Scarlet the Omnics Annihilator

ตอนที่ 3 : -02- เด็กสาวในกองเพลิง(2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    30 พ.ย. 61

สการ์เล็ต เคนเวย์

ประวัติอาชญากรรม : -

ประวัติทางการแพทย์ : เคยเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอาการทางจิตโดยนายแพทย์ ฟิลด์ บอน วัตสันและมีอาการเข้าข่าย mental breakdown*

ครอบครัว : นายฟิลิป เคนเวย์(พ่อ) นางเมลานีย์ เคนเวย์(แม่) ด.ช.คาร์เตอร์ เคนเวย์(น้องชาย)

ที่อยู่อาศัย : เมือง....

 

ใบประวัติของสการ์เล็ตถืออยู่ในมือของแพทย์สาวผมทอง แองเจล่า 'เมอร์ซี่ซีกเลอร์ เธอรู้สึกตกใจนิดหน่อยที่ขึ้นประวัติของเธอว่ามีอาการ mental breakdown*

 

อาการของเด็กสาวคนนี้ร้ายแรงพอตัว และแองเจล่าก็คิดว่าเธอน่าจะมีอาการ PTSD เพิ่มแล้วล่ะหลังจากเหตุการณ์นี้...

 

เธอค้นเอกสารประวัติของเด็กสาวคนนี้ต่อ

 

ทำไมเธอถึง...

นอนท่ามกลางเศษซากปรักหักพังและตัวเปื้อนเลือดอย่างนั้นได้นะ?

และดูเหมือนว่าจะรอดเพียงคนเดียวจากทั้งเมือง ถ้าไม่นับเหล่าคนที่หลบหนีทัน...

 

ความคิดของเมอร์ซี่แล่นพุ่งพล่านจนแทบจะอยู่ไม่ติดเก้าอี้

 

“โอ...”

 

เมื่อประวัติของเด็กสาวปรากฏขึ้นและถูกอ่านด้วยดวงตาคู่สวยของคุณหมอเมอร์ซี่แล้ว เธอก็ต้องตกใจเพราะจัดว่าอาการ mental breakdown* ของเด็กสาวคนนี้น่าสนใจมาก มันไม่ได้มาจากสาเหตุรอบข้าง แต่เป็นเพราะพันธุกรรมจากรุ่นก่อนหน้านี้ของเธอ ถึงมันจะไม่แสดงในรุ่นของพ่อของเธอแต่มันแสดงเด่นชัดในรุ่นหลาน ซึ่งก็คือเธอ

 

และตัวอย่างเลือดที่เก็บได้นั้นเป็นเลือดของเธอทั้งหมด ตอนแรกแพทย์สาวเข้าใจผิดว่าเป็นเลือดของคนอื่น

แต่มันไม่ใช่

และเพราะเลือดนั้น ทำให้ร่างกายของเธอมีความชื้นที่ติดเสื้อผ้านิดหน่อย ไฟเลยลามมาไม่ถึง

 

และสิ่งที่น่าสงสัยที่สุด..

 

เหล็กที่สามารถสร้างขึ้นมาได้จากร่างกายของเธอมันคืออะไรกันแน่?

 

 

“เอาล่ะสการ์เล็ต เคนเวย์ คือชื่อของเธอ ถูกไหม”

 

เสียงของชายที่สวมเครื่องแบบสีดำดังขึ้น เด็กสาวที่สายตาเหม่อมองไปข้างนอกหน้าต่างเสตามามองปราดเดียวและเธอก็กลับไปมองทิวทัศน์ภายนอกต่อ

 

“เราช่วยเหลือเธอ และนี่เป็นสิ่งที่เธอสามารถตอบแทนได้ง่ายสุดแล้ว... คือการตอบคำถามของพวกเรา”

 

ดวงตาอันไร้วี่แววของชีวิตเหลือบมามองชายที่เพิ่งพูดจบ เธอได้ยินทุกอย่างและตอนนี้กำลังเหมือนจะทดสอบความอดทนของเขาอยู่

 

“...” แต่สักพักเธอก็ยอมหันมา

 

“ต้องการอะไร?

 

เสียงแห้งผากของเธอทำให้เจ้าตัวแปลกใจไม่น้อย

ชายคนนั้นกระแอมสองที แล้วก็แนะนำตัวเอง

 

“ฉันเกเบรียล เรเยส” เขาเว้นช่วงไปพักหนึ่งและช้อนสายตาของตนขึ้นมามองไปที่ใบหน้าอันว่างเปล่าของเด็กสาว

 

“เกิดอะไรขึ้นที่เมืองบ้าง”

 

สการ์เล็ตมองจ้องมาที่ใบหน้าของชายผิวคล้ำอย่างเหม่อลอย ดวงตาสีดำสนิทนั่นทำให้เขารู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก

 

“ถูกออมนิกส์ถล่ม...”

 

เขาพยักหน้า

 

“และฉันก็รอดตาย ... ส่วนเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นฉัน...จำไม่ได้”

 

สีหน้าอันซีดเซียวของเด็กสาวปรากฏขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง แต่เหมือนว่าเขาจะตาฝาดไปเอง เขาไม่คิดจะคาดคั้นเอาช่วงที่ทรมาณที่สุดในชีวิตของเด็กสาวคนนี้มาย้ำเติมกันหรอก เขารู้ดีว่าเธอจำได้ แต่ไม่อยากเล่าถึงมัน

 

“หลังจากนั้นฉันได้เข้าไปในห้องทดลองลับในเขตเมืองข้างใต้ตึกขององกรณ์ทดลองเกี่ยวกับอาวุธชีวภาพ”

 

เธอเว้นช่วงและยังคงจ้องหน้าของเกเบรียลไว้ ดวงตาของเธอไม่กระพริบเลยแม้แต่นิดเดียวซึ่งมันผิดปกติ

 

“และฉันก็เจอข้อมูลลับ ฉันจึงตัดสินใจเอาการทดลองนั้นมาใช้และนี่เป็นแค่รุ่นทดลอง เพราะตอนนั้นฉันเข้าตาจนจริงๆ และไม่มีทางเลือก นอกจากว่าต้องตายหรือว่าจะมีชีวิตอยู่รอดต่อไป”

 

มือของเธอที่กอบกุมเอาผ้าห่มเอาไว้เริ่มซีดขาวและสั่นด้วยแรงที่เหลืออยู่แล้วเธอก็กระพริบตาในที่สุด

 

ในช่วงเวลาที่สบตาของเด็กสาวอยู่นั้น เขาเหมือนรู้สึกว่าตัวเองโดนสูบพลังไปมหาศาลจนหมดเรี่ยวแรงและเผลอถอนหายใจออกมา

 

ดวงตาคู่นั้นทำให้เขากลัว

 

“แล้วการทดลองที่ว่านั่นคือสิ่งนี้ใช่ไหม?

 

กราบิเอลชูกระดาษในมือขึ้นมาและถามเธอ กระดาษใบนั้นคือเอกสารลับที่เด็กสาวคนนี้แอบพกติดตัวมาด้วย

 

เธอคนนั้นพยักหน้า ดวงตายังคงปิดอยู่

 

“เธอ...อายุเท่าไหร่?

 

เด็กสาวหันมามองหน้าของเขาแต่แล้วก็หันกลับไปมองหน้าต่างโดยที่ไม่พูดอะไร

 

“ถามคุณหมอดูสิ เพราะยังไงก็ไม่น่าจะเชื่อฉันใช่ไหมล่ะ?

 

พลางเด็กสาวกระตุกยิ้มขึ้นมาแต่ดวงตาของเธอมันกลับบอกตรงกันข้าม

เขาเข้าใจและตัดสินใจเดินออกจากห้องนั้นไป แค่ได้เบาะแสเรื่องการมาของเธอและเผื่อเป็นส่วนพิจารณาก็เพียงพอ เขาคิดว่าเธออาจจะยังเด็กมากเกินไปที่จะเข้าองกรณ์ overwatch ถึงแม้สมรภูมิรบที่เมืองเมื่อกี้จะเป็นตัวบ่งชี้ชัดว่าเธอเก่งขนาดไหนก็ตาม แต่เธอก็ยังเด็กเกินไปอยู่ดี

 

แถมอีกอย่างจากการตรวจร่างกายของเธอ มันมีปริศนาหลายอย่างรวมกันทั้งส่วนประสาทรับสัมผัสที่เป็นเลิศกับร่างกายที่ตอบสนองและฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว กับร่างกายที่มีจักรกลชีวภาพฝังอยู่และใช้การจำลองการสร้างเซลล์ในรูปแบบของอนุภาคของอิเล็กตรอนของเหล็กนั่นเป็นอาวุธอีก

 

ถ้าเธอตกไปอยู่ในมือของกลุ่มที่อันตรายและมุ่งร้าย เธอจะกลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย...

 

 

“อายุ15?!

 

กราบิเอลทำท่าทางไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน ถึงเขาจะพอรู้ว่าเธอเป็นเด็ก แต่ก็ไม่ได้นึกว่าเธอจะอายุน้อยขนาดนั้น

 

ผลงานการถล่มกองทัพออมนิกส์นั่นจนราบคาบคือฝีมือของเด็กผู้หญิงอายุ15?!

 

“ค่ะ” เมอร์ซี่มีสีหน้าที่อมทุกข์ปนอยู่นิดหน่อยแต่ว่าเธอก็ไม่ได้ตัดสินใจพูดอะไรออกมาพลางย่อหน้าไฟล์ข้อมูลของเด็กสาวคนนั้นลง

 

“และเธอมีอาการของ mental breakdown* และเป็นชนิดพิเศษซึ่งอยู่ในเคสที่หายากนิดหน่อยเพราะได้รับติดต่อมาจากทางพันธุกรรมไม่ใช่เหตุการณ์หรือสิ่งแวดล้อมเป็นตัวที่สะสมจนเกิดอาการ แต่เธอมีมันมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว”

 

เมอร์ซี่อธิบายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ใบหน้าสวยของเธอถูกแทนที่ด้วยความเครียด

 

“แล้ว... มีอะไรอีก”

 

“เธอมีประสาทสัมผัสในการรับรู้สิ่งต่างๆเร็วมาก เรียกได้ว่าแทบจะใน 0.13 วิหลังจากที่ประสาทการรับรู้ของเธอได้ส่งผ่านไปยังสมอง จากตัวอย่างของเซลล์กระดูกไขสันหลังของเธอที่เรานำมาตรวจ” และเธอก็เริ่มกล่าวถึงข้อต่อไป

 

“และอาจคาดการณ์ได้ว่าเธอจะมีความสามารถพิเศษในการรับรู้กลิ่นหรือสีดีกว่าคนทั่วไปอย่างน้อย 2 เท่า”

 

“จากตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่าการทดลองลับที่เป็นอาวุธชีวภาพนั้นอย่างที่คุณรู้ว่ามันจำลองการสร้างของเซลล์จากเซลล์ประสาทและเซลล์ร่างกายมาปรับใช้ในการสร้างโครงสร้างในรูปแบบของอนุภาคอิเล็กตรอนของธาตุโบรอนไนไตรท์แบบใหม่ที่ถูกพัฒนาให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างได้ตามใจเพราะมันเชื่อมต่อกับระบบประสาท”

 

เธอหยุดคิดและวิเคราะห์จากเอกสารที่เพิ่งได้รับมาจากกราบิเอลที่ได้จากการตรวจค้นเสื้อผ้าที่ชุ่มเลือดของเด็กสาว

 

“และคาดว่าการทดลองนี้น่าจะเกิดมาหลายครั้งและสำเร็จในเครื่องรุ่นเดียวกันกับสการ์เล็ต และมันน่าสงสัยว่า ถ้าหากว่าไม่สำเร็จ และปัจจัยอะไรทำให้การทดลองที่เธอรับมันมาใช้ด้วยตัวเองนี้ถึงสำเร็จ”

 

จู่ๆเธอก็หันมามองหน้ากราบิเอลอย่างกะทันหัน ความคิดบางอย่างที่พอจะอธิบายได้ว่าทำไมแล่นเข้ามาในหัวเมอร์ซี่ เขามองเธอตอบพลางยักคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย หน้าเขามันทำไมหรือ?

 

“ไม่ ๆ โอ ไม่นะ...” เมอร์ซี่ร้องออกมาด้วยความกังวล “เด็กคนนี้มีร่างกายที่น่ากลัวมาก... มากเกินไป”

 

เธอพูดด้วยดวงตาที่เบิกกว้างและสั่นเทา เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมร่างกายของเธอถึงชุ่มไปด้วยเลือดขนาดนั้นถ้าเครื่องมันเข้ากันได้กับเธอแต่มันมีโอกาสเพียงครึ่งๆ

 

“เธอ... ไม่ได้ทำการทดลองกับเครื่องรุ่นนี้สำเร็จเป็นครั้งที่สอง” เมอร์ซี่กระซิบกับตัวเอง

 

“แต่ร่างกายของเธอทนกับการต่อสู้นั้นได้ด้วยการฟื้นฟูที่รวดเร็วเกินไป” เธอมองไปที่หน้าจอวิเคราะห์ร่างกายของเด็กสาวคนนั้นอย่างไม่วางตา และพบว่าหน้าจอที่ฉายอัตราการรักษาฟื้นฟูมันแสดงว่าเกือบเต็มแล้ว

 

แปลว่าร่างกายของเธอคนนั้น.... ตอนนี้แทบจะหายดีเป็นปลิดทิ้ง

 

“พระเจ้า..” เมอร์ซี่ส่งเสียงออกมาอย่างแผ่วเบา

 

 

“อาการของเธอ หายแล้ว แขนและขาล่ะ?”

 

“ไม่มีตรงไหนเจ็บ” เด็กสาวตอบนางพยาบาลพร้อมดวงตาที่เปลี่ยนไป ไม่เหมือนตอนที่เขาถาม เกเบรียลสังเกตได้

 

“งั้นเธอพร้อมจะไปห้องฝึกซ้อมกับฉันรึยัง?” เขาถามเด็กสาว

 

เธอเลิกคิ้วขึ้นแล้วมองหน้านางพยาบาล เธอพยักหน้าเบาๆเป็นการอนุญาต และก็ก้มหัวเล็กน้อยให้ชายที่ถามเธอเป็นการบอกเขาว่าตกลง

 

“ฉันอยากรู้เรื่องการทำงานของอาวุธของเธอ”

 

เกเบรียลเดินนำเธอไปยังห้องฝึก บนชั้นที่สองนั้นมีเมอร์ซี่และกอริลล่าที่ใส่ชุดเกราะขาวอยู่ตัวหนึ่ง เธอมองรอบๆด้วยความตกตะลึง เมื่อกี้ยังเหมือนโรงพยาบาลอยู่เลยนี่นา.... ที่นี่ไม่ใช่...

 

“เอ้า เอาหุ่นทดลองมาสิ”

 

เกเบรียลบอกคนที่ควบคุมสถานที่ฝึกและหุ่นยนต์ตัวหนึ่งก็ถูกปล่อยออกมา

 

ทันทีที่มันถูกปล่อยออกมา เธอจ้องมันอย่างไม่วางตา

ถึงเธอจะรู้ว่ามันไม่ใช่หุ่นยนต์ที่บุกเมืองของเธอมันไม่ได้ทำอะไรผิด... แต่เธอไม่สามารถควบคุมได้ เธอไม่สามารถบังคับได้

 

และเป็นอีกครั้งที่เหมือนกับเธอยืนมองตัวเองจากอีกด้านของกระจก

 

แขนจักรกลสีดำเริ่มก่อตัวขึ้นที่หลังของเธอด้วยความรวดเร็วรูปร่างของสิ่งที่ตอนแรกต่อกันมั่วๆเริ่มเรียงตัวไล่เป็นชั้นๆเรียงลงมาอย่างเป็นระเบียบและกลายเป็นปืนช็อตกันขนาดย่อม

 

เธอใช้มือหนึ่งข้างสั่งมันและปืนนั้นก็ยิงออกไปปะทะกับ'เศษเหล็ก'นั่น เกิดระเบิดขึ้นเป็นวงขนาดย่อมและอาวุธนั่นก็เริ่มคลายตัวหดจากรูปร่างที่ต่อไปกลับไปมีสภาพมั่วๆเหมือนเดิมและกลับซึมลงไปในผนังอะไรสักอย่างที่มีลักษณะใสและมองไม่เห็น มันกั้นเอาไว้ระหว่างหลังเธอและอากาศสัก1นิ้ว

 

แต่นอกจากนั้นยังไม่พอ หุ่นจักรกลถูกปล่อยออกมาพร้อมกัน 5 ตัวและแต่ละตัวนั้นมีปืนพวกมันระดมยิงเข้าไปที่ที่เธอยืนอยู่

 

ภาพของเมืองเริ่มซ้อนทับในความคิดของเธอและไฟก็เริ่มโหมกระหน่ำ กลิ่นของไอความร้อนลอยมาแตะจมูกอีกครั้ง

 

แขนจักรกลนั้นสร้างเป็นเกราะป้องกันสีดำจากสองข้างด้านบนและมีอีกสองข้างด้านล่างที่ถูกต่อกันเป็นปืนกล ลำกล้องของปืนเริ่มหมุนด้วยความรวดเร็วและกระสุนกับไฟก็ถูกปล่อยออกมา

 

เธอทำลายเครื่องได้ 3 เครื่อง แต่อีกสองเครื่องเริ่มบินขึ้นไปบนฟ้าและเปลี่ยนปืนเมื่อกี้เป็นปืนไรเฟิล

 

เกราะสลายตัวลงในเวลาไม่ถึงวินาทีกลายเป็นแขนอีกสองข้างเหมือนเดิม เธอเริ่มใช้มันปีนป่ายไปยังผนังห้องฝึกและปืนกลทั้งสองข้างของเธอก็ปล่อยกระสุนออกมากระทบพื้นก่อนจะเปลี่ยนรูปร่างปืนเป็นหัวจรวด และมิสไซล์ขนาดย่อมด้วยความรวดเร็วเพียงหนึ่งข้าง

 

เธอยิงมันเพื่อเบี่ยงเบนทิศทางของหุ่นนั้นพร้อมกับไต่ไปรอบห้องด้วยความเร็วเหมือนกับเธอวิ่งอยู่บนผนังและในไม่กี่วินาที เธอก็วิ่งถึงจุดที่ความสูงของเครื่องหุ่นยนต์นั้นอยู่และใช้แขนจักรกลเป็นแรงดันตัวเองไปด้านหน้าและเธอก็เกาะเข้ากับขาของมันสำเร็จ

 

หุ่นยนต์อีกตัวกำลังเล็งมาที่ตัวเธอ เธอหยุดนิ่งสักพักแต่ว่าในทันใดนั้นเธอก็สลับที่กับหุ่นยนต์ที่เกาะไว้โดยใช้แขนจักรกลสองข้างยึดส่วนบนของตัวหุ่นเอาไว้และผลักตัวเธอขึ้นไปด้านบน

 

เธอลอยขึ้นไปเกือบแตะเพดานของห้องฝึกและสายตาของเธอก็คอยจ้องมองหุ่นตัวที่เล็งมาที่เธอ

 

เสียงของเครื่องยนต์ระเบิดดังกลางอากาศทำให้เกิดควันสีดำขึ้นและแสงจ้าชั่วขณะ

 

ในตอนที่ร่วงลงในมือของเธอมีปืนไรเฟิลของหุ่นยนต์ที่เพิ่งระเบิดไปและเธอก็ยิงจากกลางฟ้า แรงผลักของปืนทำให้เธอกระเด็นเข้าหาผนัง

 

แต่แขนกลนั้นก็ใช้ขาเกาะผนังเอาไว้จนเป็นรอยร้าวและเธอก็ห้อยต่องแต่งอยู่อย่างนั้นจนในที่สุดเธอก็ปล่อยตัวลงมาและใช้แขนกลรับการกระแทกไว้โดยการสร้างเป็นโครงเพื่อรองรับน้ำหนัก

 

ในมือยังคงถือไรเฟิลอยู่และเธอก็ยื่นมันให้กับกราบิเอล ใบหน้าเรียบไร้ความรู้สึกใดๆมีเพียงแค่เหงื่อและทรงผมที่ยุ่งเหยิงเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่าเธอน่าจะเหนื่อยหอบอยู่พอตัว

 

เขาจ้องปืนไรเฟิลในมือของเธอตาค้าง

 

“...เธอ”

 

แต่ว่าเมื่อจบหลังจากการต่อสู้ผ่านไป จมูกของเธอก็เริ่มที่จะมีเลือดหยดออกมา

 

“กราบิเอล เราต้องให้เธอกลับไปห้องพยาบาล” เสียงเรียกจากแพทย์สาวผมบลอนด์ทองกล่าวมาจากชั้นบนซึ่งเป็นห้องกระจก และเกเบรียลก็พยักหน้า

 

“ไม่เลว ไม่เลวเลยทีเดียว” เขาปรบมือให้กับเธอและสะพายปืนไรเฟิลขึ้นบ่าไปเก็บ พลางมองสภาพห้องฝึกที่เละและเต็มไปด้วยควันสีดำที่ค่อยๆจางกับเศษเหล็กที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหุ่นยนต์รุ่นทดลองใหม่ล่าสุดและรอยร้าวที่ผนังของแขนจักรกลเหล็กนั่น

 

นี่เธออายุ15จริงๆเหรอ?

 

แล้วไอ้อาวุธอะไรกัน.... มันเป็นอาวุธบ้าๆแบบไหนกันที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้รวดเร็วขนาดนั้นจนน่ากลัวแถมยังมีอานุภาพที่รุนแรงอีกต่างหาก

 

มันไม่ต่างกับการเอาคนไปเป็นเครื่องจักรที่ไว้ใช้สู้รบเลยนี่นา....

 

 

“พวกนายไปหาเด็กคนนี้มาจากไหนกัน” วินสตันหรือกอริลล่าตัวที่ยืนอยู่ข้างๆเมอร์ซี่ถามออกมาด้วยความตกใจ

 

“พวกเราเจอเธอตอนที่ทั้งเมืองที่ถูกรายงานว่าโจมตีได้พังทลายไปหมดแล้ว เราคิดว่าเราจะต้องลงสนามรบลุยจัดการเหล่าออมนิคส์เหมือนเคยแต่ว่าพวกมันกลับถูกจัดการไปหมดแล้ว”

 

กราบิเอลพูดแล้วก็เว้นระยะห่างไว้

 

“และเราก็เจอร่างของเธอนอนสลบจมกองเลือดที่จัตุรัสกลางเมือง”

 

ภาพของเด็กสาวในตอนนั้นทำให้เขาแทบจะถอดใจไปแล้วด้วยซ้ำว่าเธอจะรอดชีวิต แต่เมื่อเขาลองจับชีพจรของเธอ อย่างกับคนนอนหลับสนิทไม่มีผิดจนแทบจะตกใจว่าทำไมถึงได้มานอนหลับจมกองเลือดตรงกลางเมืองนี้ได้

 

“เธออันตรายมากเกินไปเกเบรียล...” วินสตันพูดกับเขา เพราะเขาเองเมื่อกี้ก็เห็นแล้วว่าเธอรอดมาจากสนามรบกับออมนิคส์เหล่านั้นได้ยังไงจากห้องฝึก และจากที่กราบิเอลเล่าให้ฟังว่าจบลงที่แค่นอนสลบเฉยๆ ในสงครามของจริง

 

“...มากเกินกว่าที่ฉันคิดว่าพวกเราทั้งหมดอาจจะรับมือกับเธอไม่ไหวถ้าเธอพัฒนาตัวเองไปมากกว่านี้ เธออาจจะเลยเถิดไปถึงขั้นจุดจบของมนุษยชาติได้อย่างง่ายดาย ทั้งความสามารถและความรู้สึกนึกคิดที่เหมือนกับถูกสร้างมาเพื่อเป็นเครื่องจักรสังหารของ... ไม่นะ.. ฉันไม่อยากพูดคำนี้จริง ๆ ”

หลังจากที่พูดโดยไม่ได้หยุดหายใจ วินสตันก็เว้นช่วงไว้แล้วเอามือของตนลูบใบหน้าด้วยความวิตก

“เครื่องจักรสังหารของพระเจ้า เกเบรียล” และกอริลล่าก็แอบกระซิบกับตัวเขาเองเบาๆว่า “ถึงแม้ฉันจะไม่ได้เชื่อในพระเจ้าก็เถอะ...”

 

แต่ชายผิวสียังคงนิ่งเงียบไม่โต้ตอบ วินสตันจึงต้องพูดย้ำกับเขา “ได้ยินใช่ไหม?เกเบรียล”

 

“ฉันรู้” เขาตอบพลางเดินไปข้างหน้า ตรงไปยังห้องพยาบาล

 

 

“ได้ข่าวว่าไปเก็บเด็กน้อยมาจากกลางเมืองที่ไฟลุุกโหม” สำเนียงชาวอเมริกาแถบตะวันตกปนคำแสลงแบบคาวบอยของแมคครีดังขึ้น ลอดผ่านช่องประตูเข้ามาในห้องพยาบาลด้านหลังของเกเบรียล

 

“ถ้าเก็นจิมาอย่าให้เขาเข้ามาในห้องนี้” เกเบรียลรีบเตือนขึ้นทันควัน

 

?” แมคครีเลิกคิ้วขึ้น แต่ก็ยอมทำตามที่เขาบอกแล้วก็หันไปบอกกับอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของประตู

 

“เป็นเด็กน้อยที่มีความหลังฝังใจกับหุ่นยนต์ว่างั้นล่ะสิ?” เขาถามเชิงติดตลกนิดหน่อย พลางปิดประตู แต่ก็มีเพียงเขาคนเดียวที่หลุดขำออกมาหลังจากมองไปที่เตียงคนไข้ กราบิเอลเงียบกริบ

 

“ใช่... มีปัญหามากๆด้วย” ชายผิวสีกล่าวพลางมองไปยังเด็กสาวที่ตอนนี้นั่งกินแอปเปิลที่นางพยาบาลปอกให้อยู่

 

“แต่เก็นจิไม่ใช่หุ่นยนต์....” ยังไม่ทันที่แมคครีจะพูดเสร็จกราบิเอลก็พูดตัดขึ้นมา “นายไม่ได้เห็นห้องฝึกระหว่างทางที่เดินมาเหรอ?”

 

ชายอายุอ่อนกว่านึกถึงสภาพเมื่อกี้ที่เขาเห็นยังคิดกับตัวเองอยู่เลยว่าทำไมมันเละขนาดนั้น และหุ่นฝึกรุ่นใหม่ล่าสุดก็ถูกถล่มซะพังยับกลายเป็นเศษเหล็กไม่เหลือชิ้นดี

 

“นั่นล่ะฝีมือของเด็กที่มีปัญหากับหุ่นยนต์”

 

แมคครีนิ่งไปซักพัก ก่อนที่สีหน้าจะเริ่มซีดเซียวลง “นี่นายให้เธอจับบาซูก้ารึไง?” น้ำเสียงของเขาสั่นเทาเล็กน้อย

 

“เธอสร้างอาวุธตามใจชอบเลยต่างหาก”

 

 

“แล้วอาการก่อนหน้านี้มีอะไรบ้าง”

 

เมอร์ซี่ถามเธอพลางหยิบเอากระดาษมาจดอาการของเธอไปด้วย

 

“อ้วกออกมาเป็นเลือดกับลิ่มเลือดปนกันกับน้ำย่อยแล้วก็เลือดไหลออกมาจากจมูก เยอะมากๆ”

 

เด็กสาวกล่าวด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบ แต่เมอร์ซี่ถึงกับนิ่งไปสักพัก อาการของเธอมันหนักมาจริงๆ ทั้งอ้วกออกมาเป็นเลือดอีก และน้ำย่อยที่ว่าน่าจะมาจากการที่เธอไม่ได้รับประทานอาหารก่อนหน้านั้น...

 

แต่เธอรอดมาจากสถานการณ์นั้นได้อย่างเหลือเชื่อ... ไม่ยากจะเชื่อเลยว่าเด็กสาวอายุ 15 ปีที่หิวโซและเสียเลือดมากขนาดนั้นจะสามารถออกไปยืนต่อสู้กับหุ่นยนต์นับร้อยนับพันได้ไหว

 

“....”

 

“คุณหมอชื่ออะไรเหรอ...”

 

เมอร์ซี่เลื่อนสายตาขึ้นมาจากกระดาษและมองไปยังใบหน้าของสาวน้อย เธอจ้องมองมาที่ตัวของแพทย์สาวอยู่ก่อนหน้านี้แล้วด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยนั่น ในปากของเด็กสาวยังมีแอปเปิลเคี้ยวค้างอยู่

 

“แองเจล่า เมอร์ซี่’ ซีกเลอร์” เธอกล่าวแล้วก็ยิ้มออกมาให้กับเด็กสาว

 

สการ์เล็ตหันไปเคี้ยวแอปเปิลซีกต่อไปที่วางอยู่ในจานข้างโต๊ะโดยที่ไม่ได้ใส่ใจที่จะยิ้มตอบ

 

“รู้เรื่องอาการ mental breakdown* ของฉันแล้วใช่ไหม?” เธอกล่าวโดยที่ไม่ได้มองหน้าของแพทย์สาวผมบลอนด์ “ฉันสามารถไว้ใจเธอมากพอที่จะบอกอาการนี้ให้ฟังได้รึเปล่า?”

 

เมอร์ซี่ไม่สามารถตอบได้ และเธอก็นิ่งเงียบไป ไม่รู้จะตอบเด็กสาวตรงหน้าด้วยคำพูดแบบไหน

 

“แต่ถึงยังไงก็มีเขียนอาการและรายละเอียดลงในประวัติการพบแพทย์อยู่แล้วถูกไหม” เด็กสาวเอามือไปพาดไว้ข้างหลังใช้หนุนหัวนอนลงไปบนหมอนนุ่ม

 

“แล้วหลังจากนี้ไปฉันต้องทำยังไงล่ะ? ถูกส่งตัวไปเรือนจำนักโทษเพราะล่วงเกินข้อมูลลับของระดับชาติเหรอ?”

“ก็ใช่” เมอร์ซี่พูดตอบเธอและจ้องมองด้วยสายตาที่นิ่งสงบ “แต่เราจะยื่นข้อเสนอให้เธอ เพราะเรารู้ว่าเธอมีดีกว่านั้นมาก และเธอจะช่วยโลกนี้ให้สงบสุข”

 

“กำจัดพวกมัน’ ก็ช่วยได้สินะ” เด็กสาวยิ้มด้วยสายตาที่บ่งบอกได้ว่าเธอไม่ได้ยิ้มด้วยความดีใจ แต่เธอยิ้มด้วยความรู้สึกอันบิดเบี้ยวที่น่ากลัวเกินกว่าที่ใครจะรับรู้ได้

 

 

ไม่นานนักหลังจากวันนั้น เธอก็รักษาตัวเองและฟื้นฟูอาการให้กลับมาหายดี และมีบางครั้งที่เธอได้พบกับคนอื่น ๆนอกจากคุณหมอเมอร์ซี่ และกราบิเอลที่ส่วนใหญ่เธอจะพบบ่อยมาก ๆ ช่วงนี้ก็ได้เจออีกคนเช่นกันคือแม็คครี ลีน่าหรือเทรเซ่อร์ และกอริลล่าชื่อวินสตัน

 

มีบางครั้งที่ได้สู้กับแม็คครีกับเทรเซอร์และเธอต้องยอมรับว่าทางด้านการต่อสู้ พวกเขาย่อมเก่งกว่าเธอแน่นอน แต่ว่าแม็คครีไม่สามารถขยับไปมาได้อย่างอิสระแบบเธอแน่ ๆ (ยกเว้นเทรเซอร์ที่ค่อนข้างเป็นปัญหากับเธอมากน่ะนะ)

 

“หยุดการฝึกเท่านี้”  เสียงของกราบิเอลหยุดทั้งสองคนไว้เพราะถ้าหากไม่ห้าม มันอาจจะกลายเป็นสนามรบนองเลือดไปเลยก็ได้ เพราะตอนนี้ทั้งตัวแมคครีเองและตัวของสการ์เลตก็เริ่มมีบาดแผลเยอะพอตัว

 

เลือดที่ไหลออกมาจากจมูกของเธอมันยังไม่หยุดและเป็นทุก ๆ ครั้งที่เธอเริ่มต่อสู้จนบางทีก็กลัวว่าเธออาจจะมีโอกาสเป็นโรคเม็ดเลือดจางเอาสักวัน

 

“แมคครีนายไปพักก่อน” กราบิเอลหันไปพูดกับหนุ่มคาวบอยเสร็จก็หันมาหาเธอ “ส่วนเธอ ไปหาหมอ”

 

สการ์เลตพยักหน้าและเดินออกไปจากห้องนั้น ไปยังห้องพยาบาล เด็กสาวไม่มองไปทางไหนยกเว้นแต่พื้นทางเดินที่เป็นสีเทาอ่อน จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงของอะไรบางอย่าง

 

มันคุ้นๆแต่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เธอคุ้นเคย หุ่นทำความสะอาด? หรือหุ่นยนต์รุ่นใหม่? หรือว่าอาจจะเป็นหุ่นยนต์ตรวจตรา?

 

เสียงนั้นหยุดลงและมันกลับไกลออกไป ราวกับว่ารู้ตัวว่าเธอหยุดรอที่จะเข้าตะครุบมันอยู่ด้านหน้า ดวงตาสีดำสนิทของเด็กสาวเสไปมองด้านหลัง ตรงหางตาก็เห็นเงาดำแวบหนีไปทันที

 

“...”

 

แต่วันนี้เธอเหนื่อยมากพอ เธอไม่อยากที่จะต่อสู้กับสิ่งที่เธอไม่แน่ใจว่าคืออะไร แถมอีกอย่างไม่น่าจะใช่ศัตรูเพราะที่นี่มันฐานของคนที่ช่วยเธอมาเรียกว่าองค์กรณ์ โอเวอร์วอตช์’ ที่เธอได้ข่าวอยู่รางๆ ว่าช่วยเหลือมนุษย์จากเหตุวิกฤตออมนิกส์ที่อุบัติอยู่ทั่วทั้งโลกในตอนนี้

 

เด็กสาวก้าวเดินต่อมุ่งหน้าตรงไปยังห้องพยาบาล

 

 

“ฉันขอทอร์บยอนให้สร้างเครื่องนี้ให้เธอ”

 

เมอร์ซี่ผายมือไปยังเครื่องมืออันหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะทดลองของแพทย์สาวผมบลอนด์ มันเป็นรูปร่างบางอย่างที่คล้ายๆกับปลอกแขนเสื้อ แต่มันทำมาจากเหล็ก

 

“อันนี้คือเครื่องมือที่ช่วยในการรักษาเธอและช่วยยืดระยะเวลาที่จะเข้าสู่สนามรบได้ไงล่ะ”

 

“....”

 

เด็กสาวมองมันด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบ ไม่มีความรู้สึกใดๆ และไม่มีปฏิกิริยาที่จะโต้ตอบกลับ เมอร์ซี่รอค่อยคำตอบหรืออะไรสักอย่างก็ได้จากเด็กสาวอยู่ระยะหนึ่ง

แล้วเด็กสาวผู้นั้นก็เผยอปากขึ้นพูดกับเธอในที่สุด

 

“มันทำงานยังไง?”

 

เมอร์ซี่สะดุ้งเล็กน้อยแล้วก็ยื่นมือไปขอแขนข้างหนึ่งของเด็กสาวมาจับ เธอยอมมอบให้แต่โดยดีแล้วแพทย์สาวก็สวมเครื่องมือนั้นให้เธอ ที่ด้านในของเครื่องมันมีแถบเลเซอร์และมันยังมีบางอย่างที่คล้ายๆกับเข็ม

มันเจาะผิวของเธอสักพักและก็ขึ้นเป็นสีแดงก่อนที่เมอร์ซี่จะถอดเครื่องนั้นออก

 

“ข้างในที่เธอเพิ่งได้รับมันเข้าไปคือนาโนแมชชีนที่ทำหน้าที่คล้ายๆเซลล์ในการฟื้นฟูของร่างกาย” เธอยิ้มให้กับสการ์เลต “แต่ถ้าเกิดว่าใช้งานเครื่องจักรกลของเธอมากเกินไป ในระยะเวลาประมาณ4-5ชั่วโมงติดต่อกัน นาโนแมชชีนนั้นก็จะพัง และจะรายงานความเสียหายขึ้นบนเครื่องนี้”

 

“ดังนั้นมันจะดีกว่าถ้าหากเธอพกมันติดตัวไปด้วย และตอนนี้ฉันคิดว่าเธอพักอีกสักหน่อยแล้วค่อยไปฝึกต่อจะดีกว่านะ เอานี่ไปด้วยสิ” แองเจล่ายื่นแอปเปิลให้กับเด็กสาวก่อนที่จะหันไปทำงานต่อ

 

“ขอบคุณนะ” เธอกล่าวก่อนที่ก้มหัวให้นิดหน่อยและเดินออกจากห้องไป

 

 

“อยากฝึกต่อแล้วเหรอ? แต่ว่าแมคครีไม่น่าจะเป็นคู่ฝึกให้เธอได้แล้วล่ะ” เกเบรียลกล่าว

 

“ใครมันจะไปรักษาตัวเร็วอย่างเธอล่ะหนูน้อย” เสียงของแมคครีดังมาจากด้านหลังเบาๆ “ฉันว่าให้เธอลองฝึกกับหมอนั่นดูก็ได้หรอก เธอไม่น่ะฆ่าเขาตายหรอกน่า”

 

เกเบรียลหันไปมองค้อนทางที่ที่แมคครีนั่งพักอยู่ และแอบสบถกับตัวเองเบาๆ

 

“แล้วคุณลีน่าล่ะ?” เด็กสาวมองหน้าของเกเบรียลไม่วางตา แต่ช่างน่าเสียดายที่คำตอบของเขาครั้งนี้ไม่เหมือนอย่างที่ผ่านๆมา “ช่วงนี้เธอติดภารกิจ คงไม่อยู่ไปอีกสักพักใหญ่ๆ”

 

เกเบรียลกอดอกและเริ่มคิดหนัก เขาใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งนวดที่ขมับตัวเองเบาๆ ถ้าให้ฝึกกับเจ้าหมอนั่น... คงจะไม่เป็นไร ถ้าหากสถานการณ์มันเลยเถิดมาก เขาคงต้องเข้าไปหยุดด้วยตัวเอง

 

“งั้นฉันมีคู่ฝึกให้เธอ” เขากล่าวด้วยเสียงที่เหนื่อยอ่อน

 

“โอ้ว เจ๋งเป้งกราบี้นายยอมทำตามแล้วใช่มะ! นี่วันนี้ฉันไปขอดูการฝึกด้วย” แมคครีพูดแทรกขึ้นมาจากด้านหลังอีกรอบและคราวนี้ตัวของเขาเองก็มาด้วย เขาถือเสื้อของตัวเองพร้อมและมาหยุดยืนข้างหลังของกราบิเอล

 

“...” เด็กสาวเลิกคิ้วข้างหนึ่ง แต่ก็ยอมเดินตามทั้งคู่ไป

 

 

เธอเข้าประจำที่ในห้องฝึกเหมือนที่ทำแบบที่เคยทำ และเตรียมพร้อมที่จะเข้าสนามรบทุกเมื่อ ดวงตาสีดำสนิทของเธอจ้องมองที่ประตูของคู่ต่อสู้ไม่วางตา

 

ไหนๆ ก็ได้รับสิ่งทดลองใหม่ๆ มาแล้ว ก็ต้องลองใช้ดูสักหน่อย

 

เธอลองสร้างปืนกลขึ้นมาจากขาทั้งสองคู่บน และสลายมันกลับ เธอไม่รู้สึกถึงความปวดแสบปวดร้อนที่ปอดของเธออีกต่อไป

 

ไม่นานนักเสียงของประตูฝั่งตรงข้ามก็เปิดออก พร้อมกับเสียงประหลาดที่คนทั่วไปไม่ได้ยินยกเว้นแต่เธอเท่านั้น

 

เสียงนี้?...

 

เด็กสาวเลิกคิ้วขึ้นและสังเกตว่าเสียงนี้มันคือเสียงเดียวกันกับที่เธอเจอที่ทางเดิน มันคืออันเดียวกันแบบไม่มีผิดเพี้ยน เสียงที่เธอเหมือนจะคุ้นทุกครั้งเวลาที่เธอทำลาย ’มัน’ ทิ้งเธอจะได้ยินเสียงของเครื่องจักรทำงานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะดับไป

 

แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เธอตกใจนิดหน่อย

 

เขา? หรือมัน? เธอไม่อาจระบุทำเรียกของสิ่งตรงหน้าเธอได้อย่างเต็มที่ เพราะมันคือสิ่งที่ผสมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรกล เธอรับรู้ว่าเขาเป็นมนุษย์แน่ๆ แต่ส่วนหัวไหล่ของเขาลงไปมันไม่ใช่...

 

แต่เธอก็ไม่ลังเลที่จะดูท่าทางการโจมตีของอีกฝ่ายก่อนด้วยความเยือกเย็น

 

ทั้งสองฝ่ายต่างดูท่าทีของกันและกัน ก่อนที่เธอจะตัดสินใจเป็นคนเริ่มก่อนด้วยปืนช็อตกัน เธอยิงใส่สิ่งตรงหน้าและรอดูว่าอีกฝ่ายจะทำอย่างไร

 

อีกฝ่ายปัดลูกกระสุนปืนออกด้วยดาบและเมื่อปัดเสร็จสิ้น เขาก็พุ่งเข้ามาโจมตีทันที ไม่เว้นช่องว่างเพื่อหยุดหายใจ

 

เด็กสาวใช้แขนจักรกลกระโดดข้ามคู่ต่อสู้ไปและใช้จังหวะเสี้ยววิในการกระโดดสร้างปืนกลไล่ยิงตามการเคลื่อนที่ของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว แต่อีกฝ่ายก็หันดาบมาปัดป้องทันและพุ่งเขาใส่อีกรอบ แต่คราวนี้ครึ่งคนครึ่งไซบอร์กใช้ดาวกระจายสามอันปามาที่เธอ

 

เด็กสาวสร้างเกราะขึ้นมาทันทีและใช้อีกสองแขนที่เหลือฝั่งขวามือสร้างมือเหล็กขนาดยักษ์ขึ้นมาสองข้างมือเหล็กคู่นั้นแปรเปลี่ยนตรงนิ้วให้กลายเป็นลำกล้องปืนและกระหน่ำยิงกระสุนปืนกลเข้าหาฝ่ายตรงข้าม

 

ทางด้านของเกเบรียลและแมคครีที่มองอยู่ก็ตกใจขึ้นมา

“นั่นมันอะไรวะน่ะ... สร้างของแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?!” แมคครีอุทานออกมาเสียงหลงและเกาะกระจกที่กั้นระหว่างห้องฝึกซ้อมกับห้องของคนนอกเพื่อเพ่งดูให้ชัดที่สุดด้วยความตกตะลึง

 

ทุกคราวที่ฝึกซ้อมกับเขา สการ์เลตจะไม่เคยใช้อาวุธไปมากกว่าปืนกลหรือปืนเลเซอร์ซึ่งสร้างจากแขนจักรกลสีดำนั่นเลยในการต่อสู้ แมคครีจึงตกใจมากที่เห็นเด็กสาวสร้างสิ่งของใหม่ๆ ขึ้นมา หรือว่าที่ผ่านมา... เธอออมมือและประเมิณพลังของเขาอยู่?

 

เมื่อตัวของแมคครีกำลังจะหันไปพูดกับอีกคนที่อยู่ด้วยกัน แต่ก็ปรากฏว่าอีกฝ่ายนั้นได้หายไปแล้ว

 

สการ์เล็ตที่ยืนเป็นเป้านิ่งก็เพิ่งรู้ตัวว่าเป้าหมายหายไปและเธอเองก็ไม่สามารถตามได้ทันแต่จากเสียงของเครื่องจักรกลที่เป็นเอกลักษณ์นั้นดังขึ้นแว่วๆ บริเวณเธอ เด็กสาวจึงใช้มือที่อยู่ด้านล่างเอื้อมไปจับร่างของอีกฝ่ายที่หลบมาอยู่ด้านหลังของเธอในเสี้ยววิเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะเหวี่ยงคู่ต่อสู้ไปอีกด้านของห้องฝึกกระทบกับผนัง

 

เธอไม่รีรอใช้จังหวะนี้กระโจนเข้าไปหาสิ่งนั้นและใช้มือเหล็กที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งสี่ในการจับตัวของบุคคลนั้นไว้สองมือและอีกสองมือก็เปลี่ยนรูปร่างเป็นเหมือนทางลาดลงมาและหมัดหนึ่งหมัดที่อยู่ในจุดบนสุดของทางลาดลงนั้นและเธอก็หยุดมันไว้ ทางสิ้นสุดของรางคือที่ศีรษะของคนตรงหน้า

 

แมคครีที่เห็นว่าถ้าเก็นจิโดนหมัดนั้นเข้าไปเต็มๆล่ะก็ต้องแย่แน่ๆก็เริ่มร้อนรน นี่มันไม่ใช่การฝึกแล้ว

แล้วกราบิเอลล่ะ หายไปไหน?!

 

เธอปล่อยหมัดนั้นลงด้วยความเร็วจนเห็นเป็นสะเก็ดแสงจากการเสียดสีกระเด็นออกมาจากรางเลื่อนนั้นตกลงไปยังเป้าหมายคือศีรษะของอีกฝ่าย แต่ทว่าหมัดนั้นถูกหยุดไว้ด้วยดาบของอีกฝ่ายที่ใช้เพียงหนึ่งมือในการจับ

 

เธอมองแขนทั้งสองข้างของคู่ต่อสู้ อีกข้างหนึ่งถูกมือเหล็กของเธอจับไว้กับที่ และอีกข้างหนึ่งก็สามารถดิ้นหลุดได้ เธอตวัดสายตากลับไปมองที่หมัดกับดาบที่ตอนนี้กระทบกันและต่างฝ่ายต่างเริ่มสั่นด้วยแรงกดที่ต่อสู้กันอย่างมหาศาล

 

เหมือนจะไม่ไหว

 

จากรางด้านบนสุดนั้นเธอได้สร้างอีกหนึ่งมือขึ้นมาและเตรียมปล่อยมันลงมากระทบกับหมดที่สู้อยู่ด้านล่าง และยังมีอีกแขนจักรกลแบบธรรมดาที่งอกขึ้นมาอีกเพื่อที่จะปัดดาบนั้นทิ้ง

 

ปัง!!

 

แต่ว่าทุกอย่างถูกหยุดเอาไว้เมื่อเสียงของกระสุนปืนนัดหนึ่งดังขึ้น

เด็กสาวถูกยิงเข้าอย่างจังที่หลังและมันคือลูกดอกยาสลบที่ออกฤทธิ์ไวที่สุดเท่าที่จะหาได้ในฐานของโอเวอร์วอตช์

 

ดวงตาสีดำสนิทที่ตอนนี้เสไปมองผู้มาใหม่ด้วยความรู้สึกโกรธเคือง ดวงตาของเด็กสาวลืมอยู่ได้พักหนึ่งก็หลับลง โดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้และเธอก็ล้มลงไป แขนจักรกลทั้งหลายที่สร้างขึ้นมาก็ค่อยๆกลับสภาพเป็นปกติและกลับลงไปในหลังของเธอ

 

เก็นจิถูกปล่อยลงจากสองแขนนั้นทันทีเมื่อมันสลายไป และเขาพยายามยืนขึ้น ในตอนนี้แขนข้างที่เขาใช้รับหมัดนั่นก็สั่นสะท้านจนเหมือนแผ่นดินไหวขนาดย่อม

 

ร่างของผู้หญิงที่ปรากฏอยู่ด้านหลังของสการ์เลตสวมชุดสีฟ้าและรอยสักใต้ดวงตานั้นเป็นเอกลักษณ์

อนา อามารี’ เก็บปืนนั้นสะพายบ่าเอาไว้บนบ่าและเดินเข้ามาพยุงตัวของเด็กสาวออกไปจากสนามประลองโดยที่ไม่ลืมที่จะกล่าวกับเก็นจิ

 

“เก่งมาก” เธอบอกกับเขาและหันออกไปยังทางออก

 

 กราบิเอลที่เดินตามหลังเข้ามารีบเข้ามาดูอาการของครึ่งคนครึ่งไซบอร์ก และที่ตามมาอีกก็คือแมคครีที่สีหน้าซีดเผือกจนแทบจะกลายเป็นกระดาษขาว


 

 

*ปล. อาการ Mental breakdown นั้นเป็นอาการที่คนปกติจะเรียกทั่วไปว่าโรคจิตหรือเป็นบ้า แต่ของสการ์เลตไม่ใช่ในความหมายนั้นค่ะ เป็นโรคที่ได้รับติดต่อมาจากพันธุกรรมบางประการของเธอและยังไม่สามารถหาต้นตอได้พบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น