Little Sheep or Werewolf แกะตัวนั้นที่มันเป็นหมาป่า

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 24,353 Views

  • 485 Comments

  • 1,072 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    44

    Overall
    24,353

ตอนที่ 13 : Chapter 9 : ลูกแกะเป็นสัตว์ที่อดนอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1141
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    22 ก.ค. 60

Chapter 9

ลูกแกะเป็นสัตว์ที่อดนอน

 

อันที่จริงพอถึงยามดวงจันทร์ขึ้น

แกะตัวหนึ่งควรเข้านอนได้แล้วหนา

แต่ภาระมันมากมายระรานตา

จะนิทราก็เห็นทีทำไม่ลง

 

“ตายอีกแล้วงั้นเหรอ?”

คาราเมลพึมพำพลางมองเอกสารรายงานในมือที่ถูกส่งมาเมื่อไม่กี่สิบนาทีก่อน ให้หลังคดีแรกที่ได้มาเพียงอาทิตย์กว่า ๆ ก็มีศพเพิ่มขึ้นมาสามศพเข้าไปแล้ว รวมกับศพเก่าที่ลงพื้นที่ไปดูมาด้วยตัวเองก็สี่ศพ ไหนจะที่ยังระบุไม่ได้แน่ชัดว่าเชื่อมโยงกันหรือเปล่าอีกราว ๆสามศพ นับ ๆรวมแล้วถ้าหากว่าคดีเกล่านั้นที่คาดเดาอยู่ว่าจะเกี่ยวข้องกันเป็นฝีมือคนร้ายคนเดียวกันจริง ๆ แค่เดือนเดียวก็สิบศพเข้าไปแล้ว งานที่คิดว่าหมูกลายเป็นช้างตัวมหึมาโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย

“งานไม่คืบหน้าเลยสักนิด ฉันไปคุยกับหมอชันสูตรของทางนั้นได้ไหมคะหัวหน้า?”

เบลล่าผู้ย้ายมาจากแผนกอาชญากรรมเอ่ยถามพลางยืดตัวขึ้น หล่อนเป็นคนที่ดูไม่ตั้งแง่กับคาราเมลที่สุดรองลงมาจากชินเร ก็ว่าตามตรงเรื่องฝีมือก็เห็นมาบ้างว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกับหัวหน้าเก่าอย่างแอมเบอร์ อีกอย่างเป็นลูกน้องก็ทำงานไปตามหน้าที่ ทำตัวเป็นกบเลือกนายเดี๋ยวก็ได้โดนนกกระสากินหมด...เป็นนกกระสาหัวขาวผู้ชื่นชอบของหวานเสียด้วย

“ตามสบายเลยครับ จัดการตามความเหมาะสม พาใครไปก็ได้อีกสักคน เผื่อทางนั้นเอาจำนวนคนเข้าข่มขู่”คาราเมลพยักพเยิดหน้าไปทางพวกหนุ่ม ๆอีกห้าหกคนที่ดูว่างงานเสียเหลือเกิน และพอบอกว่าจะได้จับคู่กับสาวสวยก็ดีดตัวลุกขึ้นกันหน้าสลอน

“ไปกันเถอะเจนิเฟอร์ อย่าให้เสียเวลาเลย”

และคุณเบลล่าย่อมรู้ดีว่าจะเลือกใครไปทำงานแล้วสบายใจที่สุด พวกหนุ่ม ๆหงอยลงทันทีเมื่อสาวสวยสองคนเดินออกไปทำงานพร้อมกัน คาราเมลมองแล้วหัวเราะในลำคอ ความรักในที่ทำงานช่างสวยงามเหลือเกิน แต่คงสวยกว่านี้เยอะถ้าอีกฝ่ายเล่นด้วยล่ะนะ

“เอ่อ...หัวหน้าครับ ถึงจะมีคดีเข้ามาไม่หยุด แต่ผมว่าคุณพักดีกว่าไหมครับ...ตาคุณน่ะเหมือนหมีแพนด้าเข้าไปทุกทีแล้วนะ”

เคอร์ซัสผู้ไม่รู้จักคำว่าเกรงใจเอ่ยบอกกับหัวหน้าตนแล้วยกมือชี้ไปที่ขอบตาคล้ำ ๆของเด็กหนุ่มผมน้ำตาลคาราเมล ทางนั้นเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะยืดตัว

“ขอปฏิเสธ ผมหลับไม่ลงหรอกถ้างานมันยังเป็นอยู่แบบนี้”เด็กหนุ่มว่าก่อนจะหันหน้าไปทางชินเร ปากจะสั่งให้ทางนั้นไปซื้อกาแฟมาให้ แต่ก็พบว่าเจ้าแว่นนั่นสลบเมือดไปแล้วเพราะอยู่ช่วยเขาหาข้อมูลทั้งคืน”โอเค ผมไปซื้อกาแฟเองก็แล้วกัน ฝากใครก็ได้ที่สนิทกับหน่วยข่าวกรองหาข้อมูลเชิงลึกของเหยื่อรายใหม่ให้ที ผมจะไปเปลี่ยนบรรยากาศด้วย”

ว่าจบเด็กหนุ่มก็เดินออกไปจากห้อง ทิ้งลูกหน่วยเกี่ยงกันไปเอาข่าวจากหน่วยที่มีงานยุ่งตลอดทั้งปีอยู่อย่างนั้น คาราเมลถอนหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกว่าก้าวเท้าพลาดเองที่ประมาทคดีฆาตกรรม เขาไม่เคยเล่นเป็นฝ่ายสืบสวนเสียด้วย เลยลำบากไปสักนิดทีจะทำงานนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าเบลเฟกอลคิดอะไรอยู่ถึงได้จับเขามาโยนโครมลงในหน่วยโวค เห็นหน้าตาดี๊ด๊าเหมือนคนบ้าแบบนั้น แต่ในสมองที่ลึกล้ำนั่นมีแผนอะไรซ่อนอยู่ก็เดาทางไม่ออกเหมือนกัน

เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เริ่มรู้สึกตัวว่าควรปล่อยเบลเฟกอลเป็นไปตามกรรม ส่วนตัวเขาต้องคิดเรื่องคดีให้มากกว่านี้ เพราะถ้าขืนยังยืดเยื้อ จะถูกคนบางคนหรือหลาย ๆคนคอนขอดเอาได้ว่าดีแต่ปาก แต่ก็ไม่รู้ว่าเวรกรรมอะไรสิน่า คดีแรกมันถึงได้กลายเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องไปเสียได้ ปกติแล้วหน้าที่แบบนี้ต้องเป็นของแอมเบอร์สินะ ทางนั้นอยู่กับงานประเภทชวนหัวระเบิดไปได้อย่างไร ทั้งที่เป็นพวกที่น่าจะไม่ชอบใช้ความคิดแท้ ๆ

“คุณอยากเป็นสัตว์สงวนของจีนขนาดนั้นเลยเหรอครับคาราเมล?”

“อ๊ะ?”

เด็กหนุ่มร้องอย่างตกใจเมื่อถูกทักอย่างกะทันหัน คนทักยืนอยู่หน้าเขาห่างออกไปแค่ไม่กี่คืบ ในมือถือแก้วกาแฟร้อนสองถ้วย นัยน์ตาสีนิลหลุบลงมองหน้าเขาตามส่วนสูงที่มากกว่าราว ๆสิบเซน เอพริลยืนอยู่หน้าร้านกาแฟ ไม่ได้ขวางทางเข้าร้าน แต่เด็กนี่เดินมาทางเขาเอง ท่าทางจะเหม่อคิดอะไรในหัวจนไม่ได้ดูทางเลยล่ะมั่ง ถ้าเขาไม่ทักก็คงเดินชนไปแล้ว

“อรุณสวัสดิ์ครับหม่าม๊า...เอ่อ...นี่นับเป็นอรุณสวัสดิ์ได้หรือเปล่าครับ? กี่โมงแล้วเนี่ย”

“เที่ยงครับ นับตามเวลาก็จะเรียกอรุณสวัสดิ์ไม่ได้ แต่ถ้าอยากใช้ก็ไม่ได้ว่าอะไร”เอพริลตอบด้วยรอยยิ้มแบบเดิม ๆ นัยน์ตามองผ่านเลนส์แว่นออกมาสำรวจร่างตรงหน้า ถึงไม่ได้พิสมัยอะไรนัก แต่ก็อดทักไม่ได้จริง ๆ”ท่าทางคุณจะเพลียเอามาก ๆเลยนะครับ น่าจะไปพักผ่อนมากกว่ามาหาซื้อกาแฟดื่ม ไม่ได้นอนมากี่คืนแล้วครับ?”

อาจจะเรียกได้ไม่เต็มปากว่าเพื่อนกัน แต่เอพริลก็ไม่ได้ใจจืดใจดำขนาดจะปล่อยเด็กวัยกำลังโตให้อดนอนโดยไม่แนะนำอะไรเลย ทางนั้นส่งยิ้มเฝื่อน ๆกลับมาแล้วตอบกลับเสียงราบเรียบ

“สามวันเองครับ ก็มีงีบบ้างแต่ก็สะดุ้งตื่นตลอด เพราะแบบนี้ไงผมถึงไม่อยากทำงานประเภทสืบสวนสอบสวนนัก พอหาตัวคนร้ายไม่ได้ก็คาใจเหมือนตอนที่อยู่บนรถประจำทางแล้วเกิดสงสัยว่าลืมชักปลั๊กเตารีดที่บ้านหรือเปล่า”

คาราเมลเอ่ยเปรียบเทียบได้เห็นภาพดี เอพริลเองถ้าอยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดนึกสงสัยขึ้นมาว่าสรุปแล้วได้ชักปลั๊กเตารีดออกหรือเปล่าก็คงคาใจน่าดูจนต้องลงจากรถแล้ววกกลับไปดูที่บ้าน

“แต่ถึงแบบนั้นก็สมควรพักผ่อนครับ คดีที่ทำกับตำรวจยังไงซะมันก็ไม่ค่อยได้เรื่องอยู่แล้ว หน่วยซีลชื่อเท่ แต่เอาเข้าจริงก็แค่ตั้งมาเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ขององค์กรรัฐบาลแบบพวกตำรวจกับองค์กรกึ่งรัฐบาลอย่างเราก็เท่านั้น คุณไม่ต้องจริงจังมากก็ได้ ผลงานออกมาพวกตำรวจก็เอาไปหมด”

เอพริลว่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มีการเหน็บแนมและจิกกัดบ้างปะปาย คาราเมลได้ยินแล้วยิ้มแห้ง ท่าทางความสัมพันธ์ของคุณหมาป่าน้ำเงินกับกรมตำรวจคงจะไม่ใช่ทิศทางที่ดีนัก

“เฮ้ เอ...สภาพนี้มันอะไรน่ะเมล?”

เสียงทุ้มดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาของเอพริลและคาราเมลในฉับพลัน ดวงตาสีอำพันเหลือบมองแล้วหุบปากฉับ แอมเบอร์เดินเข้ามารับกาแฟจากเอพริลไปโดยมีโอเชี่ยนเดินตามมาด้วยสีหน้าที่เริ่มเป็นกังวล นัยน์ตาสีอเมทิตส์จ้องไปที่สภาพโดยรวมของเด็กหนุ่ม

“นายไม่กลับห้องมาสามวัน ทำไมสภาพถึงกลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ไปได้”

“ก็ผมทำงานนี่ครับ”คาราเมลตอบราบเรียบ นึกหงุดหงิดสายตาแอมเบอร์อยู่ในใจ

“ถ้าไม่ไหวก็บอก ดูสภาพแล้วก็ไม่ไหวจริง ๆนั่นแหละน่า”แอมเบอร์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะยกกาแฟขึ้นดื่ม ทางเขาเองก็มีคดีเข้ามา แต่ก็อยู่ในขั้นตอนการเขียนสรุปรายงานแล้ว

“ผมยังไม่ได้พูดสักครับว่าผมไม่ไหว อย่ามาตัดสินเอาตามใจชอบได้ไหมครับ?!

คาราเมลกดเสียงหนักใส่แบบไม่รู้ตัว คำพูดนั่นไม่ได้รุนแรงอะไรมากนักแต่กลับทำให้หงุดหงิดอย่างห้ามไม่อยู่ แอมเบอร์เองพอโดนขึ้นเสียงใส่ก็เริ่มไม่พอใจขึ้นมาบ้าง โดนคนที่เด็กกว่ามาพูดจาด้วยน้ำเสียงแบบนี้ใส่ ก็ดูเป็นเรื่องไม่น่าชอบใจพอสมควรเหมือนกัน นัยน์ตาสีม่วงเข้มมองนิ่ง ถ้าไม่ติดว่าการกำแก้วที่มากาแฟอยู่เต็มมันจะทำให้เลอะเทอะแอมเบอร์ก็คงกำมันจนบู้บี้เพื่อสงบสติอารมณ์ ต่อหน้าคนมากมายเขาจำต้องรักษาภาพลักษณ์ตามหน้าที่ของหัวหน้าที่ควรปฏิบัติตัวให้เป็นตัวอย่างของลูกน้องและตามกฎขององค์กรที่ห้ามมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันในตึก แต่เห็นแววตาเด็กตรงหน้าแล้วมันอดหงุดหงิดไม่ได้จริง ๆ

“ฉันถามก็เพราะเป็นห่วง นี่ตีความไปแง่ขนาดไหนกัน?”

แอมเบอร์เอ่ยอย่างใจเย็น แอบรำคาญโอเชีย่นที่เอาแต่ลูบหลังเขาให้สงบอยู่เหมือนกันแต่ขี้เกียจเกินกว่าจะหันไปว่า อีกอย่างการที่เด็กหนุ่มผู้เรียบร้อยน่ารักเมื่อไม่กี่วันก่อนทำสีหน้าเหมือนด่าเขาว่าขี้โกหกด้วยคำที่รุนแรงกว่านี้มันสมควรให้สนใจมากกว่าจริง ๆ

“ห่วง? แอมเบอร์ห่วงผมทำไม? ผมมันคนนอกนี่”

“เรื่องอะไรที่นายต้องยกเอาประเด็นเก่า ๆมาพูดด้วย เป็นผู้หญิงหรือไง?”

คาราเมลตวัดตามองปราดอย่างไม่เป็นมิตร คำพวกนั้นสำหรับผู้ชายก็เหมือนคำดูถูกกลาย ๆ เอพริลมองเรื่องตรงหน้าเรียบ ๆผิดกับโอเชี่ยนที่เริ่มกระวนกระวายใจไม่น้อย ผู้คนเริ่มหันมอง ก็เพราะหัวหน้าหน่วยสองคนทำท่าเหมือนจะมีเรื่องกัน มีข่าวลือของวงในอยู่แล้วว่าอมเบอร์ไม่พอใจการเข้ารับตำแหน่งของคาราเมล ทั้ง ๆที่โอเชี่ยนเองก็คัดค่านต่อหน้าที่ประชุมด้วย แต่กลับไม่มีใครพูดถึงเลยราวกับไร้ตัวตน แน่ล่ะ คนที่ถูกเพ่งเล็งและน่าเล่นงานจริง ๆก็มีแอมเบอร์กับคาราเมลนี่แหละที่ขวางหูขวางตาชาวบ้านเขาเป็นพิเศษ

“ผมไม่ได้อยากจะยกเอาประเด็นเก่า ๆมาพูดสักหน่อย แค่เตือนสติคุณให้เข้าใจในสถานะที่คุณขีดเอาไว้เองก็เท่านั้น คุณลืมไปแล้วหรือไงว่าประกาศตัวแบบไหนออกมา ความจำสั้นหรือไงครับ?”

“ฉันไม่ได้ลืม แค่คิดว่านายจะมานั่งคอนขอดกับประเด็นงี่เง่านี่ ไม่อยากเป็นคนนอกก็ทำตัวให้มันน่าเอาเข้ามาเป็นคนในสิ ทำตัวแบบนี้ใครเขาอยากจะคบด้วยวะ!

“แอมเบอร์!

“เดี๋ยว อย่าตี— โอ๊ย!!

โอเชี่ยนที่กำลังจะเข้าไปห้ามดันถูกคาราเมลสะบัดมือใส่อย่างแรงด้วยความหงุดหงิด หลังมือกระแทกเข้าที่หน้าโอเชี่ยนเต็มแรงจนชายหนุ่มเซถอยหลังไปชนชุดเก้าอี้ที่หน้าร้านกาแฟล้มลงไปทั้งชุด หัวกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะนิดหน่อย แต่ไม่มีอะไรเสียหายจนถึงกับเลือดตกยางออก เอพริลพอเห็นเพื่อนล้มลงไปแบบนั้นก็เดินผ่าวงเข้าไปช่วยพยุงด้วยความตกใจ

“ก็เข้าใจอยู่หรอกนะครับว่ากำลังทะเลาะกันอยู่ แต่อย่าให้มันเดือดร้อนไปจนถึงคนอื่นจะได้ไหมครับ?”เอพริลตำหนิเสียงหนักหลังจากพยุงโอเชี่ยนลุกขึ้นมาได้ ไม่ได้เจาะจงว่าคาราเมลคือแอมเบอร์แค่คนใดคนหนึ่ง เพราะถ้าจะผิดก็ผิดที่ความขี้หงุดหงิดของคนสองคน แล้วก็ความพูดจาหาเรื่องกันไม่เลิกรานั่นแหละ

“ป๊ะป๋า ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ”คาราเมลเอ่ยด้วยความตกใจ เขากระพริบตาปริบ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่สะบัดมือใส่โอเชี่ยนไม่ใช่แอมเบอร์ทีเป็นคู่กรณี

“ไม่เป็นไร เจ็บนิดหน่อยเอง เดี๋ยวก็หาย”โอเชี่ยนตอบด้วยรอยยิ้ม จมูกแดงนิดหน่อยแต่ยังไม่ถึงกับเลือดกำเดาไหล นับถือความถึกของคนผมแดงเขาพอสมควร”สองคนนี้อย่าทะเลาะกันสิ คนมุงเต็มไปหมดแล้ว”

“ก็มันน่าหงุดหงิดนี่ครับ...”

“ระงับอารมณ์ตัวเองไม่ได้แบบนี้แล้วนายจะไปเป็นหัวหน้าทำงานประสานงานกับพวกตำรวจได้ยังไง ฉันว่านายลาออกไปเถอะคาราเมล”

“คุณก็หยุดยั่วโมโหเขาทีได้ไหมแอมเบอร์ คิดจะต่อยกันจริง ๆให้ตายไปข้างหนึ่งหรือไง?”

เอพริลขมวดคิ้วถาม พอเห็นเพื่อตัวเองไม่ลดราวาศอกใส่เจ้าเด็กผมน้ำตาลเขาก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมา ถ้าจะผิดมันก็ผิดด้วยกันทั้งคู่นั้นแหละ คนหนึ่งก็พูดไม่ถนอมน้ำใจคนฟัง อีกคนก็น่าจะหงุดหงิดอยู่แล้วเพราะนอนน้อย พระเจ้าคิดอะไรถึงให้สองคนนี้มาเจอกันในเวลานี้

“ฉันพูดความจริง หมอนี่จะไปทำอะไรได้ ถ้าไม่แค่ดีแต่ปาก”

สิ้นคำนั้นคาราเมลก็ไม่เถียงอีก แต่เขาง้างหมัดขึ้นชกใส่แอมเบอร์เต็มแรง หมาป่าดำหน้าสะบัดไปทางก่อนจะต่อยกลับไปด้วยแรงที่ไม่ด้อยกว่ากัน เอพริลลากโอเชี่ยนที่ยังมึน ๆให้หลบลูกหลง เห็นความวินาตสันตโรตรงหน้าของการตะลุมบอนแล้วกดหัวคิ้วหนัก นอกจากเป็นหน่วยการเงินแล้วเอรพลิยังเป็นฝ่ายคุมกฎ การปล่อยโวคสองคนชกต่อยกันในพื้นที่ทำการถือว่าละเลยหน้าที่อย่างมาก ยิ่งเป็นหัวหน้าสองคนยิ่งไปกันใหญ่ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเพื่อระงับสติอารมณ์ก่อนจะเรียกดาบสีเงินออกมาแล้ววาดตัดตรงกลางระว่างคนสองคน

“หยุดบ้ากันสักทีจะได้ไหม!

เคร้ง!

ดาบสีเงินฝังลงไปในพื้นอิฐหน้าร้านกาแฟ คนสองคนแยกตัวออกจากกันโดนอัตโนมัติเมื่อรับรู้ถึงอันตราย พวกโวคมุงบางส่วนเผ่นป่าราบไปก่อนที่เอพริลจะกวาดตามองแล้วจำหน้าได้จนครบ ชายหนุ่มชักดาบออกจากพื้นก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

“พวกคุณที่มุงอยู่อย่าลืมไปรับทราบความผิดที่ผมด้วย อย่าคิดว่าถ้าไม่มาแล้วจะรอด ผมจำหน้าได้ทุกคน”นัยน์ตาสีนิลกดผ่านแว่นเลนส์ใส เผ่นไปตอนนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว”ส่วนพวกคุณสองคน ก็ไปพบผมที่ห้อง ตอนนี้เลย”

“ไม่...แค่แอมเบอร์คนเดียวก็พอ ส่วนคาราเมลน่ะมากับฉัน”

เสียงที่แทรกขึ้นทำให้เอพริลชะงัก พวกโซคมุงเผ่นเปิดออกไปไกลลิบไม่เหลือเงาสักร่าง ขนาดในร้านกาแฟยังไม่มีใคร นัยน์ตาสี่คู่เบนไปมองต้นเสียง ชายหนุ่มผมขาวยืนกอดถุงใส่ของจำพวกลูกกวาดด้วยรอยยิ้ม แต่บรรยากาศกลับออกมาในทิสทางตรงกันข้ามกับภาพที่เห็น คาราเมลสูดลมหายใจเข้าปอด ไม่เคยรู้สึกกลัวเบลเฟกอลเลยตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ จนกระทั่งตอนนี้ความกลัวถึงได้เริ่มแผงฤทธิ์

“รับทราบใช่ไหมคาราเมล ว่าให้มากับฉัน”

“...ครับ...”

“ส่วนแอมเบอร์ก็ตามแต่เอพริลจะพิจารณานะ ความผิดครั้งแรกคงไม่ร้ายแรงมากนัก แต่ก็หวังว่าจะไม่เจอเป็นครั้งที่สอง พวกเธอน่ะประวัติดีกันมาตลอด อย่าเพิ่งมาเสียคนกันเลย”

คนผมขาวว่าด้วยรอยยิ้มสดใส จากนั้นจึงหมนุตัวเดินไปโดยมีคาราเมลตามหลังไปติด ๆ ท่าทางดูยำเกรงจนไม่เหมือนคาราเมลที่พวกเขารู้จัก

“ทำไมถึงต่อยเขาได้ลงกันล่ะคาราเมล?”

ไม่ต้องถึงห้องผู้บัญชาการสูงสุดเบลเฟกอลก็เปิดประเด็น แค่เห็นเขาเดินเตร็ดเตร่อยู่ รอบตัวในระยะร้อยเมตรก็แทบไม่มีใคร เพราะนี่มันในเวลาทำงาน คนที่ร่อนไปร่อนมาอย่างอิสระได้มีแค่หัวหน้าเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องนับรวมหัวหน้าสูงสุดผู้ลั้ลลาคนนี้ไปด้วย

“ผมก็แค่หงุดหงิด แล้วเขาเองก็พูดจาไม่เข้าหู ไม่เห็นจะน่ารักเหมือนตอนเด็ก ๆเลย”

คาราเมลตอบเสียงเรียบพลางยกมือบีบสันตจมูกตนเอง เบลเฟกอลได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะก่อนจะสาวเท้าเข้าไปในลิฟต์ เลขบทหน้าปัดยังไม่ทันเปลี่ยนไปเป็นเลขสองหลักดีลิฟต์ก็ถูกหยุดการทำงานด้วยวิธีเดียวกันกับที่พวกแอมเบอร์ทำ ก็แน่ล่ะ คิดว่าใครสอนเจ้าเด็กพวกนั้นกันถ้าไม่ใช่เบลเฟกอล

“เวลามันก็ผ่านไป คนมันก็เปลี่ยน คาราเมลเองยังเปลี่ยน จะไปคาดหวังอะไรเดิม ๆได้ยังไงกันล่ะ?”

“วันนี้พูดดีมีสาระนะครับ”

เบลเฟกอลยกยิ้มรับคำประชดประชันแสนจิกกัดนั่น เห็นคาราเมลเลิกกลัวเขาแล้วก็ดีใจมากกว่าจะมาสนใจเรื่องคำพูดจิกกัด ลึก ๆก็ยังโกรธอยู่ที่เด็กผมน้ำตาลไม่ควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดี แต่บางครั้งเรื่องพวกนี้ก็ห้ามกันได้ยาก

“จริง ๆแล้วที่ฟิวส์ขาดขนาดนั้น ก็เพราะคีย์เวิร์ดจำพวกสอดรู้หรือไม่ก็คนนอกใช่ไหมล่ะคาร่า”ชายผมขาวกล่าวก่อนจะยิ้มรับตาขวาง ๆของคนข้างตัว”ทั้งที่ตัวเองเป็นคนเลือกเดินออกมาเอง แล้วพอเขาทำเหมือนไม่รู้จักก็มาทำเป็นรับไม่ได้ คาราเมลเนี่ยย้อนแย้งจังเนาะ”

“คุณเองก็มีส่วนในเรื่องนี้เหมือนกัน ตอนนั้นบอกให้ปกปิด แต่ตอนนี้กลับดึงผมว่าใกล้เด็กพวกนั้น คนที่ย้อนแย้งน่ะมันคุณต่างหาก คิดอะไรอยู่กันแน่?”

บรรยากาศในลิฟต์ไม่น่าพิสมัยเลยสักนิด สำหรับคนที่ผ่านไปผ่านมาหน้าลิฟต์คงรู้สึกผวาเมื่อเห็นเกล็ดน้ำแข็งใสเริ่มเกาะทั่วประตูลิฟต์ทุกชั้นและรามไปถึงเพดานกับกำแพงส่วนหนึ่งด้วย ไอเย็นสีขาวลอยล่องคลุ้ง ดู ๆแล้วลิฟต์กลายเป็นสถานที่ต้องห้ามสุดหลอนไปตั้งแต่เมื่อไหร่

“การที่เธอกลับมาที่นี่นั่นแหละคือตัวแปรของแผนนี้ มีคาราเมลอยู่ก็เท่ากับเรื่องมันเปลี่ยนทิศทางไปแล้ว จากหนังชีวประวัติธรรมดา ๆสู้หนังแอ็คชั่นบู้ล้างผลาญเงิน เข้าใจใช่ไหมล่ะ?”

คาราเมลหัวเราะในลำคอกับคำเปรียบเปรยนั้น แต่ก็เข้าใจเป็นอย่างดีในสิ่งที่เบลเฟกอลหมายถึง การปรากฏตัวขึ้นของเขาทำให้โชคชะตาขยับเปลี่ยนทิศทางไป มันมีเส้นทางให้เลือกไม่มากระหว่างปล่อยมันเป็นไปแบบนี้หรือฝืนมันอีกรอบหนี่ง แน่นอนว่าคาราเมลเองก็มีคำตอบในใจแล้วเหมือนกัน

“เสร็จคดีที่รับมืออยู่เมื่อไหร่ ผมก็จะไปจากที่นี่อยู่แล้วล่ะครับ”เด็กหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา ซึ่งมันไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับคนฟังเลยสักนิด”เส้นทางที่มันบิดเบี้ยว ขืนดัดมันกลับเข้ารูปเดิมก็รังแต่จะทำให้มันเละไปกว่าเก่า ทางที่ดีให้ผมเดินไปในแบบของผมดีกว่าครับ เรื่องที่มาพบพวกเขาได้มันก็มีแต่ความบังเอิญล้วน ๆ ผมน่ะเป็นประเภทที่รับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองพูดหรือตัดสินใจนะครับ ไม่ใช่พวกอ่อนแอที่ไม่กล้ายอมรับความจริง ก็แค่มีเสี้ยวหนึ่งที่เสียใจตอนทีได้ยินคำพวกนั้นออกจากปากของเขาก็เท่านั้น”

“แต่ฉันน่ะเป็นประเภทที่เชื่อมั่นโชคชะตานะ ไม่มีเรื่องบังเอิญอยู่บนโลกนี่หรอก มันมีแต่สิ่งที่เรียกว่าพรหมลิขิตก็เท่านั้นเธอก็รู้ หลายอย่างมันเปลี่ยนกันไม่ได้”

“แต่คุณก็เปลี่ยนมันไปแล้ว”

คาราเมลว่าเรียบ ๆก่อนจะยื่นมือไปสับสวิตส์ขึ้น คนผมขาวหยิบลูกกวาดขึ้นมาอม ไม่ได้สนใจจะขัดค้านหรือแก้ต่างอะไรในสิ่งที่เด็กตรงหน้าพูด เขาเคารพในการตัดสินใจของอีกฝ่าย จะอยู่หรือจะไปก็สุดแล้วแต่โชคละตาจะชี้นำ คนตรงหน้าฝืนโชคชะตาไม่ได้ ส่วนเขาก็แค่ทำให้เรื่องเป็นเป็นไปตามรูปแบบเดิมที่มันเป็น ถึงจะไม่ยินดีเห็นใครเดินเข้ากองไฟ แต่บางครั้งถ้าไม่ลุยต่อไปตรง ๆแบบดับเครื่องชน ก็อาจจะไม่พบจุดจบที่สมบูรณ์ก็ได้

“ยามสุริยันดับลง ปฐพีสู่ราตรียาวนานดุจนิรันดิ์ หนึ่งคนจะต้องตาย หนึ่งคนจะทรยศ นักปราชญ์จะคืนสู่ถิ่นฐาน เจ้าแห่งสงครามจะส่งเสริมฟังแล้วน่าจะเข้าใจนะว่าคำทำนายไม่ได้เกี่ยวเธอแค่คนเดียว ถึงจะเลี่ยงโชคชะตาของตัวเองได้ แต่คนอื่น ๆอาจจะไม่นะคาราเมล อยากให้เธอเข้าใจเอาไว้ด้วย”

ผู้บัญชาการผมขาวกล่าวก่อนประตูลิฟต์จะเปิดออก มั่นใจดีว่าอีกฝ่ายได้ยินแต่แค่ไม่โต้ตอบ เขาทอดสายตามองเด็กหนุ่มสาวเท้าออกจากเจ้ากล่องสี่เหลี่ยมชวนอุดอู้ วินาทีที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดลง เสียงตอบรับก็ถูกส่งกลับมา

“ก็ขอให้หนึ่งคนจะต้องตาย มันเป็นโชคชะตาของผมแทนก็แล้วกัน”

 

“ไม่ทะเลาะกันมันจะตายหรือไงน่ะแอมเบอร์?”

เสียงต่อว่าดังมาจากปากของคนผมแดงที่ก้มหน้าบีบจมูกตนเองอยู่ เพราะหลังจากคาราเมลหายไปกับเบลเฟกอลไม่นายโอเชี่ยนก็เลือดกำเดาไหล เสื้อตัวนอกเปื้นไปหมดเพราะคนผมแดงไม่รู้สึกตัวสักนิดว่าตนเองเลือดไหล หลงเข้าใจว่าเป็นน้ำมูกจนกระทั่งเอพริลหันมามองแล้วทักขึ้นนั่นแหละถึงได้รู้

“ฉันไม่ได้อยากทะเลาะ แต่นายก็เห็นว่าเด็กนั่นมันประสาทแค่ไหน ฉันถามด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ยังจะมาตวาดเอาอีก ฉันแก่กว่านะ ไอ้ที่ทำนั่นสมควรหรือไง?”

แอมเบอร์ตอบกลับไปด้วยความหงุดหงิดใจ เห็นโอเชี่ยนที่เป็นเพื่อนเข้าข้างคนอื่นมากกว่าก็เลยพาลใส่แบบไปแบบนั้น

“มันก็ผิดกันทั้งคู่นั่นแหละครับ คนหนึ่งก็พูดจาไม่คิด อีกคนก็หงุดหงิดเพราะนอนไม่พอ พระเจ้ากำลังเล่นตลกแน่ถึงส่งพวกคุณมาเจอกันในวันที่เหมือนนรกแบบนี้ แล้วไอ้คนที่ซวยต้องมารับเคราะห์แทนก็กลายเป็นโอเชี่ยนไป บอกแล้วว่าอย่าหลีหญิงเยอะ เวรกรรมมันถึงส่งลให้ซวยแบบนี้”

เอพริลเอ่ยขึ้นบ้างในขณะที่มือกำลังประคบแผ่นหลังที่ช้ำแดงของโอเชี่ยน เรื่องแอมเบอร์กับคาราเมลใช่ว่าเขาจะอยากยุ่งด้วยเสียเมื่อไหร่ ที่ยืนมองเฉย ๆตั้งแต่ทีแรกเพราะอยากให้มันเป็นการทำความเข้าใจกันระหว่างคนสองคนมากกว่าที่จะเข้าไปยุ่งย่ามแล้วจัดการเอาเองตามใจตน เห็นว่าไม่เจอหน้าหันมาเป็นอาทิตย์ บางทีอาจจะสงบจิตสงบใจกันแล้วบ้างก็ได้ แต่เหมือนคาราเมลจะเป็นพวกเจ็บลึกเจ็บนาน ถึงได้ย้อนเอาคำพูดตอนนั้นที่แอมเบอร์ใช้ออกมาพูดทวนใหม่อีกรอบ มันเลยกลายเป็นสงครามการปะทะคารมกันมากกว่าจะเป็นการปรับความเข้าใจ

ทางนั้นก็ผิดอยู่ที่ขึ้นเสียงใส่แล้วยังโยงเรื่องมั่วซั่วประหนึ่งที่บ้านทำงานเป็นคนเดินสายไฟให้การไฟฟ้าไม่ก็ช่างเชื่อมเหล็กในโรงงาน ถึงได้เชื่อมเก่งโยงเก่งปานนั้น ส่วนแอมเบอร์ก็ปากพล่อยพูดไม่คิด หรือคิดแล้วแต่คำพูดมันออกมาหยาบโลนไม่น่าฟังก็ไม่รู้เหมือนกัน

“แอมเบอร์นี่นิสัยพูดไม่คิดนี่แก้ไม่หายสินะ นายอาจจะใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีในการพูดคำ ๆ หนึ่งออกมา แต่นายไม่มีทางรู้หรอกว่ามันจะอยู่ในใจคนฟังไปนานแค่ไหน พูดเสร็จนายก็ถือว่ามันจบกัน ไม่ได้อยู่รอรับผิดชอบคำที่พูดอะไรเลย ปล่อยคนเจ็บไว้ตรงนั้น เหมือนเห็นคนล้มแล้วเดินผ่านดื้อ ๆทั้งที่นายเป็นคนผลักเขาล้มเอง”

พอถูกโอเชี่ยนพูดสอนขึ้นมา แอมเบอร์ก็รู้สึกเหมือนตัวเขาไม่ใช่ตัวเขาเองชอบกล เห็นหมาป่าแดงนั่งมุ่ยหน้าแล้วก็หงุดหงิดขึ้นมา ไอ้ที่พูดเมื่อครู่มันก็มีเหตุผลอยู่หรอก แต่พอตีความออกว่ากำลังเข้าข้างใครก็เลยโมโหขึ้นมา

“อีกอย่างก็เหมือนอย่างที่เตือนไปแล้ว ถ้ายังทะเลาะกันแบบนี้คาร่าอาจจะเป็นอันตรายก็ได้”

“ก็แค่พอฟาดเคราะห์เท่านั้นเองครับ ผู้โกงความตายว่าไม่ถึงกับชีวิตเสียหน่อย ฟาดเคราะห์คราวนี้ก็เหมือนฝนตกหนักก่อนฟ้าใส อารมณ์คล้ายเบญจเพสนั่นแหละ”เอพริลว่านิ่ม ๆ หลังจากที่โอเชี่ยนโซยวายว่าคาราเมลจะตกอยู่ในอันตายจนเขาต้องไปหาผู้โกงความตายเพื่อความแน่ใจ ก็ได้คำตอบมาประมาณนี้ ไม่รู้ว่าหมาจิ้งจอกนั่นหลอกโอเชี่ยนหรือว่าวิตกมากเกินไปกันแน่

“แต่ก็ไม่ใช่หตุผลที่จะหาเรื่องทะเลาะต่อนี่”

“นายก็เข้าข้างแต่หมอนั่น”แอมเบอร์ว่าเสียงเรียบ

“อ้าว อย่ามางอแงดิ งอแงนี่ฉันทำได้คนเดียวนะ”โอเชี่ยนร้องว่าแล้วย่นจมูกใส่”ฉันก็ไม่ได้บอกว่าคาร่าไม่ผิดสักหน่อย แต่ถ้าเริ่มต้นเรื่องที่ผิดจริง ๆจนทะเลาะกันมาถึงตอนนี้ก็เพราะคำพูดของนายแท้ ๆ ตัวนายเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นคนนอกเหมือนอย่างที่ปากพูดใช่ไหมล่ะ ก็เอ็นดูเขาอยู่พอประมาณนี่ แล้วทำไมถึงพูดไปแบบนั้น”

“รู้เยอะซะอย่างกับไปอยู่ใต้เตียงเขามาเลยนะครับ”

เอพริลว่าพลางกดผ้าที่ประคบลงไปบนหลังโอเชี่ยนหนัก ๆ คนผมแดงร้องโอดโอยแล้วขยับตัวหนีไปรอฟังคำตอบจากเพื่อนผมสีอ่อน

“ฉันอธิบายเหตุผลของตัวเองไปแล้ว ไม่ใช่ว่าจะไม่ยอมรับหรือคบเป็นเพื่อนกันไม่ได้ แต่นายก็ดูมันทำตัว ลึกลับหาญาติผู้ใหญ่มันหรือยังไง คิดว่าที่ผ่านมาฉันถามเรื่องเกี่ยวกับตัวมันไปกี่รอบแล้ว คิดว่าปักใจเชื่อนักหรือไงที่ผบ.ผมขาวงนั่นบอกว่าให้จับตาดูมันไว้เพราะน่าสงสัย ไอ้ที่น่าสงสัยกว่ามันความสัมพันธ์ของคนพวกนั้นไม่ใช่หรือไง ทำอะไรลับหลังกันแบบนี้แล้วจะให้เชื่อใจจนพูดนั่นพูดนี้ด้วยหรอ ไม่มีทาง”

“น้อยใจว่างั้นเถอะ”

แอมเบอร์ถลึงตาใส่โอเชี่ยนไปหนึ่งที เจ้าคนผมแดงหัวเราะคิกคักเมื่อรู้ความคิดจริง ๆของแอมเบอร์ คน ๆนี้ไม่ใช่ประเภทเข้าถึงยาก เรื่องโลกส่วนตัวสูงมันก็อีกในขั้นหนึ่ง แต่ถ้าจะสนิทด้วยก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร ยิ่งแบบคาราเมลที่สดใสร่าเริงเข้ากับคนง่ายแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง อุปนิสัยรวม ๆกับชีวิตประจำวันก็มีอะไรที่เข้ากันได้กับพวกเขา แต่ที่แย่ก็คงเป็นเรื่องความลึกลับ สิ่งเดียวที่ติดใจแอมเบอร์ก็คือเรื่องนี้ล่ะมั้ง ก็โดยส่วนตัวแล้วไม่ชอบพวกขี้โกหกหรือความลับเยอะ ๆนี่นา

“ทั้งพ่อทั้งแม่ก็ความลับเยอะพออยู่แล้ว ฉันไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับพวกที่มีความลับเยอะ ๆอีก”

พ่อไปไหนไม่เคยบอกเขา หายไปเป็นปี ๆโดยไม่ติดต่อมา แม่เองก็เหมือนกัน ทำไมถึงต้องแยกกับพ่อแอมเบอร์ก็ไม่เข้าใจ เขาไม่ชอบเรื่องลึกลับซับซ้อนที่ตนเองไม่สามารถรับรู้ได้ ที่เป็นฝ่ายอาชญากรรมไม่ใช่ว่าเพราะชอบออกไปกำราบผู้ร้าย แค่พอเห็นคดีที่มีจุดลึกลับน่าสงสัยก็คันไม้คันมืออยากจะไขความลับให้กระจ่าง

“บางครั้งคนเราก็มีเรื่องที่บอกไม่ได้นี่ เรื่องบางเรื่องนายเองก็ไม่ได้บอกเขาอ่ะ มันก็มีเรื่องที่ต้องปิดบังกันบ้าง ค่อยน ๆอยู่ด้วยกันไปจนวางใจแล้วเขาอาจจะบอกออกมาก็ได้”

“คุณไม่เคยถูกปิดบังจะไปเข้าใจอะไร มันก็อย่างที่แอมเบอร์บอกนั่นแหละ คุณไม่เคยถูกพ่อแม่ปิดบังเรื่องที่ทำอยู่จะไปเข้าใจอะไรล่ะ”

เอพริลกับแอมเบอร์ประสบปัญหาเดียวกันคือพ่อแม่ที่ทำตัวเป็นความลับ จำได้ว่าพอขึ้นมัธยมต้นทั้งพ่อทั้งแม่ก็หายไปกันหมด ไม่เจอหน้ากันมาเป็นสิบ ๆปี มีแค่จดหมายส่งมาไม่กี่ฉบับแล้วก็เงียบไป พอถามว่าทำอะไรอยู่ก็ตอบว่าบอกไม่ได้ ถ้าแอมเบอร์จะไม่ชอบใจเรื่องที่ถูกปิดบังเอพริลก็เข้าใจ เรื่องประเภทไหนที่บอกลูกตัวเองไม่ได้ถ้าไม่ใช่เรื่องันตราย ทำเหมือนพวกเขาเป็นเด็กที่ต้องได้รับการปกป้อง

ทางโอเชี่ยนเงียบไปเมื่อเอพริลพูดแบบนั้น คนในห้องเองก็หลงเข้าใจว่าคนผมแดงเงียบลงเพราะเถียงไม่ออก จนกระทั่งคำพูดใหม่ที่ถูกเอ่ยออกมาปรากฏขึ้น พวกเขาถึงได้เข้าใจว่าตัวเองคิดผิด

“ก็ไม่เข้าใจจริง ๆนั่นแหละ...ก็ฉันไม่มีพ่อแม่นี่”

โอเชี่ยนว่ายิ้ม ๆทั้งที่คำพูดนั่นมันแทงใจเขาเสียงดัง มือที่ประคบแผ่นหลังให้อยู่ถึงกับชะงัก แอมเบอร์เองยังเบนสายตามามองด้วยความตกใจไม่น้อย อยู่ด้วยกันมานานจนลืมไปว่าพวกเขาเองก็มีประวัติพื้นฐานแตกต่างกันออกไป

“ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องนี้”เอพริลกล่าวด้วยท่าทีอึดอัด กับเรื่องครอบครัวมันเป็นจุดอ่อนของโอเชี่ยน ในฐานะเพื่อนต้องรู้อยู่แล้ว แต่ก็มักลืมเสมอ ๆไม่รู้ว่าทำไม ทำไมถึงเอาแต่คิดว่าโอเชี่ยนเองก็มีที่สมบูรณ์พร้อมรออยู่

“ฉันไม่ได้ว่าอะไรนี่ ไม่เห็นต้องขอโทษเลย เอพริลคิดมากไปแล้ว เดี๋ยวหน้าแก่นะ”

“คุณแอมเบอร์ครับ!!!

เสียงร้องเรียกดังลั่นทำให้บรรยากาศอึดอัดในห้องกระเจิงไป เจ้าของชื่อซึ่งนั่งอยู่บนขอบเลิกคิ้วเมือ่ได้ยินเสียงตะโกนนั่นพร้อมกับเสียงฝีเท้าถี่ ๆที่เหมือนกำลังมีคนวิ่งมา ประตูห้องถูกเคาะอย่างแรงสองทีก่อนเจ้าคนเคาะมันจะเปิดประตูเข้ามาแบบไม่รักษามารยาทใด ๆทั้งสิ้น

“นายเป็นใคร?”

“คนของคาร่านี่”

โอเชี่ยนเป็นคนตอบแทน เขาจำเส้นผมสีน้ำตาลกับแว่นหนา ๆของเจ้าคน ๆนี้ได้ คนที่มาขัดจังหวะการพูดคุยระหว่างเขาก็คาราเมลเมื่อเกือบ อาทิตย์ก่อน แต่ถึงรู้ว่าเป็นใครก็เดาไม่ออกอยู่ดีว่าอะไรที่ทำให้วิ่งหน้าตาตื่นมาถึงนี่ได้

“คนของเด็กนั่นมาทำไม?”

“เกิดเรื่องแล้วล่ะครับ...แฮ่ก....มีแค่คุณที่ห้ามเข้าทัน..แฮ่ก”

พอชินเรพูดแบบนั้นแอมเบอร์ก็ยืดตัวขึ้น เริ่มคิดไปในทางไม่ดีเกี่ยวกับตัวคาราเมลไปแล้ว เรื่องห้ามนี่อย่าบอกน่ะว่าเจ้าเด็กนั่นจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย...บ้าไปใหญ่แล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก

“เมื่อครู่มีรายงานว่าพบคนที่รูปพรรณสัณฐานใกล้เคียงคนร้ายอยู่ที่สะพานทางตะวันออก หัวหน้าพอรู้เรื่องก็พุ่งออกไปเลย พวกเขาช่วยกันห้ามแล้วแต่โดนแช่แข็งกันไปหมด มีผมหนีมาได้แค่คนเดียว แล้วก็คิดไม่ออกแล้วครับว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากใคร”

“เขาไปจับคนร้ายก็ถูกแล้วนี่ครับ คดีจะได้ปิดลงไปสักที”เอพริลว่าพลางเลิกคิ้ว ไม่เห็นว่ามีเรื่องอะไรที่น่าประหลาดหรือแตกตื่นตกใจเลย คาราเมลไปปฏิบัติหน้าที่ ก็สมควรแล้วนี่

“แต่เขาไม่ได้นอนมาห้าวันแล้วนะครับ แถมไม่ได้พกปืนออกไปด้วย ถึงจะยังแช่แข็งเพื่อนร่วมงานได้ยังไงมันก็น่าห่วงอยู่ดีนี่ครับ!

แอมเบอร์บรรจุกระสุนปืนตั้งแต่ได้ยินว่าคาราเมลไม่ได้นอนมาห้าวันแล้ว เขาหยิบกุญแจรถออกมาจกาลิ้นชัก สบถเบา ๆแล้ววิ่งออกไป คนในห้องมองตาม คิดว่าแค่แอมเบอร์คนเดียวก็คงจะพอไหว อีกอย่างนี่อาจจะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คนสองคนคืนดีกันก็ได้...คิดว่านะ

 

                เด็กหนุ่มหักพวงมาลัยเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ตัวรถสีเขียวเหวี่ยงปัดเล็กน้อยพอให้คนอื่น ๆที่ขับรถตามมาด่าไปถึงบรรพบุรุษได้ สิบนาทีก่อนคาราเมลได้รับข่าวจากสายข่าวว่าพบตัวผู้ต้องสงสัย...พร้อมกับพบศพเหยื่ออีกราย ทันทีที่รู้เรื่องเขาก็ฉวยกุญแจรถของชินเรมาทันทีโดยไม่มีใครห้ามทัน พอถูกรั้งก็วาดมือสร้างน้ำแข็งมาขังคนพวกนั้นเอาไว้ รถสีเขียวสดถูกสตาร์ทและพุ่งออกไปอย่างไร้การลังเล ไว้คิดตอบคำถามที่หลังว่าเด็กอย่างเขาขับรถได้ยังไง

“ผู้ต้องสงสัยวิ่งไปที่ซอยPG35แล้วทราบแล้วเปลี่ยน”

                เสียงวิทยุสื่อสารดังขึ้นที่เบาะข้างคนขับซึ่งคาราเมลเป็นคนวางมันเอาไว้เอง เด็กหนุ่มเหลือบตามองมันเล็กน้อยก่อนจะป้อนชื่อซอยที่จำได้ลงไปบนจอเนวิเกเตอร์ที่ใช้นำทาง รอยยิ้มเย็นผุดขึ้นที่ใบหน้าสง่าที่ตอนนี้ดูอิดโรยเต็มแก่ งานที่เข้าทุ่มทำมาหลายสัปดาห์กำลังจะสำเร็จในไม่ช้า เขาจะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้!

                รถหรูขับมาจอดขวางซอยที่วิทยุสื่อสารระบุภายในเวลาไม่ถึงห้านาที เด็กหนุ่มพุ่งตัวออกจากรถอย่างรวดเร็วพร้อมๆกับที่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามา ร่างบางระหงในชุดผ้าคลุมหัวสีแดงผ่านหน้าเขาไปอย่างรวดเร็วเป็นเหตุให้เด็กหนุ่มออกวิ่งตามไป

“หมาป่าขาว!!!

                สรรพนามเรียกน่ากระดากปากนั่นไม่ได้เป็นที่สนใจของคาราเมลเท่าร่างตรงหน้า เด็กหนุ่มเพียงหันไปยิ้มอ่อนๆให้ด้วยใบหน้าอิดโรยก่อนหันไปมองที่เป้าหมายต่อ เสียงฝีเท้าหลายสิบคู่ดังกึกก้องไปทั่วซอยที่ซับซ้อนนี้ ข้าวของที่อยู่ข้างทางถูกปัดไปด้านหลังจากฝีมือร่างที่วิ่งนำอยู่ หลายร่างล้มลงเพราะหลบสิ่งที่ขวางไม่พ้นมีเพียงคาราเมลคนเดียวที่หลบได้อย่างคล่องแคล่วไม่โดนแม้แต่สิ่งของนั้นแตะโดนตัวด้วยซ้ำ จนแล้วจนรอดก็เหลือแค่คาราเมลคนเดียวที่ตามร่างสีแดงมาได้ ร่างที่นำหยุดตัวฝุ่นตลบก่อนหมุนตัวกลับมาหาคาราเมล

                เด็กหนุ่มเองก็หยุดลงเช่นกันก่อนจ้องเขม็งไปที่ร่างตรงหน้า ผ้าคลุมสีแดงทำหน้าที่ของมันได้ดีเกินไปจนทำให้เขาไม่เห็นหน้าร่างตรงหน้าแม้แต่น้อยเด็กหนุ่มมองสำรวจโดยรอบประเมินทางหนีที่จะมีให้แก่ผู้ต้องสงสัย มันมีแค่ไม่กี่ทาง วิ่งกลับมาทางเขา วิ่งข้ามสะพานไป หรือว่ายน้ำข้ามแม่น้ำไป

“เหอะ..หัวหน้าหน่วยใหม่เหรอ?”

                เสียงที่ฟังดูน่าหลงใหลเอ่ยออกมาอย่างฟังก็รู้ว่าดูถูก คาราเมลเค้นยิ้มเย็น รู้สึกว่ามีเรื่องน่าเอะใจแต่สมองดันตื้อคิดไม่ออกว่ามีอะไรกันแน่ เอาเป็นสนใจประโยคที่เหมือนกำลังยั่วโมโหนี่ก่อนดีกว่า

“ก็แล้วไงครับ?”

“อ่อนหัด”

“รู้สึกคิดถึงคน ๆหนึ่งขึ้นมายังไงก็ไม่รู้นะครับ แถมมันยังทำให้หงุดหงิดมากด้วย!

                ทันทีที่เด็กหนุ่มพูดจบร่างนั้นก็พุ่งเข้ามาพร้อมมีดในมือเด็กหนุ่มเบี่ยงตัวหลบซ้ายขวาพลางกระโดดถอยหลังอย่างชำนาญ ดวงตาสีอำพันพยายามมองให้เห็นใบหน้าภายใต้เงาผ้าคลุมแต่ก็ไร้ผล ยังไงเขาก็มองไม่เห็นอยู่ดี

“มองไปไหนกัน?!!!

                มีดที่ฟันสะเปะสะปะเสยขึ้นหวังจะแทงทะลุปลายคางของหมาป่าสีขาว แต่เด็กหนุ่มกับเอี้ยวตัวไปด้านหลังก่อนตีลังกากลับหลังสองตลบ ปลายเท้าเตะเฉียดปลายคางร่างตรงหน้าไปเล็กน้อย เมื่อทรงตัวได้คาราเมลก็ปัดมือเล็กน้อยก่อนยักคิ้วให้อย่างหาเรื่อง ร่างตรงหน้าก็ไม่มีเวลามากพอจะมาให้คาราเมลกวนอีก ร่างนั้นพุ่งเข้าใส่อย่างไม่รีรอ มีดที่ดูราวกับมีดทำครัวเสือกเข้าที่สีข้างของเด็กหนุ่ม จังหวะที่ร่างโปร่งกำลังหลบสมองเขากลับชาวูบไปช่วงหนึ่งราวกับมันดับลงทำให้มีดเล่มเงินเฉือนถากๆช่วงเอวเขาไป

                คาราเมลกระโดดล่นถอยหลังมาเล็กน้อยเมื่อได้สติ ใบหน้าอิดโรยไม่แสดงออกถึงความเจ็บปวดมากเท่าไหร่ เลือดสีแดงเป็นดวงเด่นขึ้นทันทีเมื่ออยู่กับอาภรณ์สีชาว

“บอกแล้วว่าสีขาวมันเปื้อนง่าย”

                คาราเมลบ่นพึมพำก่อนจะกระโดดหลบร่างที่ฟันมีดใส่เขาไม่ยั้งมือ คาราเมลอาศัยจังหวะที่มีดเล่มเงินเสือกมาอีกหนจับมือร่างนั้นเอาไว้ก่อนเคลื่อนตัวเข้าใกล้ ด้วยความตกใจร่างนั้นจึงลืมป้องกันตัวทำให้คาราเมลประชิดตัวได้อย่างง่ายดาย มือเรียวยกขึ้นปัดผ้าคลุมสีแดงไปด้านหลังเผยให้เห็นใบหน้าเพียงชั่วครู่ที่คนเห็นเองก็ไม่แน่ใจ

                พลั่ก!

                เด็กหนุ่มปล่อยมือพลันเมื่อโดนกระแทกด้วยเข้าเข้าทีท้องจนตัวงอ ผู้ต้องหาถีบตัวออกห่างก่อนหยิบฮูดขึ้นคลุมหัวอีกครั้ง คาราเมลหรี่ตามองร่างนั้นอย่างเคลือบแคลง

“คุณทำไปเพื่ออะไร?”

“ไม่มีเหตุผลต้องตอบ”

“แต่คุณทำคนอื่นเดือดร้อนนะ!

“แล้วทีพวกมันทำฉันเดือดร้อนทำไมไม่คิดบ้างล่ะ!

                เสียงไพเราะตอบกลับมาอย่างเกรี้ยวกราดก่อนจะพุ่งเข้าใส่คาราเมลอีกครั้ง เด็กหนุ่มสะดุ้งเพราะสมองที่ดับหายไปพักใหญ่ก่อนจะกระโดหลบขึ้นไปราวสะพานเหล็ก ร่างบางยืนยิ้มอยู่บนพื้นอย่างเจ้าเล่ห์เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ๆ

“เมล!

                เสียงเรียกที่ดังขึ้นมาทำให้คาราเมลหันไปมองอย่างตกใจ ร่างที่วิ่งเข้ามาเป็นร่างของคนที่เขากำลังทะเลาะอยู่ด้วย ร่างที่สาบานว่าไม่อยากพบตอนนี้ แต่ถ้าหลังเสร็จงานก็ไม่แน่ กะจะเอาผลงานไปตรอกหน้าให้! กระนั้นแล้วการปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก็ดึงความสนใจของคาราเมลไปได้มาก มากพอจะเปิดช่องว่างให้ถูกคนร้ายเล่นงาน

 “หึ!

                เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆกับมือที่ตวัดดึงขาเขาให้เสียหลัก คาราเมลหงายหลังเอนไปทางแม่น้ำทันที หากสมองเขายังสมบูรณ์อยู่ก็อาจจะจับเข้ากับราวสะพานไว้ได้ แต่เพราะการอดหลับอดนอนมานานทำให้เขามีสติไม่สมประกอบเท่าที่ควรมี ร่างโปร่งตกลงสู่พื้นน้ำดัง สติสัมปชัญญะดับลงทันทีที่ร่างกายสัมผัสกับผิวน้ำ

“เมล!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. #350 Dark Diamond (@hokange) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2558 / 19:40
    -คราดคิด -> คาดคิด -ตรอกหน้า -> ตอกหน้า ถ้า ตรอก นี้หมายถึง ซอกซอยต่าง ๆ นะคะ
    #350
    0
  2. #266 MyMy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2557 / 23:43
    สงสารเมล T^T
    #266
    0
  3. #249 KillerKill (@valasmps) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 เมษายน 2557 / 18:16
    แง้ง!! ขัดใจๆๆ ไล่เมลทำม้ายยย
    #249
    0
  4. #186 เด็กแว่นสีชมพู (@whitebaby) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2556 / 18:21
    สงสารคาราเมลอ่ะ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจแอมแบอร์
    #186
    0
  5. วันที่ 30 มิถุนายน 2556 / 20:01
    ชอบๆสนุกดีแต่อย่าทะเลาะกันบ่อยเลยนะ
    #67
    0
  6. วันที่ 30 มิถุนายน 2556 / 11:54
    สนุกมาก
    #66
    0
  7. #50 kalio (@renessime) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2556 / 12:31
    อยากอ่านต่อออ
    #50
    0
  8. #48 Night (@fah2541) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2556 / 23:04
    จะทะเลาะกันอีกนานมะ? อยากเห็นฉากสวีต(?)แล้วอ่ะ ><
    #48
    0
  9. วันที่ 25 มิถุนายน 2556 / 22:49
    ช่วยมาต่อไวๆนะอยากรู้ตอนต่อไปละฮะๆ
    #47
    0