สามี ท่านไม่ควรหวาดกลัวข้า

ตอนที่ 5 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 399
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    28 พ.ย. 61

บทที่ 4
ค่ำคืนหนึ่งในคิมหันต์


          เซียวหลงอิงนิ่งค้างอยู่ในท่วงท่าค้อมกายอย่างนอบน้อม เม็ดเหงื่อเย็นผุดพรายตามกรอบหน้ากลิ้งลงสู่ปลายคางมนก่อนหยดลงพื้น ความเงียบกินเวลาเพียงสามลมหายใจ ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยร่างอรชรในชุดสีชาดที่เปิดประตูเข้ามา ม่านฝูหรงชะงักเล็กน้อยกับภาพเบื้องหน้า นางเดินถือจานกระเบื้องเนื้อดีสีขาวขาบด้านในมีขนมสีอ่อนสองสามชิ้นวางอยู่ เท้าเล็กๆก้าวมาหาเซียวหลงอิงที่ยังยืนนิ่งค้อมกายในห้องรับรอง นางกวาดสายตามองโดยรอบอย่างรวดเร็วแวบหนึ่ง แล้วมองใบหน้ากระอักกระอ่วนของเซียวหลงอิงจึงคาดเดาได้ถึงบางสิ่ง

          "ศิษย์พี่เซียว ขนมเจ้าค่ะ" เสียงอ่อนหวานดังขึ้นข้างกายทำลายบรรยากาศที่ชวนอึดอัด เซียวหลงอิงลอบถอนหายใจเบาๆ ส่งสายตาเป็นเชิงขอบคุณให้ม่านฝูหรง คิดในใจว่าตนเลือกคนไม่ผิด อย่างน้อยม่านฝูหรงยังคงพอคาดเดาอาการของเขาได้บ้าง เซียวหลงอิงรับคำขยับกายนั่งลงที่เดิมมือเรียวหยิบขนมใส่ปากกัดกินไม่กล่าวสิ่งใด บรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนแปลกๆอบอวลไปทั่วห้อง

          "จริงสิ ข้าว่าจะลงใต้หาของขวัญสักชิ้นให้เจ้าทั้งสองคน พี่ใหญ่ ท่านจะไปกับข้าด้วยหรือไม่" เป็นไป๋มู่ที่เปิดปากขึ้นมาก่อน ความอึดอัดเมื่อครู่พลันปลาสนาการไป สีหน้าของแต่ละคนจึงเริ่มผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง หลี่เว่ยโคลงศีรษะรับคำก่อนหันไปสั่งการกับหลี่เทียนหลงที่นั่งข้างกาย

          "เทียนหลง เจ้านำของสิ่งนี้ไปส่งที่สำนักคุ้มภัยทางใต้ พ่อยังมีเรื่องที่ต้องพูดคุยหารือกับท่านอาทั้งสองของเจ้าอีกไม่น้อย ฝากทักทายผู้คุมสำนักแทนพ่อด้วย" หลี่เว่ยวางกล่องไม้มะเกลือขนาดเท่าฝ่ามือลงบนโต๊ะ เนื้อไม้สีเข้มมันวาวสลักลวดลายอสรพิษเลื้อยพันไปมารอบกล่อง ลวดลายเกล็ดเห็นชัดลำตัวอ่อนช้อยดวงตาดุดันคล้ายอสรพิษของจริง 

          เซียวหลงอิงมองของสิ่งนั้นเพียงชั่วครู่ก็ละความสนใจ เขาคว้าตะเกียบที่ม่านฝูหรงนำมาให้ใหม่ลงมือกินข้าวที่เหลืออยู่เงียบๆ ในใจคิดปล่อยวางทุกสิ่งให้มันดำเนินไปตามทางของมัน เพียงแค่เกี่ยวดองกับชายแปลกหน้าผู้หนึ่ง คงไม่มีสิ่งใดเลวร้ายเท่าใดนัก

          "อิงเอ๋อร์ ในเมื่อเจ้าไม่มีสิ่งใดต้องทำ ไยไม่นำทางให้หลงเอ๋อร์เสียเล่า หลงเอ๋อร์ไม่ชินกับเส้นทางภายในเมืองหลวงให้ไปไหนมาไหนลำพังช่างอันตรายนัก" ฟางหมิงกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแววตาพร่างพราย คล้ายเขาจะพยายามตีสีหน้าเป็นห่วงแต่ก็ไม่สามารถเก็บอาการรื่นเริงของตนเองได้ สีหน้าเลยดูน่าขันจนเซียวหลงอิงเผลอสำลักข้าว

          ดวงตาเรียวโตนัยน์ตาดอกท้อเป็นประกายลวงใจผู้คนมองบุรุษที่จะเป็นอันตรายหากเดินในเมืองหลวงเพียงลำพัง คนที่มีสีหน้าหล่อเหลาแต่ตายด้าน ผิวซีดเซียวคล้ายคนขาดเลือด ร่างกายหนั่นแน่นสมส่วนไม่หนาไม่บาง ทั้งยังดวงตาเลื่อนลอยที่ลอบมองมาทางเขาเป็นพักๆ เซียวหลงอิงหันไปประสานสายตากับฟางหมิงเป็นนัยๆ 'เจ้าตัวนี้น่ะหรือจะเป็นอันตราย! ใช่ว่าต้องห่วงผู้คนโดยรอบจะเป็นอันตรายมากกว่าหรือไม่!!'

          รอยยิ้มกว้างมองเห็นซี่ฟันเรียงตัวสวยประดับอยู่บนใบหน้าของฟางหมิงเป็นการตอบรับ หนวดเคราครึ้มกระดิกไปมาราวมีชีวิต เซียวหลงอิงลอบขนลุกกับภาพเช่นนั้นก่อนจะถอนหายใจ เขาหันไปมองหลี่เทียนหลงที่ลอบมองมาทางเขาพอดี "ขอข้ากินข้าวก่อน ได้หรือไม่"

          หลี่เทียนหลงกำจอกสุราที่ฟางหมิงรินให้ในมือแน่น สบนัยน์ตาดอกท้อระยิบระยับที่มองมาทางเขานั่นในอกก็เต้นระรัวดั่งกลองศึก เขาโคลงศีรษะรับคำ ในใจเอาแต่กู่ร้อง 'อิงเอ๋อร์คุยกับข้า!! อิงเอ๋อร์คุยกับข้า!! อิงเอ๋อร์คุยกับข้า!!' 

          ความรุ่มร้อนในคิมหันต์ฤดูมากองรวมบนใบหน้าของหลี่เทียนหลงอีกครั้ง

          เสียงถอนหายใจสามสายประสานเสียงเป็นหนึ่งเดียว สามผู้อาวุโสลอบมองตากันลับๆ ต่างลอบพยักหน้าเห็นด้วยกันในใจ อาการทางใจของบุตรชายประมุขศาลากระบี่ชุนเฟิงหนักหนาสาหัสนัก!

          เซียวหลงอิงมองแก้มสีซีดที่ซับสีแดงจางๆของหลี่เทียนหลง มันดูคล้ายผลเถาจื่อ(ลูกท้อ)อยู่บ้าง ดูน่ากัดกินยิ่งนัก เขาคีบกับข้าวเข้าปาก กัดขนม จิบชา ทำสลับกันเช่นนี้ไปเรื่อย บางครั้งสายตาก็มองไปทางหลี่เทียนหลง หลายคราที่เห็นคนกำลังมองมา พอประสานสายตา อีกฝ่ายจะรีบหลุบตามองจอกสุราในมือพวงแก้มขึ้นสีอ่อนๆ เซียวหลงอิงกระตุกยิ้มมุมปากเป็นระยะ รู้สึกสนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง

.
.
.
.

          อากาศยามค่ำคืนไม่ชวนให้จรรโลงใจนัก แม้จะมีสายลมพัดมาเรื่อยๆแต่ก็มิได้ช่วยคลายความร้อนอบอ้าวรอบกายแม้สักเสี้ยว เซียวหลงอิงขยับพัดในมือเป็นจังหวะ แพรไหมสีดำเงางามร่ายรำล้อสายลมอุ่นเคลียคลออยู่บนลาดไหล่ คิ้วเข้มเรียงตัวสวยดุจพู่กันวาดขมวดเป็นปม ใบหน้างดงามเจือความขุ่นมัวไว้หลายส่วน

          หลี่เทียนหลงกวาดสายตามองภาพนั้นอย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง ใจในให้ร้อนรนว่าคนข้างกายจะขุ่นเคืองใจเรื่องใดหรือไม่ ครั้นจะสรรหาสิ่งใดมาคลายอารมณ์ให้อีกฝ่าย ก็คล้ายสมองมิอาจทำงานได้อีกต่อไป ยิ่งครุ่นคิดเท่าไรก็มิอาจหาวิธีการที่ดีใดๆได้ รอยย่นเล็กๆผุดขึ้นตรงหว่างคิ้วเข้ม เหตุใดจึงยากเย็นถึงเพียงนี้ 

          ต่างฝ่ายต่างจมอยู่กับตนเองมิได้เปิดปากสนทนาสิ่งใดต่อกัน

          เซียวหลงอิงมองเส้นทางที่สว่างไสวด้วยแสงโคมแสงตะเกียงจากร้านรวงสองข้างทาง ยามไฮ่(21.00-22.59 น.)แล้ว ผู้คนก็ยังมีให้เห็นประปราย เส้นทางนี้เป็นถนนจูเชวี่ยมุ่งลงทิศใต้ของเมืองหลวง ส่วนใหญ่แถบนี้จะเน้นค้าขายผ้าไหมพับ สมุนไพร และร้านตัดเสื้อ ทั้งยังค้าขายเครื่องประทินโฉมที่มีราคาถูกที่สุดจนถึงแพงที่สุด ยามกลางวันจะเห็นเหล่าคุณหนูในห้องหอ หรือฮูหยินตระกูลต่างๆเดินอวดโฉมกันไปมา คล้ายสวนบุปผางดงามสดใสดูละลานตา 

          มองผู้คนที่อยู่ตามรายทางไปเรื่อย อารมณ์ขุ่นมัวเพราะอากาศร้อนเริ่มเจือจางไปบางส่วน เซียวหลงอิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนมาทำอะไรที่ถนนจูเชวี่ยแห่งนี้ เขาได้ส่งม่านฝูหรงกับเคออวิ๋นอวี้ไปที่จวนตระกูลเซียวเพื่อแจ้งแก่มารดาก่อนแล้ว ยามนี้จึงเหลือเพียงเขากับหลี่เทียนหลงแค่สองคน ดวงตาเรียวโตเหลือบมองบุรุษข้างกายที่สูงกว่าเขาอยู่เกือบสี่ชุ่น* เซียวหลงอิงก็ใช่ว่าจะเป็นคนต่ำเตี้ยเช่นไรความสูงของเขานั้นก็เกือบแปดฉื่อ*เสียด้วยซ้ำ เห็นดังนั้นก็ให้หงุดหงิดใจอยู่บ้าง

          "สำนักคุ้มภัยของเจ้าอยู่ที่ใด" น้ำเสียงเรียบเรื่อยขัดกับอารมณ์ของเซียวหลงอิงเอ่ยถาม ร่างกายหลี่เทียนหลงสะดุ้งเล็กน้อยจนแทบไม่อาจมองเห็น แต่เป็นเพราะสายตาของเซียวหลงอิงดีเกินไป อากัปกิริยาชวนขันเลยถูกดวงตาคู่งามกวาดเก็บไปทั้งหมด คนถูกถามทำมือไม้เก้งก้าง ผิวขาวซีดซับสีจางๆแทบมองไม่เห็น

          "หัวมุมถนนตรงร้านเถ้าแก่หวง" เสียงนุ่มทุ้มดุจลมวสันต์ดังแผ่วจางในยามค่ำคืน คิ้วเข้มเรียวสวยของเซียวหลงอิงเลิกขึ้น คนผู้นี้มีเรื่องชวนให้เขาแปลกใจได้เรื่อยๆ ทั้งมือที่งดงามจนไม่อยากละสายตาคู่นั้น พวงแก้มซีดเซียวที่จะขึ้นสีทุกครั้งที่มีปฏิสัมพันธ์กับเขา อาการตกประหม่าเขินอายชวนขบขันน่าหยอกเย้า ทั้งยามนี้คนยังมีสุ้มเสียงชวนให้เคลิบเคลิ้ม

          เซียวหลงอิงหยุดฝีเท้ากระทันหัน ใบหน้างดงามก้มลงต่ำจนเส้นไหมสีดำนุ่มลื่นบดบังใบหน้าไปหลายส่วน มองเห็นเพียงสันจมูกโด่งสวยที่โผล่พ้นออกมา กระทั่งมือที่โบกพัดยังหยุดนิ่ง หลี่เทียนหลงหายใจสะดุดเผลอหยุดฝีเท้าตาม เริ่มรู้สึกเป็นห่วงกระวนกระวายที่เห็นท่าทางผิดแปลกของเซียวหลงอิง ไม่รู้ว่าตนทำสิ่งใดหรือพูดสิ่งใดผิดไป แม้ใบหน้าซีดเซียวจะนิ่งเฉยคล้ายเส้นประสาทพิการ แต่หว่างคิ้วก็ปรากฏรอยย่นเล็กๆ ทั้งแววตายังฉายความกังวลอยู่หลายส่วน

          ร่างสูงใหญ่หลั่งเหงื่อเย็นกลางแผ่นหลัง หลี่เทียนหลงอยากวิ่งกลับไปปรึกษาบิดาเหลือเกินว่าเขาควรทำเช่นไรในยามนี้ ดวงตาคมที่ดูคล้ายจะเลื่อนลอยมองร่างที่ยืนนิ่งไม่ขยับไหว ในอกให้ร้อนรน เขาพาตนเองขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายช้าๆ พยายามทำใจกล้าก้มใบหน้าเพื่อมองผ่านม่านแพรไหมสีดำนุ่มลื่นที่เห็นแล้วคันมือยุบยิบอยากจะลูบคลำ มองสันจมูกตรงสวยตรงหน้าแล้วเหมือนโดนมดทั้งฝูงไต่ตอมอยู่ในอก อยากจะก้มลงไปกัดเบาๆสักคำหนึ่ง

          หลี่เทียนหลงสะบัดความคิดน่าอับอายออกจากศีรษะ เปิดปากถามอีกฝ่ายเพราะเริ่มร้อนรนหนักขึ้น มารดามันเถอะ! เขาใช้ความกล้าในชีวิตจนหมดสิ้นแล้ว!

          "เจ้า ...เจ้าเป็นอะไรหรือไม่" เสียงกระซิบแผ่วทุ้มออกมาจากริมฝีปากสีอ่อน แฝงความห่วงใยจนผู้รับฟังรู้สึกได้ แต่กระนั้นก็ไร้ซึ่งการตอบรับใดๆ หลี่เทียนหลงเริ่มกระวนกระวายอยู่ไม่สุข ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิม ทั้งยังก้มต่ำกว่าเก่า เพียงแค่อยากมองดูให้ชัดว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรไปเสียแล้ว

          แต่ชั่วพริบตา ใบหน้างดงามล่อลวงใจผู้คนให้หลงมัวเมาพลันเงยขึ้น มือเรียวสวยนุ่มนิ่มคว้าท้ายทอยเย็นๆของหลี่เทียนหลงไว้ รวดเร็วจนไม่อาจต้าน ใบหน้าที่ยามนี้ห่างกันเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือกั้นในชั่วเสี้ยวลมหายใจ ใกล้ชิดกันจนหลี่เทียนหลงเผลอกัดริมฝีปากกลั้นหายใจ ดวงตาที่เคยเลื่อนลอยคล้ายมีจุดรวมเป็นครั้งแรก มันเบิกโตสบประสานกับสายตาวิบวับของเซียวหลงอิง กลิ่นดอกเหมยกุ้ยอ่อนๆพัดคลอเคล้ากับปลายจมูก หลี่เทียนหลงสูดดมกลิ่นหอมจากร่างอุ่นๆของเซียวหลงอิงอย่างเผลอไผล ยามนี้เขารู้สึกว่าเขากำลังจะตาย

          ใบหน้างดงามขยับเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังใกล้ชนิดที่แก้มแตะแก้มจนหลี่เทียนหลงเผลอเกร็งไปทั้งร่าง ริมฝีปากอิ่มเต็มสีดุจเดียวกับผลอิงเถาขยับเข้าไปแนบชิดกับใบหูของอีกฝ่าย ลมหายใจอุ่นร้อนรินรด กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเจือจางแต่ทำให้สั่นสะท้านดุจสายลมเหมันต์

          "ข้าไม่เป็นไร"

          สี่คำที่มีอานุภาพเกรียงไกรไม่อาจต้าน หลี่เทียนหลงตัวเหลวเป็นเต้าหู้ แข้งขาแทบจะอ่อนแรงทรุดลงกับพื้น สติคล้ายถูกคนส่งกลับบ้านเกิดไปหรือไม่ก็โดนผู้ใดลักขโมย เพราะยามนี้เขาสูญสิ้นแล้วซึ่งสติ!! สำลักความสุขจนตายเป็นเช่นไรหลี่เทียนหลงแทบกระจ่างแจ้งแล้ว! เสียแต่ว่าเขายังมีชีวิตอยู่! 

          ไม่รู้ว่าร่างอุ่นๆที่หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกเหมยกุ้ยผละห่างไปยามใด ได้ยินเพียงน้ำเสียงฉ่ำเย็นดุจสายน้ำไหลหัวเราะแผ่วเบาอย่างสามสมใจดังแว่วในอากาศอบอ้าวยามค่ำคืน
.
.
.
.
.
          "เย็น..."

          "มีอันใดหรืออิงเอ๋อร์" น้ำเสียงแว่วหวานเจือด้วยความเอ็นดูอยู่หลายส่วน เซี่ยหลันเปิดปากถามบุตรชายตัวโตที่นอนหนุนตักนางมองฝ่ามือตนเองด้วยท่วงท่าน่าทุบตีนัก กาลเวลาผ่านไป เซี่ยหลันที่เคยอารมณ์ร้อนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เป็นเพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้นทั้งยังมีบุตรชายที่นิสัยเป็นปัญหาอีกผู้หนึ่ง หลายสิ่งหล่อหลอม เซี่ยหลันในยามนี้จึงต่างจากอดีตมากนัก

          "ไม่มีอันใดขอรับท่านแม่" เซียวหลงอิงกล่าวตอบ มองปลายนิ้วตนเองเร็วๆรอบหนึ่งก่อนลุกขึ้นนั่ง ท่าทางเกียจคร้านจนเซี่ยหลันส่ายหน้า

          ผ่านไปอีกสองวันแล้วที่เซียวหลงอิงอยู่ในเมืองหลวง ย้อนกลับไปคืนนั้นแล้วอดที่จะหัวร่อไม่ได้ ท่าทางของหลี่เทียนหลงยามเขาหยอกเย้าช่างน่าขบขันนัก ทั้งผิวกายยังฉ่ำเย็นผิดแปลกมนุษย์ทั่วไป นั่นทำให้เซียวหลงอิงติดใจสงสัยอยู่บ้าง 

          "วันนี้เจ้าก็มิต้องติดตามรับใช้อาจารย์เจ้าหรอกหรือ" เซี่ยหลันเปิดปากถาม เมื่อเห็นว่าบุตรชายกลับมาหานาง ทั้งนั่งๆนอนๆไม่ไปไหนตั้งแต่สองวันก่อน

          "มิต้องขอรับท่านแม่ วันนี้ท่านอาจารย์กำลังวุ่นวายกับเรื่องยิ่งใหญ่สะเทือนยุทธภพอยู่ขอรับ" เซียวหลงอิงที่ลุกขึ้นนั่งได้ไม่ถึงครึ่งเค่อก็เอนกายลงบนพรมขนแกะผืนใหญ่คล้ายคนไร้เรี่ยวแรง ผิวกายขาวพิสุทธิ์แทบจะกลืนไปกับอาภรณ์สีขาวปักด้วยไหมเงินที่สวมใส่จนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน เซี่ยหลันมองบุตรชายที่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนหมอนใบใหญ่ที่นางทำให้เป็นพิเศษทั้งปักลวดลายทั้งใบด้วยฝีเข็มของนางผู้เดียว


          นัยน์ตาหงส์ทอแววอ่อนโยนปนจนใจ มองภาพบุรุษชุดขาวเบื้องหน้าก็ให้รู้สึกตาแสบพร่าอยู่บ้าง เหตุใดคนถึงชื่นชอบสีขาวนัก

          "ร้ายแรงหรือไม่" เซี่ยหลันเปิดปากถาม มือปักลวดลายดอกเหมยกุ้ยด้วยไหมเงินลงบนผ้าไหมสีขาวเนื้อดี

          "ร้ายแรงแต่ก็ไม่ร้ายแรงขอรับ" 

          "แม่ถามได้หรือไม่"

          "...นี่เป็นเรื่องที่ข้าต้องบอกท่านอยู่แล้วขอรับ" เซี่ยหลันหยุดมือ น้ำเสียงของบุตรชายที่เคยเอื่อยเฉื่อยคราวนี้จริงจังเสียจนนางไม่อาจไม่ใส่ใจ นางเห็นแววตาวิตกกังวลที่ฉายชัดสบมองกลับมา เซี่ยหลันวางเข็มและผ้าไหมเนื้อดีไว้ข้างกาย มองใบหน้างดงามที่ดูว้าวุ่นใจและสับสน ริมฝีปากสีสดคู่นั้นเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง 

          คำบอกเล่าของบุตรชายเกินเลยจากเรื่องร้ายแรงไปมากนัก จิตใจของนางสะท้านไหว ความรู้สึกมากมายปนเปจนไม่อาจแยกแยะ นางกรุ่นโกรธที่บุตรชายคนโตของนางเหลวไหลถึงเพียงนี้ เรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นหากมิใช่เพราะปากบุตรชายทำงานได้ดีจนเกินไป นางอยากเอื้อมมือไปทุบตีเจ้าเด็กไม่ได้ความให้ตายนัก แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นนางก็อดสงสารในชะตากรรมของบุตรชายไม่ได้

          ตั้งแต่เล็กจนโตต้องประสบเคราะห์กรรมจนไม่อาจอยู่อย่างสงบ แม้กระทั่งอยู่บ้านของตนยังถูกปองร้าย ต้องระหกระเหเร่ร่อนออกจากอกมารดา ทั้งทนทรมานกับพิษร้ายมาหลายปี ครั้นพอเติบใหญ่หายจากพิษก็ถูกจับแต่งให้กับบุรุษ ไม่อาจรับฮูหยินมีบุตรหลานสืบสกุล หมดวาสนามีครอบครัวเช่นผู้อื่น เรื่องเสื่อมเสียเกียรติและน่าเวทนาถึงเพียงนี้จะให้นางแย้มยิ้มยินดีได้อย่างไร

          "หากไม่ใช่เพราะข้าพลั้งปากตอบรับไปถึงสองครั้งสองครา ข้าคงกล้าบอกปัดไปแล้วท่านแม่ ข้าหาได้ต้องการตบแต่งให้บุรุษไม่"

          "เป็นเพราะเจ้าเหลวไหลอย่างไรเล่า เจ้าลูกไม่รักดี! ...เช่นนี้จะให้แม่เอาหน้าไปไว้ไหน" เซี่ยหลันถอนหายใจเหนื่อยหน่าย "เติบโตขึ้นอีกกี่ปีก็มิเปลี่ยน!!"

          "โถ่... ท่านแม่ เรื่องนี้อาจจะกลับร้ายกลายดีก็ได้ขอรับ ในเมื่อรับปากแล้วก็แต่งๆไปเสียให้จบเรื่องราว คนที่จะแต่งกับข้าก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าใดนัก ไว้ข้าเจรจาทีหลังก็ได้ขอรับ จะอย่างไรงานวิวาห์นี้คงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เล่นงิ้วเป็นสามีภรรยาเสียสักสองสามปีค่อยหย่าขาด เช่นนี้ก็ถือว่าไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วง" เซียวหลงอิงสะบัดพัดพรึ่บ ขยับโบกอย่างเชื่องช้า สีหน้าไม่อนาทรร้อนใจ มาดคล้ายคุณชายเจ้าสำราญจากตระกูลใหญ่อยู่หลายส่วน

          เซี่ยหลันถอนหายใจอีกครา วิธีนี้นางพอทำใจรับได้อยู่ หากไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าคนเคยตบแต่งให้บุรุษ คิดจะมีฮูหยินสืบทอดทายาทใช่จะเป็นไปไม่ได้ อย่างไรเสียยุทธภพกับราชสำนักย่อมไม่ข้องเกี่ยวกัน ชื่อเสียงของตระกูลเซียวคงไม่อาจมัวหมอง

          "เช่นนั้นก็ดี แต่เจ้านี่มันน่านัก เจ้าเป็นพี่ชายกลับทำตัวเหลวไหลเช่นนี้ แม่จะวางใจฝากฝังเหยียนเอ๋อร์ไว้ได้อย่างไร" เซี่ยหลันเอื้อมมือไปบิดหูขาวๆของเซียวหลงอิงจนก่ำแดงเพื่อระบายโทสะ 

          คนแสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดเพื่อประจบเอาใจมารดา ก่อนมองไปในทิศทางหนึ่ง

          ทิวไผ่หนาตาชูยอดสูงพลิ้วไหวล้อสายลม กิ่งและใบสะบัดแกว่งเสียดสีจนเป็นท่วงทำนองรื่นหู เสียงลมหวีดหวิวแผ่วเบาบรรเลงเคล้าคลอ ล้อมรอบสระเหลียนฮวาที่ชูช่อเบ่งบานอวดสีสันแข่งกัน ชลาธารใสมองเห็นปลาหลี่ฮื้อฝูงหนึ่งแวกว่ายไปมา เกร็ดสะท้อนแสงแดดยามอู่(11.00-12.59 น.)จนเป็นประกายแวววาว

          ไม่ไกลนักมีหนึ่งบุรุษสองดรุณีพูดคุยหยอกล้อส่งเสียงให้ได้ยินเป็นระยะ เซียวหลงอิงมองคนผู้หนึ่งในนั้น ดรุณีน้อยอายุสิบขวบปี ใบหน้าอ่อนเยาว์ดูอ่อนหวานพริ้มเพรา นัยน์ตากวางกลมโตฉ่ำวาว ริมฝีปากจิ้มลิ้มสีดุจดอกอิงฮวาขยับแย้มยิ้มเจริญตาเจริญใจ รูปร่างบอบบางแน่งน้อยสมวัย มือขาเรียวบาง หากคนเติบโตขึ้นอีกสักหลายปีไม่พ้นเป็นหนึ่งในยอดพธูของของแคว้นต้าฉีแห่งนี้เป็นแน่

          "นางเหมือนท่านมากขอรับ แต่ก็ยังงดงามน้อยกว่าข้ายามเยาว์วัยนัก" เซียวหลงอิงกระตุกยิ้มมุมปาก มองดรุณีน้อยที่ได้ชื่อว่าเป็นบุตรสาวอีกคนของมารดา "ไม่อยากจะเชื่อว่าตาแก่ยังมีแรงเหลือ"

          มือเรียวสวยโบกพัดเบาๆ พลางขยับกายเชื่องช้าเพื่อหลบให้พ้นฟ่ามือของมารดาที่ตวัดฟาดมาหลายที

          "อย่าให้บิดาเจ้าได้ยินเชียว" เซี่ยหลันถอนหายใจเหนื่อยหน่ายก่อนขยับมือปักผ้าผืนงามต่อ ไม่ใคร่อยากจะสนใจบุตรชายอีกเท่าใดนัก เซียวหลงอิงเหลือบมองมารดาพร้อมลอบขบขัน คนพุ่งตัวสวมกอดมารดาด้วยความรวดเร็วจนเซี่ยหลันผวาตกใจฝีเข็มยุ่งเหยิง นางด่าทอบุตรชายที่หลบหนีไปยืนหัวร่อข้างศาลาชมทิวทัศน์อย่างไม่จริงจังนัก

          เสียงหัวเราะกระจ่างใสแผ่วจางลง เซียวหลงอิงเบือนหน้าไปในทิศทางหนึ่ง มือข้างหนึ่งไพล่หลังอีกมือโบกพัด สีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เซี่ยหลันมองตามสายตานั้นจึงได้เห็นบุรุษหนุ่มรูปงามสองคนกำลังจะเดินผ่านพวกนางไปยังเรือนรับรองของตระกูลเซียวที่อยู่ห่างไปเพียงสองร้อยก้าว นางรีบลุกขึ้นต้อนรับ

          ใบหน้าหล่อเหลาดูอบอุ่นอ่อนโยนผลิรอยยิ้มบางยามคนประสานสายตากับเซียวหลงอิง เขามองรอยยิ้มล่อลวงเหล่าบุปผานั้นอย่างไร้อารมณ์ เซียวหลงอิงยกริมฝีปากขึ้นบางเบา ปากยิ้มตาไม่ยิ้ม คนผู้นั้นชะงักฝีเท้าเพียงชั่วครู่ก่อนเร่งเดินเข้ามาหา

          "คารวะองค์ชายสามเพคะ" เป็นเซี่ยหลันเปิดปากก่อน นางยอบกายเคารพอย่างอ่อนช้อยงดงาม

          "ฮูหยินเซี่ย" เหอจิ้นหยางมองเซี่ยหลันแวบหนึ่งก่อนเบนสายตาไปทางบุรุษชุดขาวที่ยืนข้างๆ "คุณชายใหญ่เซียว" เขาเอ่ยปากทักทายอีกฝ่ายก่อน รอยยิ้มกว้างขึ้นอีกหลายส่วน

          เซียวหลงอิงไม่เอ่ยสิ่งใด คนทำเพียงยกยิ้มตอบรับเท่านั้น  





*หนึ่งชุ่นประมาณ 2.54CM
*หนึ่งฉื่อประมาณ 23.1-24.3CM 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

12 ความคิดเห็น

  1. #12 piruntara (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2562 / 21:31
    รอติดตามอยู่น้าาาา
    #12
    0
  2. #10 ILOVEMRCHU (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 21:18
    เย้ๆๆมีน้องเเล้ว น้องสาวา้ะด้วย เซียวหลงอิง ถ้าหากเจ้าไม่ว่าอันไดข้าขอรับน้องสาวของเจ้าไปตบเเต่งเป็นฮูหยินได้หรือไม่
    #10
    0