Somebody to you : MarkMin #ไม่เซมมม

ตอนที่ 4 : 4th. Chopin - Minute Waltz

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    27 มิ.ย. 61

4th. Chopin - Minute Waltz

'Why do I smile like this, My heart beats fast'


    

Renjun_Injun : ทำอะไรกับพี่มาร์คไปบ้าง บอกด้วย <3

     ผมได้รับข้อความที่น่าหมั่นไส้ที่สุดในโลกของไอ้จวิ้น อารงอารมณ์ศิลปินอะไร ไม่มีแล้ว ตอนนี้อยากจะโบกหัวเพื่อนตัวดีซักที่สองที บังอาจโกหกว่าจะไปเข้าห้องน้ำแล้วแอบหนีไปก่อนแล้วทิ้งผมไว้กับเจ้าพี่มาร์ค

     ระหว่างที่ผมกำลังเดินกลับห้องเรียนของตัวเองเสียงแจ้งเตือนแชทก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับมาจากคนที่ผมไม่รู้จัก

Mxrk Lxx เพิ่มคุณเป็นเพื่อน

     หืม..... ใครวะ

Mxrk Lxx : นี่พี่มาร์คนะ พี่ได้ไลน์เรามาจากน้องเฉินเล่อ

     ไอ้เฉินเล่อออออออออออ
     ผมรีบกดเข้าที่หน้าสนทนาทันที แล้วพิมตอบลับไปด้วยความโมโห

NAJAM : ใครครับ ไม่รู้จัก

    
แล้วผมจึงกดบล็อกเขาทันที ไอ้เล่อนะไอ้เล่อ คนเขาไม่ให้แล้วยังจะแอบเอาไลน์เพื่อนไปให้ คนอื่นอีก นิสัย........

     เมื่อรีบเดินมาจนถึงห้องเรียนของตัวเองผมก็เก้าเท้าเร็วๆไปหาไอ้เพื่อนตัวดี โดยที่มันได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆมาให้ แต่ก่อนที่ผมจะได้ทำอะไรมัน เสียงออดเข้าเรียนก็ดังขึ้นซะก่อน ทำให้ผมทำได้แค่ส่งสายตาบอกมันไปว่า

     'เลิกเรียนแล้ว เมิงเจอกู...'
    
     พอถึงเวลาเลิกเรียนผมก็เลยกะจะไปซัดกบาลไอ้เพื่อนคนนี้ แต่พอเจอหน้ามัน มันก็ยิ้มกรุ้มกริ่มให้ผมแล้วก็หยิบกล่องมาการองร้านขนมไอรีนที่ราคาแพงเท่าข้าว 3 มื้อมาเซ่น จริงๆไม่อยากจะรับสินบนแบบนี้หรอกนะ แต่ถ้าไม่รับไว้เพื่อนคงจะเสียใจเนอะ ไม่อยากทำร้ายความรู้สึกเพื่อน อิอิ

     พอผมรับขนมมาเก็บใส่กระเป๋าไปยังไม่ทันได้หายใจออก ไอ้เล่อกับไอ้จวิ้นก็พุ่งตัวเข้ามา
กึ่งบังคับกึ่งถามไถ่เรื่องเมื่อวานของผมกับพี่มาร์ค ส่วนไอ้โน่ที่นั่งอยู่ใกล้ๆก็เอียงหูมาจนจะชนตูดไอ้เล่ออยู่แล้ว แหมมมมมมม พร้อมหน้าเลยนะพวกเมิงงงงงง  เรื่องคนอื่นล่ะขี้เผือกกันพร้อมหน้าเลยนะไอพวกนี้

     ผมจึงเล่าให้พวกมันฟังอย่างหมดเปลือกว่าพี่มาร์คทำอะไรบ้าง พวกมันจะได้ไม่ต้องมาเซ้าซี้ถามผมอีก พอได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว เพื่อนสนิททั้งสามของผมก็นั่งยิ้มกรุ้มกริ่มแบบโคตรน่าเตะเลย

     "พรุ่งนี้แจมต้องไปซ้อมเปียโนนะ" เล่อพูดด้วยใบหน้ายิ้มกรุ้มกริ่ม

     "เค้าก็ไปทุกวันอยู่แล้วป่ะ" ผมตอบอย่างไม่ค่อยเข้าใจนักว่า ทำไมเฉินเล่อถึงพูดกับผมแบบนี้

     "ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของคนสองคนเถอะ" คราวนี้เหรินจวิ้นพูด แล้วเอื้อมมือไปกุมมือเฉินเล่อ มันสองคนมองตากัน แล้วเปลี่ยนมามองผม ด้วยสายตาาเอ็นดูอย่างหยาดเยิ้ม แต่น่าถีบมากในสายตาผม

     "ถ้าพวกเอ็งหมายถึงเรื่องพี่มาร์คล่ะก็ หุบตูดไปเลยนะเว่ย ให้ตายเรื่องแบบนั้นก็ไม่มีทางเกิดขึ้นหรอกโว้ย!" ผมโวยวายใส่มัน

     "เรื่องแบบไหนหรอจ๊ะ" เพื่อนรักตาตี่ของผมยิ้มจนหน้ามันยิ่งเหมือนแป๊ะยิ้มไปอีกเท่าตัว ด้วยความหมั่นไส้ผมเลยดีดกระโกลกมันสามคนไปคนละที

     "วอท!!!! ไอ้แจมกูเกี่ยวอะไร" เจโน่โวยผมเพราะมันยังไม่ได้พูดอะะไรเลยซักคำแต่ดันโดนด้วยซะงั้น ส่วนไอ้ตัวการอีกสองคนร้องโอดโอยหน้าบูด

     "ไม่รู้ กูหมั่นไส้" โน่หยาบมาแจมหยาบกลับนะครับ ผมส่งยิ้มหล่อๆ ให้มันทีนึง

     พอหมดเรื่องจะพูดกันแล้วผมเลยรีบขอตัวกลับบ้านเพราะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเวลาในการซ้อมเปียโนของผมลดลงไปหนึ่งเท่าตัว เพราะมีวงดนตรีร็อค-ป๊อปที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวานมายึดห้องผมไป ผมเลยต้องรีบกลับมาซ้อมที่บ้านแทน

     ทำไมวันนี้มันช่างวุ่นวายจังเลยครับ แจมแจมล่ะปวดหัว พอกลับถึงบ้านล่ะอยากจะรีบเดินขึ้นห้องแล้วนอนหลับบนที่นอนนุ่มๆของตัวเองไปเลย แต่ทำได้แค่คิดเท่านั้นแหละครับ เพราะสิ่งที่สามารถทำให้ผมผ่อนคลายได้มากที่สุดคือการเล่นเปียโน

     วันนี้ผมกะจะเล่นเพลง Liszt - Etude en douze exercise no.9 ซักหน่อย เพราะมันเป็นเพลงที่ฟังแล้วทำให้ผมรู้สึก หายเหนื่อย หายเครียด หายกังวลกับเรื่องในอดีต แล้วปักหลักอยู่กับปัจจุบัน เป็นเพลงที่เพราะๆมากๆเลย


     เฮ้อ!!!! แล้วสรุปเป็นไงล่ะแจมิน เล่นเปียโนจนแทบไม่ได้นอน ผ่อนคลายจนต้องมานั่งเครียดตอนเช้าเนี่ย!!!

     เมื่อคืนพอผมลองเล่นเพลงนั้น เลยลองหาเพลงอื่นๆที่น่าจะช่วยผ่อยคลายได้อีก พอเจอเพลงที่น่าสนใจเลยลองฟังแล้วลองเล่นดูครับ แล้วผมก็หาเพลงอื่นๆอีก เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เล่นเปียโนเพลินมาก จนมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนเกือบตี 5.... แล้วทำไงล่ะ อีกชั่วโมงกว่าๆก็ต้องอาบน้ำไปเรียนแล้ว ผมเลยอาบน้ำแต่งชุดนักเรียน แล้วมานั่งหลับที่โวฟาห้องนั่งเล่นแล้วเปิดเพลงคลาสสิคเบาๆแทน ข้าวเย็นก็ไม่ได้กิน เมื่อคืนจำได้ว่าแม่ก็มาเรียกผมลงไปทานเข้าเย็นนะครับ พอผมขออีก 5 นาทีก็เลยไปจนตี 5 เลย

     ผมเป็นแบบนี้บ่อยครับเล่นเปียโนจนลืมกินข้าวเย็น แต่ไม่เคยเล่นจนลืมนอนไง

     ไม่นานแม่ผู้บังเกิดเกล้าก็ลงมาทำกับข้าวแล้วอุทานคุณพระช่วยเสียงดัง เมื่อเห็นเด็กผู้ชายนั่งหันหลังอยู่บนโซฟาพร้อมเสียงดนตรีคลาสิคหลอนๆ ท่านคงคิดว่าผมเป็นผีบ้านผีเรือนที่สิงเปียโนแน่ๆ

     ตอนนี้เลยต้องมานั่งขอบตาดำเป็นแพนด้ากุมขมับ สารภาพผิดให้โดนแม่บ่นเรื่องนั่งเหมือนผีกับเรื่องไม่ได้นอน อยู่แบบนี้

     แต่เวรกรรมของผมก็ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อมาถึงโรงเรียน ก็โดนไอพวกเพื่อนรัก มันขำเป็นบ้าเป็นหลังแล้วถ่ายรูปประจาญลงเฟสเมื่อเห็นหน้าตาคนไม่ได้นอนของผม แต่เวรกรรมที่หนักหนาสาหัสที่สุดของผมก็คือ ก่อนจะเลิกแถวครูก็เรียกนักเรียน ม.4 ทุกคนไปนั่งบนแสตนแล้ว สั่งให้มาซ้อมสเต็ปมือเพื่อต้อนรับ ใครไมรู้ มาเยี่ยมโรงเรียน
(หลับอยู่ไม่ได้ฟัง)

     ไม่เข้าใจทั้งครูทั้งผอ. เลย ว่าทำไม่ต้องมาซ้อมวันที่ผมไม่ได้นอน และแดดนี่ก็แรงอย่างกับย่างหมูกระทะบนเตาไม่มีผิด ผู้หญิงข้างๆนี่ก็ทำมือดีๆดิครูเขาบอกให้ซ้อมใหม่ตั้งแต่เริ่มเพราะเธอเลยนะเว่ย!! ผมนี่แทบจะไปตวาดใส่แต่ตอนนี้ไม่มีแรงเหลือแล้ว กิจกรรมนี้ลากยาวไปจนถึงพักกลางวัน

     ไม่ไหวแล้ว... วันนี้มันเหนื่อยเหลือเกิน เป็นกิจกรรมที่โคตรสูบพลังชีวิตเลย ถ้าทำนานกว่านี้ซัก 10 นาที ผมว่าผมคงจะหลอมละลายกลายเป็นน้ำไหลลงท่อนำ้ทิ้งไป คุณจะไม่ได้เจอนาแจมินอีกแล้ว แต่โชคดีที่นักเรียนม.4โรงเรียนเราสมาธิสั้นตั้งใจทำไปได้ชั่วโมงกว่าก็แห้งเหี่ยวกันหมดแล้ว ครูเลยปล่อยเด็กไปกินข้าวได้ซักที

     ส่วนผมในตอนนี้อยากจะอ้วกมากกว่ากินข้าวซะอีก ผมเลยบอกเพื่อนว่าจะมานอนเล่นห้องเปียโน ซึ่งมันก็ไม่ได้คันค้านอะไรมากเพราะ ผมก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เลยผอมกระหร่องจนอีกนิดจะเรียกว่าคนขาดสารอาหารแบบนี้

     ผมเปิดประตูเข้ามาด้วยท่าทีอ่อนแรง แล้วเดินเซๆไปฟุบหน้าลงกับแขนเรียวของตัวเองบนอัพไรท์เปียโนใกล้ๆ ถ้าใครมาปลุกล่ะก็จะสาปแช่งให้ทรุดแล้วยืนไม่ขึ้นเลย

     คิดยังไม่ทันขาดคำก็มีเสียงเปิดประตูทำให้ พร้องมกับเสียงเท้าใครบางคนเดินเข้ามา แล้วปิดประตูลงอย่าแผ่วเบา

     ผมขอเดาว่าคนคนนั้นคงเป็นใครซักคนจาก The City มาเอาของเหมือนพี่มาร์คเมื่อวาน ขอโทษนะแต่ตอนนี้ไม่มีแรงหันไปว่าเหมือนเมื่อวานแล้วแล้ว

     จะว่าไปแล้ว.... เมื่อวานพี่มาร์คบอกว่าจะมา หรือพี่มาร์คจะมาจริงๆ

      ผมเลยเอียงคอไปมองตรงฝั่งของ The City ช้าๆ แต่ก็ไม่พบใครในห้อง

     ไม่ใช่ว่าผีหลอกใช่มะ.... เมื่อเช้าผมไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งผีหลอกนะ...อย่าทำอะไรผมเลยนะครับ.....

     แล้วผมก็ได้ยินเสียงว่ามีคนนั่งลงบนเก้าอี้เปียโนอีกหลังที่ตรงข้ามกับที่ผมนั่ง แต่ด้วยร่างกายที่อ่อนเพลียมากผมเลยเลิกสนใจแล้วหลับต่อ


     "I hope you can hear it..." คนเป็นพี่พึมพำกับตัวเองเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน

     เสียงกีต้าร์ค่อยๆบรรเลงขึ้นช้าๆ เป็นทำนองเพลง จากนั้นเสียงนุ่มๆของอีกหนึ่งชีวิตในห้องนี้ก็ร้องออกมาเป็นเพลงภาษาอังกฤษที่ผมไม่รู้จัก เสียงนั้นทำให้ผมเผลอเคลิบเคลิ้มจนหลุดยิ้มออกมา

     ***กรุณาเปิดเพลง Shout about it - The Vamps เพื่ออรรถรส และความเขินแบบทวีคูร***

      Beneath the window and the water that's in your eyes
      That's where I know you're hiding.
     
พี่รู้นะว่าเธอน่ะซ่อนตัวเองอยู่ ภายใต้หน้าต่างและน้ำตานั่น

      There's a smile that could light up a thousand lives
      And you need reminding.
     
ต้องมีใครซักคนไปบอกเธอหน่อยว่า มีรอยยิ้มๆหนึ่งที่สามารถเป็นแสงสว่างให้กับพันชีวิตได้เลยนะ

        Tell me your fears, don't let 'em live a life alone
        Let me share the burden.
       
ให้ผู้ชายคนนี้ช่วยแบ่งเบาภาระนะ บอกพี่นะว่าเธอกลัวอะไร อย่าใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวคนเดียวเลย

        'Cause here beside you there's a man you better know know know

       เพราะที่ข้างๆเธอมีคนที่เธอรู้จักมากกว่าใคร

        Who you can confide in
        คนที่เธอจะเชื่อใจได้


    
ให้ตายเถอะ ไม่รู้ทำไม่ผมถึงได้แต่แอบยิ้มเมื่อได้ยินเสียงนุ่มๆของผู้ชายคนนี้ และเสียงกีต้าร์ช้าๆที่เล่นเป็นจังหวะหวานๆ ความหมายของเพลงให้ความรู้สึกเหมือนพี่กำลังจะขอใครซักคนเป็นแฟนเลยอ่ะ นี่อาจเป็นเพลงป็อปเพลงแรกที่ผมไม่ได้มีความรู้สึกเกลียดมันเลยล่ะมั้ง


        I'm so sorry I can't stop myself from staring at you
        When you're tired and blue, my dear.
        ขอโทษนะที่รัก ในยามที่เธอเหนื่อยและเสียใจ พี่หยุดจ้องเธอไม่ได้เลยซักครั้ง

        It's just any reason I get to be closer to you,
        นี่แหละเหตุผลที่พี่พยายามจะสนิทกับเธอ

        Ooh, I'm gonna shout about it,
        No, I'm gonna shout about it,
        No, I wanna shout the loudest.
        แต่เดี๋ยวพี่จะตะโกนดังๆบอกเธอเอง

    
ตอนนี้ผมไม่สามารถเงยหน้าขึ้นมาได้ เพราะแก้มทั้งสองข้างของผมทั้งร้อนและต้องแดงมาแน่ๆ เจ้าปากนี่ก็หุบยิ้มซักทีสิ ยิ้มอะไรนักหนาเมากาวรึไง โธ่เอ๊ย!!! พี่เขาจะรู้มั้ยนะว่าเสียงนุ่มๆของพี่มันเข้ากับเสียงกีต้าร์นั่นขนาดไหนอ่ะ
ทำไมพี่ต้องมาร้องเพลงแบบนี้ตอนนี้นะ พอเราอยู่กันแค่สองคนแบบนี้ผมก็เผลอเข้าข้างตัวเองว่าเพลงนั่นพี่ร้องให้ผมน่ะสิ!!

     เจ้าพี่มาร์คแบบนี้ใจมันก็เข้าใจผิดหมดน่ะสิ พี่ไม่มีทางชอบผมหรอก ก็เราต่างกันขนาดนี้ ไม่เห็นมีตรงไหนเข้ากันได้เลย

     ใจผมนี่ก็เต้นแรงซะยิ่งกว่ามาสคอตฟุตบอลโลกอีก เดี๋ยวพี่เขาก็ได้ยินหรอก!! เต้นให้มันเหมือนปกติซิ

     พอเสียงเพลงเงียบลงผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของอีกคนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วก็มีมือหนาของใครบางคนมาลูบกลุ่มผมนุ่มของผมอย่างอ่อนโยนราวกับสิ่งตรงหน้านี้ช่างเปราะบางเหลือเกิน กลัวว่าจะแตกหักเพราะฝีมือเขา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นมือของคนที่เพิ่งร้องเพลงจบเมื่อกี้ แล้วเจ้ามือแสนซนนั่นก็ย้ายมาลูบใบหูเล็กๆของผมที่โผล่พ้นแขนของตัวเองจนต
อนนี้หูผมร้อนและแดงไปหมด จากนั้นผมก็ได้ยินเสียงเปิดประตูและปิดมันเบาๆ คาดว่าคนเปิดอาจจะกลัวผมตื่น

     มาทำแบบนี้ทำไมกัน หมั่นไส้กันหรอ หรือจะแกล้งกัน ผมไม่เข้าใจทั้งสิ่งที่พี่มาร์คทำ หัวใจที่เต้นแรงจนจะหลุดออกมาข้างนอกของผม ใบหน้าแดงก่ำที่ไม่สามารถหุบยิ้มนี้ลงได้  และใบหูที่ร้อนและแดงจากการสัมผัสอย่างอ่อนโยนของคนพี่

     แต่ที่แน่ๆตอนนี้ ผมไม่สามารถข่มตาลงหลับได้ทั้งๆที่ร่ายกายอ่อนเพลียเหลือเกิน แต่หัวใจกลับกระสับกระส่ายอยู่ไม่สุข


     คนที่ชื่อ มาร์ค ลี นี่ช่างอันตรายต่อร่ายกายและหัวใจของ นา แจมิ เหลือเกิน












โอ้มายกอดดดด
ไม่รู้จะเขียนอะไร555
เอาเป็นว่าต้องฟังเพลง The Vamps - Shout about it นะ
มันเขินมากอ่ะเธอ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

6 ความคิดเห็น