(end) your lips, my lips, APOCALYPSE /vkook

ตอนที่ 2 : ; sentimental journey

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 628
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 92 ครั้ง
    23 เม.ย. 63











     ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ผมได้พบเห็นนั้นถูกเคลือบด้วยอวัยวะ ตา คิ้ว จมูก ปาก องค์ประกอบทั่วไปที่แสนจะธรรมดาซึ่งสิ่งมีชีวิตทุกเหล่าพึงจะมี แต่เขากลับแตกต่าง -เจย์เดน แอนเดอร์สัน แตกต่างจากผู้อื่นทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าเขาจะทำอะไรอยู่ก็ตามแต่...



     ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ปลายทุ้มมนของดินสอจรดขีดเขียนลงบนหน้ากระดาษว่างเปล่าของสมุดเล่มเล็กราคาถูก มือหยาบกร้านบรรจงเขียนบรรยายลงบนหน้ากระดาษแผ่นนั้นอย่างปราณีต ทุกตัวอักษรล้วนถูกกลั่นกรองออกมาให้สวยงาม ให้สมดั่งความงดงามของบุคคลผู้ที่กำลังถูกจินตนาการอยู่ภายในหัว ณ บัดนี้



     อ่า.. ไม่ไพเราะเอาเสียเลย ทำอย่างไรดี



     หน้ากระดาษถูกลบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนกับครั้งที่ถูกขีดเขียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า



     ความคิดเห็นในหัวที่แตกแขนงกันออกไปเริ่มเกี่ยวพันกันจนยุ่งเหยิง ผมกำลังคิดหนัก ว่าจะเลือกคำๆนี้ดีหรือไม่ ที่จะมาใช้สำหรับการบันทึกถึงบุรุษเพศผู้งดงามยิ่งกว่าสิ่งใดในจักรวาลผู้นั้น



     มันยังไม่ถูกใจ เพราะเธองดงามยิ่งกว่าสิ่งใดจนไม่สามารถที่จะบรรยายออกมาในรูปแบบไหนได้เลย



     ผมจึงทำได้เพียงแค่จดบันทึกความงดงามเหล่านั้นลงบนหน้ากระดาษโง่ๆ จำต้องรวบรวมความรู้เกือบทั้งชีวิตที่มีอยู่มากลั่นกรองเป็นข้อความ เป็นประโยค เป็นบทความให้สละสลวยสวยงามจนคล้ายคลึงกับความงดงามจริงๆที่ได้พบเห็น



     -เจย์เดน แอนเดอร์สัน แตกต่างจากคนทุกผู้ตรงที่เขาสามารถทำให้เครื่องหน้าธรรมดาเหล่านั้นยังตราตรึงอยู่ในม่านตาและความทรงจำของผม แม้กระทั่งวินาทีนี้ที่ผมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอในการนอนหลับ



     มือขวาจับดินสอ ในขณะที่มือซ้ายของผมต้องส่งไปกอบกุมบนหน้าท้องของตัวเอง และลูบมันไปมาอย่างช้าๆ เพื่อจะคอยผนึกความรู้สึกมวนท้องคลายกับว่ามีคลื่นลูกใหญ่กำลังซัดเข้าหาฝั่ง และมันกำลังปั่นป่วนได้ที่ โดยหวังว่าการกระทำดังกล่าวจะช่วยบรรเทาอาการที่เป็นอยู่ให้จางหายไปได้บ้าง



     มันผ่านมาเป็นเวลาสัปดาห์กว่าๆแล้วกระมัง สำหรับการพบปะที่น่าประทับใจ แต่ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสดใสดังดวงตะวันเช่นนั้นของเธอยังคงถูกจารึกไว้อยู่ในม่านตา และสมองของผมจดจำได้เพียงแค่เรื่องราวของเธอแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น



     ผมชักจะเหมือนบุคคลผู้วิปลาสไปแล้วทุกที รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นบนใบหน้าเมื่อผมรู้ตัวเองว่ากำลังเคลิบเคลิ้มไปกับความคิดเพ้อฝันของตนเองมากแค่ไหน หัวเราะเบาๆเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองรำพึงรำพันต่อเธอมากแค่ไหน หลับตาลงจนเปลือกตาแนบสนิท ยอมรับความรู้สึกว่าตนเองนั้นลุ่มหลงเธอมากเพียงไร พร้อมกับเก็บพวกมันเข้าไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ ไม่ให้ใครจับพิรุธได้ว่าผมกำลังคิดอันใดอยู่ในหัว



     ใช้เวลาในตอนสายของวันสำหรับการบันทึกข้อความเหล่านี้ลงบนกระดาษ โดยอาศัยร่มเงาของต้นไม้ต้นใหญ่ในการพักพิง ข้อความในหน้านี้มันใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ดั่งที่ปราถนา เหลือเพียงแต่ใช้ปลายดินสอทุ้มมนดังกล่าวตวัดไปมาเพื่อเขียนชื่อของเธอคนนั้นย้ำลงบนกระดาษ ว่าข้อความสละสลวยสวยงามเหล่านี้กำลังพรรณาถึงร่างของใครกันหนอ



     ปลายดินสอกำลังถูกตวัดขีดเขียนเป็นตัวอักษรทั้งหมดจำนวนห้าตัวด้วยกัน



     เจ-เอ-วาย-ดี-อี-เอ็น



     เจย์เดน



     นามของบุรุษเพศผู้กระชากดวงวิญญาณของข้าพเจ้าไปสู่ห้วงอารมณ์แห่งความสุขสม และข้าพเจ้ายินดีปรีดาที่จะติดอยู่ในวังวนเหล่านั้นอย่างเต็มใจ หากว่าสถานที่แห่งนั้นมีเธออยู่ด้วย



     และมันคงจะดี หากในสถานที่นั้นมีเพียงเราสอง



          "น้องชายฉันมันคงจะสติวิปลาสไปแล้วหรือไร จึงมานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับหน้ากระดาษล่อนจ้อนเช่นนี้?"



     เพราะวาจาทุ้มห้าวที่ถูกเอ่ยจากบริเวณด้านหลัง นั่นจึงทำให้ผมสะดุ้งต่อผู้มาเยือนแต่เพียงเล็กน้อย รีบปิดสมุดและพับเก็บมันไว้โดยไว ในขณะที่กำลังหันหลังไปหาพี่ชาย และแสร้งทำเหมือนว่ามันไม่ได้มีเหตุอันใดเกิดขึ้นทั้งนั้น



     แต่พี่ชายที่โตกว่า เขาเป็นคนฉลาดหลักแหลมอยู่เสมอ



          "เอ.. รีบปิดขนาดนี้ หรือว่ามีอะไร"
     "ไม่มีอะไรทั้งนั้น ถึงมีก็ไม่ใช่เรื่องของพี่"
     "อ้าว ไอ้น้องเวร เดี๋ยวนี้เถียงกูคำไม่ตกฟาก"



     ยิ่งได้เห็นเขาโมโห มันยิ่งสนุกขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะอาการการโวยวายของพี่ชายนั้นคล้ายคลึงกับคนแก่ที่ไม่พอใจเมื่อตอนถูกบอกว่าแก่อย่างไรอย่างนั้น เขาอายุมากกว่าผมก็จริง แต่ก็แค่ไม่กี่ปี และอายุอานามของเขาก็ยังถือว่าอยู่ในช่วงวัยรุ่น แต่ทำไมถึงได้มีท่าทางเก้งก้างอย่างกับคนสูงวัยได้มากขนาดนั้นก็ไม่อาจรู้ได้



     อีกอย่าง



          "ทำไม กำลังเขียนจดหมายรักหาสาวที่ไหนอยู่หรืออย่างไร?"



     ประสบการณ์เขามีมากกว่าตัวผมอยู่มากโข



          "ทำไมคิดแบบนั้น"
     "ถูกใช่ไหมล่ะ?"



     เขาพูด พลางผุดรอยยิ้มกว้างเมื่อคำสิ่งที่พูดออกมานั้นเป็นจริงทุกประการ โดยการมองดูคำตอบที่ถูกแสดงออกมาทางสีหน้าของผมเอง



     ชักจะรู้มากเกินไป ชักจะเก่งเกินไป



          "มึงนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ในขณะที่เขียนอะไรยุกยิกๆลงสมุด กูมองแล้วก็คิดออกอยู่สองเรื่อง"



     เขาพูดเกริ่น ในขณะที่หย่อนกายลงนั่งบนพื้นหญ้า พื้นที่ร่มเงาข้างๆกันกับตัวผม



     ผมตั้งใจฟัง



          "หนึ่ง น้องชายกูมันบ้า ชมนกชมไม้แล้วมานั่งยิ้มนั่งหัวเราะอยู่คนเดียว"



     เขาพูดปนขำ นั่นจึงทำให้ผมคิดว่าคำพูดของเขาจะเชื่อถือได้สักกี่น้อยมาก นอกจากจะหาเรื่องมาจิกกัด มาก่นด่าผมเสียเปล่า หาประโยชน์อันใดจากคำพูดของเขามิได้



          "หรือข้อสอง"
     "ยังจะมีอะไรอีกเล่า"
     "มึงกำลังมีความรัก"



     รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาและเสียงหัวเราะจากลำคอของผมเป็นต้องค่อยๆมลายหายออกไป เพียงเพราะบทสนทนาทีเล่นทีจริงนั้นกลับดูจริงจังขึ้นมาเสียจนดูน่าอึดอัด



          "อย่ามาเถียงด้วย ว่าไม่ใช่"
     "..."
     "กูดูออกหรอก น้ำหน้าอย่างมึงจะปิดบังอะไรใครเขาได้ ไอ้ลูกหมา"
     "ก็ไม่ได้ปฏิเสธนี่"



          "บอกเขาไปหรือยัง"
     "บอกอะไรแก่ใคร?"



          "บอกรักเขาไปหรือยังล่ะ?"



     คำถามที่ดูทีเล่นทีจริงแต่น้ำเสียงกลับอ่อนโยนนัก และมันแอบแฝงได้ด้วยความจริงจังอยู่สักเล็กๆ 



     ผมฟังคำถามนั้นยิ้มๆ เมื่อภายในใจเอาแต่นึกคิดถึงสิ่งที่ได้เขียนบรรยาย และพรรณนาต่อเธอผู้นั้นไปต่างๆนานา



     ผมบอกกล่าวคำว่ารักแก่เธออยู่เสมอๆทุกค่ำคืน บอกเธอในใจ



          "ยังหรอก"



     ผมเอ่ยบอกแก่เธออย่างเสียงดังฟังชัดอยู่ภายในใจ



     จากรอยยิ้มแสนหวานที่ริมฝีปากและซี่ฟัน ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ดูฝืนใจในทันที เมื่อจู่ๆความรู้สึกสลดก็เกิดขึ้นอยู่ภายในใจขึ้นมาเสียดื้อๆ และมันถูกส่งออกผ่านสีหน้าโดยไม่คิดจะหักห้าม เมื่อผมได้เอ่ยปากตอบต่อคำถามนั้นของพี่ชายออกไปว่าเช่นนั้น



     ที่ยังมิมีโอกาสได้บอก นั่นเพราะเรายังมิมีโอกาสครั้งที่สองที่จะได้พบกันกระมัง



     น่าเสียดายเหลือเกิน เมื่อพระเจ้าท่านกลั่นแกล้งให้เราสองได้พบเจอกันเพียงแค่ประเดี๋ยวประด๋าว ผมยังไม่ทันหายใจหายคอได้คล่องปอดเลยเสียด้วยซ้ำ สายตาก็ต้องมองดูแผ่นหลังบอบบางนั้นค่อยๆวิ่งจากไปจนลับสายตาออกไปไกลเสียแล้ว



     แต่นั่นก็ยังดี เมื่อเราได้แลกเปลี่ยนกันรู้ชื่อ และได้ทำความรู้จักกัน แม้จะแค่ผิวเผินก็ตาม



     แค่นั้นก็มันก็มีค่ามากเพียงพอแล้ว 



     มากพอให้ผมจดจำเรื่องราวของเธอไปจนชั่วชีวิต



          "ไม่อยากจะเรียกมึงว่าน้องเลย ไอ้น้องเวร ไอ้คนซื่อบื้อ"



     จำต้องเบี่ยงตัวหลบอย่างว่องไว เมื่อฝ่ามือใหญ่ของพี่ชายนั้นเกือบได้ลงมากระทบเข้ากับศีรษะ เมื่อเขาไม่พอใจอะไรสักอย่าง หรือรู้สึกเบื่อหน่ายและรำคาญต่ออาการที่ผมเป็นอยู่ ที่เขาชอบพูดว่าผมซื่อบื้อ



     ผมเปล่าซื่อบื้อหรอก แค่ชอบที่จะรักและห่วงใครสักคนอยู่ห่างๆเสมอ



     ไม่เข้าไปยุ่ง ไม่บอกให้เขารู้ตัว คอยจดจำเรื่องราวของเธออยู่จากที่ไกลๆ



     แบบนี้คงจะดีเสียกว่า



          "เอาเถอะ มันเป็นเรื่องของมึง กูก็จะไม่เข้าไปยุ่ง"



     พี่ชายของผม ผู้ที่เติบโตมาก่อน เติบโตกว่า และประสบการณ์มากว่าใครในบรรดาพี่น้องทั้งห้า เขารู้เสมอไม่ว่าเรื่องใด หรือสิ่งใด คำตักเตือนของเขาเป็นจริงเสมอ และคอยเตือนให้ผมระมัดระวังก่อนเกิดเหตุอยู่เสมอ ประสบการณ์ของเขามีมากกว่า และช่วยสั่งสอนผมแทนพ่อและแม่ สร้างให้ผมเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาจนป่านนี้ ผมซาบซึ้งเขาอยู่เสมอ



     เขาเป็นพี่ชายที่ดี อาจจะถูกมองว่าเป็นคนไม่ดีในสายตาใคร แต่เขาเป็นพี่ชายคนดีคนเดียว และหนึ่งเดียวของผมเสมอ



          "วันนี้วันหยุด กูตั้งใจว่าจะเข้าเมืองไปเที่ยงบาร์เสียหน่อย ไม่ได้พักผ่อนมานาน"
     "ไปบาร์? ไปพักผ่อน?"
     "มึงจะไปหรือเปล่าล่ะ"



     เขาทำสีหน้าคล้ายหงุดหงิดใจ เมื่อผมยังตั้งคำถามย้ำๆซ้ำๆไม่เลิก 



          "จะไปอย่างไรล่ะ? รถก็ไม่มี"
     "เจ้านายเขาให้ยืมมา เป็นฟอร์ดเชียวนะ"
     "รถฟอร์ด? เจ้านายเขาจะให้พี่ยืมรถราคาแพงเช่นนั้นเชียวหรือ?"
     "ให้ยืมได้ เพราะกูมันคนโปรด"



     ผมแสนเกลียดท่าทางยักคิ้วหลิ่วตาอย่างคนเจ้าเล่ห์เพทุบายนั่นเหลือเกิน แต่นั่นมันช่วยไม่ได้ เมื่อมันเป็นนิสัยส่วนตัวของเขาไปแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เขารู้สึกมีอำนาจเหนือผู้อื่นขึ้นมาได้ เราก็จะได้ดูสีหน้านั้นอย่างชัดๆกันสักครั้งสองครั้ง มันแสดงให้เห็น ว่าในครานั้นที่เขากำลังยักคิ้วหลิ่วตาอย่างนั้นอยู่ มันหมายถึงเขากำลังรู้สึกสุขอยู่ภายในอย่างหาอะไรมาหยุดยั้งไว้มิได้



          "จะไปหรือไม่ไป?"
     "ไป"
     "ก็แค่นี้"



     เขายิ้มมุมปากและลุกขึ้นยืน ผิวปากอย่างสบายอารมณ์ นิ้วชี้ของมือด้านขวาถูกยกขึ้นควงพวงกุญแจรถยนต์ราคาแพงนั้นอย่างไม่กลัวว่ามันจะปลิวออกจากนิ้วมือแล้วหล่นหายไป



     เป็นผมที่ต้องคอยเดินตามเขาต้อยๆเหมือนอย่างเดิม เดินตามหลังพี่ชายคนดีที่สุดแสนประเสริฐที่สุดของผม เหมือนตอนที่เรายังเป็นเด็ก ที่กำลังเดินตามหลังพี่ชายเพื่อออกไปวิ่งเล่นด้วยกันทุกวัน โดยมีเขาสอนและถ่ายทอดสิ่งต่างๆให้ผมเติบโตมาเป็นผมอย่างทุกวันนี้ได้



          "รอด้วย"
     "ก็รีบเดินสิวะ ไอ้ลูกหมา"



     สมุดเล่มเล็กและดินสอไส้ทุ้มจึงถูกยัดลงใส่กระเป๋าแจ็คเก็ตตัวนอกมิมีเวลาจะเอากลับไปเก็บไว้ใต้หมอนในห้องนอนเสียแล้ว เมื่อพี่ชายของเขาร้อนรนและเร่งรีบปานนั้นเพื่อที่จะเดินทางเข้าเมืองให้ไวเสียให้ได้ 



     ก็คงต้องเอามันไปด้วยแล้วล่ะ ไอ้สมุดเล่มนี้น่ะ



     เพราะมันก็แทบจะอยู่ติดตัวของข้าพเจ้าตลอดเวลา เหมือนที่ข้าพเจ้ารำพึงคนึงหาเธออยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วเช่นกัน


          



     









          "ที่โรงเรียนใหม่เป็นอย่างไรบ้าง เจย์"



     เสียงขูดขีดของของส้อมและมีดในจานอาหารเป็นอันต้องสะดุดกึกหายไปหนึ่งจังหวะ เพราะคำถามนั้นของบิดาที่จู่ๆก็ถูกพุ่งพรวดออกมาถาม ท่ามกลางมื้ออาหารกลางวันแสนอร่อยในบ้านหลังใหม่ที่พึ่งย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ได้ไม่กี่วัน



     เจย์เดนชะงักไปสักครู่


     
          "สนุกดีครับ เพื่อนๆก็เป็นกันเองมากๆ"



     ตอบกลับคำถามของบิดาพลางอมยิ้มไปพลาง เมื่อนึกถึงมิตรภาพครั้งใหม่ กับเพื่อนๆกลุ่มใหม่ที่โรงเรียนใหม่ ถึงแม้ว่าเจย์เดนจะเป็นคนต่างถิ่นที่ย้ายเข้ามาอยู่ อาจจะมีเชื่องช้า ไม่ทันคนอื่น หรือวัฒนธรรมบางอย่างที่แตกต่างไปจากเพื่อนๆบ้าง แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ก็ไม่เคยต่อว่าหรือมีท่าทีรังเกียจเจย์เดนเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังให้การต้อนรับที่อบอุ่นมากๆอีกด้วย เป็นโชคดีของเขาจริงๆ



          "มีเพื่อนกับเขาด้วยหรือ ฉันก็นึกว่าเธอเอาแต่หมกมุ่นกับการวาดภาพจนเข้าสังคมกับคนอื่นไม่ได้"



     คุณผู้หญิงของบ้านพูดขึ้น พลางยิ้มมุมปากเล็กๆทำราวกับว่านั่นเป็นเรื่องตลก แต่เจย์เดนไม่เคยจะมองเห็นว่ามันเป็นเรื่องตลกขบขัน ไม่เคยที่จะปลาบปลื้มในคำพูดพวกนั้นของเธอเลยสักนิด เสี้ยวเล็กๆก็ไม่เคย



     เจย์เดนไม่เคยชอบเลยกับการพูดจาดูถูกคนอื่นของเธอผู้นี้



     แม่เลี้ยงของเขา ภรรยาคนใหม่ของพ่อที่พึ่งคบหากันได้ไม่นานเท่าไรนัก แต่เธอนั้นยินยอมทุกประการ และไม่ลังเลเลยที่จะบินข้ามฟ้ามาอาศัยอยู่กับคุณพ่อที่อเมริกา ด้วยเพราะเธอบอกว่าทำเพราะความรัก เพราะอยากจะดูแลและอยู่ข้างๆคุณพ่อ



     เธอไม่เคยต้องการเจย์เดนเลยด้วยซ้ำ เธอแค่อยากจะอาศัยอยู่กับคุณพ่อเพียงแค่สองคนก็เท่านั้น



     มันควรจะต้องเป็นบรรยากาศอันแสนมีความสุข สำหรับการอยู่ร่วมรับประทานอาหารด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ และลูกชาย ในช่วงกลางวันที่อากาศภายนอกแสนร้อนรุ่ม



     แต่เจย์เดนไม่เคยรู้สึกมีความสุขเลย พูดตรงๆว่าตั้งแต่มีเธอเข้ามาอยู่ในบ้าน เข้ามาใช้คำว่าครอบครัวด้วยกัน นับตั้งแต่วันนั้น ความสุขในทุกวันที่มีอยู่เพียงน้อยนิดนั้นก็แทบจะแห้งเหือด และมลายหายไปจนหมดสิ้นจนเหลือไว้เพียงแต่คำว่าไม่มีความสุขไว้ให้ยิ้มเจื่อนๆกับมัน



          "แม่ของเธอคงจะดีใจนะ ที่รู้ว่าลูกชายของเธอรักการวาดภาพ หมกมุ่นที่จะสานต่อความฝันที่อยากจะเป็นจิตรกรของเธอได้ขนาดนี้"



     ช้อนส้อมในมือถูกกำแน่นจนน่ากลัว เมื่อต้องทนฟังคำพูดพล้อยๆจากใครก็ไม่รู้ที่มาพูดถึงคุณแม่ของเขาเฉกเช่นนี้ ทั้งที่ก็ไม่ได้รู้จักในตัวตนของเธอดีเลยด้วยซ้ำ เจย์เดนโกรธ มากถึงมากที่สุด



          "แน่นอนครับว่าคุณแม่ของผมต้องภูมิใจ เธอมีลูกชายที่แสนเก่ง แล้วก็มีสามีที่รักเธอมาก"
     "ดูกิริยาที่ลูกชายของคุณกระทำสิคะ จอร์จ"



     แม่สาวรุ่นใหญ่สายตาว่องไวเสมอที่จะมองเห็นความผิดพลาดจากตัวเจย์เดนและรีบแจ้นไปพูดฟ้องคุณพ่อ และการกระทำอันก้าวร้าวทางสายตาที่โกรธแค้นก็เป็นอันต้องนิ่งสงบลง เมื่อดวงตากลมโตเผลอหันไปสบตาเข้ากับสายตาโอนอ่อนของคุณพ่อ



          "เจย์เดน..."



     คุณพ่อท่านส่ายหน้าและส่งสายตาเป็นเชิงดุเบาๆ



     เพราะคุณพ่อรักเธอ นั่นเป็นเหตุผลที่เจย์เดนยังอดทนต่อคำพูดที่ไร้การคิดไต่ตรองของแม่เลี้ยงผู้นี้



          "ขอโทษครับ คุณน้า"
     "อย่าได้ทำกิริยาอย่างเมื่อครู่ใส่ผู้ใหญ่อีกเป็นอันขาด มันแสดงให้เห็นว่าแม่ของเธอไม่เคยได้สั่งสอน"



     เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันอย่างไม่หยุดหย่อน จนเจย์เดนที่มีท่าทีสงบลงในคราแรกต้องกลับมาโมโหร้ายอีกครั้ง อารมณ์โกรธเริ่มประทุขึ้นมาในอก และแทบจะระเบิดอยู่ข้างในนั้นเสียให้ได้เมื่อมันไม่ได้รับการปลดปล่อย



     ผู้หญิงคนนี้ไม่มีความเป็นแม่ และไม่คู่ควรต่อคุณพ่อของเขาเลยสักนิดเดียว



          "เอาล่ะ เราหยุดการพูดคุยไว้เพียงแค่นี้แล้วทานข้าวกันต่อจะดีกว่า ประเดี๋ยวกับข้าวกับปลาจะจืดชืดหมด"



     คุณพ่อพูดปรามเมื่อรับรู้ได้ถึงอาร?ณ์โมโหที่เริ่มประทุร้ายขึ้นของลูกชาย แต่หารู้ไม่ว่าใบหน้ายิ้มแย้มแบบนั้นของเขากลับร้างความรู้สึกเจ็บช้ำที่ละเล็กน้อยให้ลูกชายได้รู้สึกไปแล้วทุกวัน



     พ่อไม่เคยรู้ ว่าเจย์เดนรู้สึกแย่มากแค่ไหนที่ต้องทนฟังเธอพูดร้ายๆใส่ทุกวัน พูดใส่เจย์เดน พูดใส่คุณแม่ของเจย์เดน ถึงแม้ว่าเธอนั้นจะไม่มีลมหายใจอีกต่อไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมิวายถูกว่าร้ายใส่โดยภรรยาใหม่ของคุณพ่อ คุณแม่คนใหม่ของเจย์เดน



     แต่เจย์เดนไม่เคยอยากที่จะเรียกเธอว่าแม่เลย สักครั้งก็ไม่



     เธอเองก็คงจะไม่ต้องการลูกชายอย่างเจย์เดนอยู่แล้วล่ะ



          "ผมขอตัวนะครับ"



     เสียงหวานเอ่ยขึ้นเมื่อรู้สึกพะอืดพะอมจนไม่สามารถที่จะนั่งทานข้าวร่วมโต๊ะเดียวกันกับเจ้าหล่อนได้นานนัก ไม่รอให้ผู้ใหญ่ได้ถามไถ่ว่าเป็นอะไร เจย์เดนก็รีบลุกขึ้นและเดินออกจากโต๊ะอาหารในทันทีหลังจากที่เขาพูดจบ



          "ไร้มารยาท"



     ร่างกายหยุดชะงักเมื่อได้ยินคำพูดดุด่าไล่หลังมาเสียงดัง เจย์เดนถอนหายใจเพื่อพยายามระงับอารมณ์โกรธ ในขณะที่กำลังจะก้าวขาขึ้นบันได



          "เจย์เดน กลับมาคุยกับพ่อตรงนี้"



     น้ำเสียงหนักแน่นที่คุณพ่อใช้เรียก นั่นทำให้เจย์เดนต้องทำตามอย่างห้ามไม่ได้



     เขาเป็นคนใจดีเสมอ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่เขาโมโหร้ายขึ้นมาบ้าง เมื่อเขาคิดว่าเจย์เดนนั้นทำตัวยอดแย่ ไม่มีกาลเทศะ ไร้สัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกับเจน ภรรยาใหม่คนสวยของเขา ที่ในสายตาของเขาเธอคือผู้ที่ทำถูกและดีเยี่ยมเสมอ ต่างจากลูกชายอย่างเจย์เดนที่แสนยอดแย่



          "คุณพ่อมีธุระอะไรจะคุยกับผมครับ"



     เจย์เดนกลับมานั่งลงตามเดิม แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานขึ้น ต่างจากตอนแรกที่แข็งกระด้าง เขาหันไปมองทางภรรยาใหม่ที่นั่งยิ้มหวานส่งมาให้คล้ายกลับจะหารือบางอย่าง แล้วจึงหันกลับมาตอบกลับคำถามของเจย์เดน



          "ช่วงเย็นพ่อมีเวรยาม แต่เธอจะไปพบปะกับเพื่อนๆที่อยู่ที่อเมริกา พ่อจะให้ลูกไปด้วยกันกับเธอ ไปทำความรู้จักกับพวกน้าๆไว้"



     เจย์เดนเคยปฏิเสธได้ด้วยหรืออย่างไร? 



     ไม่ว่าอย่างไรคุณพ่อก็คงจะพูดโน้มน้าวใจให้เจย์เดนไปด้วยกันกับคุณแม่เลี้ยงคนนี้ให้ได้นั่นแหละ เพราะคุณพ่อเป็นห่วงเธอมากจริงๆ ท่านไม่อยากให้เธอขับรถไปไหนมาไหนคนเดียว โดยเฉพาะช่วงเวลาค่ำๆ



     มันเคยเกิดเหตุการณ์เลวร้ายมาแล้วครั้งหนึ่งสำหรับการขับรถออกจากบ้านในตอนดึกๆ ด้วยความไม่ระวัง จึงทำให้รถคันนั้นเกิดอุบัติเหตุขับชนราวกั้นของสะพานและร่วงหล่นลงสู่แม่น้ำในที่สุด



     แย่หน่อยที่คราวนั้นมันเกิดขึ้นกับคุณแม่ของเขา



     เจย์เดนเคยนึกสงสัย ว่าถ้าเป็นคุณแม่ ถ้าเป็นภรรยาเก่า เขาจะนึกเป็นห่วงเธอมากมายอย่างที่กำลังเป็นห่วงเธอผู้นี้ เขาจะเป็นห่วงคุณแม่ของเจย์เดนมากเท่ากับเป็นห่วงภรรยาใหม่ของเขาไหม?



     แต่คงไม่



     เพราะเขาไม่ได้รักคุณแม่ของเจย์เดนมากมายขนาดนั้นหรอก



          "ผมจะไปกับเธอครับ คุณพ่อ"



     และคงไม่ได้รักใคร่เจย์เดนสักเท่าไหร่เช่นกัน












     หนึ่ง สอง สาม สี่... มากมายจนนับได้ไม่หมดเสียแล้ว สำหรับแอลกอฮอล์ในแก้วแบบวันช็อตที่ถูกกระดกและถ่ายเทลงผ่านลำคอจนหมด แก้วเล็กๆถูกวางเรียงรายจนเต็มโต๊ะ ไม่มีที่ว่างเหลือสำหรับวางสิ่งอื่นใดได้อีกแล้ว
          


     ผมว่าเขาเมาได้ที่เลยทีเดียว



     หมายถึงพี่ชายของผมที่หัวเราะร่า ขณะที่มือซ้ายของเขากำลังถือแก้วที่ถูกรินเครื่องดื่มมึนเมาเข้าใส่ และมือขวาที่โอบกอดเอวบางของนางงามในตู้กระจก ที่ถูกเขาเรียกตัวออกมานั่งดื่มนั่งคุยเป็นเพื่อน ซึ่งพอถึงเวลานี้ น้องชายอย่างผมก็คงจะหมดประโยขน์เสียแล้ว ในเมื่อเขามีสาวสวยมานั่งอยู่ข้างกายให้ได้กอดได้หอมเสียขนาดนั้น



     เราเดินทางเข้าเมือง และมาถึงยังบริเวณบาร์แห่งนี้ในช่วงค่ำๆ มันถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่น้อยครั้งนักจะเกิดขึ้นสักหนึ่งหน ดังนั้นพี่ชายของผมเขาจึงอยากที่จะตักตวงและเก็บเกี่ยวมันจากคลับจากบาร์พวกนี้ ตักตวงความสุขทางกามอารมณ์จากสาวๆเหล่านี้ที่พร้อมเข้าหาเขาด้วยความเต็มใจ



     เขาชอบอะไรแบบนี้ สาวสวยผมบลอนด์ ผิวขาวสว่างดุจไข่มุก ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงสดดูสวยงาม ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ชายอายุประมาณผมและพี่ชายของผมก็ต้องชอบและสนใจในตัวพวกเธออยู่แล้ว มันเป็นเรื่องธรรมดา



     แต่ผมคงเริ่มเบื่อที่จะชื่นชอบสิ่งเหล่านั้นเสียแล้ว ตั้งแต่ได้พบกับเธอผู้นั้น



     เจย์เดน แอนเดอร์สัน



     แค่นึกถึงใบหน้านั้น ริมฝีปากของผมก็ผุดรอยยิ้มออกมาได้อย่างง่ายดายเสียแล้ว



     มันเป็นความรู้สึกสุขใจอยู่เล็กๆ



          "ไปข้างนอกนะ"



     บอกกล่าวกับพี่ชายที่เริ่มจะเคลิบเคลิ้มมัวเมาไปกับแม่สาวผมบลอนด์บนตัก ผมเพียงต้องการสูดอากาศสดชื่นบริเวณด้านนอก ที่ที่ไม่มีผู้คนเบียดเสียดและกลิ่นแอลกอฮอล์ที่ทิ่มแทงจมูกอยู่เช่นนี้ ตีตัวออกห่างจากสถานที่อโคจรโดยรอบให้หมด เหลือแต่เพียงตัวผมที่ยืนพิงกำแพงสักที่ ในมือจุดสูบบุหรี่ และในความคิดกำลังคิดถึงเธอผู้นั้น



     แบบนี้จะเข้าท่ากว่า



          "อย่าไปนานนัก เข้ามาเก็บศพกูด้วย"



     น้ำเสียงยืดยานเพราะสติที่เริ่มเลอะเลือนนั้นแทบฟังไม่เป็นภาษา ผมหลุดหัวเราะเล็กๆเมื่อได้เห็นท่าทางเมามายเช่นนั้นของพี่ชาย ค่อยๆก้าวขาออกจากบริเวณที่ยืนอยู่จนกระทั่งผมได้พาตัวเองออกมายืนอยู่ยังด้านนอกของบาร์แห่งนี้ได้สำเร็จ



     ผมสูดหายใจเข้าลึกๆจนเต็มปอด เมื่อความรู้สึกอึดอัดเมื่อครู่ได้จางหายไป เหลือไว้เพียงแค่ตัวผมที่มีอยู่ผู้เดียว กำลังเดินห่างออกมาจากบาร์ดังกล่าว และเสียงเพลงรื่นรมย์ที่ได้ยินอยู่ค่อยๆเบาเสียงลง เนื่องจากตัวผมที่เดินห่างออกมาไกลมากแล้ว



     บุหรี่มวนสีขาวถูกล้วงหยิบออกมาจากกล่อง ก่อนที่จะเก็บมันเข้าไว้ในกระเป็าเสื้อแจ็คเก็ตดังเดิม พร้อมทั้งอุ้งมือที่เปลี่ยนไปควานหาไฟแช็คสีเงินในกระเป๋ากางเกง



     ในตอนนั้น ผมอาจจะเอาแต่สนใจที่จะหยิบไฟแช็คขึ้นมาจุดสูบมวนบุหรี่ที่ถูกคาบไว้บนปาก จึงไม่ทันได้มองเห็นรถยนต์คันใหญ่บนถนน ซึ่งกำลังจะขับเลี้ยวเข้ามายังบริเวณลานจอดรถเงียบเชียบ ที่ผมใช้เป็นที่พักพิงร่างกายอยู่ในขณะนี้



          "เฮ้!!"



     เกิดอาการหัวเสียแทบจะทันทีเมื่อรถยนต์คันนั้นขับฉิวเฉียดร่างของผมไปสักเล็กน้อย ทั้งที่ผมเองก็ไม่ได้ยืนขวางอยู่บนเลนของถนนนั่นเลยสักนิด เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าโมโหเป็นที่สุด พวกคนรวยก็เป็นแบบนี้ พวกเขาก็ทำอะไรไม่เคยใส่ใจใครอยู่แล้ว ผมไม่ได้เป็นอะไรมากจากเหตุการณ์เมื่อครู่ หรือถ้าผมเป็นอะไรไป สังคมก็คงจะไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว ในเมื่อผมเป็นแค่ลูกจ้างกระจอกๆคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่คนมีฐานะหรือยศศักดิ์แต่อย่างใด



     เขาจอดรถเข้าที่ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้จะใส่ใจอะไรกับพวกคนนิสัยแย่เช่นนั้น พวกเขาก็คงไม่สนใจด้วย ว่าผมจะเจ็บ จะเป็นอะไรหรือเปล่าจากการขับรถโดยไม่ระวังของพวกเขา



     บุหรี่มวนดังกล่าวที่ปลายถูกชะโลมไปด้วยเปลวเพลิงแล้วเรียบร้อยจึงถูกยกขึ้นจรดกับริมฝีปาก สูบอัดควันพิษเข้าปอดไปอึกใหญ่ เพื่อหวังจะให้ความฟุ้งและล่องลอยเหล่านั้นช่วยลดอาการหงุดหงิดที่เกิดขึ้นไปได้บ้าง



          "ทำไมคุณทำแบบนั้น ถ้าเขาเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง?"



     ราวกับทุกสิ่งเร้ารอบตัวได้หยุดเคลื่อนไหว 



     เหมือนว่าลมหายใจขาดห้วง 



     เสียงลมพัดชวนแสบหูดังที่วิงเวียนในโสตประสาทไม่หยุดหย่อนก็เป็นอันต้องนิ่งสงบ 



     พวกมันมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงแต่น้ำเสียงแสนหวาน ที่ผมจดจำมันได้ดีตั้งแต่คราแรกที่มันดังก้องเข้ามาภายในโสตประสาทการรับรู้ และในวันนี้ ผมได้ยินมันอีกครั้ง



     อาการดีใจเสียจนตัวสั่น อาการมันเป็นอย่างไรนั้น วันนี้ผมรู้ดีแจ่มแจ้งอยู่แก่ใจ หัวใจที่แห้งเหือดเริ่มพองโดตขึ้นมาอย่างว่องไว ทั้งบุหรี่และไฟแช็กในมือไม่มีความสำคัญและจำเป็นอีกต่อไป ในเมื่อแสงสว่างแห่งชีวินของผมยืนกรานอยู่ตรงหน้า ใกล้ชิดเพียงแค่มือเอื้อมอยู่แค่นี้



     ใครจะไปคิดกัน ว่าจะได้พบเจอกันอีกครั้งหลังจากวันนั้น



     ซึ่งไม่ผิดคนแน่ ผมจำได้



     เจย์เดน แอนเดอร์สัน เขายืนอยู่ตรงนั่น



     ร่างนั้นยืนห่างจากจุดที่ผมหยุดอยู่เพียงแค่ไม่กี่สิบเมตร



          "มีสิทธิ์อะไรมาขึ้นเสียงใส่ฉัน ห๊ะ!"



     จากรอยยิ้มร่าที่ผุดขึ้นมาบนริมฝีปาก กลับต้องกลายเป็นคิ้วของผมที่ต้องขมวดกันเป็นปมเสียจนยุ่งเหยิง เมื่อเห็นท่าไม่ดีหลังจากที่เจ้าหล่อนผู้มีนิสัยเหวี่ยงวีนและอารมณฺฉุนเฉียวเช่นนั้นเดินลงจากรถฝั่งคนขับ ลงมาต่อว่าบุรุษเพศตัวน้อยด้วยอารมณ์โกรธ และใช้ถ้อยคำรุนแรง



     อีกครั้งแล้ว ที่เธอต้องพบเจอเรื่องไม่ดี เรื่องที่ทำให้เธอต้องทุกข์ใจ และผมช่วยอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงแค่ยืนเฝ้าดูอยู่ห่างๆอย่างที่กระทำอยู่ในตอนนี้



          "ผมแค่เตือนสติคุณน้า"
     "อย่ามาอวดเก่งกับฉัน"



     ใบหน้าหวานจำต้องก้มลงจนคางแทบจะชิดอก เมื่อความเป็นห่วงนั้นได้รับผลตอบแทนเป็นน้ำเสียงดุด่า ซึ่งเจ้าหล่อนเองก็ดูจะไม่ใส่ใจความรู้สึกรู้สาของเด็กตรงหน้าเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังเดินสะบัดกระโปรงเฉิดฉาย เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปยังสถานบันเทิงที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแห่งนั้นอีกด้วย



          "แล้วนี่เราจะไปไหนกันครับ ไม่ได้จะไปบ้านเพื่อนของคุณน้าหรอกหรือ"



     เจย์เดนเดินตาม แต่ก็มิวายที่จะถามคำถามออกมาเมื่อสงสัย



     และร่างกายบอบบางหยุดชะงักเมื่อได้รับคำตอบ



          "ใครจะไปยังที่จืดชืดแบบนั้นกัน มีแต่พ่อของเธอเท่านั้นแหละที่หลงเชื่อ"
     "คุณว่าอะไรนะ"



     เสียงหวานถามย้ำอีกหน เจ้าหล่อนถอนหายใจพลางหันไปเผชิญหน้ากับลูกชายด้วยใบหน้าแสนรำคาญเต็มทน



          "ได้ยินไม่ชัดหรือยังไง?"



     เธอมีสีหน้างุนงง และผิดหวังในเวลาเดียวกันราวกับคนที่ถูกหักหลัง



          "เรากลับกันเถอะนะครับ คุณพ่อของผมท่านต้องไม่ยินดีแน่ๆ ถ้ารู้ว่าคุณมาสถานที่แบบนี้"



     อ้อนวอนเกลี้ยกล่อมให้เธอเข้าใจ แต่แบบนั้นผมเห็นท่าว่าจะไม่ได้ผล



     "อย่าสาระแนมาสอนฉัน!"



     เพียะ!



     หัวใจของผมรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาเสียดื้อๆ เมื่อได้เห็นบุคคลที่ทำให้ผมยิ้มร่าได้ตลอดทั้งวัน ตลอดทั้งอาทิตย์ถูกกระทำรุนแรงเสียจนเกินกว่าจะรับไหว แม้จะเป็นเพียงการใช้ฝ่ามือปะทะเข้าไปที่ใบหน้าเพียงเท่านั้น ไม่ได้กระทำอันใดรุนแรงไปมากกว่านั้นอีกก็ตาม



          "อย่าทำตัวน่ารำคาญนักจะได้ไหม แค่นี้พ่อของเธอเขาก็เหนื่อยเต็มทนแล้วที่ต้องมาเลี้ยงเด็กที่เขาไม่ได้ต้องการให้เกิดมาตั้งแต่แรกแบบเธอน่ะ!"
     "..."
     "รู้ไว้ด้วย ว่าพ่อของเธอไม่เคยยินดีเลยที่เธอเกิดมา!"



     นั่นมันมากเกินไปแล้ว สำหรับบุคคลที่แสนบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ



     หยดน้ำตาของเขากำลังจะหลุดร่วงออกมาจากเบ้าตาคู่สวย



          "ใจร้าย.."
     "หึ"
     "คุณใจร้ายมาก"
     "ทนไม่ไหว ก็ไปซะ"



          "เด็กอย่างเธอไม่มีใครต้องการตั้งแต่แรกแล้ว หายไปซะก็คงจะดี"



     หล่อนทิ้งคำพูดรุนแรง ทิ้งความเจ็บปวดก้อนใหญ่ไว้ให้เด็กตัวน้อยแบกรับ และเดินจากออกไปโดยไม่คิดที่จะหันหลังกลับมาเหลียวแล



     ปล่อยให้ร่างเล็กๆนั่นต้องจมปลักอยู่กับคำพูดรุนแรงเกินกว่าจะรับไหว



     สายตาที่หล่อนใช้มองนั้นมีแต่ความเกลียดชัง หล่อนไร้ซึ่งจิตวิญญาณของความเป็นแม่ และไม่เคยมีมันเลยสักเศษเสี้ยวเดียว



     ผมมอง มองออกไปยังทัศนียภาพอันสวยงาม ของหมู่ดาวบนแผ่นฟ้า ที่ประกายระยิบระยับของมันงดงามสุดลูกหูลูกตา จวบจนกระทั่งขอบฟ้าจรดลงสู่ผืนแผ่นดินสีเข้ม



     ความสวยงามเหล่านั้นดูเศร้าหมองลงไปอย่างไม่น่าชื่นชม เมื่อโลกทั้งใบของผมกำลังร้องไห้



          "เจย์เดน"



     ผมเอ่ยเรียก ไม่ลังเลเลยด้วยซ้ำที่จะวิ่งเข้าหาร่างเล็กที่สะอึกสะอื้นอยู่ตรงนั้น เหมือนวันแรกที่เขาวิ่งตรงมายังผม



     ไม่ลังเลที่จะดึงร่างกายบอบบางเข้ามาโอบกอด วาดวงแขนโอบรอบร่างกายเล็กๆ รัดแน่นให้จบหายลงสู่อกกว้าง แม้ว่าเขาจะมีท่าทางขัดขืนในคราแรกก็ตาม



          "..ค.. คุณอีวาน?"



     และเพียงแค่หลังจากที่เอ่ยชื่อออกมา ฝ่ามือน้อยๆนั่นก็ถูกยกขึ้นเพื่อโอบกอดรอบเอวของผมคืน



     ผมจะกอดเขาให้แนบแน่น เหมือนที่ริมฝีปากของเขาเคยสัมผัสแนบแน่นกับใบหน้าของผม



     รักษาบาดแผล ปลอบประโลมให้กับทุกหยดน้ำตา



     มันเป็นช่วงเวลาแสนดีที่ผมได้โอบกอดโลกทั้งใบของผมอยู่ในขณะนี้



     แต่มันไม่ดีที่เขากำลังรู้สึกเจ็บปวด 



          "เจ็บมากไหมครับ"



     และผมเหมือนจะเจ็บปวดตามร่างน้อยๆนั้นไปด้วย



     ผมผละออกจากร่างตรงหน้า ค่อยๆใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเบาๆที่มุมปากรูปสวย และแก้มเนียนที่พึ่งถูกกระทำรุนแรงใส่เมื่อสักครู่ แตะมันเพียงนิดและต้องเบามือให้มากถึงมากที่สุด ผมกลัวว่าเธอจะเจ็บปวด กลัวว่าเธอจะแตกสลายหายไปต่อหน้าต่อตาถ้าหากว่าเผลอทำรุนแรงออกไป



          "ค.. คุณ ฮึก พวกเขาใจร้าย.. พวกเขาทั้งหมด"
     "ผมอยู่ตรงนี้"



     ร่างตรงหน้าโผเข้ากอดตัวผมอีกครา เมื่อโลกใบนี้ชักจะโหดร้ายกับเธอเกินไป และเธอผู้อ่อนแอร่ำไห้อย่างต้องการที่พักพิง น้ำหูน้ำตาที่ไหลนองและแรงสะอื้นที่ยังไม่จางหายไปทำให้ผมที่โอบกอดเธอไว้ต้องพลอยรู้สึกแย่ไปด้วย



     ผมเสียใจที่ไม่สามารถปกป้องคุณผู้เป็นความสุขของผมได้



          "โปรดอย่าเป็นอะไร โปรดอย่าเจ็บปวดไปมากกว่านี้อีกเลย"
     "ฮึก.."
     "ผมเหมือนจะตายลงอย่างช้าๆเมื่อเห็นว่าคุณไม่ได้ยิ้มอย่างมีความสุข"



     ร่างกายเล็กๆถูกผละออกจากอ้อมกอด และมือหนาของผมที่ทำการประคองใบหน้าหวานปนเศร้านั้นให้เงยขึ้นมาสบตาด้วยกัน



          "คุณอีวาน.."
     "ชู่ว.."
     "..."
     "ใบหน้านองน้ำตาเช่นนี้ไม่เหมาะสมกับคุณเลยด้วยซ้ำ คุณควรที่จะยิ้ม"



          "ยิ้มหวานมีความสุขดั่งวันแรกที่เราพบกัน ที่ผมได้รับรอยยิ้มแบบนั้นจากคุณ"



     หยดน้ำตาเริ่มแห้งเหือด เมื่อคนตรงหน้าคล้ายกับว่าจะตั้งใจฟังในสิ่งที่ผมเอ่ยมากเกินไปจนเผลอลืมเรื่องปวดใจทั้งหมดทั้งมวล ความคิดทั้งหมดในหัวคล้ายกำลังพาเธอย้อนอดีตกลับไปสู่ความทรงจำครั้งก่อน ในคราแรกที่เราสองได้พบ ได้สบสายตาด้วยกัน



     ความคิดเห็นแก่ตัวเริ่มครอบงำ เมื่อผมได้สูดกลิ่นหอมหวลของเส้นผมนิ่มลื่นดุจเส้นไหม เมื่อผมได้โอบกอดร่างกายนี้นานจนเกินไป เมื่อผมเริ่มปลอบประโลมหัวใจที่แสนบอบช้ำดวงนี้ของเธอได้สำเร็จ



          "ผมจะเป็นผู้กระทำให้คุณยิ้มได้แบบนั้นอีกครั้ง คุณจะเชื่อใจผมได้ไหม"
     "..."
     "ได้โปรด ไว้ใจผมสักครั้ง ไว้ใจบุรุษผู้ตกหลุมรักในดวงตาใสซื่อ และริมฝีปากรูปงามของคุณ"



     แล้วผมจะพาคุณหนีหายไปด้วยกัน ณ ที่แห่งนั้น



     ดินแดนที่ไม่มีใครรู้ชื่อของเรา ดินแดนแห่งนั้นที่มีเพียงเราสองได้ใช้ชีวิตคู่เคียงกันจวบจนกระทั่งตายจาก



          "ผมไม่ต้องการให้คุณต้องเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว"



     เศษเสี้ยวจากทั้งหมดของข้อความที่มีอยู่ในใจถูกเอ่ยออกไปให้เธอได้รับรู้ มีเพียงผมที่รู้ดี ว่าความเป็นห่วงเป็นใยและปราถนาดีต่อเธอนั้นมีมากถึงเพียงใด จนกระทั่งสายตาเศร้าหมองนั้นเริ่มแปรเปลี่ยน เธอเริ่มมีประกายแห่งความหวัง





          "อีวาน นั่นมึงคุยกับใคร?"



     มันชักจะไปกันใหญ่ เมื่อตัวละครที่ไม่ได้คิดไว้ผลุบโผล่เข้ามาในฉากซึ้งที่ผมกำลังแสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่อเธอ



     นั่นคือพี่ชายของผมที่กำลังเดินออกมาจากบาร์แห่งนั้นพอดิบพอดี



          "นั่นใครน่ะ แล้วเกิดอะไรขึ้น"



     เขาถามด้วยความสงสัย ร่างนั้นเดินใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว และผมเหลือเวลาไม่มากสำหรับการคิดคำอธิบายทั้งหมดในหัว



     เสียงกระทบกันเสียงดังของพวงกุญแจที่ห้อยอยู่ตรงเอว นั่นทำให้การเรียบเรียงคำพูดเพื่อใช้อธิบายในหัวของผมแตกกระเจิง เหลือเพียงแค่ความคิดเห็นแก่ตัวที่ต้องการของสิ่งนั้นมาอยู่ในกำมือของผม



     ผมไม่มีทางเลือก และไม่มีเหตุผลเลยที่คนอย่างผมจะไม่ทำการปกป้องเมื่อผมมีคนที่รัก



     เพราะเหตุนั้น ผมจึงกลายเป็นคนชั่วร้ายที่ทำร้ายได้แม้กระทั่งพี่ชายของตัวเอง



          "มึงจะทะ.."



     ผัวะ!



     กำปั้นที่ถูกกำจนแน่นเหวี่ยงเข้าใส่ตรงกลางจมูกของเขาทีเดียวสุดแรงเกิด ด้วยแรงปะทะขนาดนั้นผสมไปกับอาการมึนเมาที่มีอยู่ก่อนหน้า นั่นจึงไม่แปลกเลยที่จะทำให้เขาล้มลง และน็อคเขาเอาไว้ได้ภายในหมัดเดียวเท่านั้น



     ผมรีบคว้าเอากุญแจพวกนั้นมาไว้กับตัว และหันไปเผชิญกับร่างของผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังอีกครั้ง



          "คุณอีวาน ทำไมกัน.."



     สายตาคู่สวยยังคงสับสนและงุนงงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า มีเพียงแต่ผมผู้เดียวเท่านั้นที่จะทำให้มันสงบลงไปได้



     ผมเอื้อมมือออกไป เอื้มไปคว้าอุ้งมือน้อยๆนั่นมากอบกุมไว้เพื่อสร้างความเชื่อใจและไว้ใจ



     เราจะหนีไป หนีไปให้ไกลจากเรื่องราวเจ็บปวดทั้งหลายแหล่ที่ต่างก็ประเดประดังเข้าซ้ำเติมให้เราต้องชอกช้ำ ให้มีกันแค่เราสองที่จะคอยปลอบประโลมบาดแผลซึ่งกันและกัน


     
          "มาเดินทางไปด้วยกันกับผม"
     "..."
     "เชื่อใจผมนะครับ เจย์เดน"



     วินาทีนั้นที่ดวงตาของเธอเปลี่ยนผันไปแล้ว ประกายไฟแห่งความหวังเล็กๆผุดขึ้นมาจากลูกตากลมโตคู่สวยสดงดงามนั้นของเธอ



     ดวงตาของเธอเป็นพยาน



     เธอไม่สามารถอดทนอดกลั้นความรู้สึกหวาดหวั่นนั้นต่อน้ำเสียงหนักแน่นของข้าพเจ้าได้อีกแล้ว



          "ไม่มีผมสักคน พวกเขาคงไม่เดือดเนื้อร้อนใจ"
     "..."
     "ผมก็คนหนึ่งที่ไม่ต้องการมองเห็นคุณทุกข์ใจอยู่แบบนี้เช่นกันครับ"



     ใบหน้านองน้ำตานั้นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ



     และข้าพเจ้ารับรู้ได้ ว่าแววตาเช่นนั้นของบุรุษเพศตรงหน้ากำลังรู้สึกขึ้นคิดเช่นไร



          "ผมเองก็เฝ้ามองหาคุณหลังจากวันนั้นที่เราได้พบกันครั้งแรกเหมือนกัน"



     เธอรู้สึกเช่นเดียวกันกับความรู้สึกที่ข้าพเจ้ากับลังเป็นอยู่หลายวันที่ผ่านมา



          "เพราะฉะนั้นได้โปรดอย่าทิ้งผมไปไหนเหมือนกับใครคนอื่นเลยนะครับ"



     พระเจ้าเป็นพยานต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นท่ามกลางเราทั้งสองในขณะนั้น



     มันจะได้รับการจารึกลงไปในหน้ากระดาษแผ่นบางของข้าพเจ้า ว่าเธอผู้นั้นก็รู้สึกไม่ต่างกันกับที่ข้าพเจ้าเป็นอยู่ เธอเองก็เพ้อรำพันถึงข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียวเสมอมาเช่นเดียวกัน





          "เรามาหนีไปด้วยกันนะ"









by ; christian butch
tbc

? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 92 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

92 ความคิดเห็น

  1. #85 dawalo52 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 23:31
    กลับมาอ่านต่อตอนหนึ่งปีให้หลังเลยค่ะ ตอนอ่านคือหลากหลายอารมณ์มาก สงสารน้องเจเดนมากๆเลย แล้วก็แอบเป็นห่วงอีวานด้วยว่าถ้าเจ้านายของพี่รู้เข้าจะเป็นยังไง ได้กลิ่นมาม่าซัดมาเต็มปอดเลยค่ะ ㅠㅠㅠ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความสวยงามของบรรยากาศในตอนนั้น ทุกการบรรยายมันไม่ได้ทำให้เราคืดว่าอ่านนิยายเลยค่ะ เหมือนกับอ่านเรื่องจริงๆของใครสักคนอยู่เลย เก่งมากเลยนะคะ ติดตามตอนต่อไปค่ะ
    #85
    0
  2. #73 BaVChaU (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 02:52
    อินมากเหมือนไปแอบดูพวกเค้าอยู่
    #73
    0
  3. #65 97_VK (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 08:53
    ใจอิแม่เหลวเลยลูกโดนตบบบ
    #65
    0
  4. #59 bomza2528 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 01:55
    เขียนได้แบบนึกถึงบรรยากาศฝั่งตะวันตกเลยอ่านไปนึกภาพไปค่ะ^^
    #59
    0
  5. #53 taehyung_30 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 00:30
    ไม่รู้จะเม้นชื่นชมคุณไรท์ยังดีเลย แต่งดีมาก ภาษาก็เขียนได้สละสลวยเหลือเกิน ชอบเนื้อเรื่องมาก มู้ดมันแบบน้ำตาไหลแล้วฮรืออ ซาบซึ้งทั้งสองคนอีวานเจย์เดน แล้วก็ซาบซึ้งที่ไรท์เขียนออกมาดีมากๆด้วย รักค่ะ
    #53
    0
  6. #33 dalinthip (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 07:49
    โกดมาก แม่เลี้ยงกล้ามาตบลูกฉันได้ยังไง คุณอีวานช่วยน้องหนีนะ
    #33
    0
  7. #26 onthetimej (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:19
    คุณคะ แค่ตอนสองก็ทำเราร้องไห้แล้ว???? อยากกิดปลอบน้องเจย์เดนเหมือนกัน ไม่รู้ว่าทำไมอีวานถึงตัดสินใจทำแบบนั้นแต่คิดว่าจะดีกับทั้งสองนะคะ ชอบเรื่องนี้มาก มากๆเลย
    #26
    0
  8. #15 Toom2pm (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มกราคม 2563 / 03:03
    จริงๆก็ไม่อยากให้ทำแบบนี้นะ
    #15
    0
  9. #13 wnnamwan (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 22:38
    ใจเจ่บไปหมด น้องเจย์เดนของผม T__T รออ่านตอนต่อไปนะคะ เป็นกลจให้คุณไรท์นะค้าบ
    #13
    0
  10. #12 m.jk (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 23:32
    เจ็บแทนน้องเลยค่ะ ฮืออ เหมือนตัวเองเป็นอีวาน พร้อมที่จะปกป้อง ดูแลเจย์เดนตราบจนชีวิตจะหาไม่ ภาษาบรรยายสวยมากๆๆๆ อ่านเพลินๆไปเลยย เป็นกำลังใจให้นะคะ รอติดตามว่าพวกเขาจะหนีไปไหนกัน
    #12
    0
  11. #11 -CHNPLY- (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 09:12
    น้องเจย์เดนกอดๆนะคะอ่ยยยยัยผู้หญิงคนนั้นตบน้องเราได้ไง คุณอีวานช่วยน้องด้วยนะTT
    #11
    0
  12. #10 Toom2pm (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 22:39
    ชอบภาษาไรท์สวย
    #10
    0
  13. #9 amoonligh_t (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 09:12
    มันดีมากๆเลยค่ะ ภาษาคูมไรท์ยังสวยเหมือนเดิม เนื้อเรื่องก็ดีมากๆ;-; น้องเจย์เดนลูกแม่
    #9
    0
  14. #8 a2sad (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 00:11

    โลกทั้งใบ ความสุขของผม T_T ทั้งเขิน ทั้งเศร้าเลย เจย์น่าสงสารมากก คุณอีวานก็ดี..👍👍👍👍😭😭😭
    มันทัชใจมาก

    รออ่านตอนต่อไปเลยนะ สู้ๆๆๆ
    #8
    0