(end) your lips, my lips, APOCALYPSE /vkook

ตอนที่ 6 : end ; ladies and gentlemen of the jury, we're in dead end

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 381
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    13 ส.ค. 63











     แสงอาทิตย์สีนวลยังคงปรากฎร่ำไรอยู่ ณ ปลายขอบฟ้า เสมือนเช่นทุกวันในช่วงเวลาเช้ามืด ช่วงเวลาหลังจากความมืดมิดแห่งรัตติกาลอันมืดมนได้ลาลับไป และแสงสว่างสีทองอบอุ่นของพระอาทิตย์ดวงโตได้เข้ามาแทรกแซง บนถนนเส้นเดิมที่ตัวล้อของรถยนต์ยังคงคลุกเคล้าไปกับเศษฝุ่นและซากโคลน สองชีวิตที่ได้อาศัยมันในการเดินทางนับตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงบัดนี้ยังคงอาศัยมันในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า และพวกเขาไม่สามารถที่จะหยุดมันลงได้เสียแล้ว


     
     เครื่องจักรสำหรับโดยสารกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตามเส้นทางฝุ่นเขรอะอย่างบ้าคลั่ง ระยะทางยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุดตรงหน้าที่ได้เห็นนั้น ดูคล้ายกับว่ามันสั้นเสียเหลือเกินในตอนที่ทั้งสองกำลังหนีเอาชีวิตรอดจากบางสิ่งที่กำลังคืบคลานตามมาจากข้างหลัง



     มันใกล้ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆเสียจนหนทางยาวไกลข้างหน้าเริ่มมืดมิดลง



     ช่างมืดมนเสียยิ่งกว่าค่ำคืนใดๆที่ได้ผ่านพ้นมันมาด้วยกัน 



     และไม่อาจมองเห็นหนทางในการรอดพ้นจากการหลบหนีในครั้งนี้ไปได้



          "อ.. อีวาน คุณขับเร็วเกินไปแล้ว"



     น้ำเสียงที่เคยสดใสเอ่ยเตือนชายผู้เป็นที่รักด้วยความหวาดกลัว 



          "เราต้องหนี เราไม่มีเวลาแล้ว เจย์เดน"



     ใบหน้าของเธอที่เคยยิ้มแย้มอย่างมีความสุขมีท่าทีตื่นตระหนก ดวงตากลมใสคลอเคล้าไปด้วยหยาดหยดน้ำตาซึ่งยากจะหักห้ามมิให้มันได้ไหลลงมาอาบแก้มตามแรงโน้มถ่วงของโลก มันทั้งสั่นเครือไปด้วยความหวาดกลัวและเจือปนไปด้วยความสิ้นหวัง



     สิ้นหวังต่ออนาคตข้างหน้าที่กำลังจะเกิดขึ้น อนาคตที่เราไม่สามารถมองเห็นมันได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง



     เราทำได้ดีที่สุดเพียงแค่หนี หลายครั้งที่เราเอาแต่วิ่งหนีพวกมันเรื่อยมา ทั้งชีวิตอันน่าเบื่อหน่าย โลกที่แสนโหดร้าย และความจริงที่ปรากฎอยู่อย่างแจ่มแจ้งในทุกๆครั้งที่พยายามหนีจากสิ่งเหล่านั้น ก็คือการที่เราไม่สามารถหนีจากมันได้พ้นสักที



          "อีกนิดเดียวเท่านั้น อีกนิดเดียวเราก็จะออกจากเท็กซัสกันแล้ว"



     ชายหนุ่มเอ่ยบอกแก่คนรักที่กำลังตื่นตระหนกเพราะความหวาดกลัว พยายามปลอบใจคนรักข้างกายที่สติกระเจิง แม้ว่าตัวเขาเองก็กังวลและหวาดหวั่นไม่แพ้กัน แต่ชายหนุ่มยังคงไว้ซึ่งสติ สายตาคมเหลือบมองไปยังกระจกมองหลังเป็นระยะ รถยนต์สองคันที่ประกอบไปด้วยเรื่องหมายและสัญลักษณ์ของตำรวจยังคงความเร็วและขับตามหลังรถของพวกเขามาอย่างไม่ลดละ แต่ทว่าเสียงปืนที่พวกเราทำการยิงแต่ทีแรกได้เงียบหายลงไปบ้างแล้ว



     อย่างที่เขาบอก ว่าอีกนิดเดียวเท่านั้น การหลบหนีจากความตายอย่างฉิวเฉียดนี้จะสิ้นสุดลง เมื่อพวกเขาได้ผ่านพ้นเขตรัฐแห่งนี้และได้ข้ามไปยังเขตของรัฐที่อยู่ข้างๆ ตำรวจพวกนั้นก็จะไม่สามารถทำอะไรทั้งสองได้



     ไม่มีใครโชคร้ายไปหมดทุกอย่างหรอก อีวานยังคงเชื่อมั่นว่าอย่างนั้น



     และถึงแม้ว่าในชีวิตที่ผ่านมาเขาอาจไม่เคยมีสักครั้งที่เรียกได้ว่าโชคดี ก็อยากจะวอนขอให้ครั้งนี้พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดเห็นใจ ได้โปรดให้ชายคู่รักผู้ร่อนเร่ทั้งสองได้ผ่านเรื่องราวร้ายนี้ไปได้ด้วยดี



     "ทนอีกสักหน่อย อีกสัก..."



     ปัง!!   เพล้งงงง!!





          "อีวาน!!!"



     เธอเอ่ยอย่างสะดุ้ง และหยดหยาดของเลือดสีแดงต่างแผ่วงกว้างเปรอะเปื้อนยังสาบเสื้อบริเวณหัวไหล่ด้านขวา เมื่อลูกกระสุนที่ถูกยิงกระหน่ำมาจากด้านหลังพวยพุ่งโจมตีเข้าใส่ด้วยความรวดเร็ว เฉียดผ่านบริเวณหัวไหล่ของชายหนุ่มผิวแทน และกระโจนทะลุออกนอกกระจกหน้ารถให้แตกกระจายออกเป็นรูเล็กๆ



     ตัวรถที่กำลังเคลื่อนที่ไขว้เขวไปสักหน่อยเนื่องจากผู้บังคับทิศทางเกิดเสียสูญไปชั่วขณะ ชายหนุ่มหอบหายใจหนักหน่วง ขณะที่อาการชาเพราะความตกใจกลับกลายเป็นความเจ็บปวดที่ค่อยๆซึมออกมาจากบาดแผลที่ละนิด พร้อมกับคราบเลือดที่เริ่มเปรอะเปื้อนไปทั่วเบาะที่นั่ง และเสื้อผ้าสีหม่นที่ดูสะอาดสะอ้านนั้นต้องมีรอยเปื้อนไปด้วย



     รวมไปถึงความปวดใจและหวาดกลัวที่ออกมาจากสายตาของเด็กหนุ่มคนข้างๆอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง



          "อีวาน.. คุณ.. ฮึก.. คุณเจ็บ.. มากไหมครับ ฮึก"



     ผ้าเช็ดหน้าผืนบางที่เคยใช้ปลอบใจในตอนที่ร้องไห้ ในตอนนี้มันเป็นอุปกรณ์ชั้นดีสำหรับการห้ามเลือดที่ไหลพรั่งพรูออกมาไม่หยุดหย่อน เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยความเสียขวัญ พลางรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนบางนั้นกดทับไปยังบริเวณรอยแผลที่พึ่งเกิดขึ้นบนร่างกายของคนรักเพื่อทำการห้ามเลือด



          "เจ็บไหม.. ฮึก"
     "ไม่.. ไม่เป็นไร.."
     "เลือดคุณไหลออกมาเยอะขนาดนี้.. ฮึก จะไม่เป็นไรได้อย่างไรกัน.."



     เด็กหนุ่มพูดทั้งน้ำตาพลางใช้มือทั้งสองข้างของตนเองกดทับรอยแผลนั้นไว้ไม่ยอมปล่อย ทำได้เพียงแค่ก้มหน้าร้องไห้ออกมาเงียบๆต่อชะตากรรมชีวิตที่ช่างโหดร้ายนัก และมองดูใบหน้าเปื้อนยิ้มของคนรักที่ส่งกำลังใจมาให้ แม้ว่าใบหน้าของเขาจะเริ่มซีดเซียวลงไปเพราะพิษบาดแผลก็ตาม



     ชายหนุ่มยังคงไว้ซึ่งสติแม้ว่าจะเริ่มเลือนรางไปแล้วเพราะพิษบาดแผลที่เกิดขึ้นบริเวณหัวไหล่ พยายามอย่างหนักในการบังคับพวงมาลัยของตัวรถให้ยังคงขับเคลื่อนไปบนเส้นทางฝุ่นเขรอะ 



     หากอดทนอีกสักหน่อย เราทั้งสองก็จะได้เดินทางไปสู่ปลายทางอย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรกแล้ว พวกเราจะปลอดภัย



          "อีวาน.. ฮึก.."



     หรือหากว่าผมไม่สามารถรอดพ้นจากเหตุการณ์เลวร้ายนี้ไปได้ อย่างน้อยก็จะขอให้เด็กหนุ่มข้างกายนี้ปลอดภัย



     ให้เขาได้มีชีวิตดีๆในหลังจากนี้ หลังจากที่เขารอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ไป



          "อยู่กับผมนะ.. ฮึก.. อย่าเป็นอะไรไปนะ.. ห้ามเด็ดขาด"



     แต่จะให้ผมทิ้งเธอเอาไว้ตรงนี้และจากเธอไปด้วยความตายได้อย่างไรกัน ในเมื่อคนที่ต้องคอยอยู่ปกป้องเธอนั้นคือตัวผม



          "ฉันจะไปไหนได้.. ในเมื่อการที่ต้องจากไปจะทำให้เธอต้องปวดใจมากมายขนาดนั้น"



     เป็นผมมาตั้งแต่ต้น ที่คอยปกป้องและปลอบโยนเธอด้วยความรักในยามที่เธอเจ็บปวด



     มือข้างหนึ่งผละออกจากพวงมาลัยพลางส่งไปกอบกุมมือน้อยๆของเธอที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดเอาไว้อย่างอ่อนโยนอย่างที่ทำในทุกๆครั้ง 



     เธอผู้อ่อนแอร้องห่มร้องไห้อย่างเสียใจด้วยความสิ้นหวัง พร้อมกับความรู้สึกปวดหนึบในอกของผมที่เริ่มก่อตัวขึ้นทีละนิด จนกระทั่งมันมากล้นขึ้นเรื่อยๆยามเมื่อได้จ้องมองไปยังใบหน้าแสนเศร้าใจของเธอผู้งดงามที่กำลังร้องไห้อยู่อย่างน่าเศร้า



     บาดแผลที่กำลังจะคร่าชีวิตยังให้ความรู้สึกเจ็บปวดไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกันกับความรู้สึกเจ็บจุกเสียจนหายใจได้ไม่ทั่วท้องที่ก่อตัวขึ้นภายในเวลาอันสั้น แต่กลับหยั่งลึกความเจ็บปวดลงไปถึงยังก้นบึ้งของหัวใจ เรากับว่ากำลังจะบดขยี้ร่างกายนี้ให้แหลกสลายหายไปอย่างช้าๆให้เกิดความทรมาน



     ช่างสิ้นหวังเหลือเกิน โชคชะตาเล่นตลกกับชีวิตของเราทั้งสองจนมันป่นปี้ไปหมด



          "ส.. ส่งปืนให้ผม"



     เธอเอ่ยบอกเสียงสั่น ใบหน้านองน้ำตาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงติดขัดเพราะพยายามอดกลั้นต่อความเสียใจที่กำลังพรั่งพรู แม้ว่าการหักห้ามความรู้สึกที่มากล้นเช่นนั้นมันจะทำได้ยากก็ตาม



          "ไม่ เจย์เดน.. ไม่ทำแบบนั้น"
     "เอาปืน.. ฮึก.. เอามาให้ผ.. ผม"
     "นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ.."



     ผมพร่ำบอกกับคนรักที่สูญสิ้นไปแล้วซึ่งสติและการไตร่ตรองใดๆ มีเพียงแต่ความคิดที่อยากจะเอาชีวิตรอดเท่านั้นที่กำลังรวมตัวกันอยู่ในหัวของเธอ



     มันถึงเวลาที่เธอจะต้องปกป้องคนที่เธอรักบ้างแล้ว



     แต่มันจะต้องไม่ใช่การทำร้ายคนอื่นแบบที่เธอเกลียด



     ผมไม่ยอม ไม่ยินยอมเด็ดขาดที่จะให้ร่างกายและจิตวิญญาณที่แสนบริสุทธิ์ในร่างนั้นต้องมาแปดเปื้อนกับความเลือดเย็นที่ก่อตัวขึ้น เพียงเพราะการที่ต้องเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันที่บีบหัวใจเสียเหลือเกิน เธอยังคงเป็นเด็กและไม่ประสีประสานักในเรื่องราวแสนโหดร้ายเช่นนี้



     มันจะเป็นตราบาปติดตัวของเธอไปจนชั่วชีวิต สำหรับสิ่งที่เธอเกลียดนักหนา แต่จำเป็นต้องทำมันลงไปเพียงเพราะต้องการที่จะปกป้องผมไว้



     ไม่ได้ ผมไม่ยินยอม



          "เธอจะไม่แปดเปื้อน.. สักนิดก็จะไม่มี"



     ผมเอ่ยบอกต่อร่างที่กำลังร้องห่มร้องไห้และหายใจเข้าออกอย่างยากลำบาก เธอหลับตาลงราวกับกำลังน้อมรับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น และเสียงสะอึกสะอื้นเริ่มหดหายลงไปบ้าง เธอสงบอารมณ์ที่กำลังแตกกระเจิงลงและเชื่อฟังในสิ่งที่ผมพูด



     เพราะเราสัญญา สัญญากันเอาไว้แล้วว่าจะไม่ทำร้ายใคร และผมไม่ต้องการที่จะให้เธอต้องเป็นฝ่ายผิดคำสัญญานั้นเอง



     เธอเอนหลังพิงพนักของเบาะรถยนต์ยับเยิน เอนศีรษะลงพิงไปกับหัวไหล่เปรอะเลือดสีสดอย่างอ่อนล้า ฝ่ามือถูกส่งมาทาบทับลงบนหลังมือของผมที่กำลังจับเกียร์ของรถยนต์เพื่อบังคับการขับเคลื่อนของมัน



          "เราต้อง.. รอดไปด้วยกันนะ.."
     "ฉันสัญญา.."



     เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพลางกอบกุมมือน้อยๆที่ทาบทับอยู่หลังฝ่ามือนั้นไว้แนบแน่น ผสานมือรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับฝ่ามือของเธอ และจะร่วมฝ่าฟันต่อความยากลำบากในครั้งนี้ไปด้วยกัน



     แต่ทว่า..





          เอี๊ยดดดดดดด!!!!!!





     บนโลกใบนี้ไม่มีใครต้องโชคร้ายไปหมดทุกอย่าง 





           ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!!





     เช่นเดียวกันกับที่ไม่มีใครโชคดีไปเสียทุกเมื่อ








     ในช่วงเวลามืดมิดก่อนรุ่งสางที่ควรอย่างยิ่งที่จะพักผ่อนหย่อนกายอยู่บนเตียงนอนแสนสบาย นายตำรวจหลายนายต่างได้รับรายงานให้ดักซุ่มตัวอยู ณ บริเวณเส้นแบ่งแยกระหว่างเขตแดนของรัฐ รอยต่อระหว่างเท็กซัสและหลุยเซียน่าที่เส้นถนนค่อนข้างเปลี่ยวและปลอดผู้คน มีเพียงแต่ความมืดมิดและเงียบงันของอากาศหนาวเย็นยะเยือกที่ยังดำเนินไปอย่างไม่รู้จบ ชวนให้ต้องรู้สึกขนลุกและกดดันต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย



     กับการจับกุมตัวสองโจรที่ชื่อเสียงเลื่องลือกระฉ่อนไปทั่วเมือง ว่าพวกเขาเก่งกาจและหลบหลีกการจับกุมของตำรวจได้ทุกครั้งอย่างเฉลียวฉลาด



     เจย์เดน และ อีวาน



     สองโจรที่นายตำรวจนาม ริชาร์ท ฮอฟแมนด์ อยากจะได้ตัวพวกเขานักเพื่อทำผลงาน



     แต่การวางแผนอย่างรัดกุมและการคาดคะเนอย่างแม่นยำในครั้งนี้ ผู้หมวด จอร์จ แอนเดอร์สัน เป็นผู้วางแผนมันทั้งหมดด้วยตัวคนเดียวทั้งนั้น



     ซึ่งคนอย่างริชาร์ท ไม่มีทางจะยอมให้คดีใหญ่แบบนี้พลาดมือเขาไปได้



          "ผมไม่เห็นด้วยกับการจับเป็น"



     ริชาร์ท ฮอฟแมนด์ เอ่ยออกมาว่าเช่นนั้น นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ส่วนบรรยากาศส่วนหนึ่งในการจับกุมในวันนี้เต็มไปด้วยแรงกดดันอย่างมหาศาล ทั้งต่อตัวผู้บังคับบัญชาและต่อตัวผู้หมวดแอนเดอร์สันเอง



          "เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจับเป็นคนพวกนั้นเลย"



     เป็นอีกครั้งที่จอร์จต้องเลือก



          "คนชั่ว พอโดนจับเข้าตะรางไปประเดี๋ยวประด๋าวมันหมดโทษ มันก็ออกมาทำความผิดอีกซ้ำซาก"



     ลูกชาย หรือหน้าที่?



          "สิ่งที่ผมเสนอดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด"



     เขายังคงว่ากล่าวออกมาไม่หยุดหย่อน จอร์จรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณความเป็นตำรวจ ว่าลึกๆแล้วผู้บังคับบัญชาเองก็เห็นด้วย แต่เขายังคงไว้ซึ่งความเกรงใจที่มีต่อกัน



          "เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำตามที่คุณเสนอเช่นเดียวกัน ผู้หมวดฮอฟแมนด์"



     จอร์จเอ่ย เขายังคงยืนยันชัดเจนว่าจะจับทั้งสองมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ ไม่ใช่เพราะหน้าที่ของตำรวจที่ต้องกระทำ แต่เป็นเพราะหน้าที่ของคนเป็นพ่อ อย่างสุดท้ายที่เขาจะสามารถทำเพื่อลูกชายได้ โดยกันให้เขาได้รับโทษในสิ่งที่เขากระทำ และสำนึกผิดกับมันด้วยตัวเอง



     นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาจะสามารถทำเพื่อเจย์เดน ลูกชายผู้เป็นแก้วตาดวงใจของเขา



     เขาต้องโตขึ้น และต้องได้รับโทษตามที่เขาได้กระทำผิด



          "เมื่อคืนนี้ก็มีเหตุปล้นชิงทรัพย์เกิดขึ้นอีกครั้ง และเจ้าหน้าที่ที่ไปถึงที่นั่นเป็นคนแรกถูกสองโจรฆาตกรรมอย่างน่าสงสาร"



     ริชาร์ทเอ่ย ซึ่งคำพูดนั้นช่างมีน้ำหนักเหลือเกินเมื่อเปรียบเทียบกันกับสิ่งที่จอร์จได้เสนอออกไป



     เขาทำดีที่สุด แต่มันก็ยังไม่ดีพอที่จะช่วยเหลือลูกชายของเขาได้



     หลังจากที่ได้ทำงานมาเกือบยี่สิบปี เขาเริ่มเกลียดตราประทับและหน้าที่ของผู้รักษากฎหมายบนปกเสื้อของตัวเองก็ในวันนี้



     เกลียดที่มันพรากชีวิตแห่งความสุขไปจากเขาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว กับการทำงานอย่างหนักจนต้องทำให้ภรรยาเก่าเสียชีวิต และต้องมาตามจับลูกชายที่หนีออกจากบ้านไปเพราะความไม่ใส่ใจของเขา



          "ยิงเจ้าพนักงานจนถึงแก่ความตาย คดีแบบนี้ร้ายแรงนัก"



     ด้วยน้ำเสียงมีอำนาจและอยู่เหนือกว่าของผู้บังคับบัญชา จอร์จสามารถรับรู้อนาคตที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าได้โดยการมองผ่านสายตาที่เห็นด้วยของเขา



     ชายวัยกลางคนก้มใบหน้าลงน้อมรับในชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นกับลูกชายของเขาต่อจากนี้อย่างสิ้นหวัง



          "ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอ"



     การวิสามัญฆาตกรรมเจย์เดนและอีวานกำลังจะเกิดขึ้นแล้วในไม่ช้า











     ต้นไม้ใบหญ้าสีขจีต่างโยกย้ายลำตัวพลิ้วไหวไปตามสายลมที่โหมกระหน่ำ พัดพาเอาอากาศเย็นสบายให้พวยพุ่งเข้าใส่ มันมองดูเป็นทัศนียภาพแสนสุนทรีย์และสบายตา เมื่อใบไม้แผ่นบางหลายพันใบที่คอยเป็นกำบังให้ผืนแผ่นดินได้คอยหลบหลีกจากแสงอาทิตย์นั้น กำลังละเล่นเกี้ยวไปกับสายลมแสนหวานนั้นอย่างเป็นจังหวะ



     รวมไปถึงใบหญ้าที่ส่วนสูงของพวกมันเมื่อเจริยเติบโตอย่างเต็มที่แล้วจะสูงสักประมาณหัวเข่า เจ้าต้นหญ้ากอน้อยใหญ่ก็กำลังละเล่นโต้ไปกับสายลมไม่ต่างกันกับเหล่าต้นไม้สูงใหญ่ที่เจริญเติบโตอยู่โดยรอบ เว้นเสียแต่จะมีกอหญ้าเล็กๆซึ่งกำลังถูกทาบทับโดยผ้าเสื่อทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และสิ่งของดังกล่าวได้ถูกทาบทับโดยสองร่างของเราที่โอบกอดกันอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนบางอย่างรักใคร่



     แขนข้างหนึ่งให้เธอได้หนุนนอนพักผ่อน แขนอีกข้างใช้โอบกอดเอวบางคอดกิ่วเปลือยเปล่าของเธอที่อยู่แนบชิดร่างกายสีแทนของข้าพเจ้า และดวงตาเรียวรีทั้งสองข้างต่างมีไว้มองดูเพียงแต่เธออันเป็นที่รักเพียงผู้เดียวเท่านั้น คอยเฝ้าดูยามเธอหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ร่างเปลือยเปล่าของเธอนอนหลับอยู่อย่างปลอดภัยภายใต้ผ้าห่มผืนบางและอ้อมแขนอบอุ่น



     เธอสวยงามแม้แต่ตอนที่ดวงตากลมโตนั้นปิดสนิท น่ารักน่าใคร่แม้ในตอนนอนหลับหายใจเข้าออกอย่างไม่รู้สึกตัว



     บุรุษเพศตัวเล็กๆในอ้อมกอดนี้ช่างโดดเด่นและดึงดูดสายตาเสียยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบผ่านร่างของเราสองเป็นครั้งคราวให้ต้องรำคาญใจ



          ".. อือ.."



     คนที่เคยหลับตาพริ้มอยู่อย่างสบายใจเริ่มขยับกายยุกยิกและส่งเสียงอื้ออึงอยู่ในลำคอ บ่งบอกว่าเธอได้ตื่นขึ้นแล้วจากการหลับใหลเพื่อพักฟื้นความเหนื่อยล้า เปลือกตาที่เคยแนบสนิทเริ่มแยกออกจากกันพลางกระพริบอย่างช้าๆเพื่อปรับภาพการมองเห็นตรงหน้า จนกระทั่งดวงตากลมโตนั้นได้เปิดออกกว้างในที่สุด หลังจากที่มันปิดลงเพื่อพักผ่อนเมื่อก่อนหน้านี้



     และสิ่งแรกที่เธอจะต้องมองเห็นหลังจากที่ลืมตาจะยังคงเป็นข้าพเจ้าอยู่เสมอ



          "สวัสดียามบ่ายครับ คุณภรรยา"



     เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงทุ้มน่าฟัง พลันโน้มใบหน้าส่งริมฝีปากเข้าประกบจุมพิตบนริมฝีปากอวบนิ่มอย่างอ่อนโยน มันเป็นกิจวัตรที่จะต้องทำทุกคราหลังจากที่เธอได้ตื่นนอน การทักทายอย่างอ่อนโยนแบบที่เธอปรารถนามาเนิ่นนานว่าจะได้ทำมันกับคนรักสักครั้งหนึ่งในชีวิต และในตอนนี้ มันได้กลายเป็นเรื่องปกติที่แสนพิเศษไปแล้วในทุกครั้งที่ได้กระทำ



          "คุณไม่พักผ่อนเลยหรือครับ?"



     เธอส่งฝ่ามือเข้ามาทาบทับไปกับเสี้ยวหน้าหล่อเหลา พลางจ้องมองชายคนรักด้วยท่าทางเป็นห่วง นิ้วหัวแม่มือของเธอบรรจงเกลี่ยไปมาเบาๆบนก้อนแก้มของผมที่ยกขึ้นสูงอย่างมีความสุข เพราะริมฝีปากที่กำลังฉีกยิ้มกว้างมอบให้แด่เธอผู้เป็นที่รักตรงหน้า



          "ฉันเฝ้าเธอหลับ"
     "เอาแต่เขียนอะไรไม่รู้ลงในสมุดเล่มนั้นมากกว่า"



     สมุดบันทึกเล่มเก่าที่มักจะถูกหยิบพกติดตัวไปไหนมาไหนด้วยถูกเอ่ยถึง ซึ่ง ณ บัดนี้ มันได้ถูกทอดทิ้งลงให้อยู่ส่วนมุมของผืนเสื่อเสียแล้ว เมื่อมือหนาที่กำลังโอบกอดร่างกายอ้อนแอ้นให้จมอกอยู่ ณ ขณะนี้ไม่ว่างที่จะหยิบจับดินสอเพื่อขีดเขียนลงบนสมุดบันทึกเล่มโปรดนั้นอีกต่อไป



          "แสนรู้"
     "หมายถึงเก่งใช่ไหมครับ?"
     "เธอเก่งครับ คนเก่ง"



     เอ่ยบอกอย่างเอาอกเอาใจก่อนจะได้รับรอยยิ้มแสนหวานที่ผุดออกมาจากริมฝีปากนิ่มน่าขบกัดเป็นรางวัล ซึ่งนั่นมันถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับสิ่งที่ผมต้องการจากตัวเธอ



     ความสุขแสนสดใสที่แผ่กระจายออกสู่ทิศรอบข้าง เพื่อส่งมอบความสุขเหล่านั้นไปยังผู้คนที่ได้พบเห็นและจ้องมองยังรอยยิ้มสวยงามนั้นอย่างหลงใหล



          "เรื่องสำคัญหรือครับ ผมเห็นคุณเขียนมันอยู่ตลอด"
     "เธอ"
     "ครับ?"
     "ฉันจดบันทึกเรื่องของเธอ"



     ผมบอกรักเธออยู่ทุกครั้งในการกระทำ หรือมักจะบ่งบอกอยู่เสมอแม้ไม่ได้เอ่ยคำว่ารัก



     เธอรับรู้มันอยู่เสมอในทุกครั้ง เมื่อผมได้มองลึกเข้าไปในดวงตาแสนหวานอันงามหยดย้อย มันกำลังสั่นไหวเพียงเพราะหน่วยน้ำหล่อลื่นเล็กๆที่ได้ก่อตัวขึ้นยังข้างในดวงตาเป็นประกาย บอกใบ้เป็นคำตอบอยู่อย่างแจ่มแจ้งว่าเธอได้รับรู้มันอีกครั้งแล้ว สำหรับคำบอกรักแสนหวานที่ผมมักจะพร่ำบอกแก่เธออยู่บ่อยๆ



     เพราะผมรักเธอ และเธอก็รักอีวานของเธอเช่นเดียวกันกับที่ผมรักเจย์เดนของผม



     เราทั้งสองต่างมองสบสายตากันอย่างหวานซึ่ง ในขณะที่ปล่อยให้ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นสูงจนล้นอยู่ในอกได้ทำตามความปรารถนาของมันในที่สุดอย่างไม่คิดจะหักห้ามหรือขัดขวาง รีมฝีปากได้เคลื่อนเข้าหาและบดเบียดซึ่งกันและกันในที่สุด การกระทำแสนอ่อนหวานโดยอวัยวะของคนทั้งสองผู้ได้รับหน้าที่เป็นตัวแทนบ่งบอกถึงความรู้สึกข้างในอกให้อีกฝ่ายได้รับรู้เป็นอย่างดีแล้ว



     ช่วงเวลาอันแสนสุขดั่งเสี้ยวหนึ่งที่เราทั้งสองได้อาศัยอยู่ในสรวงสวรรค์ มันช่างแสนสั้นยิ่งนักเมื่อเทียบกันกับความปรารถนาที่จะสถิตอยู่ ณ ที่ตรงนั้นไปนานแสนนาน



     ริมฝีปากของเธอ ริมฝีปากของข้าพเจ้า เมื่อเราได้ผละออกจากกัน ดั่งวันสิ้นโลกนั้นกำลังจะตามเราได้ทันหลังจากที่หลบหนีจากมันมาเนิ่นนาน



          "ไว้เขียนจนหมดหน้ากระดาษเมื่อไหร่ ผมขอสมุดเล่มนั้นเป็นของขวัญจากคุณนะครับ อีวาน"













     ล้อรถยนต์ที่หยุดเบรกกระทันหันนั้นทำให้สองร่างที่ผสานมือกันไว้แน่นนั้นต้องแยกออกจากกันในที่สุด เมื่อศีรษะและร่างกายต่างกระเด็นไปกระแท็กกับชิ้นส่วนของรถเข้าอย่างจัง ชายหนุ่มศีรษะกระทบเข้ากับพวงมาลัยอย่างรุนแรงจนได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ และเลือดสีข้นผุดไหลออกมาเป็นทางยาวจากบาดแผลจนเลอะเสี้ยวหน้าไปหมด



     ผมหันมองไปยังร่างกายบอบบางของเด็กหนุ่มคนข้างๆ คนรักของผมที่อาการสาหัสไม่แพ้กันเมื่อร่างนั้นกระทบเข้าใส่กระจกด้านข้างอย่างจังจนมันแตกออก และสะเก็ดเล็กๆนั้นต่างทิ่มแทงยังร่างกายด้านข้างของเธอให้ต้องได้รับบาดเจ็บ



     ใบหน้าสวยหวานต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยรอยแผล



     ทันทีที่รู้สึกตัว ร่างกายของเราสองต่างเคลื่อนเข้าหากันโดยอัตโนมัติ วาดวงแขนโอบกอดกันเอาไว้ พรั่งพรูความรู้สึกที่เอ่อล้นอยู่ภายในใจออกมาผ่านธารน้ำตาจนหมดสิ้น ไม่เหลืออะไรให้กักเก็บมันเอาไว้อีกต่อไปแล้ว



     ความรู้สึกท่วมท้นนั้นพรั่งพรูออกมาจนหมดสิ้น



     เราน้อมรับชะตากรรมเหล่านั้นแต่โดยดี



          "ฮึก.. ฮ.."
     "ครู่เดียว.. อีกครู่เดียวมันก็จะจบลงแล้ว ที่รัก"



     เราเสียใจ



     เสียใจที่วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้หายใจเพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน



     น่าเสียดายที่เหตุการณ์อันแสนตราตรึงใจนี้จะไม่ได้รับการบันทึกลงบนหน้ากระดาษแผ่นบาง สมุดบันทึกที่เธอเคยเอ่ยขอยังคงถูกเก็บซ่อนมันเอาไว้ในลิ้นชักด้านหน้าของตัวรถ โดยไม่ได้หยิบจับมันออกมาบันทึกสักนิดนับตั้งแต่ที่เราทะเลาะกันและทำตัวหมางเมิน



     บันทึกแห่งความทรงจำแสนสุข นับตั้งแต่วันแรกที่เราได้พบ และตกหลุมรักกันในทุกๆลมหายใจ



     เราโชคดีเหลือเกินที่เรื่องราวค้างคาใจแสนเศร้านั้นได้จบลงไป แต่น่าเสียดายที่อ้อมกอดอบอุ่นในครั้งนี้จะเป็นวินาทีสุดท้ายที่เราสองจะสามารถทำมันด้วยกันได้




     ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!!




     เหล่าตำรวจที่ดักซุ่มอยู่รอบบริเวณต่างเผยตัว พร้อมกับสาดกระสุนปืนที่ตนเองมีเข้าใส่ตัวรถยนต์ของเราสองที่นิ่งสงบลงและไม่อาจขับเคลื่อนต่อไปได้ เมื่อทางตันของเราสองได้เดินทางมาถึง



          "อ.. อึก.. ฮ"




     ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!!


     
     ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีแห่งคณะลูกขุนทั้งหลาย



     เสียงของมันดัง ดังเสียเหลือเกิน ดังสนั่นไปทั่วพื้นแผ่นดินจนน่าตกใจ 



     จนกระทั่งความเจ็บปวดได้ก่อตัวขึ้นบริเวณแผ่นหลัง และแผ่กระจายความเจ็บปวดเหล่านั้นไปทั่วทั้งร่าง



     แผ่นหลังกว้างใหญ่ที่ทำหน้าที่ปกป้องเธอเอาไว้เป็นครั้งสุดท้ายเริ่มส่งกลิ่นเหม็นคาวของหยดเลือด ที่ต่างก็ไหลซึมออกมาตามรอยกระสุนที่ถูกยิงฝังลงไปอย่างสาหัส



     นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ในครั้งเฮือกสุดท้ายของชีวิตต้อยต่ำ



     และสุดที่รักของผม เธอกำลังจ้องมองผมด้วยดวงตาคู่งามที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยดน้ำตา



          "อีวาน!!"



     เลือดสีสดสาดกระจายไปทั่วกระจกรถบานใสและเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้าอ่อนเยาว์อันแสนเศร้าหมอง ดวงตาของเธอสั่นไหว หยดน้ำตามากมายรินไหลพรั่งพรูไม่แพ้กันกับหยดเลือดที่ต่างไหลนองออกจากบาดแผล



     มือหนาที่เต็มไปด้วยหยดเลือดของข้าพเจ้าถูกยกขึ้น มันเป็นแรงเฮือกสุดท้ายในชีวิตที่จะถูกใช้ในการเช็ดคราบน้ำตาให้จากหายออกไปจากใบหน้าสวยงามที่เปรอะไปด้วยสีแดงสดของเลือด



          "ม.. ไม่.. ไม่ร้อง.. อึก นะ.."



     ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!!




     เสียงปืนยังคงกระหน่ำยิงอย่างเลือดเย็น รุนแรงและว่องไวแสียจนแผ่นหลังชุ่มไปด้วยเลือดของผมไม่สามารถที่จะปกป้องคนรักในอ้อมแขนได้อีกต่อไปแล้ว



     ร่างของเธอถูกกระทำให้เจ็บปวดและมีหยดหยาดสีแดงสดนั้นรินไหลออกมาต่อหน้าต่อตา



     ภาพที่เห็นตรงหน้ามันช่างบาดใจ



     สองเราต่างใช้แรงเฮือกสุดท้ายในการโอบกอดกันเอาไว้อย่างไร้เรี่ยวแรง



     ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีแห่งคณะลูกขุนทั้งหลาย การเดินทางจะสิ้นสุดลง เราจะได้ไปพบกับพระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นที่รักของเราบัดนี้แล้ว



          ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!!





     เธองดงามเหลือเกินในคราแรกที่ได้พบเห็น



          "..ฮ อีวาน.. อ"




     และงดงาม จวบจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของข้าพเจ้าถูกพ่นออก 



     ดวงตาอันแสนหนักอึ้งได้กระพริบขึ้นลงอย่างช้าๆจนกระทั้งเป็นครั้งสุดท้าย 



     ภาพการมองเห็นทั้งหมดมืดดับลงอย่างสนิท 



     และทุกสรรพสิ่งรอบข้างได้จางหายไปไกลจากโสตประสาทการได้ยิน



          "ฮ.. อ.. วาน.."



          ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!!






          พร้อมกับจิตวิญญาณของเราสองที่ได้ดับสลายและล่องลอยไปชั่วกาล










ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีแห่งคณะลูกขุน
ผมตกหลุมรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น 
หัวใจดวงนี้เป็นของเธอเสมอ 
และจะเป็นเธอตลอดกาลจวบจนกระทั่งจิตวิญญาณนี้ดับสูญ

-Evan Haze







end.
#หากเราต้องตายในวันพรุ่งนี้
by ; christian butch



? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

93 ความคิดเห็น

  1. #93 BLACKLIS97 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2564 / 07:00
    เราพึ่งได้เจอนิยายของคุณไรท์ขอบอกตรงๆว่าภาษาที่บรรยายออกมานั้นดีมากความรักของทั้งสองคนนั้นผิดที่ผิดทางไปหน่อยแต่ในกลับสวยงามแต่ก็แสนเศร้าปกติเราไม่อ่านนิยายแนวดราม่าเลยถ้าเจอก็จะเลี่ยงทันทีแต่เรื่องนี้เราตัดสินใจอ่านเพราะเนื้อเรื่องตั้งแต่ตอนแรกดีมากถึงเราจะเสียน้ำตาไปเยอะก็เถอะหะๆ ขอบคุณที่แต่งออกมานะคะ
    #93
    0
  2. #89 dawalo52 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 00:26
    ค่ะ ㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠ คุณไรท์คะ เราไม่ใช่คนที่ร้องไห้กับฟิคเรื่องไหนง่ายๆเลยนะคะ แต่เรื่องนี้มัน สุดยอดจริงๆค่ะ เราลุ้นตามน้องเจย์เดนกับนายอีวานตลอด ลุ้นจนฉากสุดท้าย แล้วก็ตามนั้นเลยค่ะ ความรักที่บริสุทธิ์ของทั้งคู่มันคงผิดที่ผิดเวลาไปจริงๆ ปีกผีเสื้อเล็กๆที่กระพือในวันนั้นกลายเป็นลมพายุใหญ่ที่ตามล่าทั้งคู่ไปในวันนี้ และแม้จะเป็นห้วงสุดท้ายของชีวิตแต่ทั้งคู่ก็ไม่อาจพรากจากกัน เป็นความรักที่เจ็บปวดและสวยงามจริงๆค่ะ ขอบคุณไรท์ที่แต่งมันออกมาได้สวยจับใจขนาดนี้นะคะ
    #89
    0
  3. #80 chomchangarmy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 00:46
    ฮื่ออคือแบบขอชมก่อนนะคะภาษาดีมากค่ะคุณไรท์อ่านลื่นเลยอีวานพรรณนาพร่ำเพ้อถึงเจย์เดนคือดูหลงตั้งแต่เจอครั้งแรกจริงๆเป็นผู้ชายที่อบอุ่นโรแมนติกมากคนนึงเลยที่จดบันทึกเกี่ยวกับคนที่ตัวเองรักเอ็นดูความตั้งใจส่วนน้องเจย์เดนคือน่าสงสารจริงๆบางทีก็มีความคิดออกมาว่าก่อนจะตายก็อยากให้น้องรู้เหมือนกันนะว่าพ่อรักขนาดไหน(น้องเป็นเด็กดีน่ารักจีๆรู้กแม่;-;)ชอบประโยคตอนใกล้ๆจบมากค่ะว่าไม่มีโชคร้ายเสมอไปและโชคดีก็ไม่มีตลอดไปพวกเขาสองคนก็แค่คนธรรมดาที่รักกันมากๆจนลมหายใจเฮือกสุดท้ายเท่านั้นเอง ที่นี่คงไม่ใช่ที่ของพวกเขา:)
    #80
    0
  4. #77 BaVChaU (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 11:33
    ไรท์เขียนดีมาก ขยี้สุด อย่างน้อยๆลมหายใจสุดท้ายเค้าก็ยังคงรักกันได้อยู่ด้วยกัน
    #77
    0
  5. #71 Mingmomtaetae (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 06:07
    สุดยอดมากๆค่ะ เขียนได้ที่ดีมาก สุดท้ายแล้วทั้งคู่คงได้พบความสุขอย่างที่ต้องการซะที แต่ไม่ว่ายังเขาก็ยังกันและกันเสมอ
    #71
    0
  6. #70 MuffinsCarrot (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 22:24
    ภาษาสวยมากๆเลยนะคะทำให้เรารู้สึกร่วมไปด้วยกับความรักของทั้งสองคน ขอบคุณที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมาค่ะ
    #70
    0
  7. #58 pipimkook (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 12:26
    ฮือออออออ มันดีมากๆเลยค่ะคุณไรต์เห็นคุณไรต์ลงในทวิตเลยมาอ่าน เป็นนิยายที่ภาษาโครตสวย สวยมากๆ เนื้อเรื่องคือดีมากๆเลยค่ะ รู้สึกได้หลากหลายอารมณ์ ชอบความที่ทั้งสองรักกันจนสิ้นลมหายใจ ถึงจะเป็นนิยายสั้นแต่ก็สื่ออกมาได้ดีมากๆ ๆๆๆๆ ชอบมากๆเลยค่ะ ชอบความรักแบบนี้ ชอบบบบบฮือรักเลยก็ได้ค่ะ แงงงง ขอบคุณที่แต่งเรื่อนี้มานะคะ ถึงแม้ทั้งสองจะต้องตายแต่ก่จบด้วยความรักของทั้งคู่อยู่ดี เลิฟมากกกกก ;-;
    #58
    0
  8. #57 taehyung_30 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 02:28
    ไม่รู้จะพิมพ์อะไรก่อนดีเลย ดวงตาพร่ามัวและบวมไปหมดเลยย

    เราไม่เคยอ่านเรื่องไหนและเล่มไหน แล้วน้ำไหลพราก ร้องปานจะขาดใจขนาดนี้มาก่อน ทั้งๆที่เราอ่านมาก็เยอะมากจริงๆ คุณไรท์เขียนถ่ายทอดความรู้สึกตัวละครออกมาดีมากๆๆๆละเมียดละไมตั้งแต่ตอนแรกและทุกๆตอน จนมันทำให้ส่งอารมณ์มากมายเหลือเกินในตอนท้าย ตอนจบอันแสนเศร้าใจ เเม้มีไม่มากตอน แต่เราสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งความรักที่พวกเขาทั้งสองมีให้กันมันท่วมท้นเหลือเกิน ใจมันจะสลายแทนอีวานกับเจย์เดน ทั้งที่พวกเขาเอ่ยปากบอกรักกันบ่อยทุกวัน แต่ในตอนจบมันกลับไม่มี มีแต่เสียงปืนที่น่าสะเทือนใจ กับเสียงแผ่วเบาจากริมฝีปากเจย์เดน ที่เรียกชื่อคนอันเป็นรัก มันสะเทือนอารมณ์แบบไม่ไหวแล้วว และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณไรท์มากจริงๆนะคะ ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา มันมีความหมายกับเรามากๆจริงหลังจากอ่าน คงกลายเป็นเรื่องโปรดตลอดกาลสำหรับเรา ยอดอ่านหรือยอดไลค์ ยอดคอมเม้นท์ ไม่สามารถการันตีความสามารถของคุณไรท์ได้เลยค่ะ เพราะผลงานนี้มันวิเศษมากจริงๆ คุณไรท์น่านับถือมากๆเลย ขอคาราวะค่ะด้วยหัวใจจริง รักนะคะ~(^з^)-♡
    #57
    0
  9. #47 Maniciaa (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 09:33
    แงงงงงคือแบบบโอ้ยคุณคือฮืออออออ ความรักของอีวานที่มีต่อเจย์เดนคือความรักจริงๆ ถึงแม้ความรักของทั้งสองจะเต็มำปด้วยความจากลำบากแต่พูดได้เลยว่านักกันแบบจริงๆๆๆ คือจะร้องไห้มากเลยแง สงสารทั้งสองคนเลยกับชะตากรรมแบบนี้ ฉากตอนทุ่งหญ้าคืออ่านแล้วเขินตัวม้วนเลยค่ะ เป็นโรแมนติกใจสุดๆ แต่แบบฮือ พูดแล้วก็จะร้อง เสียดายที่น้องยังไม่เคยได้อ่านบันทึกนั่นนนนน ว่าพี่เขารักเธอมากขนาดไหนยัยเจย์เดน! ฮือ ชอบมากๆค้าบแง
    #47
    0
  10. #42 a2sad (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 23:47
    เราร้องไห้กับความรักของทั้งคู่เลยT_T มันเทามากกกกเลย
    #42
    0
  11. #41 Rainy1764 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 23:43

    ฮือออ เอาจริงดิ รอนะคะะ
    #41
    0