ผมมองพระจันทร์ ผมมักอธิฐานเสมอ”

คำพูดที่ไปคนละทิศละทางกับคำถามถูกเอื้อนเอ่ยช้า ๆ บลูเบนดวงตาแปลกใจไปมองคนข้างตัว เขาเห็นรอยยิ้มง่าย ๆบนใบหน้านั้น อาจจะเพราะว่าเป็นฝาแฝดกันเขาถึงได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายเหมือนโอเชี่ยนเสียเหลือเกิน กระทั่งบรรยากาศในตอนนี้ด้วย มองดูเหมือนโอเชี่ยนตอนที่เงยหน้ามองพระจันทร์ในวันที่เอพริลถูกทำร้าย ความเศร้าที่ฉาบฉายมาในแววตานั่นคืออะไรกันแน่

“นายขออะไรล่ะ?”เขาถามกลับเพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายอยากถูกถาม

มิดไนท์เบนใบหน้ากลับมาแล้วหัวเราะในลำคอ บลูคิดอยู่ในใจว่าถ้าอีกฝ่ายตอบว่าไม่บอกครับเขาจะโยนมันลงจากระเบียงตอนนี้ วินาทีนี้เลย ต่อให้คนข้างล่างจะแตกตื่นก็ช่างประไร ทว่าเขาคงไม่ได้ทำแบบนั้น เมื่อใบหน้าคุ้นเคยของคนที่ไม่ค่อยคุ้นกันเบนมา ริมฝีปากเอ่ยขึ้นเรียบ ๆแต่ดึงให้บลูนิ่งงัน

“ผมขอดวงจันทร์ทุกวัน ขอให้ตัวผมหายไป” 


+++++++++++++++++++++++++++++++50%+++++++++++++++++++++++++++++++++++


“หายไปไหนมาตั้งนาน?”

เดทเธลเป็นคนตั้งคำถามนี้ ส่วนคนถูกถามก็คือทริปเปิ้ลที่ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นเลยหลังจากโอเชี่ยนถูกส่งไปหาร่างของไคเซอร์ และตอนนี้เขาปรากฏตัวขึ้นที่การประชุมเพื่อเตรียมรับมือแบล็กโฮลในอนาคต ร่างที่นั่งอยู่ในที่ประชุมพยักหน้าหงึกหงัก ไม่ได้เจอทริปเปิ้ลมานานจนเกือบลืมไปแล้วว่ามีคุณรองผู้บัญชาการสูงสุดอยู่ด้วย ทางคนถูกถามโปรยยิ้มอ่อนโยนตามแบบฉบับตนแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างเบลเฟกอล

“แบ่งเบาภาระให้กับโอเชี่ยนน่ะครับ”เขาเอ่ยเรียบ ๆก่อนจะเบนใบหน้าไปหาตัวการที่ทำให้เขาหายไปจากการรับรู้ของทุกคนเป็นเวลานาน”ทางแบล็กโฮลเตรียมแผนบุกแล้ว สิ่งที่เขากลัวตอนนี้มีแค่สองอย่าง คือโอเชี่ยนกับคนที่เราไม่รู้ว่าใครใต้ชุดคลุมคนนั้น ผมแปลกใจหน่อย ๆที่พวกเขาไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องของคุณไคเซอร์เลย”

เหล่าผู้ร่วมประชุมเลิกคิ้วขึ้นสูงเมื่อได้ฟังคำพูดของทริปเปิ้ล สายตาของบรรดาผู้มีสิทธิ์เข้าประชุมเกือบทุกคนเบนไปมองที่ไคเซอร์อย่างพร้อมเพียงเพราะทางนั้นถูกเอ่ยถึง ก็ออกจะรู้สึกสงสัยหน่อย ๆว่าเจ้าฮีโร่เฮงซวยที่พอเข้าร่างตัวได้ก็โดนเพื่อนรุมกระทืบทันทีนี่มันน่ากลัวตรงไหน รู้สึกว่าที่แบล็กโฮลไม่วิตกเกี่ยวกับเรื่องนี้น่ะถูกแล้ว

“พวกนั้นไม่รู้ตัวน่ะสิ”เคียวยะคือหนึ่งในคนที่ไม่ได้หันไปสนใจไคเซอร์ เขาเอ่ยปากตอบพวกที่เหลือซึ่งได้แก่เอพริล ลูนอส และโยกัง เพราะเดทเธล โอ๊ค หรือกระทั่งเบลเฟกอลเองต่างรู้เหตุผลดีว่าเพราะอะไรพวกเขาถึงต้องตามหาร่างของฮีโร่เฮงซวยให้เจอ”ไม้ตายของทางนั้นนอกจากจะเป็นวงเวทย์ทำลายเอสเปอร์แล้ว ยังเป็นข่ายพลังขนาดใหญ่ที่ทำให้พลังเอสเปอร์ใช้การไม่ได้ยังไงล่ะ ทีนี้กำลังรบกว่าครึ่งของเราจะใช้การไม่ได้”

“แต่เจ้างี่เง่านี่คือคน ๆเดียวที่รู้วิธีแก้ข่ายพลังนั่น”โอ๊คใช้นิ้วชี้ไปยังเพื่อนผมดำ ทางนั้นยิ้มรับด้วยท่าทางอย่างกับว่าพ่อหมดหลงยุคนำเสนอตัวเขาด้วยความเต็มใจและผายมืออะไรทำนองนั้น เห็นก็เห็นอยู่ว่าเพื่อนเอือมระอาตนเองมากแค่ไหน

“เรื่องพวกนั้นให้โอเชี่ยนทำไม่ได้หรือยังไงกันครับ?”

ลูนอสตั้งคำถามพลางเอ่ยพาดพิงถึงนักปราชญ์แห่งชิเดลิตส์ผู้ซึ่งไม่ได้สติมาสามวันแล้ว แน่นอนว่าไม่มีใครคิดปลุก ดูจากการสมบุสมบันทำงานไปขนาดนั้นก็คู่ควรกับการพักผ่อนแบบมาราธอนขนาดหนักก่อนการเปิดศึกใหญ่ ไคเซอร์ฟังคำถามแล้วส่ายหัวอย่างงดงามที่สุดในความคิดตนเอง ด้วยสถานะที่รู้จักชิเดลิตส์มากพอสมควร เขาตอบอะไรหลาย ๆอย่างที่เกี่ยวข้องกับตระกูลผู้เคยรุ่งเรืองนั่นได้

“โอเชี่ยนรู้วิธีใช้ แต่ก็คงใช้ไม่ได้อยู่ดี อำนาจของเขาคือการเป็นที่รักของสรรพชีวิต แต่สรรพชีวิตในความหมายของชิเดลิตส์คือทุกสิ่งที่มีวิญญาณ ดังนั้นความสามารถของโอเชี่ยนจึงเบนมาทางสายที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ อย่างพวกอสูรที่เขาเป็นเจ้าของอยู่ ที่ปรับพลังวิญญาณให้เอพริล หรือการคืนร่างให้ข้า”

จากสิ่งที่ไคเซอร์เอ่ยมาก็พอตอบคำถามหลายข้อที่ทุกคนยังติดใจอยู่ให้กระจ่างได้ ตัวเองเช่นคำถามที่ว่าทำไมเทพีสงครามถึงยอมรับข้อตกลงของโอเชี่ยนอย่างง่ายดายแบบนั้น ด้วยอำนาจที่ถือครองคงไปดลใจให้เทพีแห่งสงครามรู้สึกเอ็นดู

 “ตั้งแต่กลับเข้าร่างมา ผมว่ามีประโยคเมื่อครู่นี่แหละครับที่เป็นประโยชน์ที่สุด”เบลเฟกอลจิกกัดอาจารย์ตัวเองหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เริ่มเข้าข่ายศิษย์เนรคุณไปทุกที ๆ ทางไคเซอร์ไม่รู้จะเอ่ยอะไร ตามจริงแล้วตั้งแต่เป็นศิษย์อาจารย์กันมาไม่เคยเห็นเจ้าหัวข้าวนี่เคารพเขาสักครั้ง ถ้ามันเคารพจริงมันจะใช้อาจารย์มันเยี่ยงทาสขนาดหรือ? ดู ๆไปไม่มีใครเคารพเขาสักคน กระทั่งบลูเองก็เถอะ

“ทำไมคุณถึงรู้อยู่คนเดียวล่ะครับ?”เมย์คลายส์ถามอย่างสงสัย

“เพราะข้าคือคนสร้างไงเล่า ถึงจะไม่อยากรื้อฟื้น แต่อดีตข้าเคยเป็นนักวิจัยของเจ้าคนจ้องจะทำลายเอสเปอร์คนนั้นมาก่อน”

“อ่อ คุณนี่เองที่ทำคนอื่นเดือดร้อนไปหมด”โยกังจิกกัดเรียบ ๆ แต่ก็กระแทกเต็มหน้าไคเซอร์อยู่ดี ถ้าเขาไม่วิจัยอะไรพวกนั้น ก็คงเป็นเรื่องเดือดร้อน ดีที่ว่าเวทย์ทำลายเอสเปอร์เป็นพวกชิเดลิตส์ที่สร้างมันขึ้นมา ไม่อย่างนั้นก็คงโดนรุมกระทืบเละอีกที

 “ทั้งที่มีอำนาจที่ทำให้ตนกลายเป็นที่รักของทุกสรรพชีวิต แต่กลับไม่อาจทำให้คนที่เขาอยากให้รักมากที่สุดรักเขาได้งั้นเหรอ...ชีวิตจะเศร้าไปไหนนะเจ้าเพื่อนคนนี้”

เอพริลพึมพำคนเดียว แต่ในที่ประชุมต้องได้ยินกันอยู่แล้ว เขายังตกอยู่ในเรื่องราวของโอเชี่ยนเพราะรับรู้มาไม่น้อยเกี่ยวกับสองคนนั้น อย่างน้อย ๆ เขาก็เห็นมิดไนท์ลงมือทำร้ายโอเชี่ยนด้วยตาตัวเอง ระหว่างเขากับเมย์คลายส์แค่ต่อยกันแบบพี่น้องยังไม่เคยเลยด้วยซ้ำ แต่มิดไนท์ทำยิ่งกว่าคนเป็นศัตรูกัน คำพูดปฏิเสธพวกนั้น แม้ว่าไม่ได้เห็นหน้าคนฟัง แต่เขารับรู้ได้ถึงความเจ็บของเพื่อนผมแดงชัดเจนมาก

แต่เรื่องที่พวกเขาต้องให้ความสนใจตอนนี้ไม่ใช่ความัสมพันธ์ในครอบครัวของใครทั้งนั้น แต่มันคือการวางแผนรับมือกับแบล็กโฮลอย่างจริงจังเสียที กลุ่มอาชญากรกลุ่มนี้ไม่ใช่พวกป่วนเมือง ไม่ใช่พวกที่คิดจะยึดครองโลก หรือทำลายโลกอะไรทั้งนั้น สิ่งที่พวกเขาต้องการทำลายจริง ๆมีเพียงเหล่าผู้มีพลังพิเศษเอสเปอร์ก็เท่านั้น ดังนั้นการที่ปรากฏตัวขึ้นเพื่อป่วนในแต่ละครั้งก็ยังเดาจุดประสงค์ไม่ได้ แต่ถ้าไม่พลาดอะไร แบล็กโฮลอาจจะกำลังประเมินฝีมือและเก็บข้อมูลในทางรูปธรรมกันอยู่

แม้จะมีบลูอยู่ในกลุ่ม แต่ก็ไม่อาจจะให้ข้อมูลที่สมบูรณ์อะไรนัก มิดไนท์แทรกแซงเข้ามารู้เรื่องอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เพราะพวกรุ่นเก่าทุกคนอยู่ในการคุ้มครองภายใต้พลังของชิเดลิตส์ที่เคยร่วมรบด้วยกัน ชิเดลิตส์หน้าไหนก็แทรกแซงเข้ามารับรู้ความมสามารถที่แท้จริงกันไม่ได้ ดังนั้นการปะทะกันน่าจะเป็นการประเมินพลังของพวกเขาได้ดีที่สุด ติดตรงที่ไม่ว่ากี่ครั้งที่ออกไปจัดการก็มักจะเป็นหน้าเดิม ๆหรือคนที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากชิเดลิตส์ อย่างเอพริลหรือโอเชี่ยน ข้อมูลเดียวเกี่ยวกับพวกรุ่นเก่าคือคำบอกเล่าที่คิลเลอร์น่าจะพอหาข่าวได้เอง

แต่พวกเขาไม่ได้ปรากฏตัวที่โลกเบื้องหน้ามาเกือบยี่สิบปี ข่าวคราวที่มีอยู่ก็แค่ข่าวเก่า เวลาร่วงเลยไปเสียขนาดนั้นคิดว่าพวกเขาจะหยุดอยู่กับที่ให้เด็กแซงหน้าได้ง่าย ๆหรืออย่างไร เหตุผลที่ไม่เคยออกไปลงมือเองเลยก็เพราะแบบนี้ หากทางนั้นไม่ว่าความสามารถคืออะไร ก็จะหาทางรับมือไม่ได้

“การจะครอบคลุมข่ายพลังเวทย์สำหรับทำลายเอสเปอร์ต้องวางเสาหลักห้าเสาล้อมรอบแกนพลัง ซึ่งฉันมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่เอาตัวบลูไปไหน ดังนั้นแกนหลักของวงเวทย์ก็คือที่เมืองนี้”เบลเฟกอลดึงทุกคนกลับเข้าเรื่องที่จริงจังด้วยสีหน้าระรื่นเหมือนพุดคุยเรื่องทั่วไป เชากดเปิดแผนที่แสงที่กลางโต๊ะ แสงสีฟ้าก่อตัวเป็นแผนที่โลกปัจจุบัน จุดสีส้มห้าจุดปรากฏยังแผนที่โลกส่วนอื่น ๆ และมีจุดสีแดงปรากฏขึ้นกลางวงล้อมของมัน”ถึงตอนนั้นเราอาจจะต้องแยกกันไปเพื่อทำลายเสาหลักห้าเสานี่ ที่นี่คือปัญหาว่าใครจะไปไหนบ้าง”

“ที่แน่ที่สุดเจ้าต้องอยู่ที่นี่เบล”เดทเธลกล่าวพลางมองหน้าผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยโวค

เหตุผลนั้นมีไม่น้อยที่รับรู้ว่าทำไม แต่ถึงแม้ไม่รู้ก็ไม่กล้าจะเอ่ยปากถาม ยังมีความลับอีกหลายข้อที่ซ่อนอยู่ในการทำงานครั้งนี้ เมื่อศึกจบลงทุกอย่างจะกระจ่าง อะไรที่จำเป็นต้องรู้ก็จะได้รู้อะไรที่ไม่จำเป็นต้องรู้ก็จะเก็บเอาไว้ต่อไปแบบนี้เรื่อย ๆ

“ไคโตะ เอพริล แล้วก็เจ้าหมาโง่ไคเซอร์ สามคนนี้ต้องอยู่ที่นี่ อย่างน้อย ๆกำลังหลักก็ต้องมากกว่าทางแบล็กโฮล”เคียวยะกล่าวเรียบ ๆก่อนจะเริ่มนับนิ้ว”แม้ข้าไม่อยากจะวางใจออกห่างไคโตะนัก แต่ก็เห็นสมควรว่าพวกเราสามคนควรแยกตัวไปสามจุด ส่วนอีกสองจุดที่เหลือก็เป็นของทริปเปิ้ล กับเจ้าสองเด็กนักค้าข่าวนี่ ข้าไม่คิดว่ามันจะเหนือบ่ากว่าแรงพวกเจ้านักหรอก”

ลูนอสกับโยกังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ตอนแรกสถานะของพวกเขาคือหน่วยข่าวสารในยามจำเป็น ข่าวที่หาให้ได้มีคุณภาพสูงกว่าหน่วยข่าวกรองที่ไม่มีโอเชี่ยน แต่กระนั้นก็ไม่เพียงพอสำหรับงานครั้งนี้ ตอนนั้นก็คิดว่าหน้าที่ของตนเองได้จบลงไปแล้วและรอเป็นกำลังสนับสนุนเท่านั้น ไม่คิดว่าจะต้องรับผิดชอบงานใหญ่อย่างทำลายเสาหนึ่งในเสาหลักของแกนพลัง

“คงสู้บรรดาอาจารย์กับท่านรองไม่ได้ แต่จะพยายามให้ดีที่สุดเท่าที่นักค้าข่าวคนหนึ่งจะทำได้ก็แล้วกันครับ”โยกังกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ ไม่มั่นใจอะไรกับเรื่องนี้มากนักแต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าปฏิเสธไปแล้วจะเอาใครไปแทน แต่ละคนที่อยู่ก็ล้วนแล้วแต่จำเป็นจริง ๆ

“ข้าเชื่อลึก ๆว่าเด็กที่ที่รักของข้าเลือกคบหาด้วยย่อมไม่ธรรมดาในหลาย ๆแง่มุม บลูจะคบคนที่สามารถปกป้องตนเองได้ เพราะกลัวอนาคตที่มันเป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้ ข้าว่าพวกเจ้าต้องมีอะไรที่รับมือได้แน่ เด็กนั่นเตรียมการทุกอย่างก่อนจะทรยศ ยังไม่รู้เลยว่าเรียกสิ่งที่เขาทำว่าทรยศได้หรือเปล่า”

ไคเซอร์เอ่ยกับลูนอสและโยกัง เขาไม่ได้เชื่อมั่นในคนสองคนนี่ แต่เชื่อมั่นในเซนส์การเลือกคนที่จะเป็นเพื่อนด้วยของบลู คนที่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าสุดท้ายตนเองต้องทรยศไปอยู่แบล็กโฮลตามชะตากรรมย่อมเตรียมตัวตลอดหลายปีที่รับรู้เรื่องทั้งหมด เขาเตรียมการหลายต่อหลายอย่างไว้ให้ตนเองแพ้

“แล้วชายชุดคลุมนั่น เราควรคาดหวังกับเขาหรือเปล่าครับ?”เอพริลตั้งคำถาม

“ถ้าเป็นพี่จะไม่ทำ เพราะเราไม่รู้เป้าหมายของเขาด้วยซ้ำ คาดหวังอะไรไม่ได้”เมย์คลายส์ตอบ เขาไม่รู้ว่าพวกผู้ใหญ่จะว่าอย่างไร แต่ในความคิดเขาคือยังวางใจคน ๆนั้นไม่ได้ ไม่มีหลักคำประกันว่าเขาจะปรากฏตัวขึ้นในศึกสุดท้าย

“ฉันเชื่อว่าวันนั้นเขาจะปรากฏตัวขึ้นนะ แต่คงกำหนดตัวไว้ในฐานะกำลังเสริมได้เท่านั้น ตอนนี้คนที่อยู่ที่นี่มีฉัน โอเชี่ยน เอพริล ท่านอาจารย์ แล้วก็เธอ นับดูให้ดีคนเรามากกว่าเขาแค่หนึ่งเท่านั้น ถ้าชายชุดคลุมมาช่วยได้ก็วิเศษมาก ๆ”เบลเฟกอลว่าหน้าระรื่น”ติดตรงคิลเลอร์จะลงมือวันไหน”

“ถ้าตามคำนวณแล้วก็อีกเจ็ดวัน”โอ๊คว่าก่อนจะปัดมือลงบนโต๊ะ ภาพแผนที่หายไปและถูกแทนที่ด้วยรูปแปดเหลี่ยมที่เขียนตัวอักษรประหลาดกับตัวเลขเอาไว้ มองด้วยตาธรรมดาไม่รู้แน่ว่ามันคืออะไร”โอเชี่ยนเอนี่ให้ข้าช่วยคำนวณเมื่อหลายวันก่อน เขาเขียนตาตารางมาให้แล้วให้ข้าไปคนวณด้วยวันเวลาที่แน่นอนของวงเวทย์เมื่อยี่สิบสามปีก่อน เทียบกฤกษ์แล้วก็เป็นอีกเจ็ดวันข้างหน้า เป็นวันที่ฟ้าเปิด พลังของมิดไนท์จะทำงานเต็มที่ เขาบอกมาแบบนั้น”

ไม่รู้ว่าเจ้าคนผมแดงสองคนนี้มันไปคุยกันตอนไหน แต่อย่างน้อย ๆโอเชี่ยนก็ฝากข้อมูลสำคัญเอาไว้ เหลือเวลาอีกเจ็ดวันไม่มีทางที่โอเชี่ยนจะไม่ตื่นขึ้นมา แต่การได้รู้เรื่องสำคัญก่อนมันง่ายต่อการวางแผน ทริปเปิ้ลให้ข้อมูลเท่าที่หามาได้ ซึ่งก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าคน  ๆนี้ไปรู้มาจากไหน ขนาดนักขายข่าวสองคนยังจนปัญญา เห็นแบบนี้แล้วก็มีคนอยากลาออกจากหน้าที่ของตนบ้าง

เมื่อไม่มีเรื่องจะคุยต่อเพราะต้องรออะไรหลาย ๆอย่างเบลเฟกอลบอกเลิกการประชุม ลูนอสกับโยกังมีแผนไปฝึกเพิ่มเติมเมื่อรู้ตัวว่ามีภาระนักมาเยือน เมย์คลายส์กับทริปเปิ้ลจึงอาสาจะสอนให้ อย่างน้อย ๆตอนนี้ก็เป็นทีมเดียวกัน เสริมกำลังใครได้ก็สมควรช่วย เบลเฟกอลลากเคียวยะกับเดทเธลออกไปซื้อวัตถุดิบทำอาหาร ไคเซอร์เลยร้องตามไปด้วยตามประสาคนที่ไม่ได้เปิดหูเปิดตาในร่างมนุษย์มานาน เห็นแบบนั้นโอ๊คเลยจำต้องลากตัวเองตามไปคุมด้วย เคียวยะยังเคืองที่ไคเซอร์ลวนลามโอเชี่ยนไม่หาย เกิดลงมือรุนแรงกันอีกมั่นใจเลยว่าต้องไม่มีคนห้ามแน่

ตอนนี้เหลือเอพริลคนเดียวที่ว่างงาน ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจเดินไปดูเพื่อนผมแดงที่ห้องพัก ไม่รู้ว่านอนอยู๔สามวันโดยไม่ได้กินอะไรนอกจากน้ำเลยแบบนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง ขนาดเขาเลยเวลาทานข้าวเย็นมาแค่สิบนาทียังหิวเลย แล้วเจ้าคนผมแดงมันไม่คิดจะหิวจนตื่นขึ้นมาบ้างหรืออย่างไร เรื่องนอนน่ะเอพริลไม่ขัดหรอก แต่อยากให้ตื่นขึ้นมากินอะไรบ้าง

“นี่นาย...รู้หรือไงว่าฉันนินทา?”

นัยน์ตาคมดุปรายมองเพื่อนผมแดงที่นั่งหน้าตามึนเบลออยู่บนเตียง เส้นผมสีแดงยุ่งเหยิงฟูฟ่อง นัยน์ตาสีส้มเบนมามองก่อนอ้าปากเหมือนจะเอ่ยอะไรสักอย่างแต่เสียงที่ออกมาดันแหบแห้งจนฟังไม่ค่อยจะได้ เอรพิลส่ายหัวแล้วเดินไปรินน้ำส่งให้ ที่ข้างเตียงไม่มีเก้าอี้เพราะถูกเคียวยะโยนออกหน้าต่างไปแล้ว เมื่อสองวันก่อนพวกรุ่นเก่าเข้ามาดูอาการโอเชี่ยนแล้วแย่งกันนั่งเก้าอี้ อนเมียวจิหนุ่มเลยตัดปัญหาด้วยการโยนทิ้งแล้วไล่ทุกคนไปนั่งพื้น เอพริลที่ยืนมองห่าง ๆได้แต่น้ำตาตก อนาคตของโลกเคยถูกพวกนี้กอบกู้มาหรอเนี่ย

“เอพริลนินทาอะไรฉันหรอ?”โอเชี่ยนถามหน้างุนงงหลังจากดื่มน้ำลงไปหลายแก้ว

“ฉันแค่คิดว่านายไม่ตื่นขึ้นมากินข้าวกินปลาเลย ไม่หิวหรือไง?”เอพริลกอดอกตอบกลับ มองพื้นที่ว่างบนเตียงแล้วตัดสินใจย่อนตัวลงนั่ง

“หิว แต่มันไม่รู้สึกตัวเลยจนกระทั่งไม่กี่นาทีก่อน”โอเชี่ยนตอบแล้วทำหน้ามุ่ย”ประชุมเรื่องแผนรับมือกันไปแล้วใช่ไหมล่ะ ฉันได้ยินแต่ลุกไปไม่ไหว”

เอพริลพยักหน้าให้แทนคำตอบ ถึงไม่ได้นั่งรวมอยู่ด้วยกันแต่อีกฝ่ายก็คงได้ยินหลายคำพูด ด้วยสถานะและพลังที่มีด้วย แค่แอบฟังพวกเดียกวสันไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรที่โอเชี่ยนทำไม่ได้หรอก ชายผมดำโคลงหัว กำลังจะเอ่ยปากถามว่าจะรอทานข้าวฝีมือเบลเฟกอลหรือจะให้ไปทำอะไรง่าย ๆมารองท้องก่อน แต่พอเบนสายตาไปกลับพบใบหน้าเหมือนคนคิดไม่ตก เอพริลเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายหลายต่อครั้ง จนท้ายที่สุดต้องเอ่ยอีกชื่ออกมา

“ซันชายส์”

“ครับ?”

น้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์ขานรับ ไม่มีวี่แววของความกระตือรือร้น แต่ทันทีที่รู้ตัวว่าขานรับด้วยคำอะไรและน้ำเสียงแบบไหนออกไปโอเชี่ยนก็ชะงักแล้วยกมือลูบหน้าตนเองเบา ๆ

“คิดอะไรอยู่น่ะ?”เอรพริลเอ่ยถาม เขายังตกใจเหมือนกันที่เพื่อนตอบรับด้วยน้ำเสียงแบบนั้น ถ้าไม่ใช่คนอายุมากกว่าหรือเป็นการประชดประชัน โอเชี่ยนก็ไม่เคยตอบรับด้วยคำสุภาพแบบนี้เลย ยิ่งน้ำเสียงแบบนี้ไม่ต้องพูดถึง ถ้าไม่ใช่คนที่รู้สึกเกลียดเข้าไส้ ไม่มีทางได้รับน้ำเสียงแบบนี้แน่

“คิดเรื่องที่นายพูด”

“เรื่องที่ฉันพูด?”

“ที่บอกว่าถึงมีอำนาจเป็นที่รักของทุกสรรพชีวิต แต่ฉันกลับทำให้คนที่อยากให้รักฉันที่สุดรักฉันไม่ได้”

เอพริลแทบจะตบปากตนเองตอนนั้น เขาไม่รู้มาก่อนว่าโอเชี่ยนจะฟังพวกเขาประชุมกัน และไม่คิดด้วยว่าคำพูดพวกนี้ถ้าเจ้าตัวมาได้ฟังมันจะแทงใจแค่ไหน เหมือนอย่างที่เบลเฟกอลบอกนั่นแหละ โอเชี่ยนไวต่อความรู้สึกและจมดิ่งได้ง่ายกว่าใครทั้งหมดในกลุ่ม ยิ่งถ้าเป็นเรื่องครอบครัวด้วยแล้วล่ะก็

“ฉันไม่ได้...”

“ถ้าไม่ใช่ว่าเพราะมันเป็นพลังที่ทำให้ฉันช่วยเหลือทุกคนจนมาถึงตรงนี้ได้ ฉันก็คงจะด่ามันว่าไร้ค่า”โอเชี่ยนเอ่ยเรียบ ๆตัดคำพูดของเอพริลให้เงียบลงไป นัยน์ตาสีส้มดูลึกลงจนคาดเดาอะไรจากเจ้าของนัยน์ตาไม่ได้ คนผมดำทำได้เพียงมองเงียบ ๆ

“ระหว่างที่หลับฉันฝันหลายอย่างเกี่ยวกับความทรงจำในอดีตของตนเอง และฉันค้นพบสองอย่าง หนึ่งคือไม่ว่าจะตอนไหน มิดไนท์ไม่เคยรักฉันเลย เขาเกลียดฉันตั้งแต่มีลมหายใจแรก และอาจจะจวบจนลมหายใจสุดท้าย”

พอพูดถึงน้องชายโอเชี่ยนก็เหมือนกลายเป็นหญิงสาวผู้เปราะบาง อ่อนไหวและอ่อนแอ

“แล้วเรื่องที่สองที่นายค้นพบคืออะไร?”เอพริลพยายามเบี่ยงเรื่องออก เสี่ยงดวงใช้คำพูดนี้ เพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องที่สองที่โอเชี่ยนค้นพบจากความทรงจำของตนเองคืออะไร

“ฉันขอพรกับดวงจันทร์ทุกวัน เพราะท่านพ่อบอกว่าถ้าอยากได้อะไรที่อำนาจของชิเดลิตส์ให้ไม่ได้ ให้ขอกับดวงจันทร์”

“นายขออะไร?”เอพริลถามเพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายอยากให้ถาม

เขาได้ยินเสียงหัวเราขืน ๆดังออกมาจากอีกฝ่าย ถ้าโอเชี่ยนเงียบนานจนเหมือนจะไม่ตอบ เอพริลกลอกตามองฟ้า ตั้งท่าจะตบหัวเพื่อนผมแดงที่ดิ่งลงไปในความเศร้ามากจนเกินพอดีแล้ว ทว่าคงไม่มีโอกาสจะได้ทำ นัยน์ตาสีส้มปลายมามองเรียบ ๆก่อนจะเอื้อนเอ่ยคำพูดที่ทำให้เอพริลนิ่งงันไป

“ขอให้ตัวฉันหายไปจากโลกใบนี้”



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เนื้อเรื่องครึ่งแรกกับครึ่งหลังมันจะขนานกันนะคะ เหตุการณ์จะคล้าย ๆกัน และจบลงด้วยคำพูดเดียวกัน บทหน้าจะมาเฉลยค่ะว่าทำไมทั้งสองคนถึงขอพรข้อเดียวกัน และคงเฉลยความรู้สึกและความสัมพันธ์ของตัวละครบางส่วนให้พอทราบกัน


เผื่อมีคนยังไม่เหHน ภาคสองจะเขียนใหม่หมดเลยนะคะ LOLOLOLOLOL จากสิบสามบทจะทำให้มันเป็น20บทเท่าภาคแรก ซึ่งแน่นอนว่าตัวเรื่องมีขยับและมีข้อมูลเพิ่มขึ้นบ้าง จะเอามาลงทีเดียวตอนเขียนเสร็จแล้ว ตอนนี้อ่านไอ้ที่ห่วย ๆตอนนี้ไปก่อน เราว่ามันแย่มากเลยนะ ฉันแต่งอะไร จีซัสมาก ๆ เอาเป็นว่าเจอกัันอีกทีตอนไหนสักตอนนี่แหละค่ะ LOLOLO

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #473 PhantaSia_pf (@chanokprattana) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 23:16
    สมกับเป็นพี่น้องกันจริงๆ
    #473
    0
  2. #425 lusareas666 (@lusareas666) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 / 16:53
    อ่าาา~แล้วแอมเบอร์จะกลับมาจากความตายป่าว แล้วเจ้าหน้ากากนั้นมันใคร พี่บลูจะกลับไปหาโวคป่าว อยากรู้อ่ะ
    #425
    0
  3. #421 LoKi VampirE (@ri-j_yoh) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 22:54
    แกงค์ พี่บลู คิลเลอร์ ชินเรย์ มิดไนท์
    สี่คนนี้น่าเอ็นดูกว่าพวกโอเชี่ยนอีกค่ะ
    //ไม่นะ โอเชี่ยนอย่าน้อยใจเรา
    #421
    1