(end) your lips, my lips, APOCALYPSE /vkook

ตอนที่ 5 : ; drive

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 308
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    17 มี.ค. 63






     เสียงล้อรถยนต์ขูดขีดไปกับพื้นถนนขรุขระ นั่นฟังดูน่าหนวกหูเสียเหลือเกินหากว่ากำลังมีเรื่องน่ารำคาญใจให้ครุ่นคิดอยู่ในหัว ตัวรถยนต์ที่ถูกโดยสารโดยสองร่างซึ่งตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็น ในตอนนี้ใบหน้าทั้งสองซึ่งเคยเปี่ยมล้นไปด้วยความรักมาก่อนในวันวานกลับจืดชืด คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว ต่างฝ่ายต่างเบือนใบหน้าหนีมองออกไปนอกหน้าต่างคนละทิศละทางด้วยหัวใจที่คุกรุ่นไปด้วยโทสะอย่างล้นเหลือ



     มันเป็นเรื่องน่าอึดอัดซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในความสัมพันธ์ของเราทั้งสอง ความสัมพันธ์แห่งรักอันลึกซึ้งที่เราพยายามประคับประคองมันมาอย่างดีในทุกๆด้าน คอยอยู่เคียงข้าง ปลอบประโลมหัวใจที่อ่อนล้า จุมพิตที่หน้าผากเป็นขวัญกำลังใจให้กับอีกฝ่ายยามเมื่อท้อแท้ต่อหนทางในวันข้างหน้า 



     แต่ดูเหมือนว่าในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ถูกเอ่ยกล่าวมาทั้งหมดนั้นมันก็ยังไม่เพียงพอ 



     เรายังคงไม่เข้าใจกัน



     เราทะเลาะกันอย่างบ้าคลั่งอยู่ในความคิด มันไม่มีทางจบลงได้เลยในเมื่อต่างฝ่ายต่างมีทิฐิ ไม่เปิดใจรับฟังคำอธิบายและช่วยกันแก้ไขปัญหา ไม่ได้ช่วยกันตัดสินใจมองหาตัวเลือกตรงกลางที่จะทำให้เราทั้งสองนั้นเห็นพ้องอย่างเดียวกัน



     ผมและเธอยังคงเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างและไม่พูดอะไรออกมาสักคำ



     ปล่อยให้ความเงียบได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มกำลัง ให้คอยกัดเซาะช่องว่างระหว่างเราให้แคบลง หรือเพิ่มมากขึ้นในเมื่อเรายังคงส่งเสียงคำรามอย่างเงียบเชียบต่อกันอยู่เช่นนี้



     ความเงียบมันน่าหนวกหูเป็นบ้า มันแสนน่าอึดอัด






          'นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทิ้งอาวุธแล้วมอบตัวซะ'

     'เรา.. เราไม่มีทางหนีแล้ว อีวาน'
     '...'
     'นั.. นั่นคุณจะทำอะไร! ไม่! ไม่นะอีวาน!'

          'วางอาวุธซะ..'



          ปัง!!








     มันเป็นความผิดบาปอย่างมหันต์ที่ไม่สามารถให้อภัยได้



     มันเป็นสิ่งที่เราสัญญากันไว้ ว่าจะไม่มีวันกระทำมันอย่างเด็ดขาด สำหรับการกระทำป่าเถื่อนเช่นนั้น



     เธอบอกกับผมเสมอ ว่าเราไม่ใช่...



     'อ.. อีวาน'



     เราไม่ใช่ฆาตกรหรือโจรที่ปล้นฆ่าชิงทรัพย์ใครอื่นไปทั่วอย่างโหดร้าย



     'คุณฆ่าเขาทำไม.. คุณทำแบบนั้นทำไมอีวาน!'





     แต่ผมทำมัน



     ผมได้กระทำสิ่งที่เจย์เดนเกลียดที่สุดลงไปแล้วต่อหน้าต่อตาของเธอเอง





     นายตำรวจหนุ่มที่เดินทางมาถึงยังจุดเกิดเหตุเป็นคนแรกล้มลงนอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น เมื่อกระสุนจากชายผู้ถูกหมายหัวจากประชาชนทั้งรัฐถูกลั่นไกเข้าเต็มเหนี่ยวยังศีรษะของตำรวจหนุ่มได้อย่างแม่นยำ 



     เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ทันตั้งตัว ในขณะที่โจรทั้งสองกำลังออกปล้นร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในเมือง นายตำรวจหนุ่มผู้กล้าหาญได้กระโจนเข้ามาช่วยเหลือเหยื่อผู้โชคร้าย จนตัวเองต้องมาตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายเสียเองในคดีปล้นชิงทรัพย์นี้



     คดีปล้นทรัพย์ซึ่งเพิ่มข้อหาฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไป โทษที่ก่อเหตุขโมยซ้ำๆนั้นดูจะหนักขึ้นเป็นเท่าตัว



          "ฉันขอโทษ"



     นั่นเป็นคำพูดที่งี่เง่าที่สุดซึ่งไม่สามารถทดแทนความรู้สึกแย่ๆที่มันสูญเสียไปแล้วได้



     แต่มันเป็นคำพูดที่ดีที่สุด หากว่าจะต้องเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา ท่ามกลางสถานการณ์อันน่าอึดอัดบนพาหนะคับแคบในตอนนี้



          "ใครกันล่ะ คุณกำลังขอโทษใครกัน"



     เธอเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มันมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้หัวใจของผมกระตุกผิดจังหวะอย่างคนหวาดกลัวต่อความผิด



          "เอ่ยขอโทษต่อตำรวจที่ตายไปแล้ว หรือคำพูดที่ไม่มีค่าพอให้คุณได้ฉุกคิดของผม?"



     ถึงแม้เธอจะพูดกับผม แต่เธอไม่แม้แต่จะหันใบหน้ามามองกันสักนิด



     น้ำเสียงของเธอสั่นไหว บุคคลผู้ซึ่งเป็นที่รักยังคงเมินเฉยต่อตัวข้าพเจ้า นั่นยิ่งเพิ่มพูนความรู้สึกผิดที่มีอยู่ก่อนหน้าให้ยิ่งร้ายแรง กลัวว่าเธอจะโกรธ กลัวว่าเธอจะเกลียด ข้าพเจ้ารู้สึกละอายแก่ตนเองเป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่สัญญาว่าจะปกป้องเธอ แต่ก็กลับปกป้องความรู้สึกของเธอเอาไว้ไม่ได้



     มันทั้งอึดอัด ทรมาน และเจ็บปวดอยู่ลึกๆ



          "คุณผิดสัญญา คุณไม่ทำตามสัญญา"



     ผมเริ่มหายใจได้ไม่ทั่วท้อง เมื่อเสียงเล็กๆนั้นได้กระทบเข้าสู่โสตประสาทการได้ยิน น้ำเสียงแสนหวานจับใจของเธอที่ผมชอบฟัง กำลังพยายามเอ่ยทักท้วงถึงคำมั่นสัญญาที่ได้เคยให้ไว้ต่อกัน คำสัญญาที่ผมน้อมรับมันอย่างดีว่าจะปฏิบัติตาม



          'เราจะปล้น แต่จะไม่ทำร้ายใครนะครับ'




          "เจย์เดน.."
     "คุณพูดกับผมแล้ว ว่าคุณจะไม่ฆ่าใคร เราจะทำเพื่อความอยู่รอดก็เท่านั้น"




          "ก็เขาจะทำร้ายเธอ.."



     ภาพมันยังฉายชัดเจนอยู่บนม่านตา



     สีแดงของมันสาดกระจายไปทั่วผนังห้อง ด้วยระยะการยิงและแรงปะทะของกระสุนเม็ดเล็ก อานุภาพของมันรุนแรงนักเมื่อเทียบกับขนาด ผมยกมือขึ้นเช็ดของเหลวที่สาดประจายมาเปื้อนอยู่บนใบหน้าบางส่วน ท่ามกลางความตกใจของเจย์เดนที่มีต่อสถานการณ์ตรงหน้า และการดับสนิทชั่วครู่ของโสตประสาทการได้ยิน เนื่องจากเสียงดังสนั่นในตอนที่ไกปืนถูกลั่นออกไป



     ร่างของชายผู้เคราะห์ร้ายค่อยๆล้มลงไปกับพื้นอย่างช้าๆ จนร่างนั้นแน่นิ่งลง หยุดยั้งการหายใจเข้าออกในที่สุด



     และหากว่าหยดเลือดสีแดงที่พุ่งกระจายเปรอะเปื้อนไปทั่วบริเวณนั้นเป็นของบุคคลที่ผมรักอย่างสุดหัวใจ ผมคงทนไม่ได้หากจะต้องทนมองภาพที่คนรักกำลังตายจากไปต่อหน้าต่อหน้าต่อตา



          "ฉันไม่อยากเสียเธอไป"



     น้ำเสียงเลื่อนลอยเอ่ยออกมาอย่างยอมจำนน ผมยอม ยอมทุกอย่าง ยอมต้องผิดสัญญาที่เคยให้ไว้ ยอมต้องถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกร ยอมต้องถูกผู้คนรุมประณามและสาปแช่ง โทษฐานที่ก่อเหตุออกปล้นพวกเขาไม่เว้นวัน เพราะต้องการประทังชีวิตอันไร้ค่าของตัวเองและเธอผู้เป็นที่รักให้รอดจากการอดตายในแต่ละวัน



          "ผมก็ไม่อยากให้คุณฆ่าใครเหมือนกัน"



     แม้เธอจะไม่เห็นด้วย ไม่เคยเห็นด้วยเลยสักครั้งที่เราออกปล้น



          "ฉันเสียใจ เสียใจกับมันจริงๆ"



     เธอไม่อาจรู้ว่าในขณะที่ผมเอ่ยประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย ดวงตาของผมเอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกผิดมากมายแค่ไหน ผมพร่ำบอกเธอมาตลอดนับตั้งแต่วันแรก ว่าจะปกป้องเธอ จะมอบสิ่งที่ดีให้แก่เธอ จะดูแลเธออย่างดีที่สุดเท่าที่มนุษย์ผุ้หนึ่งจะสามารถดูแลของรักของหวงของพวกเขาได้



     และผมเองที่ได้ทำลายมันลง



     ผมทำลายจิตใจบริสุทธิ์ที่ผมตกหลุมรักให้ต้องขวัญเสียแตกกระเจิง 



     ชักอยากจะให้ช่วงเวลานี้ผ่านพ้นไปอย่างเร็วๆเสีย ช่วงเวลาที่เราสองปราศจากซึ่งความสุข ช่วงเวลาที่ไม่มีรอยยิ้มสวยงาม ช่วงเวลาที่ไม่มีเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะแสนหวานเสนาะหู



     ช่วงเวลาซึ่งความรักที่เราเคยมีให้แก่กันอย่างล้นเหลือหายตัวไปหลบซ่อนอยู่ ณ ที่แห่งใดก็ไม่รู้ของจิตใจ เหลือแต่เพียงความโกรธ ความไม่เข้าใจ ความผิดหวัง และความเศร้าสร้อยที่กำลังคลุมโปงดวงตาทั้งสองข้าง และจับเราหันหน้าแยกออกจากกันไปคนละทิศละทาง ไม่ยอมให้หันหน้ามาคุยเพื่อปรับความเข้าใจกันดีๆสักที



     การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงชั่วครู่ก่อให้เกิดหายนะที่ยิ่งใหญ่ คล้ายกับการขยับปีกเบาๆของเจ้าผีเสื้อตัวจ้อย มันส่งผลเสียออกเป็นวงกว้างและกระจายความเสียหายออกไปไกลอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว



     อีกนานแค่ไหน อีกกี่นาที หรืออีกกี่ชั่วโมง?



     ในขณะที่ตัวรถกำลังขับเคลื่อนต่อไปอย่างไม่รู้จุดหมายปลายทางเช่นนี้ 



     อีกนานแค่ไหนกันที่เราจะยอมหันหน้ามาพูดคุยกันดีๆ และแก้ไขความขุ่นเคืองใจที่เรามีต่อกัน?









     ประตูบานเดิมยังคงถูกดึงรั้งเปิดเข้าออกเสียจนกลัวว่ามันจะพังเข้าสักคราหนึ่งที่ถูกใช้งานอย่างไม่ระวัง มันยังคงเป็นวันที่วุ่นวายอยู่เสมอ และดูท่าว่าจะวุ่นวายยิ่งขึ้นไปอีกในทุกๆวัน ภายในสำนักงานตำรวจแห่งนี้ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต่างก็หอบเอาแฟ้มคดีเข้าออกห้องผู้บังคับบัญชากันเป็นว่าเล่น และผู้เสียหายเองก็ต่างเดินทางมายังโรงพักแห่งนี้เพื่อลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับเรื่องราวเดือดร้อนในแต่ละวันที่พวกเขาได้รับ



     หนึ่งในคดีที่น่าสนใจและเป็นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ถูกสนใจอยู่ในขณะนี้ แฟ้มคดีดังกล่าวถูกเปิดปิดไปมาอย่างไม่เว้นวัน เพื่อตรวจสอบ หรือเพื่อเพิ่มคดีของคนร้ายทั้งสองเพิ่มเข้าไปอีกในทุกๆวันเสียจนตัวแฟ้มแทบจะรับไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว 



     คดีปล้นรถ ปล้นข้าวของ ปล้นเงิน รวมไปถึงคดีล่าสุดที่ถูกสมทบเข้ามาของผู้ต้องหาทั้งสองราย



     นายตำรวจวัยกลางคนนั่งมองแฟ้มคดีที่อยู่ในมือของตัวเองด้วยแววตาปวดใจ เขายังคงระลึกถึงอยู่เสมอ



     เจย์เดน แอนเดอร์สัน ลูกชายแสนรักผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยและน่าประหลาด



     เขามีพยานปากสำคัญเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือภรรยาของเขาที่เอาแต่พูดกรอกหูอยู่ทุกวี่ทุกวัน ว่าลับหลังเขา เจย์เดนเป็นเด้กดื้อ เด็กเกเร และได้หนีตามกลุ่มเพื่อนอันธพาลไปแล้วในคืนนั้น



     แต่เขารู้จักเจย์เดนดีกว่าหล่อน รู้จักลูกชายแสนรักคนนี้ดีกว่าใครๆ



     จอร์จ แอนเดอร์สัน ยังคงไม่ปักใจเชื่อ ถึงแม้ว่าในหน้าแฟ้มคดีหนาเตอะนี้จะมีรูปภาพของลูกชายของเขาเป็นผู้ต้องหาอยู่อย่างเด่นหรา มันต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ จอร์จเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้น เขาถึงได้ขอย้ายจากสำนักงานตำรวจที่หลุยเซียน่ามายังเท็กซัส รัฐที่สองโจรออกปล้นและมีชื่อของเขาทั้งสองพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งทุกๆอาทิตย์ เพื่อสืบหาว่าความจริงว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่



     นั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมคดีปล้นชิงทรัพย์นี้ถึงยังไม่จบลงสักที และมีแต่จะเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นในแต่ละวัน



     เมื่อได้มารู้ความจริงว่านั่นเป็นฝีมือของลูกชายสุดที่รักเข้าจริงๆ มันยากจะทำใจเหลือเกิน



     มันเป็นสาเหตุและเป็นหลักฐานบ่งบอกได้เป็นอย่างดี ว่าเหตุใดนายตำรวจที่ซื่อสัตย์ หมั่นเพียร และขยันขันแข็งในการทำงานมาตลอดชีวิตราชการอย่างเขาถึงได้เพิกเฉยต่อกองงานตรงหน้าเสียอย่างนั้น



          "เกือบสามอาทิตย์แล้วที่คุณย้ายมาประจำการที่นี่ แต่ดูเหมือนว่าคดีของสองโจรนั่นไม่คืบหน้าแม้แต่น้อย"



     กลิ่นควันบุหรี่ลอยละล่องไปทั่วบริเวณ และสีขุ่นเทาของมันค่อยๆสลายหายไปรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับอากาศ พร้อมกับการปรากฏกายของชายร่างสูงผู้หนึ่งซึ่งกำลังย่างกรายเข้ามาภายในห้องทำงานส่วนตัวของเขาอย่างช้าๆ ชายเจ้าของน้ำเสียงแหบทุ้มที่จอร์จไม่ค่อยจะชอบหน้าเขาสักเท่าไหร่นัก ใครๆในสำนักงานตำรวจนี่ก็รู้กันทั้งนั้น ว่านิสัยใจคอของชายผู้นี้เป็นอย่างไร แม้ว่าจอร์จจะพึ่งย้ายมาทำงานยังสำนักงานนี้ได้ไหม่นานนัก แต่เขาก็มองออก ว่าชายตรงหน้านี้ไม่ใช่บุคคลที่น่าคบหาด้วยมากสักเท่าไหร่



          "ถ้าคุณยังเพิกเฉยต่อมันอยู่ล่ะก็ คดีนี้มันก็จะตกเป็นของผมอย่างเดิม รู้ใช่ไหม?"



     เขาถือวิสาสะนั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ทั้งที่ผู้หมวดวัยกลางคนยังไม่ได้เอ่ยเชื้อเชิญ ก็เอาเถอะ สำหรับ -ริชาร์ท ฮอฟแมนด์ (Richard Holfman) ถึงไม่ได้ถูกเชิญให้เข้าห้อง เขาก็คงจะเชิญตัวเองเข้ามาอย่างเมื่อสักครู่ ยังไม่พอ เขายังไม่ได้เคาะประตูห้องก่อนเข้ามาในนี้อีกด้วย ไร้มารยาทเป็นที่สุด



     "หากคุณทำคดีนี้ได้ดีอยู่แล้ว ตอนที่ผมทำเรื่องขอย้ายมาที่นี่มันคงไม่รวดเร็วนักหรอก"



     ผู้หมวดแอนเดอร์สันตอบกลับ ซึ่งชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็ดูจะไม่ได้แยแสต่อมันสักเท่าไรนัก



     "ก็ถ้าเกิดว่าคดีมันยังไม่คืบหน้าไปมากกว่านี้ คุณก็คงจะถูกส่งตัวกลับ"
     "..."
     "แล้วมันก็ต้องเป็นหน้าที่ของผม ที่ต้องตามจับสองโจรนั่น"



     เขาพูด อันที่จริงแล้วเขากำลังกวนประสาทจอร์จอยู่อย่างสนุกสนานอยู่ต่างหาก



          "อีวาน เฮซ หมอนั่นแสบใช่ย่อยเลยนะ"
     "..."
     "ทั้งที่ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน แต่ทำไมเขาถึงได้หลบหนีพวกตำรวจเก่งนักล่ะ?"




          "หรือตำรวจไม่กล้าจับกุมตัวเขา เพราะผู้สมรู้ร่วมคิดทำการปล้นร่วมกันกับเขาก็คือ..."



     จอร์จรู้ดี คำพูดพวกนั้นริชาร์ทกำลังสุมไฟใส่ให้เขารู้สึกโกรธ เขากำลังทำให้จอร์จโมโห



     คดีนี้มันไม่เคยคืบหน้าหรอก หากว่าจอร์จ แอนเดอร์สัน ไม่เดินทางมาที่นี่และตามแกะรอย รื้อคดีของทั้งสองคนนี้ออกมาตรวจสอบและทำใหม่ทั้งหมด จึงทำให้เขาเริ่มจะรู้ถึงอุบายของทั้งคู่ วิธีการปล้น ลักษณะร้านที่เข้าข่ายอันตราย รวมไปถึงเส้นทางของถนนที่คาดการณ์ว่าพวกเขาจะต้องใช้มันทุกครั้งในการหลบหนี



     นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมริชาร์ทถึงต้องการที่จะกลับมาทำคดีนี้นัก 



     เขาแค่อยากจะสาทต่อในสิ่งที่จอร์จทำมันไว้ทั้งหมดอยู่แล้ว และอยากจะมีชื่ออยู่บนหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง ว่าตนนั้นสามารถจับจอมโจรทั้งสองมาเอาผิดได้



          "คดีมันเกือบจะจบลงอยู่แล้วเชียวล่ะ อีกแค่นิดเดียว"



     เขายังคงพูดต่อ บุหรี่มวนเดิมถูกบดขยี้ลงกับโถบนโต๊ะทำงานอย่างไม่ใส่ใจนัก มันเป็นเพียงแค่สิ่งของประกอบฉาก ใช้ประกอบกับคำพูดของเขาที่เจือจางไร้น้ำหนักราวกับควันของบุหรี่มวนนั้น



          "น่าเสียดายที่หนึ่งในสองโจรนั่นคือลูกชายของคุณเอง ผู้หมวดแอนเดอร์สัน"
     "คุณต้องการอะไรกันแน่?"



     จอร์จปล่อยให้เขาพล่ามมามากพอสมควรแล้ว ชายวัยกลางคนเอ่ยถามออกไปตรงๆเมื่ออีกฝ่ายยังคงอึกอัก เอาแต่ไล่ต้อนหาคำพูดสวยหรูมาหว่านล้อมให้ตัวเองนั้นดูดี



          "ผมอยากให้คุณถอนตัวออกจากคดีนี้ซะ"



     ในที่สุดเขาก็ได้เผยมันออกมา ธาตุแท้ของเขาจริงๆ เขาคิดมันอยู่ในหัวตลอดเวลา



          "ผมรู้ว่าคุณทำใจยาก ในเมื่อบุคคลที่คุณต้องจับมาดำเนินคดีคือลูกชายของคุณเอง"
     "..."
     "และมันจะง่ายขึ้น ถ้าคดีนั้นอยู่ในความควบคุมของผม"



     ไม่มีทาง



          "ไม่"



     ไม่มีทางหรอกที่เขาจะได้ทำอย่างที่ใจเขาหวังไว้



     ถึงแม้ว่าลูกชายของเขาจะทำผิดจริง แต่จอร์จจะไม่ยอมปล่อยให้คดีนี้ไปอยู่ในกำมือของใครเด็ดขาด เขาจะทำมันให้ถูกต้อง จะจับคนผิดที่ชักชวนหรือลักพาตัวลูกชายของเขาไปมาลงโทษอย่างสาสมให้ถึงที่สุด



     ถึงแม้ว่าเจย์เดนจะได้รับบทลงโทษไปด้วยตามที่เขาได้มีส่วนร่วมในการทำผิดครั้งนี้ก็ตาม แต่จอร์จจะพยายามทุกทาง พยายามทุกทางให้โทษของลูกชายตัวน้อยๆของเขาได้รับโทษอย่างเบาที่สุด



          "ลูกชายของผม ผมรู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไรกับเขา"



     เสียงทุ้มเอ่ยออกไปเพื่อบอกกล่าวกับบุคคลที่ตนเองกำลังประจัญหน้า ทั้งน้ำเสียงและสายตาที่เด็ดขาดนั้นทำให้ริชาร์ทที่มีท่าทีว่าอยู่เหนือกว่าในคราแรกกลับมีอาการเกรงกลัวเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น



     ถ้าเขาจริงจัง เขาจะทำได้ดีทีเดียว



     ใครสักคนเคยพูดเอาไว้ก่อนที่ผู้หมวดแอนเดอร์สันจะย้ายมาประจำการที่นี่ ซึ่งริชาร์ทไม่เชื่อและลบหลู่เขาอยู่ในใจมาโดยตลอดจนกระทั่งวันนี้



     เขากลัวเหลือเกินว่าคดีนี้จะหลุดมือตนเองไปเสียแล้ว



          "ไม่ช้าก็เร็ว ผมจะได้ตัวเขามาดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งอีวานและเจย์เดน"



     ท่าทางมั่นใจของจอร์จ มันชักจะทำให้ริชาร์ทรู้สึกสั่นคลอน ทั้งที่ตอนแรกนั้นเขาก้าวเข้ามาในห้องนี้ด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม



     ถ้าหากว่าจอร์จยังยืนกรานว่าจะทำคดีนี้ต่อไป เขาคงต้องทำอะไรสักอย่าง



          "แล้วอย่าหาว่าผมไม่เตือนแล้วกัน ผู้หมวดแอนเดอร์สัน"



     คดีใหญ่แบบนี้จะหลุดมือ ริชาร์ท ฮอฟแมนด์ ไปไม่ได้เชียวล่ะ



     

     




     มันเป็นค่ำคืนแสนเหงาที่เงียบสงบ ไร้ซึ่งแสงสว่างจากพระจันทร์ดวงโตที่เคยส่องแสงนำทางเหมือนอย่างเคย ทั้งเงียบสงัดและมืดสนิท ไร้เสียงโหยหวนครวญครางของเหล่าสรรพสัตว์ใดๆยามค่ำคืน แม้แต่ในตอนนี้ เสียงสูดอากาศเอาลมหายใจเข้าออกทางโพรงจมูกก็ดูจะเงียบเบาเสียเหลือเกิน เสมือนว่าไร้ตัวตนหรือสิ่งใดๆกำลังโดยสารอยู่บนรถยนต์ เสมือนว่ามีศพสองร่างซึ่งถูกห่อพันร่างกายเอาไว้อย่างดีและวางมันไว้บนเบาะนิ่งๆ



     กลิ่นเหม็นสาปของมันเริ่มเน่าโชย แต่ก็ยังไม่มีใครยอมปริปากเริ่มพูดก่อนสักคำ ว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นระหว่างเราสอง หรือว่าสองเราควรจะต้องทำอย่างไรกันต่อไป



     จนกระทั่งตัวรถยนต์ถูกดับเครื่องลง ทุกการเคลื่อนไหวเริ่มหยุดชะงัก และศพทั้งสองร่างกลับมาหอบหายใจเข้าออกอีกครั้ง



          "อยากกลับบ้านไหม"



     ท่ามกลางความเงียบเหงา และท่ามกลางสถานการณ์อันน่าอึดอัดใจ เสียงหนึ่งเสียงได้เปล่งวาจาออกไปถามไถ่อีกบุคคลหนึ่งซึ่งนั่งประจำอยู่ข้างๆ



     ผมเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อน และได้ตัดสินใจจอดรถไว้บนขอบของถนนเส้นแคบ เมื่อตัวเองไร้ความคิดว่าจะไปที่แห่งใด ผมไม่รู้จะเอ่ยอะไรและไม่รู้ว่าจะพูดอะไรผิดๆออกไปให้คนร่างบางรู้สึกแย่บ้าง นั่นคงเป็นประโยคที่ดีที่สุดที่คนโง่เง่าอย่างเช่น อีวาน เฮซ จะสามารถพูดมันออกมาได้ในตอนนั้น



     ได้แต่เอ่ยถึงสถานที่ที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นความสุข บ้านที่เธอจะนอนหลับอย่างสบายใจบนที่นอนแสนสุขของตัวเธอเอง



     มันดีกว่าการต้องนอนค้างอ้างแรมอยู่บนเบาะรถแคบๆนี่เป็นไหนๆ



          "ถามทำไม"



     เป็นเวลานานกว่าครึ่งค่อนวันเข้าไปแล้วที่ผมไม่ได้จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสดใสดั่งลูกกระต่ายเฉกเช่นในตอนนี้ แก้วตาใสกลมมนดั่งลุกกระต่ายตัวน้อยๆที่แสนใสซื่อ ดูเหมือนว่าในตอนนี้ ความเศร้าหมองและความเหนื่อยล้าจะกลืนกินความสดใสดั่งแสงของพระอาทิตย์ในดวงตาคู่งามคู่นั้นไปจนหมดสิ้น



     สายตาของเธอดูว่างเปล่า ผมเองก็คาดการณ์สิ่งใดแทบไม่ได้จากดวงตาคู่นั้นของเธอ



     รู้เพียงแต่ว่าหากเธอเปลี่ยนใจ มันก็ยังไม่สายที่จะพาตัวเธอกลับไปส่งคืนยังที่เดิมที่พาเธอจากมา



          "มันยังไม่สายเกินไปที่เราจะกลับมาทบทวนกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะอารมณ์ชั่ววูบ หรือเพราะอะไรก็ตาม เธอถึงตอบตกลงที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกัน ยื่นมือมาด้วยกันกับฉัน"
     


          "คุณพูดแบบนี้ อยากจะทิ้งผมขึ้นมาแล้วหรือครับ"



     มันถูกตอบกลับด้วยคำถาม เป็นคำถามที่ถูกเอ่ยออกมาด้วยวาจาแสนน้อยใจ



          "อยากให้ผมไปจากคุณหรือ"



     ฝ่ามือหนาถูกยกขึ้น มันถูกส่งไปลูบไล้อยู่บนใบหน้าแสนหวานนั้นด้วยความอ่อนโยน สายตาของผมเต็มเปี่ยมไปด้วยความทะนุถนอม จ้องมองรายละเอียดบนใบหน้าของบุคคลอันเป็นที่รัก พลางระลึกไปถึงวันแรกที่เราได้พบกัน วันที่รอยยิ้มบนใบหน้านั้นยังตราตรึงมาตลอดจนถึงบัดนี้



     มันเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกันกับครั้งแรกที่เราได้พบ



     บุรุศเพศผู้ซึ่งเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของนายตำรวจผู้มีเกียรติ ก้าวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของผมด้วยความสง่า



          "ไม่"



     ในตอนนี้ ในสายตาของผมมองเห็นเพียงแต่ใบหน้าเศร้าหมองของเด็กหนุ่มธรรมดาทั่วไปคนหนึ่งก็เท่านั้น



          "ฉันเสียเธอไปไม่ได้"



     ซึ่งเป็นคนเดียวกันที่ผมตกหลุมรักอย่างสุดหัวใจ รักเธอมากกว่าสิ่งใดที่ผมจะสามารถจินตนาการออกมาได้บนโลกใบนี้



          "ผมก็มาไกลเกินกว่าที่จะกลับไปที่ตรงนั้นแล้ว อีวาน"



     ถึงแม้ว่าแผลในใจที่เคยต้องทำให้เจ็บช้ำอย่างรุนแรงมันจะยังฝังลึกอยู่ แต่เธอได้ทิ้งอดีตอันมัวหมองเหล่านั้นไปจนหมดสิ้นแล้ว



          "ผมไม่กลับบ้านเด็ดขาด และจะไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้ว"



     เธอตอบกลับมาด้วยวาจาฉะฉาน นั่นฟังดูเด็ดขาดและเติบโตขึ้นจากแต่ก่อนอยู่ไม่น้อย แม้ดวงตากลมใสจะปรากฎเงาของหยดน้ำตาหลบซ่อนอยู่ข้างในนั้นก็ตาม



     มันอัดอั้นความรู้สึกเอาไว้มากมาย ถึงเธอจะไม่ได้เอ่ยมันออกมาสักประโยค แต่ผมก็รับรู้ได้ถึงความอึดอัดของอารมณ์ที่ตีกันอย่างยุ่งเหยิงอยู่ภายในแก้วตาใสคู่งามของเธอ



     ดวงตาแสนหวานสั่นระริก



          "ฉันขอโทษสำหรับสิ่งที่ทำลงไป ขอโทษที่ผิดสัญญานะ"
     "..ฮ."
     "ขอโทษ ที่บอกว่าจะทำให้เธอมีความสุข แต่ก็ทำไม่ได้สักที"
     "ฮ.. ฮึก"



          "ทำให้เธอมีความสุขไม่ได้สักครั้ง"



     เธอสะอื้นเสียงเบา เมื่ออารมณ์ที่ถูกอัดอั้นเอาไว้ในส่วนลึกได้ประทุขึ้น มันระเบิดออกมาผ่านหยดน้ำตาที่เอ่อล้นอยู่ในดวงตาคู่สวยจนเริ่มกักเก็บไว้ไม่ไหว 



          "ขอโทษนะครับ"



     ผมยิ้ม ยิ้มทั้งที่ดวงตาเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งขอบ ยิ้มปลอบใจเธอแม้ว่าผมก็รู้สึกสิ้นหวังไม่ต่างกัน



     มันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกรักกันน้อยลง แต่สิ่งที่ผมกระทำผิดสัญญานั้นมันจะทำให้คืนวันที่เราได้รักกันเหลือน้อยลงต่างหาก ตำรวจพวกนั้น พวกเขาจะไม่หยุดตามล่าเรา หากแต่จะยิ่งตามล่าเราทั้งสองมากยิ่งขึ้นไปอีก



     มันเพราะสิ่งที่ผมทำลงไป เป็นอีกคืนและอีกคืนที่ผมต้องทนปวดใจมองดูคนรักตรงหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอีกครั้ง โดยมีต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องเสียใจมันคือตัวผมเอง



     เราต่างก็รู้แจ่มแจ้งอยู่แก่ใจอย่างชัดเจน เวลาของเราเหลืออยู่ไม่มาก



     เราเสียใจ เสียใจเหลือเกินที่ชีวิตรักของเราทั้งสองมีอุปสรรคแสนยากลำบากมาขวางทางเราไว้



          "พักผ่อนนะคนดี"



     มือหนาทั้งสองข้างต่างประคองศีรษะมนของคนตรงหน้าให้ค่อยๆโน้มลงซบพนักพิงของเบาะรถ กระทำมันอย่างเบามือในขณะที่แววตายังคงจ้องมองไปยังร่างตรงหน้าอย่างไม่ละสายตาไปไหน คอยเฝ้ามองร่างอ่อนระทวย กล่อมนอนให้เธอหลับฝันดี หนีห่างไปจากโลกแห่งความเป็นจริงที่ช่างโหดร้ายกับเราเหลือเกิน



          "คนโง่ ฮึก.. อีวาน คุณมันโง่"
     "..."
     "บ้านของผมก็คือคุณ"



     เธอเอ่ยทั้งน้ำตา พลันหัวทุยของคนร่างบางก็ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาซบลงตรงอกของผมอย่างต้องการที่พักพิง กำปั้นเล็กๆทุบเข้าที่หัวไหล่ของผมด้วยแรงที่ไม่ได้มากนัก คล้ายกับจะย้ำเตือนและลงโทษคนโง่ตามที่เธอได้กล่าว



          "ไม่ต้องไล่ผมให้ไปไหน ผมไม่ไป ไม่ไปจากคุณ"



     เสียงใสสั่นเครือเหตุเพราะเธอเอ่ยพลางสะอื้น กำปั้นเล็กๆที่เคยทุบดีอยู่บริเวณหัวไหล่ต่างก็สงบลง มันแปรเปลี่ยนเป็นอ้อมกอดน้อยๆคอยโอบกอดผมเอาไว้อย่างแนบแน่น ราวกับว่าเธอกลัวว่าถ้าหากคลายอ้อมกอดนี้ออก ผมจะอันตรธารหายลับไปและไม่กลับมาให้เธอได้เห็นอีกแล้ว



     เช่นเดียวกันกับอ้อมแขนของผมที่โผเข้ากอดเธอเอาไว้อย่างแนบแน่น ส่งมอบความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นให้เธอได้สบายใจ ว่าเธอจะปลอดภัยอยู่เสมอตราบใดที่ยังอยู่ในอ้อมแขนนี้ของผม



     อ้อมแขนอบอุ่นที่มีแค่เธอเท่านั้นที่จะได้เป็นเจ้าของ



          "เลิกโทษตัวเองได้แล้ว ผมมีความสุขที่สุดก็ตอนได้อยู่กับคุณ"



     เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าอย่างไรเสียผมจะไม่มีวันทอดทิ้งเธอไปไหน นอกจากว่าเธอนั้นจะไม่ต้องการเห็นหน้าผมอีกต่อไปแล้วเสียเอง



          "อยู่ด้วยกัน ฮ.. อยู่ด้วยกันนะ"
     "ผมอยู่.. อยู่ตรงนี้เสมอ"



     ผมพยายามกลั้นเสียงสะอื้นในลำคอบ้าง และมันดูจะเป็นเรื่องแสนยากลำบากเหลือเกินเมื่อความรู้สึกสิ้นหวังอย่างไม่เคยมีนั้นต่างประเดประดังถาโถมเข้าใส่เสียจนล้นอก มันมืด มืดมิดไปหมดสำหรับหนทางที่เราต้องก้าวเดินไปข้างหน้า



     เราอยู่ด้วยกันเสมอ ผมไม่กลัวหรอกว่าคนใดคนหนึ่งจะทิ้งกันไป



          "มันจะไม่เป็นไร.. ไม่เป็นไร"



     ผมแค่กลัว กลัวว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้ให้เราได้ใช้ชีวิตร่วมกันอีกต่อไปแล้ว



     ได้แต่เอ่ยปลอบใจคนในอ้อมแขน แม้ว่าผมเองก็รู้สึกถึงความสิ้นหวังอยู่ไม่ต่างกันนัก มันน่าเศร้าเหลือเกิน ราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้นถูกกำหนดเอาไว้เช่นนี้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น ผมและเธออันเป็นที่รักไม่มีทางที่จะได้สานสัมพันธ์รักกันด้วยดี มันฉายชัดเจนขึ้นทุกๆวันว่าเรื่องราวในวันต่อไปจะเป็นอย่างไร จุดหมายปลายทางที่เราต้องมุ่งไป ภาพของมันเป็นแบบไหน



     ผมทำได้ดีที่สุดเพียงแค่อ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าอันเป็นที่รักของเราทั้งสอง อ้อนวอนต่อท่านขอให้เราทั้งสองไม่ต้องประสบพบเจอเรื่องร้ายๆใดๆในอนาคตต่อไปอีกแล้ว



     








ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!












     ซึ่งก็ดูเหมือนว่าคำอ้อนวอนที่ถูกขอร้องไป พระผู้เป็นเจ้าท่านไม่ได้แม้แต่จะรับฟังคำขอของคนบาปอย่างพวกเราเลย



  







tbc
by ; christian butch

? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

92 ความคิดเห็น

  1. #88 dawalo52 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 00:02
    มาไกลกันแล้วจริงๆนะคะ มันเศร้าจนจุกอกไปหมด แล้วก็พอจะเดาได้ด้วยว่าทางข้างหน้าจะเป็นยังไง นี่สินะคะความแตกต่างระหว่างชนชั้น ถึงน้องเจย์เดนจะทำผิดแต่ก็ยังมีพ่อแม่ที่คอยรับหน้าได้ ช่วยให้ลดโทษได้ แต่กับอีวานคงจะเหลือเพียงแต่คนเดียวจริงๆ กระทั่งพี่ชายก็คงจะมองหน้ากันไม่ติดแล้ว ㅠㅠㅠㅠㅠ ปวดหัวใจจริงๆเลยค่ะ
    #88
    0
  2. #76 BaVChaU (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 11:08
    เศร้ามาก เรื่องมันเลยเถิดไปไกลมากแล้ว
    #76
    0
  3. #56 taehyung_30 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 01:32
    ไม่เอานะ ไม่เอา ทำใจไม่ไหวเลยจริงๆ สงสารทั้งคู่มาก พระเจ้าได้โปรดช่วยเมตตา(╥_╥)
    #56
    0
  4. #40 onthetimej (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 20:53
    ติดตามต่อไปคับ 🖐🏻🥺ไม่ว่าจะยังไงแต่ขอให้สองคนนี้อย่าแยกจากกันเลยๆๆㅠㅡㅠ ไรต์แต่งดีภาษาสวยทุกตอนเลย รอเสมอค่ะคุณ
    #40
    0
  5. #39 onthetimej (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 20:53
    ติดตามต่อไปคับ 🖐🏻🥺ไม่ว่าจะยังไงแต่ขอให้สองคนนี้อย่าแยกจากกันเลยๆๆㅠㅡㅠ ไรต์แต่งดีภาษาสวยทุกตอนเลย รอเสมอค่ะคุณ
    #39
    0
  6. #38 Kimtaekook119597 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 01:31
    สงสารทั้งคู่จังเลยข่ะฮืออออ
    #38
    0
  7. #37 BBunny_9597 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 08:41

    ฮืออออออ😭 รออ่านอยู่นะ ขออย่าให้ทั้งคู่เป็นเลย
    #37
    1
  8. #36 Maniciaa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 23:04
    แอแงภาษาดีมากเลยค่ะทำเอาบีบใจมากเลย แบบเจ็บปวดไปหมดเลยตอนทั้งสองเมินกันแบบ ฮือออออ กลับไปไม่ได้แล้วจริงๆ คำนี้คือจริงมากค่ะ แบบอย่าเป็นอะไรไปกันเลยนะทั้งสองคน จะต้องอยู่ด้วยกันนะ อย่าเพิ่งละทิ้งความพยายามแง ตอนที่ตาพี่ถามว่าอยากกลับบ้านคือน้ำตาจะไหลแล้วค่ะแง เข้าใจมากเลยว่าอยากให้น้องกลับไปอยู่แบบสุขสบายฮืออ แต่อย่าพูดแบบนี้สิ! คิดถึงหัวอกยัยน้องบ้าง แบบฮือออ ชอบไปหมดเลยค่ะ ชอบไวบ์ในเรื่องนี้สุดๆเป็นกำลังใจให้นะคะ!
    #36
    0
  9. #35 kikmab (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 15:12
    น้ำตามาาาา เเงงงงง สงสารทั้งคู่เหลือเกิน
    #35
    0
  10. #34 Rainy1764 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 23:17

    ฮืออออออรอต่อไป อย่าเป็นอะไรกันน้า
    #34
    0