Little Sheep or Werewolf แกะตัวนั้นที่มันเป็นหมาป่า

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 24,306 Views

  • 485 Comments

  • 1,072 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    44

    Overall
    24,306

ตอนที่ 50 : Little Sheep IV ::‘ร่าง’ {100per}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 244
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    22 ส.ค. 60

Little Sheep IV

ร่าง

 

“ถ้าไม่รีบทำอะไรสักอย่าง ผมจะตายให้คุณดูเดี๋ยวนี้แหละ!

เสียงตะโกนประโยคคล้ายบทที่พระเอกละครตะโกนใส่นางเอกเมื่อยามประชดรักดังก้องถ้ำกว้าง มันช่วยดึงสติยูกิอนนะที่ยืนนิ่งไปเมื่อเห็นใบหน้าของชายผู้เป็นนายของตน ปีศาจหิมะสาวสะบัดหัวเบาๆก่อนจะหันไปสนใจศัตรูตรงหน้า มันก็อย่างที่โอเชี่ยนว่า ถ้าหล่อนไม่ทำอะไรสักอย่าง เจ้าหนุ่มผมแดงได้ตายจริงๆเพราะถูกดูพลังจนหมดแน่

“ข้าล่ะเกลียดสถานการณ์กดดันแบบนี้จริงๆ”ปีศาจหิมะบ่นพึมพำก่อนจะร่ายพลังเสกพายุหิมะขนาดย่อมมาไว้ในอุ้งมือตน

ฝ่ายเทพีแห่งสงครามในร่างเอพริลก็หรี่ตามองอย่างพิจารณา เรียวปากงามยกยิ้มหวานหยดที่ไม่ควรอยู่บนหน้าเอพริลเลยสักนิด เพราะมันทำให้โอเชี่ยนหวนนึกถึงรอยยิ้มหวานๆของเมย์ครายส์เป็นอย่างดี คิดแล้วก็ปวดตับ จะหลับตาสู้นั่นก็ไม่ได้ ชะตากรรมน่าเศร้าพวกนี้มันอะไรกัน

“สั่งข้ามาว่าจะเอายังไง?”ดวงตาสีเทามองโอเชี่ยนด้วยหางตา ชายหนุ่มนิ่งไปพักหนึ่งคล้ายวูบหลับกลางอากาศ ท้ายที่สุดก็เบนดวงตาไปสบกับปีศาจในอาณัติของตน

“แล้วแต่คุณ”

“บ้าจริงๆ”

ยูกิอนนะสบถก่อนจะพุ่งใส่เทพีแห่งสงคราม มือขาวซีดอัดลูกพายุหิมะน้อยๆใส่หน้าเอพริลแบบไม่สนใจสักนิดว่าจะไปกระทบกระเทือนอะไรต่อร่างของชายผมดำบ้าง โอเชี่ยนจะอ้าปากร้องห้ามแต่ก็นึกได้ว่าตนเป็นคนบอกให้ปีศาจสาวทำตามใจเอง ซึ่งนั่นมันช่วยไม่ไดจริงๆถ้าเรื่องตามใจที่ว่าจะเป็นการอัดพายุหิมะเข้าหน้าใครสักคน

“อย่ามาได้ใจไปนางปีศาจชั้นต่ำ!

“ยังไม่มีใครได้ใจสักคนย่ะ ยายเทพีตกกระป๋อง!

สงครามสาวๆอุบัติขึ้นกลางถ้ำใต้ภูเขาหิมะ ชายผมแดงมองรอบตัวแล้วรู้สึกหวั่นใจไม่น้อยว่าจะมีผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นเขาจึงใช้พลังอีกส่วนหนึ่งเรียกอากิระออกมาปิดทางเข้าออกของที่แห่งนี้ซะ ทางปีศาจหนุ่มมองใบหน้าของโอเชี่ยนคล้ายจะทักท้วง แต่พอเจอสายตากดดันของคนป่วยใกล้ตายเข้าไปก็เลยยอมทำตามแต่โดยดี

และการแบ่งพลังออกไปเรียกอากิระนั่นทำให้ยูกิอนนะถูกลดพลังลงไปเกินครึ่ง ใบหน้างามสะบัดมองโอเชี่ยน นิ้วเรียวชี้หน้าคาดโทษก่อนจะพุ่งเข้าโรมรันกับเทพีแห่งความตายอีกครั้ง พลังเพลิงสีเข้มเฉี่ยวใบหน้าของปีศาจสาวไม่เท่าไหร่ นัยน์ตาสีเทาเรืองวาวฐานถูกจ้องทำร้ายใบหน้าแสนงดงาม มือเรียววาดตวัดร่ายพลังหิมะออกมาโถมใส่ร่างของเอพริล เปลวเพลิงสีส้มถูกวาดขึ้นมาป้องกันก่อนจะสะบัดทิ้งออกไปอย่างไม่ใยดี พริบตาเดียวชายหนุ่มผู้ถูกควบคุมร่างก็ยื่นมือไปคว้าดาบที่รูปปั้นเทพีถืออยู่มาใช้เป็นอาวุธ ยูกิอนนะสบถอีกนับสิบก่อนจะเรียกทวนสีเงินวาวออกมา และนั่นทำให้ร่างโอเชี่ยนแทบทรุด โชคดีที่เอามือท้าวพนังไว้ทัน ไม่อย่างนั้นก็คงลงไปกลิ้งไม่ต่างจากลูกหมาโดนเตะ

“ถึงอยู่ในร่างเพื่อนของไคโตะ ข้าก็ไม่ออมมือให้หรอกย่ะ!

ทวนสีเงินวาดใส่เต็มแรง เอพริลตั้งดาบรับก่อนจะดันส่งกลับไปด้วยแรงมหาศาล ยูกิอนนะถอยหล่นไปหลายก้าว ทว่าดวงตากับไม่ได้มีความกริ่งเกรงซ่อนอยู่แม้แต่น้อย หล่อนแสยะยิ้มพราวเยี่ยงปีศาจตามสถานะที่นางมี ไอเย็นเฉียบแผ่ออกมาอย่างไร้จุดสิ้นสุด ทวนในมือตวัดใส่ร่างของเอพริลไม่ลดละในจังหวะที่แทบมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น

ดาบปูนค่อยๆกร่อนออกกลายเป็นดาบโลหะด้านสีเข้มตามแรงปะทะจากทวน เสียงโลหะกระทบกันแว่วเข้าหู โอเชี่ยนที่ยืนมองสถานการณ์อยู่ได้แต่กัดฟันกรอดจนเส้นเลือดปูดขึ้นขมับทั้งสองข้าง ถ้าสมาธิโดนดึงออกจากสถานการณ์เมื่อไหร่ ทั้งยูกิอนนะและอากิระจะหายไปจากการอันเชิญในทันที และโอเชี่ยนก็ไม่มีแรงจะสู้เองแล้วด้วย แค่ยืนนี่ก็กล้ำกลืนแล้ว

ครั้งหนึ่ง คนที่เคยอ่อนแรงจนทำอะไรไม่ได้เลยมันคือเอพริล ชายหนุ่มมีโรคประจำตัวร้ายแรงอยู่โรคหนึ่ง โอเชี่ยนไม่รู้แน่ชัดว่ามันคือโรคอะไร แต่เอพริลมักจะเหนื่อยง่าย ไม่ถูกกับอากาศไม่บริสุทธิ์ ท่าทางมองแล้วเหมือนคนที่พร้อมจะสลบไปทุกเมื่อถ้ามีใครเผลอละสายตา เอพริลในตอนนั้นอ่อนแอและเปราะบางมาก จนกระทั่งวันที่พวกเขาต้องแยกกันไปเรียนกับอาจารย์ของแต่ละคน โอเชี่ยนในตอนั้นไม่รู้ว่าผู้โกงความตายทำอะไรกับเพื่อนของตน แต่ท่าทีแข็งแรงนั่นชวนให้โอเชี่ยนทึ่งและคลายกังวลลงไปไม่น้อย เพิ่งมารู้เอาตอนหลังว่าเอพริลมีปัญหาเกี่ยวกับวิญญาณของตนเอง มันอ่อนแอ เปราะบาง ด้วยพื้นฐานของวิญญาณเองที่ไม่สมบูรณ์

ทางแก้มีไม่กี่ทาง ปล่อยให้ตายๆไปซะนั่นง่ายมาก แต่แน่นอนว่าไม่มีใครทำ ส่วนอีกวิธีคือการนำเอาวิญญาณที่แข็งแกร่งมากๆมาช่วยค้ำจุนวิญญาณของเอพริลเอาไว้จนกว่ามันจะสามารถเติบโตขึ้นมาเองได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือวิญญาณที่แข็งแกร่งมักพูดด้วยไม่ค่อยได้ จำต้องใช้กำลังให้หายดื้อ ผู้โกงความตายจึงสะกดเทพีแห่งสงครามที่ออกอาละวาดในช่วงนั้นลงในตัวเอพริล และใช้ดวงตาของตนสะกดจิตของหล่อนเอาไว้ภายในตัวเอพริลอีกทีหนึ่ง

ดังนั้นเอพริลถึงได้สามารถมองเห็นด้ายวิญญาณของแต่ละคนได้ คล้ายๆกับการมองเห็นด้ายแดงที่เกี่ยวกันของพวกที่เป็นเนื้อคู่กัน ซึ่งพลังส่วนนี้ของเอพริลถูกจัดไว้เป็นพลังเอสเปอร์ ดังนั้นเมื่อผู้โกงความตายดึงพลังดวงตาของตนเองออกจากเอพริลแล้ว ชายหนุ่มก็ไม่มีพลังอะไรอีก

“ไคโตะ!!!

เสียงตะโกนเรียกสติที่คิดย้อนไปเรื่อยของโอเชี่ยนกลับมา เมื่อสาตากลับมาสู่ภาพปัจจุบัน สิ่งที่เขาเห็นคือเปลวเพลิงลูกใหญ่ที่พุ่งเข้าหา พริบตาหนึ่งโอเชี่ยนสามารถก้าวเท้าหลบมันไปได้ แต่ก็ไม่ใช่การหลบที่พ้นทั้งหมดนัก ต้นแขนซ้ายของชายหนุ่มมีรอยไหม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ปรากฏอยู่ โอเชี่ยนกัดฟันทนความเจ็บ พยายามไม่แตะต้องมันแต่ก็ไม่ทำอย่างอื่นเพราะเขาไม่รู้วิธีปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้ รู้แบบนี้ตอนเรียนตั้งใจซะก็ดีหรอก

“ไคโตะ”

“สู้ต่อไปครับ สู้ไปก่อน ถ่วงเวลาให้ผม”

ทั้งยูกิอนนะและเทพีแห่งสงครามเองต่างไร้ความเข้าใจในสิ่งที่โอเชี่ยนพูดถึง แต่ชายหนุ่มไม่อธิบายเพิ่มเติม เขาทำเพียงใช้สายตากดดันให้ปีศาจหิมะสู้ก็เท่านั้น ปีศาจสาวกัดฟันกรอดก่อนจะหันไปวัดพายุหิมะใส่ร่าของเอพริลซ้ำๆ เอพริลที่ถูกเทพีแห่งสงครามสิงสู่ก็ไร้ริ้วรอย เรียบเนียนไม่ต่างจากรูปปั้นดีๆสักตัว ปีศาจหิมะขยับปากอย่างขัดใจก่อนจะขยับทวนเสือกเข้าหาร่างของศัตรู ปลายดาบเล่มหนาปัดป้องออกอย่างง่ายดาสมกับฉายาเทพีแหงสงครามผู้เชี่ยวชาญการออกรบ ฝ่ายยูกิอนนะเห็นว่ากายจู่โจมทางกายภาพของตนไม่อาจจะเทียบเทียมเทพีแห่งสงคามได้ก็เลิกใช้อาวุธสีเงินในมือซะ

หล่อนประสานมือเอาไว้ตรงหน้าอก ดวงตาเหล่มองโอเชี่ยนเพื่อตรวจดูว่าอีกฝ่ายทำอะไร และพร้อมจะให้หล่อนเลิกถ่วงเวลาหรือยัง แต่โอเชี่ยนยืนก้มหน้านิ่ง ไม่ขยับอะไรจนยูกิอนนะชั่งใจว่าควรสู้ต่อไปหรือไปดูอาการเด็กดื้อคนนั้นดี ท้ายสุดก็ตัดสินใจทำตามคำสั่งที่ถูกมอบหมายไว้ ถึงจะดื้อและบ้าอย่างไร แต่นั่นก็เจ้านายของหล่อน

“มองไปไหน”

“ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่เจ้า!

สิ้นคำยูกิอนนะก็พ่นหิมะมากมายออกมาจากปาก พวกมันหมุนวนรวมตัวกันเป็นมนุษย์หิมะหลายสิบร่าง เทพีแห่งสงครามขยับยิ้มเหมือนเจอเรื่องไร้สาระ ดาบในมือวาดตวัดอย่างแรงหนึ่งครั้ง เปลวเพลิงร้อนระอุพุ่งเข้าทำลายร่างหิมะพวกนั้นจนย่อยยับ ใจคิดแค่ว่าเรื่องจบง่ายดายเหลือเกิน ทว่าในช่วงเวลาที่อุณหภูมิจาเปลวเพลิงหายไปนั้น หิมะที่ละลายกลายเป็นน้ำก็เริ่มกลับมาแข็งตัวแล้วคืนรูปสู่มนุษย์หิมะอีกครั้ง มันเงยหน้าคำรามพร้อมทั้งใช้สองมือทุบอกไม่ต่างจากคิงคองในสวนสัตว์ เอพริลหน้าตึงฉับพลัน ยิ่งเห็นรอยยิ้มแสยะจากปีศาจหิมะยิ่งทำให้ตึงไปกันใหญ่

“เจ้ารู้จักข้าน้อยไป ยายเทพีตกกระป๋อง”

“เป็นแค่ปีศาจแท้ๆ!

ดาบคมตวัดผ่าร่างหิมะพร้อมเปลวเพลิงสีเข้มซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างบ้าคลั่ง แต่ละครั้งๆที่มนุษย์หิมะหลายร่างละลายและลงไปกองกับพื้น ทว่ามันก็กลับขึ้นมาอีกครั้งเมื่ออุณหภูมิจากเปลวไฟหายไป เอพริลหอบฮั่ก แม้ว่าเทพีสงครามจะไร้เทียมทาน ทว่าร่างที่ใช้มันก็คือร่างของมนุษย์ ย่อมมีขีดจำกัดไม่น้อยอยู่แล้ว อย่างหนึ่งเลยคือระยะในการออกแรงของมนุษย์นั้นไม่ค่อยจะยาวนัก ยิ่งเป็นร่างของเอพริลที่วิญญาณเพิ่งเข้าดูแลร่างตังเองแบบเต็มๆไม่นานด้วยแล้ว ความเข้ากันของร่างและวิญญาณที่ไม่ค่อยเสถียรยิ่งทำให้เหนื่อยง่ายหนักไปอีก

“พวกมดปลวกน่ารำคาญ!”เอพริลตวาดลั่น เสียงแหลมสูงของหญิงสาวประสานกับเสียงทุ้มของชายหนุ่ม ยูกิอนนะเบะปาก นิ้วเรียวขยับแล้วชี้อย่างส่งๆ

“มดปลวกที่เจ้าว่า ถ้ามันแอบมาขึ้นอาหารเจ้า เจ้าก็ต้องโยนอาหารทิ้ง แต่มันมากินบ้านเจ้า เจ้าก็อาจจะไม่มีบ้านอยู่ เพราะฉะนั้นรู้เอาไว้ว่าเจ้าไม่ควรดูแคลนแมลงที่เจ้าว่าน่ารำคาญ!

ปีศาจสาวซัดพลังหิมะใส่ร่างเอพริลอีกตูมใหญ่ ความหนาวเย็นเริ่มบาดผิวชายหนุ่มจนเป็นแผลบ้าง ใจจริงพอเห็นโอกาสก็อยากจะซัดซ้ำๆๆๆให้มันตายๆไปเสีย แต่ติดอยู่ที่พลังของหล่อนไม่อาจใช้มากกว่านี้ได้เพราะโอเชี่ยนไม่พร้อม แล้วก็ร่างที่หล่อนสู้อยู่เป็นเพื่อนสุดรักสุดหวงของเจ้านายนี่แหละ เกลียดการต่อสู้แบบนี้เสียจริง

“เจ้าจะ-- ไคโตะ...”

ปากที่จะหันไปต่อว่าเรื่องที่เจ้านายทำงานชักช้าชะงักไปเมื่อได้เห็นสภาพล่าสุดของพ่อหนุ่มผมแดง โอเชี่ยนหอบหนัก ไหล่สองข้างยกขึ้นลงในจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว แต่สภาพอาการดูรุนแรงอย่างบอกไม่ถูก โอเชี่ยนยกมือห้ามให้ยูกิอนนะหยุดบ่นแล้วจัดการงานของตนไป พอเจ้าหล่นหันไปเล่นงานเทพีสงครามต่อ โอเชี่ยนก็เริ่มหลับตาอีกครั้ง ในหัวของเขามีภาพมากมายวูบไหวไปมาอย่างต่อเนื่อง มันคือเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ในฐานะชิเดลิตส์แล้วเขามีสิทธิ์รับรู้ รวมทั้งการผนึกวิญญาณของเทพีสงครามในสงบลงเองก็ต้องมีวิธี ดังนั้นเขาถึงพยายามจะใช้พลังของชิเดลิตส์ที่ไม่คุ้นชินเพื่อเสาะหาวิธีนั้น

โอเชี่ยนรู้ว่ามันยาก แต่ถ้าเขาไม่ทำ เพื่อนเขาอาจจะไม่ได้กลับมาก็ได้ เห็นก็รู้ว่าเทพีแห่งสงครามไม่ใช่พวกกระจอกๆ พลังวิญญาณมีมากมาย ที่ยูกิอนนะยังสู้อยู่ได้เพราะพลังถูกจำกัดเอาไว้เพราะอยู่ในร่างของเอพริลต่างหาก ถ้าหากว่าไม่ติดว่านี่คือร่างของเอพริล แต่เป็นร่างคนอื่น...อย่างร่างของเซนเซย์ ไม่แน่ว่าก่อนจะไปตีกับแบล็กโฮล พวกเขาคงต้องตีกับเทพีแห่งสงครามก่อนเป็นแน่

โอเชี่ยนกุมขมับเมื่อคิดถึงความน่าจะเป็นนั้น ภาพในหัวไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เขาเพิ่งรู้ว่าพอรวมสมาธิให้ดีแล้วจะสามารถเห็นภาพอะไรต่อมิอะไรได้ ที่ผ่านมาโอเชี่ยนมักเป็นพวกไม่ค่อยมีสมาธิเสมอ ก็เลยไม่เคยรับรู้เรื่องนี้ แต่ตั้งแต่เกิดเรื่องมากมายขึ้น โอเชี่ยนก็อยู่กับตัวเองบ่อยกว่าช่วงชีวิตที่ผ่านมารวมกัน นั่นทำให้เขาค้นพบวิธีใช้พลังได้อย่างบังเอิญ มันแย่ตรงที่ยังไม่สามารถเจาะจงได้อย่างแม่นยำนี่แหละ

“กรี๊ดดดดดดดดดด!!!

เสียงกรี๊ดดังขึ้นดึงสมาธิที่มีอยู่กับตนของโอเชี่ยนไปจนหมด ข้างใบหน้ารับรู้ได้ถึงลมเย็นๆที่พัดวูบไป พอสะบัดหน้ามองตามก็พบว่าร่างของยูกิอนนะกระเด็นไปกระทบกับพนังแล้วสลายไปต่อหน้าต่อตา หน้าอกของโอเชี่ยนปวดร้าวอย่างรุนแรงเพราะการกลับไปอย่างไม่ถูกต้องของปีศาจในสัญญา ชายหนุ่มกัดฟันหันหน้ากลับมา นัยน์ตาสีส้มเบิกโพลงเมื่อพบว่าร่างของเทพีแห่งสงครามอยู่ตรงหน้า คมดาบยาวง้างขึ้นสุดมือและกำลังจะปักลงมาที่ใบหน้าเขา

พริบตานั้นเหมือนโลกหยุดหมุน ภาพต่างๆไหลวนกลับเหมือนเทปที่ถูกกรอกลับ โอเชี่ยนนิ่งไป ภาพมากมายประดังประเดเข้ามาในหัว

...แล้วภาพบางอย่างก็ชัดขึ้นพร้อมกับเวลาที่กลับมาเดินอีกครั้ง

โอเชี่ยนยื่นมือไปยึดจับมือข้างที่ถือดาบของเอพริลเอาไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี รอยยิ้มแสยะจากหายไปเหลือไว้แต่แววตระหนกไม่น้อย นัยน์ตาสีส้มประสานกับนัยน์ตาสีดำ โอเชี่ยนขยับปากพึมพำคาถาที่ดังอยู่ในหัว

“สายลมเอ๋ยหยุดลงที่ตรงปลายท้องนภา เสี้ยววารีตัดสะบั้นจิตเจ้าจากตัวตน จงกลับคืนสู่ดินแดนแห่งเจ้า จงหลับใหลอย่างสงบ จงจากไปแต่โดยดี”

กรี๊ดดดดดดดดดดด

เสียงกรีดร้องแสบแก้วหูดังขึ้นเมื่อโอเชี่ยนกัดนิ้วตัวเองจนเลือดไหลแล้วแปะนิ้วชุ่มเลือดลงบนกลางหน้าผากของเอพริล เสี้ยววินาทีเดียวร่างของเอพริลก็อ่อนยวบโถมลงมาทับตัวโอเชี่ยน ชายหนุ่มผมแดงเองก็ใช่ว่าจะมีสภาพดีเด่อะไรนัก ดังนั้นเขาถึงได้หงายหลังลงไปนอนกลิ้งกับพื้น

กิ๊ง

เสียงคล้ายกระดิ่งลมดังเบาๆบ่งบอกว่าเขตแดนที่เคยถูกกางเอาไว้ขาดออกชั่วคราว โอเชี่ยนไม่สนใจอาการปวดหน้าอกของตน เขาฝืนดึงพลังทั้งหมดออกเรียกอากิระและยูกิอนนะกลับมา อากิระถูกใช้ไปสร้างเขตแดนป้องกัน คราวนี้ปีศาจหนุ่มมองหน้าเจ้านายตนเหมือนไดยินคำสั่งว่าให้ไปตาย  สีหน้าประหลาดนั่นไม่ได้เกิดจากคำสั่ง แต่เกิดจากสภาที่เหมือนผีดิบที่ยังมีชีวิตของโอเชี่ยนต่างหากเล่า

“เด็กบ้า! เด็กโง่! สมองเจ้ามีไว้คั่นหูหรือไง ทำไมทำอะไรไม่เคยจะคิดเลย ข้าจะบ้าตาย โอ๊ยๆ!

ยูกิอนนะบ่นยาวอีกหลายร้อยประโยคก่อนจะยอมไปซ่อมถ้ำน้ำแข็งให้กลับมาตามเดิมให้มากที่สุด โอเชี่ยนดันตัวเอพริลขึ้นนั่งพิงพนังก่อนจะตบหน้าชายเรียกสติเพื่อนผมดำเบาๆ ตบไปไม่กี่ทีเอพริลก็เริ่มมีปฏิกิริยา เปลือกตาขยับไหวไปมาเล็กน้อยก่อนที่มันจะเปิดขึ้น โอเชี่ยนส่งยิ้มให้เป็นอันดับแรก เขาถอยกลับมานั่งกับพื้นแล้วปล่อยให้เพื่อนผมดำทำความเข้าใจสถานการณ์เงียบๆ

“เกิดอะไรขึ้น?”

“เอ่อ...”

“เจ้านั่นออกมา?”

“ทางทฤษฎีควรเรียกว่ายายนั่น...”

ยังไม่ทันคิดคำอธิบาย เอรพิลก็อธิบายคำตอบของคำถามจากตนเองไปแล้ว โอเชี่ยนยิ้มแห้งๆเกาหัวแกร่กๆเพราะไม่เหลืออะไรให้พูด เอพริลขยับดวงตามองรอบตัวก่อน เขาคิดว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีไม่มีอะไรน่าห่วง แต่พอสายตาตกกระทบลงที่เพื่อนผมแดง ความสบายใจหายห่วงที่มีทั้งหมดก็ถูกถีบกระเด็นด้วยแผลไฟไหม้และปลายนิ้วที่โชกเลือกของโอเชี่ยน รวมทั้งสภาพซีดราวผีดิบด้วย

“นี่มันอะไรวะ แล้วทำไมฉันไม่สังเกต”

โอเชี่ยนยิ้มแห้งไม่อธิบายออกไปว่าตนใช้พลังปกปิดตัวเองเอาไว้ชั่วคราว จริงๆก็กะจะปิดนานๆ แต่เหมือนว่าพลังในตัวจะไม่เหลือแล้ว นอกจากขยับตัวไปมาก็ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้อีกจริงๆ

“อธิบายมา”

“ไม่มีอะไร...”

“ไม่มีอะไรบ้านนายเป็นแบบนี้เหรอ! สภาพอย่างหมาแบบนี้เนี่ยนะร้องว่าไม่มีอะไรโอเชี่ยน นายโกหกก็ให้มันเนียนหน่อยเถอะ!

“ขอล่ะ อย่าตะโกนเลย...”

ชายผมแดงว่าเสียงอ่อนพลางยกมือกุมขมับตน เสียงตะคอกของเอพริลทำให้เขาปวดหัวตุบ สมองมันเต้นตามโทนเสียงขึ้นลงของเอพริลอย่างกับกราฟที่แสดงความถี่ของเสียงแหนะ โอเชี่ยนคิดยิ้มๆพลางคลึงขมับ ภาวนากับฟ้ากับฝนให้ยังทนไหวจนกว่าจะเจอร่างของเซนเซย์

“กลับก่อนไหม?”

พอคิดว่าตะโกนไปก็ไม่ช่วยอะไร บวกกับโอเชี่ยนก็สภาพไม่ค่อยจะดี เอพริลเลยเริ่มใจเย็นลงแล้วพูดดีๆ แต่คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มผมแดงสะบัดหน้ามองเขาราวกับเห็นตัวประหลาด โอเชี่ยนส่ายหัวพรืดก่อนจะยันตัวลุกขึ้น

“มาถึงขนาดนี้ ถ้ายังกล้าถอยก็ไม่ได้เรื่องแล้ว”

เอพริลอยากจะเถียง แต่โอเชี่ยนตัดปัญหาด้วยการเดินหนี แถมเป็นการเดินกะผกกะเผลกน่าอนาถใจเสียด้วย เอพริลขยับปากคล้ายอยากจะด่าคน เขาพบว่าสภาพตนเองดีกว่าโอเชี่ยนแบบเทียบกันไม่ติด ทิ้งฝุ่นตลบอบอวนแบบสุดๆ ตัวเขาน่ะเดินขึ้นได้อยู่แล้ว แต่เจ้าคนผมแดงสุดจะดื้อนี่สิที่มันน่าจะกลิ้งตกเขาตั้งแต่สิบก้าวแรก

“โอเชี่ยน โอเชี่ยน โอเชี่ยน!

เอพริลร้องแล้วเดินเข้าไปดึงแขนเพื่อนผมแดงไว้ ผลคืออีกฝ่ายร้องลั่นเพราะเอพริลไปแตะโดนแผลบนแขนเข้า โอเชี่ยนส่งสายตาประณามออกมา เป็นเชิงต่อว่าเอพริลอย่างรุนแรง อารมณ์ประมาณว่าทำอะไรไม่ได้ก็เลยมาเล่นกับแผลงั้นสิ เจ้าคนใจร้าย เจ้าคนใจมาร นิสัยไม่ดี โอเชี่ยนจะฟ้องอาจารย์!

“ขึ้นไปทั้งแบบนี้เดี๋ยวก็ตายหรอก เดี่ยวฉันขึ้นไปคนเดียว นายรออยู่นี่”

“ไม่”โอเชี่ยนเถียงอย่างเด็ดขาดก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนลง”ไม่ใช่ว่าฉันดื้อ แต่ถ้าไม่มีฉัน นายเอาร่างเซนเซย์ออกมาไม่ได้แน่”

เอพริลอยากจะถาม แต่เจ้าคนผมแดงมันไม่รอให้เขาได้ตั้งคำถามอะไรเลย มันเดินนำลิ่วไปโนด้วยสภาพปานคนแก่บาดเจ็บสาหัส แถมยังเอามือที่เป็นแผลซุกไว้ในเสื้อ เสื้อโค้ดก็ไม่สวม สวมแค่เสื้อยืดทับด้วยเสื้อไหม้พรม อากาศแบบนี้โอเชี่ยนยังทนอยู่ได้ก็โคตรทึ่งแล้ว เอพริลกัดปากอย่างหงุดหงิด ถ้าในเมื่อลบล้างความตั้งใจของเพื่อนไม่ได้ ทางที่ดีที่สุดคือลากมันขึ้นด้านบนให้ได้เร็วที่สุด

คิดได้แบบนั้นเอพริลก็รีบวิ่งตามไปเดินตีคู่กับเพื่อนสนิททันที โอเชี่ยนเหลือบตามองเล็กน้อยเป็นเชิงถามว่าจะมาโมน้าวอะไรอีกไหม? ฝ่ายเอพริลก็ยักไหล่ให้แทนคำตอบ นั่นทำโอเชี่ยนแสร้งกลอกตาเหมือนไม่เชื่อถือนิดหน่อย แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากกว่านั้น ต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาเดินขึ้นไปเรื่อยๆ เอพริลไม่รู้ว่าร่างของเซนเซย์อยู่ไหน แต่เห็นท่าทางตั้งใจเดินของโอเชี่ยนแล้ว เขาคิดว่าชายหนุ่มมีเป้าหมายชัดเจน...หรือว่าคิดว่าเขารู้กันแน่

“ถามหน่อยโอเชี่ยน?”

เอพริลเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบมาได้พักใหญ่ๆ คนถูกชวนคุยเหลือบตามองแทนคำอนุญาตว่าให้พูดได้

“นายรู้ใช่ไหมว่าร่างเซนเซย์อยู่ไหน แล้วรู้ได้ไง”

“มันเป็น...”โอเชี่ยนนิ่งไปเพราะเสียงที่เอ่ยออกมามันพล่าเหลือเกิน ชายหนุ่มกระแอมอยู่หลายครั้ง เสียงก็ยังแหบแบบนั้น เขาจิ๊ปากหน่อยๆก่อนจะปล่อยไปทั้งแบบนั้น”...มันเป็นภาพที่วนในหัวฉัน ความสามารถที่ฉันทำได้ ฉันเห็นภาพหลายๆอย่างบนโลกใบนี้ หนึ่งในนั้นคือภาพร่างของเซนเซย์ ฉันเห็นมัน...แต่ไม่ชัด แต่ลักษณะคร่าวๆของมันพอจะทำให้ฉันวิเคราะห์ตามความน่าจะเป็นออกมาได้ ที่ที่เข้าข่ายที่สุดก็บนนั้น”

โอเชี่ยนชี้นิ้วขึ้นไปเกือบยอดภูเขา มองจากด้านล่างมันคงไกลมาก แต่โชคดีที่พวกเขาเดินขึ้นได้ค่อนข้างสูงแล้ว และอีกไม่นานคงจะไปถึง ประเด็นสำคัญคือขึ้นไปแล้วจะร่างทั้งร่างกลับลงมายังไง

“นายว่าจบเรื่องนี้แล้วพี่บลูจะกลับมาหาเราไหม?”

อยู่ๆโอเชี่ยนที่เลือกจะเงียบมาตลอดเส้นทางก็พูดขึ้น ที่ผ่านมาเขาไม่คิดเรื่องร่างของเวนเซย์เลย ตลอดทางคิดแต่เรื่องของคาราเมลคนเดียวเท่านั้น คิดถึงแต่เรื่องพี่บลูที่แปรพรรคไป จิตใจเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัวด้วยพิษไข้ล่ะหนึ่ง แต่อีกสาเหตุคือเมื่อมาคิดๆดูแล้ว ต่อให้พวกเขาสามารถจบศึกทุกอย่างลงได้แต่โดยดี ช่วยโลกได้ ช่วยคนได้ แต่คาราเมลมีคดีติดตัว ทั้งคดีเก่าที่ผ่านมานานแล้ว ทั้งคดีใหม่ที่ก่อไปสดๆอย่างการเข้าเป็นพวกแบล็กโฮล ก็ใช่ว่าทั้งโลกยังไม่รู้เรื่องนี้ แต่อีกไม่นานต้องรู้แน่ว่าแบล็กโฮลมีสมาชิกเพิ่ม เจ้าพวกนี้ชอบทำตัวเด่นเกินอาชญากรทั่วไปจะตาย

“อย่างน้อยก็ต้องทำไปก่อน”เอพริลตอบง่ายๆ

“ทำไปก่อนอะไร”โอเชี่ยนเริ่มเสียงแข็ง”ที่ฉันทำทุกอย่าง ไปหาเมย์ครายส์ บินข้ามทวีปห่างจากแอมเบอร์มาปีนเขาเล่นทั้งที่สภาพอย่างหมาโดนยำก็เพราะว่าต้องการเอาคาร่ากลับมา ถ้าทำแล้วฉันไม่ได้ตัวเขากลับมา ฉันจะทำไปเพื่ออะไรวะ”

“อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็คือโวค ทำงานก็เพื่อนประชาชนมาแต่ไหนแต่ไร”

คำตอบนั้นทำให้โอเชี่ยนเงียบลงไป เขายังสาวเท้าเดินขึ้นบันไดที่ถูกตัดแต่งอย่างดี สายตามองไปด้านหน้าแม้ด้านข้างจะเป็นวิวสวยงดงามแค่ไหน คิ้วหนาขมวดเข้าหากันไม่คายออก เอพริลเหลือบมองเป็นพักๆ ไม่รู้ว่าเพื่อนคิดอะไรอยู่ในใจ โอเชี่ยนไม่ใช่พวกเดาใจยาก แต่ตั้งแต่มิดไนท์ปรากฏตัวออกมา โอเชี่ยนก็ดูซับซ้อนมากขึ้น ยิ่งมาเจอเรื่องคาราเมลเข้าไปซ้ำเติม โอเชี่ยนจอมบ้าก็ลาลับโลกไปนานแล้ว ก็ได้แต่ภาวนาให้มันกลับมาเร็วๆ ถึงจะไม่ชอบใจความปัญญาอ่อนไม่เลือกเวลานั่นนัก แต่ก็คงดีกว่าความจริงจังเย็นชาที่โอเชี่ยนเผลอแสดงออกมาบ่อยๆ

คิดแล้วเอพริลก็รู้สึกว่าจะทำให้ตนเองเครียดเพิ่มเปล่าๆ เขาโคลงหัวไปมาพร้อมสาวเท้าไปเรื่อยๆ ระดับความสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับความหนาวที่กรีดผิว โอเชี่ยนเดินอย่างมั่นคงเป็นระยะๆ นัยน์ตาสีส้มจ้องไปข้างหน้า ครู่ใหญ่แล้วที่โอเชี่ยนเงียบไป และดูเหมือนว่าที่เงียบไปนั้นคงคิดอะไรบางอย่างอยู่จริงๆ เพราะชายหนุ่มหยุดฝีเท้าแล้วหมุนตัวกลับมาหาเพื่อนผมดำด้านหลัง

ด้วยความที่โอเชี่ยนเดินนำอยู่ทำให้เขาอยู่สูงกว่าเอพริลไปสองสามขั้นบันได เอพริลเงยหน้ามองเพื่อนที่หยุดกะทันหัน เห็นสีหน้าอิดโรยแล้วก็คิดว่าโอเชี่ยนคงขอพัก ไม่ทันได้คิดว่าจะเป็นคำขออย่างอื่น

“งั้นฉันขอลาออก”

ม่านตาของเอพริลขยายออก บ่งบอกว่าเขาตกใจไม่น้อยกับคำพุดนั้นของโอเชี่ยน ชายผมดำรู้สึกคล้ายเป็นใบ้ ที่หายใจไม่ออกน่ะเพราะว่าเขาอยู่สูงหรือว่าเพราะคำพูดของโอเชี่ยนเมื่อครู่กันแน่ เอพริลดึงมือตัวเองออกจากประเป๋าเสื้อ ยกมันขึ้นลูบหน้าก่อนจะสบถไปคำหนึ่ง

“นายจะบ้าหรือไง”

“ใกล้เคียงแล้ว”

“โอเชี่ยน”

เอพริลร้องเสียงสูงพร้อมใบหน้าเหมือนคนเห็นผี เขามองโอเชี่ยนที่ยืนอยู่สูงกว่าด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความไม่เข้าใจแบบที่สุดถึงที่สุด ฝ่ายชายผมแดงก็ทำเพียงจ้องมองตรงๆด้วยสีหน้าราบเรียบ ท้ายที่สุดก็ถอนหายใจออกมา

“ฉัน...คิดว่าจะเป็นบ้าเอาเข้าสักวันถ้ายังต้องมาเจอเรื่องแบบนี้”

“หมายถึงอะไร?”

“ฉันจะช่วยคาร่าด้วยวิธีของฉัน จะทำทุกอย่างก็เพื่อเอาคาราเมลคืนมา เอาพี่บลูที่รักเราและเรารักคืนมา แต่ถ้าการกระทำทุกอย่างมันไม่อาจจะทำให้พี่บลูที่รัก ไม่อาจทำให้คาร่าคาราเมลลูกรักของฉันกลับคืนมาได้ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร จริงๆแค่แบล็กโฮลเราไม่ต้องมาเอาร่างเซนเซย์ก็ได้ พวกอาจารย์ไม่ต้องช่วยก็ได้ด้วยซ้ำ พวกเราจัดการกันเองก็ได้ มาช่วยแล้วยังไง ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นสักอย่าง”

เอพริลอยากจะด่ากลับ แต่พอเห็นนัยน์ตาที่เริ่มแดงของเพื่อนแล้วก็เหมือนถูกทำให้เป็นใบ้อีกหน โอเชี่ยนเม้มปากสูดหายใจหนักๆหนึ่งครั้ง เขาพยายามกระพริบไล่น้ำตาที่คลอหน่วงให้กลับเข้าไป ความรู้สึกกดดันทางจิตใจมีมากกว่าความกดดันทางร่างกายเสียอีก เขาไม่ได้อยากจะว่าพวกอาจารย์ แต่พอมาคิดไปคิดมาก็พบว่าคนพวกนั้นไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย

“ไร้ค่า...ไร้ค่าที่สุด”

“โอเชี่ยน....ใจเย็นๆ”

เอพริลเดินขึ้นไปตบบ่าเพื่อนเบาๆ เขารู้ว่าโอเชี่ยนไม่ใช่บุคคลประเภททนอยู่ใต้ความกดดันนานๆไหว คิดอยู่ว่าที่ป่วยก็น่าจะมาจากที่อยู่ใต้ความเครียดระดับสูงเกินความสามารถของเจ้าตัวนี่แหละ ไหนจะมาบาดเจ็บอีก อะไรหลายๆอย่างคงรุมเร้ามากจนโอเชี่ยนพาลไปทั่ว

“อะไรที่พวกอาจารย์ให้ทำไม่ไร้ประโยชน์หรอก เชื่อฉันเถอะ”เอพริลว่าก่อนจะเว้นจังหวะคิดเล็กน้อย”ถ้าถึงเวลานั้น ถ้าพี่บลูไม่สามารถอยู่กับพวกเราได้ เราก็จะไปอยู่กับพี่บลูแทน ถ้าเขาติดคุก เราก็จะตามไปอยู่ในคุก เรื่องทำผิดกฎหมายนายกับแอมเบอร์ถนัดจะตาย หรือว่าถ้าเขาไม่ได้อยู่บนโลกนี้เราก็จะตามไป จะนรก จะสวรรค์ ตามไปมันทั้งหมด โอเคไหม?”

โอเชี่ยนนิ่งไป เหมือนกำลังประมวลผมตามในสิ่งที่เอพริลว่าออกมา พอมาชั่งน้ำหนักแล้วมันก็ดูระห่ำสมกับเป็นพวกเขาดี ทำอะไรไม่เคยทำอย่างสามัญชนเขาทำกันอยู่แล้วนี่ โอเชี่ยนยกยิ้มก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ เอพริลยิ้มตามก่อนจะขยี้หัวโอเชี่ยนแล้วดึงมือให้ชายหนุ่มเดินตามเขาไป

ทั้งคู่เดินขึ้นสู่ชั้นสูงสุดในเวลาสามสิบนาทีต่อมา ด้านบนอากาศปลอดโปร่งโล่งสบาย มีหมอกบางๆลอยอ้อยอิ่ง ถ้ามาเที่ยวกัน โอเชี่ยนก็คงจะถ่ายรูปเก็บไว้สักร้อยรูป แต่เพราะการมาครั้งนี้ไม่ใช่การเที่ยวเลยสักนิด ชายหนุ่มคิดก่อนจะสาวเท้าเข้าไปด้านในถ้ำที่ถูกจัดแสงจนมันดูเว่อร์ ตัวถ้ำได้คุมไปด้วยน้ำแข็งเหมือนอย่างที่พวกเขาคิด มันเป็นถ้ำที่เกาะพราวไปด้วยผลึกสีใส แสงไฟสีอ่อนส่องกระทบเกิดความสวยงามไร้คำพรรณนา ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาพวกเขาไม่ใช่พนังผลึกพวกนี้ แต่เป็นสิ่งที่อยู่ด้านในสุดของถ้ำ

พนังน้ำแข็งขนาดยักษ์ตั้งอยู่ลึกลงไปด้านในสุด อยู่หลังรั้วไม้เตี้ยๆที่เอาไว้กันคนดู มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหนึ่งคนนั่งหลับพับอยู่ข้างเสา ท่าทางคล้ายคนถูกวางยา จะว่าไปที่ถ้ำที่มีเทพีสงครามอยู่ก็ไม่มีคนดูแล แถมพวกนักท่องเที่ยวที่ตามมาก็ไม่เห็นตัวเลย ดุเหมือนเมย์ครายส์จะไม่ทำแค่จองตั๋ว แต่ยังอำนวยความสะดวกให้แบบสุดๆ ก็แน่ล่ะ นอกจากน้องชายแล้ว สุดที่รักของเขาก็มาด้วยนี่

“นั่น...งั้นเหรอ?”เอพริลร้องถามราวละเมอ

สิ่งที่พวกเขามองเห็นคือร่างของชายคนหนึ่งที่ถูกฝังอยู่ใต้พนังน้ำแข็งใสราวกระจก ร่างทั้งร่างยืนตรงราวกับหุ่นขี้ผึ้ง ใบหน้านิ่งสงบงดงามราวกับเทพจากสรวงสวรรค์ เส้นผมสีดำสนิทยาวถึงกลางหลัง ผิวขาวจัดดูมีน้ำมีนวลจนเหมือนว่าเขาคนนี้ยังมีชีวิต เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูแต่งตากจากยุคปัจจุบันอย่างมาก ที่ลำคอสวมสร้อยเส้นหนึ่งเอาไว้ จี้ของสร้อยเป็นแผ่นโลหะบางๆ มีรอยสลักเอาไว้ด้วยตัวอีกษรไม่กี่ตัว

ไคเซอร์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น