Scarlet the Omnics Annihilator

ตอนที่ 2 : -01- เด็กสาวในกองเพลิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    30 พ.ย. 61

 ทั้งๆที่ตั้งใจไว้แล้วแท้ๆว่าจะต้องทำให้ได้

 

ทั้งๆที่ก็สามารถทำได้ แต่ว่า....

 

.

.

.

เสียงกรีดร้องและไฟที่โหมกระหน่ำอยู่รอบข้างทำให้เด็กสาววัยมัธยมต้นตื่นขึ้นมาท่ามกลางซากปรักหักพัง

 

ความรู้สึกร้อนราวกับยืนอยู่ท่ามกลางกองไฟทำให้เธอหายใจไม่ออก พร้อมด้วยหัวที่หมุนเวียนไปมาจนเธออยากอ้วก แต่ไม่มีสิ่งใดถูกปล่อยออกมา อาจเป็นเพราะเธอไม่ได้รับประทานอะไรเลยตั้งแต่คืนเมื่อวาน

 

เธอจำเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างเลือนราง แต่ว่าสิ่งที่เธอจำได้มากที่สุดคือภาพของหุ่นยนต์ที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามาโจมตีเธอ...?

 

มือยันสิ่งที่กองอยู่ใต้ร่างเธอ เหมือนจะเป็นเศษซากของอิฐที่ถล่มลงมา แล้วค่อยลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ความเจ็บปวดแล่นปลาบเข้าที่สีข้างจนเธอต้องเลื่อนมือไปกุมส่วนนั้นด้วยความเจ็บปวด

 

เธออยากร้องไห้เต็มที แต่ว่ามันกลับไม่มีน้ำตาไหลออกมา และคอก็แห้งผาก เธอคาดว่าคงเป็นเพราะเริ่มขาดน้ำ

 

“สการ์เล็ต”

 

เสียงของเด็กชายอันแผ่วเบากระซิบที่ข้างหูของเธอทำให้ตาสว่างและรีบหันไปทางที่ได้ยิน แต่ว่ามันกลับไม่มีใครหรืออะไรอยู่เลย เป็นเพียงซากตึกร้างที่ถูกทิ้งจากเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย เธอนึกอย่างเหม่อลอย อะไรนะ?... ออมนิกส์... ละมั้ง

 

เธอค่อยๆขยับขาของตัวเองและลุกขึ้นจากที่ตรงนั้น เธอไม่สามารถจำได้ว่าทำยังไงถึงได้ไปนอนแอ้งแม้งตรงนั้นได้ แต่ว่าต้องออกจากที่ตรงนั้นให้เร็วที่สุดก่อนที่พวกหุ่นยนต์จะมาเจอตัวเธอเข้า

 

เด็กสาวใช้มือคลำหาทางจากกำแพง เพราะตอนนี้รอบด้านมืดไปหมด ยกเว้นเสียแต่ส่วนที่พังทลายลงมาเพราะระเบิดมือและส่วนไฟไหม้ คาดว่าหุ่นยนต์ก็น่าจะยึดไว้หมดแล้ว

 

บ้านของเธอเองก็คงจะเป็นเช่นนั้น...

 

เด็กสาวหรือสการ์เล็ตเดินลึกเข้ามาในซากตึก พอเธอค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปเรื่อยๆ ทางเดินเองก็เริ่มเปลี่ยนแปลงจากอิฐหินเป็นเหล็ก รอบข้างเริ่มกลายสภาพเป็นเหมือนห้องทดลองอะไรสักอย่างและเธอก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเธอเข้ามาอยู่ในสถานที่วิจัยในเมือง และถ้าตกอยู่ในสถานการณ์ปกติ สถานที่ตรงนี้จะเป็นส่วนที่ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามายุ่งเด็ดขาด แต่ในตอนนนี้เธอได้มาเหยียบมันแล้ว

 

ปลายทางของทางเดินอันมืดมิดมีแสงเล็ดลอดออกมาจากประตูบานหนึ่งที่แง้มอยู่ เธอค่อยๆเดินไปหาแสงนั้นพร้อมเอามือมาบังตาของตนเองเอาไว้จากความสว่างที่ตาของเธอไม่คุ้นชิน

 

มือของเด็กสาวเอื้อมไปเปิดบานประตูนั้นอย่างแผ่วเบาและแอบมองไปรอบห้องนั้น

 

ไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตและหุ่นยนต์ แต่สภาพของห้องนั้นเหมือนกับโดนโจรปล้นจนแทบไม่เหลือสิ่งของอะไรยกเว้นกระดาษที่กระจัดกระจายไปทั่ว

 

เธอก้มลงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาอ่าน มันมีเนื้อหาที่เป็นส่วนที่กล่าวถึงเครื่องยนต์อะไรสักอย่างยาวเหยียดและส่วนท้ายของกระดาษที่มีเหมือนข้อความสรุปทดลองเอาไว้ พร้อมกับรูปภาพของเครื่องที่มีแขนยาวดูเหมือนกับก้ามปูและภาพของเด็กชายคนหนึ่ง

 

การทดลองที่ 2 : ---------

รายชื่อผู้รับการทดลอง : 0014

บันทึก : ตัวเครื่องไม่สามารถเข้ากับร่างโฮสต์ได้ และสร้างความเสียหายระดับ F

ผล : ล้มเหลว

 

สร้างความเสียหาย?

เธอหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมาอ่าน

 

การทดลองที่ 56 : -------------

รายชื่อผู้รับการทดลอง : 0182

บันทึก : ตัวเครื่องเข้ากันกับร่างโฮสต์ได้ แต่เหมือนตัวโฮสต์จะไม่สามารถควบคุมได้ และช่วงท้ายของการทดลองโฮสต์และเครื่องหายสาบสูญ

ผล : สำเร็จ

 

คราวนี้สำเร็จแต่เหมือนเกิดอะไรบางอย่างกับคนที่ถูกทดลอง

ความสงสัยเกิดขึ้นมาในความคิดของเธอและเธอก็เริ่มที่จะหยิบกระดาษแผ่นต่อไปขึ้นมา แต่ทว่าเสียงของประตูถูกผลักออกก็ดังขึ้น

 

ตัวของเธอสะดุ้งเล็กน้อยและพยายามนิ่งเงียบให้มากที่สุด หัวใจเต้นตึกตักข้างในอกจนเธอรู้สึกปวดร้าว เธอยังไม่พร้อมที่จะวิ่งหนีตอนนี้ แต่ก็ยังไม่พร้อมจะถูกจับเช่นเดียวกัน...

 

สายตาของเด็กสาวกวาดไปทั่วเพื่อมองหาสิ่งที่พอจะสามารถทุบโลหะให้บุบได้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นอะไรสักอย่างที่อย่างน้อยก็พอจะสร้างความเสียหายได้

 

ทันใดนั้นดวงตาก็มองเห็นค้อนนิรภัยที่ปลายเท้า เธอต้องเอื้อมมือไปหยิบแต่ว่ามันอยู่ในระยะสายตาที่สามารถมองได้จากประตูห้องพอดีเป๊ะ!

 

เธอไม่รีรอรีบเอื้อมมือไปหยิบ เสียงของเครื่องจักรวิ่งเข้ามาหาตัวเธอทันทีที่เห็นแขนของเธอโผล่ไปคว้าค้อนนั่น แต่หลังจากที่เธอได้มันมาแล้ว เธอก็รีบใช้มืออีกข้างยันถอยหลังอย่างรวดเร็ว

 

-----ยอมจำนนต่อพวกเราซะ

 

เสียงอัตโนมัติของหุ่นยนต์ดังออกมาจากตัวเครื่อง

เธอสังเกตตัวหุ่นนั่น มันไม่ได้สูงกว่าเธอสักเท่าไหร่ แต่ตรงมือของมันน่าจะเป็นกระบอกปืนที่ตอนนี้กำลังจ่อมาที่เธอ ถ้าหากมันตัดสินใจยิงเมื่อไหร่... เธอก็จบเมื่อนั้น

 

แต่หุ่นยนต์น่ะเหรอจะรีรออะไร มันไม่มีแม้กระทั่งจิตใจด้วยซ้ำ!

 

เธอกระโจนเข้าหาหุ่นเหล็กนั่นด้วยความรวดเร็ว เพราะว่าอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่นทำให้ในตอนนี้เธอมีพลังล้นเหลือโดยที่ไม่รู้ตัว

 

เคร้ง!

 

หุ่นยนต์ล้มลงไปบนพื้นและตอนนี้ก็เป็นโอกาสของเธอที่จะต้องเลือกว่าจะหนีหรือว่าจะทำลายมันทิ้งและเธอก็เลือกข้อหลัง หัวของหุ่นนั้นบุบลงไปจนเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง แต่เธอไม่คิดว่ามันจะหยุดการทำงานแค่ทำลายที่ส่วนหัว จึงเข้าไปและเหยียบมือข้างหนึ่งของมันเอาไว้กับที่และอีกข้างก็ใช้มือจับไว้และเอาค้อนทุบส่วนที่เป็นข้อต่อจนกระทั่งมันหลุดและกระแสไฟฟ้าก็ช๊อตออกมาจากสายไฟทำให้เธอต้องรีบปล่อยมันลง

 

โดยที่เธอต้องไม่ลืมที่จะถอดแขนอีกข้างของมันเหมือนกัน...

 

ดวงตาของเธอจ้องมองแสงไฟจากหุ่นยนต์ที่ยังคงสว่างจ้าเป็นสีแดง กลางลำตัวของมันน่าจะเป็นห้องเครื่องเธอจึงทำการพลิกตัวมันแล้วก็จัดการทำลายทิ้งโดยใช้ค้อนนี้ซะ

 

 

ถ้าหากเปรียบเทียบภาพนั้นในสายตาของเหล่าออมนิกส์ เธอคงจะเป็นฆาตกรร้ายที่ไร้ความปราณี

 

แต่ว่าหุ่นยต์น่ะมีจิตใจซะที่ไหนกันล่ะ?

 

สิ่งที่ประกอบกันเป็นหุ่นยนต์พวกนั้นขึ้นมา นอกเหนือจากตัวเครื่องกระป๋องเหล็กที่กันกระสุนได้ดีแล้วก็ไม่มีอะไรภายใน เป็นเพียงเศษเหล็กกลวงเปล่าเคลื่อนที่ได้และรอคำสั่งของผู้ควบคุมมันก็เท่านั้นแหละ

 

 

ในระหว่างทางที่เดินไปยังอีกทางหนึ่งที่เอกสารกล่าวไว้ว่า เป็นทางไปยังห้องที่เก็บเครื่องเดโมของรุ่น 0056 ที่อยู่ในใบการทดลองใบที่สองที่เธออ่าน เธอก็ปลดแขนของหุ่นยนต์ที่เธอเพิ่งจะทำลายทิ้งไปเมื่อกี้เพื่อเอากระสุนปืนที่เธอหวังว่ามันจะเป็นรุ่นเดียวกับปืนที่เธอเพิ่งจะได้มา

 

เธอบังเอิญไปเจอมันในลิ้นชักโต๊ะหลังจากที่เธออ้วกเอาน้ำย่อยในท้องออกมาหลังจากจัดการซากหุ่นกระป๋องนั้นทิ้งด้วยความเครียด

 

เธอเจอซองกระสุนแล้วก็เอามันออกมาเพื่อใส่ในกระบอกและมันก็โชคดีที่เป็นรุ่นเดียวกัน

 

เธอไม่อยากจะนึกสภาพถ้าหากว่าเธอไม่รอดเมื่อกี้ ก็เท่ากับว่าเธอโดนปืนพกยิงดีๆนี่เอง...

 

และในความคิดของเด็กสาวตอนนี้เครื่องอะไรบางอย่างที่เหมือนกับว่าแปลงมนุษย์ให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหารมันถูกเก็บอยู่ในห้องที่เธอกำลังจะมุ่งหน้าไป เธอจะไปเก็บมันมาและใช้มันกับตัวเอง

 

จากเครื่องทดลอง 0056 ในใบนั้น... อย่างน้อยเธอก็น่าจะมีโอกาสรอดสัก 50%

 

แต่ถ้าไม่ มันก็ถือเป็นโชคดีของเธอ ไม่แน่ อย่างน้อยหลังความตายไป เธออาจจะได้พบกับครอบครัวของเธอที่ไหนสักแห่งในดินแดนของผู้วายชนม์

 

 

เสียงกรีดร้องของเด็กสาวดังไปทั่วทั้งตึกก่อนที่เงียบไป

 

เลือดที่ไหลออกมาจากปากของเธอกำลังแสดงให้เห็นว่าทรมาณมากเพียงใด เธอไอออกมาเป็นลิ่มเลือด มือของตัวเองเลื่อนขึ้นมาปิดปากและกลืนสิ่งที่กำลังจะสำรอกต่อไปลงคอ รสชาติฝาดขมและความคาวติดที่โคนลิ้นทำให้เธอร้องไห้

 

แต่ในตอนนี้เธอรู้สึกได้ถึงเครื่องจักรกลที่หลังของเธอกำลังขยับตามร่างกายของเธอ

 

และมันก็นิ่งรอคำสั่งของเธอในที่สุด

 

ตอนนี้เธอเริ่มไม่เจ็บภายในร่างกายอีกต่อไป ความรู้สึกเหมือนร่างโดนเผาทั้งเป็นเมื่อกี้หายไปกับกลีบเมฆ เลือดที่เคยไหลเอ่อขึ้นมาทะลักในปากเองก็หายไปหมดแล้ว เหลือเพียงเล็กน้อยที่ยังคงเหลือ เธอถ่มมันทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี

 

เธอลองขยับแขนจักรกลหนึ่งข้างและมันก็ขยับตามอย่างที่เธอต้องการ และนอกจากนั้นเมื่อเธออยากจะหยิบปืนจากที่เธอเผลอทำหล่นไว้ แขนนั่นก็หยิบมาให้เธอถึงที่

 

และเมื่อเธอจะใช้อาวุธแขนจักรกลนั้นก็สลับเคลื่อนชิ้นส่วนโลหะไปมาและต่อกลายเป็นปืนกลให้โดยอัตโนมัติ

 

เธอไม่เคยเจอกับสิ่งไหนที่ช่างดีขนาดนี้มาก่อน

แต่ทว่าเลือดของเธอเองก็ไหลออกมาจากจมูกเป็นทางยาวและหยดลงสู่พื้นดิน จนเธอไม่สามารถทนได้อีกเลือดและอ้วกทั้งหมดที่กลืนลงไปเมื่อกี้ตีทะลักขึ้นมาและปล่อยให้เด็กสาวต้องจมกับกองเลือดของตัวเองอีกครั้ง

 

 

แขนจักรกลทั้งสี่แขนที่งอกออกมาจากหลังของเธอกำลังปืนป่ายตึกสูงด้วยความหวาดเสียว มือเหล็กแหลมของมันปักลงไปบนคอนกรีตจนเกิดเป็นรอยร้าวทิ้งไว้ทุกครั้งที่มันไต่สูงขึ้น ๆ

 

มือของเธอที่เปื้อนไปด้วยเลือดจับปืนไว้อย่างแน่นหนา ดวงตาของเธอเองก็เปลี่ยนไปแข็งกร้าว

 

 

ลูกสาวของคุณมีอาการของ mental breakdown* ซึ่งคาดว่าเป็นโรคที่ได้รับถ่ายทอดมาจากพันธุกรรม...

 

เสียงคำอธิบายของจิตแพทย์เล็ดรอดผ่านมาจากช่องว่างของผ้าม่านที่ปิดบังระหว่างเตียงที่เธอนอนพักอยู่กับพ่อและแม่ของเธอกับแพทย์อีกหนึ่งคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง

 

เธอรับรู้อาการนี้ได้ตั้งแต่ที่จำความได้ เมื่อเธอเศร้าเสียใจหรือโกรธมากๆ เธอจะเปลี่ยนไป มันมีความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวของเธอและความคิดของเธอมันแยกจากกันและมีอีกคนเข้ามา

เหมือนกับเธอมองร่างของตัวเองผ่านกระจกใส และร่างนั้นก็ทำตามใจตัวเองโดยที่เธอรู้ว่านั่นก็คือตัวของเธอเอง แต่มันไม่ใช่ในด้านที่ดีเท่าไหร่

 

และเธอก็ชอบในการล่าสัตว์มาก มากๆ และมากที่สุดอีกด้วย

 

เธอเริ่มเห็นว่าตัวเองนั้นมีประสาทสัมผัสที่แปลกไปจากคนอื่น ทั้งการรับรู้ของกลิ่นและเสียง เหมือนกับเธอแยกมันออกจากกันได้ในหลายๆชั้นเป็นชั้นบางๆที่ซ้อนกันอยู่และสามารถจำแนกมันได้อย่างเจาะจง

 

เหตุการณ์ที่ทำให้อาการของ mental breakdown* เกิดขึ้นครั้งแรก คือเธอจำได้ว่าสุนัขของตัวเองหายไปและเธอก็มารู้ทีหลังว่ามันโดนรถชนและรถคันนั้นก็หนีไป

 

เธอในตอนนั้นที่อายุเพียง 7 ปีก็ต้องเศร้าเสียใจเป็นปกติ เธอรับรู้ แต่ความรู้สึกอันเย็นชาที่มาจากขั้วหัวใจมันได้เกิดขึ้น เหมือนกับว่ามันเปิดประตูแง้มออกมาจากจิตใจส่วนลึกที่ลึกเกินกว่าที่คนภายนอกจะหยั่งถึง

 

เธอได้กลิ่นของยางและเธอก็จำมันได้ แถบแถวบ้านเธอมีรถคันเดียวที่ใช้ยางแบบนี้ และเธอยังจำหน้าตาของเจ้าของรถได้

 

เด็กสาวเดินไปยังหน้าบ้านและก็เห็นรถคันนั้นจอดทิ้งไว้ จิตใจส่วนลึกของเธอกำลังกรีดร้อง มันร้องไห้หรืออะไรบางอย่างที่กำลังบอกให้เธอหยุด และต้องหยุดเอาไว้ตอนนี้ไม่งั้นมันจะสายเกินไป

 

แต่มันก็ไม่ทันแล้วเพราะเธอได้กลิ่นมันชัดเจน และเห็นรอยของเลือกที่ยางบางส่วน

 

เธอไม่ได้ตัดสินใจที่จำทำลายรถคันนั้นทิ้ง แต่ว่าเธอกลับไปหยิบหมุดที่บ้าน เสแสร้งกับพ่อแม่ว่าออกไปเล่นข้างนอก แต่เธอกำลังจะทำลายชีวิตของคนคนหนึ่งต่างหาก

 

และวันต่อมาก็เป็นไปอย่างที่คิด รถของคนนั้นยางแบนจนไม่สามารถขับได้และช่วงเวลาที่เขาทำงานเขาจำใจต้องทิ้งรถไว้ และเธอก็ถอดป้ายทะเบียนของรถคันนั้นออกมา

 

รอยคราบเลือดยังคงชัดเจน ถึงแม้ด้านหน้าจะไม่เห็น แต่หลังป้ายทะเบียนรถนั้นชัดเจนมาก คงเป็นเพราะฉีดน้ำล้างแค่ด้านหน้า และเธอก็เอามันไปยื่นให้พ่อและแม่ดู

 

พ่อและแม่ของเธอคิดว่าเธอไปเอามาจากรถคันนั้นและทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น แต่ใครมันจะไปยอมกันล่ะ

 

เธอจึงโกหกพ่อแม่และบอกว่า เธอไปเจอมันตกอยู่แถวใกล้ๆที่เกิดเหตุใต้รถคันหนึ่งที่จอดอยู่

ใช่... เธอจำรถคันนั้นได้ เพราะมันเป็นรถที่ไม่มีใครใช้แล้ว มันถูกจอดลืมไว้ตรงนั้นนั่นแหละ... ที่ที่เธอวางแผนใช้อ้างอย่างแยบยล

 

และเรื่องก็ดำเนินการไปตามที่เธอคาดหวัง และเลือดนั้นก็เป็นของสุนัขของเธอเช่นกัน เธอทำลายชีวิตของคนคนนั้นสำเร็จโดยที่'มัน'ต้องติดคุก

 

ในสายตาของเด็กสาวในวันที่เห็นสายตาอันอาฆาตของ'มัน'มองมายังครอบครัวของเธอ เธอไม่ได้รู้สึกกลัวแต่เพราะเธอเห็นมันแล้วเธอกลับดีใจ มันเป็นไปตามที่คาดหวังทุกอย่าง

 

ตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่เคยมองเห็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกับเธอที่เธอเกลียดว่าเป็น มนุษย์ อีกต่อไป เธอกลับมองเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงก้อนเนื้อที่กลวงเปล่าและมองมันด้วยความขยะแขยง

 

จนกระทั่งเธอได้ไปพูดจาทำร้ายจิตใจในมุมมองที่ได้เห็นนี้ให้คนอื่นรับรู้ว่าเธอไม่ได้มองคนที่เกลียดเป็นคนอีกต่อไป

 

เรื่องถึงคุณครูและอาการของเธอก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงวันนี้ที่เธอต้องรับยาและนอนพักในห้องผู้ป่วยแผนกจิตเวช

 

.

.

 

เธอรู้มาตั้งแต่ต้น แต่เธอฉลาดกว่านั้นที่จะให้คนจับเธอได้ว่าเป็นพวกที่มีอาการทางจิต เธอสามารถประยุกต์ใช้มันได้ตามสถานการณ์และทำให้เธอกลายเป็นเด็กสาวหนึ่งเดียวที่รอดจากการโจมตีของหุ่นยนต์

 

เธอรู้ว่าพวกหุ่นยนต์นั้นมีจิตวิญญาณ

มันเป็นสิ่งที่น่าพิศวงนิดหน่อยที่รับรู้ว่าพวกนั้นมีจิตใจ

แต่หลังจากที่ครอบครัวและบ้านโดนเผาไม่เหลือซาก พ่อ แม่ และน้องชายที่หายไปกับเปลวเพลิงและลูกกระสุนทำให้นับแต่นั้นมาเธอก็มองพวกมันว่าเป็นเพียงเศษเหล็กที่ไร้จิตวิญญาณ

 

และเป็นเศษเหล็กด้อยค่าที่เธอพร้อมจะทำลายทิ้งได้ทุกเมื่อ ไม่เว้นแม้กระทั่งว่ามันจะมีจุดประสงค์ดีหรือร้ายอย่างไร

 

แม้ว่าต้องแลกด้วยเลือดกี่หยดหรือต้องขายวิญญาณให้กับสิ่งใด เธอก็ยอม เพื่อทำลายล้างพวกมัน

 

 

เมื่อร่างของเธอและแขนจักรกลที่สลายและกลายเป็นส่วนเดียวกับผิวหนังไปมาถึงบนยอดดาดฟ้า เธอก็พบว่าเมืองทั้งเมืองถูกย้อมไปด้วยสีแดงของเพลิงไหม้และกลิ่นเหม็นของควันที่พวยพุ่งไปบนท้องฟ้าราวกับเมฆสีดำ

 

หมวกฮู้ดที่ติดมากับเสื้อที่ใส่ก่อนเกิดเหตุการณ์และเศษผ้าที่ถูกเธอเอามาทำเป็นหน้ากากถูกดึงมือของเด็กสาวดึงขึ้นมาปกปิดใบหน้าของของตนเอง รวมไปถึงฝุ่นควันที่เต็มท้องฟ้า

 

เธอได้ยินเสียงของหุ่นและใบพัด มันกำลังบินตรงมาที่เธอพร้อมไฟส่องทางสีแดงที่ทำให้เธอแสบตา

 

เธอเกลียดพวกมัน

 

ปืนกลอัตโนมัติถูกสร้างจากแขนจักรกลที่ต่อตัวเองออกมาจากหลังของเธอทันทีด้วยความรวดเร็วและเธอก็รู้ได้ว่าทำไมถึงเกิดความเสียหายกับร่างกายของผู้ทำการทดลองหนักมาก

 

เพราะมันดูดกลืนชีวิตและเลือดเนื้อของเธออยู่

 

กระสุนปืนหลายต่อหลายนัดถูกยิงออกมาและกระบอกปืนยังคงหมุนวนต่อไปเรื่อยๆสาดใส่หุ่นยนต์ที่บินได้ตัวนั้นจนเครื่องระเบิดกลางอากาศส่งแสงเจิดจ้า แรงอากาศและความร้อนอัดมาเป็นทอดๆ จนถึงที่ๆ เธอยืนอยู่ เรือนผมของเธอปลิวสไวไปกับสายลมจนเธอต้องปัดมันให้เข้าที่หลายรอบ

 

ลูกกระสุนเปล่าที่ถูกอัดเอาไว้ในที่เก็บถูกปล่อยออกมาจากช่องในกระบอกปืนกลส่งเสียงแหลมกระทบกับคอนกรีตมากมาย และปืนก็เปลี่ยนรูปร่างเป็นแขนเหมือนปกติทันที

 

แขนนั้นพาร่างของเด็กสาวเคลื่อนย้ายออกจากตึกทันทีด้วยแรงดีดและเธอก็เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ไม่ให้พวกหุ่นยนต์ที่อยู่ด้านล่างยิงเธอได้

 

โครม!

 

ในไม่กี่วินาทีต่อมา หุ่นยนต์ตัวยักษ์ที่ถูกยิงจนร่วงก็เข้าปะทะกับตึกสูงจนเกิดระเบิดหลายต่อหลายครั้งส่งให้ตึกพังทลายไปต่อหน้าต่อตา

 

แต่ไม่รอช้าเธอไม่ยอมให้อีกฝ่ายยิงเอาอย่างเดียว ปืนกลถูกสร้างขึ้นมาอีกครั้ง และคราวนี้มีแค่ฝั่งเดียวเท่านั้น กระบอกของมันจึงใหญ่ขึ้นจึงทำให้กระหน่ำยิงหุ่นพวกนั้นจนไม่สามารถตอบโต้ได้

 

ลุกกระสุนที่ถูกปล่อยออกมาหยุดลงและหัวยิงเองก็หมุนช้าจนหยุดเมื่อหมดเป้าหมายที่จะต้องจัดการ

 

เสียงของเครื่องจักหึ่งๆเล็กๆที่เธอได้ยิน ถึงแม้นิดหน่อย แต่มันเตือนอันตรายให้เธอรู้และแขนจักรกลอีกข้างที่ไม่ได้สร้างเป็นปืนกลก็รับการต่อสู้นั้นให้อย่างทันท่วงที

 

มันเป็นหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่เพิ่งพัฒนาออกมาและสามารถโต้ตอบการรับการโจมตีของเธอได้อย่างรวดเร็วไม่เหมือนหุ่นก่อนหน้านี้

 

เธอเปลี่ยนแขนอีกข้างให้กลายเป็นมือเหล็กขนาดยักษ์และให้อีกข้างที่ยังแยกออกเป็นสองแขนอยู่คอยจู่โจมไปเรื่อยๆหุ่นตัวนั้นต้องคอยหลบการโจมตีที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงจากด้านไหน

 

และเมื่อสายตาของเธอสังเกตเห็นช่องว่างนั้นมือยักษ์ก็กำร่างของมันเอาไว้และออกแรงบีบอย่างน่ากลัว แต่เครื่องของหุ่นยนต์ตัวนั้นยังดื้อดึงและยังคงไม่ปิดตัวลง...

 

เธอจึงเอื้อมมือไปหยิบเอากระบอกปืนที่เก็บเอาไว้ออกมาและลั่นไก

 

ปัง

 

เสียงลั่นของปืนพกและกระสุนที่ทะลุผ่านแกนการทำงานรูปแบบใหม่ของหุ่นตัวนั้นไปทำให้ทุกอย่างเหมือนตกอยู่ในความเงียบงัน

 

 

ซากเหล็กกระป๋องในสายตาของเธอตัวสุดท้ายถูกยิงและทำลายเครื่องยนต์ทิ้งอย่างไม่ใยดี

 

กลิ่นน้ำมันและเสียงของไฟฟ้าช๊อตดังลั่นไปทุกสถานที่ แม้แต่ตรอกเล็กๆในเมืองท่ามกลางสิ่งที่เคยเรียกว่าบ้านเกิดของเด็กสาวคนนั้น มีร่างของเธอยืนอยู่ในจัตุรัสกลางซากปรักหักพัง ท่ามกลางเศษซากของสิ่งที่เคยเรียกว่าเป็นเครื่องมือของมนุษย์หรือหุ่นยนต์ อันน่าชิงชังมากมายกองกันเป็นภูเขาลูกยักษ์

 

เธอล้มลงไปทั้งยืนและเลือดที่ไหลโชกมากมายจากจมูกและปากนั้นไม่ทำให้สภาพเธอน่าดูสักเท่าไหร่

 

แต่อย่างน้อยตอนนี้ขอหลับก่อนแล้วกัน...

 

 

“สการ์เล็ต”

 

.

.

.

 

“สการ์เล็ต เคนเวย์”

 

เสียงของชายคนหนึ่งปลุกให้เธอตื่นขึ้น แสงและกลิ่นเหมือนยาฆ่าเชื้อทำให้เธอรู้สึกเหมือนฝัน

 

จากสถานที่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเลือดของเธอ กลิ่นน้ำมัน และเขม่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มันเหมือนกับเธอได้มาพักที่สวรรค์

 

แต่คนอย่างเธอน่ะเหรอจะได้อยู่บนสวรรค์

 

ดวงตาลืมขึ้นด้วยความเหนื่อยล้า และความรู้สึกหนักอึ้งที่หัวของเธอ

 

“ตื่นแล้วเหรอคะ!”

 

หญิงสาวผมทองปรากฏเข้ามาในสายตาของเธอ

คงเป็นสวรรค์จริงๆ แล้วล่ะ... มีนางฟ้าด้วย

 

“เธอรู้สึกตัวแล้ว” เธอหันไปกล่าวกับคนอื่นอีกหลายๆคน

เธอคาดว่าน่าจะเป็นแพทย์และพยาบาล

 

ร่างกายของเธออาการหนักขั้นนั้นเลยสิ?

 

ถึงกับต้องมีแพทย์และพยาบาลเกือบนับสิบคนช่วยกัน เธอพยายามขยับขาท่อนล่าง แต่ก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรมาผูกมันติดไว้กับสิ่งที่เธอคิดว่าน่าจะเป็นขอบเตียง

 

“ชิ้นส่วนเหล็กนี่ไม่น่าสิ่งที่ทำร้ายร่างกายของเธอ”

 

เสียงของแพทย์คนหนึ่งดังขึ้น เขามองจากจอมอนิเตอร์ที่แสดงภาพสแกนที่มีพื้นหลังสีน้ำเงินและโครงร่างของเธออย่างละเอียดปรากฏบนนั้น

 

“แสดงว่านี่...”

 

เธอเหนื่อยเกินกว่าจะรับรู้อะไรแล้ว

และความมืดก็เข้าครอบคลุมการมองเห็นของเธอ เสียงที่ได้ยินชัด บัดนี้มันกลับอยู่แสนไกลเหมือนเธอไม่ได้นอนอยู่ท่ามกลางแพทย์นับสิบชีวิตที่กำลังง่วนอยู่กับการสำรวจร่างกายของเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็น

 

 


*ปล. อาการ Mental breakdown นั้นเป็นอาการที่คนปกติจะเรียกทั่วไปว่าโรคจิตหรือเป็นบ้า แต่ของสการ์เลตไม่ใช่ในความหมายนั้นค่ะ เป็นโรคที่ได้รับติดต่อมาจากพันธุกรรมบางประการของเธอและยังไม่สามารถหาต้นตอได้พบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น