Little Sheep or Werewolf แกะตัวนั้นที่มันเป็นหมาป่า

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 24,128 Views

  • 485 Comments

  • 1,075 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    19

    Overall
    24,128

ตอนที่ 48 : Little Sheep II :: ‘สวัสดี’{100per}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 245
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 มิ.ย. 60

Little Sheep II

สวัสดี

 

นับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างหนึ่ง ที่ท้องฟ้าในเช้าวันใหม่นั้นมืดครึ้มราวกับว่าพายุจะเข้า แดดที่เคยส่องแสงแยงตาเมื่อวานนี้หายไปราวกับว่ามันเป็นภาพลวงตา จะทิ้งเอาไว้ก็แค่แสงแดดอ่อนแรงที่ไม่อาจฝ่าหมู่เมฆด้านบนลงมายังพื้นโลกได้ แต่ไม่ว่าท้องฟ้าด้านบนจะมืดขนาดไหน มันคงเทียบไม่ได้กับจิตใจของชายหนุ่มคนหนึ่งที่มืดครึ้มยิ่งกว่าท้องฟ้าวันที่พายุฤดูร้อนเข้า หดหู่เสียยิ่งกว่างานศพ ฟังดูอาจจะเกินจริง แต่นี่มันไม่มีอะไรเกินจริงเลยแม้แต่นิดเดียว

“ไม่เอาน่า”

เสียงทุ้มร้องว่าอย่างให้กำลังใจ มือเรียวตบเข้าที่กลางโอเชี่ยนปุๆเพื่อให้คลายความกังวลใจและเมฆฝนเหนือหัวที่พ่อหนุ่มผมแดงก่อขึ้นเองลง ทว่านั่นไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลยแม้แต่นิดเดียว กลับกันมันเหมือนยิ่งจะทำให้โอเชี่ยนหมดอาลัยตายอยากไปกันใหญ่ เอพริลมองเพื่อนร่วมงานแล้วถอนหายใจยาว เท้าที่ก้าวเข้าไปในตัวตึกสูงละฟ้าค่อยๆช้าลงเรื่อยๆจนหยุดลงในที่สุดเมื่อคนด้านหลังหยุดฝีเท้าตัวเองลง

“ฉันกลับดีกว่า”โอเชี่ยนร้องว่าด้วยสีหน้าซีดเซียวแล้วหมุนตัวแจงจะเดินหนีกลับไปอย่างหน้าด้านๆ

เอพริลไม่ใช่คนโง่ เรื่องอะไรจะปล่อยโอเชี่ยนให้หนีไปเฉยๆ เขาเอื้อมมือไปดึงไหล่อีกฝ่ายกลับมามองตา รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากคุณแม่ประจำกลุ่ม โอเชี่ยนยิ้มตาม มองเห็นความหวังที่เป็นดั่งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ทว่าพริบตาเดียวหินก้อนยักษ์ก็หล่นลงมาปิดทางเข้าของแสงสว่างนั่น

“เข้าไป!

เอพริลสั่งเสียงแข้งพร้อมหมุนตัวโอเชี่ยนแล้วดันเข้าไปด้านใน ด้วยพลังแฝงบางอย่างในตัวที่ตื่นขึ้นมาทำให้พละกำลังของชายหนุ่มผมดำมีมากกว่าเพื่อนข้างตัวหลายต่อหลายเท่า เมื่อโอเชี่ยนไม่ยอมเดิน เอาแต่ส่ายหัวเหมือนเด็กโดนจับกินยาขม เอพริลเลยออกแรงลากร่างนั้นเข้ามาด้านในตึก ตรงไปยังโต๊ะประชาสัมพันธ์

“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้รับใช้คะ?”เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์สาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มน่าฟัง

เอพริลยกยิ้มน้อยๆก่อนจะล้วงหยิบเอาบัตรประจำตัวโวคออกมายื่นให้หญิงสาว ในขณะที่มืออีกข้างก็โอเชี่ยนเอาไว้ไม่ให้หนีไปไหน

“ผมเป็นตัวแทนจากสำนักงานใหญ่ครับ มาพบคุณเมย์ครายส์”

“หัวหน้ารออยู่ที่ชั้นสามสิบห้า เชิญเลยค่ะ”

หญิงสาวตอบอย่างเป็นมิตรพลางคืนบัตรให้แก่เอพริล ชายหนุ่มยิ้มรับเล็กน้อยพลางร้องขอบคุณตามมารยาทแล้วลากโอเชี่ยนเข้าลิฟต์ไปท่ามกลางสายตาแปลกใจละคนสงสัยของสมาชิกในเขตนี้

“ฉันอยากตาย...”

โอเชี่ยนร้องในขณะที่ลิฟต์แก้วกำลังขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ จากเลขหลักเดียวสู่เลขสองหลัก จากเลขหนึ่งนำหน้าสู่เลขสองและเลขสาม

“เอาไว้สู่กับพวกแบล็กโฮลจบก่อนเถอะ ถึงเวลานั้นอยากตายก็เอาเชือกไปเลย”เอพริลรำคาญเกินจะปลอบ เขาก็รู้ว่าโอเชี่ยนขยาดพี่ชายเขามากแค่ไหน แต่ไอ้ท่าทีอยากตายแบบนั้นมันออกจะเกินไป พี่ชายเขายังเป็นคนอยู่นะ ไม่ใช่ขยะอวกาศจะได้แขยงอะไรรุนแรงปานนั้น

ฝั่งโอเชี่ยนที่ได้รับอนุญาตให้ตายเต็มที่หลังจากจบศึกก็ได้แต่ไปนั่งกระซิกๆอยู่มุมลิฟต์ ไม่นานนักเจ้าลิฟต์แก้วก็เปิดออก เป็นอันว่าถึงที่หมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เอพริลเดินออกไปในขณะที่โอเชี่ยนเอามือกั้นประตูลิฟต์เอาไว้แล้วยื่นเท้าออกมาเพียงข้างเดียว บอกเป็นนัยๆว่าเขาพร้อมจะเผ่นทุกเมื่อถ้าเกิดเรื่องไม่ถูกจริตขึ้น

“พี่ครับ อยู่ไหนน่ะ?”

ชายหนุ่มผมเมองรอบห้องพร้อมทั้งส่งเสียงเรียก นัยน์ตาสีเดียวกับเส้นผมกวาดไปรอบห้องอันกว้างขวางเพื่อหาตัวพี่ชายที่ไม่พบหน้ากันมาแรมปี ทว่าไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตชนิดไหนอยู่ในห้องแห่งนี้เลย ที่โต๊ะทำงานก็ว่างเปล่า บนโซฟาสีขาวก็ไร้สิ่งมีชีวิต กระทั่งแมลงสักตัวยังไม่มีรอดเข้าสายตา เห็นแค่แจกันใบโตที่มุมห้องเท่านั้น โอเชี่ยนที่ยืนดูเชิงอยู่เลิกระแวงชั่วคราวพร้อมสาวเท้าออกมาจากลิฟต์ สายตาสอดส่ายไปทั่วแล้วเลิกคิ้ว

“ไม่อยู่เหรอ?”

“หาฉันอยู่เหรอ?”

เสียงกระซิบข้างหูทำให้โอเชี่ยนกระโดดออกข้างไปอย่างรวดเร็ว แต่เพราะอารามตกใจนั่นเลยทำให้ขาเจ้ากรรมสะดุดพรมเบื้องล่างอย่างไม่น่าให้อภัย หมาป่าแดงกำลังจะล้ม หากไม่ได้ท่อนแขนที่มีก้ามเนื้อพองามยื่นออกมาคว้าเอาดึงรั้งเข้าหาตัวประหนึ่งพระเอกละครเวที นัยน์ตาสีเขียวสบกับโอเชี่ยน ใบหน้างดงามคลี่ยิ้มนุ่มลึกอ่อนโยน ทว่าในสายตาโอเชี่ยนมันมีเพียงความน่าขนลุกก็เท่านั้น

“ปล่อยผมเถอะ...”โอเชี่ยนร้องเสียงสั่น

“พี่...”เอพริลร้องเรียกคนผมเงินก่อนจะเลิกคิ้ว”...อยู่ที่ไหนของห้องมาน่ะ ทำไมผมไม่เห็น”

“อ่อ”เสียงทุ้มร้องก่อนจะปรายตัวตาจากใบหน้าของโอเชี่ยนไปยังน้องชายของตน”พี่ก็เดินเล่นอยู่แถวๆนี้ เล่นเป็นแจกันบ้าง เล่นเป็นรูปปั้นบ้าง นายคงไม่ทันสังเกตเห็นน่ะ”

“เอพริล! พี่นายใช้พลังกับฉัน! ขยับไม่ได้! ฮื่อ!!

ชายผมแดงหวีดร้องด้วยท่าทีคล้ายจะเป็นลมทุกเมื่อ เอพริลทำหน้าเอ๋อๆ กำลังนึกว่าพลังของพี่ชายตนเองนั้นเป็นอะไร เหตุผลใดเพื่อนผมแดงถึงขยับไปไหนไม่ได้

“เอ่อ...เลิกปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆออกมาเถอะครับ ถึงดูเหมือนว่าจะไม่อันตราย แต่มันอาจจะส่งผลภายหลังนะ เขามีความสำคัญ ยังต้องใช้เขาต่อในอนาคต”

นิ้วของเอพริลชี้ไปที่เพื่อนสนิท โอเชี่ยนน้ำตาแทบไหลพราก หากเขาไม่มีความสำคัญต่อร่างของเซนเซย์ ก็คงจะถูกจับเอาไว้แบบนี้ใช่ไหม

“แหม น่าเสียดายจัง”

เมย์ครายส์ร้องอย่างเริงรื่น มือสองข้างปล่อยออกจากโอเชี่ยนอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เมื่อเป็นอิสระโอเชี่ยนก็พุ่งปู๊ดตรงไปหลบหลังเอพริลทันทีทันใด เมย์ครายส์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงไปยังทำงานของตนพร้อมหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับในมือ โอเชี่ยนยังทำการหลบให้พ้นรัศมีหนึ่งเมตรรอบตัวเมย์ครายส์ ชายผมเงินเสยเส้นผมของตนที่ปกหน้าขึ้นก่อนจะหันหลังพิงกับขอบโต๊ะทำงานแล้วเอ่ยกับแขกทั้งสอง

“เห็นข่าวแล้ว ความจริงร้ายแรงหรือว่าเบากว่าที่พวกสื่อประโคมกัน”

“ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันครับ ถ้าในด้านจิตใจก็นับว่าย่ำแย่เกินกว่าใครจะคิด แต่ถ้าในส่วนของความพร้อมก็ดีกว่าที่พวกนักข่าวบอกแน่ พอเห็นว่าเราทำอะไรกับพวกนั้นไม่ได้ก็เลยด่าเอาๆ รู้ว่ามันเป็นหน้าที่ที่เราต้องรับผิดชอบ แต่...”

“แต่ก็อดเอาเรื่องงานมาปนกับเรื่องส่วนตัวไม่ได้”เมย์ครายส์ขัดขึ้นพร้อมยกยิ้ม”รู้อยู่ว่าพวกนายโดนเล่นมาเยอะ ทำยังไงถึงพลาดปล่อยให้เจ้านั่นหลุดมือไปได้?”

“พี่รู้จักคา...เอ่อ...พี่บลูใช่ไหม?”

ชื่อนั้นเรียกสีหน้าเหม็นเบื่อที่ยากจะเกิดกับชายผมเงินออกมาได้อย่างฉับพลัน เมย์ครายส์โยนหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะก่อนจะกลอกตาอย่างสุดวิสัย เขาไม่รู้จะระบายความเหนื่อยหน่ายใจที่ตนมีต่อเจ้าของชื่ออย่างไรดี

“ก็แค่ไอ้ผู้ใหญ่ไม่รู้จักโต ไม่ค่อยได้คุยกันหรอก แต่ช่วงที่เจ้านั่นมาดูแลพวกนายก็ต้องเจอบ้างประปราย”ชายผมเงินตอบอย่างขอไปที เอพริลเองก็ไม่ได้ซักอะไรเพิ่มเติมเพราะเรื่องที่มาวันนี้ไม่ใช่ในเรื่องของคาราเมลแต่เป็นเรื่องที่อยู่ร่างของเซนเซย์ต่างหาก

“แล้วนี่แอมเบอร์เป็นไงบ้าง หมอนั่นไม่อาการหนักเหรอ?”

เพื่อเลี่ยงประเด็นที่ไม่น่าพูดถึงออก เมย์ครายส์เริ่มถามถึงเพื่อนของน้องชายอีกคนที่ไมได้มาด้วยวันนี้ ฝ่ายเอพริลเหลือบมองโอเชี่ยนพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ไม่รู้จะพูดอย่างไรเหมือนกัน จากเมื่อวานที่ลูนอสติดต่อมาคุยด้วย ดูเหมือนว่าจะทราบเรื่องแอมเบอร์ไม่เท่าไหร่ ทางแอมเบอร์เองเหมือนคงใช้เวลากับตัวเองให้มาก แค่ไม่รู้ว่าใช้ทำอะไรแบบไหน

“ช่างเถอะ ถ้านึกคำไม่ออกก็เอาเถอะ ตามจริงพ่อก็เล่าให้ฟังหมดแล้ว”

“เอ๊ะ? พ่อยังไม่ตายเหรอ?”

“ปากเสียจริงๆนะนายเนี่ย”โอเชี่ยนเป็นคนเอ่ยว่า แต่พอเห็นสายตาที่มองอย่างพึงพอใจของเมย์ครายส์ก็รีบหุบปากฉับแล้วหลบตัวเองไปอยู่ด้านหลังเอพริลต่อ

“เขาก็อยู่กับนายไม่ใช่เหรอ อย่าบอกว่าจำพ่อตัวเองไม่ได้”

ชายหนุ่มผมเงินเลิกคิ้วถามพลางใช้สายตามองหน้าน้องชายตนเองแบบงงๆ ฝ่ายเอพริลเองก็งงไม่แพ้กัน พี่ชายบอกกับตนวาพ่ออยู่กับเขา แต่เอพริลกลับไม่รู้เรื่องเลยว่ามีพ่ออยู่ใกล้ๆ งั้นพ่ออยู่ที่ไหน ในกกหูเขาเหรอ สถานที่นั้นพ่อไม่น่าจะไปอยู่ได้ หรือจริงๆพ่อตายไปแล้วเหลือแต่วิญญาณที่คอยขี่คอเขาไปไหนมาไหน

“ช่างเถอะ ถ้านายไม่รู้ก็แปลว่าพ่อคงเล่นอะไรอีก เขาไม่เคยคิดอะไรธรรมดาอยู่แล้วตั้งแต่ทำงานให้เบลเฟกอล”

โอเชี่ยนละทึ่งที่เมย์คายส์กล้าเรียกผู้ก่อตั้งโวคควบตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดด้วยชื่อเฉยๆ ไม่ใช่แค่ยศตามหลังที่ทำให้โอเชี่ยนรู้สึกเกรงใจ แต่อายุที่เป็นปริศนาของเบลเฟกอลต่างหากเล่าที่ทำเขากระดากไม่กล้าเรียกออกไปสุ่มสี่สุ่มห้า ได้แต่เรียกว่าท่านผบ.เพื่อความเป็นกลางที่สุด

“ว่าแต่...พี่รู้ใช่ไหมว่าพวกผมมากันทำไม?”

“อ่า...รู้สิ”

สองคำสุดท้ายสายตาของเมย์คายส์ย้ายไปที่โอเชี่ยน ชายหนุ่มขนลุกพรึ่บพรั่บเหมือนไปยืนโต้ลมหนาวที่เทือกเขาหิมาลัย ทว่านั่นไม่ใช่แน่ ความรูสึกของความหนาวสันหลังที่ว่ามันไล่ลงไปถึงก้นกบ แถมยังชวนขนลุกชนิดที่ลมหนาวที่ทำไม่ได้แน่ น้ำแข็งเหรออย่าหวัง

“ฉันไม่ทำงานฟรีนะ”ชายหนุ่มผมเงินว่าก่อนจะค้อมตัวลงไปเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานแล้วหยิบเอาตั๋วบางอย่างขึ้นมาโบก”นี่คือตั๋วเครื่องบินไปยังสถานที่ที่ร่างของหมาป่านั่นอยู่ แลกกับเวลาของโอเชี่ยนแค่หนึ่งนาที ถ้าปฏิเสธฉันก็จะฉีกทิ้ง ตั๋วนี่ได้มาฟรีอยู่แล้ว ไม่ได้ใช้สิทธิ์ความเป็นโวคเอามาด้วย”

แน่ล่ะ เมย์ครายส์ใช่ว่าจะเป็นคนขี้ริ้วขี้เหล่อะไร ทำไมจะใช้หน้าตาอำนวยความสะดวกให้ไม่ได้เล่า แค่ยกยิ้มคนทั้งโลกก็คงพร้อมจะเอาของที่พ่อคุณต้องการมาใส่พานแล้วคลานเข่ามาถวายให้แล้ว เรียกว่าใช้หน้าตาตัวเองได้เป็นประโยชน์ที่สุด ชนิดที่เอพริลไม่เคยเทียบติดเพราะเป็นชายหนุ่มบริสุทธิ์ที่แสนจะขี้อาย ผิดกับพี่ชายอย่างเมย์ครายส์ที่ขยันบริหารเสน่ห์ทุกครั้งที่มีโอกาสโดยไม่เลือกเพศ เสียอย่างเดียวที่เสน่ห์นั่นไม่ได้ผลกับโอเชี่ยน

“คุณพี่! ผมถามจริงจะเอาอะไรกับผมนักหนา!”โอเชี่ยนยื่นหน้าออกจากหลังเอพริลพลางร้องว่าเสียงสูงปี๊ด นั่นเรียกรอยยิ้มกระตุกจากใบหน้าของเมย์ครายส์ได้เป็นอย่างดี

“จะเอาอะไรกับนาย...เหรอ? ก็แค่อยากสำรวจเอง”

คำที่เน้นเล่นซะโอเชี่ยนแทบวิ่งทะลุกระจกลงไปนอนเดี้ยงด้านล่าง เขายอมตายดกว่าถูกเมย์คายส์สำรวจ มันต้องไม่ใช่การสำรวจแบบบุกเบิกทวีปของโคลัมบัสแน่ มันจะออกมาในแนวทางไหนโอเชี่ยนก็ไม่อยากคิดทั้งนั้น

“เอาน่าโอเชี่ยน เพื่อพี่บลู”

“ว๊าก!!!

ว่าไม่วาเปล่า เอพริลยังดึงร่างเพื่อนออกมาแล้วผลักให้พี่ชายตนอีกต่างหาก โอเชี่ยนผู้โชคร้ายไม่ได้คิดว่าจะถูกดึงออกมาอย่างกะทันหันเลยไม่ทันได้ตั้งตัวสักนิด พริบตาเดียวก็มาอยู่ในกำมือของเมย์ครายส์แล้ว ยิ่งเห็นสายตาที่มองมาของคนผมเงิน โอเชี่ยนยิ่งสาบานในใจว่าจะเลิกลวนลามผู้หญิงผ่านสายตา เพราะมันเป็นอะไรที่น่ากลัวมากจริงๆ

“อืม...ก้ามเนื้อนายมากขึ้นนะโอเชี่ยน ผิวเข้มขึ้นมาหน่อย อืม...แต่ผมนายหอมใช้ได้”

โอเชี่ยนได้ยินเสียงสูดลมหายใจฟอดใหญ่ พยายามไม่จินตนาการอะไรว่าเมย์ครายส์กำลังทำอะไร เขาเอาแต่หลับตาปี๋ ไม่กล้ามองอะไร กระทั่งแม้ว่าเสียงหัวเราะทุ้มๆนั่นจะดังอยู่ข้างหู โอเชี่ยนก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

“ไม่ต้องกลัวขนาดนั้น ถึงฉันจะได้ทั้งชายและหญิง แต่ก็ไม่ทำอะไรน้องชายที่น่ารักหรอกนะ”

ก็ผมไม่ใช่น้องคุณพี่นี่ครับ! โอเชี่ยนโวยในใจลั่นแต่ไม่กล้าออกเสียงไป มือที่จับล็อกต้นแขนเขาเอาไว้ไล่ลามขึ้นมาถึงไหล่และลำคอ โอเชี่ยนขนลุกวูบ แต่มือนั้นก็ไล่ผ่านขึ้นมาบนหัวอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ถูกดึงเข้าไปกอด ฝ่ามือนั้นลูบหัวโอเชี่ยนช้าๆ พลางกระซิบข้างหูอย่างโรมแมนติก...

“...แต่พี่น้องได้กันเองก็น่าสนนะ..”

กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

โอเชี่ยนกรีดร้องในใจพลางส่งสายตาขอความช่วยเหลือ ตอนนี้สภาพโอเชี่ยนเข้าใกล้ภาพวาดเดอะสกรีมมากขึ้นทุกทีๆ ฝั่งคนถูกขอความช่วยเหลือทำเพียงยิ้มอ่อน ทั้งที่เวลาเลยหนึ่งนาทีตามที่ตกลงไว้ไปแล้ว แต่เพื่อความพึงพอใจของพี่ชาย เอพริลยอมถวายเพื่อนรักให้ไปเลยทั้งคน!

“อนาคตข้างหน้าคนที่ต้องหันดาบให้อาจจะเป็นพี่น้อง ฉันอยากให้นายมั่นใจว่าความรักของครอบครัวมันไม่ด้อยค่า บลูมันไม่ได้มีสายเลือดเกี่ยวดองกับพวกนายแต่มันยังรักพวกนายขนาดนั้น ฉะนั้นกับคนที่มีสายเลือดเดียวกัน มีเหรอที่จะไม่มีเยื่อใยต่อกันเลย จะทำอะไรในอนาคตก็คิดให้ดีๆโอเชี่ยน ฉันก็รักนายไม่ต่างจากที่บลูรัก จำเอาไว้ว่าต้องดูแลตัวเองให้ดี”

เสียงทุ้มว่าอย่างอ่อนโยน แม้การฝังจมูกลงบนเส้นผมตอนท้ายจะชวนสยอง แต่โอเชี่ยนก็อดยอมรับไม่ได้ว่าคำพูดของเมย์ครายส์ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นอย่างน่าประหลาด ชายผมเงินผละออกไปแล้ว พร้อมกันนั้นก็เดินไปยื่นตั๋วเครื่องบินสองใบให้แก่เอพริล จากนั้นก็กอดน้องชายแท้ๆหนึ่งทีแน่นๆเป็นการให้กำลังใจและทนแทนช่วงเวลาที่ไมได้อยู่ด้วยกัน

“ระวังตัว”

กับน้องชายเมย์ครายส์พูดแค่สั้นๆ แต่มีรอยยิ้มอ่อนโยนยิ่งกว่ามอบให้ มือเรียวขยี้หัวเอพริลเบาๆ นั่นทำให้คุณแม่แห่งโวคขยับยิ้มพร้อมพยักหน้าหงึกหงัก

“ไปเถอะ เวลาไม่คอยท่า”

ชายผมเงินว่าพลางใช้คางชี้ไปทางประตูลิฟต์ที่เปิดออก เอพริลพยักหน้ารับก่อนหันไปกวักมือเรียกโอเชี่ยนแล้วเดินเข้าลิฟต์นำไป ชายผมแดงหน้าเหรอหราก่อนจะวิ่งตามเพื่อนของตนไป ทว่าฝีเท้ากลับหยุดลงที่หน้าลิฟต์ เอพริลเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นโอเชี่ยนก้มหน้า

“เอ่อ...ขอบคุณนะครับ”

เมย์ครายส์ได้ยินเสียงแผ่วๆของโอเชี่ยน พร้อมกันนั้นก็เห็นใบหูที่แดงชัดกับสายตาล้อเลียนของเอพริล ชายผมแดงวิ่งเข้าลิฟต์ไป ประตูลิฟต์ปิดลงทั้งที่เขายังหันหลัง ร่างสองร่างหายไปจากสายตาของเมย์ครายส์ แต่ชายหนุ่มยังคงยิ้มกร่อมพลางยกมือขึ้นมาปิดรอยยิ้มกว้างของตน

“แล้วแบบนี้จะให้ฉันเลิกหลงนายยังไงโอเชี่ยน”

 

“จริงๆแล้วก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดนี่”

เอพริลเปิดประเด็นหลังจากขึ้นมาอยู่บนเครื่องบินได้สักพัก ทั้งคู่กำลังรอเครื่องออก สถานที่ที่จะไปคือทางตอนเหนือของโลกที่มีอากาศหนาวเย็น เสื้อผ้าขนสัตว์ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้พร้อม เพราะทันทีที่ลงมาจากห้องของเมย์ครายส์ก็มีรถหรูรออยู่หน้าตึก พ่อบ้านสุดเนี๊ยบรายงานว่าสัมภาระทุกอย่างของโอเชี่ยนและเอพริลอยู่ในรถแล้ว ทั้งยังเช็กเอาท์ออกให้พร้อมเสร็จแล้วด้วย เหลือแค่เพียงทั้งคู่เดินทางไปยังสนามบินแล้วขึ้นเครื่องเท่านั้น กระทั่งพาสปอร์ตและวีซ่าก็เตรียมให้หมดแล้ว เรียกว่าเมย์ครายส์บริการทุกระดับประทับใจจริงๆ

“ก็ใช่ แต่มันก็แปลกๆ...”โอเชี่ยนร้องแล้วลูบต้นคอ

“ก็ดูนายโอเคกับพี่เขา เอาน่า ถึงจะแปลกแบบนั้นแต่เขาก็ใจดีนี่”

ก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้ซะทีเดียวว่าพี่ชายมีรสนิยมแบบไหน แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้ซะทีเดียวว่าเมย์ครายส์สนใจในตัวโอเชี่ยนทำนองไหน แต่ก็แค่ปล่อยผ่านไปเพราะมันเป็นเพียงความรู้สึกอย่างหนึ่ง โลกยังเปิดกว้างได้ทำไมเอพริลจะเปิดกว้างบ้างไมได้ โอเชี่ยนเองก็ไม่ได้ถึงกับรังเกียจ แค่ออกจะหวาดกลัวเท่านั้น พี่ชายของเอพริลเองก็รับรู้จุดนั้นดี นอกจากแกล้งหยอกบ้างพอสนุกสนานแล้ว ก็ไม่ทำอะไรมากเกินไป

“อยากได้ฉันเป็นพี่สะใภ้มากหรือไง?”โอเชี่ยนว่าเสียงเขียว

“อุ๊ย! ใส่ตำแหน่งมาพร้อมสับ ไม่คิดว่าจะได้เป็นพี่เขยเลยสินะ”

โอเชี่ยนหน้าแดงแป๊ดเมื่อถูกว่าแบบนั้น เขาทำแก้มพองลมแล้วหันหน้าหนีทางหน้าต่าง แกล้งหยิบที่ปิดตาขึ้นมาสวมเตรียมหลับ แต่เพราะเสียงเรียกเข้าที่ดังขึ้นเพราะมีข้อความใหม่นั่นทำให้เขาไมได้แกล้งหลับอย่างใจนึก ทั้งยังต้องมาทนมองสายตาล้อเลียนจากเอพริลอีก

“พี่ส่งมาเหรอ?”

“จะบ้าหรือไง?”โอเชี่ยนว่าเสียงฉุนๆก่อนจะเปิดดู

บนชื่อผู้ส่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งนั่นหมายถึงไม่ใช่คนรู้จักที่มีเบอร์มือถือกันอยู่แล้ว โอเชี่ยนขมวดคิ้วก่อนจะไล่ลงมองข้อความที่แนบมา เพียงไล่สายตาอ่านดวงตาสีส้มก็วูบไหว

“เอพริล...ลูนอสบอกว่าแอมเบอร์ไม่ได้อยู่ที่บ้านพัก”

“เขาออกไปผ่อนคลายมั้ง”

“...ฉัน...จะกลับ...”

โอเชี่ยนว่าพลางแจงจะลุกขึ้น เอพริลรีบเอื้อมมือไปดึงโอเชี่ยนลงมานั่งที่เดิม สายตาหวาดหวั่นเหมือนเด็กกลัวอะไรสักอย่างนั่นทำเอาเอพริลรู้สึกไม่ดีไปด้วย แอร์โฮสเตสที่เดินผ่านมาเห็นท่าทางโอเชี่ยนก็นึกว่ากลัวเครื่องบินเลยรีบมาดูแล เอพริลหันไปตอบด้วยภาษาเดียวกับเธอ บอกเป็นทำนองว่าเขาจัดการได้ ถ้าเหนือบ่ากว่าแรงยังจะเรียกเอง แอร์โฮสเตสสาวไม่วางใจนัก แต่ก็ยอมเดินออกไปแต่โดยดี

“มันไม่แย่ขนาดนั้นหรอกโอเชี่ยน”

“นายรู้ได้ไง? เราเพิ่งเสียพี่บลูไป ถ้าต้องมาเสียใครอีก...ฉัน...ฉันรับไม่ไหว?”

โอเชี่ยนวางมือถือลงบนตัก สองมือยกขึ้นกดตาตัวเองก่อนจะก้มหน้าลง หมาป่าน้ำเงินเหลือบมองโทรศัพท์มือถือของโอเชี่ยนแล้วยื่นมือหยิบมันมาเก็บไว้กับตัวชั่วคราว กันอีกฝ่ายออกจากข่าวสารเพื่อไม่ให้เกิดความวิตกกังวลมากเกินไป เอพริลอยากจะด่าอยู่หรอกเรื่องการคิดมาก แต่เขาเข้าใจดีว่าโอเชี่ยนอยู่ในสภาวะของคนที่ไม่พร้อมรบที่สุด เหมือนเด็กโข่งอย่างที่คาราเมลเคยว่าเอาไว้

“เอาแบบนี้โอเชี่ยน นายฟังฉัน สิ่งที่เราต้องทำมีความสำคัญมาก มันชี้ชะตาของเราทุกคน ชี้เลยว่าคาราเมลจะกลับมายืนข้างเราไหม ส่วนแอมเบอร์ ถ้าเขาเป็นอะไรไปจริงๆ คิดว่ากลับไปตอนนี้นายจะช่วยอะไรได้เหรอ”

“แต่...”

“ดูสภาพตัวเองก่อนโอเชี่ยน”เอพริลขัดก่อนชายผมแดงจะได้พูดจบ”นายพร้อมสู่กับใครที่ไหน มากสุดคนเป็นได้แค่ฝ่ายสนับสนุน เพราะแบบนั้น การหาร่างเซนเซย์คือทางเลือกที่ดีที่สุด ไว้ใจฉัน เชื่อใจแอมเบอร์ หมอนั่นไม่มีทางเป็นอะไรไปง่ายๆหรอก”

แล้วเอพริลก็หลุดด่าโอเชี่ยนออกไปจนได้ ถึงจะเป็นคำที่ไม่แรงนักแต่ก็ชวนไม่น่าชอบใจอยู่ดี โอเชี่ยนเองก็สงบลงในระดับหนึ่ง เอพริลตบหลังอีกฝ่ายเบาๆแล้วบอกให้ทางนั้นพักผ่อนซะ บังคับสวมผ้าปิดตากันเลยด้วยซ้ำ หลังจากบังคับให้โอเชี่ยนนอนไม่นานเครื่องก็ขึ้น มือถือถูกเปิดโหมดเครื่องบินตามคำแนะนำของแอร์โฮสเตส เอพริลหย่อนเครื่องของโอเชี่ยนลงในกระเป๋าตนเองพลางเหลือบตามองคนที่หลับไปแล้วจริงๆ ใจก็ภาวนาว่าอย่าเกิดอะไรขึ้นกับแอมเบอร์อย่างที่โอเชี่ยนเป็นกังวลเลย เขาเองไม่พร้อมรับการจากลาของใครอีกแล้วเหมือนกัน

เอพริลหลับไปหนึ่งตื่นใหญ่ๆ เขาได้สติเพราะเสียงประกาศว่าเครื่องบินกำลังจะลงจอดของแอร์โฮสเตส ชายหนุ่มขยี้ตาพลางมองโอเชี่ยน ไม่คิดว่าทางนั้นจะหลับลึกแบบนั้น เอพริลถอนหายใจก่อนจะเอื้อมมือไปเขย่าตัวโอเชี่ยน วินาทีที่สัมผัสลงบนร่างของเพื่อนสนิท ความร้อนที่มากเกินว่าร่างกายของมนุษย์ไหลมาตามสัมผัส เขาเขย่าตัวโอเชี่ยนสองทีทางนั้นก็ลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่โอเชี่ยนทำไม่ใช่การดึงผ้าปิดตาออก แต่เป็นการกดลงที่ขมับ

“นายไม่สบายเหรอ?”

“...ไม่หรอก”

“ตัวนายร้อน”

“มือนายเย็น”

พอโดนเถียงแบบนั้นแล้วเอพริลก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ประเด็นคือโอเชี่ยนก็สามารถผ่านด่านตรวจกักกันโรคของสนามบินไปได้อย่างสบายๆ ชายหนุ่มนั่งหน้ามึนรอเอพริลอยู่ที่ม้านั่งริมฟุตบาตร หมาป่าน้ำเงินได้รับโทรศัพท์จากพี่ชายเรื่องร่างของเซนเซย์ จะว่าไปพี่เขาก็ไม่ได้ให้รายละเอียดมา พวกเขาก็ร้อนใจรีบออกมาในทันทีแบบนั้น ทางเมย์ครายส์หัวเราะกับความเหวอของน้องชายก่อนจะเอ่ยบอกว่าจะมีคนไปรับ แล้วเดี๋ยวก็จะพาไปหาร่างของเซนเซย์ด้วย

“นี่มีคนรู้กี่คนกันเนี่ย?”เอพริลถามพลางเลิกคิ้ว สายตาเหลือบมองโอเชี่ยนเล็กน้อยเพราะกลัวว่าทางนั้นจะไข้พุ่งแล้วน็อกไป

[คนรู้ที่อยู่น่ะเยอะ แต่รู้ว่าเป็นอะไรน่ะน้อย มีแค่พี่นี่แหละมั้ง]

“หมายความว่าไง?”

[เดี๋ยวก็รู้เองนั่นแหละ ว่าแต่โอเชี่ยนโอเคอยู่ไหม]

เอพริลเลิกคิ้วเมื่อพี่ชายถามถึงเพื่อนตน ดวงตาสีดำเหลือบมองโอเชี่ยนอีกครั้งก่อนจะกรอกเสียงใส่เครื่องมือสื่อสาร

“นี่พี่ไม่ได้วางยาเขาใช่ไหม?”

[หมอนั่นวางยาตัวเองต่างหาก เครียดเสียขนาดนั้น เมื่อคืนได้นอนหรือเปล่าก็ไม่ค่อยแน่ใจ ระบบภายในหมอนั่นทำงานแปลกๆ ก็ห่วงอยู่เหมือนกันว่าจะเป็นอะไรไหม ยังไงก็ดูแลพี่สะใภ้ด้วยแล้วกัน]

“เหอะ กับน้องนี่ไม่ห่วงใช่ไหม?”

[โอ๋ๆ อย่าน้อยใจ เออ แค่นี้ก่อนนะ ต้องไปทำงานแล้ว]

เอพริลกรอกเสียงตอบรับไป ทางนั้นเอ่ยลาอีกสองสามคำแล้ววางสายไป นัยน์ตาสีดำเหลือบมองโอเชี่ยนเป็นรอบที่ร้อยของวัน เขาไม่อยากจะมองตรงๆเดี๋ยวทางนั้นจะบ่นเอาอีกว่าเขาห่วงเกินกว่าเหตุ แต่มันก็น่าห่วงจริงๆ แล้วอีกอย่างเอพริลรู้สึกว่าตัวเองน่าโกรธไม่น้อย โอเชี่ยนอยู่กับเขาตลอดเขากลับไม่รู้ว่าทางนั้นเครียดในระดับที่ร่างกายทำงานผิดปกติ เมย์ครายส์เจอแค่ไม่นานกลับดันมารู้ซะได้ เสียเชิงชะมัด แต่ก็สมกับเป้นชายผู้ติตดามอี่ยนทุกความเคลื่อนไหวจริงๆ

“พี่บอกว่าเดี๋ยวมีคนมารับ”เอพริลเอ่ยทันทีที่เดินเข้าใกล้เพื่อน

“อ่าฮะ”

โอเชี่ยนร้องตอบช้าๆ ท่าทางเหมือนพร้อมจะหลับไปได้ทุกเมื่อ เอพริลคันไม้คันมืออยากจะวัดไข้อีกฝ่าย แต่เพราะเจ้าตัวยืนกรานว่าไม่เป็นอะไร เอพริลก็ไม่อยากจะขัดใจ ได้เตรียมวางแผนให้โอเชี่ยนได้พักผ่อน จะโทร.ไปบอกพวกเบลเฟกอลว่าอาจจะช้าไปสักหน่อยเพราะโอเชี่ยนล้มป่วยกะทันหัน...ทางที่ดีบอกทริปเปิ้ลน่าจะดีกว่า เบลเฟกอลเองก็อาจจะเครียดในระดับไม่แพ้กัน

“คุณชายเอพริลครับ คุณชายเมย์ครายส์สั่งให้ผมมารับ”

เอพริลหันควับเมื่อได้ยินเสียงสุภาพคุ้นหู พอหันไปก็พบว่าเป็นชายวัยกลางคนท่าทางแข็งแรง ผิวสีดำแดงทำให้ดูน่ากลัวไม่น้อย แต่สีหน้าอ่อนน้อมสุภาพทำให้เอพริลนึกออกในทันทีว่าคนคนนี้เป็นใคร

“คุณมาร์ท!

เขาคือชายที่ทำงานเป็นคนสวนในบ้านเขาเมื่อห้าหกปีก่อน ตอนนั้นทั้งเขาและเมย์ครายส์ยังอยู่ในบ้านหลังใหญ่ร่วมกันกับโอเชี่ยนและแอมเบอร์ แต่เพราะการเรียนและหน้าที่ทำให้พวกเขาต้องละจากบ้านหลังนั้นมา รวมทั้งคนงานส่วนใหญ่ที่ต้องออกจากงานไปด้วย เอพริลยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดี พอคิดว่าคนนำทางเป็นคนใกล้ตัวก็รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ

“ท่านนั้น...”

“โอเชี่ยนไงครับ”เอพริลว่าด้วยรอยยิ้ม

“ทั้งคู่โตขึ้นมากจริงๆครับ โดยเฉพาะท่านโอเชี่ยน บรรยากาศรอบตัวดูแปลกไป”

เอพริลได้แต่ยิ้มแห้งๆ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าโอเชี่ยนเปลี่ยนไปจริงๆหรือแค่แปลกไปเพราะว่าเรื่องที่เจอในตอนนี้กันแน่

“เอาเป็นว่าไปพักผ่อนกันก่อนเถอะครับ เดินทางกันมาเหนื่อยๆ”

มาร์ทตรงเข้าไปหยิบของขึ้นรถ เอพริลได้แต่แนะนำกับโอเชี่ยนว่าคนคนนี้คือใครและจะมาทำหน้าที่อะไร ฝ่ายชายผมแดงได้แต่พยักหน้ารับเรียบๆ ไม่ช่างพูดช่างจาเหมือนเก่า เอพริลเลยจำใจต้องกระซิบบอกมาร์ทไปว่าเพื่อนผมแดงกำลังไม่สบาย ก็คงปวดหัวไม่อยากพูด อย่าได้ถือสาใส่ใจ มาร์ทเองก็เป็นคนไม่คิดอะไร กลับกันยังรูสึกห่วงโอเชี่ยนอีกด้วย

รถหรูแล่นออกจาสนามบินไป เอพริลหวังว่าจะหาร่างเซนเซย์เจอโดยไว เพราะเขาไม่อยากจะอยู่ที่นี่นานนัก มันน่าจะมีอิทธิพลมาจากโอเชี่ยน เขาถึงได้เป็นห่วงแอมเบอร์ขนาดนี้ ไม่ได้การแล้วต้องรีบทำงานแล้วกลับไปดูจริงๆเสียแล้วสิ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #392 Yuiครัช (@kirono_karoei) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 14:15
    เย้มาต่อแล้วรอนานมากกกก
    มาต่อไวๆน่า
    #392
    0