(end) your lips, my lips, APOCALYPSE /vkook

ตอนที่ 4 : ; the unforgettable moonlight melody

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 393
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 57 ครั้ง
    31 ธ.ค. 63










     ตำรวจท้องถิ่นได้เดินทางมาถึงยังจุดเกิดเหตุหลังจากได้รับแจ้งเหตุจากชายร่างท้วม ว่าร้านสะดวกซื้อที่ตนเป็นเจ้าของอยู่นั้นถูกปล้นเอาเงินสดและอาหารบางส่วนไปจากร้าน แต่ทว่า กว่าที่ตำรวจทั้งสองนายจะเดินทางมาถึงยังจุดเกิดเหตุมันก็สายไปเสียแล้ว เมื่อคู่รักหัวขโมยทั้งสองได้หลบหนีออกนอกเขตของรัฐไปได้



     หลงเหลือเพียงแต่ชื่อเรียกของหนึ่งในสองโจร และรูปพรรณสันฐานที่คู่รักทั้งสองได้ทิ้งเอาไว้เป็นเบาะแสให้กับพวกตำรวจ จากปากของผู้เสียหายทั้งสองที่อยู่ในเหตุการณ์



          'เขาชื่ออีวาน ผมได้ยินชายอีกคนเรียกเขาว่าอย่างนั้น'



     นายตำรวจวัยกลางคนยศนายร้อยนั่งครุ่นคิดและจมดิ่งอยู่กับคำพูดของผู้เสียหายในคดีปล้นทรัพย์ครั้งนี้เสียจนไม่เป็นอันทำอะไร ภายในสมองกำลังนึกคิด ว่าเขาเคยได้ยินชื่อนี้มาจากที่ไหนสักที่เมื่อสองสามวันก่อน พร้อมกับเปิดแฟ้มบันทึกประจำวัน ตรวจดูการลงบันทึกของคดีปล้นทรัพย์ที่เกิดขึ้นในอาทิตย์ที่ผ่านมา



     จากที่เป็นคนสุขุม เคร่งครัดและมีสมาธิกับการทำงาน ในเวลานี้เขากลับกลายเป็นกระวนกระวาย กังวลใจเกี่ยวกับเรื่องการหายตัวไปของลูกชายเสียจนไม่เป็นอันทำงานเหมือนอย่างที่เคยเป็น



     ร้อยตำรวจเอก -จอร์จ แอนเดอร์สัน (Gorge Anderson) พลิกหน้ากระดาษไปมาพลางไล่สายตามองสักสองสามบรรทัด เขาก็หาเจอทันที ว่าชื่อเรียกที่ติดค้างอยู่ในหัวของเขามาทั้งวันนั้น แท้จริงแล้วมันเป็นนามของใครกันแน่



          อีวาน? อีวาน เฮซ?



     โจรผู้ก่อคดีขโมยรถยนต์ของเจ้านาย และทำร้ายร่างกายพี่ชายแท้ๆของตัวเองเมื่อสองอาทิตย์ก่อน



     อาจจะใช่คนเดียวกันก็เป็นได้ หากเทียบรูปภาพในคดีก่อนหน้าเข้ากับคดีล่าสุดที่ถูกแจ้งเข้ามา หากว่ารูปพรรณสันฐานนั้นคล้ายคลึงหรือใช่คนเดียวกันทั้งสองคดี นั่นก็อาจจะทำให้เขาสามารถตามตัวผู้ร้ายนายนี้ได้ง่ายขึ้น



     และอาจทำให้รู้เบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหายตัวไปของลูกชายของเขา



     เจย์เดน แอนเดอร์สัน ที่ภรรยาคนใหม่ของเขาบอกกล่าวว่าลูกชายแสนดีคนนั้นได้หนีจากเขาไป หนีตามไปด้วยกันกับพวกวัยรุ่นอันธพาล



          "ประสานงานไปยังตำรวจท้องถิ่นเท็กซัสให้ออกประกาศจับ อีวาน เฮซ โดยด่วน ผมคาดว่าเราจะตามตัวเขาได้เร็วๆนี้แล้วล่ะ"
     "รับทราบครับ ผู้หมวด"



     ไม่ผิดคนแน่ เขามั่นใจ



     อีวาน เฮซ ต้องใช่คนเดียวกันกับคนที่อยู่กับลูกชายของเขาเป็นคนสุดท้ายอย่างแน่นอน








     



          4 months later
     Texas, 1934s 









     ในช่วงเวลายามเย็นที่แสงสีส้มของตะวันดวงโตทอจรดส่องประกายแสงสีงามนั้นให้ลู่แนบไปกับผืนแผ่นดิน ภายในดงหญ้ารกร้างของสองข้างทางถนนมีรถยนต์คันใหญ่สองคันจอดคั่นกลางไว้ระหว่างมัน รถคันแรกแลดูหรูหราสวยงามทันสมัย แต่ก็มีรอยตำหนิบริเวณด้านหน้าและท้ายรถ ตรงส่วนของป้ายทะเบียนที่ดูคล้ายกับว่ามันจะถูกถอดเปลี่ยนออกไปหลายครั้งเสียเหลือเกินจนบริเวณรอบๆเริ่มผุพัง 



     ส่วนรถอีกคันเป็นเพียงรถกระบะเปื้อนฝุ่นโคลนธรรมดา แถมยังแอบได้กลิ่นเหม็นเน่าเล็กน้อยโชยมาจากรถคันเก่าคันนั้น



     รถยนต์สำหรับขนย้ายศพของสัปเหร่อ



          "ชู่ว.. ชู่ว.. อยู่นิ่งๆนะครับ พวกเราไม่ทำอะไรคุณแน่นอน"



     เสียงหวานเอ่ยบอกสตรีวัยกลางคนที่ถูกจับมัดมือมัดเท้าไว้ด้วยเชือกป่าน ริมฝีปากของเธอถูกมัดปิดไว้ด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนบาง แต่นั่นก็หนาแน่นมากพอที่จะทำให้เสียงร้องครวญอย่างหวาดกลัวของเธอหลุดรอดออกมาได้เพียงนิด



          "อ.. อื.. อ ฮ..."
     "Oh that night that was brighter than usual"



     น้ำเสียงครวญครางอย่างหวาดผวาถูกกล่อมเกลาให้คลุกเคล้าไปกับเนื้อเสียงหวานของเด็กหนุ่มที่นั่งลงอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังฮัมเพลงหวานเพลงโปรดของเขาอยู่ในลำคอเสียงดังและอารมณ์ดี แตกต่างจากอาการหวาดกลัวจนตัวสั่นของหญิงสาวโดยสิ้นเชิง



     -ชาร์ล็อต วีลล์ (Charlotte Wheel) พยายามส่งเสียงร่ำไห้ของตนออกไป หวังจะให้มีใครที่ผ่านมาแถวนี้ได้มาเห็นพฤติกรรมของชายสองนายที่กำลังกระทำแก่เธอและบุกเข้ามาให้ความช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะขอมากเกินไป ในช่วงเวลาใกล้ค่ำมืดบนถนนเส้นเปลี่ยวสำหรับการเดินทางไปยังป่าช้าเฉกเช่นนี้ มันเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกินที่จะพบเจอใครสักคนสัญจรผ่านไปมา



     แต่นั่นคงเป็นเรื่องดีและทางสะดวกที่สองโจรผู้นี้คงจะได้ออกปล้นอย่างสบายใจ ไร้แววผู้ใดมาขวาง



     เธอไม่คุ้นหน้าคุ้นตาชายทั้งสอง แต่ก็พอจะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาบ้าง



     โจรสองคนผู้โด่งดังจากการตระเวนปล้นมาแล้วทั้งหมดระหว่างรัฐห้ารัฐด้วยกัน โดยที่พวกตำรวจไม่สามารถที่จะจับกุมหรือตามตัวของพวกเขาได้ทันเลยสักครั้ง นั่นยิ่งทำให้ชื่อเสียงของพวกเขามีมากขึ้นไปอีก พวกเขายิ่งได้รับความสนใจเข้าไปใหญ่ ทั้งที่ไม่เคยมีใครได้รู้หรือเห็นหน้าค่าตาของพวกเขาอย่างชัดเจนเลยสักครั้ง



     รูปภาพที่ใช้สำหรับการประกาศจับก็เป็นรูปภาพจากปากเสียงของเหล่าพยานที่พากันมาร้องทุกข์กันกับพวกตำรวจ มันอาจจะถูกรวมมาจากปากเสียงของพยานหลายๆคนกระมัง รูปภาพบนป้ายประกาศจับนั่นมันถึงได้ออกมาแสนทุเรศเสียจนไม่เหมือนกับว่าเป็นหน้าตาของมนุษย์ แตกต่างจากใบหน้าจริงๆของพวกเขาทั้งสอง ที่ชาร์ล็อตได้มองเห็นอย่างชัดแจ๋วในขณะนี้



     ยังเด็กกว่าที่คิดเอาไว้ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจของอเมริกามันจะย่ำแย่เพียงไรก็เถอะ เธอนึกเสียดาย เด็กทั้งสองคนนี้ไม่ควรแนะนำชักชวนกันมาทำเรื่องไม่ดีเช่นนี้เลย



          "หิวหรือเปล่าครับ? ผมมีแอปเปิลอยู่ตรงนี้"



     เขานั่งขบกัดกินผลแอปเปิลอยู่อย่างสบายใจ ในขณะที่เธอต้องนั่งมองชายอีกคนกำลังทำการโจรกรรมทรัพย์สินที่เธอมีติดรถอยู่เพียงน้อยนิดนั่น



     เธอหวาดกลัวคนทั้งสองผู้ แต่อีกใจก็ยังขอสาปแช่งในชายทั้งสองมีจุดจบที่ไม่น่ายินดี ที่เขามาทำเช่นนี้กับเธอก่อน



          "ป.. ปล่อยฉันไปเถอะ.. ปล่อย.. ปล่อยไป ฮึก"



     เธอพยายามบอกกล่าวทั้งน้ำตาถึงเจตจำนง แสดงออกถึงความหวาดกลัวออกมาอย่างล้นหลาม



     แต่ก็เหมือนกับพระเจ้าไม่ยอมรับฟัง เด็กหนุ่มท่าทางสุภาพอ่อนหวานปฏิเสธต่อคำร้องขอ



          "เราจะไม่ปล่อยคุณไปไหน จนกว่าสามีของผมจะเสร็จงาน"



     แม้สติสตางค์ของเธอจะค่อยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่ก็พอเข้าใจในความหมายของประโยคที่เด็กหนุ่มพูด พอจบประโยคที่เขากล่าว ดวงตากลมโตสวยงามนั้นก็หันไปมองยังร่างของชายอีกผู้ที่กำลังรื้อค้นข้าวของในรถขนศพ ประกายในสายตาคู่นั้นงดงามและแสนซื้อสัตย์ เด็กหนุ่มจ้องมองบุคคลที่เขาเรียกว่าสามีนั่นด้วยความรักบริสุทธิ์แสนใสซื่อ และสัตย์จริงดั่งต้นดอกทานตะวัน ที่หันมองเพียงแต่ดวงอาทิตย์ของมันเพียงแค่ดวงเดียว



          "ผมหันหลังให้กับคนทั้งโลก และเชื่อใจเขาที่สุดในโลก"
     ".. อ.. ฮึก.."
     "หวังว่าคุณจะเข้าใจเรานะครับ ขอโทษสำหรับเรื่องแย่ๆ แล้วก็รบกวนศพที่คุณกำลังขนพวกเขามา"



     เด็กหนุ่มกำลังเอ่ยถึงศพที่ถูกห่อด้วยผ้าดิบสีขาวอย่างดีซึ่งตั้งวางอยู่ท้ายกระบะ พลางทำหน้าตาคล้ายกับว่าเขากำลังรู้สึกผิดจริงๆ ครู่หนึ่งที่ชาร์ล็อตคิด ว่าจริงๆแล้วเด็กตรงหน้านี้ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าคำว่าเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเลยเสียด้วยซ้ำ



     เขาเป็นเพียงเด็กชายที่มีหัวใจอันงดงามคนหนึ่งก็เท่านั้น



          "สวยใช่ไหมครับ?"



     มือซ้ายถูกยื่นออกมาข้างหน้า พลางนิ้วมือเรียวสวยทั้งห้าก็กางอ้าออก อวดความระยิบระยับของเหลี่ยมเพชรเม็ดงามที่ถูกสวมอยู่บนหัวแหวนของนิ้วนางข้างซ้าย ซึ่งกำลังทอประกายเล่นเหลี่ยมไปกับแสงสีทองของพระอาทิตย์อย่างแวววาว อวดโฉมอันงดงามให้แก่ผู้ที่ทอดมองอยู่ให้รู้สึกเพลิดเพลินไปกับมัน



          "เราปล้นมาจากร้านจิวเวลรี่ และพึ่งแต่งงานกันที่ป่าหญ้ารกร้างข้างทางที่ไหนสักแห่งเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง"



     แววตาคู่งามและริมฝีปากแสนสวยกำลังยิ้มร่าอยู่อย่างมีความสุข เมื่อเขาได้ทอดมองไปยิ่งเครื่องประดับแสนแพงที่ถูกสวมอยู่บนนิ้วมือ และรู้สึกมีความสุขไปกับเรื่องที่ตนเองกำลังพูดถึง ร่างเล็กเอ่ยเจื้อยแจ้วราวกับว่ากำลังพูดคุยอบู่คนเดียว เพราะไม่มีเสียงตอบรับใดๆหลุดออกจากปากของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย



          "สองอาทิตย์ที่แล้วเราปล้นร้านเพชรกัน แต่วันนี้เรากลับมาปล้นรถขนศพคันเล็กๆ"



     น้ำเสียงที่ถูกเอ่ยอย่างสดใสนั้นแอบแฝงไปด้วยความเศร้าหมองและกังวลใจ ถึงใบหน้าเยาว์วัยของเธอจะถูกเคลือบไปด้วยรอยยิ้มแสนหวาน แต่นั่นก็อาบไปด้วยความกังวลที่ถูกแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน



     เคยมีข่าวลือด้วยกระมัง ว่าหลังจากที่หนีตำรวจและได้ทำการขับรถข้ามไปยังรัฐอีกรัฐแล้ว พวกเขาทั้งสองจอดรถและลงมาเต้นล้อเลียนพวกตำรวจกันอย่างไม่เกรงกลัว เพราะรู้ดีว่าตำรวจพวกนั้นไม่สามารถที่จะจับผู้ร้ายข้ามรัฐได้



     พวกเขาออกปล้นไปทั่วรัฐอย่างไม่เกรงกลัวว่าจะถูกจับ จนผู้คนต่างตระหนกและตื่นกลัวไปทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วยังจะต้องมีเรื่องอะไรให้ไม่สบายใจอีกหรืออย่างไร ในเมื่อพวกเขาไม่แม้แต่จะกลัวพวกตำรวจ



          "เป็นสัปเหร่อหรือครับ?"
     "ช.. ใช่"



     เธอตอบกลับและเริ่มพูดคุยกันกับเด็กหนุ่ม เมื่อมองเห็นว่าเขาก็ไม่ได้มีพิษภัยร้ายแรงอะไร แถมยังมองดูแสนบริสุทธิ์ไร้เดียงสา 



     แต่ก็นั่นแหละ ภาพลักษณ์ของโจรที่จะทำให้ผู้คนไม่สงสัย ภาพลักษณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กอย่างเขาจะเป็นขโมย



          "ถ้าเป็นไปได้ ในอนาคตฝากคุณจัดการเรื่องศพของพวกเราด้วยนะ"
     "..."
     "ฝังเราไว้ข้างๆกัน ในสุสานที่เงียบสงบ"



          "หวังว่าจะไม่เหลือบ่ากว่าแรงสัปเหร่อเช่นคุณหรอกนะ"



     เด็กหนุ่มพูดพลางหัวเราะไปพลางอย่างไม่จริงจังมากนัก ทว่าดวงตากลมโตนั่นกลับเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง แฝงไปด้วยความหวาดกลัว และเขาเลือกที่จะปกปิดพวกมันเอาไว้ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ



     ที่มันดูฝืน



     มันอาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆอย่างที่เด็กหนุ่มกล่าว ว่าสักวันหนึ่งที่จุดจบของพวกเขามาถึง มันจะจบลงเช่นไร?



     หากวันหนึ่งที่ทั้งสองหยุดหนี ชีวิตของพวกเขาจะไปจบลงที่ตรงไหน?



     คุก



          "เจย์เดน"



     หรือความตาย?


          
          "คุยอะไรกันอยู่ หืม?"



     ร่างโปร่งของชายอีกคนที่แล้วเสร็จจากการรื้อค้นข้าวของเดินตรงมายังสองร่างที่อยู่ไม่ห่างไปจากบริเวณที่เขาอยู่สักเท่าไหร่ เขาเอ่ยเรียกอีกฝ่ายพลางถามไถ่ด้วยน้ำเสียงแสนอ่อนโยน และรอยยิ้มผุดขึ้นจางๆบริเวณริมฝีปาก เมื่อเขาได้ทอดมองไปยังร่างของเด็กหนุ่มที่ลุกขึ้นยืนยิ้มหวานส่งไปให้อยู่ก่อนแล้ว



          "เธอคงอยากกลับบ้านแล้ว อีกอย่าง เราก็รบกวนพวกเขาที่อยู่ด้านหลังนั่นมามากแล้วนะ"



     นิ้วชี้เรียวชี้ไปยังท้ายกระบะรถคันเก่าซึ่งบรรจุร่างอันไร้วิญญาณของใครสักคนและห่อด้วยผ้าดิบขาวสะอาด ย่นจมูกเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าบริเวณที่ตนยืนอยู่นั้นได้กลิ่นเหม็นเน่าที่โชยมาจากศพเสียจนรู้สึกกระอักกระอ่วนจวนจะอาเจียนเต็มทน จนคนร่างสูงอดใจไม่ไหวที่จะส่งมือหนาของเขามาบี้ปลายจมูกรั้นเชิดนั่นอย่างนึกเอ็นดู



          "อื้อ.. คุณแกล้งผมอีกแล้วนะอีวาน"
     "เปล่านี่ เธออยากน่ารักเองทำไมล่ะ?"



     สองร่างต่างยืนหัวเราะร่าอย่างมีความสุขยามเมื่อพวกเขาได้พูดคุยและหยอกล้อกันตามประสาคู่รัก ความสุขเหล่านั้นตีแผ่กระจายออกเป็นวงกว้างยิ่งเสียกว่าแสงสีทองของดวงตะวันที่ใกล้ลาลับหายไปกับขอบฟ้าเต็มทน ในตอนนี้ แสงสว่างของดวงอาทิตย์ดวงนั้นก็ยังมิอาจสู้บรรยากาศและสายตาแห่งความรู้สึกรักที่คนทั้งสองนี้มีให้แก่กันเลยกระมัง



     พวกเขาช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมและน่ารัก แต่ถึงอย่างนั้น มันคงจะดีเสียกว่าถ้าเธอไม่ต้องมาดวงซวยถูกโจรทั้งสองปล้น จับมัดมือมัดเท้าอย่างกับหนูติดกับและนอนหายใจโรยรินรอความตายอยู่เช่นนี้



          "เราปล่อยเธอนะครับ"
     "เอางั้นก็ได้ ถ้าเธอขอ"



     ชายหนุ่มเจ้าของร่างกายกำยำเดินตรงมายังชาร์ล็อตที่ยังนั่งสั่นเครืออยู่ไม่หายเนื่องจากอาการหวาดกลัวที่ยังไม่หายไปไหน แต่มันก็เพลาลงบ้างแล้ว เมื่อได้ยินว่าคนทั้งสองจะปล่อยตัวเธอให้กลับไป จะไม่ทำร้ายหรือฆ่าให้ตายเหมือนคดีปล้นฆ่าอื่นๆ



     แต่โจรก็คือโจร อย่างไรเสียพวกเขาก็ยังคงเป็นโจรอยู่วันยังค่ำ



     สิ่งที่เธอควรทำหลังจากที่เชือกทั้งสองถูกถอดปมออกไปได้สำเร็จ คือการรีบวิ่งจ้ำอ้าวไปยังรถยนต์คันเก่าที่พึ่งถูกรื้อค้นขโมยของคันนั้น รีบสตาร์จ และออกตัวไปให้ไวที่สุด ก่อนที่คนทั้งคู่จะเปลี่ยนใจ หันกลับมาทำร้ายร่างกายเธอจนสาหัส เพื่อไม่ให้เอาเรื่องที่เธอถูกปล้นวันนี้ไปบอกพวกตำรวจ



     เธอวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต แต่สิ่งที่มองเห็นได้หลังจากที่ถึงยังข้างในตัวรถแล้วมีเพียงร่างสองร่างที่ยืนกอด และส่งรอยยิ้มแสนอบอุ่นมาให้แก่เธอก็เท่านั้น พวกเขายืนมองเธอจากที่ไกลๆ ไม่มีเจตนาว่าจะเข้าทำร้ายหรือทำอะไรไม่ดีอย่างที่เธอคิดไปเองต่างๆนานา



     แต่สาบานเลยล่ะ ว่าชาตินี้เธอจะไม่เจอหน้าบุคคลทั้งสองคนนี้อีกไม่ว่าอย่างไรก็ตาม



          "อย่าลืมเราสองคน เจย์เดนกับอีวานนะครับ"



    










     ไม่อาจรู้ได้ว่าในเวลานี้ จิตใต้สำนึกอันมากล้นไปด้วยจินตนาการของข้าพเจ้ากำลังนึกปรุงแต่งทิวทัศน์อันงดงามของหมู่ดาวซึ่งกระจัดกระจายตัวกันไปทั่วทุกมุมฟ้าอย่างสวยงามนี้อยู่หรือเปล่า หรือนั่นเป็นเพราะความสดสว่างของดวงจันทร์ที่แผ่กระจายละอองทองของมันไปทั่วอาณาเขต เพื่อแบ่งแสงสว่างให้ดวงดาวดวงเล็กเหล่านั้นกลายเป็นที่น่าจับตามองขึ้นมา



     ล้อรถยนต์เปื้อนดินโคลนซึ่งเปรียบเสมือนดั่งชีวิตของเราสองกำลังขับเคลื่อนไปตามพื้นถนนด้วยบรรยากาศแสนสุขสบายใจ นับเป็นความรู้สึกปลอดโปร่งที่ไม่ได้รู้สึกถึงมันมานานมากแล้วสำหรับห้วงอารมณ์ที่ถูกกล่าวถึง ในเวลาเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ บรรยากาศในตัวรถนั้นเต็มไปด้วยช่วงเวลาแสนสุขที่ผมและเธอต่างก็ได้ใช้ช่วงเวลาเหล่านั้นร่วมกันอย่างคุ้มค่า 



     ในวินาทีที่เราสองไม่มีความเสี่ยง ไม่มีผู้ใดสามารถจะพรากเราจากกัน เราทั้งคู่ต่างด่ำดิ่งจมลงสู่ห้วงเวลาเหล่านั้นเสียจนไม่อยากจะโผล่พ้นขึ้นมาพบกับโลกแห่งความจริงอันแสนโหดร้าย 



     บรรยากาศแห่งความสุขถูกอัดอั้นตลบอบอวลอยู่ภายในตัวรถอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหมดสิ้นลงไปได้ง่ายๆ เสียงเพลงจากวิทยุหน้ารถที่ถูกเปิดคลอเบาๆนั่นก็ช่างเพิ่มบรรยากาศแห่งความรักให้ตลบอบอวลไปทั่วอย่างมากล้นเสียจนเราทั้งสองต้องจำยอมจมดิ่งไปกับมัน



     บรรยากาศแห่งความสุข ความสุขที่คนทั้งสองไม่เคยได้มีมาก่อนจนกระทั่งได้มาพบเจอกัน



          "เราจะไปไหนกัน?"
     "ที่ที่เราเจอกันครั้งแรก"
     "นิวออร์ลีนส์หรือ? ผมคิดถึงที่นั่นนะ"
     "เปล่า ฉันหมายถึงถนนเส้นนั้น"



     ผมเอ่ยเฉลยความแต่ก็ยังไม่แจ่มแจ้งดีนัก คิ้วเรียวสวยทั้งสองเส้นจึงยังคงขมวดเป็นปมอยู่อย่างนึกสงสัย



          "ที่เราสารภาพรักต่อกันน่ะหรือครับ"



     ผมไม่ปล่อยให้คนสวยต้องสงสัยมันนานนัก



          "ที่เราอึ๊บกันครั้งแรกต่างหาก"
     "อีวาน คุณนี่มัน.."



     เธอเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม กำปั้นน้อยๆถูกทุบตีมาที่ไหล่ของผมสักหนึ่งทีด้วยความเขินอาย บทสนทนารื่นหูยังคงถูกพูดกล่าวต่อบทกันอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเบื่อมันได้ลง สำหรับการพูดคุยหยอกล้อกันในขณะที่รถยนต์ที่ใช้โดยสารกำลังเคลื่อนตัวไปตามทางถนนเส้นขรุขระ เช่นเดียวกันกับก้อนแก้มสีเลือดฝาดแสนงดงามที่ยังคงแดงระเรื่อเปล่งปลั่งเหมือนกับตอนที่เราพบกันครั้งแรก สาเหตุเพราะเธอเคอะเขินยามถูกเกี้ยว และยังคงไม่คุ้นชินกับคำพูดพวกนั้นดีพอ



          "กลายเป็นคนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ"
     "ตั้งแต่พบเธอกระมัง"



     ผมเอ่ยบอก ชอบเหลือเกินในยามที่ริมฝีปากรูปสวยนั้นฉีกออกกว้างเป็นรอยยิ้มแสนหวานงดงามจับใจ มันเข้ากันได้ดีกับเนื้อแก้มนวลเนียนที่ยังคงถูกปกคลุมไปด้วยสีแดงมองดูสุขภาพดีไปทั่วทั้งหน้าและใบหู



     เธอช่างน่ารัก และผมตกหลุมรัก



     เป็นอยู่อย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆวัน จนผมนึกไม่ออก และมองไม่เห็นหนทางการใช้ชีวิตในวันข้างหน้าหากว่าผมต้องขาดเธอไป ผมไม่รู้ว่าผมจะทนออกแรงหายใจเข้าออกทิ้งขว้างไปในแต่ละวันได้อีกหรือไม่ หากว่าเราทั้งสองแยกทางจากกัน และต่างฝ่ายต่างหายไปจากชีวิตของกันและกันชั่วนิจนิรันดร์อย่างไม่มีวันได้หวนคืนกลับมาพบ



     ถ้าเป็นเช่นนั้นผมคงใจสลาย ก้อนหัวใจก็คงหยุดการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆโดยถาวร



     มือของเราสอดผสานแนบแน่น ในขณะที่ตัวรถค่อยๆจอดและดับสนิทลงไปตามการบังคับ ทุกสิ่งเริ่มเงียบและนิ่งงัน สองร่างต่างขยับพักพิงเข้าหากันอย่างพึ่งพา ร่างบอบบางของเด็กหนุ่มซุกซบเข้าหาอกกว้าง เช่นเดียวกับวงแขนยาวที่โอบกอดร่างน้อยนั้นเอาไว้เพื่อมอบความอบอุ่น ทะนุถนอมร่างกายของเธอไว้ในรังผ้าห่มที่ถูกสรรค์สร้างเป็นอย่างดีตรงเบาะหลัง เตรียมพร้อมสำหรับการชื่นชมแสงจันทร์สว่างไสวที่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าในราตรีแห่งความสุข



          "นึกอย่างไร คืนนี้ถึงชวนผมมาชมจันทร์"
     "คืนนี้จันทร์สวย"
     "มันสวยมาตั้งนานแล้วต่างหาก"



     เธอพูดยิ้มๆ และริมฝีปากนุ่มนิ่มนั้นช่างน่าหมั่นไส้ ผมชักอยากจะแกล้งบดเบียด กลืนกินมันให้แรงๆเสีย ให้แม่คนน่ารักได้หลาบจำบ้าง ว่าเธอไม่ควรจะใช้งานริมฝีปากสีเชอร์รี่ในการพูดประโยคแสนน่ารักเหล่านั้นให้บ่อยนักเลย



          "ร้องเพลงให้ผมฟังสักเพลงสิ"
     "ฉันร้องไม่เก่งนัก"
     "โธ่ ไหนบอกว่าเคยทำงานในบาร์"
     "งานล้างจาน จะร้องเพลงเพราะได้อย่างไร"
     "แต่คุณเล่นเครื่องดนตรีเป็น"
     "ฮาร์โมนิก้า ใช้ปากเป่าอยู่ดี"



     เจย์เดนเริ่มขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบ เมื่อความปรารถนาของตนเริ่มริบหรี่ลงเต็มที ผมทำเพียงแค่ยิ้มมุมปาก ส่งมอบจุมพิตเบาๆตรงกลางหว่างคิ้วที่กำลังขมวดเป็นปมอย่างไม่ชอบใจก็เท่านั้น



          "มาเป็นนักร้องให้ฉันสิ"
     "ผมหรือ? ไม่ไหวหรอกนะ"
     "ใครบอก เสียงร้องของเธอออกจะไพเราะ"
     "นี่เราคุยเรื่องเดียวกันอยู่ใช่ไหม?"



     แก้วตากลมใสนั่นจำต้องหรี่ลงอย่างจับผิดยามเธอเสมองมายังผม และผมทำเพียงแค่จุมพิตตรงขมับของเธอไปอีกรอบเพื่อเปลี่ยนเรื่อง และหัวเราะเบาๆในลำคอต่อท่าทางการขัดขืนเล็กๆนั่น แต่สุดท้ายแล้วเธอก็จำยอม



          "อยากฟังเพลงงั้นหรือ?"
     "อยาก"



     เธอรีบพยักใบหน้าขึ้นลงไปมาเสียจนผมหน้าม้าที่ปรกอยู่นั้นเคลื่อนไหวไปมาไม่เป็นทรง



     แน่นอนว่าผมไม่เคยปฏิเสธต่อคำร้องขอของเธอ ไม่ว่าเรื่องอะไร



     ฮาร์โมนิก้าสีเงินอันเล็กถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าเสื้อ นับเป็นสิ่งของสำคัญที่มีค่าอันดับสองรองจากเธอ ที่ผมมักจะพกพามันไปไหนมาไหนด้วยเป็นประจำ แม้ไม่บ่อยนักที่มันถูกหยิบออกมาใช้งาน แต่ทุกครั้งที่รู้ว่ามีมันติดตัวไปยังที่ต่างๆด้วย มันก็เป็นความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยที่ได้เกิดขึ้นมาในหัวใจของผม ณ ขณะนั้น



     มันคือตัวแทนของครอบครัว ของเหล่าน้องสาว และพี่ชายที่ผมซัดหน้าหล่อๆของเขาไปเสียจนสลบ



     เสียงของเครื่องดนตรีถูกเปล่งออกมาเป็นท่วงทำนอง เมื่อลมหายใจจากริมฝีปากถูกเป่าพ่นผ่านเครื่องดนตรีอันเล็กจนเกิดเป็นเสียงทำนองเพลงภายใต้แสงจันทร์อันแสนไพเราะที่ไม่อาจลืมเลือน ดวงตากลมใสทอดมองไปยังต้นตอที่ทำให้เกิดเสียงเพลง มองสบตากับบุคคลอันเป็นที่รักซึ่งกำลังเล่นเพลงรักที่เธอชอบฟังอยู่เป็นประจำให้เธอได้เพลิดเพลินอีกครั้งในคืนเงียบเหงาเฉกเช่นคืนนี้



     เป็นทำนองเพลงแสนหวานที่ผมมักจะเล่นให้เธอฟังเป็นประจำ พร้อมกับใช้แขนอีกข้างที่ว่างอยู่นั้นโอบกอดเธอไว้แนบอกอยู่เสมอ



     แนบร่างกายของเธอเอาไว้ใกล้กันกับอกข้างซ้าย บริเวณที่ก้อนเนื้อหัวใจของข้าพเจ้าสถิตอยู่



     ไม่อาจลืมเลือนมันไปได้ การละเล่นเพลงบอกรักซึ่งกันและกันท่ามกลางดวงจันทร์ที่เรืองแสง



          "คุณเบื่อบ้างไหม บอกรักผมอยู่ทุกคืน"



     น้ำเสียงของเธอเอ่ยขัดขึ้นขณะที่เสียงเพลงยังบรรเลงไม่ถึงตอนจบ ผมหยุดเล่นเจ้าเครื่องดนตรีชิ้นเล็กและดึงมันออกจากริมฝีปาก หันไปมองสบตากับร่างเล็กที่นอนหนุนแขนอยู่ข้างๆ มองล้วงลึกเข้าไปในดวงตาคู่งามที่ดูหม่นหมอง ดวงตาคู่งามที่สั่นไหวในขณะที่เธอกลั้นใจเอ่ยคำถามเช่นนั้นออกมาจากปาก



          "จะเบื่อได้อย่างไร"
     "ไม่รู้สิ"



     เธอหลุบสายตาลงต่ำ น้ำเสียงแสนหวานดูน้อยเนื้อต่ำใจและแสนสั่นเครือ ราวกับว่าดวงตาคู่งามกำลังจะมีน้ำตาหลุดร่วง และริมฝีปากกำลังจะหลุดเล็ดรอดเสียงสะอื้น เธอจึงพยายามสะกดเสียงและความรู้สึกของตนเองไว้เช่นนั้นเพื่อไม่ให้ผมได้รับรู้



     ผมเอื้อมมือไปเชยคางมนและประคองใบหน้าน่ารักนั่นให้เงยขึ้นมาสบตา จมูกและดวงตาของเธอเริ่มแดงก่ำเมื่อเธอกำลังรู้สึกอ่อนไหวในจิตใจ และกำลังจะร้องไห้ออกมาในไม่ช้า นั่นทำให้ผมไม่สบายใจเลยสักนิดเมื่อได้เห็นเธอผู้เป็นที่รักกำลังรู้สึกแย่



          "คิดอะไรอยู่ บอกฉันได้ไหม"



     ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นิ้วหัวแม่มือถูกใช้เกลี่ยไปมาบนริมฝีปากนุ่มหยุ่นดุจดั่งก้อนสำลีสีขาวแสนบริสุทธิ์ผุดผ่อง



          "ช่วงแรกอะไรๆมันก็หอมหวานไปหมด เราหนีมาด้วยกัน เริ่มใหม่ด้วยกัน จากวันแรกที่เราปล้นเพียงแค่อาหารจากร้านสะดวกซื้อเล็กๆ จนเริ่มใหญ่ขึ้น จนเราเริ่มปล้นพวกคนรวย เริ่มมีทุกอย่างต่างจากตอนแรกที่เรามาด้วยความไม่รู้อะไรและไม่มีอะไรเลย"



     เธอพรั่งพรูความรู้สึกอัดอั้นตันใจออกมาจนหมด จนไม่เหลือคำพูดใดที่เธอกักเก็บไว้อย่างไม่สบายใจอีก เธอเริ่มสะอึกสะอื้น ดวงตาคู่งามนั้นเอ่อล้นไปด้วยหยดหยาดน้ำตาเม็ดโตที่ต่างก็ร่วงหล่นลงไปตามแรงโน้มถ่วงตามทฤษฎีของนิวตัน ซึ่งครั้งนี้ผมขอปฏิเสธต่อข้อพิสูจน์ของทฤษฎีนั้นๆ เพราะผมไม่อยากเห็นหยดน้ำตาของเธอต้องหล่นร่วงลงมาอีกแล้ว
    


          "ผมกลัวว่าวันหนึ่งคุณจะทิ้งผมไป.. ฮึก.."



     เธอควรต้องมีความสุข



          "ว.. วันที่คุณมีเงินมากพอ และไม่ต้องการผมอีกแล้ว"



     ความสุขที่เธอนั้นโหยหามันมานาน ความสุขที่มีใครสักคนคอยอยู่ข้างๆและไม่ทิ้งเธอไปไหนอย่างที่เธอหวาดกลัวว่ามันจะเกิดขึ้น



          "ฉันไม่ไปไหนจากเธออยู่แล้ว เธอก็รู้"
     "ผมกลัวว่ามันจะเป็นความคุ้นชิน กลัวว่าวันหนึ่งคุณจะพูดมันแต่กลับไม่ได้รู้สึกแบบนั้นกับผมอีกแล้ว"
     "ที่ฉันบอกรักเธออยู่ทุกเมื่อน่ะหรือ?"



     ผมเอ่ยถามถึงสิ่งที่เธอพูด เอ่ยถามเสียงอ่อนต่อเธอผู้กำลังร่ำไห้อย่างน่าสงสาร



          "ไม่ชอบมันหรือ?"



     เสียงของผมค่อยๆเบาลงเมื่อเกิดอาการกลัวต่อคำตอบที่จะได้รับ เธอไม่ชอบมันงั้นหรือ สำหรับคำพูดบอกรักที่ผมบอกกับเธอในทุกๆวัน คำพูดบอกรักที่กลั่นกรองมาจากก้นบึ้งความรู้สึกในหัวใจของผมทุกคำ
          



          "ผมเปล่า.."
     "ก็ฉันรักเธอ"



     รักเธอตลอดไปดั่งการเดินทางไกลไปหาดวงจันทร์และไม่มีวันกลับมา



          "เธอไม่มีทางรู้หรอก ว่าคำพูดว่ารักที่ออกจากปากของฉัน แท้จริงแล้วมันยังเทียบไม่ได้สักนิดสำหรับความรักทั้งหมดของหัวใจที่ฉันมีให้แก่เธอผู้เดียว"



     เธอรู้ดีอยู่แก่ใจว่าผมจะไม่ทิ้งเธอไปไหน รู้และมั่นใจดีเสียจนกลัว กลัวว่าถ้าหากวันหนึ่งที่เธอต้องถูกทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียว เธอจะต้องรู้สึกแย่แค่ไหน จะต้องร้องไห้เพราะความเสียใจมากสักแค่ไหน



     แต่เธอไม่ต้องเป็นกังวลไป มันจะไม่มีวันนั้นเด็ดขาด



           "ผม.. ฮึก.. ผมก็รักคุณ"
     "หยุดร้องไห้ได้แล้วนะ คนดี"



     ผมปรารถนาจะให้เธอพบเจอเพียงแต่ความสุขเรื่อยไป โดยไม่ต้องทุกใจกับเรื่องราวเลวร้ายใดๆที่ต่างประเดประดังเข้ามาในชีวิต และมันต้องไม่ใช่ตัวผมด้วยที่เข้าไปเป็นเรื่องราวร้ายๆให้กับชีวิตเธอ



          "เอาล่ะ เงยหน้ามองพระจันทร์ดวงนั้นเสียสิ"
     ".. ฮึก.. "
     "พระจันทร์ดวงงามที่ฉันนับวันรอให้มันมาถึง จะมาดูด้วยกันกับเธอ"



     ผมเอ่ยเบี่ยงเบนความสนใจจากหัวข้อในการสนทนาไปเป็นพระจันทร์ดวงใหญ่ที่ตั้งมั่นส่องแสงสกาวอยู่เหนือหัว หวังให้แสงสว่างอันสวยงามของมันช่วยชะล้างหยาดหยดน้ำตาที่เลอะเทอะใบหน้างามนั้นไปได้บ้าง นอกเหนือจากที่หัวแม่มือของผมไม่สามารถที่จะเกลี่ยลบคราบน้ำตาพวกนั้นไปได้หมด



     แสงสีทองตกกระทบลงบนดวงตากลมใส มันมองดูระยิบระยับเป็นประกายสวยงามราวกับว่าได้รวบรวมหมู่ดวงดาวทั้งหมดตั้งแต่ที่เอกภพนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นมากักเก็บไว้ในดวงตาคู่งามคู่นั้นจนหมดแล้ว



     นั่นเป็นอีกครั้งและอีกครั้ง ที่ผมตกหลุมรักเธอ



          "สุขสันต์วันครบรอบแต่งงานนะ"



     เธอหันมามองสบตาด้วยกันกับผมหลังจากที่ถูกเอ่ยกระซิบที่ใบหูพร้อมด้วยจุมพิต แก้มสีนวลขึ้นริ้วสีแดงจางๆอีกครั้งเมื่อได้ยินประโยคนั้นที่คงชวนให้รู้สึกเคอะเขิน เมื่อเธอได้ยินมันออกจากปากของคนที่เธอรัก



          "แค่สองอาทิตย์เองครับ"
     "นั่นมันพิเศษสำหรับฉันมากๆเลยล่ะ"



     มือน้อยๆถูกกระชับหยิบจับขึ้นมากอบกุมด้วยสัมผัสอ่อนโยน นิ้วหัวแม่มือของผมนวดคลึงไปเบาๆบนหัวแหวนที่ระดับอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายสวยงามของเธอ มองสลับไปกับแหวนสีเงินที่ถูกสวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของผมเองเช่นเดียวกัน



          "ฉันรักเธอ ครึ่งหนึ่งของลมหายใจของฉัน"



     จุมพิตจากริมฝีปากถูกส่งมอบให้กับหลังมือน้อยเบาๆเพื่อแสดงถึงความรักใคร่จากทั้งหมดของหัวใจที่ผมรู้สึก ผมกระทำมันอย่างอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง ไม่อยากให้เธอต้องรู้สึกแย่ ไม่อยากให้เธอต้องรู้สึกไม่เต็มใจ



     เพียงอยากให้เธอรู้สึกปลอดภัยและสบายใจที่จะได้รับมัน



     การโอบกอดด้วยสัมผัสอ่อนโยนจากอ้อมอกของผมซึ่งเป็นของเธอ การกอบกุมโดยมือหนาสัมผัสอบอุ่นของผมซึ่งเป็นของเธอ การถูกจุมพิตลงบนทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่กลุ่มผมนิ่มลื่นไปจนถึงปลายเท้าสีนวลโดยริมฝีปากของผม ซึ่งมีเธอเป็นเจ้าของ



     ให้มีแค่เธอเท่านั้น ที่จะได้รับความรักอันแสนบริสุทธิ์ใจนี้จากผมเพียงแค่คนเดียว




          "ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ต่อจากนี้เรามาทำทุกอย่างไปด้วยกันนะ คู่ชีวิต"












     ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกอย่างโผงผางพร้อมกับร่างของหญิงสาวนิรนามที่ย่างกรายเข้ามาภายในตึกใหญ่ด้วยท่าทางหวาดระแวงสุดขีด เธอมองซ้ายมองขวา ทำราวกับว่ากำลังหนีห่างจากอะไรสักอย่างอันน่ากลัวที่สุดในชีวิตมา และไม่ไว้ใจสิ่งใดรอบกายที่เธอได้มองเห็นมันสักสิ่งเดียว



          "เฮ้! คุณครับ คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า"



     นายตำรวจหนึ่งนายรีบย่างกรายตรงมายังเธอผู้กำลังเสียสติในทันที เธอมีท่าทีว่าจะขัดขืนในคราแรก แต่ก็ต้องยอมให้เขาและตำรวจหญิงอีกคนช่วยพยุงตัวเอาไว้ ในขณะที่เธอกำลังเสียสติและทำตัวไม่ถูก



          "พวกเขา.. พวกเขามาที่นี่แล้ว.."



     เธอพยายามจะสื่อสารอะไรบางอย่าง แต่กลับทำได้ไม่ดีมากพอเพียงเพราะอาการตกใจและตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นกับตัวของเธอเอง นั่นจึงทำให้ผู้คนทุกผู้ที่อยู่ในบริเวณรอบๆนั้นต่างก็ต้องมองมายังตัวเธอเป็นตาเดียว



     พวกเขามองท่าทางตระหนอกตกใจกลัวนั่นพลางรู้สึกหวาดหวั่นไปด้วย กลัวว่าเรื่องที่เธอต้องการจะพูดนั้นจะเป็นเรื่องอันตรายร้ายแรง หรือเรื่องน่ากลัวอะไรที่อาจเป็นผลร้ายต่อทุกคนไปด้วย



          "คุณโปรดใจเย็นๆ ได้โปรดใจเย็นๆเสียก่อน"
     "พวกเขา.. เฮือก.. พวกเขามาแล้ว"



     มันเป็นจริงสำหรับสิ่งที่ทุกคนคิด สิ่งที่เธอพูดออกมานั้นทำเอาทุกคนก็ต่างหวาดระแวงไปตามๆกันหลังจากที่เธอได้เอ่ยประโยคนั้นจบลง



     ชาร์ล็อต วีลส์ กำลังให้การกับตำรวจแล้ว สำหรับสิ่งที่เธอได้พบเจอมาเมื่อตอนเย็นในวันนี้





          "เจย์เดนกับอีวาน พวกเขากำลังออกปล้นกันที่เมืองนี้แล้ว!"




          







by ; christian butch
tbc

? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 57 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

93 ความคิดเห็น

  1. #87 dawalo52 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 23:49
    ถ้าจะขอให้ไม่แบดเอนด์ก็คงจะเป็นคำขอที่มากเกินไปใช้มั้ยคะ ตอนนี้ทำเราน้ำตาคลอเลยค่ะ ยิ่งฉากที่เจย์เดนพูดติดตลกว่าให้ช่วยฝังศพไว้ติดกัน ตอนนั้นหัวใจเราแบบ เหมือนโดนอะไรมาทุบเลย เจ็บมากและเศร้ามากเลยค่ะ น้องบริสุทธิ์มากๆ และอีวานก็รักน้องมากๆ เป็นความรักที่เรียบง่ายแต่กินใจจริงๆ
    #87
    0
  2. #75 BaVChaU (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 04:05
    แสนรักแสนขมขื่นมาก สีเทาสุดๆ
    #75
    0
  3. #29 BBunny_9597 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:28

    ลุ้นมากว่าตอนต่อไปจะเป็นยังไง เป็นกำลังใจให้อยู่น้าา รอคุมไรท์อยู่ มาต่อเร็วๆนะ
    #29
    0
  4. #28 onthetimej (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:55
    คุณ เราร้องไห้อีกแล้ว ทุกตัวอักษรทำให้เรารู้สึกตามตัวละครเลย รู้สึกปั่นป่วนอยู่ที่กลางอกตลอดเลยㅜㅡㅜ ไม่ว่าจะยังไงขอให้ไม่แบดเอนนะคะ แล้วก็รอให้ไรท์มาต่อด้วย อยากบอกว่าเราคนหนึ่งที่ชอบเรื่องนี้มาก ๆ รอเสมอค่ะ ????
    #28
    0
  5. #24 gingerhead31 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 10:08
    ชอบมากเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #24
    0
  6. #23 a2sad (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 10:11

    เราร้องไห้ไม่รู้ทำไมอ่าาา
    #23
    0
  7. #22 AlichaVK9597 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 08:52
    ลุ้นตอนตอไป ภาษาสวยมากกกกกก ติดตามค่าาาา
    #22
    0