Scarlet the Omnics Annihilator

ตอนที่ 4 : -03- เด็กสาวในกองเพลิง(3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    30 พ.ย. 61

สิ่งสุดท้ายที่เด็กสาวเห็นก่อนที่จะหมดสติไปคือใบหน้าของหญิงสาวที่เธอเคยเห็นในทีวี ถึงแม้ไม่บ่อยนักแต่เธอก็จำได้

 

อนา อามารี

 

หญิงสาวที่ว่ากันว่าเป็นผู้หญิงที่ยิงปืนแม่นที่สุดในโลกและในตอนนี้สังกัดอยู่กับกลุ่มเล็กๆที่ชื่อว่าโอเวอร์วอตช์ที่เหล่าผู้นำของ UN ตั้งขึ้นมาหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ Omnics ยกพลบุกถล่มเมืองทั่วโลก

 

“อาการของเธอไม่มีเลือดไหลแล้วนะ แถมในเครื่องมือนี้ยังบอกด้วยว่าเป็นปกติทุกอย่างเลย”

 

พยาบาลสาวคนหนึ่งรายงานอาการของตัวเด็กสาวให้เด็กคนนั้นฟังและอีกคนหนึ่งก็นั่งปอกส้มให้เด็กสาวกิน เธอก้มหัวให้เป็นการขอบคุณและหยิบส้มมากินทีละชิ้น

 

“แล้วหายมึนหัวรึยัง” พยาบาลละจากหน้าจอรายงานสภาพขึ้นมามองหน้าของเด็กสาวด้วยรอยยิ้ม สการ์เลตพยักหน้า ก่อนที่จะกล่าวออกมา

 

“ชื่ออะไรเหรอ?”

 

พยาบาลสาวทั้งสองหยุดการกระทำไปชั่วขณะและมองหน้ากัน ก่อนที่นางพยาบาลที่ถามเธอเมื่อกี้จะกล่าวออกมาก่อน

 

“เชอรีน” ตามด้วยพยาบาลสาวที่ปลอกส้ม “แมดดี้”

 

เด็กสาวพยักหน้าแล้วก็กลับไปนั่งกินส้มต่อ เธอกะว่าจะพักสักงีบก่อนที่กลับไปฝึกอีกครั้ง

 

 

ความฝันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่

 

และเธอคิดว่าจะทำมันได้ แต่เธอก็ไม่เคยทำสำเร็จ

ก่อนหน้าที่เธอจะหล่นลงมาจากดาดฟ้านั้น เธอเอื้อมมือไปด้านหน้าและพยายามไขว่คว้าตัวเขาไปด้วย แต่ว่ามันกลับไกลเกินไป

เธอกรีดร้องสุดเสียงแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

สิ่งสุดท้ายที่เหมือนเธอจะอ่านได้จากปากเขาคือ

 

“ลาก่อนนะพี่ แล้วเจอกัน”

 

ไม่ๆ ไม่นะ ไม่นะคาร์เตอร์!

 

คาร์เตอร์!

 

หลังจากนั้น เธอก็หล่นวูบลงไปกับความมืด

 

 

เมื่อเธอฝึกฝนจนสามารถเป็นที่ไว้วางใจของเหล่าฮีโร่ในโอเวอร์วอตช์ได้แล้วและเธอก็ได้รับหน้าที่เป็นแนวหลังในภารกิจครั้งแรกหลังจากที่รับตัวเธอมารักษาได้ไม่ถึงสัปดาห์

 

เธอสามารถทำภารกิจได้อย่างแยบยลและมีความสามารถในการปฏิบัติการลับหรือการสเตลท์สูงมาก นอกจากนั้นยังควบคุมสถานการณ์ได้ดีเหมือนกับที่ตกลงไว้ แม้จะมีบางช่วงที่เธอลนไปหน่อยแต่ภารกิจครั้งแรกของเธอถือว่ายอดเยี่ยมมาก

 

“เธอนี่สุดยอดไปเลยนี่นา!” ลีน่าส่งเสียงดีใจกับเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างๆบนรถที่กำลังเดินทางไปที่ห้องพักเฉพาะที่ของโอเวอร์วอตช์ในการทำภารกิจครั้งนี้

 

“ขอบคุณ” เธอก้มหน้าและลองตรวจสอบอะไรบางอย่าง ทบทวนเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไป มันกั้นอยู่ระหว่างความเป็นกับความตายของเธอ

 

ภารกิจครั้งนี้คือการยับยั้งการส่งอุปกรณ์ชิ้นส่วนที่ใช้ในการสร้างหุนยนต์ไปยังโรงงานขนาดยักษ์ซึ่งได้รับรายงานว่าแอบผลิตหุ่นขึ้นอย่างลับๆ และปล่อยมันออกมาเพื่อสร้างความวุ่นวาย

 

และเธอเพิ่งจะทำลายเครื่องจักรของหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่อารักขาการขนส่งทิ้งโดยไม่ใยดีไปเมื่อกี้ และให้เทรเซอร์ทำหน้าที่ทำลายของในรถทิ้งให้หมดและให้ทอร์บยอร์นทำลายข้อมูลและชิ้นส่วนของรถขนส่งทิ้งเช่นกันแต่เหมือนเธอลืมอะไรไปบางอย่าง และภายในไม่กี่วินาทีต่อมาก็มีสายรายงานจากศูนย์บัญชาการ

 

“มีการรวมตัวกันของออมนิคส์ที่แถบบริเวณโรงงานและกำลังเข้าใกล้แถบอาศัยของพลเมือง”

 

พิกัดแสดงขึ้นบนหน้าจอดิจิตัลของเธอและเธอก็ต้องรีบจัดการในฐานะแนวหลัง

 

“สการ์เลต ไปประจำการช่วยเหลือผู้อพยพด่วน ส่วนฉันกับทอร์บยอร์นจะตั้งรับแนวหน้าให้และอนากับโซลเดอร์จะมาภายใน20นาที ช่วยทีนะ”

 

เด็กสาวพยักหน้าและสวมฮู้ดเสื้อคลุมเพื่อเตรียมตัวปฏิบัติภารกิจ เธอกระโดดออกจากรถไปด้วยความรวดเร็วและเกาะเข้ากับกำแพงหนึ่งและได้เคลื่อนที่ไปยังสถานีตำรวจแถบนั้นและบอกให้พวกเขาช่วยพาพลเมืองหนีทีเพราะว่าถ้ามีเธอคนเดียวไม่น่าไหวและตอนนี้ก็ได้สกัดกั้นพวกออมนิกส์ไว้อยู่

 

ระหว่างนั้นชาวเมืองก็เริ่มหลบหนีกันอย่างเงียบๆไปตามทางฉุกเฉินที่ใช้เวลาเกิดเรื่อง แต่ทว่าก็มีเสียงร้องไห้ของเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังถูกล้อมโดยหุ่นยนต์ระหว่างที่สการ์เลตกำลังเคลื่อนที่ผ่านแต่ละตึกด้วยความรีบร้อน เธอสบถออกมาและรีบเบี่ยงทิศทางการเคลื่อนที่ไปยังเด็กคนนั้นทันที

 

ตัวของเธอลอยฝ่าความมืดตอนกลางคืนเข้าไปกลางวงของหุ่นยนต์พวกนั้นอย่างรีบร้อนและใช้แขนปัดพวกมันออกจากทางพลางนั่งลงและให้เด็กชายคนนั้นขึ้นมาบนหลังของเธอ

 

“ขึ้นมาสิ”

 

เด็กชายก้าวขาเก้ๆกังๆและพยายามจะนั่งลงบนหลังของเธอ และเมื่อหุ่นยนต์เริ่มเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆสการ์เลตก็ออกตัวกระโจนขึ้นหลังคาบ้านทันที

 

“จับเอาไว้ดีๆนะ” และเธอก็เริ่มใช้แขนกลปีนป่ายไปรอบๆอย่างชำนาญพลางสร้างปืนมาคอยยิงพวกหุ่นยนต์ที่สามารถบินได้และไล่ตามทั้งคู่มาทิ้งไปทีละเครื่องทีละเครื่อง

 

เมื่อเธอเห็นจุดลงก็พาเด็กคนนั้นไปพร้อมกับคนอื่นๆที่กำลังหนีอยู่เช่นกัน

“ไปดีๆแล้วอย่าแยกกับพ่อแม่นะ” เธอนั่งคุกเข่าลงพลางกล่ากับเด็กชายคนนั้นด้วยความอ่อนโยนก่อนที่จะจากไป

 

ภาพซ้อนใบหน้าของเด็กชายคนนั้นมันทับกับใบหน้าของน้องชายของเธอพอดี จนเธอเผลอนิ่งไปสักพัก มือที่สั่นเทากำลังจะยื่นไปจับใบหน้าของน้องชายของเธอที่กำลังยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

 

เธอรู้ตัวดี ว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่น้องชายของเธอ ไม่ใช่คาร์เตอร์ แต่ใบหน้าของน้องยังคงติดตรึงในใจของเธอ สการ์เลตอยากกอดเขาแต่ความคิดของเธอมันขัดแย้งกับร่าง จนเธอที่กำลังคุกเข่าอยู่สั่นสะท้านไปหมด

 

แต่ว่าเธอก็ต้องตกใจเมื่อเสียงของเทรเซอร์ดังขึ้นมาจากหูฟังที่ใช้ติดต่อกัน

 

“สการ์เลต จัดการเรียบร้อยดีนะ?” สการ์เลตค่อยๆ สูดหายใจเข้าและปล่อยออกมา หลังจากนั้นจึงตอบเทรเซอร์ “เรียบร้อย”

 

 

คาร์เตอร์ เคนเวย์ คือน้องชายคนเดียวของเธอ และเป็นสิ่งเดียวที่เธอดีใจมากที่สุดเมื่ออยู่กับครอบครัว เธอมักจะพาน้องชายไปเที่ยวด้วยกันทุกวันหยุดเสมอๆ อย่างน้อยก็สนามเด็กเล่นแถวบ้าน

 

เธอยังจำสิ่งที่น้องชอบได้มากที่สุด มันคือหุ่นยนต์ที่พ่อและเธอเลือกซื้อให้เป็นของขวัญในวันเกิดครบรอบ 6 ขวบของคาร์เตอร์ เขาดูแลมันเป็นอย่างดีและเธอเองก็ดีใจที่น้องชายชอบ

 

แต่ทว่าก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุออมนิกส์ถล่มเมืองที่ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ สการ์เลตและน้องชายทะเลาะกันด้วยเรื่องที่ว่า ทำไมพี่สการ์เลตต้องบังคับให้ผมจับมือพี่ด้วย! ผมโตแล้วนะ

 

มันเป็นเรื่องที่เธอเข้าใจได้และเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านั้น เธอไม่ได้โกรธน้องชายที่ทำหน้ามุ่ยใส่ และไม่ได้โกรธที่เขาไม่ยอมพูดกับเธอด้วย แต่น้องชายของเธอก็ยังคงทำเป็นไม่สนใจเธออยู่ดี

 

เขากำลังโตและกำลังจะกลายเป็นผู้ใหญ่สินะ เธอเข้าใจเขา

 

แต่ทว่าเมื่อเสียงระเบิดดังขึ้นและผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่รอบข้างก็เริ่มที่จะวิ่งหนีแตกตื่นด้วยความชุลมุน ทำให้คาร์เตอร์ที่ไม่ได้จับมือเธอไว้ตอนนั้นหายตัวไปกับฝูงชนที่เบียดเสียดกันหาทางเดินออกจากสถานที่นั้น

 

เธอพยายามยื่นมือไปจับเขาและเธอเองก็เห็นว่าน้องชายของเธอเองก็ยื่นมือมาเช่นกัน

แต่ทว่าเหล่าผู้คนที่ขวางเธอและน้องชายอยู่กลับทำให้ทั้งคู่ยิ่งห่างไกลกันขึ้นไปอีก

 

“คาร์เตอร์!!

 

หลังจากสิ้นเสียงที่เธอเรียกร้องเขาไปแล้วนั้น คาร์เตอร์ก็ถูกไล่ต้อนโดยพวกหุ่นยนต์จนไปจนมุมเข้าที่ดาดฟ้าของตึกหนึ่ง เธอจำได้ว่าเธอไม่รอช้ารีบวิ่งขึ้นไปหาน้องชายโดยไม่ต้องคิด

 

เธอวิ่งเข้าไปชนกับหุ่นตัวนั้นจนล้ม ในมือไร้ซึ่งอาวุธและไม่รู้ว่าจะหาทางไปต่อยังไง เพราะหุ่นยนต์ที่ตามมาเป็นกองทัพได้ปิดล้อมทางออกของพวกเธอหมดแล้ว

 

เธอโผเข้ากอดคาร์เตอร์ทั้งน้ำตาและจำได้ว่าน้องชายของเธอเองก็เช่นกัน แต่ว่าในตอนสุดท้ายที่เธอเตรียมใจไว้แล้วว่าจะตายไปพร้อมกับเขา น้องชายกลับใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดทีเขามีผลักร่างของเธอออกทันเวลากับเสียงของปืนที่ยิงออกมาจากกระบอกในมือหุ่นตรงหน้า

 

เธอรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังจะหล่นวูบลงไปข้างล่างจากตึกสูงสามชั้น เท้าของเธอไม่ได้แตะกับพื้นและตัวของเธอเอนไปด้านหลัง

 

ดวงตาจ้องมองภาพสุดท้ายก่อนที่เธอจะหล่นลงไป ก่อนที่บนหลังคาตึกจะระเบิดและเต็มไปด้วยเพลิงในภายหลัง

 

ปากของน้องชายขยับเบาๆ ดวงตาของเขากำลังบอกข้อความที่เขาอยากจะบอกกับเธอเป็นครั้งสุดท้าย แต่เธอแปลมันไม่ออก

 

เธอกรีดร้องและพยายามจะเอื้อมมือไปจับร่างของเด็กชายตรงหน้า

แต่ร่างของเธอก็หล่นลงไปในความมืดมิดด้านล่างเสียแล้ว

 

 

ภาพในวันนั้นยังคงติดตาเธอ มันเพิ่งผ่านมาได้ไม่กี่วัน และทุกครั้งที่เธอตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกันนี้ เธอจะมองเห็นภาพซ้อนทับกันของคาร์เตอร์กับเด็กคนอื่นอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้จะเป็นเด็กผู้หญิง

 

คาร์เตอร์คือน้องชายและคนเดียวที่เธอตั้งใจจะปกป้องเขาด้วยชีวิต ถึงแม้ว่าเธอจะไม่สามารถทำได้...

 

และสายตาสุดท้ายที่ส่งข้อความมาให้เธอ ทำให้เธอเศร้าเสียใจมากไปอีกเพราะเธอไม่สามารถแปลได้ เธอไม่สามารถรับรู้ความหมายที่ซ่อนอยู่ได้โดยแท้จริง

 

เขาอาจจะมองเธอว่าเป็นพี่สาวที่แย่ที่สุดในโลก หรืออาจจะบอกกับเธอว่า ตัวของเธอนั้นไม่คู่ควรกับการที่เขาช่วยเหลือไว้

...

 

 

ท่ามกลางเหล่าออมนิกส์ที่กำลังจะรุมเข้าโจมตีพวกเธอ สการ์เลตร้องไห้ออกมาอย่างบ้าคลั่ง มือที่เอื้อมมาปาดน้ำตาของตนเองก็ไม่สามารถที่จะปาดมันออกได้หมด เธอสร้างแขนจักรกลที่แปรแปลี่ยนเป็นปืนกลมากมายและกราดยิงกองทัพหุ่นอย่างไร้ความปราณี

 

น้ำมันและเศษเหล็กกระจุยกระจายไปทั่วทุกแห่ง เทรเซอร์และทอร์บยอร์นนั้นไม่สามารถทำหน้าที่ได้อีกต่อไปเพราะขนาดกำลังพลของพวกเขาน้อยกว่าหลายเท่าตัวและทอร์บยอร์นก็ได้รับบาดเจ็บ

 

แต่เมื่อสการ์เลตปรากฏตัว เธอพุ่งกระโจนเข้าใส่กองหุ่นพวกนั้นทันที และทำให้กองทัพพวกมันเปลี่ยนเป้าหมายไปโจมตีเธอ

 

“สการ์เลตเธอทำอะไรน่ะ” เทรเซอร์ตะโกนด้วยความตกใจเมื่อเห็นเด็กสาวพุ่งเข้าใส่พวกมันโดยไม่สนสิ่งใด

 

“กำลังถ่วงเวลาให้ไงคะ” เธอตอบกลับด้วยเสียงที่เย็นชาเกินกว่าภาพที่เทรเซอร์รับรู้ เธอเห็นว่าดวงตาของเด็กสาวคนนั้นเต็มไปด้วยไฟที่ลุกโชน

 

“พาคนอื่นๆหนีไป แล้วฉันจะจัดการกับพวกนี้เอง”

 

เมื่อสิ้นเสียงของสการ์เลต เธอก็ปิดไมโครโฟนทิ้ง และเทรเซอร์กับทอร์บยอร์นก็ไม่ได้ยินเสียงของเธออีก

 

 

เมืองที่ไฟลุกโหมนั้นเป็นครั้งที่สองที่พวกเขาต้องมาเห็นอีกครั้ง เกเบรียลถอนหายใจ และคราวนี้ก็ไม่มีหุ่นเหลืออีกเช่นเคย ไม่เหลือแม้กระทั้งหุ่นที่กำลังสร้างในโรงงาน พวกมันถูกทำลายจนเละเทะ และเครื่องที่คาดว่าน่าจะเป็นเตาปฏิกรณ์ปรมาณูที่ฝังอยู่ภายใต้โรงงานเองก็โดนทำลายทิ้งจนไม่สามารถระเบิดเองได้

 

“แล้วเครื่องติดตามตัวที่อยู่กับไมโครโฟนล่ะ?” ชายผิวคล้ำถามกับไมโครโฟนของตัวเองและรอคอยคำตอบจากทีมงานฝ่ายอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังดูทุกอย่างจากฐาน

 

“อยู่ใกล้ๆนี้แหละครับ ห่างไปไม่ไกลจากที่ตรงนั้นประมาณ 2 เมตรทางทิศตะวันออก”

 

เกเบรียลหันหน้าไปสำรวจพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่คนนั้นกล่าวถึงเพื่อค้นหาเด็กสาว สการ์เลต เคนเวย์ แต่เขาก็ไม่พบอะไรยกเว้นพื้นที่โล่งว่าง และสิ่งสะดุดตาอันหนึ่ง คือเครื่องไมโครโฟนแบบเดียวกับของเจ้าหน้าที่โอเวอร์วอตช์หล่นอยู่บนพื้น

 

“....”

 

เกเบรียลถอนหายใจพลางเก็บเครื่องนั้นขึ้นมาและรายงานกับปลายสาย

 

“เธอหายไปและทิ้งไมโครโฟนเอาไว้ ระบุสถานะของเธอตอนนี้ว่ากลายเป็นผู้หายสาบสูญ”

 

“เดี๋ยวค่ะ!” เสียงร้องเรียกจากเมอร์ซี่ที่ตอนนี้ยืนอยู่ใกล้ๆเทรเซอร์ ทั้งคู่รีบวิ่งมาหากราบิเอล

 

“เราพบร่องรอยเลือดของเธอจำนวนมาก คาดว่าเธอน่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสและหลบอยู่ที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ”

 

เมอร์ซี่ที่อยู่ในชุดภาคสนามหรือชุดวาลคีรีบินตรงมาหาเกเบรียลและชี้ไปยังรอยเลือดที่หยดไปตามทางบนพื้น เกเบรียลพยักหน้าและส่งสัญญาณให้ตามรอยเลือดนั้นไป  แต่ว่ารอยเลือดนั้นกลับตรงยาวไปเรื่อยๆจนถึงท่าเรือแห่งหนึ่งใกล้ๆเมือง และมุ่งหน้าตรงไปยังที่จอดเรือ

 

ร่องรอยของเรือที่เคยจอดไว้จากสมอเรือที่เพิ่งชื้นอยู่และเชือกที่เพิ่งดึงขึ้นมาจากน้ำ ทำให้ทั้งสามรับรู้ได้ว่าเธอได้หลบหนีไปพร้อมกับเรือเป็นที่เรียบร้อย

 

“ให้ทางเราช่วยจัดการที่แถบท่าเรือใกล้ๆกับแถวนี้ไหม เจ้าหน้าที่เกเบรียล” เสียงดังขึ้นจากปลายสาย

 

แต่เกเบรียลนิ่งเงียบ เขาไม่โต้ตอบอะไร และสุดท้ายก็ตัดสินใจเอ่ยปากออกมา

 

“ไม่ ปล่อยเธอไป และยืนยันให้ระบุสถานะเธอเป็นบุคคลหายสาบสูญ”

 

“แต่ถ้าเธอตกไปอยู่ในมือขององค์กรณ์อื่นๆที่ไม่ได้ประสงค์ดีล่ะ?” เสียงของวินสตันแทรกเข้ามาจากปลายสาย คาดว่าวินสตันน่าจะดูจากจอมอนิเตอร์ด้วยแน่ๆ

 

“....” เกเบรียลนิ่งเงียบ

 

“งั้นทางเราก็คงจะต้องจัดการเธอเอง โดยไร้ความปราณี และไม่มีไม้อ่อนใดๆ ทั้งสิ้น”

 

สิ้นเสียงของเขา ทุกคนที่ลงพื้นที่ก็หันหลังกลับไปขึ้นเครื่องเฮลิคอปเตอร์ที่มาจากฐานก่อนจะมองซากที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกว่าเมือง บัดนี้กลับลุกโหมด้วยไฟจนกระทั่งเมืองนั้นลับสายตาไปในที่สุด

 

และพวกเขาก็ตั้งชื่อให้กับสการ์เลต เพราะเป็นครั้งที่ 2 ที่เธอสามารถจัดการกองทัพหุ่นยนต์ด้วยตัวคนเดียวได้อีกครา ไม่หลงเหลือแม้แต่ตัวเดียว เธอจึงได้ชื่อว่า สการ์เลต ผู้สังหารออมนิกส์’ มา

 

และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่าเธอหายไปไหนและไปอยู่ที่แห่งหนใด แต่ตำนานกล่าวขานถึงร่างเล็กในชุดฮู้ดและขาจักรกลนั้นถูกเล่าส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ ในหมู่เด็ก ๆ และกลายมาเป็นฮีโร่ต้นแบบที่ไม่ได้มาจากองค์กรณ์โอเวอร์วอตช์คนแรก

 

 

*ปล. อาการ Mental breakdown นั้นเป็นอาการที่คนปกติจะเรียกทั่วไปว่าโรคจิตหรือเป็นบ้า แต่ของสการ์เลตไม่ใช่ในความหมายนั้นค่ะ เป็นโรคที่ได้รับติดต่อมาจากพันธุกรรมบางประการของเธอและยังไม่สามารถหาต้นตอได้พบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น