Little Sheep or Werewolf แกะตัวนั้นที่มันเป็นหมาป่า

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 24,137 Views

  • 485 Comments

  • 1,075 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    28

    Overall
    24,137

ตอนที่ 17 : Charter#13 +::[หมาป่าที่ปางตาย]::+{120%}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1052
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    6 พ.ย. 56

:)  Shalunla

Charter#13

หมาป่าที่ปางตาย

.

.

.

สายโลหิตรินหลั่งสีแดงฉาน

ภาพวันวานมันดูไร้ความหมาย

.

.

.

                ลูกลับๆงั้นเหรอ...

 

                เอพริลกัดฟันมองข้อความในจดหมายก่อนจะขยำมันปาลงถังขยะข้างเสาไปท่ามกลางคงามงุนงงของการ์ดทั้งสอง

 

“ผมอยู่ด้านในแล้วครับ เสียงดังมากเลย”

 

“ครับ ตั้งแต่ตรงนี้ไปให้เราจะตัดการสื่อสารชั่วคราว มีอะไรแล้วจะติดต่อไป”

 

“ครับ”

 

                สิ้นเสียงตอบรับของเอพริลอีกฝ่ายก็เงียบไป ดูเหมือนว่าจะตัดก่อนสื่อสารไปแล้วจริงๆ ชายหนุ่มยืนนิ่งๆหันหลังให้ทางเข้าเพราะยังทำตัวไม่ค่อยถูก แน่นอนว่าเขาต้องไม่เคยมาที่นี่แน่ๆ นันย์ตาสีดำภายใต้กรอบแว่นเสมองรอบๆอย่างเกร็งๆ เสียงดนตรีจังหวะสนุกดั่งสนั่นจนเขาเริ่มปวดหัว พวกนั้นคิดผิดแล้วที่ส่งคนรักที่สงบๆอย่างเอพริลว่าทำงานนี้

 

“อ่ะอ้าว นี่คงเป็นคุณหนูลูกสาวลับๆของคุณเบลเฟกอลสินะครับ”

 

                เสียงทุ้มๆดูเย้ายวนดังมาจากด้านหลังทำให้เอพริลหันไปมองด้วยความตกใจ ชายหนุ่มอายุดูไม่ห่างจากเขาเท่าไหร่นักยืนยิ้มหวานให้เอพริลอยู่ เส้นผมแทบแยกสีไม่ออกเมื่ออยู่ในที่ที่มีแต่แสงไฟกระพริบหลากสี ร่างนั้นค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ๆกับเอพริลก่อนจะกุมมืออีกฝ่ายไว้

 

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณหนู ผมชื่อไคครับ”ว่าจบก็จุมพิตเบาๆที่หลังมือของเอพริล

 

“ย่ะ..ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ผ่ะ...เอ่อ ฉันชื่อ...ชื่อเมย์ค่ะ”

 

                เอพริลว่าก่อนชักมือกลับ ชื่อที่เพิ่งตั้งได้สดๆร้อนๆจากการไล่เดือนภาษาอังกฤษ ถัดจากเอพริลก็ต้องเมย์นี่แหละ!

 

“ก๊ากกกกกกก ฮ่าๆๆๆคุณหนูเมย์ คุณหนูเมย์ ก๊ากๆๆๆ”

 

                ปรึด!

 

“เงียบปากไปเลยโอเชี่ยน”เอพริลกัดฟันบอกผ่านเครื่องมือสื่อสาร

 

“ช๊ะ! ทำไมได้ยินอ่ะ อ๋า คาร่า! เปิดไมค์ทำไม!

 

“มีอะไรหรือเปล่าครับเมย์ ยกมือปิดหน้าทำไม?”

 

“อ่ะ..เอ่อ เหมือนมีอะไรมาติดที่ปลายจมูกน่ะค่ะ”เอพริลตอบแบบแถๆ

 

“ไหนให้พี่ดูนะครับ”

 

                ไคจับมือ(ที่เข้าใจว่าเป็น)เด็กสาวลง ก่อนเชยคางอีกฝ่ายขึ้น นั่นไม่ได้ทำให้เอพริลเขินแต่โคตรวิตกกังวลต่างหาก!

 

“กรี๊ดดดดดดดดดดดด”

 

                เสียงกรี๊ดทำให้เอพริลหันไปมองอย่างตกใจ ดวงตาเรียวแข็งกร้าวขึ้นทันที

 

“เสียงพวกแฟนคลับพี่น่ะครับ แหม่...เมย์ทำหน้าตาหน้ากลัวจัง”

 

                เอพริลชะงักก่อนเบนหน้ากลับมาด้วยรอยยิ้มแห้ง(แต่มันดูไร้เดียงสา)”คุณพ่อสอนให้ระวังตัวน่ะค่ะ”

 

                ไคพยักหน้ารับเหมือนเข้าใจ แล้วถือวิสาสะโอบเอวเอพริลไปยังที่นั่ง แม้ใจอยากจะโวยวายขนาดไหนแต่เขาก็เข้าใจว่าถ้ามาทำงานนี้ยังไงคงต้องทนให้ผู้ชายแตะเนื้อต้องตัวจนเปื่อยแน่ๆ

 

“เมย์จะรับอะไรดีครับ พี่ว่าน้องเมย์น่าจะรับเป็นน้ำหวานนะครับ”

 

                เอพริลเงยหน้าขึ้นจากเมนูก่อนเอียงคอมองอีกฝ่ายอย่างสงสัย”ทำไมเป็นพี่กับน้องล่ะคะ?”

 

“พี่ว่าพี่น่าจะแก่กว่าเมย์นะ น้องเมย์อายุเท่าไหร่ครับ?”

 

“22ค่ะ”เอพริลกัดฟันตอบเพราะได้ยินเสียงหัวเราะมาจากเครื่องมือสื่อสาร ฝั่งนั้นกำลังหัวเราะที่เขาถูกเรียกว่าน้องอย่างเสียงดังฟังชัด มันน่ายั๊วหยอก

 

“จริงเหรอครับเนี่ย อายุเท่ากันเลย น้องเมย์หน้าเด็กจังโกหกหรือเปล่าเนี่ย?”

 

“เปล่านะคะ”

 

                เอพริลว่าก่อนเอามือล้วงกระเป๋าจะหยิบบัตรประจำตัวให้อีกฝ่ายดูอย่างลืมตัว

 

“ผู้ชาย?”

 

                แวรล่ะ!!!

 

“อ่ะ..เอ่อ นั่นมัน...”

 

“อ๋อพี่ชายฝาแฝดสินะครับ”

 

“ค่ะ..”

 

                เอพริลลอบถอนหายใจเบาๆไปพร้อมๆกับเหล่าโวคที่นั่งอยู่บนรถตู้

 

“หน้าเหมือนกันมากเลยนะเนี่ย พี่ชื่อเอพริลถึงว่าสิน้องชื่อเมย์ น่ารักจังนะครับ”ว่าจบไคก็ยื่นบัตรคือแก่เอพริล

 

“ค่ะ แต่พักนี้ไม่ค่อยได้เจอพี่ชายเลยน่ะค่ะ พี่เขามัวแต่ทำคดีแต่ไม่ยอมบอกอะไรเมย์เลย...”

 

ได้ทีเอพริลก็แกล้งสร้างเรื่องขึ้นมาทันควันจนออสก้าอยากจะมอบรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมให้ เอพริลแกล้งทำหน้าเศร้าก่อนใช้หลอดคนน้ำเปล่าในแก้วที่เพิ่งมาเสริฟ

 

“พี่น้องเมย์ทำงานกับคุณพ่อหรอครับ?”

 

“ค่ะ พี่เอพริลทำคดีอะไรไม่รู้ไม่ยอมบอกเมย์เลย รู้แต่ทำคดีที่คนร้ายฆ่าต่อเนื่องน่ะค่ะ”

 

“อ๋อ..ข่าวนั้นพี่พอจะเคยได้ยินนะ”

 

“จริงหรอคะ! เล่าให้เมย์ฟังมั่งนะคะ ขอร้อง”

 

                เอพริลพยายามทำหน้าอ้อนวอนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาไม่เคยขอร้องใครขนาดนี้มาก่อน ทั้งอีกฝ่ายนั่นก็เป็นใครไม่รู้ ด้านไคก็ทำหน้าลำบากใจเพราเข้าใจว่าน้องเมย์ของเขาเป็นพวกอ่อนต่อโลกไม่รู้จะเล่าดีหรือเปล่า

 

“ถ้าพี่เล่าให้เมย์ฟัง เมย์จะกลับมาอีกแน่ค่ะ!

 

“เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ”

 

                แล้วเรื่องราวที่ยังไงเอพริลก็รู้อยู่แล้วก็ถูกเล่าจากปากชายหนุ่มที่ดูท่าทางขี้โม้ เขาเล่ารายละเอียดปลีกย่อยได้ดีทั้งยังใส่ความคิดเห็นลงไปด้วย แน่นอนว่าเขาไม่กล้าวิจารณ์การทำงานของหน่วยโวคเมื่อลูกค้าคนสำคัญนั้นเป็นลูกสาวลับๆของผูบัญชาการสูงสุดของหน่วยโวค

 

“เอ่อ...พี่ไคคะ”

 

“อะไรเหรอครับน้องเมย์?”

 

                ชายหนุ่มที่กำลังเมาส์ได้ที่หันมาถามคนที่เริ่มเบื่อเพราะมีแต่ข้อมูลที่รู้แล้วทั้งนั้น

 

“ทั้งผับนี้พนักงานทุกคนรู้หรือเปล่าคะว่าเมย์เป็นลูกใคร?”

 

“อ๋อ มีแค่เจ้าของร้าน การ์ดหน้าประตู แล้วก็พี่ที่เป็นโฮตส์อันดับหนึ่งที่ถูกส่งมาดูแลน้องเมย์เท่านั้นล่ะครับที่รู้”

 

                เอพริลถอนหายก่อนก่อนลุกขึ้นยืน”เดี๋ยวเมย์มา รออยู่นี่ห้ามไปไหนนะคะ แล้วก็...”ชายหนุ่มที่อยู่ในสภาพเด็กสาวโน้มตัวลงมาโอบคอร่างที่นั่งอยู่พร้อมทั้งกระซิบข้างหู”อย่าบอกใครว่าเมย์เป็นใครนะคะ เมย์อยากสนุกกับชีวิตคนธรรมดา ถ้าพี่ไคทำได้ เมย์มีรางวัล”พูดจบก็เลื่อนหน้ากลับให้ปลายจมูกเฉี่ยวแก้มของอีกฝ่ายเบาๆ มือเรียวสองข้างค่อยๆลูบลงมาจากไหล่ไล่ไปที่หน้าอกจนถึงเอวแล้วผละไป

 

“ผมจะไปสืบข้อมูลอื่นๆ ข้อมูลจากโฮตส์คนนี้ไม่ค่อยแตกต่างเลย”

 

“....”

 

“ได้ยินที่พูดไหมครับ?”

 

“อ่ะ..เอ่อ ได้ยินสิ ได้ยินชัดด้วย ชัดเจนเลย ถ้าพี่ไคทำได้เมย์มีรางวัลให้ แหวะๆๆๆ”

 

“เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับโอเชี่ยน?”

 

“ป๊ะป๋าเขาห่ะ อื้อ! อื้ออออออ อ๊ะอ๋าอึงอ่าอ๊า อึงอ่ะอั๊บอึง อื้อออออออออออ”

 

“ห๊ะ? เอ่อ...ช่างมันเถอะครับ ผมจะไปสืบขอ้มูลต่อแล้ว”

 

                เอพริลเลิกสนใจภาษาอ.อ่างในสายก่อนเริ่มออกเดินไปพร้อมแก้วน้ำหวานที่ถูกสั่งมา นัยน์ตาเรียวจับจ้องและมองคนที่ที่คาดว่าจะสามารถสืบอะไรได้บ้าง

 

“สวัสดีครับคนสวย ยังไม่มีคนเทคแคร์เหรอครับ?”

 

                เสียงทุ้มที่แทบจะเป็นพิมพ์เดียวกันกับที่ไคพูดดังขึ้นทำให้เอพริลชะงักก่อนกันไปยิ้มหวานให้อีกฝ่าย  ต่อให้ไม่มีเครื่องแบบตายตัวแต่การที่ผับแห่งนี้ห้ามผู้ชายเข้ามันทำให้เอพริลแยกระหว่างแขกและพนักงานออก

 

“ค่ะ จะช่วยมาเทคแคร์หน่อยได้ไหมล่ะคะ?”

 

                เอพริลยกมือขึ้นทัดผมเข้ากับใบหูพร้อมรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่ตอนแรกมันเป็นของหายากแต่พอมาทำงานนี้มันเลยกลายเป็นไอเท็มจำเป็นไปเลย

 

“ได้สิครับ”

 

                โฮตส์คนนั้นผายมือไปยังบาร์เครื่องดื่มเพื่อชวนนั่ง เอพริลจึงเดินนำไปพลางคิดหาลูกเล่นที่จะหลอกเอาข้อมูลจากอีกฝ่ายไปพลาง

 

“พี่ชื่อเคย์นะครับ”

 

“เมย์ค่ะ”

 

                เอพริลคิ้วกระตุกเมื่ออีกฝ่ายเรียกแทนตัวเองว่าพี่อีกคน แต่คราวนี้เขาไม่มีเวลามาแนะนำตัวว่าอายุเท่าไหร่ ลูกใครน้องใคร อีกทั้งการที่เกี่ยวข้องกับโวคมันยังทำให้เขาถูกจำกัดในการล้วงข้อมูลนั่นจึงเป็นเหตุผลให้เขาออกเดินมาหาแหล่งข้อมูลใหม่

 

“ชื่อน่ารักจังนะครับ”

 

“ขอบคุณค่ะ”

 

“น้องเมย์มาทำอะไรที่นี่ล่ะครับ?”

 

“มาปลูกข้าวมั้งลุง มาโฮตส์คลับก็ต้องมาหาปู้จายดิ ปู้จายอ่ะ!

 

“เงียบไปเลยโอเชี่ยน!

 

                เอพริลกระซิบก่อนกลับมายิ้มให้คนตรงหน้าที่ดูงงๆแต่ก็ไม่ซักไซร์อะไรมากมาย

 

“ช่วงนี้มีข่าวว่ามีผู้หญิงที่โดนฆ่าตอนกลางคืนเยอะน่ะค่ะ แล้วพอดีวันนี้เมย์กลับบ้านดึกก็เลยแว๊ะที่นี่ก่อนเพราอย่างน้อยที่นี่คนเยอะและการดูแลหนาแน่น กะว่าจะอยู่ที่นี่ถึงเช้าน่ะค่ะ ปกติเมย์ก็มากับเพื่อนแต่ว่ามาแป๊ปๆก็กลับน่ะค่ะ”

 

                เอพริลแกล้งกุเรื่องขึ้นและแน่นอนว่าเขายังไม่ได้ลืมเรื่องจดหมายเชิญจึงแกล้งทำทีว่าเป็นลูกค้าที่เคยมาที่นี่แล้ว

 

“น่ากลัวจังนะครับ พี่เองก็เห็นข่าวเหมือนกัน แต่เมย์ไม่ต้องกลัวนะพี่จะดูแลเมย์เอง”

 

“เอาเข้าใจเอพริลคงเป็นฝ่ายดูแลมากกว่า”

 

                ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจเบาๆเพื่อสงบสติแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงนกเสียงกาเสียงหมาเสียงแมวที่รอดมา

 

“เมย์ได้ยินมาว่าผู้ตายส่วนใหญ่เป็นหญิงโสเภณีด้วยแหละค่ะ”

 

“จริงเหรอครับ! แบบนี้ก็แย่น่ะสิ”

 

“ทำไมเหรอคะ”

 

                เอพริลที่เริมจับรางข่าวที่จะได้รับได้ก็รีบรุกถามต่อทันที

 

“เอ่อ...รู้แล้วเหยียบไว้นะครับ ที่จริงแล้วเถ้าแก่ที่นี่เปิดบริการพรรค์นั้นอยู่หลังร้านน่ะครับ เดี๋ยวพี่ต้องรีบไปบอกเถ้าแก่ให้งดก่อนดีกว่า มีคนตายขึ้นมาคงแย่ ขอตัวนะครับ”

 

                ว่าจบเคย์ก็รีบลุกขึ้นไปจากที่นั่ง เอพริลขยับยิ้มไม่คิดว่าจะได้ข้อมูลลับสุดๆมาไว้ในมือง่ายๆ เกรงว่าเอพริลจะจับได้ถูกคนเพราะเขาได้โฮตส์ที่อ่อนต่อการยั่วยวนของหญิงสาวมา ทำให้พอทำสายตาออดอ้อนเข้าหน่อยก็บอกออกง่ายๆ

 

“ได้ยินนะครับ”

 

“ครับ ตอนนี้ผมให้ชินเรลองสืบข้อมูลอยู่ แล้วก็ถ้าไม่ได้ยังไงก็จะตืดต่อไปหาโยกังน่ะครับ”

 

                เอพริลหพยักหน้ากับตัวเองก่อนเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกว่ามีคนเดินมาจากด้านหลัง

 

“ลูกค้าใหม่เหรอจ๊ะเนี่ย เมื่อกี๊ยังเห็นคุยกับไคอยู่เลยมาคุยกับเคยืแล้ว ร้ายนะเรา”

 

“ก็ไม่....”

 

”เฮ้ย นี่มัน!!!!

 

 

                !!!!!

 

 

                งานงอกแล้วเอพริล!

 

 ++++++++++++++50%+++++++++++
 

 

                เอพริลมองหน้าสาวสวยที่เข้ามาทักเขาด้วยอารมณ์หลากหลาย ทั้งประหม่า ทั้งเห็นเค้าโครงความซวย จะไม่ให้ซวยได้ยังเมื่อคนที่เข้ามาทักเขาคือ...เชอร์รี่ เลขาสวยตัวที่เขาเพิ่งไล่ออกไปไม่กี่วัน! ถึงแม้ความจริงคนไล่จะเป็นโอเชี่ยนก็ตามแต่

 

“ว่าไงจ๊ะสาวน้อย ไคน่ะนะเป็นโฮตส์อันดับหนึ่งของที่นี่เชียวนะ”

                ดูท่าว่าหญิงสาวอาจจะจำเขาไม่ได้บวกกับแสงไฟที่เริ่มสลัวๆทำให้มองหน้าเขาไม่ชัด เอพริลถอยหลังออกมาเล็กน้อยเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายใกล้ตนมากเกินไปจนจำสังเกตได้ หญิงสาวทรุดตัวลงยังเก้าอี้ข้างๆชายหนุ่ม มือเรียวสวยกับเล็บยาวสีแดงสดยกขึ้นม้วนเส้นผมสีบอนส์ที่เพิ่งไปเปลี่ยนมาไม่นานเล่นก่อนเริ่มชวนเอพริลคุย

 

“เธอชื่ออะไรเหรอจ๊ะ?”

 

“อ่ะ...เอ่อ เมย์ค่ะ”

 

 

                เอพริลตอบด้วยเสียงสั่นเล็กๆ ตอนนี้เขาประหม่ากว่าอยู่ต่อหน้าผู้ร้ายถือปืนเสียอีก

“ฉันชื่อเชอร์รี่นะ ยินดีที่ได้รู้จัก”หญิงสาวยกแก้วไวน์ที่ตนถือว่าด้วยขึ้น เอพริลจึงยกแก้วน้ำหวานของตนชนเพื่อเป็นมารยาท

 

“ดูเธอเป็นเด็กเงียบๆ เรียบร้อยไม่น่ามาเที่ยวที่แบบนี้เลยนะ”

 

“บังเอิญว่าวันนี้เมย์เรียนแล้วกลับดึกน่ะค่ะ ช่วงนี้มีข่าวผู้หญิงถูกฆ่าตายออกมา เมย์ก็เลยกะว่าจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะเช้าน่ะค่ะ”เอพริลเลือกใช้คำตอบแบบเดิม

 

“อ๋อ...ข่าวนั้นฉันก็เคยได้ยินนะ น่ากลัวเนอะ”

 

“ค่ะ”

 

                บรรยากาศของทั้งคู่เริ่มกลับเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้งจนเอพริลเริ่มประหม่าอีกรอบ เสียงจากฝั่งคาราเมลก็เงียบเลยจนเขารู้สึกเหมือนตัวเองอยู่คนเดียว

 

“อ่ะ...เอ่อ คุณเชอร์รี่ทำงานอะไรอยู่หรอคะตอนนี้?”

               

                ยังไงๆก็เคยเป็นเจ้านายกับลูกน้องกันมาก่อน เอพริลยังห่วงคนข้างๆอยู่ดี เพราการที่ไล่ออกแบบกระทันหันนั่น แม้ว่ามันจะผิดกฎจริงๆแต่ก็เร็วเกินกว่าจะเตรียมตัวหางานใหม่

 

“ฉันทำงานร้านเสริมสวยน่ะ นี่ก็เปิดร้านมาได้สามปีแล้ว”

 

                สามปี?

 

                เอพริลทวนคำอีกฝ่ายในใจ จำได้ว่าโอเชี่ยนไล่อีกฝ่ายออกไปได้ยังไม่ถึงสามเดือนดีด้วยซ้ำ หรือว่าอีกฝ่ายจะไม่อยากพูดเรื่องที่ตัวเองโดนไล่ออกจากโวคกันนะ? ต้องใช่แน่ๆเลย

               

“เอพริล...”

 

                เสียงจากปลายสายทำให้เอพริลชะงัก ไม่กล้ายกมือขึ้นตอบกลับอีกฝ่ายไป

 

“ออกมาให้ไกลจากผู้หญิงคนนั้น เชอร์รี่อาจทำเราเสียแผน”

 

                หมาป่าน้ำเงินเลิกคิ้วขึ้นเล็กๆ แต่ก็ยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดีไม่ได้ถามอะไรมาก หญิงสาวพอเห็นว่าคู่สนทนาลุกขึ้นก็เลยมองด้วยความสงสัย

               

“จะไปแล้วเหรอ ไหนบอกจะอยู่จนเช้าไง?”

 

“จะกลับไปที่โต๊ะน่ะค่ะ ทิ้งไคไว้นานแล้ว”

 

“อ๋อ”

 

“ขอโทษด้วยนะคะ”

 

“ขอโทษทำไม ไปเถอะ ยังไงนั่นเธอก็เสียเงินเรียกกเขามานะ”

 

                เอพริลแค่ยิ้มบางๆให้พลางมองอีกฝ่ายที่ยืนขึ้นบาง เขาไม่ได้ขอโทษเพราะว่าต้องทิ้งอีกฝ่ายไว้คนเดียว แต่ขอโทษที่เขาทำให้อีกฝ่ายลำบากต่างหาก นัยน์ตาสีดำมองหญิงสาวที่สูงเท่าๆกับเขา เมื่อก่อนตอนที่เขาใส่เสริมส้นหญิงสาวก็เตี้ยกว่าเขาเล็กน้อย เอพริลยิ้มอีกครั้งก่อนเดินหันหลังมาจากตรงนั้น กลับไปที่โต๊ะที่ตนเคยนั่งที่แรก

 

“อ้าว?”

 

                เอพิรลมองอย่างงุนงงเมื่อไม่พบชายหนุ่มที่เคยมาบริการตน ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวเอียงคอหน่อยๆก่อนถอนหายใจ อีกฝ่ายคงไปเข้าห้องน้ำหรืออาจจะเบื่อเลยออกไปเดินดูสาวๆ ไม่ก็มีแขกคนอื่นเรียกไป เอพริลทิ้งตัวลงนั่งกับโซฟาก่อนถอนหายใจ มือเรียวปัดเส้นผมสีดำยาวให้พ้นๆคอด้วยความรำคาญ

 

“ขอโทษนะครับคุณผู้หญิง ขอผมนั่งด้วยได้หรือเปล่า?”

 

                เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง เอพริลมั่นใจว่าคงเป็นโฮตส์อีกคนแน่ เขาพยักหน้ารับโดยไม่ทันมอง ร่างนั้นจึงเดินเข้ามาทิ้งตัวยังโซฟาฝั่งตรงข้ามกับเขา เมื่อเงยหน้ามองเอพริลก็สบกับดวงตาสีมรกตทรงเสน่ห์กับเรือนผมสีแดงเข้มที่ยาวละตนคอ เขาอยู่ในชุดเรียบๆแค่เสื้อเชิตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงสีดำ

 

“มาคนเดียวหรอครับ?”

 

“ค่ะ”

 

                เอพริลตอบด้วยเสียงเรียบๆมองหน้าอีกฝ่ายอย่างสงสัย อีกฝ่ายก็ไม่ได้ถือโทษโกธรอะไรเพียงยิ้มรับก่อนมือเรียวจะจะโบกผ่านๆที่โต๊ะนั่นทำให้ปรากฎแก้วคอกเทลสีสวยขึ้นมาท่ามกลางความตกตะลึงของเอพริล

 

“ผมชื่อคิลครับ เป็นนักมายากลที่จัดแสดงทั่วไปข้างถนน หรือเรียกกันว่า”เมจิกเชี่ยน สตรีท(Magician Street) ยินดีที่ได้รู้จักครับเมย์”

 

                ดอกกุหลาบสีแดงถูกยื่นให้แก่เอพิรล หมาป่าสีน้ำเงินหรือตามองก่อนรับดอกไม้นั้นมา

 

“รู้ชื่อฉันได้ไงคะ?”

 

                คิลยิ้มบางๆก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นแนบปาก”เพราะนั่นเป็นพรมลิขิตไงครับ”

 

                เอพริลยิ้มแห้งๆ เขาดูได้คำตอบจากอีกฝ่ายเท่าที่ควรแต่ก็ไม่อยากซักไซร้ต่อให้มากความ อีกฝ่ายเองก็ยิ้มละไมก่อนจะหยิบเอาไพ่หนึ่งสำรับขึ้นมาจากความว่างเบา

 

“วันนี้เรามาดูจิตใจของคุณกันหน่อยดีไหมครับ เลดี้?”

 

“ก็ได้ค่ะ”เอพริลที่เริ่มเบื่อเอ่ยตอบ

 

                                พอได้รับคำตอบตกลงชายหนุ่มผมแดงก็เริ่มสับไพ่ในมือไปมาด้วยท่าทีพริ้วไหวสวยงามจนไม่อาจละสายตาได้ ไพ่ในมือเรียวถูกสับอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถูกเรียงบนพื้นโต๊ะอย่างสวยงาม

 

“เลือกมาสักสามใบสิครับ”

 

                เอพิลแตะไพ่สามใบตามที่อีกฝ่ายบอกแล้วเลื่อนไปให้ชายหนุ่ม คิลเปิดไพ่ใบแรกก่อนยิ้มมุมปาก

 

“คุณนี่...น่าสนใจกว่าที่ผมคิดเอาไว้นะครับ”ชายหนุ่มเอ่ยก่อนวางไพ่ในมือลงบนโต๊ะหนึ่งใบ”นี่คืออดีตของคุณ ชายผู้อ่อนแอ คุณเหมือนพระราชาที่เริ่มไร้กำลังและลงมือทำสัญญากับปีศาจ แม้จะดูโง่เขลาแต่คุณต้องการมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เพื่อให้ตนเองมีความสุข แต่เพราะไม่อยากให้ใครเสียน้ำตาเพราะการจากไปของคุณ คุณอยากให้เขาได้ทำในสิ่งที่พร่ำบอกหน้าหลุมศพของคุณ กบฎแห่งความตาย

                !!!!

 

                เอพริลมองหน้าคนที่กำลังเอื้อนเอ่ยด้วยความตกตะลึง ชายคนนี้เหมือนอยู่ภายในจิตใจของเขาจนน่ากลัว กลัวว่าจะเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น และอาจเพราะมัวแต่สนใจในเนื้อหามันทำให้เอพริลไม่ทันได้ฟังบางคำที่แปลประหลาด

 

“ส่วนนี่คือปัจจุบัน คุณต้องอยู่กับความลับที่มากมาย มีความสุขแล้วงั้นหรือครับ? กลัวเหล่าคนที่คุณได้พบเจอจะเข้ามาล่วงรู้ความลับที่เก็บเอาไว้ ความเข้มแข็งที่เป็นของปลอมมันดีแล้วหรือครับ? ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ใช่คนที่มีความแข็งแกร่ง แต่เป็นคนที่แสร้งแข็งแกร่งทั้งๆที่ข้างนั้นมันอ่อนแอจนหน้าสมเพช”

 

                หมับ!

 

                ข้อมือของเอพริลถูกคว้าไปจากชายตรงหน้า เขาทาบปากลงไปบนหลังมือเบาๆก่อนเอ่ยอีกครั้ง

 

“อยู่อย่างมีความลับมากมายน่ะ มีความสุขจริงๆน่ะหรือครับ?”

 

                ชายหนุ่มถามย้ำ แต่ในความรู้สึกของเอพริล คล้ายคิลไม่ได้เอ่ยประโยคนี้กับเขา แต่เมื่อกล่าวกับใครอีกคนที่คนพูดไม่เห็นหน้า มือของเอพิรลถูกปล่อยออกจากการจับกุม ไพ่ใบที่สามถูกเปิดออกแล้ววางลงบนโต๊ะ มันมีเพียงสีดำที่มืดทึบไร้รูปใดๆ

 

“อนาคตน่ะ...เราไม่ควรไปทำนายอะไรมันนะครับ เพราะบางครั้งมันจะทำให้เราวิตกกังวล ถ้าบอกว่าจะเสียสิ่งสำคัญไป มนุษย์เหล่านั้นจะมองแต่ของที่อยู่รอบกายแล้วคอยระวังภัย แต่จะได้ทั้งหมดหรือครับ? มนุษย์มีของสำคัญมากมาย ทั้งเงินทอง ทรัพย์สิน ชีวิต บุคคล หรือตำแหน่งหน้าที่ เมื่อทุกอย่างสำคัญแล้วเราจะเสียอะไรไปล่ะครับ? พอบอกจะเสียไปถึงได้ดูแล ทำไมไม่คิดดูแลตั้งแต่มันยังอยู่กับเราอย่างเต็มที่ล่ะครับ จริงไหม?”

 

                อีกฝ่ายถามด้วยรอยยิ้มละมุน แต่มันกลับทำให้เอพริลประหม่าจนตัวสั่น นัยน์ตาสีเขียวนั้นทั้งๆที่ดุสดใสในที่แรกแต่แล้วตอนนี้มันกลับดูลึกลับราวกับเหวลึกที่น่าหวาดกลัว ไม่รู้ว่าด้านล่างจะมีอะไรรออยู่ หากตกไปแล้วจะมีชีวิตรอดกลับมาหรือเปล่า?

               

“คุณ....”

 

“ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าผมเป็นใคร เพราะเมื่อสายลมของพรมลิขิตพดมาอีกครั้งเราทั้งหมดจะได้ผมเจอและรู้จักดันเองนั่นแหละครับ”

 

                คิลยืนขึ้นก่อนเดินมาด้านหลังเอพริลที่นั่งก้มหน้าอยู่ ใบหน้าคมโน้มลงมาข้างๆหูของเอพริลก่อนกระซิบอย่างแผ่วเบา

 

“ความต้องการของคุณคืออะไร?”

 

                !!!

 

“...งั้นเหรอครับ”รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดผายขึ้นพร้อมเอ่ยประโยคที่ได้รับคำตอบทั้งๆที่เอพริลยังนิ่งงันอยู่

 

“โกหกใครโกหกได้ แต่โกหกตัวเองน่ะไม่ได้หรอกนะครับ คุณพูดไว้เองนี่”

 

                !!!

 

                เอพริลหันควับไปด้านหลังทันทีที่ได้ยินประโยคที่คุ้นหู แต่ด้านหลังกลับว่างเปล่าไม่มีใครดอยู่เลยนอกจากพนักงานบริกรที่เดินไปมา ใบหน้าขาวซีดลงเมื่อนึกถึงแววตาสีมรกตนั่น เขาไม่เคยกลัวอะไรจนตัวสั่นแบบนี้มานานแล้ว

 

“เอพริล!

 

“ตะโกนทำไม?”

 

                เอพริลที่สะดุ้งเพราเสียงตะโกนถามกลับไป แต่กลับได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกกลับมา

 

“เมื่อครู่ฉันติดต่อนายไมได้เลย เสียงก็ได้ยินแต่เสียงซ่าๆ พูดอะไรไปนายก็ไม่ตอบ เกิดอะไรขึ้น? ผู้ชายคนนผู้ชายคนนั้นเป็นใครน่ะ?”

 

“ฉันไม่รู้สิ”เอพริลอบอย่างเหม่อๆ

 

“เอพริล ตั้งสติ นายคือนายนะ”

 

 

                !!!

                ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบใบหน้าอย่างเหนื่อยล้า ประโยคเมื่อครู่เขาไม่ได้ยินมันมานานมาก มันเป็นประโยขน์ที่โอเชี่ยนมักเรียกคืนสติเขากลับคืนมาทุกครั้งที่เสียความเป็นตัวเอง

 

“ขอโทษที ขอบใจนะ ผมไม่เป็นอะไรแล้ว”

 

                หมาป่าสีน้ำเงินเอนหลังพิงพนักพิงเบาๆก่อนเอ่ยถามปลายสายไป”คาร่าล่ะครับ?”

 

“เดี๋ยวนี้นายเรียกแบบนี้แล้วหรอเนี่ย? หมอนั่นหลับไปแล้วล่ะ ตอนที่นายคุยกับเชอร์รี่อยู่คาร่ากับแอมเบอร์ทะเลาะกันเรื่องที่แอมเบอร์บังคับให้คาร่านอนน่ะ แต่ฝ่ายนั้นไม่ยอมเลยต่อรองว่าต้องให้ใส่หูฟังไว้ตลอดแล้วจะยอมนอน แต่ก็แปลกเสียงซ่าขนาดนั้นทำไมคาร่าถึงไม่ตื่นก็ไม่รู้ สงสัยจะเหนื่อย”

 

                เอพริลร่ายยาวก่อนทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ พอรู้ว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้วเอพิรลก็เพียงถอนหายใจ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่เขารู้สึกเหมือนคิลพูดกับคาราเมลแปลกๆ ทั้งๆที่ไม่ได้ระบุชื่ออะไร

 

 

“คุยกันมาแล้วเหรอครับ?”

 

                เสียงลูกน้องคนสนิทเอ่ยถามขึ้นกับเจ้านายที่ยืนพิงเสาเฝ้ามองเจ้าของเรือนผมสีดดำอยู่ ใบหน้าคมยกยิ้มก่อนใช้นัยน์ตาสีมรกตจ้องไปยังคนที่ดูสับสน

 

“คุยมาแล้วล่ะ”

 

“เขาอยู่ที่นั่นตามที่หมอนั่นบอกใช่ไหมครับ?”

               

“อือ กลิ่นชัดเจนมากเลยล่ะ เป็นกลิ่นที่คิดถึงจริงๆนะ”

 

                ชายหนุ่มทิ้งท้ายก่อนเดินออกไปทางประตูหลังร้าน”อีกไม่นานเราจะไปเอาเขาคืนมา กลับมาอยู่ข้างฉันอีกครั้ง

หนึ่ง”

 

                เจ้าของเรือนผมสีแดงเปรยเบาๆก่อยยิ้มรับให้กับร่างที่ยืนอยู่หลังร้านด้วยความหมายหลายๆอย่างในรอยยิ้ม

 

“น่าจะใกล้ได้เวลาทำงานแล้วนะ”

 

 

“หาว~”

 

                เอพริลยกมือขึ้นปิดปากด้วยท่าทางงาวงงุน เขารอมาสองชั่วโมงกว่าแล้วแต่ไม่เห็นมีท่าทีว่าจะมีคนร้ายออกมา อีกไม่กี่นาทีร้านก็จะปิดอยู่แล้ว วันนี้อาจจะเพราะว่ามีข่าวมาว่าลูกสาวผู้บัญชาการโวคเข้ามาเที่ยวก็เลยจะแกล้งทำตัวดีให้ไม่เป็นที่หมายตามั้ง?

 

“เอพริล ถอนกำลังเลยก็ได้ ไวพรุ่งนี้ค่อยมาอีกละกัน”

 

                โอเชี่ยนบอกเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายหาวไม่ต่ำกว่าสิบรอบติดกันจากกล้องวงจรปิด เอพริลคางรับในลำคอก่อนยันตัวลุกขึ้นจากโซฟาเดินออกนอกร้านไป ร่างโปร่งเดินด้วยท่าทีเซื่องซึมไปเรื่อยๆเพื่อกลับไปยังรถตู้ เขาอยากนอนเต็มแก่แล้วล่ะตอนนี้  

 

                กึก!        

 

                เท้าของเอพริลหยุดฉับพลันเมื่อเห็นเงาตะคุ่มๆที่ซอยก่อนถึงซอยที่รถตู้ของพวกเขาจอดอยู่

               

“มีอะไร?”

 

“ดูท่าวันนีเราอาจจะไมได้กลับไปมือเปล่า เดี๋ยวผมติดต่อกลับไป”

 

                เอพริลว่าก่อนตัดสายไป ร่างโปร่งค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ๆซอยนั้น เพียวระยะห่างแค่สามเมตรกลิ่นคาวคลุ้งของเลือดก็ลอยมาในอากาศจนเอพริลไม่อาจจะทำหน้าตาง่วงงุนต่อไปได้ เขาค่อยๆสาวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆกลิ่นคาวเลือดยิ่งทวีคูณมากขึ้น

 

“หึหึหึหึ”

 

                เสียงหัวเราะทุ้มน่าขนลุกดังออกมาจากซอยเปลี่ยวนั้น เอพริลแนบตัวกับมุมกำแพงก่อนค่อยๆชะโงกหน้าออกไปดู สิ่งที่เห็นชัดที่สุดในแสงสลัวๆจากเสาไฟข้างทางที่ติดแหล่มิติดแหล่คือโลหะสีเงินที่สะท้อนแสงไฟซึ่งบัดนี้ถูกย้อมไปด้วยของเหลวสีแดงสด นัยน์ตาสีนิลมองเข้าไปสำรวจทางจัดการและจำกัดทางหนีของคนร้าย โชคเข้าข้างอย่างหนักที่ซอยนี้เป็นซอยตัน เอพริลก้าวเท้าออกไปก่อนเอ่ยออกมาเสียงดังฟังชัด

 

“ทำอะไรอยู่งั้นหรือครับ?”

 

                ผู้ถือมีดสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ร่างนั้นหันมามองเอพริลด้วยความคิดไม่ถึง แต่ชายหนุ่มกลับมองลุกเข้าไปด้านใน ร่างที่ถูกชโลมด้วยเลือดนอนหลับอย่างสงบอยู่เกือบติดทางตัน หรือบางที่อาจจะไม่สงบก็ได้? เอพริลรู้สึกแย่เล็กๆที่มีศพเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งศพ แต่อย่างน้อยนี่ก็จะเป็นศพสุดท้าย

 

“วางอาวุธแล้วยอมให้ผมจับกุมเถอะครับ ขอล่ะ”

 

                เอพริลว่าด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ เขามั่นในว่าคนตรงหน้าเป็นผู้หญิงแน่นอน ถึงแม้แสงไฟจะไม่มากพอให้เห็นหน้า แต่เขาก็เห็นเรือนร่างทรวงทรงองเอวเป็นอย่างดี หรือจะเป็นกระเทย?

 

“นี่...”

 

                ยังไม่ทันจะเอ่ยจบร่างนั้นก็ลุกขึ้นพุ่งเข้ามาพร้อมกับมีดในมือ พออกมาจากด้านในแสงก็ส่องพอให้เห็นใบหน้าของคนร้ายอบ่างชัดเจน เอพริลถึงกับตะลึงแต่ก็มีสติพอจะเบี่ยงตัวหลบ มือเรียวยกขึ้นจับข้อมือของคนร้ายไว้ก่อนทุ่มร่งนั้นลงกับพื้นอย่างลืมการปรานี เอพริลยืดตัวขึ้นถอนหายใจหน่อยๆก่อนติดต่อกับพวกโอเชี่ยนเพราะร่างนั้นนิ่งไปแล้ว

 

“ฮัลโหล”

 

“ตัดสายเองทำไมเนี่ย!!! รู้ไหมว่าฉันกังวลแค่ไหน ฉอดๆๆๆๆๆ”

 

                 เสียงบ่นจากปลายสายทำให้เอพิรลแอบอมยิ้มหน่อยๆก่อนจะพูดตัดบทให้อีกฝ่ายเงียบลง

 

“ผมจับคนร้ายได้คนหนึ่งน่ะครับ ไม่รู้ว่าจะใช่คนร้ายที่เราต้องการหรือเปล่า”เอพริลพูดกับอีกฝ่ายโดยไม่ทันรู้สึกตัวว่าคนที่ตนคิดว่าสลบไปแล้วกำลังลุกขึ้นมา....

 

 

                โอเชี่ยนเดินวนไปมาในพื้นที่จำกัดของรถตู้ไซส์ใหญ่พอประมาณ แอมเบอร์ทำเพียงกวาดสายตาตามร่างนั้นเพื่อฆ่าเวลา ชินเรย์นั่งท้าวคางสับปะหงก เบสเซล์ก็นั่งยิ้มมองคาราเมลที่นอนหลับอยู่

               

“โว้ย! ทำไมไม่ติดต่อมาเนี่ย!

 

                เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเอพริลเพิ่งตัดสายเขาไป พร้อมบอกว่าอาจจะไม่กลับมือเปล่าอะไรสักอย่างที่ยังไม่ทันถามเสร็จอีกฝ่ายก็ตัดสายไปแล้ว

 

“ฮัลโหล”

 

                เมื่อเสียงปลายสายเข้ามาโอเชี่ยนก็รับตะโกนกลับไปทันที

 

“ตัดสายเองทำไมเนี่ย!!! รู้ไหมว่าฉันกังวลแค่ไหน ฉอดๆๆๆๆๆ”

 

                คาราเมลที่กำลังหลับอย่างเคลิ้มๆลุกขึ้นมาขยี้ตามองเพราะเสียงของโอเชี่ยน ก่อนจะส่งมือไปแปะกลางหน้าเบสเซลที่ทำหน้าฟินมองเขาอยู่

 

“ผมจับคนร้ายได้คนหนึ่งน่ะครับ ไม่รู้ว่าจะใช่คนร้ายที่เราต้องการหรือเปล่า”

 

                สิ่งที่ปลายสายบอกมาทำให้โอเชี่ยนทำตาโตเท่าไข่ห่าน ส่วนคาราเมลที่ใส่หูฟังอยู่อีกคนก็ทำหน้าตาตื่น

 

“ถ้าคุณเห็นหน้าคนร้ายคุณจะต้อง....”

 

“ต้องอะไรเอพริล พูดให้จบๆดิ”

 

                ปลายสายเงียบไปผิดปรกติจนโอเชี่ยนเริ่มหน้าเสีย

               

“เอพริล เอพริล เอพริล!

 

                ตุ้บ!

 

                เสียงวคล้ายวัตถุบางอย่างล่วงลงไป แต่มันชัดมากจนโอเชี่ยนหน้าซีด

 

                แก่กๆ

 

                “สวัสดีเหล่าโวค”

 

                ทันทีที่ได้ยินเสียงคาราเมลเป็นคนแรกที่พุ่งออกจากรถไปด้วยความเร็ว ตามไปด้วยแอมเบอร์ที่ตามไปด้วยสัญชาตญาณ

 

                “เพื่อนของแก จะรอดไหมนะ?”

 

                !!!

 

“บ้าเอ๊ย!

 

                โอเชี่ยนสถบก่อนถอดหูฟังปาลงพื้น หมาป่าสีแดงออกคำสั่งให้อีกสองคนรออยู่ที่รถคอยฟังคำสั่งต่อไปก่อนรีบพุ่งออกตัวตามพวกคาราเมลไปติดๆ ในใจคิดแต่ภาวนาให้ไม่เป็นอย่างท่ตนเข้าใจ ขอให้เป็นแค่คำขู่

 

                กึก!

 

                ฝีเท้าหยุดลงเมื่อเห้นร่าของแอมเบอร์และคาราเมลหยุดหอยู่หน้าซอยถัดไป เสียงฝีเท้าแว่วๆไกลออกไปแต่ไม่มีใครตามไปสักคน โอเชี่ยนค่อยๆเดินเข้าใกล้ๆภาพที่ปรากฎทำให้เขาเข่าทรุด ร่างของเอพริลที่นอนจมกองเลือดอยู่มันเหมือนเขาเป็นคนโดยทำร้ายเอง! ความเจ็บปวดที่เป็นนามธรรมเข้าจู่โจมโอเชี่ยนอย่างต่อเนื่อง

 

“เอพริล”

 

                โอเชี่ยนเรียกสติคืนมาก่อนเข้าไปชอนร่างนั้นขึ้นมา สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงคือบริเวณที่เลือดไหลออกมา มันคืออกข้างซ้าย ตำแหน่งของหัวใจ

 

“ฉันจะรีบพาเอพริลไปหาหมอ”โอเชี่ยนว่าเรียบๆกับแอมเบอร์

“งั้นฉัน...”

               

“นายดูแลคาราเมลดีกว่า”

 

                น้ำเสียงจริงจังตัดบทแอมเบอร์ก่อนร่างนั้นจะเดินกลับไป ทีแรกแอมเบอร์ไม่เข้าใจว่าทำใมโอเชี่ยนถึงสั่งแบบนั้น แต่เมื่อหันกลับไปมองคาราเมลที่ทรุดตัวลงกับพื้นก็เข้าใจ ร่างของหมาป่าสีขาวสั่นเทาด้วยสิ่งที่ไม่ทราบสาเหตุ เมื่อแอมเบอร์วางมือลงบนบ่าคาราเมลถึงกับสะดุ้งสุดตัวก่อนค่อยๆกันกลับมาหาแอมเบอร์ นัยน์ตาสีม่วงเข้มตกตะลึงเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังร้องไห้อย่างหนัก

 

                คาราเมลมาถึงที่นี่เป็นคนแรก และเป็นคนเดียวที่เมาทันคนร้ายแต่ที่ไม่ยอมตามคนร้ายไปเพราะเขานั้นมีเหตุผล เมื่อภาพตรงหน้ามันทับซ้อนกับความทรงจำ เรือนร่างเพียวกับเส้นผมสีดำสยายนอนจมกองเลือดอยู่ มีบาดแผลที่อกข้างขวา

“ทั้งที่ไม่ได้ผิดแท้ๆ ทำไมต้องตายด้วย”

 

“ไม่ได้ทำอะไรแท้ๆ หม่า...”

 

“หม่าม๊า...”

 

“หม่าม๊า!!!!!!!!!!!!!!!!!

+++++++++++++++120%++++++++++++++++++++++++

ห๊ะ? อะไร ใครมา ไม่มี๊ ไม่รู๊!! 5555+ ส่วนตัวผมแอบตันๆนะมันถึงดูห่วย จะพยายามทำให้มันออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ห๊ะ อ่อ ไททันโดนLCแล้วนะครับ//ไม่เกี่ยว//โรสได้ไปแน่ะ
ตอนนี้รู้สึกได้ว่าเอพริลหลุดคาแรกเตอร์ นางยั่วซ้า...โอเอี่ยนอึงเอย 5555+ บทต่อไปสนุกแน่ครับ//บทนี้ยังไม่จบเลย!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #463 TttIiiMmm (@tubtim52) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 21:55
    กลับมาอ่านอีกรอบ ชอบบทนี้นะ ชอบเวลาที่โอเชี่ยนห่วงเอพริลอะ
    #463
    0
  2. วันที่ 28 กรกฎาคม 2556 / 14:42
    มาต่อไวๆน่อ
    #78
    0