Little Sheep or Werewolf แกะตัวนั้นที่มันเป็นหมาป่า

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 24,354 Views

  • 485 Comments

  • 1,072 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    45

    Overall
    24,354

ตอนที่ 10 : Chapter 7 : หน้าที่หมาป่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1456
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    10 ก.ค. 60

 

Chapter#7

หน้าที่หมาป่า

 

น้องแกะถามอยากจะรู้เรื่องพี่หมา

สำเร็จแทบทุกทีที่ไล่ล่าเหยื่อใช่ไหม

 

                โลหิตสีแดงซาดกระเซ่นไปทั่วผืนหญ้าเขียวขจีท่ามกลางดวงจันทร์กลมโตในคืนวันเพ็ญ เคียวสีดำถูกเหวี่ยงไปด้านหลังเพื่อสลัดคราบเลือดสีแดงสดจากเหยื่อออกไป ดวงตาสีโกเมนมองภาพเหล่านั้นอย่างเฉยชาราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวันเหมือนสภาพอากาศ ไม่มีอาการลังเลใจกับภาพตรงหน้า ราวกับชายคนนั้นไม่มี...หัวใจ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอไม่มีอากการเหนื่อยอ่อนออกมาหรือความตื่นเต้นอยู่เลยสักนิด มือขวายกขึ้นกุมอกข้างซ้ายไว้เบา ๆเพื่อฟังเสียงหัวใจของตนเอง

                “แกมันปีศาจ! แกมันไม่มีหัวใจ!

                หัวใจหรอ?...สิ่งที่เป็นทั้งนามธรรมและรูปธรรมนั่นสำคัญเพียงใด? มันสำคัญและมีค่าพอให้เขามองเห็นด้วยตาเปล่าหรือไม่? หากเขาไม่มีหัวใจแล้วเช่นนั้นก้อนเนื้อที่เต้นอยู่ที่อกซ้ายเขามันคือสิ่งใดกัน? ก้อนเนื้อไร้ค่า? สิ่งที่ใช้เพื่อสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย? มันเป็นอะไรกันเล่า?

                ใครต่อใครต่างกล่าวเอาไว้”หัวใจ”นั้นคือสิ่งสำคัญ หากไม่มีมันเท่ากับตายไปแล้ว แล้วสิ่งที่เหล่าร่างที่สิ้นลมหายใจอยู่แทบเท้าเขาสำลอกออกมาจากปากพล่อย ๆพวกนั้นว่าเขาไม่มีหัวใจนั้นหมายถึงสิ่งใด หากไร้ซึ่งหัวใจ ก็ต้องไรซึ่งชีวิต เช่ต้องไร้ซึงชวตนนั้นเขาควรตายไปแล้วสิ แต่นี้เขายังอยู่ ร่างกายยังอุ่นดี ยังมีลมหายใจ ยังมีสติ ยังรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวด...แห่งการสูญเสีย หากคนที่ยังเจ็บปวดเป็นคนไร้หัวใจ แล้วใครกันที่มีหัวใจ?

                กึก!

                คมเคียวถูกสะบัดไปด้านหลังเมื่อผู้ถือครองสัมผัสได้ถึงผู้ที่ย่างก้าวเข้ามา คมเคียวจ่ออยู่ที่ลำคอผู้บุกรุกก่อนจะค่อย ๆลดลงท่ามกลางความงุนงง นัยน์ตาสีแดงฉายแววแปลกใจออกมาก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อย เพราะสมองเอาแต่คิดหาคำตอบของคำถามเหล่านั้นมันทำให้เขาขยับตัวตามสัญชาตญาณดิบของตนเองจนเกือบพลั้งมือฆ่าคนที่ไม่เกี่ยวข้อง

“พี่ชาย...คุณทำอะไรพวกเขา?”

                เสียงเล็กถามเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาสีแดงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ถึงเห็นอยู่ตรงหน้าแต่ไม่สามารถทำใจให้เชื่อได้ว่าเจ้าของนัยน์ตาสีแดงนี้เป็นผู้สังหารร่างนับสิบที่แทบเท้า

“เรามาทำอะไรตรงนี้น่ะฮึ? มันดึกแล้วนะครับมัน อันตราย”อีกฝ่ายเลือกที่จะไม่ตอบอะไร เด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์มันควรมาแปดเปื้อนหรือรับรู้อะไรที่โหดร้าย

                หมับ!

                มือเล็กยกขึ้นจับมือที่กำลังลูบหัวตนก่อนนัยน์ตาสีม่วงเข้มจะจ้องเขม็งร่างตรงหน้า แววตานั้นไม่มีความล้อเล่นหรือวูบไหวแต่น้อย กลับเป็นฝ่ายผู้ถือครองคมเคียวเองที่รู้สึกวูบไหว ยิ่งเห็นความมั่นคงในแววตามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งประหลาดใจมากเท่านั้น ไม่อยากจะคิดไป ว่าเด็กตัวแค่นี้คุ้นชินกับเลือดและศพ

“พี่ชายควรตอบคำถามผมก่อน”

                ร่างสูงมองเด็กชายไว้สิบสองปีตรงหน้าอย่างประหลาดใจในแววตา ทั้ง ๆที่เห็นเลือดมากมายขนาดนี้แล้วแต่กลับไม่มีความหวั่นไหวในตาแต่น้อย

“พี่ชายก็...ฆ่าพวกเขาไงครับ กลัวพี่ชายไหม?”เด็กหนุ่มตอบตามตรงไม่อ้อมค้อม หวังจะให้เด็กตรงหน้าหวาดกลัวแล้ววิ่งหนีไป หนีไปจากเขาและไม่ต้องเกี่ยวข้องกันอีก

“ผมจะไม่กลัวจนกว่าจะรู้เหตุผล พี่ชายมีเหตุผลใช่ไหม?”

                นัยน์ตาสีแดงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม มือเรียวยกขึ้นทัดผมสีขาวบริสุทธิ์เข้ากับใบหู

“ครับ...พี่ชายมีเหตุผล”

“เหตุผลอะไรครับ? บอกผม ผมจะช่วยพี่ชายเอง!”นัยน์ตาสีม่วงแน่วแน่จนชายหนุ่มรู้สึกกลัว...กลัวว่าเขาจะหลอกใช้ความไร้เดียงสานี่

“ไม่ต้องช่วยหรอกครับ”

“แม้แต่คุณก็ไม่เชื่อผมหรอ? ผมจะช่วยคุณจริง ๆนะ”

“ไม่ใช่ไม่เชื่อครับ แต่อย่ามายุ่งเลยนะ พี่ชายไม่อยากให้เราเดือดร้อนน่ะ”เสียงทุ้มว่าอีกครั้งแต่มือเล็กกลับจับแน่นเข้ากับมือเขาอย่างไม่ยอมปล่อย ดวงตาสีม่วงเข้มยังจ้องที่เขาอย่างไม่ลดละ“พี่ชายบอกเหตุผลมานะครับ ฆ่าพวกเขาทำไม?”

                นัยน์ตาสองสีประสานกันก่อนนัยน์ตาสีแดงจะหลบไปก่อนน้ำเสียงที่เด็ดขาดมันทำให้เด็กหนุ่มไม่กล้าแม้แต่สบตา

“พวกเขาพรากคนสำคัญของพี่ไปครับ...”น้ำเสียงนุ่มทอดแววเย็นเฉียบราวกับเป็นคนละคนกัน ดวงตาสีแดงสดยามเสมองร่างไร้วิญญาณช่างดูเย็นชาราวกับยมทูต ประกายเย็นเฉียบบาดลึกลงไปในขั้วหัวใจ

“งั้นพี่ชายรีบหนีไปเถอะครับ”

                นัยน์ตาสีแดงเบนกลับมาที่เด็กชายตัวน้อยอีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ เด็กน้อยละมือออกจาร่างตรงหน้า สีหน้าและแววตามั่นคงเสียคนเป็นผู้ใหญ่ยังนึกกลัว ร่าสีขาวนิ่งงันราวกับถูกมัดด้วยเชือกที่มองไม่เห็น ยิ่งสบดวงตาคู่นี้มากเท่าไหร ก็ยิ่งอึดอัดมากเท่านั้น นี่เขากำลังถูกปกป้อง...ขจากคนที่เขาต้องการจะปกป้องอย่างนั้นหรือ?

“พ่อของผมเป็นโวค และเขากำลังจะมาที่นี่ พี่ชายหนีไปเถอะรับในเมื่อเหตุผลของพี่ชายมันมีมากพอ”

“พี่ชายอาจจะโกหก...”

“คนโกหกเชาไม่ทำหน้าเศร้าและโหยหาในแววตาหรอกครับ”

                !!!

                ชายหนุ่มนิ่งไปกับคำพูดนั้น เขาเผลอยกมือขึ้นสัมผัสเปลือกตาของตน ไม่รู้เลยว่าในแววตาของตนซ่อนเอาไว้ซึ่งความโศกเศร้าและโหยหาตั้งแต่เมื่อไหร่ และไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเด็กชายตรงหน้าเติบโตมาถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ รอยยิ้มอ่อนโยนพรุดพรายขึ้นบนใบหน้า เขาส่ายศีรษะ ไม่แน่ใจว่ามอบการกระทำนี้ต่อเรื่องใดกันแน่

“ผมเซคัส แอมเบอร์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”เด็กชายเอ่ยขึ้นมาพลางยื่นมือออกไป

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ”ชายผมขาวแย้มยิ้มพร้อมยื่นมือมาจับแล้วผละออก ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นก่อนทำท่าจะหันหลังจากไปแต่ข้อมือกลับถูกคว้าไว้ด้วยมือเล็ก ๆของเด็กสิบสองขวบ เขาหันกลับมามองอย่างช่วยไม่ได้เมื่อถูกฉุดรั้ง

“คุณชื่ออะไรครับ?”

“นักฆ่าเขาไม่บอกชื่อกับใครหรอกนะ...”เด็กหนุ่มว่าเสียงนุ่ม เขาไม่ควรบอกเลยแต่นั่นมันเท่ากับว่าเขาไม่เชื่อใจเด็กตรงหน้าเขาควรลองเสี่ยง...สักครั้ง“...แต่กับเราพี่ชายจะบอกก็ได้”

“จริงหรอครับ! พี่ชายชื่ออะไรล่ะ?”

                ใบหน้าที่กลับไปเรียบเฉยด้วยความผิดหวังกลับมามีรอยยิ้มอีกหนเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“พี่ชื่อบลู”

“บลูที่แปลว่าสีฟ้า...งั้นหรอครับ?”

                เด็กหนุ่มส่ายหน้าเบาๆเป็นเชิงปฏิเสธ”ไม่หรอก มันแปลว่าความเศร้าเสียใจน่ะ”

                ความเศร้าที่ต่อให้นานเท่าไหร่มันก็ไม่เปลี่ยนไป....

                เด็กหนุ่มตอบพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่มอบให้ ดวงตาสีแดงเป็นประกายสะท้อนภาพเด็กชายตรงหน้า

“ยินดีที่ได้รู้จักครับพี่บลู ไว้เจอกันใหม่เมื่อพรมลิขิตทำงาน”

                บลูยิ้มพร้อมส่ายหน้าเบาๆ”บนโลกนี้มันไม่มีพรมลิขิตหรอกนะครับแอมเบอร์”

                ร่างสูงว่าจบก่อนจะหันหลังเดินจากไปในความมืด แอมเบอร์ทอดมองร่างที่เดินจากไปจนสุดสายตาก่อนใบหูทั้งสองจะได้ยินเสียงฝีเท้านับสิบวิ่งมาทางเขา

“แอมเบอร์!!!!

.

.

“แอมเบอร์”

.

.

“แอมเบอร์ครับตื่น!!!

                เสียงเรียกที่คุ้นหูทำให้ชายหนุ่มเปิดเปลือกตาออกเบา ๆ นัยน์ตาสีม่วงเข้มสบเข้าไปใบหน้าบูดบึ้งของรูมเมทตัวดีนามคาราเมลที่ทำแก้มบ่องก้มหน้ามองเขาที่อยู่บนเตียงอย่างไม่พอใจ เจ้าเด็กแสบสวมผ้ากันเปื้อนที่โอเชี่ยนซื้อมาฝาก มือยังถือตะหลิวอยู่เลย สภาพรวม ๆแล้วเหมือนแม่ที่เข้ามาปลุกลูกชอบกล แอมเบอร์ขยี้ตา จำได้ว่าแม่เขาเสียไปตั้งแต่ยังเด็ก หรือแม่จะไปเกิดเป็นเจ้าเด็กนี้แล้วกลับมาตามจู้จี้เขากัน?

“นี่มันจะสายแล้วนะครับ ทำไมเรียกแล้วไม่ยอมตื่น?”

                แอมเบอร์ยันกายลุกขึ้น ไม่รู้ว่าตนเองนิ่งไนปานแค่ไหน แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีคาราเมลก็ไม่ได้สวมผ้ากันเปื้อนอีกแล้ว

“ฉัน...ปวดหัว”

พอบอกออกไปแบบนั้น คนที่ทำท่าจะมาปลุกซ้ำก็ทำหน้าตาตื่นวิ่งเข้ามาวัดไข้เป็นการใหญ่ คิ้วเรียวขมวดมุ่นเมื่อพบว่าอุณหภูมิของแอมเบอร์ยังเป็นปกติ ฝ่ายเจ้าของห้องปัดมือบนหัวตนเองออกไปอย่างรำคาญ

 “ผมบอกแล้วว่าอย่าดื่มเหล้าเยอะ คุณบ้าจี้ตามโอเชี่ยนเขาทำไม?”

“เพราะความฝันต่างหาก”แอมเบอร์แย้งเสียงเรียบ เมื่อคืนโอเชี่ยนหิ้วเหล้าชั้นดีมาที่ห้อง ไม่ขอถามว่าไปหลอกเอามาจากใคร แต่รสชาตินุ่มลิ้นนี่ทำให้ดื่มเพลินเหมือนกัน แต่แอมเบอร์ไม่ใช่พวกขี้เมา ดื่มไปไม่กี่แก้วก็เลิก ไม่เหมือนโอเชี่ยนที่กระดกเหล้าเป็นน้ำเปล่า จากนั้นก็กลายเป็นศพให้เอพริลลากกลับห้อง

“แล้วฝันอะไรล่ะครับ?”

“ก็...”

                ชายหนุ่มชะงักปาก นัยน์ตาสีสวยเหลือบมองใบหน้าที่กำลังใคร่รู้ก่อนจะโบกมือปฏิเสธเหมือนเมื่อครู่ที่พูดไม่มีอะไร คาราเมลยู่หน้าเป็นรอบที่สามของเช้าวันใหม่ก่อนจะบ่นกระปอดกระแปดแล้วกลับไปแต่งตัวหน้ากระจก แอมเบอร์มองตามพลางถอนหายใจ เขาจะเล่าได้ยังไงก็ในเมื่อถ้าเล่าไปต้องมีคนรู้แน่ว่าเขาเป็นคนที่ปล่อยนางฟ้าสีขาวไป ใช่...แอมเบอร์ปล่อยฆาตกรโหดให้หนีไป จากคำสุดท้ายก่อนตายของเหยื่อ ”White Angle” ใครต่อใครต่างก็เข้าใจว่าฆาตกรเป็นผู้หญิงแต่ก็แค่เขาคนเดียวที่รู้ว่าฆาตกรเป็นผู้ชาย....

“กรรมตามสนองล่ะมั้ง”เขาพึมพำ

                “ฮะ?”

“เปล่า แล้วนี่นายเตรียมข้าวเช้าหรือยัง?”

“เตรียมแล้วครับ ผมไม่ใช่ตัวขี้เซาแบบแอมเบอร์นี่”

                คาราเมลอดกระแนะกะแหนคนที่เป็นรุ่นพี่ตัวเองไม่ได้ แอมเบอร์ได้เพียงมองหน้าอีกฝ่ายแล้วลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำ นั่นทำให้คาราเมลพุ่งมาด้วยความเร็วมาขวางหน้าแอมเบอร์ไว้อย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มหรี่ตามองเขาเหมือนกำลังสำรวจอะไรสักอย่าง ทางชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างไม่ชอบใจก่อนจะยืนกอดออกมาองคนที่กลางแขนไม่ให้เขาเข้าห้องน้ำได้

“เป็นอะไรอีก?”

“คุณนั่นแหละครับเป็นอะไร?”

“ห่ะ...”

                แอมเบอร์ร้องในลำคอก่อนจะจับมืออีกฝ่ายแล้วกำเบา ๆเป็นการบอกว่าให้อีกฝ่ายถอยออกไปจากห้องน้ำซะ ปกติแล้วเวลาตื่นเช้าก็มักจะความดันต่ำอยู่แล้ว พอรวมกับอาการปวดหัวแบบไม่น่าจะเป็นแอมเบอร์เลยพาลหงุดหงิดไปหมด การกระทำใด ๆที่ส่อแววว่าขัดใจเขา แอมเบอร์รำคาญทั้งหมด

“อะไรของนายนักหนา”

“ผมก็แค่เป็นห่วงคุณแค่นั้นเองนะแอมเบอร์ ผมผิดหรือไง?”คาราเมลว่าพลางเลิกคิ้ว

“ไม่จำเป็น”

“คุณเห็นอะไรในฝัน เห็นใครสักคนใช่ไหมแอมเบอร์ ใช่คนที่คุณนึกไม่ออกหรือเปล่าว่าเขาเป็นใคร”

คาราเมลร้องถามด้วยสีหน้าจริงจัง พอเห็นท่าทีผิดปกติของแอมเบอร์เขาก็วางใจไม่ลง เด็กหนุ่มกล้าพูดเต็มปากว่าต่อให้แอมเบอร์เป็นประเภทความดันต่ำตอนตื่นก็ไม่น่าจะมีอาการขนาดนี้ เขากลัวว่าสิ่งที่ถูกทำให้ลืมจะปรากฏกายออกมา อาการแบบนี้คาราเมลเดาไปเองได้ การปรากฏตัวของเขาส่งผลต่อคนรอบตัว

“นายจะรู้ไปทั่วแค่ไหนฉันไม่สนใจ แต่อย่ามาสู่รู้เรื่องของฉัน”แอมเบอร์หันมาพูดรอดไรฟัน ไม่ว่าคาราเมลจะเรียกชื่อใครได้อย่างไม่ต้องแนะนำ รู้เรื่องโล่โลหิตปลอม หรือรู้กระทั่งความลับของเอพริลเขาก็ไม่คิดจะต่อว่า ตราบใดที่มันไม่ได้ลามมายังเรื่องของเขา เรื่องที่กระทั่งเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าอะไรที่มันติดอยู่ในส่วนลึกสุดของความทรงจำ

“ผมก็แค่ถามเพราะจะหาทางแก้ไข คำว่าสู่รู้มันไม่แรงไปหน่อยหรอครับแอมเบอร์?”

คาราเมลถามด้วยใบหน้าเรียบสนิท แอมเบอร์ว่าอะไรเขาจะไม่เคืองเท่ากับคำพูดแบบนี้

“ก็นายไม่จำเป็นจะต้องรู้จริง ๆ การอยากรู้ในสิ่งที่ไม่มีสิทธิ์ต้องรู้ ถ้าไม่เรียกสู่รู้แล้วจะให้ฉันเรียกว่าอะไร?”

“แล้วทำไมผมถึงไม่มีสิทิ์ล่ะครับ?”

“ยังไม่รู้ตัวอีกหรอว่าตัวเองยืนอยู่จุดไหน”

“จุดไหนล่ะครับ คุณก็พูดให้มันชัด ๆสิ ที่ผมทำมัน—“

“คนนอกไงคาราเมล นายคือคนนอก!

กว่าจะรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปก็ตอนที่เห็นดวงตาสีอำพันคู่นั้นว่างเปล่า คาราเมลนิ่งไปเหมือนไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนในชีวิต แอมเบอร์เองก็เหมือนเพิ่งได้สติ เขาไม่ได้ตั้งใจจะเอ่ยคำพูดนั้นออกไป ต่อให้เขายังมองคาราเมลเป็นแบบนั้นจริง ๆแต่การพูดออกไปไม่ใช่เรื่องที่คนฟังยินดีนัก หมาป่าดำยกมือขึ้นหวังจะจับอีกฝ่าย แต่แววตาของคาราเมลกลับมืพร้อมกับการก้าวเท้าถอยหลังไปหลายก้าว ดวงตาคู่นั้นสะท้อนแววแบบที่แอมเบอร์ไม่เคยเห็น เป็นแววตาที่เขาไม่เข้าใจ

“ผมขอโทษ...ผมลืมไป...”

หากน้ำเสียงนั้นเป็นการประชดประชันแอมเบอร์จะเข้าใจมากกว่านี้ แต่ตอนนี้เสียงที่สั่นเครือมันสื่ออารมณ์ขอโทษออกมาจริง ๆ เหมือนคาราเมลคิดจริง ๆว่าตัวเองผิด

 “คา...”

 “ไปอาบน้ำเถอะครับ มันสายมากแล้ว”

                แอมเบอร์มองคนที่ก้มหน้ากับพื้นอย่างทำตัวไม่ถูก ยิ่งอีกฝ่ายนิ่งไปเท่าไหร่เขายิ่งไม่สบายใจมากเท่านั้น แต่การพูดคุยกันตอนนี้อาจจะรังแต่สร้างความบาดหมาง เขาเองก็ยังหงุดหงิดไม่น้อย ดังนั้นทางที่ดีแอมเบอร์ควรไปสงบจิตสงบใจตนเองก่อน ชายหนุ่มตัดสินใจได้แบบนั้นก็หมุนตัวเดินเขาห้องน้ำไป

“แอมเบอร์ไม่ได้คิดแบบนั้นหรอก”เสียงสะท้อนก้องอยู่กลางอก เป็นเสียงของชายผู้หนึ่งที่อยู่ห่างออกไปแสนไกลนัก

“ไม่ครับ...เขาคิดแบบนั้นน่ะถูกแล้ว เพราะผมจงใจทำให้มันเป็นแบบนั้นมาแต่แรก”คาราเมลตอบเบา ๆ

“หากเปลี่ยนใจ—“

“ไม่ครับ ผมไม่เปลี่ยน ผมเป็นคนผลักไสพวกเขาออกไปเอง ตามจริงไม่สมควรจะปรากฏตัวขึ้นมาด้วยซ้ำ ยิ่งมีผม ชีวิตพวกเขาจะพังพินาศไม่เหลือซาก...”เสียงทุ้มกระซิบซ้ำ มั่นคงและแน่วแน่”...ยิ่งเป็นแบบนั้น ผมยิ่งเข้าใจคุณ ในวันที่ตัดผมออกจากชีวิต มันเจ็บปวดแค่ไหน แต่เพื่อแลกมาซึ่งความปลอดภัยของคนสำคัญ เราจำเป็นต้องทำ”

“การพานพบครั้งนี้อาจจะนำพรมามากกว่าคำสาปก็ได้นะ”

“หึ...”คาราเมลหัวเราะในลำคอ”ถ้ามันจะเป็นพร มันคงเป็นพรที่เลวร้ายมาก ไม่คิดแบบนั้นหรอครับ...คุณพ่อ?”

 

“รีบ ๆทานข้าวเช้านะครับ มันสายแล้ว”

                แอมเบอร์เสตามองคนพูดอย่างไม่รู้จะตอบกลับแบบไหน เมื่อครู่นี้เขาและอีกคนยังทะเลาะกันอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาอยู่เลย แต่แล้วพออาบน้ำเสร็จออกมาอีกฝ่ายกลับพยายามยิ้มอย่างปกติแม้จากสายตาของเขาแล้วมันจะไม่ปกติมากก็ตาม คาราเมลเป็นพวกมีอะไรก็แสดงออกทางสีหน้าเสียหมดมันเลยไม่ยากมากที่แอมเบอร์จะเข้าใจในตัวอีกฝ่าย

“เมล”

“ครับ?”

“ขะ...ข้าวน่ะแพ็กใส่กล่องไปกินที่หน่วยเถอะ ฉันไปรอที่รถนะ”

                แอมเบอร์คว้ากุญแจรถคันโปรดของตัวเองแล้วเดินออกนอกห้องไปโดยไม่ได้หันกลับมามองใบหน้าที่หม่นลงของคาราเมลแต่น้อย เขาปิดประตูเบา ๆก่อนจะยืนเอาหลังพิงกำแพงอยู่หน้าห้อง รู้สึกผิดจู่โจมภายในหัวเขาครู่หนึ่งก่อนจะหายไป ทำไมแค่คำว่าขอโทษมันถึงได้ยากกับเขานักหนา ทั้ง ๆที่เรื่องนี้เขาผิดเองที่พูดไม่ดีก่อน เขาเชื่อลึก ๆว่าถ้าหากปฏิเสธออกไปดี ๆแต่แรก คาราเมลก็ยอมรับฟังและล่าถอยไป

                แอมเบอร์เดินลงไปที่ลานจอดรถอย่างที่สมองเต็มไปด้วยความคิดมากมาย ทั้งไม่เข้าใจตัวเอง ทั้งโทษตัวเองและอีกใจก็โทษอีกฝ่าย พื้นฐานนิสัยที่เป็นมาแต่ไหนแต่ไรที่คอยยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่างเขาไม่เคยเอ่ยคำว่าขอโทษหรือแม้แต่รู้สึกผิดด้วยซ้ำ แต่คราวนี้ไม่ใช่...เขากำลังรู้สึกผิด แม้มันจะน้อยมากจนแทบจะเหมือนไม่มีอะไรเลยก็ตาม

“แอมเบอร์...”

                เพี๊ยะ!

                ร่างที่กำลังเอามือท้าวกับรถพลางก้มหน้าสงบสติอารมณ์อยู่หันไปสะบัดมือปัดสิ่งที่มาแตะต้องตัวเขาก่อนสมองจะประมวลผล ด้วยปฏิกิริยาพื้นฐานที่เป็นไปโดยธรรมชาติเพราะถูกฝึก มันทำให้กล่องข้าวสีขาวถูกปัดตกจนร่วงลงสู่พื้นตามแรงโน้มถ่วงของโลก ฝากล่องที่โดนกระแทกพื้นเปิดออกก่อนตัวกล่องจะกลิ้งหลุน ๆไปสามสี่ทีก่อนจะหยุดลง ข้าวผัดอเมริกันอันเป็นอาหารเช้าที่คาราเมลบรรจงทำหกเกลื่อนกราดลานจอดรถไปหมดท่ามกลางความตกใจของคนที่ทำมันหก

                “มันไม่น่ากินขนาดนั้นเลยหรอครับ?”

                คำพูดที่สมควรถูกเอ่ยออกไปถูกเก็บไว้ในลำคอ คาราเมลทอดมองเศษข้าวที่หกเกลื่อนกลาดก่อนสายตาจะเลื่อนไปที่ใบหน้าของแอมเบอร์ เด็กชายเม้มปากเหมือนระงับไม่ให้ตัวเองพูดอะไรออกไปมากกว่านี้ เขาเดินไปเปิดประตูรถก่อนย่อนกายเข้าภายใน แอมเบอร์เดินตามไปนั่งฝั่งคนขับด้วยความเงียบ ตลอดการเดินทางเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงของทั้งครู่มันดูราวกับช่วงเวลาครึ่งศตวรรษเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไร คาราเมลเอาแต่มองออกนอกหน้าต่าง แอมเบอร์ก็เอาแต่เงียบเพราะนิสัยเปิดประเด็นเรื่องที่จะคุยเล่น ๆมันไม่ใช่นิสัยของเขา และยิ่งกับคนที่เขาไม่มั่นใจว่าตอนนี้อยู่อารมณ์ไหนแล้วแอมเบอร์ยิ่งพูดไม่ถูก นัยน์ตาสีม่วงทำได้เพียงเหลือบมองคาราเมลเป็นระยะ ๆเท่านั้น

                ปึก!

                เสียงปิดประตูดังขึ้นก่อนแอมเบอร์จะเปิดประตูเสียด้วยซ้ำ พอลงมาจากรถคาราเมลก็หายเข้าข้างในไปเสียแล้ว แอมเบอร์ขมวดคิ้วอย่างสับสนในความคิดก่อนจะเดินเข้าที่ทำการหน่วยโวคไปอีกคน รปภ.หน้าประตูยกมือขึ้นทำความเคารพก่อนจะยื่นซองเอกสารให้แก่แอมเบอร์

“วันนี้ท่านผบ.เรียกประชุมด่วนครับ เชิญที่ห้องประชุมแยกครับ คุณคาราเมลก็เข้าไปแล้วครับ”

                แอมเบอร์พยักหน้าก่อนขมวดคิ้ว ทำไมคาราเมลต้องเข้าไปด้วยในเมื่อหัวซองเขียนไว้วว่าการประชุมผู้บัญชาการหน่วยย่อย แต่เพราะขี้เกียจใส่ใจจึงเดาส่ง ๆไปว่าบางทีคงเรียกไปในฐานะรองหัวหน้าของเขา ชายหนุ่มสาวเท้าแบบไม่รีบร้อนมากนักเข้าไปสู่ห้องประชุมใหญ่ที่เปิดไว้เพื่อการประชุมประจำเดือน ผู้บัญชาการสูงสุดยิ้มง่ายนั่งท้าวคางมองเขาที่เข้ามาช้าอย่างอารมณ์ดี ด้านซ้ายมือของผู้บัญชาการหนุ่มมีเลขาธิการส่วนตัวอย่างทริปเปิ้ลยืนยิ้มบาง ๆรับแอมเบอร์อยู่ สายตาเลื่อนไปสำรวจบุคคลภายในห้องประชุม นอกจากพวกเขาสามคนแล้วก็ยังมีหัวหน้าหน่วยย่อยอื่น ๆอีกหลายคน

“ว่าแต่...เมลล่ะ?”แอมเบอร์ทรุดตัวลงนั่งข้างเอพริลพลางถามกับอีกฝ่าย หมาป่าสีน้ำเงินหันมามองหน้าแอมเบอร์พลางขมวดคิ้วอย่างงุนงง

“เขาได้เข้าประชุมด้วยหรอครับ นี่มันการประชุมเฉพาะผู้บัญชาการหน่วยนะครับ”

“ก็....”

                แอมเบอร์ขึ้นได้แค่นั้นก่อนจะเลือกที่จะเงียบเป็นคำตอบ เบลเฟกอลกวาดสายตามองรอบห้องประชุมก่อนจะปรบมือสองสามทีเมื่อเห็นว่าองค์ประชุมครบแล้ว

“เอาล่ะ สวัสดีเช้าวันจันทร์ที่แสนสดใส ขอให้มีความสุขหน้าบานกันนะทุกคน~~~”เบลเฟกอลเปิดการประชุมด้วยคำพูดที่ดูไม่เป็นการเป็นงานนักก่อนจะหยิบเอกสารตรงหน้าขึ้นมาเปิด”โดยรวมแล้วสำหรับเดือนนี้ผลงานรวม ๆก็น่าพอใจ การเงินก็งบประมาณขาดดุลไปเยอะ ฝ่ายปราบอาชญากรก็ทำลายข้าวของไปหลายชิ้น หน่วยวิจัยก็ผลาญงบเอา ๆ ส่วนฝ่ายดูแลนักโทษก็ปล่อยนักโทษหนีไปสามรอบ ดีมาก ๆเลยล่ะ~~

ไม่มีใครพูดข้อผิดพลาดของคนอื่นได้หน้าชื่นตาบานเท่าคน ๆนี้อีกแล้ว แต่ละฝ่ายที่โดนกล่าวถึงสะดุ้งเฮือก เอพริลส่งสายตาไปจิกใส่ผู้บัญชาการหน่วยวิจัย เพราะทางนั้นเลยที่ทำเอางบขาดดุลเรื่อย

“แต่จริง ๆแล้วไม่ได้เรียกประชุมเพื่อจะมาด่าหรอก ไม่ใช่นิสัย ๆ”เบลเฟกอลโบกมือก่อนจะค้อมตัวลงมาประสานมือไว้ในระดับสายตา”ก็อย่างที่รู้ ๆกัน ช่วงนี้มากการขยับปรับตำแหน่งกันพอสมควร แต่ไม่ใช่ว่าจะเลื่อนตำแหน่งให้ใครในนี้หรอกนะ ฮ่า ๆ ทำงานกันอย่างกับไก่เขี่ย ใครจะไปเลื่อนตำแหน่งให้เล่า โอ๊ย ทริปเปิ้ลอย่าตี”

เบลเฟกอลร้องเมื่อคนผมแสดยกมือขึ้นตบหัวเขาฐานด่าลูกน้องหน้าตาเฉย ได้ยินเสียงหัวเราะชวนปวดประสาทมาจากผู้บัญชาการผมขาวอีกหลายต่อหลายที เบลเฟกอลเอียงคอด๊อกแด๊ก ๆแล้วเอ่ยต่อ

“ตอนนี้ผลงานของหน่วยอาชญากรรมค่อนข้างเป็นที่หน้าพอใจ ตัดเรื่องของพังไปก็น่าพอใจมาก แต่ก็อย่างที่รู้กัน แอมเบอร์ก็รู้ตัวว่าผลงานสามชิ้นใหญ่ ๆของเดือนนี้เป็นฝีมือใครกันที่ทำ”ฝ่ายแอมเบอร์นิ่งไปก่อนจะหยักหน้ารับ”พวกเบื้องบนปลื้มปริ่มจิงเกิลเบลเอามาก ๆ ก็เลยมีความคิดจะก่อตั้งหน่วยใหญ่ที่มีชื่อเท่ ๆว่าหน่วยซีล(Zeal)ขึ้นมา เป็นหน่วยสาระพัดเบ๊ดี ๆนี่แหละนะ แต่ก็เป็นหน่วยที่พิเศษพอสมควรเลยล่ะ ดังนั้นคนที่จะมาดูแลหน่วยนี้ก็จะพิเศษมาก ๆยิ่งกว่าเพิ่มลูกชิ้นสามลูก”

                คำว่ามากเป็นพิเศษทำให้หลายคนขมวดคิ้วอย่างไม่พึงพอใจเท่าไหร่แต่ก็เลือกที่จะเงียบไว้เป็นดี เพราะดูเหมือนหัวหน้าของพวกเขาเองก็ชอบคนที่เขากล่าวถึงไม่น้อย

“และพวกคุณก็อาจจะรู้กันดีถึงการที่เราจะจัดตั้งหน่วยซีล(Zeal)ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อช่วยทำคดีจากกรมตำรวจและซึ่งตอนนี้เราก็ได้ผู้ที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งหมาป่าสีขาวมาไว้ในมือแล้วครับ เข้ามา ๆ”

                สิ้นคำพูดประตูห้องประชุมก็เปิดออกเบาๆ คาราเมลสาวเท้าเข้ามาในห้องด้วยอาภรณ์สีขาวสะอาดตาซึ่งเข้ากับอีกฝ่ายได้อย่างแปลกประหลาด เสื้อคลุมเนื้อดีสีขาวถูกสวมทับลงบนเสื้อเชิตสีเดียวกัน เสียงรองเท้าบูทครึ่งแข้งสีขาวกระทบพื้นราวเสียงกลองที่สะกดให้ทุกคนนิ่งงันมองเขาอย่างไม่อาจละสายตาไปได้ ใบหน้าเรียบนิ่งจนแอมเบอร์ไม่รู้ว่าที่เป็นแบบนั้นเพราะต้องรักษาภาพลักษณ์ หรือเพราะทะเลาะกับเขาก่อนหน้ากันแน่

“สวัสดีครับ ผมชื่อคาราเมล ตั้งแต่นี้ต่อไปจะเป็นหัวหน้าหน่วยซีล ฝากตัวด้วยรับ”

                คาราเบลว่าเสียงเรียบ ใบหน้าสง่ายังมีเคล้าโครงความบึ้งตึงไม่น้อยแต่แค่มองแอมเบอร์ก็รู้ได้ว่าไม่ได้มาจากเขาเป็นแน่

“ยิ้มหน่อยสิคา รา เมล ยิ้มๆ”เบลเฟกอลว่าเสียงร่าพลางดึงแก้มของตัวเองให้อีกฝ่ายดู

“เหอะๆ”คาราเมลหัวเราะแห้ง ๆก่อนจะยิ้มแหย ๆออกมาอย่าไม่ชอบใจนัก

                เขาไม่ชอบเครื่องแบบนี้เลยสักนิดเพราะมันทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับช่างตัดเสื้อสุดน่าสะพรึง แถมสีขาวมันช่างเลอะง่าย...ความสกปรกเล็กน้อยที่เกิดขึ้นบนผ้าสีขาวมันเห็นได้ชัด...

“เอาล่ะ ๆเรื่องที่คาราเมลจะมาเป็นหมาป่าสีขาวมีใครจะคัดค้านไหมเอ่ย?”เบลเฟกอลว่าพลางใช้สายตาสอดส่ายไปทั่วห้องโถงเป็นการข่มขู่ ใครกล้าขัดก็มีเจ็บตัวกันบ้าง

“ประท้วงตัวเองได้ไหมเนี่ย?”คาราเมลพึมพำก่อนสายตาจะไปหยุดอยู่ที่ร่างของแอมเบอร์ หมาป่าดำนั่งเท้าคางเอานิ้วเคาะโต๊ะก่อนจะยกมือขึ้นพร้อม ๆกับโอเชี่ยน

“ผมไม่เห็นด้วย”

                สองเสียงประสานกันแต่ไม่ได้หันมองหน้ากันอย่างใด

“คาร่าเป็นแค่เด็กตัวเล็กร่างน้อยน่ารัก เขาไม่ควรจะเสี่ยงกับงานของหน่วยซีลสักนิดอ่ะครับผม หน่วยนี้มันเสี่ยงเอาเรื่องเอาราวเลยนะ เพราะนอกจากจะโดนหมายหัวจากอาชญากรแล้วพวกตำรวจเองก็ไม่พอใจเท่าไหร่นัก จากที่ผมรู้มา เพราะเราทำงานดีกว่าเขาเลยจ้องเราเหมือนเราไปเผาบ้านเขาไว้ บ้านพวกเขาไม่น่าจะประสบอัคคีภัยเพราะพวกเรา เว้นแต่จะมีเอสเปอร์พลังไฟไปเผาบ้านเขาเล่น ก็อีกเรื่องหนึ่ง”โอเชี่ยนว่าด้วยสีหน้าจริงจังแม้ว่าท้ายประโยคจะออกทะเลจนกู่ไม่กลับก็ตามแต่

“อีกอย่างหมอนี้มันไม่มีประสบการณ์พอที่จะทำหน้าที่ใหญ่ได้หรอก แค่เข้าไปพัวพันกับคดีสามคดีก็เล่นไปเป็นตัวประกันซะหมดแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ทุกครั้งผมว่าจะเสี่ยงเกินไป อีกอย่างหมอนี่ก็เด็กกว่าเกณฑ์ด้วย การกระทำเพียงครั้งเดียวมันไม่ได้ทำให้พิสูจน์คนหนึ่งคนได้หรอกนะครับผบ. ผมอยากให้คุณพิจารณาให้ดี ฝากบอกเบื้องบนด้วยนะครับ มันเป็นแค่ความบังเอิญ”

                แอมเบอร์ว่าเสียงเรียบ บุคคลในห้องประชุมต่างเหงื่อตกไปตาม ๆกัน หลายคนคิดว่าแอมเบอร์ไม่ชอบใจที่คาราเมลใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็สามารถมายืนกับจุดเดียวกับเขาได้ แต่ความเป็นจริงแล้วมีเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจดีว่าที่แอมเบอร์พูดนั่นเพราะ”เป็นห่วง”แต่เสียดายที่คาราเมลอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มไม่กี่คนนั้น

“ถ้าแบบนั้นแล้ว...ให้ผมได้พิสูจน์ฝีมือสิครับแอมเบอร์ ผมจะรับทำคดีที่ได้มาจากกรมตำรวจ ถ้าผมทำไม่สำเร็จผมพร้อมออกไปให้พ้นสายตาคุณแน่นอนครับ”คาราเมลพูดเสียงเรียบพลางยิ้มให้อย่างฟืน อีกฝ่ายไม่เคยเชื่อในตัวเขาแต่แรก”แต่ผมต้องขอลูกน้องที่จำเป็นนะครับ”นัยน์ตาสีอำพันฉายไปทางเบลเฟกอลที่ยิ้มอยู่ อีกฝ่ายพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้คาราเมลพูด

“นี่เป็นรายชื่อของคนที่ผมพิจารณาแล้วว่าสามารถทำงานร่วมกันได้และเป็นประโยคเพียงพอ”

“สิบคนเองหรอ?”เบลเฟกอลที่เป็นฝ่ายรับมาเอ่ยถามเมื่อเปิดดู ถึงจะเรียกว่ามือดีของหน่วย แต่ก็ยังถือว่าน้อยไปสำหรับการทำงานสืบสวนที่อาจจะต้องลงภาคสนามและหาข้อมูลมากมาย

“เราจะพิสูจน์ฝีมือของคนนี่ครับ ไม่ใช่จำนวน”

คาราเมลตอบกลับเรียบ ๆแล้วปรายดวงตาไปสบกับแอมเบอร์ หมาป่าดำจ้องกลับ ภายในใจรู้สึกไดว่าคนตรงหน้าเดินออกห่างเขาไปแล้วก้าวหนึ่ง

 

                สายฝนหลงฤดูโปรยปรายลงจากท้องนภาที่กว้างใหญ่ ผู้คนที่รอรถโดยสารประจำทางกลับบ้านต่างยืนรออยู่ที่ป้ายรถเมล์อย่างไปไหนไม่ได้เมื่อพระพิรุณเล่นเท่กระหน่ำปรานฟ้ารั่วเช่นนี้ ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีน้ำตาลยื่นมือไปรับกระแสน้ำที่ตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงก่อนเบ้หน้า มือหนาหยาบกร้านเช็ดน้ำฝนที่ฝ่ามือเข้ากับพุงโตๆของตนเองก่อนมือนั่นจะหยิบเน็กไทน์สีเขียวแก่ขึ้นมาซับเหงื่อแทนผ้าเช็ดหน้า ต่อให้ฝนเทกระหน่ำมาพร้อมลมแรงเพียงใด แต่การเบียดกับคนหลายสิบคนที่มายืนหลบฝนที่ป้ายรถเมล์มันทำให้เขาร้อนจนไขมันละลายได้ง่ายๆ

“เมื่อไหร่รถจะมาวะเนี่ย”

                คำพูดที่บ่งบอกถึงอารมณ์ที่หงุดหงิดเต็มที่ออกมาจากชายคนดังกล่าว ใบหน้าที่ดูแก่กว่าอายุมากโขยับย่นด้วยอารามหงุดหงิด นัยน์ตาสีนิลสอดส่ายไปทั่วอย่างว่างงาน เขาต้องรอจะกว่าพระพิรุณจะพอใจแล้วเลิกตกไป ซึ่งดูเหมือนว่ายังไม่มีท่าทีที่จะพอใจง่าย ๆเสียด้วย

ชายร่างอวบเสนัยน์ตามองฝ่าห่าฝนที่เทลงมาในจังหวะนั้นเขากับสบเข้ากับร่างสีแดงที่เดินเดินโซซัดโซเซมาทางป้ายรถเมล์ ฮูดสีแดงเปียกลู่ไปกับศีรษะและลำตัว ร่างนั้นเดินอย่างเชื่องช้ามาทางป้ายรถเมลล์ บัดนี้หลายชีวิตเริ่มเห็นการมีอยู่ของเธอ มีทั้งคนที่มองเธออย่างสนใจทุกการเคลื่อนไหวและมองแล้วผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ ร่างนั้นยังเดินต่อมาเรื่อย ๆก่อนล้มผับลงตรงหน้าชายร่างอวบ ชายวัยกลางคนร้องอุทานเสียงดังก่อนจะถอยออกมาห่างร่างนั้นสองสามก้าว ไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะช่วย

“นี่คุณ! เป็นผู้ชายภาษาน่ะห๊ะ? ผู้หญิงล้มทำไมไม่ช่วย”

                เสียงแหลมสูงออกมาจากริมฝีปากบางอิ่มเอิบที่ถูกแต่งแต้มด้วยลิปสติกสีแดงสด ผมสีน้ำตาลอ่อนถูกดัดเป็นลอนสวย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเสมองที่ชายร่างอ้วนอย่างหงุดหงิดก่อนจะก้มลงไปหาร่างที่ฟุบไปกับพื้น อาภรณ์ที่ใส่รัดรูปและสั้นเกินจนชายหลายคนในที่นั้นต่างมองเธอไม่ละสายตา มือเรียวยื่นลงไปประคองร่างนั้นให้พลิกขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขนบอบบางของเธอ

“นี่เธอ ๆ เป็นอะไรหรือเปล่า?”

                หญิงสาวถามด้วยท่าทีเป็นห่วงเป็นใย ดูเป็นคนใจดีตรงข้ามกับภาพลักษณ์ภายนอก เสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบดังขึ้นจากร่างที่ถูกช่วยเหลือ ท่ามกลางเสียงของห่าฝนที่กระทบหลังคาป้ายรถเมล์ด้วยแล้วมันทำให้หญิงสาวใจดีไม่ได้ยินอะไรสักนิด เธอเอียงหูเข้าหาเพื่อฟังให้ชัด

“อะไรนะ?”

“...ของ..

“???”

“...ของแก”

“ฉันต้องการเลือดของแก!!!!

                สิ้นเสียงตวาดลั่นมีดสีเงินวาวก็เสียบทะลุลำคอสะหงทันทีทันใด หยาดเลือดสาดกระเด็นก่อนจะพุ่งออกมาเป็นสายเมื่อมีดถูกชักออกจากลำคอแล้วเสียบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างโหดเหี้ยม หยดเลือดกระเด็นเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าของชายร่างอ้วนที่อยู่ใกล้ที่สุด นัยน์ตาของเขาเบิกค้างอย่างตกตะลึงกับภาพตรงหน้าก่อนจะส่งเสียงกรีดร้องแล้วจึงวิ่งหนีไปท่ามกลางห่าฝนเช่นคนอื่นๆ

                หญิงสาวที่เคยสวยดังภาพวาดเบิกตาค้างท่ามกลางสายเลือดที่ไหลลงจากฟุตบาตไปปะปนกับสานฝน เสียงหัวเราะด้วยความยินดีของผู้กล้าดังก้องขึ้นแข่งกับสายฝน ก่อนร่างนั้นจะลดมีดลงข้างตัว สองขาก้าวไปกลางสายฝนด้วยจิตใจชื่นบาน

“ผู้หญิงสกปรก ฆ่ามัน ฆ่ามันให้หมด”เสียงพึมพำท่ามกลางหยาดฝนค่อยๆเงียบหายไป

                เหล่าโวคไม่มีทางรับรู้ได้เลยว่าคดีใหญ่ที่แสนอันตรายต่อพวกเขา ได้เริ่มขึ้นแล้ว

 

พี่หมาป่าตอบมันก็ใช่แต่ไม่เสมอไป

บางครั้งพี่ไม่ได้ฝังเขี้ยวสู่เหยื่อเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. #348 Dark Diamond (@hokange) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2558 / 18:52
    คำผิดค่ะ -ซาดกระเซ่น ->สาดกระเซ็น - ไตร่สวน -> ไต่สวน (ไตร่ นี้เอาไว้ใช้กับ ไตร่ตรอง นะคะ)
    #348
    0
  2. #332 ThE PriNecSs Of DeViL (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 / 18:23
    อืม บูล ใช่คนที่อยู่ในบทนำรึเปล่า
    #332
    0
  3. #246 KillerKill (@valasmps) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 เมษายน 2557 / 17:46
    หยา~ บทนี้มันอึดอัดกันน่าดู
    #246
    0
  4. วันที่ 30 มิถุนายน 2556 / 11:39
    สนุกมาก
    #63
    0
  5. วันที่ 18 มิถุนายน 2556 / 22:02
    สนุกมาก
    #41
    0
  6. #33 Night (@fah2541) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2556 / 22:56
    คราง = คาง
    #33
    0
  7. วันที่ 6 มิถุนายน 2556 / 22:55
    สนุกมากค่ะ รออ่านตอนต่อไปอยู่นะค่ะ
    #32
    0
  8. #31 Night-Fatima (@drakness13) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2556 / 20:26
    อ่านผิดเป็น ไปอาบน้ำกันเถอครับ มันสายมากแล้ว =.,=
    #31
    0
  9. วันที่ 3 มิถุนายน 2556 / 17:34
    จะตั้งหน้าตั้งตารอค่ะ^^
    #30
    0