Little Sheep or Werewolf แกะตัวนั้นที่มันเป็นหมาป่า

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 24,141 Views

  • 485 Comments

  • 1,075 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    32

    Overall
    24,141

ตอนที่ 49 : Little Sheep III::‘น้ำแข็ง’{100per}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 229
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 เม.ย. 59

Little Sheep III

น้ำแข็ง

 

ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบเฉียบ เสียงฝีเท้าดังก้องกังวานในหู ต่อให้เหลียวซ้ายแลขวาขนาดไหนเขาก็ไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดบ้าๆนี่อยู่ดี นอกจากเสียงฝีเทาของตนชายหนุ่มก็ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจเต้น...แต่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเสียงที่ดังมาจากตัวเขาเอง

ทั้งที่รู้สึกว่าเคลื่อนไหว ทั้งที่รู้สึกว่าร่างกายขยับ แต่เขากลับไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด ไม่เห็นมือตัวเอง ไม่เห็นร่างตัวเอง มันราวกับว่าดวงตาของเขามืดบอกไปแล้ว ชายหนุ่มทดลองกำมือตัวเองและพบว่ามันยังมีความรู้สึก มือสองข้างเริ่มคลำสะเปะสะปะจากร่างกายไล่ลามขึ้นสู่ใบหน้า เขาเลื่อนปลายนิ้วไปยังเบ้าตา รับรู้ได้ถึงแพรขนตาของตนเองที่กระทบกับปลายนิ้วยามกระพริบตา นั่นแปลว่าเขาไม่ได้หลับตา งั้นความมืดพวกนี้มาจากไหน แท้จริงแล้วที่นี่คือที่ไหนกันแน่

“อ่ะ...”

ปลายนิ้วที่ไล่ลงผ่านลำคอชวนชะงักเมื่อมันสัมผัสได้ถึงความชื้นแฉะ คราแรกชายหนุ่มนึกว่าเป็นเหงื่อของตน แต่เพียงยกปลายนิ้วที่มีของเหลวนั้นติดอยู่ขึ้นดมเขาก็พบว่ามันมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ กลิ่นคาวเลือดที่คุ้นเคยแต่ก็ไม่เคยจะชอบเลยสักวันหนึ่ง ปลายนิ้วไล่เรียงที่ลำคอตนเองอย่างเชื่องช้า สัมผัสประหลาดเป็นขีดยาวของบาดแผลชวนไม่สบายใจ เขาไปโดนอะไรมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...หรือนี่จะเป้นความฝัน

“รู้ใช่ไหมว่ามาทำไม?”

เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นช้าๆ นัยน์ตาที่มืดมิดเริ่มมีภาพแทรกเข้ามา เขากระพริบตาเป็นระยะ กระรพิบอยู่นานกว่าภาพตรงหน้าจะแจ่มชัด เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์คือสิ่งแรกที่แทรกเข้ามา ตามมาด้วยดวงตาสีฟ้าครามงดงามดั่งอความารีนราคาแพง ฉากหลังคือบ้านพักหลังเล็กที่ดั้งอยู่บนอิฐที่ก่อขึ้นสูงจากพื้นทราย เสียงเกลียวคลื่นถาโถมรอดเข้าหูเคล้าคลอไปกับเสียงนกร้อง

“ไม่รู้หรอก”

เสียงนั้นดังออกจากปากเขา ไม่ได้มีแววกวนประสาทแต่มันกลับแฝงแววบางอย่างเอาไว้ แฝงความรู้สึกนึกคิดของคนที่ไม่เหลืออะไรในชีวิต

“งั้นก็เดี๋ยวจะทำให้รู้เดี๋ยวนี้ล่ะ”

คนผมขาวตอบ รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นบนใบหน้า พริบตาเคียวอันใหญ่สีดำสนิทก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ไม่กี่อึดใจมันก็วาดมาพาดลำคอเขาอย่างนุ่มนวล ความเย็นเฉียบของโลหะทอดลงสู่ผิวหนัง เขาไม่แม้แต่กระพริบตายามเมื่อถูกคมเคียวนั่นพาดคอ รับรู้แต่เพียงคำว่าสมควรแล้ว ใจคิดแต่ว่านี่มันก็เป็นทางเลือกที่ไม่ได้น่าเกลียดนัก

“ไม่กลัวเหรอ?”เสียงที่เคยอบอุ่นถามกลับเรียบๆพร้อมคิ้วที่ขมวดขึ้น

“ฉันยังเป็นคน ไม่กลัวตายคงไม่ใช่ เพียงแต่ถ้าตายด้วยน้ำมือนาย...มันก็โรแมนติกดี”

เขาสักเกตเห็นคิ้วของฝ่ายตรงข้ามกระตุกเล็กน้อย ไม่รู้ว่ากระตุกด้วยความรู้สึกอะไร แต่มันก็พลอยให้เขายกยิ้มขึ้นมาประดับริมฝีปาก ไม่ได้จะหยอดคำหวานหวังรอดตายด้วยถ้อยคำ แต่แค่พูดไปตามความรู้สึก อะไรที่อยู่ในใจก็พูดออกมาให้หมดก่อนที่สุดท้ายแล้วจะไม่เหลืออะไรให้พูดเลย

เขาคิดพลางหัวเราะในลำคอ สายตาย้ายออกจากร่างตรงหน้าไปสู่ท้องทะเลด้านหลัง เกลียวคลื่นสาดซัดเข้าฝั่งอย่างต่อเนื่อง เขามองเห็นนกสีขาวบินร่อนในอากาศเป็นฝูง พวกมันดำรงชีวิตไปตามสิ่งที่ปลูกฝังเข้ามาในหัวตั้งแต่จำความได้ ตามสัญชาตญาณของสัตว์มันไม่มีอะไรเลย กิน นอน หาคู่แล้วก็ตายจากไป เรียบงานสิ้นดี แต่ก็คงจะดีกว่ามนุษย์ที่มีแต่ความวุ่นวาย

“มองทะเลพอหรือยังครับ?”

“นี่นาย...ไม่สิ นี่พี่คิดจะฆ่าผมจริงๆใช่ไหม...พี่บลู?”

ไม่มีคำตอบจากอีกฝ่าย เขาเองก็ไม่ได้เร่งเร้า ความรู้สึกที่สุมในใจก็แค่ตะกอนของการกระทำโง่เง่าที่ไม่อาจจะช้อนมันขึ้นมาแก้ไขอะไรได้  เขาพึมพำบางอย่างออกมาจากริมฝีปาก เปลือกตาปิดลงอย่างยอมรับชะตากรรม เพียงไม่นานลมหายใจก็ดับสลายไป

เฮือก!!!!

โอเชี่ยนดีดตัวขึ้นนั่งด้วยความรู้สึกตกใจ ลมหายใจที่ผ่านออกจากปอดขึ้นมาและเข้าไปนั้นเร็วเสียยิ่งกว่าลมจากที่สูบลูกโป่ง ชายหนุ่มยกมือขึ้นทาบออกรับรู้ได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงจนแทบทะลุออกมา อีกมือที่ว่างก็ยกขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลลงมาตามแนวขมับ ความรู้สึกจากความฝันนั้นยังคลั่งค้างในจิตใจ แต่ไม่น่าจะคลั่งค้างได้เท่าความปวดหัวที่รุมยำเขาเละไม่มีชิ้นดี โอเชี่ยนยกมือขึ้นแตะขมับ หัวสมองเต้นตุ้บๆเหมือนจะระเบิดออกมาไม่แพ้หัวใจของเขา นัยน์ตาสีส้มเหลือบมองนาฬิกาอานาลอกที่ฝาพนังและพบว่าความมืดกลืนกินจนไม่เหลืออะไร

มือของโอเชี่ยนวาดหาโทรศัพท์มือถือของตนเพื่อดูเวลา แต่เขากลับพบว่าไม่มีเจ้าเครื่องมือสื่อสารนั่นอยู่ ด้วยความปวดหัวผสมความไม่ได้ดั่งใจทำให้เขาหงุดหงิดคิดอยากจะอาละวาด แต่ก็ทำเพียงทุบมือลงบนที่นอนแล้วลุกขึ้นคลำทางไปยังห้องน้ำ ปลายนิ้วที่ไล่แตะพนังไปกดโดนสวิตไฟห้องน้ำพอดี แสงจากห้องน้ำส่องกระทบมาถึงพนัง โอเชี่ยนหันไปมองนาฬิกาที่ตีเวลาว่าใกล้ถึงเที่ยงคืนในอีกไม่กี่สิบนาทีข้างหน้าแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

อาการปวดหัวยังตามติดเขาอย่างกับแฟนคลับโรคจิตขับรถตามศิลปิน โอเชี่ยนมองหน้าตัวเองในกระจกที่ดูซีดลงอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดน้ำแล้ววักมันขึ้นกระทบใบหน้า อยากจะคลายความร้อนทั่วตัวที่ชวนน่าหงุดหงิดให้จางหายไป แต่เขาไม่แน่ใจว่ามันช่วยอะไรได้บ้างหรือเปล่า เมื่อตอนเย็นเพิ่งปฏิเสธกับเอพริลไปแท้ๆว่าไม่ได้เป็นอะไร ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็สภาพอย่างหมาเลยเหรอเนี่ย

โอเชี่ยนถอนหายใจหนึ่งครั้งก่อนจะยื่นมือไปหยิบผ้าขนหนูมาซับหน้า พวกเขามาถึงที่พักตอนราวๆสี่โมงเย็น คุณมาร์ทอดีตคนสวนประจำบ้านหลังเก่าเป็นคนพามา โอเชี่ยนจำชายร่างใหญ่วัยกลางคนได้ เพียงแต่ไม่รู้จะทักอะไรและไม่มีความรู้สึกอยากคุยกับใคร ทั้งดูเหมือนเพื่อนที่แสนดีอย่างเอพริลก็ช่วยแก้ต่างให้แล้วว่าเขารู้สึกไม่ค่อยดีก็เลยเงียบๆ โอเชี่ยนก็ไม่อยากจะขยายความอะไรได้แต่พยักหน้าหงึกหงักตามน้ำไป เขาเองก็อยากพักผ่อนก็เลยเดินดิ่งขึ้นห้องพักทันทีที่มาร์ทแนะนำที่พักเสร็จ พรุ่งนี้จะไปหาร่างของเซนเซย์กันแล้ว จะได้กลับไปหาแอมเบอร์แล้ว...

“แม่ง...”

โอเชี่ยนสบถ มันไม่ดังมากแต่และทำให้ความปวดหัวแล่นปาดขึ้นมาอย่างกับนักวิ่งที่พุ่งออกไปตอนสัญญาณปล่อยตัวดัง โอเชี่ยนกัดฟันแล้วเงยหน้ามองกระจก สายตาตกกระทบลงบนลำคอเรียบเนียนของตนเอง ชายหนุ่มยกมือขึ้นไล่ตามแนวลำคอเล็กน้อย มันไม่มีของเหลวสีแดงไหลรินหรือบาดแผลยาวๆ ทุกอย่างเรียบสนิท หัวเขายังอยู่ที่เดิม ถึงแม้ว่าความฝันนั่นมันจะเหมือนจริงมากก็ตาม

ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งพิงเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าแล้วย้อนคิด เขาจำใบหน้าของเจ้าของเคียวไม่ได้ แต่ที่ชัดเจนคือดวงตาคู่นั้น แต่ให้ความจำเลอะเลือนแค่ไหน หรือต่อให้การพบกันครั้งล่าสุดมันสั้นเพียงใดเขาก็จำดวงตาสีฟ้าคู่งามนั้นได้ อวามารีนน้ำงามที่ซ่อนความร้าวเอาไว้ภายใน โอเชี่ยนหลับตาสลัดภาพนั้นทิ้ง เขาจำได้ว่าในห้วงฝันนั้นดวงตาคู่งามมันสะท้อนภาพของใคร ถึงมันจะเล็ก แต่เส้นผมสีแพตตินั่มบอนด์ที่เป็นเอกลักษณ์มันชี้ตัวอย่างกับผู้เสียหายชี้ตัวผู้ต้องสงสัย

“ฉันจะบ้าตายอยู่แล้วแอมเบอร์...ทำไมวันนั้นฉันถึงโทษนายวะ แม่งเอ๊ย แม่งเอ๊ย!

คำสบถที่เริ่มดังเพิ่มความปวดที่แล่นริ้วไปตามศีรษะ โอเชี่ยนทำอะไรไมได้นอกจากนั่งกุมหัวพร้อมซบใบหน้าลงบนเข่าของตน ไม่รู้ว่าเพราะห่วงมากไปก็เลยฝันร้ายหรือว่านั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแล้วเขาถูกทำให้รับรู้กันแน่ แอมเบอร์ตายนั่นว่าโหดร้าย แต่คนที่ฆ่าแอมเบอร์คือคาราเมล...คือพี่บลูที่พวกเขารักอีก ความเจ็บปวดที่ซ้ำซ้อนแบบนี้มันชวนให้รู้สึกแย่จริงๆ โอเชี่ยนหลับตาลง ปล่อยร่างกายไปตามความรู้สึกภายใน เพียงไม่นานสติก็วูบลงเชื่องช้าพร้อมหยาดน้ำตาที่ยังค้างอยู่บนใบหน้าเขา

 

“โอเชี่ยน...แน่ใจนะว่าไหว?”

เอพริลถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจที่สุดในชีวิต เขามองเพื่อนผมแดงที่ดวงตาบวมเปล่งด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งสงสัยว่าอีกฝ่ายไปทำอะไรมา ทั้งเป็นห่วงสภาพครึ่งผีดิบของเพื่อนผมแดง ฝ่ายโอเชี่ยนยกยิ้มแผ่วๆแล้วชูนิ้วโป้งให้ เอพริบไม่วางใจแจงจะเดินไปวัดไข้แต่เพื่อนตัวดีกลับขยับตัวหลบไปโผล่ยังที่นั่งข้างคนขับที่มาร์ทรอออกรถอยู่แล้ว

“ไอ้บ้าเอ๊ย”

เอพริลสบถ ขี้เกียจจะหาเรื่องพวกเดียวกันเองก็เลยเดินขึ้นไปนั่งบนรถ ตอนที่นั่งลงก็รับรู้ได้ถึงของที่อยู่ในกระเป๋าหลัง เอพริลคลำดูพลางคิดว่าเขาเอาอะไรใส่กระเป๋ากางเกงมา แล้วก็ได้ข้อสรุปว่ามันคือโทรศัพท์ของคนผมแดงที่เขาตั้งใจจะคืนให้วันนี้ แต่พอเห็นสภาพแล้วต้องเปลี่ยนใจกลางทาง ขนาดไม่รู้ข่าวอะไรพ่อคุณยังมีสภาพครึ่งผีดิบขนาดนี้ ถ้ารู้อะไรเพิ่มเติมไม่ลงไปชักกับพื้นเลยหรือ

“ว่าแต่จะพาพวกเราไปไหนครับ?”โอเชี่ยนเอ่ยถาม เสียงของชายหนุ่มพร่าไม่น้อยแต่เจ้าตัวก็พยายามทำให้มันปกติ

“ก็ที่ที่พวกคุณชายอยากไปกันไงครับ”

มาร์ทตอบอย่างอารมณ์ดี เขาบังคับพวงมาลัยอย่างใจเย็น ทุกวินาทีบนท้องถนนมีแต่ความระมัดระวัง โอเชี่ยนย้ายสายตาจากชายวัยกลางคนไปยังเพื่อนที่นั่งอยู่เบาะหลังพลางส่งสายตาเป็นเชิงให้เอพริลคาดครั้นมาร์ท

“เอ่อ พี่เป็นคนติดต่อมาบอกให้มารับพวกเราใช่ไหมครับ?”เอพริลเอ่ยถาม พอมาร์ทพยักหน้ารับเอพริลจึงเอ่ยถามต่อ”แล้วพี่เขาบอกว่าพวกเราอยากไปไหนเหรอครับ จริงๆพวกผมโดนไล่มานะเนี่ย”

เอพริลแถไปเรื่อย หวังว่ามาร์ทจะเชื่อเขาบ้าง เพราะมาร์ทไม่ได้เป็นโวค ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเอสเปอร์เลยด้วยซ้ำ เป็นชายธรรมดาที่แค่ยังทำงานให้เมย์ครายส์เป็นครั้งคราวเท่านั้น เอพริลไม่อยากดึงคนอื่นมาเกี่ยวข้องมาก ให้รู้น้อยไว้ก็น่าจะปลอดภัยที่สุด

“อ้าว คุณชายทำงานหนักสิครับ คุณชายเมย์ครายส์ถึงได้บังคับมา”มาร์ทหัวเราะแผ่วๆก่อนจะชี้นิ้วไปยังภูเขาสูงในระหว่างที่รถติดไฟแดง”นั่นไงครับ คุณชายเมย์ครายส์บอกว่าให้ไปเที่ยวบนนั้น”

โอเชี่ยนที่นั่งด้านหน้าก้มหลบจุดบังสายตาแล้วมองไปยังภูเขาสูงที่มาร์ทชี้ไป มันคือภูเขาที่มีหิมะปกคลุมอยู่เกือบทั่วทั้งลูก มองจากตรงนี้เห็นสถานที่คล้ายที่พักอยู่ด้านบนประปราย มองดูเหมือนสถานที่ที่ควรไปเล่นสกีมากกว่าจะมีร่างของใครไปซ่อนอยู่ หวังว่าคงไม่ต้อระเบิดภูเขาเอาร่างเซนเซย์ออกมานะ

“หวังว่าคงไม่ใช่สุสานโบราณนะ”

โอเชี่ยนบ่นพึมพำ เขาเคยอ่านนิยายที่พวกผู้มีอำนาจสมัยก่อนมักจะสร้างสุสานลึกลับๆ บางคนใช้ภูเขาทั้งลูกมาทำสุสาน จากนั้นก็ระเบิดภูเขาปิดปากทางเข้าสุสาน เรียกว่าลำบากลำบนตั้งแต่วิธีสร้างไปยันวิธีเข้าเลยทีเดียว

“บนนั้นมีอะไรเหรอครับ?”เอพริลถามด้วยความอยากรู้ส่วนตัว

“ก็...เอ...ได้ยินว่าเป็นของแปลกน่ะครับ เห็นเด็กผู้หญิงแถวๆบ้านเขาบอกกันว่าเป็นเทพแห่งความรักอะไรนี่แหละ ผมก็ไม่รู้หรอกครับ ค่าเข้าแพงจะตายไป”

พอพูดถึงเงินเอพริลก็ภาวนาอย่างแรงว่าพี่ชายจะเตรียมกระทั่งตั๋วเข้าด้านในให้ด้วย เขาไม่ได้พกเงินมามากมายนัก ยังต้องกลับอีก แล้วยังไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่าจะเอาร่างเซนเซย์กลับไปยังไง นี่เรื่องใหญ่เลยนะ เซนเซย์มีร่างกายแบบไหนก็ไม่รู้ เป็นคน สัตว์ หรือว่าอะไรก็ตอบไม่ได้ พอบอกว่าเมย์ครายส์รู้ก็ถูกถีบส่งมาโดยไม่มีรายละเอียดอะไรเลย คนพวกนี้มันยังไงกันนะ

“งั้นจะให้ผมวนรถรอแถวนี้หรือว่ายังไงดีครับ?”

มาร์ทเอ่ยถามหลังจากโอเชี่ยนและเอพริลลงจากรถ เอพริบเลยบอกว่าให้มาร์ทกลับไปก่อน แล้วถ้าตนกับโอเชี่ยนจะกลับแล้วจะเป็นฝ่ายโทร.ไปเอง มาร์ทพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแล้วขับรถออกไป

“คิดว่าเซนเซย์อยู่บนนี้จริงเหรอ?”

โอเชี่ยนถามเสียงแหบๆ นัยน์ตาไล่มองตั้งแต่ตีนเข้าขึ้นไปสู่ด้านบน เดาไม่ถูกเหมือนกันว่าร่างของเซนเซย์จะไปอยู่แห่งหนตำบลใดของภูเขานี้ได้ เขาคิดพลางดึงผ้าปิดจมูกขึ้นมาเพราะรู้สึกแสบจมูกด้วยอากาศเย็นๆที่แผ่ออกมาจากภูเขาตรงหน้า รู้อยู่หรอกว่ามันไม่ช่วยอะไร แต่ก็อยากทำอยู่ดี

“ถ้าไม่ไหวนายรออยู่นี่ก็ได้มั้ง”เอพริลว่าพลางเลิกคิ้ว

“เรื่องสิ เดี๋ยวเกิดนายเป็นอะไรขึ้นมาฉันได้ตายจริงแน่”

โอเชี่ยนเถียงทันควันก่อนจะเดินนำไป เอพริลที่ยังอยู่กับที่ได้แต่ส่ายหัว คนที่มันควรจะเป็นอะไรไปมันควรจะเป็นอีกฝ่ายมากกว่าไม่ใช่หรือไง

“นายว่าพวกนั้นจะส่งคนมาขวางเราไหม?”

เอพริลที่วิ่งตามมาทันเอ่ยถามเพื่อน โอเชียนมองหน้าเพื่อนผมดำนิดหน่อยก่อนจะตอบเสียงเบา

“ไม่น่า ฉันรู้สึกว่าพวกนั้นไม่กระตือรือร้นอะไรเลยด้วยซ้ำ แล้วเหมือนว่าจะมีกันอยู่แค่สี่คนจริงๆรวมคาร่าด้วย”

“สี่คน? แค่ยกโวคไปทั้งหมดที่มีก็จบงานแล้วมั้ง”

เอพริลเกาหัวแกร่กๆ เขาไม่แน่ใจว่าทำไมเรื่องมันถึงดูใหญ่โตทั้งที่คนร้ายก็มีแค่สี่คน อ่อ แค่สามแล้วกัน คาราเมลเขาไม่อยากจะนับรวมนัก

“อาจจะมีหลายอย่างที่เรายังไม่รู้จริงๆก็ได้”

โอเชี่ยนว่าแค่นั้นก่อนจะเดินไปยังช่องขายตั๋วทางเข้า พนักงานสาวมองหน้าโอเชี่ยนที่แต่งตัวมิดชิดเกินกว่าเหตุแล้วเลิกคิ้วสูง ฝั่งเอพริลกลัวว่าเพื่อนจะถูกหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัยก็เลยรีบวิ่งไปสมทบ สายตาของพนักงานสาวจึงย้ายจากโอเชี่ยนไปยังเอพริลแทน นัยน์ตาคู่งามมองเอพริลอย่างพิจารณาก่อนจะยกยิ้มหวาน

“คุณเอพริล”

“อ่ะ เอ่อ ครับ?”

“เมย์ครายส์ฝากดิฉันไว้แล้วว่าคุณจะมา เขาจ่ายค่าเข้าเรียบร้อย เชิญคุณด้านในค่ะ”

เอพริลพยักหน้างงๆก่อนจะดันหลังโอเชี่ยนให้เดินเข้าไป เขาสงสัยว่าทำไมเพื่อนรักถึงไม่ยอมเดินเองก็เลยมองไปยังจุดที่โอเชี่ยนมอง เขาพบว่ามันเป็นป้ายแนะนำสถานที่แห่งนี้คร่าวๆ ข้างกันนั้นมีแผนที่สัญลักษณ์เรียบๆติดเอาไว้ มันเป็นรูปภูเขาแห่งนี้ มีสัญลักษณ์เล็กๆอยู่ทั่วภูเขา เอพริลมองแล้วเลิกคิ้ว ที่ตรงไหนที่มันจะมีร่างของเซนเซย์ได้กันเนี่ย!

“นี่เป็นแผนที่แนะนำค่ะ”

ด้วยความที่วันนี้เป็นวันโรรมดา คนจึงบางตามาก นั่นทำให้พนักงานสาวมีเวลาว่างมากพอจะมาอธิบายให้นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ตั้งใจมาเที่ยวสองคนนี้ได้รับรู้ข้อมูลเบื้องต้น

“ที่ภูเขาแห่งนี้เป็นเหมือนแหล่งรวมสิ่งแปลกประหลาด อย่างรูปปั้นโบราณในน้ำแข็ง สุสานหน้ากาก แล้วก็ถ้ำที่พนังทั้งพนังเป็นพลอยเรืองแสง”

“น่าสนนะครับ ฮ่าๆ”

เอพริลพยายามทำตัวเป็นธรรมชาติ แต่เขาไม่ถนัดรับมือกับผู้หญิงจริงๆ ส่วนคนที่ถนัดก็ดันยืนบื้อมองขึ้นไปยังป้ายด้านบนไม่เลิก เอรพิลยื้มให้พนักงานสาวอีกครั้งก่อนจะยื่นเท้าไปเตะขาโอเชี่ยนเบาๆ

“ทำอะไร?”

“ดูนั่น”โอเชี่ยนตอบสั้นๆพลางใช้คางชี้ไปยังรูปแนะนำรูปหนึ่ง

เอพริลเบนสายตามองตาม พริบตาเดียวที่เห็นรูปนั้นร่างกายก็เหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็นถังใหญ่ ภาพถ่ายที่แสดงรูปปั้นรูปหนึ่งที่เห็นเพียงครึ่งตัวนั่นทำให้เอพริลพูดไม่ออก

“อ๋อ นี้เป็นเทพีแห่งสงครามค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ แต่มีตำนานเล่าว่านางลงมาบนโลกมนุษย์แล้วสร้างความวุ่นวายไปทั่ว ทำให้ถูกขังเอาไว้ในรูปปั้น ดังนั้นเวลาที่มองไปยังดวงตาของรูปปั้นคุณจะเห็นเหมือนว่ามันขยับได้ ยังไงก็ลองเข้าไปดูด้วยตัวเองเถอะค่ะ ฉันคงต้องขอตัวก่อน”

พนักงานสาวรีบตัดบทเพราะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ตรงมาทางนี้ เอพริลค้อมหัวตามมารยาทก่อนจะมองกลับไปยังรูปปั้นเทพีรูปนั้น ใบหน้างดงามแสยะยิ้มพราวร้ายกาจ ยิ่งยามแสงตกกระทบลงบนใบหน้าเพียงซักเดียวมันยงดูราวกับว่ามีชีวิตอยู่ ขนาดเห็นเพยงรูปถ่ายเอพริลยังอึดอัดแทบแย่ ถ้าเกิดว่าเข้าใกล้ของจริงขึ้นมา

“แน่ใจนะว่าเข้าไปได้ รออยู่นี่ไหม?”

“แค่ออกห่างก็พอน่า”ชายผมดำว่าพลางโคลงหัวเบาๆ

“คงไม่ได้”โอเชี่ยนขัดก่อนจะชี้ไปยังแผนที่”ที่ที่เราจะต้องไปคือบนยอดนั่น แล้วไม่ว่ายังไงก็ต้องผ่านที่ที่เทพีนี่อยู่ ฉันคิดว่านายควรจะอยู่ที่นี่”

“ไม่”

เอพริลเถียงขาดใจดิ้น สายตามองโอเชี่ยนที่เห็นเพียงดวงตาด้วยความดื้อแพ่ง โอเชี่ยนถอนหายใจยาวก่อนจะพยักหน้ารับ ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันไว้ค่อยคิดทีหลังก็ได้มั้ง ยังไงเสียก็น่าจะพอรับมือได้ ที่นี่เป็นภูเขาน้ำแข็ง ยูกิอนนะค่อนข้างเป็นต่อ รวมทั้งอากิระก็ด้วย ยังไงซะถ้าต้องมาสู้กับคนข้างตัวจริงๆก็คงไม่มีอะไรแย่นัก

“เข้าไปกันก่อนเถอะ ก่อนที่พวกนั้นจะเข้ามา”

โอเชี่ยนว่าพลางชี้ข้ามไหล่ไปทางกลุ่มนักท่องเที่ยวหลายสิบคนที่กำลังจะเดินเข้ามา เอพริลพยักหน้ารับ รู้สึกว่าเพื่อนตนวันนี้สงบจนน่ากลัวเกินไป ใช้ว่าโอเชี่ยนไม่เคยเป็นแบบนี้ เจ้าหมอนี่ชอบเงียบๆนิ่งๆก็ตอนที่หงุดหงิด อารมณ์ไม่ดี ง่วงนอน แล้วก็ป่วยหนักสุดๆ แน่นอนว่าเอพริลคิดว่ามันเป็นเหตุผลทั้งหมดรวมกันแน่นอน

ทั้งสองคนเดินตรงเข้าไปด้านในด้วยท่าทางพยายามไม่เป็นที่น่าสงสัย มีพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ประปราย เชี่ยนลองนับในใจแล้วพบว่ามีไม่ต่ำกว่าสิบ ถ้าเขาจะเอาอะไรสักอย่างออกจากที่นี่มันไม่ง่ายแน่นอน ในกรณีที่ไม่อยากให้ใครเจ็บตัวล่ะก็นะ ยังไม่นับถึงการพาร่างเซนเซย์กลับไป ถ้าพาเซนเซย์มาด้วยเรื่องก็คงง่าย แค่ให้เจ้าตัวกลับร่างแล้วพากลับก็พอ แต่ทางเซนเซย์เองก็มีเรื่องต้องจัดการไม่น้อยหน้าใคร นั่นทำให้ต้องมานั่งคิดอยู่ว่าถ้าร่างของเซนเซย์เป็นมนุษย์แล้วเขาจะเอากลับยังไง

ถ้าร่างนั้นเป็นมนุษย์...แน่นอนว่ามีเปอร์เซนมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซนที่จะเป็นแบบนั้น แล้วถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันไม่เท่าว่าเขาขนศพไปงั้นเหรอ ทางเดียวคือต้องเอาชื่อหน่วยโวคเข้าบังหน้าแล้วส่งร่างเซนเซย์กลับงั้นสินะ โอเชี่ยนพยักหน้ากับตัวเองช้าๆก่อนจะหันมองเมื่อพบว่าเสียงฝีเท้าด้านหลังแผ่วลงเรื่อยๆ

“เอพริล? ไหวหรือเปล่า?”

ชายผมแดงว่าเสียงตื่นก่อนจะวิ่งกลับลงไปหาเพื่อนผมดำที่ยังกองอยู่ที่ช่วงพักของบันได เอพริลอยู่ในสภาพเหมือนคนเหนื่อยจัด ผ้าพันคอที่สวมมาทีแรกถูกดึงออกแล้วโยนทิ้งไป มือขวาท้าวกับกำแพงเป็นเชิงว่าไม่ให้ตัวเองล้มลง

“ก็น่าจะดีกว่านาย”

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

“แน่ใจนะว่าไม่ได้เป็นอะไร? หึ”

เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นพร้อมใบหน้าของเอพริลที่เงยหน้า ดวงตาสีดำสนิทแดงวาวจนโอเชี่ยนต้องถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความไม่วางใจ เขาเหลือบตามองรอบตัวเพื่อพิสูจน์ที่สถานที่ที่ตนอยู่มันใกล้จุดที่รูปปั้นของเทพีแห่งสงครามอยู่แค่ไหน หางตาเหลือบไปเห็นแผนที่ พอเพ่งดูดีๆเหมือนยังห่างอีกหลายร้อยเมตร โอเชี่ยนสะบัดหน้ากลับมาที่เอพริลก่อนจะขมวดคิ้ว

“ฉันว่านายอยู่นี้เหอะเอพริล อย่าขึ้นไปเลย แค่นี้นายยังท่าจะไม่ไหวแล้ว”

“ไม่นายหรอกน่า”เอพริลว่าอย่างหงุดหงิด ไม่รู้ว่าหงุดหงิดเพราะความเป็นห่วงไม่เข้าท่าหรือว่ามันเป็นผลมาจากบางอย่างที่ที่หลับอยู่ในตัวถูกกระตุ้นกันแน่

“เชื่อฉันเถอะ รอบนี้ให้ไปไม่ได้จริงๆว่ะ”

โอเชี่ยนว่าพลางยืนจังก้าขวางทางขึ้นลง สีหน้าเอพริลตอนนี้จัดว่าอยู่ในระดับที่ถ้ากลัว ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติธรรมโอเชี่ยนก็คงยอมแพ้แล้วแสร้งอ้อนแม่จ๋าๆไปแล้ว แต่คราวนี้มันไม่มีอะไรปกติ ทั้งตัวเอพริลและโอเชี่ยนเอง

“ฉันจะขึ้นไป!

เอพริลว่าเสียงหนัก ร่างตรงขึ้นด้านบน ชายปมแดงจีปากภายใต้ผ้าปิดปากสีดำ ร่างที่กำลังจะเดินเข้าไปกันไม่ให้เอพริลขึ้นไปถูกจับแล้วเหวี่ยงร่างทั้งร่างของโอเชี่ยนอัดกับกำแพงอย่างแรง หมาป่าแดงล่วงลงไปกองกับพื้น หูแว่วได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งทิ้งห่างออกไป การถูกจับอัดพนังทำให้สมองโอเชี่ยนรวนในระดับร้ายแรง ภาพตรงหน้าสั่นไหวน่าหงุดหงิดพอๆกับความปวดหัวที่แล่นริ้วขึ้นไปพร้อมความเครียด

“บ้าจริง”

โอเชี่ยนสบถพร้อมกับพยุงตัวลุกขึ้น ร่างกายซวนเซแต่ก็พยายามก้าวเท้าจามร่างเอพริลไป รู้ทั้งรู้ว่าอะไรก็ตามที่อยู่ในร่างกายตนเองมันกำลังจะตื่นขึ้นมา แต่เจ้าเด็กนั่นมันยังดึงดันจนเกิดเรื่องขึ้นจนได้ โอเชี่ยนสบถอีกหลายทีก่อนจะวิ่งตามขึ้นไป ที่เดียวที่เอพริลจะไปได้ก็คงมีแค่รูปปั้นนั่นเท่านั้น โอเชี่ยนไม่แน่ใจนักว่าสิ่งที่อยู่ในตัวเอพริลเรียกได้ว่าอะไร แต่น่าจะเป็นสิ่งเดียวกันกับที่อยู่ในรูปปั้นนั่น

“เอพริล!!!

โอเชี่ยนร้องเรียกเมื่อเห็นร่างเพื่อนก่อนจะอดสบถยาวไม่ได้เมื่อความปวดหัวระดับรุนแรงนั่นเกิดขึ้นตามเสียงตะโกนของตน ร่างของเอพริลหันหลังให้กับเขา และต่อให้ไม่เห็นสีหน้าแต่โอเชี่ยนตอบได้เลยว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีแน่ๆ ของรูสึกถึงไอร้อนที่แผ่ออกมา ทั้งจากด้วยเอพริลและรูปปั้นเทพีแห่งสงครามเอง

รูปปั้นสูงสองเมตรมีสีครีมเข้ม ท่าทางเหทือนเมื่อก่อนจะมีสีขาวแต่สีของมันได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ใบหน้างดงามสมกับที่เป็นเทพ แต่รอยยิ้มแสยะไม่ถูกจริตโอเชี่ยนมากนัก เขาชอบผู้หญิงสวยๆ ยิ่งหุ่นดีระดับรูปปั้นนี้แล้วเขายิ่งชอบเข้าไปใหญ่ แต่พอเห็นดาบที่เธอถือเอาไว้คู่กับโล่แล้วเขาไม่อยากจะพิสมัยเธอมากนัก จริงๆคือไม่อยากพิสมัยเลยมากกว่า

“เอพริล ถอยออกมาเหอะ”

“ถอยหรือ?”

เสียงของเอพริลที่ประสานกันกับเสียงของหญิงสาวทำให้ความเครียดแล่นริ้วในหัวโอเชี่ยนมากขึ้น เขาอยากจะถอดผ้าพันคอกับเสื้อโค้ดทิ้งลงพื้นแล้วร้องบอกว่าไม่เอาแล้วเขาจะกลับบ้าน จากนนั้นก็เดินหันหลังกลับไปนอนตีพุงที่บ้าน นอนรอโลกแตกไปพร้อมกับกับรายการทีวีโปรด แต่เขาทำแบบนั้นไม่ได้ไง!

“ผม...เคยพบคุณนี่”

“ท่าทางเจ้าจะไม่สบายนะเด็กน้อย”

เสียงหวานเข้าแทนที่เสียงของเอพริล มองดูแล้วเหมือนดูผู้ชายที่ถูกผู้หญิงพากย์เสียง โอเชี่ยนเกาหัวแกร่กๆ เขาไม่อยากให้เทพีสงครามมาเป็นห่วงเป็นใยอะไรเขาหรอก หรือถ้าห่วงกันจริงๆช่วยกลับไปจะดีมากเลย

“ผมจะตายก็เพราะคุณ คุณอยากจะออกมาจากร่างเอพริลตอนไหนก็ได้ตามใจคุณเถอะ แต่ว่าไม่ใช่วันนี้ เรารีบมากนะ”

“อ๋อเหรอ”เอพริลผู้กลายเป็นร่างให้เทพีสงคามถามพลางเหลือบมองรอบตัว”คิดว่ามันง่ายนักหรือไงที่จะออกมาด้านนอกได้นะหืม?”

“ไม่รู้ครับ ไม่อยากคิดด้วย กลับไปเถอะ”

“แล้วตาแก่นั่นมันอยู่ไหน คนที่มันขังข้าเอาไว้อยู่ที่ไหน!

ฟังผมเถอะ ขอร้องล่ะ ฟังผมเถอะ โอเชี่ยนโอดครวญในใจเป็นชุด ผสมเพิ่มเติมกับคำภาวนาไปอีกไม่ต่ำกว่าร้อยหน ทว่าคำภาวนาที่อ้อนวอนต่อพระเจ้ายังไม่ทันส่งไปถึงคนรับ ดาบเล่มยักษ์ที่เกิดจาดเปลวเพลิงที่พุ่งเฉี่ยวร่างโอเชี่ยนไป โอเชี่ยนกรีดร้องในใจยาวราวสิบวินาทีก่อนจะยกมือกุมแก้ม

“ขอร้องเถอะครับ คุณก็รู้ว่าผมไม่สบาย”

คราวนี้ขอยอมรับจากใจจริงเลยเถอะ!

“ตาแก่นั่นมันอยู่ไหน!!!

เหมือนเทพีแห่งสงครามจะหาได้มีหูไม่ โอเชี่ยนเหลือบมองรูปปั้นและพบว่าแท้จริงแล้วมันก็มีหู หรือว่ารูปปั้นนี่ปั้นมาไม่เหมือนตัวจริงกัน เขาคิดพลางกระโดดหลบเปลวเพลิงที่ซัดเข้าใส่อย่างไม่เว้นระยะหายใจ หลบไปพลางก็ถอยเสื้อโค้ดหนาๆทิ้งไปพลาง เขายอมรัยเลยว่าการต่อสู้โดยมีเจ้าเครื่องแต่งกายหนาๆนี่อยู่บนตัวมันชวนเสียเปรียบมาก ชายหนุ่มกัดฟันกรอดมองเสื้อโค้ดราคาเหยียบหมื่นที่ถูกเผาไปต่อหน้าต่อตา เอาเถอะ! เดี๋ยวไปเรียกค่าเสียหายจากเอพริลเอา

“ผมไม่อยากใช้กำลังจริงๆ”

โอเชี่ยนร้องพลางประสานมือในระหว่างที่เทพีแห่งสงครามกำลังนิ่งดูเชิง สายลมหนาวพักวูบผ่านรอบตัวเขา ก่อนร่างของยูกิอนนะจะปรากฏขึ้นด้านหลัง สิ่งแรกที่โอเชี่ยนหวังให้ยูกิอนนะทำคือการซัดพายุหิมะใส่เทพีแห่งสงครามในร่างเอพริล ทว่าสิ่งที่หล่อนทำจริงคือการบิดหูโอเชี่ยน

“โอ๊ยๆๆๆๆ”

“ตัดการติดต่อทำไม! ปิดจิตทำไม! เมินพวกข้าทำไม! เจ้าอยากจะตายด้วยน้ำมือพวกเดียวกันนักใช่ไหมไคโตะ!

“เจ็บๆๆๆๆ ช่วยจัดการศัตรูก่อนได้ไหมครับ”

“รอเดี๋ยว!

ยูกิอนนะหันไปว่ากับเทพีแห่งสงครามก่อนจะสะบัดใบหน้ากลับมามองโอเชี่ยน ปากที่กำลังจะอ้าสั่งสอนหุบลงเมื่อพบว่าท่าทางโอเชี่ยนดูไม่ค่อยจะดีนัก ชายหนุ่มหอบหั่กทั้งที่ยังไมได้ใช้พลังอะไร ใบหน้าแดงกร่ำ เหงื่อไหลซึมทั่วใบหน้าทั้งที่อากาศรอบตัวเย็นเฉียบ

“ไคโตะ”

“จัดการทางนั้นก่อนเถอะผมขอร้องล่ะ”

โอเชี่ยนร้องว่าก่อนจะเซถอยหลังไปไม่น้อย ยูกิอนนะเก็บคำต่อว่าไว้ในใจก่อนจะหันหน้าไปทางเทพีแห่งสงครามในร่าของเอพริล ฝ่ายนั้นยกยิ้มพลางเรียกเพลิงสีส้มเข้มออกมาแล้วซัดใส่ทันทีเหมือนรู้ว่าปีศาจหิมะพร้อมสู้แล้ว หญิงสาวหิมะไม่อยู่เฉย หล่อนยกมือขึ้นตั้งตรงเรียกพายุหิมะออกมาต้าน ด้วยพลังเพลิงที่ร้อนระอุ มันทำให้ถ้ำน้ำแข็งเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย รวมไปถึงพายุหิมะที่ซัดเข้าไปเป็นทัพหน้าก็ละลายเป็นน้ำเจิ่งพื้น

“ต้านกลับ!

เสียงโอเชี่ยนดังขึ้นด้านหลังพร้อมกันนั้นพลังหิมะก็เพิ่มมากขึ้น เจ้าหญิงหิมะหันมองโอเชี่ยน ใบหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นซีดจัดไปแล้ว มองดูตอนนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าถ้าไม่รีบจบโดยไว โอเชี่ยนคงได้ตายคาที่แห่งนี้แน่!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #393 LoKi VampirE (@ri-j_yoh) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 10:45
    รอคาร่า ปรากฏกาย
    //ทีมคาราเมล
    #393
    0