นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

ลำนำรักสวนดอกท้อ

สวนดอกท้อเป็นสถานที่โปรดปรานขององค์ชายและมีเพียงน้อยคนนั้นจะได้เข้าไปสัมผัส แต่เธอเป็นสนมคนเดียวที่เข้าไปในสวนแห่งนั้นได้โดยไร้ข้อกังขา

ยอดวิวรวม

15

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


15

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  25 ม.ค. 64 / 22:19 น.
นิยาย ӹѡǹ͡

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้










-------------------------------------------------------------------------------






สวนดอกท้อเป็นสวนที่ถูกสร้างขึ้นมาจากคำสั่งขององค์จักรพรรดิเพื่อให้ลูกชายของตนหรือองค์ชายลำดับที่หนึ่งโดยเฉพาะ และองค์ชายเคียวโบชูก็โปรดปรานสวนดอกท้อนั้นมากถึงขั้นที่เขาเคยนอนหลับในสวนดอกท้อนั้นเลยถ้าไม่มีงานราชการ แถมยังมีสนมเพียงน้อยคนมากที่จะได้เดินชมสวนดอกท้อนั้นและสามารถรุกล้ำเข้าไปในอาณาเขตสวนได้โดยไม่โดนเจ้าชายดุด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบของตัวเขา

 

แต่มิสะเป็นหนึ่งในน้อยคนนักที่องค์ชายเคียวโบชูจะยอมให้เข้าชมสวนได้ทุกเมื่อที่ต้องการและสามารถเดินในสวนพร้อมกับองค์ชายได้








-------------------------------------------------------------------------------











強募集
(Kyouboshū)

ตามความหมายตรงตัวเลยคือของเซ่นไหว้ที่แข็งแกร่งค่ะ
แต่ชื่อนี้ถ้าแปลให้ตรงตามเนื้อเรื่องเลย คือ ของเซ่นไหว้สุดพิเศษแด่เทพเจ้า


美佐
(Misa)

จริง ๆ แล้วเพราะว่าคิดชื่อไม่ออกค่ะเลยแรนด้อมชื่อนี้มา แต่ว่าถ้าให้แปลคือ ความสวยงาม(美) และนักปรัชญา(佐จากคำว่า佐賀)
















**เรื่องนี้ดำเนินอยู่ในยุคเฮอันประมาณตอนกลางค่ะ
**โลกนี้อิงตามเรื่องJJK เพราะตอนแรกกะว่าจะแต่งเป็นแฟนฟิคเรื่อง JJK ค่ะU-U
**ถ้าสังเกตดี ๆ จะแอบเห็นว่ากล่าวถึงสุคุนะนิดหน่อยค่ะ╰(*´︶`*)╯(แต่จริง ๆ แล้วเมนโกโจเซนเซนะคะ!)
**เรื่องนี้ส่วนใหญ่ถูกบรรยายในมุมมองของน้องนางสนมผู้ตกหลุมรักองค์ชาย
t
b

เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 ม.ค. 64 / 22:19


 

 

 

 

 

 

 

มิสะเป็นเด็กสาวที่ถูกส่งตัวเข้าไปเป็นสนมของทายาทลำดับหนึ่งขององค์จักรพรรดิที่ในภายภาคหน้าจะเติบใหญ่ขึ้นเป็นชายหนุ่มที่เก่งกาจและมีความสามารถมากเหมาะสมกับคำว่ามหาจักรพรรดิ คนในวังกล่าวขานมาอย่างนั้น

 

 

เรียกได้ว่าต้องกลายเป็นคนใหญ่คนโตสุด ๆ

 

 

แต่ในตอนที่เธอเข้าไปถึงตัวขององค์ชายผู้นั้นกลับไร้ซึ่งความน่ากลัวอย่างที่คิด แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ไร้ความน่าเกรงขาม

 

 

เขาอายุน้อยกว่าเธอเพียงไม่กี่ปี ตัวเล็กกว่านิดหน่อยแต่มีแววว่าจะสูงขึ้นมากในอนาคต

 

 

เด็กหนุ่มคนนั้นใจดี เจ้าบทเจ้ากลอนและมีเสน่ห์บางอย่างที่ล้นหลามจนชายอื่นที่เธอเคยรู้จักเทียบไม่ติดทั้งยังรูปงามจนไม่อาจบรรยายได้ว่าดูดีมากขนาดไหน

 

 

มิน่าถึงได้เป็นทายาทอันดับแรกที่จะต้องได้รับบัลลังก์ต่อไปแน่นอน

 

 

แต่ทว่าเธอต้องตกใจเพราะเมื่อตนไปถึงห้อง องค์ชายกลับเพียงแค่ให้เธอนั่งลงและเล่นหมากพลางชมจันทร์ด้วยกันเพียงเท่านั้น

 

 

บทสนทนาก็มิได้ล่วงเกินไปกว่าแค่การที่เขาบอกว่า

 

 

"ยินดีที่ได้พบเจ้า"

 

 

ถึงแม้มันจะเป็นประโยคที่ไม่มีความหมายใดแฝงและเจ้าตัวพูดออกมาตรง ๆ อย่างนั้นแต่ว่ามิสะกลับเก็บคำนั้นมาไว้ในอ้อมอกด้วยใจทั้งดวง

 

 

เธอประทับใจในตัวองค์ชายผู้นั้นมากจนเมื่อถึงคราวที่ถูกเรียกตัวเข้าพบอีกครั้ง เธอไม่มีท่าทีรีรอและรีบเดินไปยังห้องชั้นบนสุดที่องค์ชายประทับ

 

 

"เธอมีนามว่า มิสะ ใช่หรือไม่"

 

 

เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและให้เกียรติสตรีอย่างสูงส่งตรงกันข้ามกับชายบางคนที่มองว่าสนมเป็นได้แค่หญิงที่บริการองค์ชายเพียงแค่เรื่องทางเพศ

 

 

"ใช่เพคะ"

 

 

เขาส่งยิ้มมาให้อย่างอ่อนโยน ดวงตาและผมสีดำขลับขององค์ชายขยับตามการเคลื่อนไหวของร่าง เขาปิดหนังสือในมือลงแล้วค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้

 

 

"ข้าขอโทษที่คราวที่แล้วไม่ได้ถามนามของเจ้าเลย" เขาถอนหายใจก่อนที่จะยกหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาให้เด็กสาวถือ

 

 

หน้าปกนั้นเขียนไว้ว่านิฮนโชกิ

องค์ชายคงจะชื่นชอบหนังสือแนวปรัชญามากพอสมควร มิสะคิดในใจ

 

 

"เธอเขียนหนังสือเป็นหรือไม่?"

 

 

เป็นคำถามที่แปลกประหลาด
 

เพราะไม่มีใครเคยสนใจว่าเด็กสาวคนหนึ่งจะสามารถเขียนหนังสือได้หรือไม่ อ่านออกหรือเปล่า

 

 

แต่องค์ชายกลับเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังเหมือนเด็กน้อยที่ตื่นเต้นเวลาได้อาวุธใหม่หรือไม่ก็ได้คฤหาสน์แห่งใหม่เป็นที่ประทับฤดูร้อน

 

 

เธอลังเลนิดหน่อย แต่เป็นเพราะองค์ชายรูปงามผู้นั้นกำลังถามเธอด้วยสีหน้าที่น่าเอ็นดูสุด ๆ  

 

 

"สามารถเพคะ ข้ามาจากตระกูลของนักบวชและท่านพ่อเคยสอนข้าในตอนที่ยังเด็กนัก"

 

 

เคียวโบชูยิ้มกว้างก่อนจะเดินนำให้หญิงสาวผู้ที่เป็นสนมของตัวเองเดินตามไปยังโต๊ะเขียนหนังสือของตนเอง

 

 

"ข้าอยากให้เจ้าช่วยบอกวิธีเขียนยันต์ดั้งเดิมที่เจ้าได้รับมาที"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.
 

.
 

.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นับตั้งแต่นั้นมา ทั้งองค์ชายและสนมที่มีนามว่ามิสะก็ได้ช่วยกันเขียนยันต์ขึ้นมาและกลายเป็นต้นแบบของยันต์ผนึกที่ใช้กับคำสาประดับพิเศษในภายหลัง

 

 

ทั้งสองสนิทกันมากขึ้นจนองค์ชายถึงกับเคยเอ่ยปากขึ้นมาว่า

 

 

"ถ้าข้าเป็นผู้ที่จะได้สืบทอดราชสมบัติต่อไป ข้าอยากให้เจ้าเป็นชายาของข้า"

 

 

เพียงแค่ประโยคนั้นมิสะก็หน้าแดงจนไม่อาจควบคุมได้ เธออายกับการโดนสารภาพสิ่งในใจเข้าตรง ๆ แบบนี้ เธอนึกไม่ถึงว่าองค์ชายจะโปรดปรานในตัวเธอถึงขนาดนั้น และเธอเพียงแค่คิดว่าคงจะมีคนที่เหมาะสมกับองค์ชายรูปงามตรงหน้ามากกว่าเธออยู่เยอะแยะมากมายในบรรดาสนมของพระองค์นับร้อย

 

 

"แต่ว่าข้ามิใช่โอรสที่เหมาะสมกับบัลลังก์ที่แท้จริง"

 

 

สีหน้าที่เคร่งขรึมขององค์ชายปรากฏขึ้นในตอนที่เขาพูดระหว่างชมจันทร์กับเธอ ในคืนนั้นองค์ชายอายุได้ 17 ปี ใกล้ถึงเวลาที่จะได้รับบัลลังก์ต่อจากพระจักรพรรดิองค์ก่อนหรือท่านพ่อของเคียวโบชูเต็มที

 

 

เด็กหนุ่มในครั้งอดีตเติบโตขึ้นมากแต่ใบหน้ายังคงไว้ซึ่งความงดงามและความสงบเยือกเย็น ทว่าดวงตากลมโตสีดำบัดนี้กลับทอดประกายแสงที่หม่นลงกว่าเดิมมากด้วยภาระที่มากขึ้นและด้วยมือทั้งสองข้างที่เข่นฆ่าผู้คนไปมากมายจากสงครามที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

 

 

แต่ถึงเขาจะเป็นอย่างนั้น มิสะกลับมิได้มองว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าดูหม่นหมองลงแต่อย่างใด เธอยังมองเห็นเขาเป็นชายหนุ่มรูปงามที่ชอบในการเขียนหนังสือและชอบอ่านบทกวีเพลงกลอนใต้แสงจันทร์เหมือนดังเดิม แต่หลังจากที่องค์ชายกล่าวคำเหล่านั้นออกมา เธอก็เริ่มมององค์ชายเปลี่ยนไป

 

 

เธอเริ่มมองเห็นประกายของความกังวลที่แวววับขึ้นในดวงตาของอีกฝ่าย

เธอมองเห็นถึงสีหน้าอันเศร้าโศกของเคียวโบชูและยังมองเห็นถึงตัวตนที่แท้จริงว่าเคียวโบชูนั้นได้เติบโตขึ้นจากเด็กหนุ่มที่ไร้เดียงสาในตอนเด็กกลายเป็นชายหนุ่มที่แบกรับบาปไว้มากมายบนบ่าทั้งสองข้าง

 

 

เขายอมเผาไหม้ตัวเองจนกลายเป็นดั่งแสงสว่างและเปรียบได้เสมือนดั่งดวงอาทิตย์ ความแน่วแน่เที่ยงตรงของเขาแปรเปลี่ยนรังสีและสาดแสงออกมาจนเธอต้องยกมือขึ้นปกปิดดวงตาทั้งสอง

 

 

วินาทีนั้นเองที่มิสะเห็นเคียวโบชูเป็นเทพที่เธอเคารพนับถือ

เห็นเคียวโบชูเป็นอามาเทระสุของโลกที่เธอมองเห็น

 

 

 

 

 

 

.
 

.
 

.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สวนดอกท้อเป็นสวนที่ถูกสร้างขึ้นมาจากคำสั่งขององค์จักรพรรดิเพื่อให้ลูกชายของตนหรือองค์ชายลำดับที่หนึ่งโดยเฉพาะ และองค์ชายเคียวโบชูก็โปรดปรานสวนดอกท้อนั้นมากถึงขั้นที่เขาเคยนอนหลับในสวนดอกท้อนั้นเลยถ้าไม่มีงานราชการ แถมยังมีสนมเพียงน้อยคนมากที่จะได้เดินชมสวนดอกท้อนั้นและสามารถรุกล้ำเข้าไปในอาณาเขตสวนได้โดยไม่โดนเจ้าชายดุด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบของตัวเขา

 

 

แต่มิสะเป็นหนึ่งในน้อยคนนักที่องค์ชายเคียวโบชูจะยอมให้เข้าชมสวนได้ทุกเมื่อที่ต้องการและสามารถเดินในสวนพร้อมกับองค์ชายได้

 

 

มิสะรู้ตัวดีว่ามีกลุ่มคนน้อยเพียงเท่าหยิบมือที่องค์ชายไว้ใจและเธอเป็นหนึ่งในนั้นจะไม่ให้เธอเขินอายกับองค์ชายที่มีน้ำพระทัยยิ่งใหญ่กับเธอขนาดนี้ได้อย่างไร ในเมื่อเขาแสดงออกมาอย่างชัดแจ้งว่าเธอเป็นสนมที่เขาโปรดปรานมากที่สุด

 

 

เสียงอันแสนอ่อนโยนขององค์ชายเอ่ยขึ้น

 

 

"ข้าเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ถูกองค์จักพรรดิมอบความเมตตาเกินกว่าจะทดแทนให้ได้เพียงเพราะข้า...เข้าตาขององค์จักรพรรดิเท่านั้น"

 

 

เด็กหนุ่มเดินไปพลางจับมือของหญิงสาวข้าง ๆ ไว้อย่างเบามือ ทั้งสองเดินเคียงกันท่ามกลางสวนดอกท้อที่บานสะพรั่งในส่วนหนึ่งของพระราชวัง เสียงอันแสนนุ่มนวลของเขาและกลิ่นของลูกท้ออันหอมหวนทำให้มิสะเผลอหลุดไปอยู่ในภวังค์ของตัวเองชั่วขณะ

 

 

แต่เมื่อตั้งสติเรียบเรียงใจความเมื่อกี้ได้ใหม่ มิสะก็อยากจะกล่าวกับเขาว่าเรื่องนั้นไม่เป็นความจริง

 

 

นั่นไม่เป็นความจริง องค์จักพรรดิต้องการตัวของท่านเพราะความเก่งกาจ เพราะพรสวรรค์และเป็นเพราะ จิตใจอันแสนอ่อนโยนขององค์ชายต่างหากที่ทำให้ท่านเหมาะกับตำแหน่งผู้ปกครองคนทั้งปวง ถึงแม้ว่าสายเลือดของท่านจะไม่ใช่ขององค์จักรพรรดิโดยแท้จริง แต่นางอยากจะบอกว่าสายเลือดของท่านในตอนนี้สูงส่งยิ่งกว่าองค์รัชทายาทสายตรงคนอื่นมากโข

 

 

สิ่งใดกันที่ทำให้เด็กหนุ่มถึงกับตัดพ้อในโชคดวงของตนเองถึงเพียงนั้น

 

 

"ในอนาคตสิ่งที่เกิดขึ้นจะเลวร้ายมากกว่านี้ และข้าอยากจะหยุดมัน"

 

"ถ้าอย่างนั้นก็ขึ้นเป็นองค์จักพรรดิ นั่นเป็นทางที่ดีที่สุด"

 

 

มิสะไม่รู้ตัวว่าหลุดปากพูดอะไรออกไป

เธอสบสายตากับองค์ชายเคียวโบชู

 

 

แต่ทว่าในตอนนี้ใบหน้าของเขากลับแสดงความผิดหวังออกมาเต็มเปี่ยมจนเธอรับรู้ได้ว่าจากนี้ไปองค์ชายอาจไม่พอใจในตัวเธออีกแล้วและอาจอยากไล่เธอออกจากวังเมื่อใดก็ได้ในเมื่อเอ่ยวาจาขัดหูของพระองค์

 

 

องค์ชายเงียบอยู่นานสองนาน ลมที่พัดผ่านไปทำให้เส้นเกศาสีดำเหล่านั้นพลิ้วไหวราวกับคลื่นลมในคืนที่จันทราล่วงลับ
 

 

แต่แล้วชายหนุ่มก็เอ่ยขึ้นมาจากริมฝีปากเรียวบางสีแดงระเรื่อของเจ้าตัว

 

 

"ข้า... นั่นไม่ใช่วิถีของข้า"

 

 

เสียงอันสั่นไหวของเขาทำให้มิสะแปลกใจ

 

 

"ถ้าหากว่าเจ้าต้องการ ข้าจะย้ายตัวของเจ้าไปเป็นสนมของน้องชายของข้า เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงสาวที่ถูกองค์ชายหนีบัลลังก์ทิ้ง ข้าจะ... ข้าจะบอกน้องชายว่าให้ช่วยดูแลเจ้าแทนเมื่อข้าไม่อยู่"

 

 

ไม่ใช่อย่างนั้น

 

 

มิสะอยากจะกล่าวออกมาแต่กลับพูดไม่ได้
 

ในคราวที่ต้องการพูดกลับพูดไม่ได้อย่างที่คิด เธออยากจะตบหน้าตัวเองให้หันและอยากซุกดินหนีหายไปทันทีเดี๋ยวนี้

 

 

"ข้าขอโทษที่มิอาจทำให้เจ้ากลายเป็นหญิงสาวหนึ่งเดียวแห่งแผ่นดินได้ มิสะ"

 

"ไม่เพคะองค์ชาย"

 

 

หญิงสาวตอบตัดขึ้นมาในระหว่างที่องค์ชายเริ่มจะตกอยู่ในภวังค์

 

 

"ข้าจะติดตามท่านไปตลอด ไม่ว่าท่านจะว่าอย่างไร ไม่ว่าท่านจะอยู่แห่งหนใด ข้าจะคอยปรนนิบัติท่านอย่าง
ถึงที่สุด"

 

 

เคียวโบชูนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาสีดำของเขาเป็นประกายแวววับสะท้อนแสงจันทร์ เขามองหน้าหญิงสาวผู้เป็นสนมเอกของตนด้วยความที่คาดไม่ถึงเลยว่านางจะพูดออกมาอย่างนั้น

 

 

เมื่อทั้งสองตกอยู่ในความเงียบได้สักพัก องค์ชายก็ค่อย ๆ เผยรอยยิ้มของตนออกมา

 

 

“ขอบใจเจ้ามาก”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และจากนั้นมา องค์ชายก็สละตำแหน่งรัชทายาทอันดับหนึ่งของตนในน้องของตัวเองและออกไปอยู่ในที่แว่นแคว้นตำบลห่างไกลจากถิ่นเดิม แน่นอนว่ามิสะและสนมจำนวนหนึ่งเองก็ติดตามเขาไปด้วยโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

 

 

เพราะว่าองค์ชายผู้อ่อนโยนผู้นั้นได้มอบชีวิตใหม่ให้พวกเธอ เรื่องใดจะทอดทิ้งองค์ชายผู้มีพระคุณผู้นั้นในยามลำบากกันเล่า

 

 

องค์ชายหาที่อยู่ใหม่ได้บริเวณสวนท้อแห่งหนึ่งที่ชาวบ้านมอบให้และสร้างมันเป็นคฤหาสน์มิยุทามิ

 

 

 

 

 

 

เขาเฝ้ามองสวนดอกท้อที่ตนชื่นชอบเหมือนก่อนที่จะออกมาจากวังไม่มีผิดเพี้ยน ดวงตาสีถ่านของอดีตองค์ชายเป็นประกายสะท้อนกับผืนหญ้าสีเขียวในฤดูใบไม้ผลิ ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำนั่งที่เอ็นงาวะและทอดสายตามองใบไม้ที่ปลิวไปตามสายลม แน่นอนว่าผมของเขาเองก็เช่นกัน

 

 

มิสะมองภาพของชายหนุ่มนั้นด้วยดวงตาทั้งสองคู่ของตนเอง ช่างเป็นภาพที่สวยงามและหาได้ยากยิ่งนักจากสมัยที่องค์ชายเคยอยู่ในวัง

 

 

 

 

.

.

.

 

 

 

 

 

 

เธอเคยถามเหตุผลกับองค์ชายว่าเพราะเหตุใด ทำไมจึงได้โปรดปรานดอกท้อมากถึงเพียงนี้

ในครานั้นเธอจำได้ว่าองค์ชายนิ่งเงียบอยู่นานจนเธอเป็นกังวล แต่แล้วในที่สุดเขาก็ตอบออกมา

 

 

ดวงตาสีดำที่เป็นประกายนั้นจ้องมองลึกลงไปถึงจิตใจอันเต็มไปด้วยความฟุ้งซ่านของมิสะ คำตอบของชายผู้นั้นซึมลึกลงไปถึงก้นบึ้งของหัวใจของว่าที่หญิงสาวที่เขาสนิทด้วยที่สุด

 

 

“ข้าชอบสวนดอกท้อเพราะเมื่อมองเห็นและได้กลิ่น ดวงใจภายใต้อกของข้าก็เกิดความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา ราวกับว่าข้าคุ้นเคยกับที่แห่งนี้ ราวกับว่าข้าเคยได้ชื่นชมสวนแบบนี้เมื่อนานมาแล้ว และข้าคิดว่านั่นเป็นความทรงจำก่อนที่ข้าจะจำหน้าของพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเองไม่ได้อีก”

 

 

เขาหัวเราะเล็ก ๆ ก่อนที่จะหันไปเด็ดดอกไม้ลงมาจากต้นท้อ

 

 

“แต่ไม่ใช่ว่าข้าจะถวิลหาแต่ความทรงจำในครั้งเก่า แต่ส่วนหนึ่งมันเป็นเพราะว่าสวนดอกท้อดั้งเดิมที่พระราชวัง ท่านพ่อและท่านแม่ที่เก็บข้าไปเลี้ยง ผู้ที่มีพระคุณอย่างหาที่สิ้นสุดมิได้ทั้งสองได้มอบสวนนี้้แก่ข้า ข้าจึงคอยหวงแหนสิ่งนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร การที่ข้าได้สวนดอกท้อนี้มาอีกครั้งก็เพื่อระลึกถึงพวกเขา”

 

 

มิสะจ้องมองดอกท้อสีชมพูสดในมือของชายหนุ่มผมสีดำ เขาค่อย ๆ โน้มตัวลงมาและทัดมันลงข้าง ๆ หูของตัวเธอ

 

 

“ที่นี่เปรียบเสมือนจิตใจของข้า เป็นบ้านของข้า เป็นสถานที่แห่งเดียวที่ทำให้ข้าสบายใจ”

 

 

เขาหลับตาลงก่อนจะมองขึ้นไปบนท้องฟ้าครามที่เต็มไปด้วยหมู่มวลเมฆสีขาวลอยล่อง

 

 

“เช่นเดียวกันกับตัวของเจ้า มิสะ เจ้าคือหญิงสาวเพียงคนเดียวที่ข้าพอใจ”

 

 

ใบหน้าของหญิงสาวขึ้นสี รู้สึกได้ถึงความร้อนวาบที่แล่นไปทั่วใบหน้าจนลามไปถึงคอ

เธอก้มหน้าลง มือของอดีตองค์ชายยกขึ้นมาจับกับมือของเธอและเดินนำพาหญิงสาวกลับไปที่เรือนคฤหาสน์ ในระหว่างทางที่เดินกลับไปนั้น เคียวโบชูได้พูดขึ้นมา

 

 

“ข้าอยากจะฝากสถานที่แห่งนี้ไว้ให้เจ้าดูและรักษา เพราะว่าข้าอาจจะไม่ได้กลับมาอีกแล้ว”

 

 

มิสะเลิกคิ้วขึ้น

 

 

“หมายความว่าอย่างไร…”

 

 

ดวงตาสีนิลคู่นั้นหลบตาของเธอ เขาตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มที่เธอรับรู้ได้ว่าสร้างขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความไม่สบายใจและเพื่อไม่ให้เธอเป็นกังวล

 

 

“ข้าจะไปทำธุระในที่ที่ไกลไปจากที่นี่มาก และการเดินทางอาจใช้เวลานานมากยิ่งกว่าที่ข้าคิด” 

 

 

ชายหนุ่มตอบเพียงเท่านั้นและไม่ได้พูดอะไรเพิ่มมาอีก มิสะเองก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม แต่ทว่าคำตอบที่อดีตองค์ชายให้ไว้ยังคงค้างคาอยู่ในใจ

 

 

 

 

 

.

.

.

 

 

 

 

 

คฤหาสน์มิยุทามิในคราวต่อมาหลังจากที่องค์ชายหายไป มันก็ถูกทำลายลงด้วยฝีมือของอสูรร้ายที่หวังจ้องทำร้ายองค์ชายเคียวโบชูมาเนิ่นนาน จนคฤหาสน์ที่สวยงามและสวนดอกท้อเหล่านั้นที่องค์ชายโปรดปรานพังราบเป็นหน้ากลอง ไม่เหลือสิ่งใดไว้ มีเพียงแค่ชุดที่ถูกห่อไว้ด้วยผ้าที่ถูกส่งมาโดยไม่มีแม้กระทั่งจดหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บอกกล่าวตัวตนของผู้ส่ง

 

 

มิสะถอดห่อผ้านั้นออก และเมื่อสายตาสบเข้ากับสิ่งของที่อยู่ในนั้นหญิงสาวก็ถึงกับต้องยกมือของตนเองขึ้นมาปิดปากด้วยความตกใจ ซึ่งมันคือชุดคาริกินุสีทองที่องค์ชายเคียวโบชูใส่ก่อนที่จะหายไป

 

 

ชุดยังคงอยู่ แต่แล้วเหตุใดร่างของคนจึงหาย? มิสะคิดในใจ

หญิงสาวทำได้เพียงแค่กอดชุด(ที่องค์ชายถึงแม้ว่าบัดนี้จะเขาจะกลายเป็นหญิงสาวงดงาม)เคยสวมและร่ำไห้กับมัน

 

 

ถึงตอนนี้ความลับที่ว่าองค์ชายรูปงามผู้นั้นเป็นผู้หญิงจะถูกเปิดเผยออกมาแต่ความรักที่เธอมีให้องค์ชายก็มิได้เปลี่ยนไป

 

 

เธอยังคงคิดถึงวันที่เคยชมจันทร์และวันที่ได้สนทนาเป็นครั้งแรกกับเด็กหนุ่มที่แท้จริงแล้วในตอนนั้นเป็นเพียงแค่เด็กสาวคนหนึ่งได้ขึ้นใจ 

 

 

เคียวโบชูทิ้งมิสะไว้เพียงแค่ลูกศิษย์คนหนึ่งที่อดีตองค์ชายรับมาเลี้ยง

ไม่มีวันใดเลยที่มิสะมองหน้าของเด็กสาวคนนั้นแล้วจะไม่เห็นเงาของมิยุ เคียวโบชูซ้อนทับ
 

 

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ ปลาปักเป้าเรืองแสง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น