(end) your lips, my lips, APOCALYPSE /vkook

ตอนที่ 1 : ; you had me at hello

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,416
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 120 ครั้ง
    26 ส.ค. 63




 

 

New Orleans, Louisiana 1934


ผมตกหลุมรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น หัวใจดวงนี้เป็นของเธอเสมอ และจะเป็นเธอตลอดกาล                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                


     ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ นี่เป็นเพียงเรื่องราวอันแสนสั้นที่เกิดขึ้นในช่วงบั้นปลายชีวิต ผมไม่ได้แก่มากนัก แต่ก็ได้ผ่านการใช้ชีวิตมาแล้วพอสมควร ผมจึงอยากจะเขียนบันทึกมันเพื่อแจ้งแก่โลกนี้ให้รู้ไว้ เพราะถ้าหากวันใดวันหนึ่งที่ผมต้องตายจากโลกนี้ไป ผมคงจะต้องเสียใจไปตลอดกาลหากไม่ได้บอกเล่าถึงความงดงาม และความมหัศจรรย์หนึ่งเดียวในชีวิตที่ผมได้พบเจอ ไม่มีสิ่งใดที่มีค่าและสร้างความรู้สึกสุขใจเสมือนได้กลับไปยังบ้านเกิดให้กับผมได้เท่านี้อีกแล้ว ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมามองดูความเป็นไปของโลก จนกระทั่งวาระสุดท้ายที่ลมหายใจถูกพ่นออกทางโพรงจมูก ชีวิตอันแสนบัดซบของผมนี้มีไว้เพื่ออุทิศให้แก่สิ่งๆเดียว




     นั่นคือรอยยิ้มแสนงดงามหนึ่งเดียวในเอกภพจากริมฝีปากของบุรุษเพศนายนั้น ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของหัวใจและวิญญาณของผมตั้งแต่วินาทีแรกที่เราได้พบกัน




     ผมมีชื่อเรียกตั้งแต่เกิดที่แม่เป็นผู้ตั้งให้ว่าอีวาน ประกอบกับนามสกุลของพ่อคือเฮซที่ใช้ร่วมกันกับพี่น้องคนอื่นๆ -อีวาน เฮซ (Evan Haze) จึงเป็นนามที่ใช้เอ่ยเรียกตัวผมมาตั้งแต่ยังเล็ก ครอบครัวของผมไม่ได้มีฐานะร่ำรวยมากนัก พออายุอานามได้สักสิบเจ็ดปี ผมจำต้องออกจากสถานศึกษาตามรอยพี่ชายคนโต ออกมาหางานทำเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของบุพการี รวมไปถึงส่งเสียน้องสาวอีกสามคนให้พวกเธอได้มีโอกาสในการศึกษาเล่าเรียนในชั้นเรียนสูงๆเท่าที่จะทำได้




     พ่อกับแม่ไม่อยากให้พวกเธอลำบาก ผมและพี่ชายก็ไม่ต้องการเห็นพวกเธอทำงานหนัก สางสาวตัวน้อยเหล่านั้นพวกเธอควรจะมีอนาคตที่ดี อาชีพที่สบาย และผู้ชายดีๆสักคนที่พร้อมจะดูแลพวกเธอเหล่านั้นแทนที่พ่อแม่และผมกับพี่ชายไปตลอดชีวิต นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมและพี่ชายผู้หาญกล้า เริ่มพเนจรร่อนเร่ไปทั่วรัฐเพื่อตามหางานที่พอจะช่วยประทังชีวิตของครอบครัวเราไปได้บ้าง




     ในยุคที่เศรษฐกิจของอเมริกากำลังตกต่ำ มันจึงเป็นไปได้ยากที่ผู้ประกอบการทั้งหลายแหล่จะรับวัยรุ่นชายสองพี่น้องอายุย่างยี่สิบปีในการเข้าทำงาน เราเตร็ดเตร่ไปทั่วหลุยเซียน่าอย่างไร้จุดหมาย เมื่อมีโอกาสได้ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวในร้านสะดวกซื้อ หรือแม้แต่กระทั่งเป็นเด็กปั๊มตามจุดพักรถต่างๆ ผมและพี่ชายก็ทำมันได้ไม่นาน เพราะคนพวกนั้นจะไล่พวกเราออกทันทีเมื่อพวกเขาเริ่มขาดทุน




     ผมและพี่ชายจึงคิดตอบแทนเจ้านายกลับก่อนจะต้องจากลา โดยการหยิบบุหรี่ใส่กระเป๋ากางเกงกันคนละซองสองซอง กับเงินสดอีกนิดๆหน่อยๆที่พวกเราพอจะฉวยโอกาสหยิบออกมาได้




     ครั้งหนึ่งผมและพี่ชายเคยได้มีโอกาสทำงานในบาร์เล็กๆในย่านเมือง แสงสีเสียงข้างในนั้นดูเหมือนว่าจะทำให้งานหนักหนาและเหนื่อยล้าอย่างการล้างจานดูเหนื่อยน้อยลง อาจเป็นเพราะแม่สาวนุ่งสั้นวับๆแวมๆเหล่านั้นที่ทยอยเดินเข้ามารับเครื่องดื่มออกไปเสิร์ฟแก่ลูกค้าด้านนอกกระมัง ที่ทำให้ทั้งผมและพี่ชายรู้สึกใจชื้นและกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็น แม้ว่าจะทำงานหนักอยู่ก็ตาม เราดื่มเหล้า สูบบุหรี่ มีอะไรกันกับพวกเธอ ใช้ชีวิตอย่างเสเพลอยู่พักใหญ่ในขณะที่ทำงานอยู่ที่บาร์แห่งนั้น




     ผมเห็นเหล่านักดนตรีพวกนั้นบรรเลงเสียงเพลงเสนาะหูอยู่บนเวทีไม้ที่ถูกยกสูงขึ้นจากพื้นไม่เท่าไหร่ ใบหน้าของพวกเขายิ้มแย้ม เสียงเพลงที่ถูกบรรเลงนั้นก็ราวกับจะส่งผ่านความสุขและความเพลิดเพลินให้แผ่ซ่านไปยังผู้คนที่ได้ยินมันอยู่ได้ไม่ยาก




     ผมฝันอยากเป็นนักดนตรี เดินทางไปในทุกๆที่เพื่อเล่นเพลงและร้องเพลงให้แก่ผู้พบเห็นได้ฟัง มอบความสุขและทำให้พวกเขาอารมณ์ดีได้ในยามที่เหนื่อยล้า




     เครื่องดนตรีที่ผมถนัดที่สุดเห็นจะเป็นแซกโซโฟน ของขวัญชิ้นแรกที่คุณพ่อซื้อให้เมื่อผมอายุได้สักสิบห้าปี และผมต้องสูญเสียมันไปเพื่อแลกกับเงินตราในการประทังชีวิตของครอบครัวเราในตอนที่ผมอายุสิบเจ็ด เหลือไว้แต่เพียงฮาร์โมนิก้าอันเล็กที่ได้มาจากการเล่นเกมยิงปืนอัดลมใส่ตุ๊กตาตัวเล็กให้ร่วงลงสู่พื้น มันช่วยคลายความเหงาได้ดีเมื่อผมต้องอยู่คนเดียว หรือไม่ก็ตอนที่คิดถึงใบหน้ายิ้มแย้มของบุพการีทั้งสอง และน้องๆสางสาวน้อยอีกสามคน




     เราทั้งสองตระเวนไปทั่วหลุยเซียน่าเพื่อหางานทำและไม่มีที่อยู่ที่เป็นหลักแหล่งดีนัก ทำแบบนั้นอยู่เป็นปี คอยเที่ยวหางานทำเพื่อส่งเศษเหรียญเศษเงินที่ได้มาเพียงน้อยนิดกลับคืนไปให้พ่อกับแม่ได้เลี้ยงดูเหล่าน้องๆที่กำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จนกระทั่งเพื่อนคนสนิทของพี่ชายชักชวนให้เขาไปทำงานที่นิวออร์ลีนส์ ท่าเรือขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในอเมริกา และแห่งเดียวในรัฐ ตอนนั้นผมที่มีอายุอานามได้ประมาณสักยี่สิบเอ็ดปีเต็มตัวแล้วจึงสนใจที่จะตามพี่ชายไปทำงานยังท่าเรือใหญ่นั้นด้วย




     มันเป็นงานง่ายๆแต่ก็เหนื่อยเอาการ ผมกับพี่ชายและคนงานคนอื่นๆต้องคอยขนย้ายสิ่งของและสินค้าเข้าออกเรือใหญ่ งานพวกนี้พวกเราไม่จำเป็นต้องมีการศึกษา หรือมียศศักดิ์ในหน้าที่การงานเราก็สามารถทำมันได้ เพราะเป็นงานที่ใช้แรงงาน พวกเขาไม่กลัวที่จะมีใครขโมยของอะไรหนีไป และคงไม่มีใครคิดที่จะขโมยสินค้าน้ำหนักมากพวกนั้น ผมกับพี่ชายวนเวียนทำงานอยู่ในท่าเรือใหญ่นั่น จนกระทั้งเราทั้งสองสนิทชิดเชื้อกับพวกลูกเรือ และเพื่อนร่วมงานเกือบจะแทบทุกคน




     ด้วยความไว้วางใจและเห็นว่าไม่ได้ทำหน้าที่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด ในวันหนึ่งขณะที่เรือโดยสารขนาดใหญ่ซึ่งเดินทางมาจากอังกฤษได้เข้ามาจอดเทียบท่าเพื่อทำการส่งผู้โดยสาร และสินค้าที่ถูกขนส่งมาให้ถึงฝั่ง ผมกับพี่ชายจึงถูกเรียกตัวไปพบและถูกใช้ให้ขนกระเป๋าสัมภาระของผู้คนเหล่านั้นด้วย เนื่องจากจำนวนลูกเรือที่มีไม่เพียงพอ พวกเขาเกรงว่านั่นจะทำให้งานล่าช้าเกิดกว่ากำหนด ผมกับพี่ชายจึงได้สิทธิพิเศษในการทำหน้าที่เหล่านั้นร่วมกับกะลาสีเรือคนอื่นๆไปด้วย




     ชุดเสื้อปกกะลาสีถูกสวมใส่อย่างเก้ๆกังๆ ผมกับพี่ชายไม่เคยได้ใส่มันมาก่อนและไม่รู้วิธีใส่ สีขาวบริสุทธิ์บนเนื้อผ้าทำให้ผมเกิดอาการกลัวขึ้นมาว่าจะทำให้มันเปื้อนฝุ่นเปื้อนทรายเพราะความไม่ระวัง




     พี่ชายมองดูกระจกบานใหญ่ในห้องน้ำที่สะท้อนร่างกายกำยำยามเมื่อได้สวมใส่อาภรณ์แบบใหม่ที่ไม่คุ้น เขายิ้มแป้นอยู่หน้ากระจกด้วยรอยยิ้มอย่างคนขี้เล่น ช่างขัดกันกับใบหน้าดุคมมีไรหนวด ยกแขนขึ้นทำท่าท้าวเอวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ อย่างกับกำลังคิดว่าตัวเขาเป็นนายแบบบนปกนิตยสารชื่อดัง




          "ทำโอเอ้ชักช้า เดี๋ยวเจ้านายเขาจะรอนาน"




     ผมเอ่ยบอกแก่พี่ชายที่ยังคงหลงใหลในรูปลักษณ์นั้นของตัวเองในกระจก แต่นั่นก็ยังไม่กระตุ้นให้เขาอยากที่จะเดินออกไปจากห้องน้ำเพื่อทำงานสักเท่าไรนัก




          "มันใช้เวลาไม่นานนักหรอก มามองความภาคภูมิใจของฉันนี่เร็ว"




     เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี แขนกำยำในแบบฉบับของผู้ชายแข็งแรงและทำงานหนักเอื้อมเข้ามากอดที่ลำคอ ก่อนจะกระชากตัวผมให้เข้าไปใกล้ ให้ได้มองเห็นภาพที่พวกเรากอดคอกันผ่านกระจกใสบานใหญ่ในห้องน้ำ




     พี่ชายคนโตของบ้านยิ้มแฉ่ง รอยยิ้มกว้างๆนั่นทำให้ผมนึกถึงเด็กตัวเล็กๆแถวบ้านที่ดีใจตอนได้ขนมห่อใหญ่ หรือไม่ก็ของเล่นชิ้นใหม่ล่าสุดที่พึ่งวางขายได้ไม่นาน




     เป็นรอยยิ้มมีความสุขซึ่งจากไหนไม่ได้อีกแล้วในวัยผู้ใหญ่




     แค่ได้สวมใส่ชุดที่ผิดแปลกไปจากที่เคยนิดหน่อย นั่นทำให้เขายิ้มออกมาอย่างมีความสุขได้ง่ายๆแบบนี้เชียวหรือ?

 


          "อีวาน แกก็ดูดีใช่ย่อย"

     "มันแค่ชุดชั่วคราว เดี๋ยวเราก็ต้องส่งคืน"

     "ไอ้หมอนี่ ไม่อยากจะดูไว้เป็นความทรงจำเลยหรืออย่างไรกัน?"




          "แค่ชุดทำงานน่า"




     ผมเอ่ยขัดใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มออกมาอย่างชื่นชม ก่อกวนคนอารมณ์ดีให้เขารู้สึกโมโหเป็นงานอดิเรกในยามว่างอย่างที่ชอบทำอยู่บ่อยๆ




          "เหอะ ทีเมื่อก่อนนี้ทำตามฉัน เลียนแบบฉัน เดินตามฉันต้อยๆ เดี๋ยวนี้มาทำเป็นนิ่งเงียบ ทำขรึม"

     "ก็ช่วยทำตัวให้น่าเคารพสักหน่อย"

     "ไอ้นี่! เดี๋ยวเถอะ จะโดนกูถีบ"




     เราทั้งสองต่างส่งเสียงหัวเราะเมื่อเขายกขาขึ้น ทำท่าทางว่าจะเข้ามาจู่โจมผมแบบที่ได้พูดเอาไว้จริงๆ และผมที่เอาแต่เหวี่ยงตัวหลบฝ่าเท้าภายใต้รองเท้าหนังสีดำนั่นอย่างเฉียดฉิว วิ่งไล่กันอย่างกับเด็กๆอยู่ภายในห้องผนังกระเบื้องแห่งนั้น




     เราทั้งสองต่างเหนื่อยหอบ แต่ก็ยังหัวเราะด้วยกันอย่างมีความสุข




     จนกระทั่งมันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย




     มันเป็นวันที่อากาศปลอดโปร่งและท้องฟ้าสดใส หมู่เมฆต่างเปิดทางให้แสงอาทิตย์ที่เจิดจ้าบนท้องฟ้าได้สอดส่องลงมาแผ่ซ่านความอบอุ่นไปทั่วทุกสารทิศ ความสว่างไสวและแจ่มแจ้งบันดาลให้บรรยากาศในวันนี้ดูครึกครื้นเป็นพิเศษ ราวกับว่ากำลังจะเปิดทางให้อะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ได้เคลื่อนย้ายมาครอบคลุมพื้นที่ตรงนี้ทั้งหมดให้เต็มไปด้วยความสดใสด้วยตัวของมัน




     ผมกับพี่ชายที่ยืนอยู่สุดปลายแถวเดินตามพวกลูกเรือที่ต่างย่ำเท้าย่างก้าวเป็นจังหวะอย่างน่าเกรงขาม เพื่อเดินทางไปต่อยังเรือสินค้าลำใหญ่ที่ได้เข้าจอดเทียบท่าอยู่แล้วได้ไม่นานนัก ท่าเรือกว้างใหญ่โล่งๆที่เคยใช้ขนส่งสินค้าในวันนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ใบหน้าเหล่านั้นเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มดีใจ พวกเขาต่างก็โบกมือและมองขึ้นไปบนเรื่อลำใหญ่ที่มีผู้คนหลายร้อยกำลังโบกไม้โบกมือให้กับผู้คนที่ยืนอยู่บนลานกว้างของท่าเรือเช่นกัน




     ทั้งเสียงพูดคุย ผู้คนที่แออัด และสภาพอากาศที่ค่อนข้างไปทางร้อนจัดนั้นทำให้แผ่นหลังของผมเริ่มที่จะมีเหงื่อผุดออกมาตามผืนผ้าและไรผม




     กระเป๋าสัมภาระใบใหญ่หลายใบของผู้โดยสารที่พากันอพยพมาจากดินแดนทางยุโรปถูกขนย้ายออกจากเรือ ลูกเรือร้อยกว่านายทยอยขนย้ายสัมภาระเหล่านั้นเข้าออกคลังเก็บของภายในตัวเรือกันให้จ้าละหวั่น มันเป็นความวุ่นวายเล็กๆที่มักจะเกิดขึ้นประจำและแสนน่ารำคาญ การเบียดเสียดกันอย่างแน่นหนาของผู้คนที่ทยอยเดินลงจากเรือทำให้ผมเกิดอาการอึดอัดและเบื่อหน่ายทุกครั้งเมื่อได้เห็น ความรู้สึกอึดอัดและวุ่นวายในหัวแทบทำให้เท้าซ้ายอยากหมุนตัวออกไปจากแถวของลูกเรือที่รอรับกระเป๋าเสียให้ได้




     ผมไม่ได้สนใจอะไรไปมากกว่าการตั้งใจทำงานของตนเองตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด กระเป๋าทุกใบ สัมภาระทุกอย่าง ผู้โดยสารทุกท่านจะต้องได้รับมันถึงมือก่อนที่จะออกจากเขตของท่าเรือแห่งนี้ และหลังจากที่การทำงานอันเหนื่อยล้าและร้อนรุ่มนี้ได้จบลง ผม พี่ชาย และลูกเรือคนอื่นๆที่สนิทกันก็คงจะไปพักผ่อนหย่อนใจ สังสรรค์กันที่บาร์แห่งไหนสักแห่งในตัวเมือง ตามประสาชายห่ามทั่วไปพึงจะทำกัน เพื่อตอบแทนความตั้งใจและเหนื่อยล้าที่ได้กระทำต่อหน้าที่การงานแล้วทั้งวัน




     ผมมอง ทอดสายตามองออกไปยังมวลหมู่ผู้คนมากมายที่เดินขวักไขว่อยู่ตรงนั้น เสื้อผ้าหลากสี ผู้คนต่างเพศ ต่างเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม ต่างช่วงอายุ สีสดของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเหล่านั้นและผู้คนที่แออัดกันอย่างกับฝูงมด ตัดกันกับสีอ่อนของท้องฟ้าโล่งๆข้างบนนั่นอย่างสุดขั้ว




     มันช่างเป็นทัศนียภาพที่น่าภิรมย์ชมดู หญิงสาวกอดชายหนุ่ม ลูกสาวกอดบุพการี และหญิงแก่ที่อ้าแขนกอดกับลูกชายของเธออย่างโหยหา มันสิ้นสุดแล้วสำหรับการรอคอยอันยาวนานของพวกเขา ความคิดถึงที่ถูกทำให้พรากจากกันไปไกลนั้นได้กลับมาบรรจบกันอีกครั้งหนึ่งแล้ว




     มันไม่ใช่ว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้บ่อยนักเช่นเดียวกัน ผมจึงชอบที่จะมองรอยยิ้มสวยงามเหล่านั้นอยู่ห่างๆจากที่ไกลๆ เพราะบางครั้ง พวกเขาสามารถแสดงออกมาว่ามีความสุขได้โดยไม่ต้องฝืน หรือแกล้งทำ สายตาคู่งามเหล่านั้นแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดที่อยู่ภายในหัวซึ่งไร้การเสแสร้ง




     มันล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปอย่างธรรมชาติ




          "ดูเหมือนว่าในขณะที่คนอื่นกำลังยุ่งกัน นายจะว่างงานอยู่นะ"




     อาจเป็นเพราะความสนใจของผมที่มุ่งตรงไปยังภาพผู้คนละลานตรงหน้าโดยไม่ได้สนใจสิ่งอื่นใดที่อยู่รอบตัว กะลาสีรุ่นพี่พ่วงตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมลูกเรือซึ่งไม่รู้ว่ามาหยุดอยู่ตรงหน้าของผมตั้งแต่เมื่อไหร่จึงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ คล้ายว่ากำลังสะกิดผมที่จิตใจล่องลอยอยู่ให้กลับเข้าที่




     ผมสะดุ้งจากภวังค์ความคิดของตัวเองเล็กน้อยกับการมาเยือนโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง ก้มหน้าลงพลางแสดงความสำนึกผิดผ่านใบหน้านิ่งเรียบ น้อมรับคำกล่าวตักเตือนของเขาแต่โดยดีไม่มีข้อแม้




          "ไม่อยากทำงานก็ไม่เป็นไรนะ คนอื่นที่หน่วยก้านดีกว่า ทำงานดีกว่านายก็ยังมีอีกเยอะ ฉันจะได้เรียกพวกเขามาทำงานนี้แทนนายกับพี่ชาย"

     "ผมขอโทษครับ มันจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก"

     "ดี"




     เขาพูดสั้นๆ และผมจำต้องยอมรับมันทุกอย่างที่เขาพูด ผมไม่อาจปฏิเสธ พี่ชายของผมไม่ควรต้องมาเดือดร้อนในเรื่องที่เขาไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุ นั่นมันไม่สมควรเอาเสียเลย ผมเป็นผู้ผิด ดังนั้นผมจึงสมควรได้รับบทลงโทษแต่เพียงผู้เดียว แต่ในเมื่อเขาพูดว่าจะลงโทษพี่ชายของผมไปด้วย นั่นจึงช่วยไม่ได้ที่ผมต้องทำตัวให้ดีขึ้น เอาใจใส่และขยันให้มากขึ้น เพื่อที่พี่ชายของผมจะได้ไม่ลำบากไปกับผมด้วย




     มันดีแค่ไหนที่โอกาสในการทำงานครั้งนี้ถูกยื่นเสนอมาให้ผมถึงที่ ผมจะกระทำมันอย่างสุดความสามารถและสุดความตั้งใจ จะไม่ผิดหวังกับมันอย่างแน่นอน




          "ยังเหลือกระเป๋าตรงนั้นอีกใบ พวกนั้นน่าจะขนย้ายไปไม่หมด"




     สายตาของเขาเสมองไปยังที่โล่งกว้างของคลังเก็บของ ที่ปรากฏสิ่งของบางอย่างซึ่งถูกวางทิ้งไว้อยู่ตรงนั้นไม่มีใครหยิบจับ




     เขากำลังพูดถึงกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลแดงขนาดกลางที่ถูกวางทิ้งอยู่เป็นใบเกือบสุดท้ายในคลังเก็บของบนเรือ อาจเพราะขนาดที่ไม่ได้ใหญ่เสียจนสะดุดตา และสีของกระเป๋าที่กลมกลืนเข้ากันได้ดีเหลือเกินกับแสงไฟสลัวๆและสีผนังของคลังเก็บของ กระเป๋าเดินทางใบนั้นจึงถูกทิ้งให้วางระเกะระกะ ไร้ซึ่งผู้เป็นเจ้าของอยู่บนเรือในขณะนี้




          "ถ้าจำไม่ผิด กระเป๋าใบนี้เป็นของผู้หมวดแอนเดอร์สัน"




     กระเป๋าใบดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาดู สายตาของเขาเพ่งเล็งไปยังลวดลายและสัญลักษณ์ต่างๆบนกระเป๋าอย่างปราณีต




     มันสลักชื่อนั้นที่เขาเอ่ยออกมาไว้บนหนังกระเป๋า ฝั่งใกล้กันกับหูหิ้วทั้งสองข้างจริงๆ เขาความจำดีเป็นบ้า




          "เขาย้ายมาทำงานที่นี่ตามคำสั่งย้ายของหัวหน้า เหมือนจะพาครอบครัวย้ายมาด้วย มิน่าล่ะ ต้องใช้กระเป๋าหลายใบคงจะลืมเจ้าใบนี้ทิ้งไว้บนเรือ"




     ถึงแม้ว่าเขาดูเหมือนจะพูดกับตัวเองมากกว่า แต่ผมก็ได้ยินและเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาทั้งหมด




     จึงไม่แปลกใจสักเท่าไรนัก เมื่อในที่สุดกระเป๋าใบนั้นก็ตกมาอยู่ในมือของผม




          "หน้าที่นายต้องนำกระเป๋าไปคืนแก่ผู้โดยสาร"




     ถึงเขาไม่บอก ผมก็เข้าใจดีและรู้อยู่แก่ใจว่ามันต้องเป็นเช่นนั้น ก้มหัวเล็กน้อยเพื่อน้อมรับคำสั่งนั้นด้วยความเต็มใจ ขายาวภายใต้ร่มผ้าพาเจ้าของร่างกายสูงโปร่งเดินออกจากบริเวณนั้นทันทีเมื่อรับคำสั่งของหัวหน้างานไปแล้วเมื่อครู่ ฝ่ามืออุ่นชื้นเหงื่อกระชับกระเป๋าเดินทางไว้แน่น พลันสายตาก็มองสอดส่องไปยังบริเวณที่ผู้คนสามัญชนและผู้มียศทั้งหลายพากันเดินขวักไขว่ เบียดเสียดเฉียดร่างกันไปมาเสียจนผู้มองรู้สึกอึดอัด ทั้งที่ยังมิได้พาตัวเองเดินเข้าไปใกล้ในบริเวณดังกล่าวเสียด้วยซ้ำ




     แสงอาทิตย์สดสว่างที่ทะลุปรุโปร่งทุกสิ่งอย่างแผ่กระจายอำนาจนั้นมากระทบยังม่านดวงตาสีนิล เปลือกตาหรี่ลงโดยสัญชาตญาณร่างกายเมื่อการปะทะกับแสงสว่างเหล่านั้นมีมากเกินไป พลันภาพการมองเห็นที่กำลังมองทะลุผ่านฝูงชนเหล่านั้นเป็นต้องเลือนรางและไม่ชัดออกไป เนื่องจากอาการสูญเสียซึ่งการมองเห็นจากการที่แสงสว่างตกกระทบเข้ากับดวงตาเมื่อครู่




     แต่นั่นไม่เป็นปัญหาหรอก ในเมื่อผมรู้ดี ว่าต้องไปยังที่แห่งใดจึงจะตามหาพวกเขาเจอ และคืนสัมภาระใบนี้ให้แก่เจ้าของของมันได้สำเร็จ




     มันค่อนข้างที่จะมองเห็นได้ง่ายบนลานกว้างของท่าเรือแห่งนี้ สำหรับโรงจอดรถที่ตั้งวางอยู่ใกล้ๆกันกับร้านค้าร้านสะดวกซื้อมากมาย พื้นที่ใหญ่แห่งนั้นมักเอาไว้ใช้สำหรับเก็บรักษา หรือบริการฝากรถชั่วคราวแก่ประชาชนผู้ร่ำรวย เพราะพื้นที่นั้นมีจำนวนจำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการ ราคาของมันก็แพงหูฉี่




     ผู้โดยสารผู้หลงลืมสัมภาระใบนี้เอาไว้คงจะร่ำรวยอยู่มิใช่น้อย ประเมินได้จากกระเป๋าที่ใช้และตำแหน่งหน้าที่การงานของเขาที่ถูกพูดถึง




     และจู่ๆก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากบริเวณด้านในโรงจอดรถหรูดังขึ้นให้ได้ยิน เมื่อขาทั้งสองข้างพาร่างกายย่างเข้ามาใกล้ๆบริเวณ สายตาต่างมองสอดส่องไปยังจุดเกิดเสียง คอยมองสังเกตและวิเคราะห์เอาเองว่าพวกเขากำลังพูดคุยเรื่องอะไรกันอยู่ ถึงได้เกิดเสียงค่อนข้างที่จะดังแบบนั้นออกมาให้ชวนสงสัย




     บริเวณนั้นปรากฏร่างของท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีผู้เลอโฉม หน้าตา ผิวพรรณ และเครื่องนุ่งห่มของพวกเขาช่างดูดีและมองดูแสนพิเศษ อีกคนหนึ่งที่เหลืออยู่ บุรุษเพศที่ดูอายุน้อยกว่าสามีภรรยาทั้งสองนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไหร่ พวกเขาแต่งตัวดูดีสมฐานะอยู่เสมอ นี่สินะพวกคนรวย มองเพียงแค่หางตาก็ยังรู้ ว่าเขาเหล่านี้เป็นผู้ดีผู้ร่ำรวยกันมากเพียงใด




          "เราเสียเวลากันมากพอแล้ว เราต้องรีบไปกันเดี๋ยวนี้นะคะจอร์จ"




     ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างห่างไกล ผมชักไม่แน่ใจว่าจะสามารถอธิบายถ่ายทอดประโยคเหล่านั้นที่ถูกเอ่ยโดยท่านสุภาพสตรีโฉมงามท่านนั้นได้ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ คิ้วเรียวสีเข้มของเธอขมวดเข้าหากัน ช่างขัดกันกับใบหน้านวลผ่องด้วยเครื่องสำอางค์ุทำให้รู้สึกขัดใจ เธอยกมือขึ้นกอดอก ในขณะที่ปรายตามองบุรุษเพศนายนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรำคาญเต็มทน




     บุรุษเพศนายนั้นมีแต่จะขอความเห็นใจ




          "ผมขอเวลาอีกสักประเดี๋ยวนะครับคุณพ่อ บางทีผมอาจลืมมันไว้บนเรือลำนั้น"

     "อะไรกัน ของของตัวเองแท้ๆไม่รู้จักรักษา อย่างนี้จะไปทำอะไรได้"

     "ขอโทษครับคุณน้า ผมเอาแต่ตื่นเต้นที่ได้เห็นอเมริกาเป็นครั้งแรก"

     "เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด"




     ผมเห็นพวกเขากำลังถกเถียงกันอยู่ตรงนั้น




     ท่านสุภาพบุรุษดูสุขุมผู้นั้นไม่เปล่งวาจาอะไรออกมาสักคำสำหรับสิ่งที่ถูกร้องขอ




          "ของไร้ค่าเช่นนั้น ฉันหาให้เธอใหม่กี่สิบกี่ร้อยอันก็ยังได้"

     "ม.. ไม่ครับ มันไม่ไร้ค่า ไม่มีอะไรมาแทนที่มันได้อีกแล้ว"




     ประโยคสุดท้ายนั่นอ่อนลงราวกับอาการขาดห้วงของลมหายใจกำเริบ ไร้เรี่ยวแรงที่จะเอื้อนเอ่ยมันออกไป การถกเถียงกันระหว่างภรรยาและลูกชายดูคล้ายกับว่าจะจบลงไปด้วยสีหน้าเศร้าใจของชายหนุ่ม และชายวัยกลางคนค่อนไปทางแก่นั้นสายตาดีพอที่จะเห็นอาการหม่นหมองของลูกชาย

     



     "ถ้าลูกบอกว่านั่นเป็นของสำคัญ พ่อก็จะให้เวลาครู่หนึ่งในการไปเอามันกลับมา"




     น้ำเสียงใจดีเอ่ยขึ้น ตามมาด้วยสีหน้าดีใจของลูกชายของเขาที่ค่อยๆผุดออกมาอย่างมองออกได้ชัด ริมฝีปากฉีกยิ้มหวานดีใจ เขารีบเอ่ยขอบคุณต่อบุพการีทันทีหลังจากที่ประโยคนั้นจบลง




          "แต่จอร์จคะ เราสายมากแล้ว"

     "เรายังพอมีเวลาน่า เจน"




     เขาเอ่ยบอกกับภรรยาที่กำลังอารมณ์ร้อนให้เย็นลง พลันหันไปสบตากับลูกชายด้วยสายตาโอนอ่อน




          "ไปเถอะ ไปเอาของสำคัญสิ่งนั้นของลูกกลับมาได้แล้ว"

     "ขอบคุณครับ คุณพ่อ"




     เขาไม่รู้หรอก ว่าตอนที่เขาเอ่ยประโยคนั้นออกมา และหลังจากที่ลูกชายของเขากลับหลังหันและวิ่งออกมาจากจุดนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าวัยเยาว์นั้นสดใสเพียงไร มันยิ่งเสียกว่าดวงตะวันที่กำลังแผ่อิทธฤทธิ์แห่งแสงของมันในตอนนี้เสียอีก




     ราวกับภาพทุกอย่างถูกทำให้ช้าลง และมีเด็กหนุ่มเข้ามามีตัวตนอยู่ในความคิดของผมตราบนานเท่านาน หนึ่งก้าว สองก้าว จนกระทั่งขาสองข้างที่สลับกันก้าววิ่งอยู่นั้นใกล้เข้ามาหาผมอย่างช้าๆ




     ณ ช่วงเวลาที่ราวกับว่าโลกทั้งใบหยุดหมุน คนทุกผู้ที่เดินผ่านหยุดหายใจและอันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา




     เหลือเพียงแต่ผมกับเธอ บุรุษเพศผู้งดงามดั่งนางที่ถูกพรรณาจารึกไว้ในหอศิลปะทรงคุณค่า




     ครรลองสายตาของผมมองเห็นเป็นร่างบอบบางของเด็กหนุ่มผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานสดใสแสนหวานดั่งดอกไม้แย้มบานผู้นั้นกำลังวิ่งออกมาจากจุดเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว 




     วิ่งตรงมายังผมที่ยืนนิ่งงันราวกับคนโง่เง่าที่นึกไม่ออกว่าจะทำอะไร ทำได้เพียงค่อยๆใช้สายตาคู่นี้มองดูภาพตรงหน้าที่เขากำลังวิ่งตรงมา ผมมองมันอย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะเผลอทำรายละเอียดอันน่าจดจำเช่นนี้ตกหล่นขาดหายไปจนน่าเสียดาย




     สายลมแสนหวานที่พัดพาให้เราสองค่อยๆเคลื่อนกายเดินเข้าหากันอย่างช้าๆ




     ริมฝีปากอวบสีแดงดั่งเชอร์รี่ผลฉ่ำ




     พวงแก้มเนียนขึ้นสีฝาดเลือดอย่างน่ารักเมื่อมันถูกตกกระทบกับแสงแดดและอุณหภูมิในร่างกายเริ่มเปลี่ยน




     ดวงตาแสนสวยดุจรวบรวมหมู่ดาวทั้งจักรวาลมาผนึกเอาไว้ในแก้วตาใสสะท้อนให้เห็นเงาของผมอยู่ในรูม่านตานั้น




     เธอกำลังจองจำผมให้หลงใหลเพียงแต่สายตาคู่นั้นไปจนชั่วชีวิต




          "เอ่อ.. กระเป๋าใบนั้น"

     "..."

     "ไม่ทราบว่ากระเป๋าใบนั้นจะใช่ของผมหรือเปล่าครับ?"




     กลีบปากคู่สวยแยกออกจากกันเป็นบทคำพูดสอดแทรกด้วยน้ำเสียงแสนหวาน




     ให้ตาย ผมจะบ้าตายกับความรู้สึกแปลบๆที่เกิดขึ้นในอก




     มันไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน




          "ถ้าเกิดว่าคุณคือมิสเตอร์แอนเดอร์สัน"

     "โอ้ นั่นคุณพ่อของผมเองครับ กระเป๋าใบนั้นเป็นของผมจริงๆ"




     น่าทะนุถนอม




     รอยยิ้มที่ถูกฉีกออกกว้างตามอาการดีใจของเจ้าของใบหน้า นั่นมันควรค่าแก่การต้องทะนุถนอมเป็นที่สุด




          "ถ้าอย่างนั้นผมก็จะคืนกระเป๋าใบนี้ให้กับคุณครับ คุณหนู"

     "ขอบคุณมากๆเลยนะครับ คุณกะลาสี"




     ผมส่งมอบกระเป๋าสีแดงใบสำคัญคืนแก่เจ้าของ และได้รับรอยยิ้มแสนหวานนั้นเป็นคำขอบคุณอีกครั้ง




     ปลายนิ้วมือของเราทั้งสองถูกสัมผัสชั้นชิดกันเล็กน้อยเมื่อต้องทำการรับส่งของ เขามีท่าทีว่าแอบสะดุ้ง ในขณะที่ผมเอาแต่เหม่อลอยอยู่กับความคิดในหัว ที่เอาแต่มัวเมาและเผลอไผล พร่ำเพ้อพรรณนาต่อคนตรงหน้า




     มือคู่สวยคู่นั้นที่กำลังจับกระเป๋าของรักของหวงอยู่ ผมชักอยากจะเอาผ้าขาวสะอาดมาพันห่อ เก็บรักษาผิวเนื้อเนียนนุ่มของฝ่ามือทั้งสอง และนิ้วมือทั้งสิบนั้นไว้มิให้ใครได้สัมผัสกับมันอีกต่อไปแล้วนับจากนี้




          "ถ้ามันหายไป ผมคงเสียใจมากจริงๆ"




     ใบหน้าเศร้าสร้อยถูกปรากฏให้เห็นอีกครั้ง และผมไม่ชอบอาการแบบนั้นของเขาเอาเสียเลย




          "ผมนึกว่าจะเสียมันไปแล้วเสียอีก"

     "ตอนนี้คุณหนูได้มันคืนแล้ว ต้องเก็บรักษามันไว้ให้ดี"




     ผมเอ่ยบอก เขายิ้ม




          "ใช่สิ ก็คุณเป็นคนเอามันกลับคืนมาให้ผมนี่เนอะ"




     เขาว่ากล่าวพร้อมรอยยิ้มอีกคราหนึ่ง รอยยิ้มที่คร่าความรู้สึกและแช่แข็งผมเอาไว้ได้พักใหญ่




          "ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ขอบคุณจริงๆ"




     ผมทำตัวไม่ถูก




     มันจะเกิดขึ้นถึงเมื่อไหร่?




     ไอ้อาการประหลาดที่ทำให้ผมทำตัวไม่ถูกอยู่ ณ ตอนนี้มันจะเกิดขึ้นจนถึงเมื่อไหร่กัน




          "ยินดีครับ คุณหนู"

     "จะเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ถ้าเกิดว่า.. เอ่อ.. คือ.."




     เขาเอ่ยตะกุกตะกัก ท้ายประโยคก็ดูเหมือนกับจะขาดห้วงออกไปจนฟังไม่เป็นคำพูด




     เขารวบรวมความกล้า




          "ผมอยากทราบชื่อของคุณกะลาสี"




     ประโยคน่าเอ็นดูถูกเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่มนวล ริมฝีปากอวบถูกขบกัดโดยฟันสีนวลคู่หน้า เขาทำมันด้วยความประหม่า ดวงตากลมโตฉายแววเลิ่กลักไม่หยุดหย่อน ในขณะที่ช้อนสายตาขึ้นมามองผม นั่นทำให้ผมเริ่มที่จะรู้สึกประหม่าและวูบวาบหัวใจไปกับเขาด้วยเช่นเดียวกัน




          "ผมอีวาน อีวาน เฮซ"

     "คุณอีวาน"




     เสียงดังจากการทำงานหนักของหัวใจดังตึกตัก กลบน้ำเสียงเสนาะหูที่เอ่ยเรียกชื่อของผมไปหมด




           "ผมคงต้องไปแล้วครับ ประเดี๋ยวคุณพ่อจะรอนาน"




     ผมอยากจะเอ่ยทักทายกับเขาอีกสักครั้ง




          "ผมทำพวกเขาเสียเวลานานมากแล้ว"




     ยังไม่อยากที่จะเอ่ยคำลา




          "คุณหนู"

     "มีอะไรหรือเปล่าครับ?"




     ผมหายใจเข้าปอดลึกๆ บังคับไม่ให้ตัวเองนั้นเกิดอาการวิตกกังวล หรือเผยอาการตื่นเต้นจนเห็นได้ชัดมากเกินไป




     "ผมเองก็อยากจะทราบชื่อของคุณบ้าง"




     แต่มันอดกลั้นต่อความไร้เดียงสา และท่าทางใจดีตรงหน้าไม่ไหว




     สำหรับสิ่งที่เอ่ยออกไป ผมใคร่ที่จะรู้เหลือเกิน




     คนตรงหน้าหลุบสายตาลงต่ำ ในขณะที่ริมฝีปากของเขากำลังยิ้มกว้าง และในที่สุด นามอันแสนไพเราะก็ได้ถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน บอกคำตอบนั้นให้ผมได้รับรู้เพื่อคลายความสงสัย




          "ผมชื่อเจย์เดนครับ"




     เจย์เดน




          "มันคงเป็นชื่อที่เชยที่สุดในโลก"




     เป็นชื่อเรียกที่ไพเราะที่สุดในชีวิตที่ผมเคยได้ยินมา




          "คุณอีวาน"

     "ครับ คุณหนูเจย์เดน"

     "ตอนนี้ผมคงต้องไปจริงๆแล้ว"




     ถึงทุกอย่างจะดูเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ แต่น่าเสียดายที่เวลายังคงทำหน้าที่ของมันได้ดีอย่างต่อเนื่อง รอยยิ้มอันสดใสนั้นเจือจางลงจากในคราแรก สีหน้าของเขาดูฝืนที่จะทำมันเหลือเกิน




          "ถ้ามีโอกาส ผมหวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งนะครับ คุณอีวาน"

     "ผมก็อยากพบคุณ"




     รอยยิ้มหม่นหมองนั้นเริ่มมีประกายสดใสผุดขึ้นมา ภายหลังจากประโยคที่ผมได้พูดตอบ ริมฝีปากนั้นยิ้มกว้างขึ้นอีกครา บุรุษเพศตรงหน้าที่ตัวเตี้ยกว่าผมไปสักหน่อยขยับตัวก้าวขสเข้ามาใกล้ๆกับผม เขาเข้ามายืนอยู่ตรงหน้า




     กระเป๋าสัมภาระสีแดงที่เป็นเหตุให้เราทั้งสองได้มาพบกันถูกวางทิ้งไว้ด้านข้างราวกับเป็นของไร้ค่า เมื่อมือนิ่มทั้งสองข้างนั้นอยากที่จะยกขึ้นมาวางทาบบนลาดไหล่ทั้งสองข้างของผม




     ปลายเท้าที่ถูกห่อหุ้มด้วยรองเท้าหนังชั้นดีถูกเขย่ง




     จุมพิตจากบุรุษเพศผู้นั้นเกิดขึ้นที่ร่องแก้มด้านขวา ใกล้เคียงกับจมูกและปากสักเล็กน้อย สัดส่วนบนใบหน้าของผมและเธอแนบชิดกันจนไม่เหลือช่องว่างใดๆให้อากาศได้พุ่งผ่าน มีเพียงแต่ลมหายใจอุ่นร้อนของเราทั้งสองที่พรั่งพรูออกมาทางโพรงจมูกเท่านั้น ที่มีสิทธิ์ได้ปกคลุมใบหน้าเห่อร้อนเพราะอาการเต้นแรงของหัวใจในขณะนี้




          "มันเป็นการทักทายแบบชาวฝรั่งเศส"

     "..."

     "หวังว่าคุณจะไม่ถือสา"




     นั่นเป็นคำพูดที่ออกมาจากริมฝีปากนุ่มหยุ่นของเขาหลังจากที่เขาถอนจุมพิตแสนหวานนั้นออกไป ผมจำได้ขึ้นใจสำหรับชื่อของเจ้าของการกระทำแสนน่ารักเหล่านี้ 




     -เจย์เดน แอนเดอร์สัน (Jayden Anderson) บุรุษเพศวัยสิบเก้าปี ผู้เดินทางมาไกลจากบ้านเกิดอย่างอังกฤษ




          "ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณอีวาน"




     ผมมองดูรอยยิ้มแสนงดงาม รอยยิ้มน่ารักที่หันมายิ้มให้แก่กันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เธอจะค่อยๆวิ่งจากไป วิ่งหันหลังจากผมไปไกลจนกระทั่งลับสายตา




     เหลือทิ้งไว้เพียงแต่ความรู้สึกประหลาดๆภายในใจ ที่คล้ายกับว่ากำลังมีผีเสื้อสักพันตัวบินว่อนอยู่ในนั้นไปมาอย่างหาทางออกไม่เจอ




     ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีผู้ที่กำลังอ่านบันทึกของผมอยู่ ณ ขณะนี้




     ผมตกหลุมรักบุรุษเพศผู้นี้ตั้งแต่แรกเห็น




          "แล้วพบกันใหม่ เจย์เดน"









by ; christian butch

tbc




? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 120 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

92 ความคิดเห็น

  1. #84 BlackDragon_MN (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2563 / 22:56
    โอ้ยสุดยอด เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ดูความสวยกับคุณอีวานเค้าเลยค่ะ

    บุรุษเพศผู้แสนงดงาม ดอกฟ้ากะนายจับกังเหรอ สู้หนักหน่อยนะพ่อพระเอก

    แม่เลี้ยงก็ดูขี้เขม่นใช่ย่อยเลย แล้วทำไมน้องทักทายแบบชาวฝรั่งเศสอะ ผู้ดีอังกฤษไม่ใช่รึ อะหรือ อะหรือว่า
    #84
    0
  2. #82 12got (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 13:54

    อ่อออพาสาดีมากๆเลยค่ะ

    #82
    0
  3. #81 n.dc (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 15:36
    นึกภาพตามที่อีวานบรรยายตอนน้องวิ่งมาก้คือ ฮือ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนายตกหลึมรักน้องตั้งแต่แรกเห็น เจย์เดนเป็นบุรุษเพศที่งดงามจริงๆ
    #81
    0
  4. #72 BaVChaU (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 02:23
    มันดีมากเลยละมุนไปหมด
    #72
    0
  5. #64 97_VK (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 08:40
    ภาษาสวยมากเลยค่ะเธอ แงง
    #64
    0
  6. #63 Tyy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 08:49

    ดีงามไปหมดทุกอย่าง

    #63
    0
  7. #61 Ch_Th0_0 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 09:00
    สวยจัง สวยมากเลย
    #61
    0
  8. #49 kkkanunnn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 20:06
    ภาษาสวยมากเลยค่ะ แบบไม่ใช่คำที่เข้าใจยากแต่ก็สวย อ่านลื่นไหลมาก ดูโรแมนติกมากๆเลย
    #49
    0
  9. #32 dalinthip (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 07:20
    อ่านครั้งแรกแล้วรู้สึกประทับใจมากค่ะ ชอบภาษาเขียนมากๆ
    #32
    0
  10. #31 aleennaa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 14:29
    ภาษาสวยมากㅠㅜ
    #31
    0
  11. #25 onthetimej (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:00
    เพิ่งได้อ่านตอนแรกก็อธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ถูกเลยค่ะ ㅠㅡㅠ ชอบภาษามาก ๆ มู้ดก็ดี ตามหาฟิคแบบนี้มานานแล้ว ฮือ
    #25
    0
  12. #20 ctrltotheb (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 11:48
    น่ารักมากเลย น้องเจย์กับคุณอีวาน เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีกนะ
    #20
    0
  13. #18 AlichaVK9597 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 11:48
    ภาษาสวยจังงงงงง ชอบบบบ
    #18
    0
  14. #17 Eearnkk (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 18:25
    ฮื่อออออออดีมากกกกกก เป็นการเจอกันครั้งแรกที่น่าประทับใจมากกก เจย์เดนก็น่ารักน่าเอ็นดูมากๆ ภาษาไรท์ดีมากๆค่ะ อ่านไหลลื่นดีมากกกๆ
    #17
    0
  15. #14 Toom2pm (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มกราคม 2563 / 02:47
    ชอบภาษาจองไรท์มาก
    #14
    0
  16. #7 amoonligh_t (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 13:25
    แงงงงง ดีมากเลยค่ะ มู้ดดีมากเลย น้องเจย์เดนก็น่ารักมากๆไๆไๆๆ
    #7
    0
  17. #6 yellowe (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 13:35

    แง ดีมากมากเลยค่ะ ภาษาดีมากมากกกกกก ชอบมากคับ มู้ดแอนโทนที่ดือ :----;

    #6
    0
  18. #5 SWPP (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 11:16
    หวีดเเดดดดกกดดดดดดกกไม่ไหวค่ะไม่ไหว มันดีมากมากๆๆๆๆๆ เนื้อเรื่อง ตัวละคร บทพูด การบรรยาย และตั่งต่างมันดีไปหมดเลย //กุมใจ เจย์เดนน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สู๊ดฮือออ
    #5
    0
  19. #4 -CHNPLY- (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 09:28
    ชอบมากค่ะชอบทุกอย่างในเรื่องเลยแง้ภาษาคุณไรท์ยังสวยเหมือนเดิมน้องเจย์เดนน่ารักมากแต่ไปหอมแก้มพี่เขาอย่างนี้พี่เขาก็ทำตัวไม่ถูกสิไอ่ต้าว
    #4
    0
  20. #3 PreciousLilac (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 23:13
    คุณไรท์ เราชอบภาษาบรรยายมากกก เนื้อเรื่องน่าติดตามมากเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้น้าาา <3
    #3
    0
  21. #2 dawalo52 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 21:32
    ถึงกับต้องล็อกอินเข้ามาเม้น คุณคะะะะะ TT เราชอบมากเลยค่ะ ฟิคภาษาแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆเลย ภาษาดีมาก มู้ดโทนที่ดือ ไม่รู้จะอธิบายยังไงแน้ว ชอบตอนที่เจอกันครั้งแรกมากๆ การทักทายแบบฝรั่งเศสที่ทำเอาเขินหน้าร้อน แล้วก็ความแตกต่างของเขาทั้งคู่ ได้กลิ่นมาม่าลอยมาจางๆนะคะ5555 แต่ก็ยังมีความหวังว่าความรักของทั้งคู่ต้องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ปล. เป็นเรื่องแรกที่อ่านก็ชอบเลยค่ะ สู้ๆนะคะคุณไรต์ รอคอยเลยฮะ
    #2
    0