Little Sheep or Werewolf แกะตัวนั้นที่มันเป็นหมาป่า

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 24,296 Views

  • 485 Comments

  • 1,072 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    34

    Overall
    24,296

ตอนที่ 42 : Little sheep eleven::คุณผิดสัญญา[150per]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 469
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    5 ต.ค. 58

Little sheep eleven

คุณผิดสัญญา

 

“อะไรคือการทำเองแล้วมานั่งทำหน้าเหมือนคนท้องผูกแบบนี้ล่ะครับ หัวหน้า?”

ชายหนุ่มผมน้ำตาลถามพลางกลั้วหัวเราะเมื่อมองเห็นหัวหน้าของตนนั่งท้าวคางมองท้องฟ้าจากระเบียงแหล่งกบดาน คิลเลอร์เบนสายตามามองคนพูดก่อนจะเบนกลับไปทางเดิม

“นี่อย่าบอกนะครับว่างอน”

“นายก็รู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหน”

นอกจากจะไม่ตอบแล้วคิลเลอร์ยังพูดไปถึงเรื่องอื่น ใบหน้าไม่มีรอยยิ้มเหมือนที่ชอบทำเพื่อยั่วโทสะบ่อยๆ ตอนนี้มันเรียบเฉยจนเกรงว่าจะเป็นคนละคนไปด้วยซ้ำ ชินเรย์เลิกคิ้วเมื่อได้ยินคำตอบที่ไปคนละทางจากปากคู่สนทนาก่อนสุดท้ายเขาจะทรุดตัวนั่งลงยังเก้าอี้อีกตังที่ว่าง

“ก็เป็นคนที่ใจดีและอบอุ่นมากเลย แต่บางครั้งที่เหมือนเด็กเอาแต่ใจ”

“แล้วก็เป็นคนที่หักหลังได้ยากที่สุด”

คิลเลอร์ว่าขึ้นเรียบๆพลางมองท้องฟ้าสีครามที่สดใสแต่งต่างจากความรู้สึกในใจ ชินเรย์มองอีกฝ่ายแล้วเบนสายาขึ้นมองท้องฟ้าบ้าง มันอาจจะใช่อย่างที่คนผมแดงว่ามาก็ได้ คาราเมลเป็นคนที่หักหลังยาก เพราะเด็กคนนั้นเต็มไปด้วยความเชื่อใจที่บริสุทธิ์ บริสุทธิ์เสียจนนึกว่าเด็กแรกเกิดที่ไม่เคยผ่านอะไรมาเลยในชีวิต ทั้งที่ฆ่าคนได้โดยไม่ลังเล ทั้งที่เขาคนนั้นเลือดเย็นจนสิ่งที่เรียกว่าหัวใจมีหน้าที่แค่สูบฉีดเลือดในร่างกายเท่านั้น มีความหมายแบบรูปธรรม แต่ในทางนามธรรมมันไม่มีความหมายอะไรเลย

“แต่เราก็ทรยศหักหลังเขามาแล้วนี่ครับ”

คิลเลอร์ปรายตามองคนพูดเพียงหางตา คนพูดไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรนอกจากยิ้มบางๆที่มุมปากแบบปกติ ถ้าเทียบกันแล้วช่วงเวลาที่ชินเรย์ใช้กับคาราเมลมีน้อยหว่าที่คิลเลอร์ใช้กับคาราเมลหลายเท่า ความผูกพันมีน้อยกว่าแต่ทว่าความเทิดทูนมีมากจนไม่คิดว่าตนเองจะทรยศได้ลงด้วยซ้ำ แต่เขาก็มีเรื่องต้องทำ

“รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพระเจ้าเลย”

ชายผมแดงว่าพลางยืดแขนขึ้นเหนือหัวก่อนจะลดมันลงมาประสานที่หลังคอ นัยน์ตาสีเขียวฉายแววตาที่อ่านไม่ออกออกมาก่อนจะเบนดวงตาสีเขียวมรกตไปมองคนผมน้ำตาลที่มองเขาด้วยความสงสัย

“ยังไงครับ?”

“ก็ผมกำลังจะทำลายโลกที่สร้างมากับมือนะสิ รักมากด้วยนะโลกใบนี้น่ะ”คิลเลอร์ว่าแล้วหัวเราะแผ่ว

ชินเรย์มองคิลเลอร์แล้วหัวเราะขึ้นมา ใบหน้าเงยขึ้นรับผมที่พัดเข้ามาก่อนจะตอบกลับไป

“เช่นกันเลยครับ”

กำปั้นของหัวหน้าและลูกน้องชนกันเบาๆเป็นสัญลักษณ์อะไรก็ตามแล้วแต่คนจะคิด ชินเรย์หัวเราะเบาๆพร้อมหัวใจที่ปริร้าว เหมือนคิลเลอร์ที่อกข้างซ้ายชาไปทั้งแทบ

“นี่!!! มาอยู่นี่เอง ทำไรกันน่ะ?!

“มิดไนท์”

คิลเลอร์หันไปเรียกชื่อคนที่เพิ่งโผล่เข้ามา ชายหนุ่มที่มีใบหน้าเหมือนหนึ่งในศัตรูฉีกยิ้มกว้างสดใสราวเด็กน้อยไร้เดียงสา ในมือมีกล่องแบนๆที่กว้างเอาการหนึ่งใบอยู่ สองคนที่นั่งอยู่ก่อนหน้าเลิกคิ้วมองก่อนจะเป็นชินเรย์ที่ถามกลับไป

“ไปไหนมาน่ะครับ แล้วในมือนั่นอะไร?”

“ไปเที่ยวมา”ว่าจบก็ยกมือขึ้นสะบัดผมหนึ่งทีด้วยท่าทางเก๊กๆแล้วก็ดันหัวเราะออกมาเสียเอง

“อะไรของเขา”คิลเลอร์พึมพำแต่ก็หัวเราะด้วยเหมือนกัน

“สรุปในมือนั่นอะไรครับ”

“เกมเศรษฐี เล่นกัน ระหว่างรอ”

มิดไนท์ตาเป็นประกายแวววับก่อนจะวางกล่องใบนั้นลงบนโต๊ะ จัดการแกะของในกล่องออกมาวางไว้บนโต๊ะ มีทั้งกระดาษที่ใช้เป็นกระดานเล่นเกม เงินปลอม โฉนดที่ดินในเกม บัตรเสี่ยงโชคทั้งสองสี หมากที่ใช้เดินสี่ตัว และลูกเต๋าอีกสองลูก

“ฉันขอตัวสีแดงจ้า”มิดไนท์ว่าแล้วหยิบไป

“ผมเอาสีเขียวนี่แล้วกัน หัวหน้าเอาสีอะไรครับ?”

“อืม...สีขาวแล้วกัน”

เมื่อแจกตัวเดินจนครบสามตาสามคู่กลับมองไปยังหมากหนึ่งตัวที่เหลือ มันเป็นหมากสีดำที่นอนนิ่งอยู่ที่ก้นกล่อง มิดไนท์มองมันแล้วกระพริบตา

“เหมือนตัวหนึ่งแหละคิล”

คนถูกเรียกมองหมากสีดำตัวนั้นก่อนจะหยิบมันขึ้นมาตั้งบนกระดาษพลางยิ้มมุมปาก

“เดี๋ยวก็มีคนมาเล่นแล้วล่ะครับ”

 

บรรยากาศที่ที่ทำการหลักของโวคมันระอุเกินไป แอมเบอร์ขอตัวกลับไปที่ห้องของตัวเองมาสามวันแล้วและไม่มีท่าทีจะกลับมาที่ทำการหลักอันเป็นสถานที่อารักษ์คาราเมลแม้แต่น้อย เอพริลอาการแย่ลงจนถูกโอเชี่ยนสั่งห้ามไม่ให้ออกมาจากห้องไม่ว่าจะห่วงคาราเมลแค่ไหน บรรดาอาจารย์ต่างสงบลงจนน่ากลัว โยกังกับลูนอสนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างไม่ขยับไปไหนเลยนอกจากไปอาบน้ำและทำธุระส่วนตัว เบลเฟกอลนั่งบนโซฟาเงียบๆพร้อมเอาผ้าปิดตาปิดตาไว้จนเหมือนคนตาย ทางทริปเปิ้ลก็หาตัวไม่เจอเลย เบสเซลอารักขาอยู่ด้านล่างตึกเพราะอยู่ด้านบนไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น และคนสุดท้าย...คาราเมล เด็กหนุ่มนั่งบนโซฟาเงียบๆ หมุนรูบิคในมือไปเรื่อยและมันไม่มีท่าทีจะเป็นสีเดียวกันทั้งหกด้านสักที

“คาราเมล”

สุดท้ายความเงียบที่ดำเนินมายาวนานก็หยุดลงจากปากของผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยโวค เบลเฟกอลเปิดที่ปิดตาออกด้วยใบหน้าที่บ่งบอกว่าที่ผ่านมาหลับมาตลอดจริงๆ คาราเมลหยุดมือที่หมุนรูบิคลงแต่ไม่มีปฏิกิริยาใดตอบรับ

“ไปอาบน้ำแล้วกินข้าวซะไป”

คาราเมลนิ่งเงียบไม่ขยับ ไม่แม้แต่จะมีสัญญาณว่าได้ยินคำสั่งด้วยซ้ำ เบลเฟกอลเปิดปากหาวไม่ได้สั่งซ้ำแต่กลับลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปอุ้มร่างนั้นขึ้นพาดบ่า

“ทำบ้าอะไร!

“พูดได้ด้วยเหรอ เห็นเงียบๆนึกว่าเธอเป็นใบ้”

เบลเฟกอลปลายตามองแล้วแย้มยิ้มก่อนจะโยนคาราเมลเข้าห้องน้ำไปแล้วปิดประตูห้องน้ำ

“นี่! เปิดประตูนะครับ!

คาราเมลออกปากโวยวายพลางทุบประตูห้องน้ำรัว เบลเฟกอลยิ้มขำก่อนจะเคาะกลับไปที่ประตูห้องน้ำสองสามครั้ง

“อาบน้ำซะ ฉันจะทำกับข้าวให้กินแล้วก็...เราจะไปหาแอมเบอร์กัน”

พอคำสุดท้ายหลุดออกมาจากปากเสียงของคาราเมลก็เงียบลง ผู้บัญชาการสูงสุดเค้นยิ้มเย็นชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยเบาๆ

“ฉันไม่ยอมให้เขามาทิ้งสุดที่รักฉันไปง่ายๆแน่”

สิ้นคำเบลเฟกอลก็หมุนตัวออกไปจากตรงนั้น ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมาจนผมขาวๆสะบัดเบาๆ สองมือยกขึ้นกอดอกแล้วพึมพำเบาๆ

“ดื้อจริงๆ ใครเลี้ยงมาน้า”สิ้นคำพูดชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นจากพื้น เขาพบว่านิ้วมือของทุกคนในห้องชี้มาทางเขาเป็นทางเดียว

“ไม่เอาน่าไม่เอา

ชายผมขาวยิ้มร่าเริงก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัว ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นปริศนาว่าทำไมที่ทำการหลักของโวคถึงมีห้องครัวแบบภัตรคานอยู่ได้

 

“นี่มัน...กะเลี้ยงทั้งหมู่บ้านหรือไงครับ?”

คาราเมลว่าพลางลดความเร็วมือที่เช็ดผมตัวเองอยู่ด้วยใบหน้าอึ้งๆ กลางห้องที่พักมีโต๊ะตัวยาวตั้งเอาไว้ บนโต๊ะมีอาหารสารพัดว่างเรียงจนเผลอคิดว่าหลงเข้ามาผิดที่ เบลเฟกอลหัวเราะร่าอยู่ข้างโต๊ะในขณะที่วางอาหารจานสุดท้ายลง ชายหนุ่มสวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูหวานแว๋วที่ไม่แน่ใจว่า...มันเข้ากับเจ้าตัวได้ยังไง

“แอบไปซื้อที่ไหนมา บอกข้ามาซะ”เซนเซย์ที่ตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นอาหารเค้นเสียงถาม ลูกหมาป่าขาวเดินวนไปวนมาอยู่ด้านล่างโต๊ะอาหาร จมูกสีดำขยับฟุดหิดๆเพื่อสูดกลิ่น

“ฉันจำเป็นต้องซื้อด้วยเหรอ?”เบลเฟกอลถามก่อนจะเดินไปดันหลังคาราเมลมานั่งที่เก้าอี้“มีฉัน มีเธอ เคียวยะ เดธเทล โอ๊ค เซนเซย์ ลูนอส แล้วก็โยกัง...แหมดีจังที่คนมีแค่นี้”ชายหนุ่มว่าพลางชูนิ้วแปดนิ้ว

“ทำไม?”

“ก็ถ้ามีแอมเบอร์ โอเชี่ยน เอพริล เบสเซล แล้วก็ทริปเปิ้ลด้วยล่ะก็ แปดบวกห้า...”

“สิบสาม”

เคียวยะพูดขึ้นนิ่งๆก่อนจะขมวดคิ้วเพราะไม่เข้าใจสิ่งเบลเฟกอลอยากจะสื่อความหมาย

Last supper”เดทเธลว่าขึ้นเรียบๆก่อนจะปลายตามองเบลเฟกอล”เจ้ากลัวจะกลายเป็นอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ราวกับตำนานของคริตส์สินะ”

“อะไรคือยมทูตพูดถึงพระเจ้ากันเนี่ย”คนผมขาวว่าพลางหัวเราะชอบอกชอบใจ

“แต่ถ้ามันเป็นแบบนั้นก็จะมีคนหนึ่งทรยศ”

“และมีหนึ่งคนที่ตาย”

โยกังต่อประโยคของลูนอสจนจบครบสมบูรณ์ขณะนั่งลงประจำตำแหน่งตน คาราเมลนิ่งไปเมื่อได้ยินก่อนจะปรับท่าทีเป็นปกติเมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังมองมาทางตน

“เอาล่ะ มานั่งลงหม่ำๆข้าวก่อนดีกว่า”

เบลเฟกอลบอกปัด แทบจะปัดเรื่องราวอันแสนบังเอิญทิ้งลงแม่น้ำไปเสียด้วยซ้ำ แต่ละคนเริ่มนั่งประจำตำแหน่ง จะมีก็แต่เซนเซย์ที่ถือวิสาสะความเป็นสัตว์โลกผู้น่ารักเดินขึ้นไปยืนบนโต๊ะหน้าตาเฉย

“มื้อค่ำเริ่มได้”

 

“คุยกันดีๆล่ะ”

คาราเมลมองน้ำฝนที่ค่อยๆไหลลงมาจากหน้าต่างรถ เบลเฟกอลไม่ได้สนใจท่าทีเมินเฉยนั่น เขายิ้มตามปกติ เสียงสัญญาณบอกว่ารถถูกเปิดไฟเลี้ยวไว้ดังเรื่อยๆ มันเป็นดังเสียงนับเวลาถอยหลังอะไรสักอย่างที่ไม่อาจคาดเดาได้

“ต่อให้ไม่ใช่อาหารค่ำมื้อสุดท้าย แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะไม่เป็นแบบนั้น”

ดวงตาสีอัมพันเบนมามองคนพูดที่มองไปยังที่ปัดน้ำฝนที่ส่ายไปมา คาราเมลหรี่ตา

“กำลังจะสื่ออะไรกันแน่?”

“ฮ่าๆๆ เอาน่าพ่อหนูน้อยของพ่อ”

นอกจากไม่ตอบก็ยังเฉไฉไปเรื่องอื่น คาราเมลทำหน้าเหม็นบูดใส่เบลเฟกอลที่เอาแต่ขยี้หัวเขาอย่างไร้ความปรานีต่อเส้นผม เสียงหัวเราะดูน่ารำคาญแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทนฟัง

“ฉันรออยู่นะ”

“อะไร?”คาราเมบถามเสียงแข็งแล้วปลายตามองไปยังคนผมขาว

“รอเธอกลับมา ชีวิตเราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม”

มือข้างนั้นลดลง คาราเมลรู้สึกวูบในอกราวกับอะไรบางอย่างร้องเตือนเขา นัยน์ตาสีอำพันสบกับนัยน์ตาสีอเมทิตส์ เบลเฟกอลขยับยิ้ม

“อยากไปทะเลนี่นา ถึงตอนนี้จะไม่มีแม่ แต่เดี๋ยวฉันสอนว่ายนะ บลู

“นี่...”

“สาบานด้วยจ้า เพราะงั้นต้องกลับมานะ”

“ย้ำคิดย้ำทำจริง”

คาราเมลออกปากบ่น มองนิ้วก้อยที่ยื่นมาให้เหมือนเด็กเล่นขายของ สุดน้อยเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจเกี่ยวมันไปส่งๆแล้วเปิดประตูรถลงไป เบลเฟกอลมองตามไปด้วยรอยยิ้มที่ค่อยๆเลื่อนหายไปจากใบหน้า

“หวังว่าสัญญานี่มันจะรั้งเธอได้บ้างนะ”

คาราเมลวิ่งฝ่าสายฝนแค่เล็กน้อยก็เข้าถึงตัวตึก คีย์การ์ดทาบลงบนเครื่องอ่านก่อนมันจะส่งเสียงร้องบ่งบอกว่าสามารถเข้าไปได้ คาราเมลเดินเข้าไปในลิฟต์ กดเลขชั้นที่คุ้นเคย รอจนมันร้องบอกว่าถึงที่หมายแล้วค่อยเดินออกไป ช่วงเวลาที่ควรรวดเร็วแต่ในหัวคาราเมลมันยาวนานราวกับว่าเพราะเจ้าตัวอยากยื้อเวลาเสียเอง เด็กหนุ่มสูดหายใจก่อนจะเดินไปยังห้องที่พักอาศัยมาตลอดครึ่งปี คีย์การ์ดถูกใช้การอีกครั้ง ประตูห้องถูกเปิดออกพร้อมกับความมืดจากภายในห้อง สวิตไฟถูกสับเปิด แสงหลอดไฟนีออนขับไล่ความมืดในห้อง

คาราเมลไม่คิดว่าการที่ไม่อยู่ห้องมาอาทิตย์กว่าห้องมันจะรก...หรือจะเป็นเพราะคนอีกคนที่กลับมาที่นี่กัน? เด็กหนุ่มเอียงคอก่อนจะส่งเสียงเรียก

“แอมเบอร์ครับ”

“มาที่นี่ทำไม?”

เสียงนั้นถูกส่งมาจากด้านหลัง คาราเมลหันหลังกลับพบว่าแอมเบอร์ยืนอยู่ข้างประตู ในมือมีบุหรี่ที่ถูกจุดแล้วถือเอาไว้

“ทำไม...”

“ฉันถามว่ามาทำไม?”

แอมเบอร์ถามเสียงเรียบ นัยน์ตาสีม่วงมองคาราเมลอย่างสื่ออารมณ์ คาราเมลอึกอักเมื่อเอสายตาแบบนั้น

“ผมเป็นห่วง คุณไม่ติดต่อมาเลย”

“ฉันสบายดี ถ้าไม่มีอะไรก็กลับไปได้แล้ว”

คาราเมลเบิกตาขึ้นเล็กน้อยก่อนเม้มปากแน่น แน่นอนว่าเขารู้ตัวว่าผิดที่ไม่เคยบอกเรื่องพวกนี้แก่อีกฝ่าย

“ฝนตก ผมไม่กลับหรอก อยู่นี่แหละ”

“ก็ตามใจ”

แอมเบอร์ตอบเรียบๆก่อนจะทิ้งบุหรี่ในมือลงที่เขี่ยบุหรี่ คาราเมลสังเกตเห็นว่ามันล้นปรี่จนแทบจะลงมากองกับพื้นอยู่แล้ว พอแอมเบอร์เดินผ่านก็ได้กลิ่นบุหรี่รุนแรงออกมาจากตัว

“แอมเบอร์ครับ!

คารเมลร้องเรียกพลางจับแขนอีกฝ่าย แต่ที่ได้รับคือปฏิกิริยาที่อีกฝ่ายสะบัดมืออกจากเขาในทันใด แอมเบอร์จ้องคาราเมลตาเขม็ง

“อย่ามายุ่งกับฉัน ทางที่ดี...ออกไปจากห้องนี่ซะ คาราเมล”

แอมเบอร์กล่าวเรียบๆ นัยน์ตาคู่เดิมมองด้วยความรู้สึกไม่เหมือนเดิม ร่างสูงเดินหายไปทางห้องทำงานทิ้งไว้แต่คาราเมลที่ยืนยิ่งอยู่กับที่ รู้สึกชาไปทั้งหน้า แอมเบอร์เพิ่งไล่เขาเหรอ? นั่นมันคำไล่หรือเปล่า? ที่แอมเบอร์ไล่เขาเพราะว่าเขา...เป็นฆาตกรงั้นหรอ? คำถามมากมายตีในหัวจนคาราเมลต้องทรุดตัวลงนั่งกับพื้น นอกจากคำถามพวกนั้นแล้ว คำพูดหนึ่งดังก้องในหัวตลอดตั้งแต่ได้สบตากับอีกฝ่าย

คุณผิดสัญญา

คุณพยักหน้ารับตอนผมบอกให้คุณเชื่อใจในวันที่ผมไม่น่าไว้ใจที่สุด...

คุณบอกให้ผมอย่าอยู่ห่างจากคุณ...

คุณบอกว่าคุณจะปกป้องผม...

สุดท้ายคุณก็โกหกไม่ต่างจากทุกคน...

สุดท้ายคุณก็เป็นคนผลักไสผม...

สุดท้ายผมก็ต้องปกป้องตัวเอง...

แค่หลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นร่างของเด็กหนุ่มก็อยู่กลางถนนท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ ไม่รู้เป็นอะไรเวลาทะเลาะกับแอมเบอร์ทีไรฝนชอบตกตลอดเลยสิ คาราเมลคิดแล้วยิ้มขำในใจ แต่ตอนนี้เขาไม่มีชินเรย์ให้ไปหาแล้วเนี่ยสิ คาราเมลหัวเราะขืนๆ เขาเหมาะแก่การตากฝนเพื่อให้หัวเย็นลง บางทีแอมเบอร์แค่กำลังสับสน เขาแค่ต้องให้เวลาอีกฝ่าย อย่าเพิ่งตัดพ้อ อย่าเพิ่งน้อยใจ มันไม่ใช่นิสัยของคนอายุยี่สิบ...

“หึ..หึ..หึ...บ้าเอ๊ย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

คาราเมลตะโกนลั่น เขาเงยหน้าขึ้นฟ้าไม่สนใจว่าเม็ดฝนที่ตกลงมากระทบใบหน้าจะทำให้รู้สึกเจ็บ เขาก็แค่เจ็บจนชาไปแล้ว เขาไม่รู้ว่านี่มันใครผิด เขาหรือว่าแอมเบอร์

“ทำไมถึงมาตากฝนอยู่ตรงนี้ล่ะ?”

เสียงคุ้นหูดังจากด้านหลังพร้อมกับฝนที่หยุดโปรยปรายใส่เขา คาราเมลหันกลับไปมอง ชายหนุ่มคนหนึ่งถือร่มกางอยู่ให้เขา เลยไปด้านหลังคือรถเฟอร์รารี่สีแดงที่จอดอยู่กลางถนนแบบไม่สนใจใคร รถของแอมเบอร์เป็นแกรนด์แคมบิโอ้ แต่รถนั่นคือเฟอร์ร่ารี่...

“คิลเลอร์”

“ว่าไง?”

คาราเมลเม้มปากแน่นก่อนจะพุ่งใส่อีกฝ่าย สองมือขย้ำเข้ากับคอเสื้อของชายผมแดงพลางออกแรงกระชาก

“พอใจนายแล้วใช่ไหม! ทำแบบนี้พอใจแล้วใช่ไหม!!

คิลเลอร์ไม่โต้ตอบ เขามองคารเมลนิ่งๆก่อนจะแตะลงบนมือสองข้างนั้นเบาๆ

“ฉันแค่อยากให้นายรู้ว่าใครกันแน่ที่จริงใจกับนาย”

“อย่ามาอ้างได้ไหม!

“ไม่มีหมาบ้าตัวไหนอยู่ร่วมกับลูกแกะได้ เขาเป็นแกะ นายเป็นหมาป่า บลู! นายเป็นหมาป่า เลิกแสดงว่าตนเองเป็นแค่ลูกแกะได้แล้ว!!

เป็นครั้งแรกในอีกครั้งที่เจอกันที่คิลเลอร์ตะคอกใส่คาราเมล เด็กหนุ่มหยุดชะงักราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเป็นอะไร

“ผู้ทำลายอยู่กับผู้พิทักษ์ไม่ได้บลู นายเป็นผู้ทำลาย เขาเป็นผู้พิทักษ์”

คำพูดนั้นราวกับซ้ำเติมอะไรบางอย่างในตัวของเด็กหนุ่ม คาราเมลกระพริบตา เสียงของคิลเลอร์เตือนความทรงจำเขาว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นใคร มือที่จับอยู่คลายออกลดลงข้างตัว คาราเมลยืนนิ่ง

“บลู”

“มีอะไร”

“กลับไปกับฉันนะ”

คาราเมลเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย ในหัวร้องปฏิเสธว่าไม่ควรตอบตกลงไปแม้แต่พยักหน้าก็ห้ามเด็ดขาด

“กลับไปอยู่ด้วยกัน แล้วหยุดฉัน”

 

เอกสารตรงหน้ามีมากกว่าจำนวนบิลล์ค่าเสียหายที่โอเชี่ยนเคยทำรวมกับคาราเมลเสียอีก! แอมเบอร์คิดในใจก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน เขากำลังหงุดหงิดอย่างมากหลังจากเวลาสามวันที่ผ่านไปเขาไม่ได้อะไรเพิ่มเติมในสิ่งที่ต้องการเลย เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ต้นตอของความน่าปวดหัวมาหาเขา ใช่ คาราเมลมาหาแอมเบอร์ที่ห้อง เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมายังไง หรือว่ามากับใคร เขาในตอนนั้นแค่กำลังอ่อนเพลียมากเกินไปกว่าจะคุยกับใครได้ ทางเดียวคือไล่คาราเมลที่รบกวนสมาธิทั้งหมดให้ออกไป แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายออกไปตอนไหน พอเผลอพลั้งปากพูดอะไรรุนแรงออกไป นานมากกว่าสมองของคนที่ไม่ได้นอนสามวันจะนึกได้ว่าทำอะไรผิด แอมเบอร์จะหันไปขอโทษแต่ก็ไม่พบร่างเด็กหนุ่ม เสียงประตูก็ไม่มี...แล้วมันหายไปไหน?

ชายหนุ่มตันสินใจตัดปัญหาน่าปวดหัวที่ไม่ค่อยสำคัญออกไปจากสมองก่อน คาราเมลอาจจะกลับไปที่ทำการหน่วยโวคแล้วก็เป็นได้ เดี๋ยวพอเสร็จธุระค่อยกลับไปคุยก็ยังพอไหว แอมเบอร์ลูบหน้าตัวเองพลางถอนหายใจยาว เอกสารตรงหน้ากลับมาอยู่ในสายตาอีกครั้งหลังเผลอคิดเรื่องอื่นไปไกล คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสามตัวกับแลปทอปอีกหนึ่งตัววางอยู่บนโต๊ะทำงานที่แทบจะล้อมรอบตัวเขา แอมเบอร์หมุนก้าอี้ไปมา เปิดเอกสาร พิมพ์อะไรบางอย่างลงแลปทอป เสิร์ตหาข้อมูลในคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งแล้วย้ายไปเปิดไฟล์จากอีกเครื่องหนึ่ง ชีวิตดูวุ่นวายจนชายหนุ่มแทบจะแยกร่างออกมาจัดการเรื่องตรงหน้าให้เสร็จไป

Rrrrrrrrrrrr

เสียงมือถือดังขึ้นทำให้แอมเบอร์หยุดชะงัก เขายกมือขึ้นคลึงหว่างคิ้วเบาๆก่อนจะยื่นมือไปเอามือถือที่จมอยู่ล่างกองเอกสารขึ้นมากดรับ

“มี...”

[แอมเบอร์! เกิดเรื่องแล้ว รีบมาด่วนเลย!]

สิ้นคำพูดสายก็ตัดไปพร้อมกับพิกัดสถานที่ที่ถูกส่งเข้ามือถือ ถ้าฟังไม่ผิดนั่นเป็นเสียงของโอเชี่ยนซึ่งตอนนี้รับหน้าที่ดูแลเอพริล ถ้าถึงขึ้นเป็นโอเชี่ยนล่ะสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจแล้ว แอมเบอร์มองพิกัดในมือถือก่อนจะลุกขึ้นไปคว้าเสื้อนอกมาใส่ลวกๆแล้วออกจากห้องไปในทันที เพียงไม่กี่อึดใจแอมเบอร์ก็ขับรถมาถึงพิกัดที่ถูกส่งมา ตึกสูงละฟ้ากำลังเกิดเพลิงไหม้ ผู้คนข้างร่างวิ่งกันวุ่นวาย

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ฟ้าครึ้มมีเม็ดฝนโปรยปรายแต่ทว่ากลับเกิดเพลิงไหม้ที่ลุกลามใหญ่โต มันไม่น่าใช่เรื่องดีแน่ แอมเบอร์เปิดประตูลงมาจากรถก่อนจะมอบรอบตัวอีกครั้ง

“แอมเบอร์!

เสียงเรียกนั่นถ้าแอมเบอร์ไม่ตาลายจนมองคนผิดก็น่าจะเป็นลูนอสที่สวมเครื่องแบบโวคสีเทาอยู่ ชายหนุ่มมีปืนสีดำสองกระบอกในมือพลางหันเล็งมาทางเขา

“ไอ้..”

“ก้ม!

ลูนอสตะโกนทำให้แอมเบอร์เคลื่อนไหวตามที่โดนสั่ง ลูกกระสุนพุ่งทะยานตรงมาใกล้พร้อมเจาะทะลุกะโหลกของใครสักคนที่อยู่ด้านหลัง แอมเบอร์ยืดตัวขึ้นก่อนจะหันไปมองร่างที่ไร้วิญญาณของชายคนหนึ่ง โลหิตสีแดงเจิงนองไปกับน้ำฝน พอหันกลับมาลูนอสก็มาอยู่ตรงหน้าในระยะห่างแค่ครึ่งเมตร นัยน์ตาของนักขายข่าวหนุ่มนิ่งเรียบก่อนจะเอ่ยปากตอบออกมาทั้งที่แอมเบอร์ไม่ได้ถาม

“เบลเฟกอลบอกว่าให้เรากำจัดทุกคนที่อยู่ฝ่ายแบล็กโฮลให้ขั้นเด็ดขาด ถ้านายไม่กล้าขนาดนั้นก็ไปอยู่ดูแลทิสเต้ไป”

น้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อนกล่าวเรียบๆก่อนปืนในมือจะเบนไปยิงคนทางด้านซ้ายโดยไม่ต้องมอง แอมเบอร์มองหน้าร่างตรงหน้าด้วยสายตาพิจารนา

“นาย...”

“ฉันเป็นนักฆ่ามาก่อน เลิกถามเซ้าซี้แล้วไปดูแลเจ้าตัวแสบได้แล้วไป นายปล่อยมันไปวิ่งเล่นที่ไหนเนี่ย?”ลูนอสถามพลางเก็บปืนแล้วเสยเส้นผมสีดำที่ปรกหน้าให้ขึ้นไปด้านบนด้วยความรำคาญ สายฝนยังคงกระหน่ำไม่ยั้งจนลูนอสแทบจะไปกระชากคอเสื้อพระพิรุจแล้วบอกให้หยุดโปรยฝนสักที

“ปล่อย? ตั้งแต่มาถึงฉันยังไม่เจอมันเลย”

คำตอบนั้นทำให้นักขายข่าวชะงักการเคลื่อนไหว นัยน์ตาตวัดขึ้นมองใบหน้าแอมเบอร์ก่อนจะสะบัดหน้าไปทางขวามือ

“โยกัง! ทิสเต้อยู่ไหน!

ร่างบนพื้นถูกกระแทกเท้าลงไปกลางท้องหนึ่งครั้งก่อนผู้กระทำจะเงยหน้าขึ้นมองคนถาม

“ไม่ได้อยู่กับแอมเบอร์เหรอ?”

ลูนอสสะบัดหน้ามองแอมเบอร์ที่กำลังส่ายหัวช้าๆ

“เวรแล้วไง! ทิสเต้อยู่ไหน!

ลูนอสตะโกนลั่น บรรดาอาจารย์เคลื่อนไหวมาใกล้พร้อมกับสีหน้าที่บ่งบอกถึงความตกใจ

“เขาไม่ได้อยู่กับคุณหรือ? เบลพาเขาไปหาตุณ”เคียวยะถามด้วยความสงสัย

“ไม่ครับ หมอนั่นออกมาจากห้องผมตั้งแต่เมื่อครึ่งช่วยโมงก่อน”

แอมเบอร์ตอบเสียงเครียดก่อนจะเริ่มคว้าปืนสีดำที่หยิบติดมาด้วย แต่ละร่างมองหน้ากัน เบลเฟกอลกลับถึงห้องตั้งแต่ราวๆหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ ทุกคนคงคิดว่าคาราเมลอยู่กับแอมเบอร์แน่ แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้เรื่อง

“อาจจะมีคนเดียวที่รู้เรื่อง”

ปืนในมือถูกยกขึ้นเล็งก่อนเหนี่ยวไกอย่างรวดเร็ว กระสุนปืนพุ่งทะยานไปด้านหน้าก่อนร่างของเป้าหมายจะหายไปในช่วงวินาทีที่ลูกกระสุนกำลังจะถึงตัว

“ใจร้ายจังนะ เล่นยิงกันแบบนี้น่ะ”

“คาราเมลอยู่ที่ไหน คิลเลอร์”

ชายหนุ่มยิ้มขำเมื่อได้ยินแอมเบอร์กดเสียงต่ำใส่ เขาลอยตัวเข้ามาใกล้ชายหนุ่มอย่างเชื่องช้าก่อนจะลอยตัวขึ้นสู่อากาศอย่างกวนประสาท

“ผมจะไปรู้ไหมเนี่ย คุณดูแลกันยังไง ผมไม่มีทางบุกไปลักพาตัวเขาอยู่แล้ว”

หัวหน้าแบล็กโฮลตอบเสียงใสไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรสักนิด แอมเบอร์ยกปืนในมือขึ้นเล็งแล้วรัวยิงใส่อีกฝ่ายจนกระสุนหมดรังเพลิง

“อย่ามายั่วโมโหให้มากนัก ฉันยิ่งหงุดหงิดอยู่”

“ประจำเดือนไม่มาหรือครับคุณหมาป่าผู้พิทักษ์”

น้ำเสียงกวนประสาททำให้ความอดนของแอมเบอร์หมดลงอย่างไม่มีใครห้ามได้ ร่างของคิลเลอร์ดิ่งลงสู่พื้นเบื้องล่างในพริบตาทั้งที่ยังไม่ใครขยับตัว ชายหนุ่มตกสู่พื้นอย่างแรง แรงมาจากพื้นดินเป็นหลุมกว้าง แอมเบอร์พุ่งตัวเข้าไปคร่อมร่างของคิลเลอร์ท่ามกลางควมตกตะลึงของผู้ที่มองดูเหตุการณ์อยู่

“ฉันถามว่าแกเอาคาราเมลไปไว้ที่ไหน!

“อย่ามาตะคอกใส่กันสิ ผมไม่ชอบนะ”

คิลเลอร์หัวเราะคิดคักทั้งที่เลือดไหลย้อยที่มุมปาก ใบหน้าหล่อฉายยิ้มกวนโทสะชนิดที่คนมองหัวเสียได้ในวินาทีแรกที่มอง

“เลิกกวนประสาทฉันสักทีได้ไหมวะ!!!

แหวนในมือแสดงพลังเวทย์สำลองที่เก็บไว้ออกมาในรูปแบบของเศษกระจก ถึงจะเป็นแค่เศษกระจกเพราะพลังมีจำกัดแต่มันก็เป็นอาวุธที่ฆ่าคนได้เช่นกัน ในหัวของแอมเบอร์เห็นไปถึงวาระสุดท้ายของชายผมแดง คมกระจกแทงทะลุหัวใจจนสิ้นชีพ ช่างง่ายดายเหลือเกิน ง่ายจนลืมนึกไปว่ามันง่ายเกินไป!

วินาทีที่กระจกในมือกำลังพุ่งเข้าหาร่างของหัวหน้าแบล้กโฮล ประสาทสัมผัสของแอมเบอร์ร้องเตือนว่ามีอันตรายพุ่งมาจากด้านหลัง ชายหนุ่มดีดตัวกระโดดถอยไปพอดีกับที่แทงผลึกใสแหลมคมพุ่งลงมาปักกับพื้นข้างใบหน้าของคิลเลอร์ ถ้าเมื่อคู่แอมเบอร์ไม่รู้ตัก่อนตำแหน่งตรงนั้นคงไม่พ้นหัวเขา

“นี่จะมาช่วยกันหรือมาฆ่าฉันกันแน่น่ะหา?”

คิลเลอร์ร้องถามก่อนลำสักเลือดออกมา อากาศรอบตัวเย็นเฉียบจนเริ่มแปลกไป สายฝนโปรยปรายกลายเป็นหิมะสีขาวบริสุทธิ์ในช่วงอึดใจ ร่างสีขาวลอยตัวลงมาข้างคิลเลอร์ช้าๆก่อนจะทิ้งตัวลงบนพื้นพร้อมทุ่งน้ำแข็งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน รองเท้าสะเก็ตน้ำแข็งสีขาวกระเทาะพื้นเบาๆก่อนร่างที่สวมฮูดอยู่จะเอียงคอ

“แต่นี้มันก็สมควรแล้วนะ ก็บอกแล้วว่าอย่ามา ชินเรย์กับมิดไนท์หลับกันหมดแล้ว นายมาทำไม?”

เสียงที่จะว่าคุ้นก็ไม่เชิงดังขึ้นเรียบๆละคนเบื่อหน่ายใจเต็มกลืน มือเรียวขาวยื่นไปฉุดรั้งร่างของคิลเลอร์ให้ลุกขึ้นพร้อมเสียงบ่นพึมพำ

“ก็ลองใจนายไง ลองใจ”

“ประสาท”

เสียงเกือบจะคุ้นนั้นดังมาอีกแล้ว แอมเบอร์คิด เขาฟังจากประโยคแรกที่อีกฝ่ายเอ่ย ทำให้รู้ว่านี่ไม่ใช่ใครในสักคนที่เป็นคนสนิทของคิลเลอร์ แผ่นหลังที่คุ้นเคยแต่ทว่าที่เขาเคยเห็นมันบอบบางกว่านั้นจนลงความเห็นว่าแค่คล้าย รองเท้าที่อีกฝ่ายสวมใส่เหมือนกับที่ใครสักคนเคยใช้เมื่อเรื่องราวในครั้งหนึ่ง

ร่างสีขาวนิ่งไปเมื่อรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมามาที่ตน ร่างนั้นหันหลังกลับไปมองบรรดากลุ่มคนที่เฝ้ามองตนอยู่ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่ล่วงหล่น ใบหน้าถูกซ่อนเอาไว้ใต้เงาฮูดที่สวมแต่ฮูดไม่อาจซ่อนเส้นผมสีขาวยาวเลยไหล่นั่นไปได้ บรรดาอาจารย์นิ่งงันตัวชาวาบยิ่งกว่าตอนรับรู้ถึงอุณหภูมิติดลบนี่ ลูนอสที่ยืนอยู่ข้างแอมเบอร์ก้าวถอยหลังหลายก้าวพร้อมส่ายหัวรัวจนโยกังตองเข้ามาช่วยคุมสติ

“นาย...เป็นใคร”แอมเบอร์ถามเสียงแผ่ว รู้สึกราวกับน้ำเสียงถูกดูดกลืนไปกับมวลอากาศ ร่างนั้นขยับยิ้มเย็นที่มุมปากก่อนเอ่ยรายเรียบ

“ไม่เจอกันแป๊ปเดียวนี่ลืมผมแล้วเหรอครับ?”

ฮูดที่สวมถูกดึงลงช้าๆเผยใบหน้าที่มีเค้ารางทีคุ้นเคยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ทว่าดวงตาสีแดงเข้มราวโลหิตกลับเย็นชาทั้งที่ดวงหน้านั่นประดับยิ้ม

...นี่มัน...ของเขา...

...นี่มันพี่บลูของเขา...

...นี่มัน...

“ลืมผมไปแล้วจริงเหรอครั้บแอมเบอร์?”

“คาราเมล”

น้ำเสียงที่เรียกออกมากระตุกวูบหัวใจคนพูดได้ดีจนเหมือนมีใครมีบีบหัวใจเอาไว้ เด็กหนุ่มที่ตอนนี้ดูโตขึ้นจากเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนราวๆสี่ปีขยับยิ้ม เส้นผมสีขาวแทบกลืนไปกลับหิมะที่ตกลงช้าๆจากฟ้าสู่พื้นดิน มือที่สวมถุงมือสีดำอันเป็นอาภรณ์ชิ้นเดียวที่มีสีต่างจากพวกยื่นมาด้านหน้า ในมือคือสร้อยเส้นคุ้นตาที่ไหวช้าๆเพราะแรงเคลื่อนไหว

“ผมเอามันมาคืนน่ะครับ”

สร้อยเส้นนั้นตกลงสู่พื้น...ราวกับคำสัญญาว่าจะอยู่ข้างกัน...ที่ตกลงสู่ความมืดไป

...เพราะว่ามีใครคนหนึ่ง...

...ผิดสัญญา...

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #470 PhantaSia_pf (@chanokprattana) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 07:59
    แอมมมมม เพราะแกแท้ๆเลย ไอหมาเอ๊ย นี่เป็นสาเหตุของคำพูดของเอพริลในสปอยล์รึเปล่า น่าโมโหจริงๆ

    เราว่าเด็กข้างบ้านของเมลน่าจะเป็นแอมมากกว่า เพราะเมลเรียกว่าเด็กน่าจะอายุน้อยกว่า
    #470
    0
  2. #302 p_ice (@p-ice) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 มีนาคม 2558 / 14:53
    โว้ยยยยย มันเป็นเพราะนายเลย เอมเบอร์ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โป้ง!
    #302
    0
  3. #300 punpun3012 (@punpun-3012) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 มีนาคม 2558 / 12:06
    ม่ายยยยยยยยยยยยย
    #300
    0
  4. #296 punpun3012 (@punpun-3012) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 9 มีนาคม 2558 / 20:58
    อย่าทำให้ค้างงงงงงงง
    #296
    0