Little Sheep or Werewolf แกะตัวนั้นที่มันเป็นหมาป่า

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 24,352 Views

  • 485 Comments

  • 1,072 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    43

    Overall
    24,352

ตอนที่ 20 : Chapter#16+::[ลูกแกะกำลังสับสน]::+{100%}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1009
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    30 ส.ค. 56

:) Shalunla

Chapter#16

ลูกแกะกำลังสับสน

.

.

.

หันซ้ายแลขวามองไม่เห็น

ใครกันที่จะเป็นคนที่ช่วยให้หลุดพ้น

.

.

.

 

 “ทำไม...”

 

                เสียงเข้มๆเอ่ยถามย้ำแก่คนที่นั่งท้าวคางมองออกไปนอกกระจกร้านอย่างไม่ได้มีความกลัวในน้ำเสียงคนที่พูดเลย ที่คอของเด็กหนุ่มที่ผ้าพันแผลพันไว้บางๆเพื่อป้องกันบาดแผลจากเชื่อโรค

 

“ทิสเต้! ฉันถามนายเป็นรอบที่ร้อยแล้วนะว่าทำไมถึงไปนอนสลบอยู่ตรงนั้นน่ะ!

 

                ลูนอสเอ่ยเสียงดังก่อนจะทุบโต๊ะที่ตนนั่งอยู่ไปอีกครั้ง อีกฝ่ายเพียงเบนหน้ามามองแล้วก้มลงดูดแก้วโกโก้เย็นของโปรดที่ตอนนี้เหลือแต่แก้วกับน้ำแข็งเปล่าๆ เสียงฟืดๆของการดูดน้ำแข็งเปล่าดูจะปั่นทอนความอดทนอันน้อยนิดของลูนอสไปเรื่อยๆ คาราเมลไม่ไดมีความเกรงกลัวต่อเรื่องนี้เลยสักนิด เขายังทำหน้าปลาตายแล้วมองอีกฝ่ายที่มองที่เขาเอือมๆ

 

“ก็บอกว่าง่วงไง”

 

                คาราเมลตอบเรียบๆเมื่ออีกฝ่ายออกแรงกดดัน และคำตอบที่ได้มาทำให้เด็กหนุ่มต้องรีบคว้าแก้วน้ำของตนออกจากโต๊ะ เพราะอีกฝ่ายเกิดล้มโต๊ะขึ้นมาเสียดื้อๆ ถือว่าเป็นร้านตัวเองก็เอาใหญ่เลยนะ...คาราเมลแกล้งมองไปรอบๆร้านของลูนอสเพื่อเลี่ยงที่จะจ้องตากับอีกฝ่าย เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนเขาถูกพาตัวมาที่นี่ทั้งๆที่ยังไม่ได้สติ พอตื่นขึ้นมาก็เจอหน้าตาแตกตื่นของลูนอสที่มองเขาอยู่ แถมพอเขาตื่นมาก็ออกปากบ่นเขาไม่หยุดและมาจบลงด้วยการซักถามเรื่องของคนบางคนที่เขาอยากจะไม่รู้จัก

 

“ฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วนะทิสเต้ นายเองก็ด้วย”

 

“รู้แล้วล่ะน่า”คาราเมลเบนหน้ากลับมาเอามือท้าวคางจ้องหน้าอีกฝ่าย”แต่อย่าให้ฉันพูดถึงเรื่องที่ไม่อยากนึกถึงได้ไหม? ฉันไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้นนะ...”

 

                คาราเมลฟุบหน้าลงกับโต๊ะ หลบสายตาที่มองเขาออกมาด้วยความเห็นใจละคนสงสาร ต่อให้เขาจะรู้ว่าตัวเองอ่อนแอแค่ไหน เขาก็ไม่อยากให้ใครมาพูดว่าสงสารหรือเห็นใจ มันเหมือนว่าเขาแพ้ไปแล้วตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำใจเริ่มต้นอะไรใหม่ ยิ่งเป็นสายตาที่แสดงอารมณ์ออกมาจนสามารถตีความไดง่ายๆอย่างลูนอสเขายิ่งไม่อยากเห็นเข้าไปใหญ่ แต่จะให้นิ่งปล่อยให้เรื่องไม่สบายใจค้างอยู่ต่อไปเขาเองก็ไม่มีความสุข...

 

“บางครั้งฉันเองก็อยากอ่อนแอบ้าง อยากเอาแต่ใจตัวเองในเรื่องต่างๆโดยไม่ต้องสำคัญว่าอะไรผิดอะไรถูกบ้าง อยากจะเดินตามทางที่ตัวเองอยากเดินจริงๆ อยากทำให้สิ่งที่ตัวเองมองว่าถูกต้อง ไม่ใช่สังคมมองว่าถูกต้อง แต่ฉันก็ทำไม่ได้....”

 

                ฝ่ามืออุ่นๆวางลงบนศีรษะของคาราเมลเบาๆ คนวางมือยิ้มอ่อนๆออกมามอบแด่เพื่อนที่เป็นดั่งน้องชายคนนี้

 

“นายน่ะ...อยากไปกับหมอนั่นใช่ไหม?”

 

                ลูนอสถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแต่ฉายแววจริงจัง มีเพียงเสียงครางในลำคอเท่านั้นเป็นคำตอบแก่เขา

               

“แล้วทำไมไม่ไปล่ะ?”

 

“ฉันทิ้งแอมเบอร์ไปไม่ได้หรอก แต่ถึงแบบนั้น...ฉันก็หันหน้าสู้กับใครไม่ได้”

 

                ประโยคที่คลุมเครื่อยถูกเอ่อยออกมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้ ไม่รู้ว่าเพราะว่ากำลังฝังใบหน้ากับแขนหรือเจ้าตัวกำลังร้องไห้ออกมา ลูนอสมองอีกฝ่ายด้วยความเข้าใจแม้คาราเมลไม่ได้เอ่ยออกมาทั้งหมดแต่ชายหนุ่มผมดำก็เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ

 

“มีอะไรก็รีบขอนะ หมดเดือนนี้ฉันก็จะย้ายที่แล้ว”

 

“นายจะไปไหน!

 

                คาราเมลรีบเงยหน้าขึ้นมาถามด้วยเสียงที่ดังในระดับหนึ่ง แต่มันไม่ได้ส่งผลเสียอะไรมากนักเมื่อคนในร้านไม่มี ลูนอสท้าวคางแล้วยิ้มให้อีกฝ่ายบางๆ

 

“นายก็รู้ฉันต้องย้ายที่ทุกสามเดือน นักค้าข่าวจะอยู่ที่เดิมนานๆไม่ได้หรอกนะ”

 

“งั้นหรอ”คาราเมลเอ่ยแผ่วๆแล้วก้มหน้าลง เขาคิดว่าอาจจะได้คนที่สามารถพูดได้ทุกเรื่องมาอยู่ใกล้ๆเสียแล้ว

 

“ทำหน้าอย่างนี้ก็เป็นด้วยเหรอนายน่ะ”

 

“อะไรเล่า!

 

                คาราเมลเงยหน้าขึ้นมาตวาดก่อนจะชะงักเมื่อเห็นรอยยิ้มอบอุ่นของอีกฝ่าย ไปเป็นโฮตส์คลับเลยไป!

 

“ฉันไม่อยู่น่ะ ดูแลตัวเองดีๆนะ นายเลือกไว้ใจใครแล้วก็จงเลือกไว้ใจเขาให้ถึงที่สุด ทิสเต้...ฉันเป็นห่วงนายนะ ตลอดห้าปีที่นายหายไป ฉันกับโยกังเป็นห่วงนะรู้ไหม? มีอะไรก็บอกพวกเรามากกว่านี้ก็ได้ เชื่อใจฉันบ้างก็ได้นะ”

 

                น้ำเสียงที่ฉายแววความน้อยใจนั้นทำให้คาราเมลตัดสินใจเลือกครับพูดลำบาก เขาไม่รู้ว่าควรพูดอะไรออกไป ตอบรับหรือปฏิเสท เขามีสิทธิ์เลือกมากขนาดนั้นเชียวหรือ? สุดท้ายความเงียบก็กลายมาเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของทั้งคู่ ลูนอสยังคงทำเพียงจ้องคาราเมลไปเรื่อยๆให้เวลาไหลไปก็เท่านั้น ขอแค่ได้เห็นว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่นั่นก็เป็นคำตอบของคำถามทั้งหมดแล้ว

 

                Rrrrrrrrrrrrrr

 

                เสียงเรียกเข้าทำเอาคาราเมลสะดุ้ง เขายิ้มโทรศัพท์มือถือขึ้นมามองดูสายเรียกเขาแล้วทำหน้าตาตื่นจนลูนอสแปลกใจ อีกฝ่ายมองออกไปที่ท้องฟ้าด้านนอกแล้วพึมพัมอะไรบางอย่างก่อนกดรับสาย

               

“ฮัล...”

 

[อยู่ไหน ทำไมยังไม่กลับห้อง]

 

                เสียงเรียบๆที่ถามแทรกขึ้นตั้งแต่ยังเอ่ยประโยคทักทายไม่จบทำเอาคาราเมลแข็งเป็นหิน บรรยากาศแปลกๆระหว่างเขาและลูนอสหายไปทันทีที่อีกฝ่ายโพล่เข้ามา

 

“เอ่อ...อยู่ที่ร้านของลูนอสครับ แอมเบอร์”

 

                ลูนอสที่มองเด็กหนุ่มอยู่ถึงกับหัวเราะขึ้นจมูกเมื่อได้ยินชื่อของปลายสาย คาราเมลใช้สายตาข่มขู่ก่อนจะกรอกเสียงถามไป

 

“เลิกงานแล้วเหรอครับ ตอนนี้อยู่ไหนน่ะ?”

 

[เลิกแล้ว อยู่บนรถ กำลังจะไปรับตัวปัญหาที่มันไม่รู้จักเวลากลับบ้าน]

 

                ฉึก!

 

                คาราเมลรู้สึกว่ามีชนักที่เขียนว่า”ตัวปัญหา”บักเข้าที่หลังเสียงดังฉึก! สีหน้าที่แสดงออกมาของคาราเมลมันทำให้ลูนอสหลุดขำหน่อยๆ

 

“ผมแค่เผลอหลับไปน่ะครับ เพิ่งตื่นไม่นานเอง”คาราเมลบบอกเสียงอ่อยๆ

 

[งั้นเหรอ...เป็นเด็กอนุบาลหรือไงที่ต้องนอนกลางวันน่ะ]

 

                ฉึก!

 

คาราเมลสะดุ้งเมื่อเหมือนมีชนักอีกอันที่เขียนว่า”เด็กอนุบาล”มาปักเข้าที่หลังเขา ลูนอสปิดปากกลั้นหัวเราะทันทีที่สีหน้าคาราเมลเริ่มเปลี่ยน

 

“ไม่ใช่เด็กอนุบาลนะครับ ก็แค่เหนื่อย”

 

[นั่นสินะ...เด็กอนุบาลคงมีแก่นสารมากกว่านาย คงไม่ไร้สาระเท่า]

 

                ฉึก! ฉึก!

 

คราวนี้ชนักสองอันติดตามมาปักอย่างไร้ความปรานีใดๆ ชนักที่เขียนว่า”ไม่มีแก่นสาร”กับ”ไร้สาระ”ดูจะอันใหญ่มากกว่าอันอื่นๆ และสีหน้าของคาราเมลทำให้ลูนอสหัวเราะออกมาเสียงดังแล้วหงายหลังตกเก้าอี้ไป

 

“แอมเบอร์ครับ...”

 

[แค่นี้ล่ะ ฉันขับรถอยู่]

 

                ตู๊ด...

 

                คาราเมลนั่งค้างอยู่ท่านั้นเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมให้เขาแก้ตัวอะไรอีก ก่อนจะค่อยๆหันมาหาลูนอสที่ขำออกมาโอเว่อร์จนน่าโมโห

 

“ขำอะไรไม่ทราบครับ?”คาราเมลกัดฟันพูด เขาแทบจะกลายเป็นปีศาจไปแล้ว

 

“ฮ่าๆๆ นี่สรุปนายจะมาดูแลแอมเบอร์ หรือให้แอมเบอร์มันดูแลวะ? ยังกะลูกกับพ่อ นายเป็นลูกนะ ส่วนแอมเบอร์เป็นพ่อน่ะ ฮ่าๆๆๆ”

 

“ใครจะเป็นพ่อตัวปัญหาแบบนี้กัน”

 

“ช๊ะอุย! พ่อมา”

 

                ลูนอสว่าเสียงล้อๆเมื่อแอมเบอร์เปิดประตูเข้ามาพอดี ชายหนุ่มเหลือบตามองลูนอสอย่างไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่นัก

 

“จะกลับบ้านได้หรือยัง? แล้วที่คอนั่นไปโดนอะไรมา”

 

“ฮ่ะๆ ไปเกี่ยวกิ่งไม้มาน่ะครับ ฮ่ะๆๆๆ”

 

                คาราเมลหัวเราะกลบเกลื่อนใบหน้าอันแสนน่ากลัวของคุณหมาป่าดำ แต่ดูแอมเบอร์จะไม่หายหงุดหงิด ประจำเดือนมาหรือพ่อคู๊ณณณณ

               

“แอมเบอร์ครับ เด็กข้างบ้านกล่าวไว้ว่าโกธรคือโง่โมโหคือบ้านะครับ...”

 

“กระโดดขึ้นเตียงดีกว่า รักนะจุ๊บๆ ฮ่าๆๆๆ”

 

                ลูนอสต่อประโยคที่กำลังจะดูมีสาระให้ไร้แก่นสารแถมยังติดเรทเข้าไปอีก คาราเมลหันมาส่งสายตาข่มขู่จนอีกฝ่ายยอมลดเสียงหัวเราะไปแล้วหันมามองหน้าแอมเบอร์ที่กำลัง...ขยับยิ้มมุมปาก

 

“งั้นเหรอ...”

 

“งั้นเหรออะไรกันคร้าบบบบบบบบ อย่าบอกว่าจะขึ้นเตียงตามที่ลูนอสมันว่าอ่ะ ไม่เอานะครับ ผมยังบริสุทธิ์นะ!

 

“คิดบ้าอะไรของนายน่ะ”

 

                แอมเบอร์ขมวดคิ้วก่อนหันไปถอนหายใจ สรุปนี่พ่อคุณประจำเดือนไม่มาจริงๆใช่ไหมถึงเดี๋ยวโกธร เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวเครียด คาราเมลล่ะงง

 

“อ่ะอ้าว”

 

“ไม่ต้องมาองมาอ้าว กลับห้องได้แล้ว เดี๋ยวต้องขึ้นไปเยี่ยมเอพริลอีก”

 

“หม่าม๊าฟื้นแล้วหรอครับ!!!”คาราเมลถามอย่างตื่นเต้นละคนดีใจ

 

“อื่อ ฟื้นเมื่อกลางวันน่ะ สงสัยว่า...”

 

“ว่า?”

 

                คาราเมลทวนคำแล้วเอียงคออย่างสงสัย แอมเบอร์หันมามองอีกฝ่ายแล้วบอกปัด

               

“เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่เกี่ยว แล้วบ้านน่ะจะกลับไหม?”

 

“เอ๊า”

 

                คาราเมลร้องอย่างขัดใจก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้

 

“เรื่องวันนี้ก็ขอบใจแล้วกันนะลูนอส ไปแล้วก็อย่าไปลับซะล่ะ”

 

                คาราเมลเอ่ยกับอีกฝ่ายก่อนเดินตามแอมเบอร์ไป

 

“นายเองถ้ามีโอกาส ก็บอกความจริงกับมันซะ ถ้ามันมารู้ที่หลังมันจะไม่ดีเอา”

 

                คาราเมลหยุดชะงักก่อนหันมองหน้าคนพูดด้วยใบหน้าที่ยากจะคาดเดาอารมณ์ เด็กหนุ่มฝืนกลืนน้ำลายลงคอก่อนตอบออกมาอ้อมแอ้ม

 

“จะพยายามนะ”

 

 +++++++++++++++++++++++++45%+++++++++++++++

 

“แล้วสรุปที่คอไปโดนอะไรมากันแน่”

 

                แอมเบอร์เอ่ยถามพลางมองกระจกหลังที่ส่องเห็นคนที่นั่งอยู่เบาะหลัง คาราเมลไม่กล้าเข้าใกล้คนวัยประจำเดือนใกล้หมดจริงๆ

 

“ก็บอกแล้วไงครับว่าโดนกิ่งไม้เกี่ยวน่ะ”

 

“โกหก”

 

“เอ๊า”

 

                คาราเมลมุ่ยหน้าเมื่ออีกฝ่ายพูดออกมาหน้าตาย ทำไมอีกฝ่ายต้องรู้แกวเขาไปเสียหมด เด็กหนุ่มเบนหน้าหนีไปนอกหน้าต่างเพื่อทำเป็นไม่สนใจอีกฝ่าย สายฝนที่ไม่รู้นึกครึ้มอกครึ้มใจอะไรตกลงมาทักทายพื้นดินเล่น ทำให้การจารจรติดขัดพอสมควร แอมเบอร์นั่งเคาะมือเป็นจังหวะกับพวงมาลัยอย่างไม่ได้แสดงออกอารมณ์อะไร คาราเมลเองก็จับจ้องไปที่หยดน้ำฝนที่เกาะที่หน้าต่าง เม็ดฝนบนกระจกรถไหลมารวมกันเป็นเม็ดใหญ่ก่อนจะล่วงลงไปสู่เบื้องล่าง คาราเมลมองมันด้วยความคิด คำโกหกหลายๆคำพอรวมกันมันจะกลายเป็นเรื่องโกหกแล้วดึงเขาลงสู่เบื้องล่างหรือเปล่านะ?

 

“มีอะไรหรือเปล่า?”

 

“ครับ?”

 

คาราเมลหันมามองคนที่สามารถเคลื่อนรถไปข้างหน้าได้นิดหน่อย ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกมองหลัง

 

“ฉันแค่รู้สึกว่านายแปลกๆ ทั้งที่กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว”

 

“เหมือนเดิม?”

                คาราเมลทวนคำอย่างไม่เข้าใจ แอมเบอร์ละสายตาออกจากกระจกคู่หนึ่งเหมื่อนเปลี่ยนอารมณ์ก่อนเบนกลับมาอีกครั้ง

 

“ก็ต้องแต่ทะเลาะกันนายก็ไมได้พูดไอ้เด็กข้างบ้านอะไรนั่นเลย ถึงจะดีกันแล้วแต่นายก็ไม่ได้พูดสักครั้ง ก็เลยคิดอยู่ว่านายจะเครียดหรือเปล่า?”

 

“.....”

 

                คาราเมลนิ่งเงียบ รู้สึกโกธรตัวเองแปลกๆที่ตลอดเวลาที่เขาทะเลาะกับแอมเบอร์เขาไม่ยอมฟังอีกฝ่ายชี้แจงอะไร ถ้าเขาฟังอาจจะรู้ว่าอีกฝ่ายเองก็เป็นห่วงเขาอยู่เหมือนกัน ที่แอมเบอร์ตวาดก็เพราะเขาทำตัวน่าโมโหเองนี่นา

 

“โทษตัวเองอยู่หรือไง?”

 

                คาราเมลเงยหน้ามองอีกฝ่ายที่ไมได้มองที่กระจกมองหลังแล้ว สายตาของแอมเบอร์จ้องไปยังทางข้างหน้าเพื่อขับรถที่เคลื่อนที่ได้ที่เท่าแมวดิ้นตาย คาราเมลไม่รู้จะบอกปัดหรือยอมรับออกไปสุดท้ายก็เงียบไปเหมือนเดิม เขาไม่ใช่พวกเงียบขรึมแต่ถ้ามีสถานการณ์ที่ต้องการเลี่ยงก็อยากจะกลายเป็นคนใบ้เหมือนกัน

 

“จะยังไงก็ช่าง อย่าลืมความเป็นตัวนายเองซะล่ะ”

 

“ความเป็นตัวผมหรอ?”

 

                แอมเบอร์ครางรับแทนคำตอบในลำคอ คาราเมลเอนหลังพิงเบาะก่อนจะก้มหน้าลงมองมือตัวเองที่เต็มไปด้วยเหงื่อยชุ่มไปหมด

 

“แอมเบอร์ชอบที่ผมเป็นแบบนี้ไหมครับ?”

 

“ถ้าถามว่าชอบไหม...ฉันก็คงตอบไม่ได้หรอก แต่แค่รู้สึกว่านายเป็นนายแบบนี้มันก็โอเคแล้ว จะติดใจอะไร?”

 

                แอมเบอร์ถามทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะเล็ก เขาส่ายหัวเบาๆเมื่อถึงคราวที่อีกฝ่ายจะคิดมากก็มากเกินจนดูน่าสงสาร

 

“แล้วถ้าตอนนี้ผมไม่ใช่ผมล่ะครับ?”

 

“หือ?”

 

                นัยน์ตาสีม่วงของแอมเบอร์เสขึ้นมองที่กระจกมองหลังทันที ดวงตาของเขาสบเข้ากับดวงตาสีอำพันของคาราเมล แววตาที่ดูสับสนและเหน็ดเหนื่อย

 

“ถ้าชื่อที่คุณใช้เรียกทุกวันไม่ใช่ชื่อของผม ถ้าดวงตาคู่ที่สบกับคุณอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ดวงตาของผม ถ้าเส้นผมที่คุณเคยบ่นว่ายาวไปไม่ใช่ของผม ถ้าน้ำเสียงที่ใช้พูดกับคุณไม่ใช่ของผม ถ้าผมที่คุณรู้จักเป็นอย่างอื่นนอกจากนั้น ถ้าผมคนนี้ไม่ใช่อย่างที่คุณเห็นล่ะครับ? จะเกลียดผมไหม? จะยังอยากให้ผมเป็นแบบเดิมอยู่หรือเปล่า?”

 

                คาราเมลถามออกไปด้วยเสียงสั่นๆ เขาถามไปแล้ว คำถามที่เขามักกลัวคำตอบอยู่เสมอ เขาไม่รู้อีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ ไม่รู้ว่ารู้สึกแบบไหน เพราะดวงตาสีอเมทิตส์ถูกซ่อนไว้ภายใต้เปลือกตาบาง

 

“ก็แล้วไงล่ะ?”

               

“ครับ?”

 

“ทำไมฉันจะต้องแคร์ด้วยว่านายที่ฉันเห็นอยู่ใช่ของจริงหรือเปล่า?  นายจะชื่อคาราเมลหรือเปล่า? ตานายจะเป็นสีอำพันหรือเปล่า? นายจะมีผมสีคาราเมลหรือเปล่า? นายจะมีโทนเสียงนุ้มๆหรือเปล่า? นายจะงี่เง่างอแงหรือเปล่า? ทำไมฉันต้องแคร์พวกนั้นด้วยล่ะ?”

 

“ก็ถ้าผมโกหกคุณ...”

 

“แล้วคนที่ฉันคุยอยู่ตอนนี้ใช่หมาป่าสีขาวแห่งหน่วยโวคหรือเปล่าล่ะ?”

 

                คาราเมลมมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจในคำถาม แต่ก็พยักหน้ารับไปช้าๆ

 

“ก็แค่นั้นแหละ”

 

“หือ?”

 

“ก็คนที่ฉันอยากคุยมันคือตัวนายที่อยู่ข้างในนี่”

 

                คาราเมลเบิกตาโพลงเมื่อได้ยินคำพูดแบบนั้นออกมาจากปากของแอมเบอร์ ถ้ากระจกมองหน้ามันสูงพอเขาคงจะได้เห้นรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากของแอมเบอร์ด้วย ร่างสงคลี่ยิ้มบางๆเมื่อได้ฟังคำถามอีกฝ่าย

 

“ฉันไม่สนหรอกว่านายจะเป็นลูกใคร หลานใคร ตราบใดที่คนตรงหน้ายังเป็นนายไม่ใช่ใครสิงอยู่แค่นั้นก็พอแล้ว”

 

                แอมเบอร์แอบหน้าซีดเล็กๆเมื่อนึกถึงตอนที่อาจารย์ของคาราเมลว่าสิงเจ้าตัว คาราเมลที่มาท่าที่โกธรเกรี้ยวโมโหร้ายนั่นน่ากลัวหยอก

 

“ขอบคุณมากนะครับ”

 

“???”

 

                แอมเบอร์หันไปมองด้วยสายตาตัวเองว่าคนด้านหลังเป็นคาราเมลตัวจริงและยังไม่ได้หายไปไหน อีกฝ่ายหลับไปหลังจากเอ่ยขอบคุณอย่างรวดเร็ว แอมเบอร์กระพริบตามองอีกฝ่ายแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

 

“จะเหนื่อยมากนะเนี่ย”

 

                รถคันหรูขับมาเรื่อยๆตามสภาพการจราจรที่แสนติดขัด เนื่องด้วยอาจจะเพราะงานของหวานที่จัดที่กลางเมื่อด้วยทำให้มีทั้งรถขาเข้าและขาออกเต็มไปหมด กว่าจะมาถึงคอนโดฯก็ปาเข้าไปหกโมงเย็น รถติดมากจนจากเวลาที่ใช้เดินทางแค่ยี่สิบนาทีกลายเป็นสองชั่วโมง! เมื่อถึงที่พักแอมเบอร์แอบอารมณ์เสียเบาๆกับสภาพการจารจรแบบนี้แต่ก็ยังชั่งใจไม่บ่นอะไรออกไป เจ้าตัวลงจากรถแล้วอ้อมไปเบาะหลังเพื่อชอนตัวเจ้าตัวแสบที่หลับอุตุปลุกไม่ยอมตื่น แอมเบอร์อุ้มร่างที่เบากว่าที่คิดขึ้นไปยังห้องของเอพริลทันทีเพรารู้ว่าโอเชี่ยนต้องอยู่ที่นั่นด้วย พวกเขาตกลงกันว่าจะอยู่เฝ้าเอพริลด้วยเผื่อว่าคนร้ายจะบุกมาฆ่าอีกฝ่ายเพื่อปิดปาก

 

                ปึงๆ

 

                แอมเบอร์ใช้เท้าเคาะประตูห้องของอีกฝ่ายแล้วยืนรอด้วยสภาพที่โอเชี่ยนเห็นอาจจะผงะหงายหลัง และก็เป็นตามคาด โอเชี่ยนหงายหลังไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเขามีคาราเมลอยู้ในอ้อมแขน

               

“ทำไมคาร่า?”

               

“เล่นจนหลับไปน่ะ ยังกับเด็กๆ”

 

                ตอบคำถามแล้วก็บ่นปิดท้ายแถมใก้อีกดอก โอเชี่ยนทำหน้าเหวอแล้วหลีกเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าไปในห้อง แอมเบอร์เดินเข้าไปวางคาราเมลไว้ในห้องนอนย่อยอีกห้อง เขาจำได้เพราแต่ก่อนเคยมานอนบ่อยสมัยที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยของโวค เอพริลที่ลุกขึ้นเดินได้ตามปกติเดินเข้ามาดูอย่างสงสัย เสียงแห่บพล่าเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

 

“คุณคาราเมลเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”

 

“เล่นมากไปน่ะ วันนี้ก็เที่ยวทั้งวันเลย”

 

                แอมเบอร์ตอบแบบขอไปที เขาวางคาราเมลลงเบาๆอย่างอ่อนโยนจนเอพริลอมยิ้ม

 

“อะไร? ยิ้มอย่างนี้อยากกลับไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มอีกรอบหรือไง?”

 

“โห้..โหดๆ”

 

                เอพริลยิ้มขำๆก่อนจะกุมแผลที่หน้าอกเพราะได้รับการกระทบกระเทือนเล็กน้อย

 

“สมน้ำหน้า”

 

                แอมเบอร์ว่าเสียงเรียบก่อนจะเดินออกไปแล้วปิดประตูลง

 

“แล้วนี่นายจะประชุมตอนไหนเนี่ย? คาร่ายังหลับอยู่เลย”โอเชี่ยนเดินเข้ามาพร้อมน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว แล้วยื่นให้กับแอมเบอร์ แอมเบอร์รับมันไปก่อนยกขึ้นดื่ม

 

“ก็ต้องรอไอ้แสบมันตื่นก่อนน่ะแหละ”

 

 

“งืม...”

 

คาราเมลครางในลำคอเบาๆก่อนจะลุกขึ้นมานั่งด้วยสภาพหัวฟูๆ เขามองไปรอบตัวเห็นแต่ความมืดมิดแต่กลิ่นภายในห้องพอจะชี้ออกว่านี่ไม่ใช่ห้องของเขา(ของแอมเบอร์มากกว่า) แสงที่ลอดผ่านช่องแคบๆใต้ประตูเข้ามาทำให้เขารู้ว่าด้านนอกน่าจะยังมีคนอยู่ เสียงโวกเวกโวยวายนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาตื่น คาราเมลลุกขึ้นด้วยความคิดที่อยากจะอาบน้ำเต็มทน

 

“มีเสื้อคลุมพอดี เดี๋ยวค่อยให้แอมเบอร์ลงไปเอาชุดให้แล้วกัน”

 

                คาราเมลพึมพัมก่อนเดินไปเปิดไฟและเข้าห้องน้ำไป ด้านในห้องน้ำกว้างพอตัว มีกระจกฝ้ากั้นอยู่มุมหนึ่งของห้อง ส่วนอ่างล้างหน้ากับโถส้วมก็แนกออกมาเป็นสัดส่วน คาราเมลถอดเสื้อผ้าออกก่อนโยนทิ้งแล้วเดินเข้าไปหลังกระจกฝ้า น้ำอุ่นๆถูกเปิดให้ชำระร่างกายที่เหนื่อยล้าของเด็กหนุ่ม กลิ่นสบู่หอมๆอบอวนไปทั่วห้องน้ำทำให้เด็กหนุ่มผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง

 

“จะมาเฝ้าทำไมครับ ไม่มีงานมีการทำหรือไง”

 

                เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาเหมือนกับกล่าวกับอากาศก่อนจะเอาหลังพิงกระจกฝ้า เงาร่างสูงอยู่ด้านหลังกระจกฝ้านั้นพอให้เดาตำแหน่งได้ อีกฝ่ายยิ้มออกมาเบาๆก่อนจะเอ่ยออกไป

 

“ก็ได้ยินมาว่าเจอเรื่องน่ะ ก็เลยตามมาดูแล ยังไงฉันก็ต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว”

 

                คาราเมลหลุบตาลงต่ำ อีกฝ่ายเป็นใครที่ไม่ใช่สามคนด้านนอก ไม่ทั้งลูนอสหรือโยกัง ไม่แม้แต่เป็นคนที่เพิ่งเจอเมื่อกลางวันด้วยซ้ำ ไปทำอีท่าไหนถึงรู้นะว่าเขาเจออะไรมาบ้าง

 

“นี่...ถามอะไรหน่อยสิ”คาราเมลตัดสินใจเอ่ยออกไปเพราะรู้ว่าที่อีกมาหาเขาต้องมาเพื่อรับฟังเหมือนทุกๆครั้งแน่

 

 

“ว่ามาสิ”

 

                คาราเมลจิ๊ปากเล็กๆเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายหัวเราะเขาออกมาเบาๆ ฝากไว้ก่อนเถอะน่า....

 

“ที่ผมทำไปน่ะ...ที่ไม่ไปกับหมอนั่นน่ะคงถูกแล้วใช่ไหม?”

 

“เรื่องนั้น...เธอควรถามใจตัวเองนะฉันว่า”

 

“ถ้าผมถามตัวเองแล้วรู้เรื่อง ผมจะมาถามคุณทำไมเล่า”

 

                คาราเมลว่าด้วยเสียงฉุนเล็กๆ เขาต้องการคำตอบที่พอเป็นประโยชน์ไม่ใช่คำตอบที่ปัดความรับผิดชอบยิ่งกว่าอะไรดี

 

“ฮ่ะๆ ความจริงแล้วน่ะ เธอคิดยังไงเกี่ยวกับเขาล่ะ?”

 

                คำถามที่ตอบถามกลับมาทำให้คาราเมลขมวดคิ้ว เจ้าตัวเชิดหน้าขึ้นแล้วตอบกลับไปด้วยเสียงที่มั่นใจ

 

“เกลียดขี้หน้า จะไปตายที่ไหนก็ไป ไม่ต้องมาให้เห็นหน้า ไม่ต้องมาทำดีเลย! ไม่ต้อง...”

               

“ความจริงล่ะ?”

 

                เสียงที่ขัดขึ้นทำให้คาราเมลเงียบลง ร่างโปร่งกำมือแน่นก่อนตอบออกไป

 

“อย่า...ทิ้งกันไปได้ไหม...อย่าปล่อยมือได้ไหม...อย่าทิ้งผมไว้คนเดียว...ได้ไหม?”

 

                คาราเมลก้มหน้าตอบคำถามออกไป ร่างอีกฝั่งกระจกขยับยิ้มแล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

“แล้วทำไมไม่พูดแบบนั้นล่ะ?”

 

“ถ้าผมพูดแล้วเขาจะยอมทำตามไหมล่ะ? พูดออกไปถ้าเขาไม่ทำตามมันก็ดูน่าสมเพช ดูไร้ค่า ไม่มีค่าอะไรเลย...”

 

“เลือกระหว่างไร้ค่ากับไร้คำตอบจะเลือกอะไรล่ะ? ถ้าเขาตอบว่าไม่สุดท้ายเธอเองจะได้ไม่ต้องหวัง ถ้าเขาตอบว่าได้นั่นก็คือเรื่องดี เธอน่ะโตแล้วนะ น่าจะรู้อะไรได้แล้วสิ”

 

“คนโตไมได้รู้ทุกเรื่องซะหน่อย!”คาราเมลตอบกลับก่อนจะก้มหน้าหงุดเมื่อรู้สึกว่าอีกฝ่ายมองอยู่

 

“โกหกตัวเองมันไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอกนะ บางครั้งเขาอาจจะหวังให้เธอบอกให้เขากลับมาก็ได้ บางทีน่ะนะ...”

                คาราเมลเงียบเสียงไม่ตอบกลับอะไรอีกฝ่ายไป น้ำจากฝักบัวยังคงเทลงมาอย่างต่อเนื่อง เสียงน้ำกระทบพื้นจึงกลายเป็นคำตอบระหว่างทั้งสอง คาราเมลทรุดตัวลงก่อนจะคู้ตัวเอาหลังพิงฝ้ากระจกอย่างน่าสงสาร

 

“ผมเหนื่อย...ผมไม่ไหวแล้ว...แต่ผมไปไมได้ ถ้าผมไปแล้วพวกแอมเบอร์ล่ะ? ผมทิ้งพวกเขาไมได้ แต่ก็ทิ้งสิ่งที่อยู่ในใจไม่ได้ ผมควรจะหันไปสนใจคนที่ผมเคยหนีมาเพราะพวกเขาเองคงรู้สึกอะไรไม่ต่างจากผม แต่ผมก็ยังต้องการให้คนที่หนีผมไป หรือผมควรอยู่แบบไม่เหลือใครสักคน คุณตอบผมได้ไหม”

 

                ความเงียบกลายมาเป็นคำตอบของคำถามที่ถูกเอ่ยถามออกไป คาราเมลนิ่งรอฟังคำตอบที่จะได้รับกลับมาอย่างไม่รู้จำทำยังไง เขาไม่ใช่เด็กๆแล้วที่จะมานั่งร้องไห้เมื่อมีปัญหา แต่บางครั้งเองมันก็อดไมได้เหมือนกัน

 

“หันหน้ามานี่สิ แล้วฉันจะบอกอะไรให้”

 

                ไม่มีการต่อรองหรือตั้งแง่ คาราเมลหมุนตัวเข้าไปเผชิญหน้ากับคนด้านหลังกระจกฝา หน้าผากของเด็กหนุ่มแนบชิดกับกระจกฝ้าอย่างไร้เรี่ยวแรง สัมผัสอบอุ่นบางเบาก็ถูกส่งผ่านประจกมาสู่หน้าผากของเด็กหนุ่ม เป็นความอบอุ่นที่โหยหามาโดยตลอด

“ต่อให้คนทั้งโลกละทิ้งเธอ แต่ฉันจะอยู่กับเธอเสมอและตลอดไปนะ”

 

                สายฝนโปรยปรายลงมาตั้งแต่ช่วงเย็นกระทบเข้ากับบานหน้าต่างที่ถูกปิดไว้ เจ้าของห้องนั่งมองไปยังบานหน้าต่างนั้นด้วยความกลัว เขาพยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าน้อยก็ขอให้หลุดพ้นจากความกลัวรอบกายนี้ไป แสงจากฟ้าแลบที่ส่องเข้ามาทำให้เขาสะดุ้งด้วยความหวาดกลัวเป็นระยะๆก่อนจะเป็นเสียงฟ้าผ่าเสียงดังที่ทำให้เขาขวัญผวาที่สุด

 

                ร่างโปร่งไม่ทราบหน้าตาปรากฏกายขึ้นหลังจากเสียงฟ้าผ่านั้นจบลง ร่างนั้นเปียกปอนไปด้วยน้ำฝนกำลังก้าวเข้ามาช้าๆพร้อมเสียงเพลงจากริมฝีปาก

 

Heartbeats fast.Colors and promises. How to be brave. How can I love when I’m afraid to fall. But watching you stand alone. All of my doubt suddenly goes away somehow~

 

                น้ำเสียงบทุ้มไพเราะขับร้องบทเพลงได้น่าฟังและเศร้าสร้อยจนผู้ฟังเผลอร้องไห้ออกมาด้วยความ...กลัวตาย มีดเล่มเงินวาวถูกยกขึ้นแล้วชี้ไปตรงหน้าอย่างมาดมั่น ความวาวของคมมีดสะท้อนกับแสงจากฟ้าแลบด้านนอก อีกทั้งแสงนั้นยังสะท้อนดวงตาที่สนุกสุดเหวี่ยงของผู้ถือ

 

One step closser~

 

                ขาเรียวก้าวเข้าไปอีกหนึ่งก้าวจนปลายมีดจี้เข้ากับขอของชายผู้โชคร้าย ที่ไม่ต้องทำอะไร...ก็มียมทูตมาส่งความตายถึงบ้าน!

 

I have died everyday waiting for you.Darling don’t be afraid I have love you.For a thousand years.I love you for a thousand more~

 

                ชายผู้มีความตายส่งถึงบ้านยกมือขึ้นท่วมหัว กราบกรานอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อของชีวิตของตน

 

“อย่า....อย่าทำอะไรผม ได้โปรด...”

 

Time stands still.Beauty in all she is……

 

                ฉึก!

 

“อั่ก!

 

                เสียงกรีดร้องแทบไม่มีให้ได้ยินเมื่อมีดเล่มสวยแทงเข้าไปยังหลอดลมอย่างพอดิบพอดี เลือดสีแดงสดหลั่งรินออกมาไม่ขาดสายพร้อมการดิ้นไปมาของผู้เคราะห์ร้าย

 

I will be brave.I will not let anything take away.What’s standing in front of me.Every breath.Every hour has come to this~

 

                                เสียงร้องถูกขับออกมาอย่างลื่นหูและน่าฟัง ลืนไหลและหายไปในอากาศเหมือนกับลมหายใจของผู้ที่อยู่ตรงหน้าเขา....

 

If you want, I will do it.

 

ถ้อยคำสุดท้ายถูกเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะโยนมีดเล่มที่เปอะไปด้วยโลหิตสีสดลงพื้นอย่างไม่ใยดี
.

.

.

ขอสักมือหนึ่งที่ช่วยคลายความกังวล
ขอแค่ใครสักคนคอยรับฟัง
.

.

.

 

 

++++++++++++++++100%++++++++++++++++

 ดีขอบคุณคุณ snowdream_fafaza ก่อนเป็นอันดับแรกเลยครับที่ช่วยแนะนำ จะนำไปพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้นไปครับ

แล้วก็คุณ Lam[Bor]Ghini'z ...~ กับการช่วยแก้คำผิดครับ ช่วยได้มากเลยครับถึงผมยังหาไม่เจอว่าตัวเองผิดบรรทัดไหนก็เถอะ5555
 

มาถึงเรื่องโจ๊ก(หรือเปล่า?)ประจำบท พอดีเหลือบไปเห็นทริปข้างๆกล่องลงนิยายว่า"การที่จะใหตัวละครสมจริงนักเขียนต้องเชื่อในตัวละครก่อน" คือแบบ...เชื่อไหมอ่า...วันแม่ที่ผ่านมาก็ร้องไห้เพราะนึกถึงคาร่านี่แหละ5555 ก็ร้องเพลงเรียงความเรื่องแม่อยู่ด้านหน้าสุดเลย(ที่กรรมการนักเรียน) แล้วพอถึงท่อน"เป็นห่วงก็ไม่รู้ ดูแลก็ไม่คุ้น กอดแม่อุ่นจริงๆมันจริงไหม?" นึกถึงเรื่องคาร่าขึ้นมาแล้วก็...ร้องไห้ บอกเลยว่าอายโคตร เพื่อนมันถ่ายคลิปไว้ด้วย5555

โอเคจบๆ อย่าลืมเม้น ลืมโหวต เพื่อไม่เป็นภาระปั่นทอนกำลังใจของคนแต่งนะฮับ

เพลงที่ถูกนำมาใช้ในบทนี้คือเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องvampire twilight ชื่อเพลงA Thousand Years  ของChristina Perri แต่ดูเหมือนจะคนละเวอร์ชั่น อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเพราะไม่เคยดูTwillight555 แต่ว่าชอบเพลงนะ ใครไม่เคยฟัง>>>คลิ๊ก<<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #192 เด็กแว่นสีชมพู (@whitebaby) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2556 / 19:28
    ใครกันที่อยู่หลังกระจก ใช่เซนเซย์รึเปล่า
    #192
    0
  2. #91 Good One D@y (@magic_girl) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2556 / 01:42
    สนุกมากเลย อ่านแล้วอยากอ่านต่อ ปริศนามีเยอะแยะ แบบว่า รีบมาต่อนะ!!!
    #91
    0
  3. วันที่ 27 สิงหาคม 2556 / 18:01
    สนุกจังเลยยยย~ อยากเห็นคอคาร่าจังที่ถูกพันไว้อ๊ะ!! (ยัยโรคจิต= =;;)
    #89
    0
  4. #88 Night (@fah2541) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2556 / 23:32
    ปฏิเสท = ปฏิเสธ ค่ะ สู้ๆนะคะ ^^
    #88
    0