(end) your lips, my lips, APOCALYPSE /vkook

ตอนที่ 3 : ; stardust

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 527
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    5 ม.ค. 63









     ในค่ำคืนที่แสงสว่างของดวงจันทร์ส่องประกายความสว่างไสวของตัวมันไปไม่ทั่วฟากฟ้า ยังมีดาวเคราะห์ดวงเล็กๆซึ่งเป็นเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของดวงดาวบนจักรวาล มันกำลังร้องเรียกบริวารเพื่อรวบรวมแสงสว่างให้ส่องประกายอย่างเจิดจรัสบนฟากฟ้า ให้แสงสว่างอันริบหรี่ของพวกมันส่องประกายไปได้ไกลยิ่งกว่าดวงจันทร์ดวงโต



     เจ้าละอองดาวดวงเล็กๆที่แสงสว่างใกล้สูญหายและดับลง กลับเจิดจรัสงดงามส่องประกายได้มากยิ่งเสียกว่าดวงจันทร์ เมื่อมันไม่ได้ค้างคาอยู่บนฟ้าสีครามนั้นเพียงดวงเดียว



     มันยังมีดาวเคราะห์ดวงเล็กๆที่ไร้แสงสว่างในตนเองและดวงเล็กเกินกว่าที่จะสามารถมองเห็น ยังคอยอยู่เคียงข้างเป็นดาวบริวารของเจ้าละอองดาวดวงน้อยไม่ห่างไกลไปไหน และไม่มีวันทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว



     เฝ้ามองดูมองเธออยู่ห่างๆจากที่ตรงนี้เสมอ เศษละอองดาวตัวน้อยที่กำลังร่ำไห้สะอึกสะอื้นอยู่เบาๆ และวาดวงแขนโอบกอดร่างกายบอบบางของตัวเองเอาไว้อย่างไร้ที่พักพิง ราวกับว่ามีเพียงตัวเธอเท่านั้นที่จะสามารถช่วยให้ตัวของเธอเองไม่ให้รู้สึกแย่ไปมากกว่านี้



     เราสองต่างจับมือและสอดประสานนิ้วมือไว้ด้วยกันอย่างแนบชิด ตัดสินใจเอ่ยคำพูดหนักแน่นสัญญาต่อกันว่าเราจะหนี หนีไปให้ไกลที่สุดภายใต้ขอบฟ้าสีครามแห่งนี้ หนีไปในบางสถานที่ที่ไม่มีใครรู้ชื่อของเราทั้งนั้น



     ระยะทางบนถนนใหญ่เริ่มแคบลงไปเรื่อยๆ เหมือนกับเสียงที่เกิดขึ้นภายในรถที่เริ่มจะเงียบลงไปเรื่อยๆเช่นเดียวกัน มีแต่เพียงเสียงของการพรั่งพรูลมหายใจเข้าออก และน้ำเสียงสะอึกสะอื้นที่หลุดรอดดังออกมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ นั่นคือสิ่งที่ข้าพเจ้าจำได้ ณ ขณะนั้น



          "คุณหนู.."



     ผมเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา นิ้วมือเรียวสวยของเธอยกขึ้นเช็ดหยดน้ำตา พยายามจัดการกับใบหน้าเปื้อนน้ำตาของตนเองให้เรียบร้อยดีก่อนที่จะหันมาพูดคุยด้วยกันกับผม



          "ครับ คุณอีวาน"



     ผมจ้องมองใบหน้าที่เคยอมยิ้มไปด้วยความสุขนั้นด้วยความรู้สึกเศร้าใจ ในคืนนี้ ดวงตาเป็นประกายคู่นั้นแทบไม่เหลือไว้แม้แต่ร่องรอยของความสวยงาม



     และจะเป็นผมที่ได้ทำหน้าที่ในการนำพาและร้องเรียกเสียงหัวเราะแห่งความสุขให้กลับคืนมาสู่ตัวเธออีกครั้งหนึ่ง



          "มีเรื่องอะไรอยู่ในใจ เล่าให้ผมฟังได้นะ"



     เอ่ยประโยคที่ผมคิดว่านั่นคงเป็นประโยคที่ดีที่สุดที่คนโง่เง่าอย่างเช่น อีวาน เฮซ จะสามารถพูดมันออกมาได้ในตอนนั้น



          "ถึงแม้ว่าเราจะรู้จักกันเพียงแค่ผิวเผิน แต่ผมอยากจะรับฟังความไม่สบายใจนั้นของคุณหนูเอาไว้"



     แสดงให้เธอเห็น ว่าไม่ว่าในวันนี้ที่ท้องฟ้าจะมืดมนเช่นไร จะยังมีผมอยู่เคียงข้างเธออยู่ตรงนี้เสมอ



          "คุณหนูไม่ได้อยู่คนเดียวอีกแล้ว วันนี้เรามีกันสองคนแล้วนะ"



     ผมยิ้มบางๆที่มุมปาก ส่งกำลังใจให้กับผู้ที่พึ่งจะได้หยุดร่ำไห้ไปเมื่อสักครู่ แม้ว่าในหน้าจิ้มลิ้มนั้นจะยังมีหยดน้ำตาคลอเบ้า แต่เธอก็มิลืมเลือนที่จะส่งรอยยิ้มนั้นกลับคืนมาให้รอยยิ้มแสนหน้าเกลียดของผมเช่นเดียวกันอย่างมีน้ำใจ



     ร่างกายของผมเริ่มที่จะก้าวก่ายรุกล้ำ เมื่อฝ่ามือไม่รักดีนั้นถูกหยิบยื่นออกไปจากตัว คว้าเอามือน้อยๆที่วางนิ่งอยู่บนหน้าตักกางเกงลูกฟูกสีเข้มนั้นมากอบกุมไว้อย่างถือวิสาสะ ส่งต่อความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยที่ท่วมล้นอยู่ภายในหัวใจไปให้เธอได้รับรู้



     เธอรับรู้ได้ผ่านทางสายตาและสัมผัส นั่นทำให้การกระทำปลายนิ้วสัมผัสในวันนั้นเปลี่ยนมาเป็นฝ่ามือของเราทั้งสองในวันนี้ ผสานเข้าหากันอย่างแนบแน่นและลงตัวอย่างพอดี



     น้ำเสียงภายในใจของข้าพเจ้ากรีดร้องดังขึ้นเรื่อยๆจนรู้สึกเจ็บที่อก เสียงนั้นคอยบอกและย้ำเตือนแก่ตัวข้าพเจ้าเอง ว่าจงอย่าทิ้งขว้างเธอผู้ไม่มีที่ไปไว้ข้างหลัง จงเดินหน้า จับมือและฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆไปด้วยกัน



     และหวังว่าเธอจะรับรู้ได้ต่อความซื่อสัตย์ทั้งหมดที่ข้าพเจ้ามีให้แก่เธอ



          "ก่อนที่คุณแม่จะเสียชีวิต ผมพอรู้เรื่องมาสักพัก.. เกี่ยวกับการแต่งงานของคุณพ่อและคุณแม่ของผมครับ"



     เธอเอ่ยคำสารภาพ และถอนหายใจออกมาสักหนึ่งเฮือกใหญ่ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องยากลำบากที่ต้องเอื้อนเอ่ยเรื่องราวนั้นออกมา



          "พวกเขามีผมโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาทั้งสองถึงต้องแต่งงานกัน ทั้งที่จริงๆแล้วทั้งสองคนก็ไม่ได้รักกันมากมายขนาดนั้น หรืออาจจะไม่เคยมีความรู้สึกรักใคร่ต่อกันเลยแม้แต่น้อย"



     น้ำเสียงสั่นเครือถูกเอ่ยออกมาเพื่อบอกเล่า และเรื่องราวอัดอั้นที่ถูกผนึกไว้ในใจนั้นได้ถูกพูดสารภาพออกมาอย่างไม่คิดปิดกลั้น



     ริมฝีปากของเธอค่อยๆเผยรอยยิ้มบางๆ



          "มันผ่านมานานแล้วหลายปี มันเปลี่ยนเป็นความรัก ความเข้าใจ ความรู้สึกดีๆเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ในที่สุดท่านทั้งสองก็รักกัน เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสามคนพ่อแม่ลูก"



     ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ดูฝืนใจ



          "จนกระทั่งคุณแม่บังเอิญไปรู้มา ว่าคุณพ่อ.. "



     น้ำเสียงนั้นขาดห้วง เธอเหลียวมองสบตากับดวงตาของผมอีกครั้งด้วยแววตาแสนเศร้าจับใจ และภายในแก้วตาใสคู่นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความเศร้าหมองของทุกหยาดหยดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมานอกขอบ



          "คุณพ่อมีคนอื่น คุณพ่อไม่ได้รักคุณแม่แล้ว"



     สองมือที่ผสานต่างบีบจับเข้าหากันแน่นขึ้น ราวกับรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายที่กำลังพูดกล่าวนั้นกำลังรู้สึกนึกคิดเช่นไร ความรู้สึกยากลำบากเหล่านั้นถูกส่งผ่านทางมือที่สอดผสานให้ผมได้รับรู้ถึงความรู้สึกแสนเจ็บปวดและขมขื่นอยู่ภายในใจ ซึ่งมันเทียบไม่ได้เลยกับเธอที่ต้องทนทุกข์ ทนเจ็บปวดหัวใจเป็นร้อยเท่าพันเท่า



     หากเป็นไปได้ ผมอยากจะรับเอาความรู้สึกพวกนั้นมาไว้ที่ตัวเองให้หมด ไม่เหลือแม้แต่สักเศษเสี้ยวเล็กน้อยให้เธอได้ปวดใจ



     ให้เป็นแผ่นหลัง เป็นอ้อมแขนของผมที่ได้ปกป้องเธอไว้



          "ผมไม่ใช่คนที่ผูกมัดหัวใจของทั้งคู่ไว้ด้วยกันอีกต่อไป ฮึก.. ไม่เคยใช่ตั้งแต่แรก"



     จ้องมองหยดน้ำตาที่ต่างไหลโรยรินเอ่อล้นออกมาจากดวงตาคู่งาม หยดที่หนึ่ง หยดที่สอง จนมันพรั่งพรูออกมาดั่งธารน้ำตก ไหลรินท่วมล้นตามความรู้สึกอ่อนไหวข้างในจิตใจ ความรู้สึกเสียใจคล้ายกับว่าโลกทั้งใบที่เธอสร้างขึ้นต่างก็พังทลายลงด้วยกันทั้งหมดต่อหน้าต่อตา 



     หลังจากคนทั้งสองผู้สร้างเธอขึ้นมาได้เดินแยกจาก ตัวเธอรู้สึกไร้ค่าราวกับเศษฝุ่น ราวกับเศษของดินที่ถูกทิ้งไว้เรี่ยราดตามพื้นถนน ให้ผู้คนรวมถึงล้อของรถยนต์ได้เหยียบย่ำลงมาบนร่างกายของเธอที่ต่างแหลกสลายไปแล้วทั้งหมด แม้กระทั่งจิตวิญญาณ



          "แม้แต่พ่อแท้ๆเขาก็ยังไม่ต้องการให้ผมลืมตาขึ้นมาดูโลกเลยด้วยซ้ำ"



     เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาเป็นประกายแสนหวานนั้นเศร้าหมอง ความรู้สึกผิดหวังและสมเพชในตัวเองต่างค่อยๆกัดกินพื้นที่ของหัวใจทีละนิด ก้อนเลือดตัวน้อยแสนชอกช้ำเกินจะรับไหว สำหรับสิ่งที่ผู้ให้กำเนิดได้กระทำลงไปกับเธอ



     เธอจะรู้ตัวบ้างหรือเปล่า ว่าผมดีใจมากแค่ไหนที่พระเจ้าได้สร้างสรรค์มนุษย์ดั่งเช่นเธอขึ้นมาบนโลก



     มีเพียงผมที่นึกอยากรวมรวมเศษซากแห่งความเสียใจเหล่านั้นมาเปลี่ยนผันให้เป็นละอองดาว เชิดชูบูชาเธอให้กลับคืนไปสู่บนท้องฟ้าที่แสนงดงาม สถานที่ที่คู่ควรกับเธอที่สุด



     หัวแม่มือถูกยกขึ้นเช็ดเหล่าหยดน้ำตาน่าเศร้าใจนั้นให้เหือดแห้งออกไป ปลอบโยนเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยนด้วยปลายนิ้วมือที่ลูบคลึงไปบนหลังมือของเธอเบาๆและช้าๆ ทุกสัมผัสและการกระทำมีแต่จะเอ็นดูทะนุถนอม ให้เธอรู้สึกถึงความปลอดภัย และรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้ว่ายังมีใครอีกคนที่เฝ้ามองเธอจากมุมมืด เฝ้าเจ็บปวดแทนที่ความเจ็บปวดทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวเธอ เฝ้าบอกว่าเธอจะไม่ใช่ผู้เดียวที่เผชิญหน้ากับเรื่องราวร้ายกาจนั่นเพียงลำพัง



     ในวันที่คุณต้องถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังอย่างโดดเดี่ยว คุณจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าในร้อยคน มีใครบ้างที่หวังดีกับคุณ ในร้อยคน มีใครบ้างที่ประสงค์ร้ายต่อคุณ



     เธอจ้องมองผม กระชับฝ่ามือที่สอดผสานมอบความอบอุ่นให้แก่กันอย่างแนบแน่น แล้วบอกกับผมผ่านทางสายตานั้น ว่าอย่าจากไปไหน อย่าทอดทิ้งเธอเอาไว้ข้างหลัง



          "ผมจะไม่เป็นแบบนั้น"



     คำพูดนั้นถูกเปล่งเสียงออกมา ไม่ใช่จากริมฝีปาก หากแต่เป็นเสียงบอกกล่าวของหัวใจ



          "ทำไมคุณถึงได้ดีกับผมเหลือเกิน?"



     คำถามถูกเอ่ยถามหลังจากที่เจ้าตัวได้ยินประโยคดังกล่าว แววตาของเธอแสนเศร้า ในขณะที่ก็มองดูไร้เดียงสาไปพร้อมกัน



     นั่นเป็นความใสซื่อดั่งเจ้าลูกแกะ เป็นความธรรมชาติของคนตรงหน้าที่ทำให้ผมตกหลุมรักเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า



     ผมประคองใบหน้าของเธอให้ตกกระทบกับแสงจันทร์สีคราม มองสำรวจใบหน้าแสนงดงามราวกับภาพวาดในคริสต์ศตวรรษที่สิบหก จ้องมองลึกเข้าไปในรูม่านตา ดึงกระชากความสิ้นหวังที่ตกตะกอนอยู่ข้างในนั้นขึ้นมาให้แปรเปลี่ยนเป็นเธอคนเดิม แต่เป็นคนที่สดใสและมีความสุขขึ้นมากกว่าเดิม



          "หากเพียงคุณมองเข้ามาในดวงตาของผม คุณก็จะได้รับรู้คำตอบของคำถามทั้งหมด ณ บัดนี้แล้ว"




     และไม่ว่าจะกี่ร้อยกี่พันคนที่ได้ผ่านเข้ามาและผ่านเลยไปในชีวิตของเธอ ผมจะเป็นเพียงคนเดียว คนเดียวเท่านั้นที่หวังดี จะรักษา ดูแลทะนุถนอมเธอ ให้ความรักที่ดีแก่เธอไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ



     ผมจ้องมองเธอแบบที่ได้มองเธอเสมอมา สายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก มองเธอเหมือนดั่งวันแรกที่ผมได้จดจ้องไปยังตัวเธอ วันแรกที่ผมตกหลุมรักร่างตรงหน้าอย่างใจง่าย เพียงแค่กลีบปากอิ่มนั้นเผยรอยยิ้มน่ารักออกมาเท่านั้น ความรู้สึกที่ว่าไม่เคยลดเลือนหรือจางหายไปไหน มันกลับเพิ่มพูนมากขึ้น มากยิ่งขึ้นทุกวันเสียจนผมกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว



     อยากจะกักเก็บรอยยิ้มแสนหวานนั้นเอาไว้ไม่ให้ใครได้เห็น กักเก็บดวงตาแสนไร้เดียงสานั่นไว้ไม่ให้ใครได้สบตา



     ความเงียบงันเข้าปกคลุมทุกพื้นที่ในบริเวณรถ เว้นเสียแต่จังหวะการเต้นของหัวใจที่ยังคงส่งเสียงดังตุบตับภายในอก มันยิ่งก้องกังวาลและเต้นถี่รัวขึ้นเสียด้วยซ้ำ เมื่อหัวใจทั้งสองดวงได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่ถูกส่งผ่านทางสายตาทั้งสองคู่



     ความรู้สึกที่ดังชัดเจนอยู่ในใจ ว่าจากนี้ไปจะมีแค่เรา



          "อยู่กับผมนะครับ"



     แค่เราสองคนเท่านั้น ไม่เหลือที่ว่างไว้ให้แก่ผู้ใดแม้แต่ลมอากาศ
มีแค่เราที่จับมือกันอย่างแนบแน่นเพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไปด้วยกัน



          "ผมจะอยู่กับคุณ"



     เธอเอื้อนเอ่ยประโยคน่ารักด้วยน้ำเสียงอ้อยอิ่ง สายตาของเราสองที่มองสบกันกำลังส่งสาร บอกไปยังจิตวิญญาณว่าภายในขณะนี้ หัวใจทั้งสองดวงผูกติดและเชื่อมั่นกันมากเพียงใด



     ดวงตาของเธอไร้ซึ่งความกังวลใดๆที่เคยปรากฏอยู่ก่อนหน้า หลงเหลือไว้เพียงแต่ความไว้เนื้อเชื่อใจ อยากจะฝากทั้งชีวิตและอุ้งมือน้อยๆของเธอไว้และเดินทางไปด้วยกันกับผม


 
     ผมจึงจำเป็นต้องสารภาพ บอกกล่าวมันแก่เธอในเวลาอันน่าพิรมย์เฉกเช่นตอนนี้



          "คุณเป็นรักแรกพบจากครั้งล่าสุดที่ได้เห็น และจะเป็นแบบนั้นตลอดกาล"
     "..."
     "แม้ว่าผมจะเจอคุณแค่ครั้งเดียว"



     ผมบอกกับเธอ สารภาพความในใจที่มีต่อเธอออกไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า ว่าเธอจะสามารถรับรู้ได้ถึงมันทั้งหมด ความรักใคร่ทั้งหมดทั้งมวลซึ่งก่อตัวขึ้นในห้วงหัวใจ ที่ผมมอบให้แด่เธอผู้เดียว



     แววตาเศร้าหมองมีประกายเล็กๆของละอองดาวสีทองอร่ามดูวิบวับ มือบางของเธอถูกหยิบยกขึ้นมากอบกุมไว้ยังใบหน้าของข้าพเจ้า ปลายนิ้วหัวแม่มือบดขยี้แรงเกลี่ยลงบนผิวเนื้อเล็กน้อย สำหรับรอยแผลเป็นที่อยู่เหนือมุมปาก ใกล้กับไรหนวดแสนจั๊กจี้ที่ทิ่มแทงปลายนิ้วเล็กนั้นอย่างหยอกล้อ



     ริมฝีปากของเธอเริ่มอมยิ้มจางๆ พูดกล่าวด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักแต่ว่าฟังดูน่ารัก



          "ล.. แล้วคุณรู้หรือไม่ วิธีทักทายแบบชาวฝรั่งเศสในวันนั้น"



     ผมรู้ดี เธอมาจากอังกฤษ



           "ผมเพียงอยากจะทักทายแผลเป็นน่ารักบนใบหน้าของคุณ"
     "..."
     "และ จ.. จูบคุณเหมือนที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน"



     แม่ตัวแสบ เธอช่างแสบยิ่งกว่าใคร



     ในตอนนั้นเอง ข้าพเจ้าจึงได้รับรู้ ว่าเธอเองก็ปราถนาที่จะมีข้าพเจ้าเคียงข้างกันไปจวบจนกระทั่งกายหยาบแหลกสลาย กลายเป็นเนื้อแผ่นเดียวกันกับผืนดินเช่นเดียวกัน



     ไม่มีเหตุผลและอุปสรรคใดๆให้เราต้องแยกจาก เธอหลับตาพริ้มจนแพขนตาที่หลับลงนั้นเรียงตัวสวยงาม เผยอปากรับสัมผัสจากริมฝีปากของข้าพเจ้าที่ค่อยๆเคลื่อนเข้าหา และทำการบดเบียดริมฝีปากแสนนุ่มราวกับก้อนสำลีนั้นอย่างละเมียดละไม ปล่อยใจปล่อยกายให้เป็นไปตามอารมณ์ที่ลอยตลบฟุ้งไปทั่วบริเวณดั่งการเคลื่อนที่ของควันเทียนกลิ่นหอม



     เธอให้ความร่วมมือด้วยความเต็มใจ สำหรับการบดจูบอย่างไม่ประสีประสา ทว่าการโต้ตอบอย่างบริสุทธิ์ของบุรุษเพศวัยสิบเก้าปีนั้นกลับทำให้รู้สึกดียิ่งนัก มันเป็นจูบที่ดีและทรงคุณค่าที่สุดนับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้รู้จักการกระทำดังกล่าวเป็นต้นมา



          "อือ..."



     เธอครางเสียงเบาอยู่ในลำคอ เมื่อรสจูบหอมหวานนั้นเริ่มดูดดื่ม เพราะริมฝีปากนุ่มเด้งและหอมหวานดั่งเชอร์รี่ผลฉ่ำนั้นช่างน่าแกล้ง และเรียวลิ้นที่หยอกล้อโต้กลับอย่างไร้เดียงสานั้นก็ช่างน่ารังแก มันคล้ายกับจะดูดกระชากวิญญาณให้หลุดลอยออกจากร่างไปได้ทุกเมื่อ ในขณะที่ริมฝีปากของเราสองยังคงคลอเคล้าหยอกเหย้าซึ่งกันและกัน



     ณ สถานที่เงียบงันที่มีเพียงเราสองเคลื่อนไหว เสียงลมหรือแม้กระทั่งเสียงหวีดแหลมของจิ้งหรีดยามดึกก็มิอาจมาหยุดยั้งการกระทำอันเต็มใจนี้ของพวกเราไว้ได้



     เธอได้รู้แล้ว จูบแบบชาวฝรั่งเศสที่เธอต้องการ เธอได้ลิ้มรสของมันเดี๋ยวนี้แล้ว



          "อ.. อือ.. ฮ.."



     เธอหลุดร้องเสียงกระเส่า เมื่อรสจูบที่กำลังเกิดขึ้นบนริมฝีปากเนื้อนุ่มนั้นเร่าร้อนขึ้นเสียจนเด็กด้อยประสบการณ์เริ่มเอาไม่อยู่ หัวใจเธอเริ่มสูบฉีดแรงขึ้นตามการกระทำของสองร่างที่น่าตื่นเต้น เธอเชิดใบหน้า มัวเมาไปกับความรู้สึกหอมหวานที่เกิดขึ้นบนหัวไหล่สีนวล เมื่อปลายจมูกโด่งของข้าพเจ้าถูกแนบชิดไว้กับผิวเนื้อเนียนเพื่อสูดกลิ่นหอมรัญจวนใจ และริมฝีปากที่บรรจงจูบลงบนผิวเนื้อนวลลออนั้นอย่างทะนุถนอม



     ไรหนวดสัมผัสหยาบเสียดสีไปกับผิวเนื้อแสนสวยอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็สามารถปลุกน้ำเสียงร้องครางกระสันน่าฟังของเธอได้ไม่ยาก



     จนกระทั่งริมฝีปากไม่รักดีเริ่มขบดูดผิวเนื้อเนียนให้ต้องขึ้นเป็นรอย



     ข้าพเจ้าผละออกมากวาดสายตามองไปยังร่างประติมากรรมเลอค่าตรงหน้าอย่างหลงใหล เสื้อผ้าของเธอหลุดลุ่ย แก้มเนียนของเธอขึ้นสีเลือดฝาด ร่างกายของเธอมีรอยแดงสีกุหลาบแสนจาง



     ดวงตากลมโตฉ่ำเยิ้มไปด้วยแรงกำหนัดและรอยน้ำตา ผสมปนเปเป็นเนื้อเดียวกันจนกลายเป็นว่ามันทำให้ดวงหน้าหวานนั่นงดงามและน่ามองยิ่งกว่าเก่า



     ละสายตาไปไหนไม่ได้



          "รู้ใช่ไหม ว่าเรื่องของเราจะไม่จบอยู่แค่คืนนี้"
     "..."
     "เรื่องราวชีวิตที่เหลือจะยังถูกดำเนินต่อไป จะไม่ถูกหยุดเอาไว้หรือแยกทางจากกัน"
     "ผมรู้ครับ ผมยอม ยอมรับมันทุกอย่าง"
     


          "ได้โปรด โปรดกระทำในสิ่งที่คุณคิดทบทวนมาแล้วอย่างดี"



     เธอพูด น้ำเสียงออดอ้อนราวกับกำลังอ้อนวอนขอพรอยู่ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า



          "อย่าได้หยุดมันอีกเลย เพราะผมเองก็ต้องการคุณไม่ต่างกัน"
     "เจย์เดน.."



          "ผมก็รักคุณนะ อีวาน"



     นั่นเป็นเหตุผล ว่าทำไมริมฝีปากจิ้มลิ้มที่บวมเจ่ออย่างน่ารักนั้นต้องถูกประกบบดเบียดโดยริมฝีปากของข้าพเจ้าอีกคราหนึ่ง นิ่มนวลแต่คงรุนแรงไม่มากสำหรับบุรุษเพศที่พึ่งจะเคยได้แลกรสจูบกับใครสักคนหนึ่งเป็นครั้งแรก



     แน่นอนว่าในครั้งนี้เราไม่ได้หยุดอยู่แค่การจูบ



          อนึ่งเธอดั่งแสงไฟแห่งชีวิต
     นั่งเร้าบิดอ้าแข้งขาบนหน้าตัก
     นวลน้องนางมีริ้วแดงขึ้นบนพักตร์
     พี่ยากหักห้ามจิตคิดตีตรา
     โยกเรือนร่างสาวเสียงครางน่าฟังยิ่ง
     เราสองดิ่งบดเบียดกายให้เข้าหา
     ถึงฝั่งฝันอันแสนสุขสมอุรา



          "อ.. อีวาน ผมรัก.. อ๊ะ.. ระ.. รักคุณ"
     


          เปล่งวาจาเอ่ยออกมาว่ารักเธอ













     แสงแดดสดสว่างในยามเช้าต่างพวยพุ่งทะยานแสงสว่างของมันเข้าสู่ภายในตัวรถ นั่นช่างเข้ากันได้ดีกับพื้นถนนขรุขระเต็มไปด้วยหินและโคลน ปลุกให้ร่างระหงที่หลับใหลไปด้วยความอ่อนเพลียต้องลืมตาตื่นขึ้นจากห้วงแห่งนิทรา



     สิ่งแรกที่เธอพบเห็นในทุกๆเช้า ชายหนุ่มผู้เป็นที่รักซึ่งรับหน้าที่เป็นสารถี พาพวกเขาทั้งสองเดินทางไปบนเส้นถนนแห่งชีวิต ที่ดูเหมือนว่าการเดินทางในครั้งนี้นั้นจะยาวนานยิ่งกว่าทุกการเดินทางใดๆ



          "อีวาน คุณยังไม่ได้จูบผม"
     "มาตรงนี้สิ ยัยเด็กขี้เซา"
     "เปล่าขี้เซาสักหน่อย"



     ริมฝีปากน่ารักเบะคว่ำ เมื่อสรรพนามที่ถูกเรียกนั้นไม่ค่อยจะถูกใจเจ้าตัวสักเท่าไรนัก ค่อยๆขยับเคลื่อนย้ายร่างของตัวเองจากที่นอนหลับพิงเบาะอยู่อย่างสบายเข้าไปหาอีกฝ่าย วาดวงแขนกอดเอวของสารถีหนุ่มไว้แน่นพลางยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ ให้อีกฝ่ายได้พอมีเวลาที่จะละความสนใจจากท้องถนนมาเป็นริมฝีปากอุ่นนิ่มได้



     มันใกล้มากพอที่จะทำให้ชายหนุ่มได้มีเวลาประกบริมฝีปากอวบน่าบีบนั่น ดูดดึงบดขยี้ลงบนกลีบปากน่ารักด้วยความรุนแรงสักเล็กน้อยพอให้เธอได้ร้องเสียงอื้ออึง และเกิดเสียงดูดจ๊วบจ๊าบลามกที่ริมฝีปาก นั่นเพียงพอแล้วสำหรับกิจวัตรประจำวันที่จะต้องกระทำในทุกๆเช้า



          "อรุณสวัสดิ์ อีวาน"
     "จูบสวัสดิ์ เจย์เดน"



     เขาเป็นเช่นนี้เสมอ คำพูดแสนจั๊กจี้หรือบางทีก็ทะลึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้เจย์เดนไม่คาดคิดมาก่อนด้วยซ้ำ ว่าคนพูดจาเจ้าบทเจ้ากลอนแสนลึกซึ้งเป็นนักกวีอย่างอีวานนั้นจะมีนิสัยนี้ปนอยู่ด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนั่นทำเอาเจย์เดนรู้สึกเขินอายต่อผู้ชายตรงหน้าอยู่เสมอ



          "หิวหรือเปล่า?"
     "คุณทานอะไรหรือยัง?"
     


     เมื่อเรามีความรัก เรามักจะเป็นห่วงเป็นใยอีกฝ่ายมากกว่าตัวเองอยู่เสมอ จึงมีบ่อยครั้งที่คำถามมักจะถูกตอบกลับด้วยคำถาม ความเป็นห่วงมักถูกตอบกลับด้วยความเป็นห่วง



          "ทานแล้ว"
     "ทานอะไรล่ะ?"
     "เจย์เดน"



     เขาไม่ได้เรียกหรอก นั่นแหละคำตอบ



     รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปากทั้งสองเพราะความรู้สึกสุขใจที่ได้เกิดขึ้นในอก ขณะที่มือคู่สวยเอื้อมไปหยิบถุงกระดาษที่เต็มไปด้วยขนมปังและนมสด แต่มันก็เหลือไม่มากแล้วล่ะถ้าเทียบกับวันแรกที่มีอยู่ แน่นอนว่าพวกเขากินแต่อาหารพวกนี้อย่างจำเจในแต่ละมื้อ เนื่องจากเงินที่มีติดตัวไม่มาก และสองข้างทางของถนนที่เต็มไปด้วยป่าไม้ ไม่ก็ทุ่งหญ้า ไม่ได้มีร้านอาหารหรือซุปเปอร์มาเก็ตอย่างที่หวังไว้เท่าไรนัก



     เจย์เดนกัดขนมปังแผ่นบางเข้าปากเคี้ยวหนุบหนับ ขณะที่สายตาก็หันไปมองทัศนียภาพรอบข้าง ซึ่งประกอบไปด้วยทุ่งหญ้าไกลสุดลูกหูลูกตา ทางข้างหน้าก็มีแต่ถนนหนทางคดเคี้ยวที่แสนยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด สองข้างทางมองไม่เห็นบ้านหรือสิ่งก่อสร้างตั้งอยู่เลยสักหลังเดียว



     อีวานเหลือบมองคนข้างๆเป็นระยะ ถึงแม้ว่าเจย์เดนจะไม่มีท่าทางหรือสีหน้าที่ดูเดือดร้อนก็ตาม แต่เขาก็รู้สึกไม่ดีเท่าไรนักที่พาอีกฝ่ายมาตกระกำลำบากด้วยกัน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งดีนัก ได้แต่เที่ยวตระเวนค้างคืนไปตามโรงแรมต่างๆหรือไม่ก็นอนค้างคืนอ้างแรมกันบนรถยนต์พื้นที่คับแคบ หลับนอนไม่สะดวก



     อาหารการกินในแต่ละมื้อก็ไม่ได้ดีเด่ไปสักเท่าไรนัก อีวานนึกสงสารในตัวอีกฝ่าย และรู้สึกสมเพชในตัวเองอยู่เสมอ เมื่อเขาเริ่มรู้สึกตัวในแต่ละครั้งที่ได้มองหน้าอ่อนเยาว์ที่ดูอ่อนล้า อีวานดูแลอีกฝ่ายไม่ได้ ดูแลไม่ได้ดีอย่างที่หวังไว้เลย



          "ผ่านมาหลายวันแล้ว เสบียงที่ตุนไว้ก็เหลือน้อยเต็มที"
     "..."
     "เงินเราก็ใกล้หมด"
     "คุณจะทำอย่างที่เคยบอกกับผมใช่ไหม อีวาน"
     "ฉันทนเห็นเธอเป็นอยู่แบบนี้ไม่ได้หรอกนะ"
     "ถ้าได้อยู่กับคุณ ผมไม่เป็นไร"



     คนร่างบางเอ่ยบอกเสียงหวาน ก่อนจะขยับกายเข้าไปใกล้ชิด วาดวงแขนโอบกอดร่างกายแข็งแกร่งนั้นไว้อย่างต้องการปลอบประโลม เธอแนบใบหน้าไว้กับไหล่แกร่ง ซึมซับความอบอุ่นรวมไปถึงโอบกอดหัวใจของอีกคนไว้ไม่ให้รู้สึกถึงความโดดเดี่ยว



          "ที่ผมยอมมาด้วยกันกับคุณเพราะความรักที่คุณมีต่อผมต่างหาก ถึงคุณไม่มีเงินทองหรือความสะดวกสบาย นั่นมันไม่มีผลอะไรต่อผมเลยนะ"
     "บางครั้งฉันรู้สึกแย่ รู้สึกแย่ที่ทำให้เธอต้องมาลำบากไปด้วยกัน"
     "นั่นไม่ได้ทำให้ผมรักคุณน้อยลงสักหน่อย ต่อให้ลำบากยิ่งกว่านี้ผมก็ไม่เลิกรัก"



     เธอเอื้อนเอ่ยประโยคน่ารักอีกแล้ว และในครั้งนี้ชายหนุ่มไม่ลืมที่จะความสนใจจากท้องถนนไปจูบจุมพิตบนหน้าผากมนนั่นสักหนึ่งที ขอบคุณ ขอบคุณเหลือเกินที่เธอยังต้องการที่จะอยู่ร่วมกัน แม้ว่ามันจะไม่ได้สุขสบายอย่างที่เธอเคยได้ อาหารการกินไม่ได้เอร็ดอร่อยเหมือนที่เธอเคยทาน เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายไม่ได้หรูหราเหมือนอย่างที่เธอเคยใส่



          "ขอแค่ได้อยู่กับคุณ ผมยอมได้ทุกอย่าง"
     "เจย์เดน ฉันรักเธอเหลือเกิน"
     "ผมก็รักคุณ อีวาน"



     คู่รักสองคนโอบกอดกันอย่างแนบชิดในขณะที่ตัวรถยังคงดำเนินต่อไปข้างหน้า เจย์เดนยังเด็ก แต่ก็โตมากพอที่จะเริ่มตัดสินใจได้เอง เริ่มเชื่อใจตัวเอง และเริ่มต้นที่อยากจะมีความรักกับใครสักคน เธออยากทำทั้งหมดให้ดีและทำมันอย่างลึกซึ้ง ไม่เหลืออะไรให้เสียดายทีหลังสำหรับสิ่งที่เธอได้ตัดสินใจ



     เธอได้ตัดสินใจดีแล้ว ว่าต่อจากนี้ไปจนชั่วชีวิตของเธอ มันจะต้องมีผู้ชายที่ชื่อว่าอีวานเป็นส่วนประกอบชิ้นสำคัญอยู่ในนั้นด้วย ไม่ว่าพวกเขาจะต้องเร่ร่อนอยู่เช่นนี้ หรือต้องตกต่ำลำบากยากแค้นเพียงไรก็ตาม



          "ส่วนเรื่องที่คุณคิดจะทำ.."
     "ฉันไม่ได้อยากทำเท่าไรนัก แต่เธอก็รู้ดีว่าเศรษฐกิจของอเมริกาตอนนี้เป็นอย่างไร"
     "..."
     "ผู้คนตกงานกันมากมาย การหางานก็กลายเป็นเรื่องยาก"
     


     ชายผิวแทนเอ่ยอธิบายให้กับคนรัก เขารู้ดี รู้ดีที่สุดว่าสถานการณ์ในตอนนี้แสนยากลำบากมากแค่ไหน อเมริกากำลังเกิดวิกฤต เศรษฐกิจตกต่ำจนมองไม่เห็นทางที่จะกลับขึ้นมาอู้ฟู่ได้ดังเดิม ผู้คนไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้จ่าย และต้องอยู่อย่างอดๆอยากๆกันนับไม่ถ้วน ข้าวของหรือแม้แต่อาหารก็แพงแสนแพงมากขึ้นทุกวัน



          "อย่าลืมสิ ว่าฉันก็มีคดีติดตัวอยู่"
     "คดี?"



     เจย์เดนทำสีหน้างุนงง ต่างจากอีวานที่ยิ้มร่าในขณะที่เขากำลังพูดถึงเรื่องตึงเครียดอยู่



          "ก็ขโมยรถเจ้านายกับลักพาตัวเด็กดื้อคนนี้นี่อย่างไรเล่า จะให้ไปหางานทำก็ยิ่งยากขึ้นเป็นเท่าตัว"



     ปลายจมูกเชิดรั้นถูกบี้ยกใหญ่แล้วความเอ็นดู เจย์เดนทำได้เพียงแต่นั่งหน้ามุ่ยอย่างไม่ชอบใจให้กับการกระทำและสรรพนามที่ถูกเอ่ยเรียกแทนตนด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มนั่น



     แต่แล้ว เธอก็คิดอะไรดีๆออก รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นที่มุมปาก เมื่อเธอยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้กับอีกฝ่าย พร้อมกับกระซิบข้อความบางอย่างให้เขาได้ฟังใกล้ๆอย่างแสนแสบ



          "ถ้าอย่างนั้นผมเองก็มีคดีติดตัว"
     "คดีอะไรกัน"
     "ขโมยหัวใจของคุณ"



     อีวานยิ้มให้กับคำตอบ ยิ้มให้กับน้ำเสียงดื้อแสนในที่ถูกเปล่งออกมาบอกรักเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
     


          "ข้อหานี้โทษหนักนัก รู้ไหม"
     "หนักแค่ไหน?"
     "จะจองจำคุณนักโทษให้อยู่ในอ้อมกอดตลอดไป"
     "แบบนั้นผมยอม"



     เราสองต่างยิ้มอย่างมีความสุขในทุกประโยค ทุกบทสนทนาที่ถูกเอื้อนเอ่ยพูดคุยต่อกัน ไม่มีครั้งไหนเลยที่มันน่าเบื่อ เสียงหัวเราสดใสยังคงดังขึ้นซ้ำๆ กับบรรยากาศในตัวรถที่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก และความอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้นมาของมันเองอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายาม มันเกิดขึ้นโดยคนสองคนที่มีใจรักใคร่และปรารถนาดีต่อกันอย่างมากมาย



     เธอน่ารักเสมอ และอีวานนั้นตกหลุมรักเธออยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างหาหนทางออกไม่พบ



     ตัวรถยนต์ยังคงถูกดำเนินอยู่บนถนนขรุขระอยู่เป็นชั่วโมงท่ามกลางสองข้างทางที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าดูแห้งแล้ง แต่นั่นนับเป็นโชคดีที่ยังมีจุดพักรถข้างทาง ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนักจากตัวรถของพวกเขาที่กำลังวิ่งอยู่บนถนน



     นั่นเป็นสัญญาณที่ดี บ่งบอกว่าอีกไม่นานพวกเขาก็จะหลุดพ้นออกจากหลุยเซียน่าเพื่อไปต่อยังเท็กซัสรัฐใกล้ๆ เพื่อหนีให้รอดจากผู้คนและครอบครัวที่ตอนนี้อาจกำลังออกตามหาพวกเขาอยู่ก็เป็นได้



          "ข้างหน้ามีจุดพักรถ ฉันจะแวะเติมน้ำมันเสียหน่อย เธออยากเข้าห้องน้ำหรือเปล่า?"
     "อีวาน คุณจะทำมันใช่ไหม"



     เจย์เดนมองเห็นว่าน้ำมันของพวกเขายังลดลงไม่ถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ จึงเอ่ยถามต่อเจตจำนงของคนรักใ้แน่ชัดอีกครั้ง



          "เงินเราเหลือไม่มากแล้ว และฉันจะไม่ยอมให้เธออดตายเป็นอันขาด"



     สีหน้าและแววตาของคนรักที่ดูจริงจังนั่นทำให้เจย์เดนไม่กล้าเอ่ยขัด จนกระทั่งตัวรถยนต์ดำเนินมาจอดลงยังจุดเติมน้ำมัน และดับเครื่องลง



          "เธออยู่ตรงนี้ เติมน้ำมันให้เสร็จ แล้วฉันจะไปข้างใน"



     เขากำลังพูดถึงร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้ๆกับจุดเติมน้ำมัน ที่พวกเขาต้องลงไปจ่ายเงินที่นั่นอยู่แล้วหลังจากลงมือเติมน้ำมันให้กับรถยนต์เสร็จ



     เจย์เดนเงยหน้าขึ้นมองร่างสูง ดวงตากลมใสมองเห็นได้ชัดว่าเขากำลังกังวล



          "เชื่อใจฉันไหม"



     เธอมองสบตากับคนรัก แววตาจริงจังและมุ่งมั่นยังทำให้เธอรู้สึกเชื่อใจและปลอดภัยอยู่เสมอนับจากวันแรกที่ตัดสินใจที่จะเดินทางร่วมกันกับเขา



     เธอพยักหน้ารับ



          "สัญญากับผมว่าจะปล้นแค่อาหาร"



     ไม่มีเสียงใดตอบกลับออกมา มีเพียงแต่รอยยิ้มแสนดีที่ถูกเผยให้เห็น ซึ่งแค่นั้นมันก็ทำให้เจย์เดนนึกอุ่นใจขึ้นมาได้ สองร่างก้าวขาลงจากรถ ต่างแยย้ายกันไปทำหน้าที่ของใครของมันให้ลุล่วง โดยเจย์เดนที่กำลังจ่อเติมน้ำมันเข้าสู่ตัวรถได้แต่มองแผ่นหลังของคนรักเดินเข้าไปยังร้านสะดวกซื้อนั่นจนลับสายตา











          

          "สวัสดีครับ"
     "สวัสดี"



     ทันใดที่เข้ามาถึงในตัวร้าน พนักงานชายวัยกลางคนร่างพลุ้ยที่อยู่ตรงเคาท์เตอร์ก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เขาดูท่าทางแก่กว่าวัยอยู่นิดหน่อยจากที่ผมสังเกต เส้นผมที่คลุมอยู่ไม่ทั่วศีรษะนั่นเริ่มมีสีขาวโพลนขึ้นแซมบ้างเป็นบางจุด ผมไม่ลืมเอ่ยทักทายเขากลับพร้อมด้วยรอยยิ้ม ทำทีเหมือนว่าจะเข้าไปจ่ายค่าน้ำมัน แต่สายตาของผมกลับกำลังมองสอดส่องไปทั่วร้าน



     เจย์เดนเธอได้เอ่ยเตือนแลบอกกล่าวกับผมอยู่หลายครั้ง และผมก็ยังมองเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องปล้นร้านสะดวกซื้อเล็กๆนี่อยู่ดี 



     อย่างที่บอกว่าผมทำไปเพราะความอยู่รอด ทำเพื่อปากท้องของผมกับคนรักที่รออยู่ในรถนั่น



     แม้มันจะถูกมองว่าเป็นข้ออ้างที่ถูกใช้สำหรับการกระทำชั่วช้าก็ตาม



          "ค่าน้ำมันครับ"
     "จะไปที่ไหนกันหรือครับ?"



     เขาเอ่ยถามในขณะที่รับธนบัตรจากเขาไปใส่ไว้ในลิ้นชัก ซึ่งทุกการกระทำอยู่ในสายตาของผมอยู่ตลอด



          "ใกล้ๆนี้"
     "เท็กซัส?"
     "ประมาณนั้น"
     "พวกคุณคงมาไกลกันสิท่า ถนนหนทางแถวๆนี้ก็แสนเปลี่ยวนะ"



     เขาพูดยิ้มๆอย่างใจดี กับท่าทางที่ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวรู้สึกตัวเองเลยว่ากำลังจะถูกปล้น นั่นทำให้ผมรู้สึกเวทนาต่อชายตรงหน้าขึ้นมาลึกๆ



          "คุณต้องระวังตัวให้มาก เศรษฐกิจอเมริกากำลังตกต่ำ พวกหัวขโมยและพวกโจรก็เพิ่มมากขึ้น"
     "คุณพูดเหมือนกับว่าที่นี่เคยถูกขโมยมาก่อน"
     "ยังไม่เคย"
     "งั้นก็ดีใจด้วยครับ"



     ผมเอ่ยบอกพลางยิ้ม ยิ้มหวานแบบที่ประโยคถัดไปที่กำลังจะกล่าวนั้นตรงข้ามกับมันสุดขั้ว



          "ดีใจด้วยที่มันจะเป็นครั้งแรก"
     "ห้ะ.. คุณว่าอะไ... อั่กกก!"



     หมัดขวาถูกต่อยเข้ากลางจมูกของชายตรงหน้าอย่างไม่ยั้งแรง นั่นทำให้เขาต้องล้มลงไปนั่งทรุดอยู่กับพื้นกระเบื้องเปื้อนฝุ่นด้านหลังเคาท์เตอร์ประจำการนั่นอย่างช่วยไม่ได้ ด้วยสภาพของเขาที่ยังคงมึนงงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงทำให้ผมเอื้อมมือไปกดเปิดลิ้นชัก และหยิบเงินจำนวนหนึ่งที่มีอยู่ในนั้นออกมาได้อย่างง่ายดาย



          "ห.. หัวขโมย! ..อั่ก ขโมย!"
     "ผมขอโทษ แต่ก็ขอบคุณสำหรับนี่"



     ผมเอ่ยบอกแก่เขาหลังจากที่จัดการใช้เชือกมัดแขนของเขาไว้ไขว้หลังได้สำร็จ และปล่อยให้เขานั่งเจ็บปวดอยู่บนพื้นกระเบื้องเปื้อนฝุ่นอยู่เช่นนั้น และตั้งใจจะหยิบถุงกระดาษที่วางอยู่ตรงนั้นไปหยิบพวกอาหารและเครื่องดื่มที่วางขายอยู่ในร้าน



     แต่ทว่าสถานการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่หวัง เมื่อชายอีกคนที่ใส่ชุดพนักงานปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับเจย์เดนที่ถูกจับกุมตัวเข้ามาภายในร้าน



          "อีวาน ผมขอโทษ.."



     เธอเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิด และใบหน้าเจ็บปวดที่แขนของเธอถูกจับไขว้หลังนั่นทำให้ผมรู้สึกโกรธมากขึ้นเป็นเท่าตัว



          "หยุดเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่อยากให้เพื่อนแกเจ็บตัว!"



     ชายอีกคนพูดขึ้นพลางยกแขนขึ้นโอบรอบลำคอของเธอเอาไว้ เธอกำลังหายใจไม่ออก



     ในสถานการณ์ที่น่ากดดัน ผมกลัวเหลือเกินว่าจะต้องเสียเธอไป



          "เจย์.. เจย์เดน ฟังฉัน"



     เธอเงยหน้าขึ้นมองผม แววตาคู่นั้นถูกครอบงำไปด้วยความกลัว แต่ก็หลงเหลือว้ซึ่งความเชื่อใจและความไว้ใจที่เธอมีต่อตัวผม



          "ใจเย็นๆ ไม่ต้องกลัว"
     "แกหุบปาก! แล้ววางเงินที่ขโมยลงบนเคาท์เตอร์ซะ!"



     ผมไม่สนใจซึ่งเสียงที่ถูกเอ่ยอย่างเสียงดัง แต่กลับส่งสายตามุ่งมั่นมองใบหน้าสวยงามที่มีแต่ความกลัวนั่นให้เธอได้รู้สึกปลอดภัย เธอมองกลับมาอย่างมีความหวัง สายตาของผมจึงก้มมองต่ำลงไปยังเท้าของชายคนข้างหลัง สลับกันกับมองหน้าของเธอไปมาให้เธอได้เข้าใจ เธอรับรู้ได้ และพยักหน้าขึ้นลงบ่งบอกว่าเธอเชื่อใจผมทุกสิ่งอย่าง 



     ผมเริ่มนับหนึ่งถึงสาม ก่อนจะเปิดปากเอ่ยบอกสัญญาณให้แก่เธอ



          "ไป!"
     "โอ้ยยย!"



     เธอทำสำเร็จ เท้าเล็กนั่นกระทืบลงไปบนเท้าของผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างแรงจนเขาต้องผละออก และไม่รอช้า ผมตรงเข้าไปประชิดตัวของอีกฝ่ายในทันทีขณะที่เขากำลังเผลออยู่ พลันยกเท้าขึ้นถีบเขาไปสุดแรงจนชายผู้นั้นต้องล้มลงไปอย่างไม่เป็นท่า ไม่หยุดแต่เพียงแค่นั้น ผมยังตามเข้าไปชกเข้าที่ใบหน้าของผมซ้ำๆ เสียจนเสียงเล็กๆของเจย์เดนต้องเอ่ยปรามผมเอาไว้



          "พอแล้ว.. อีวานพอได้แล้ว"
     "หยิบเชือกให้ฉัน"



     แม้ว่าเธอจะยังมีอาการตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังคงคุมสติเอาไว้ได้ และปฏิบัติตามทุกคำพูดที่ผมบอกกล่าว ผมจึงจัดการมัดแขนทั้งสองข้างของชายตรงหน้าไว้เช่นเดียวกันกับชายคนก่อน เพื่อไม่ให้เขาได้มีโอกาสหนี ใช้โทรศัพท์ต่อสายถึงตำรวจ หรือลุกขึ้นมาต่อกรณ์กับเราทั้งสองได้อีก



     "ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไร.."



     ผมดึงร่างกายสั่นเทาเข้ามากอดปลอบ เธอคงตกใจอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และคงไม่อยากให้เกิด ฝ่ามือหยาบถูกยกขึ้นลูบศีรษะของเธออย่างช้าๆ เพื่อปลอบประโลมให้เธอพ้นจากอาการหวาดกลัวและตกใจ และเพิ่มความรู้สึกปลอดภัยให้กับคนตรงหน้ามากยิ่งขึ้น



     เธอมีท่าทีสงบลงบ้างแล้ว ผมจึงผละร่างกายของเธอออกจากตัว และมองสีหน้าด้วยความเป็นห่วง ห่วงไปหมด ทั้งความรู้สึกของเธอ จิตใจของเธอ ห่วงร่างกายของเธอว่ามีรอยบอบช้ำตรงที่ใดหรือไม่



     แต่ทว่าเรามาไกลกันเกินกว่าจะหันหลังกลับกันเสียแล้ว และอีกแค่นิดเดียวเราก็จะผ่านพ้นมันไปได้ ต่อให้เธอต้องรู้สึกกระวนกระวาย หวาดกลัว หรือเป็นกังวลเช่นใดเธอก็ต้องก้าวข้ามพวกมันไปให้ได้



     เว้นเสียแต่ว่าเธอนั้นจะไม่อยากเดินทางไปด้วยกันกับผมเสียแล้ว ซึ่งนั่นเธอจะต้องตัดสินใจให้ดี หรือหากว่าเธอเปลี่ยนใจ ไม่มีความเต็มใจที่จะหนีไปด้วยกันกับผมแล้ว ผมก็จะปล่อยเธอไปอย่างที่ใจเธอต้องการ



          "อีวาน.."



     เธอเอ่ยเรียก และสายตาของความเข้มแข็งถูกจุดประกายขึ้นท่ามกลางความหวาดกลัวที่เคยมีอยู่ เธอทั้งเชื่อมั่นและเชื่อใจ ไว้ใจในตัวผมและพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำชี้แนะของผมทุกประการอย่างไม่มีกังขา



     ซึ่งนั่นเป็นคำตอบได้ดี ว่าเธอเลือกที่จะไปด้วยกัน ไม่ว่าอย่างไรก็จะไปด้วยกัน



     และข้าพเจ้าสาบาน สาบานต่อพระผู้เป็นเจ้าว่าจะดูแลเธอให้ดีที่สุดนับจากวันนี้ จะไม่มีวันทอดทิ้งให้เธอต้องรู้สึกแย่ หรือทิ้งเธอให้ต้องเผชิญหน้ากับวันพรุ่งนี้เพียงลำพังอีกต่อไปนับจากนี้



          "รีบปล้นพวกเขาแล้วไปจากที่นี่ด้วยกันเถอะ"



     ข้าพเจ้าไม่มีวันที่จะทำให้เธอต้องเสียใจ



          "อื้อ ไปด้วยกัน"



     ไม่มีวัน











by ; christian butch
tbc


? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

93 ความคิดเห็น

  1. #86 dawalo52 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 23:41
    เหมือนทุกอย่างเป็นแบบทดสอบแล้วสินะคะ พออ่านเรื่องนี้แล้วทำให้เรานึกถึงเพลง robbers ของ 1975 เลยค่ะ มันเป็นฟีลที่มีทั้งความสุขล้นของการผจญภัยของวัยรุ่น และความเลวร้ายของการกระทำของพวกเขา แต่ในตอนนี้ทั้งอีวานและเจย์เดนคงไม่สนใจอะไรแล้วนอกจากกันและกัน นอกจากอิสระที่ทั้งคู่ใคร่ที่จะไขว่คว้า แล้วเราจะรอคอยบทสรุปของเส้นทางที่ทั้งคู่เลือกเดินนะคะ แต่ใดๆคือทั้งเจ็บปวดและทั้งสวยงามจริงๆ
    #86
    0
  2. #74 BaVChaU (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 03:39
    เพราะรักและเชื่อใจล้วนๆเลย
    #74
    0
  3. #66 97_VK (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 09:12
    หวังว่าในอนาคตจะไม่เกิดเรื่องร้ายนะคะ
    #66
    0
  4. #54 taehyung_30 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 01:00
    หวั่นใจมากๆ กลัวพวกเขาจะได้แยกจากกัน ขอให้พวกเขาทั้งสองปลอดภัยและมีความสุขด้วยกัน เขาเกิดเพื่อกันจริงๆ กลัวจะมีอะไรมาพลัดพรากพวกเขาออกจากกัน ///คุณไรท์คือสุดยอดมากจริงๆ สวมมงเลยค่ะ
    #54
    0
  5. #27 onthetimej (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:39
    อ่านจบตอนสามเค้าก็เรียงคำพูดไม่ถูกอีกแล้วค่ะคุณ ภาษาสวยมากจนไม่ว่าตอนนั้นจะอินเนื้อเรื่องหรืออะไรอยู่ก็ต้องหยุดอ่านซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น ชอบเรื่องนี้มากที่สุดตั้งแต่เคยอ่านฟิคเรื่องไหนมาเลยค่ะ????🖐🏻
    #27
    0
  6. #21 Maniciaa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 22:28
    ชอบมากเลยค่ะคุณ หนีตามกันไปเนี่ย หวังว่าจะไม่เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นนะคะ อีวานต้องดูแลน้องให้ดีตามที่พูดไว้นะคะ หนีไปด้วยกัน หนีไปให้ไกลจากผู้คนเลยค่ะ ไปแค่ที่ๆมีพวกเธอสองคน ชอบจังเลยค่ะคุณ
    #21
    0
  7. #19 AlichaVK9597 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 14:00
    ขอให้ผ่านไปด้วยดี
    #19
    0
  8. #16 Toom2pm (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มกราคม 2563 / 03:15
    เฮ้อเห็นทั้งสองหนีไปด้วยกันแล้วลำบากอ่ะ
    #16
    0