The Special Agent สืบคดีพิศวง [1D Larry Fiction]

ตอนที่ 13 : Chapter 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 320
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    9 ส.ค. 58

 


Title: The Special Agent

Paring : Larry , All louis

 

 




 

 

-11-

 




 

แพขนตาหนากระพริบถี่ นัยน์ตาสีฟ้าจับจ้องมองภาพเบื้องหน้าอย่างง่วงงุน ห้องสีขาวและกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทำให้ลูอิสรับรู้ได้ว่าตนยังคงอยู่ที่โรงพยาบาล ทันทีที่สมองรำลึกได้ว่าเหตุใดตัวเขาจึงมานอนในสถานที่ที่ไม่ใช่บ้านแห่งนี้ร่างเล็กก็ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาเหลียวไปมองร่างสูงบนเตียงผู้ป่วยให้แน่ใจว่ายังอาการปกติดีหรือไม่ ทว่าร่างที่ควรจะนอนเหยียดยาวเป็นคนป่วยกลับกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงที่ถูกปรับส่วนหัวให้ตั้งขึ้นประมาณ 45 องศา ใบหน้าคมสวยที่มีสีหน้าดีขึ้นกว่าเมื่อวานยกยิ้มขันเมื่อเห็นคนตัวเล็กผุดลุกผุดนั่งหน้าตาตื่นบนโซฟาตัวยาว


“ฝันร้ายเหรอครับ”


“ไม่ใช่ซักหน่อย!”ตอบอย่างฉุนเฉียวเมื่อเห็นคนป่วยทำหน้าคล้ายล้อเลียนเขา “นายฟื้นตั้งแต่เมื่อไหร่”


                    แฮร์รี่ทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนยิ้มเผล่ “ก็.. ฟื้นมานานพอจะได้เห็นคุณนอนหลับน้ำลายยืดน่ะครับ”


“เจ้าหน้าที่สไตลส์! ลูอิสเรียกเสียงเขียว ฟื้นขึ้นมาได้ก็กวนประสาทกันแต่เช้ารู้แบบนี้น่าจะปล่อยทิ้งให้เลือดออกจนหมดตัวซะก็ดีหรอก..


“ผมล้อเล่นน่ะครับ” ร่างสูงเอ่ยกลั้วหัวเราะเมื่อคนตัวเล็กเริ่มโมโห เสียงเล็กที่ตวาดแหวนั้นมันช่างเหมือนลูกแมวขู่เสียจริง “อันที่จริง ตอนคุณหลับน่ะน่ารักมากๆ น่ารักจนผมมองเพลินเลยล่ะ”


                    ลูอิสไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรที่ถูกผู้ชายด้วยกันชมว่าน่ารัก ไหนจะสายตาคมที่มองมาอย่างรักใคร่เอ็นดูอย่างไม่ปิดบังนั่นอีก ได้แต่เสมองอย่างอื่นอย่างเก้อเขิน อยู่ดีๆก็รู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องร้อนขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ


“ล.. แล้วคนอื่นๆหายไปไหนกันหมดล่ะ” ร่างเล็กพยายามหันเหหัวข้อเรื่องทั้งที่ใบหน้ายังคงขึ้นสีจางๆ


                    คนป่วยยิ้มละมุนให้กับภาพน่ามอง “เลียมออกไปก่อนคุณตื่นไม่นานนี้เองครับ เห็นว่ามีคดีฆาตกรรมอีกแล้ว ส่วนไนออลออกไปหาของกินอีกตามเคย”


“แล้วนี่ไม่มีใครคิดจะปลุกฉันเลยเหรอ” ลูอิสมองนาฬิกาติดผนังในห้องผู้ป่วยบอกเวลาแปดโมงสี่สิบห้า สายมากแล้วสำหรับเขา


“เมื่อวานนี้ไนออลบอกว่าคุณท่าทางไม่ค่อยดี พวกเขาเลยอยากให้คุณพักผ่อนให้เต็มที่น่ะครับ พวกเขาเป็นห่วงคุณนะลูอี.. ผมก็เหมือนกัน” ทอดเสียงอ่อน


“เป็นห่วงตัวเองไปเถอะ นายน่ะ” ว่าพลางลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาหาตู้เล็กๆข้างเตียงซึ่งมีเหยือกน้ำวางอยู่พร้อมแก้วสองใบ”หิวน้ำไหม?”


                    เสียงเล็กถามไถ่แต่ตากลับจ้องมองกำแพงตรงหน้าราวกับว่ามันน่ามองกว่าหน้าตาของคนป่วยที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ข้างๆกัน แฮร์รี่อดจะแกล้งหยอกไม่ได้ “ถามใครครับ กำแพง...หรือผม?”


                    นัยน์ตาสีฟ้าตวัดมองอีกฝ่ายแทบจะทันที ใบหน้าหวานบึ้งตึงตอบเสียงแข็ง “ถามหมา แต่ท่าทางหมามันจะไม่อยากกินแถมยังมาแว้งกัดฉันอีก ทำคุณบูชาโทษชัดๆ”


                     ลูอิสตั้งท่าหันกลับจะสาวเท้าปึงปังไปนั่งที่เดิม แฮร์รี่รีบคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็ก ออดอ้อนเสียงอ่อน “ หมามันสำนึกผิดแล้วครับลูอี ให้น้ำมันหน่อยเถอะนะครับ” มือแกร่งรั้งร่างอีกฝ่ายให้หันมาเผชิญหน้ากัน ร่างเล็กขัดขืนเล็กน้อยแต่คงจะกลัวจะทำให้แผลคนป่วยกระเทือนสุดท้ายจึงยอมแต่โดยดี  “ถึงปากมันจะชอบเห่าชอบหอน แต่มันไม่เคยคิดแว้งกัดคุณแม้แต่ครั้งเดียว มันออกจะภักดีกับคุณขนาดนี้จะเมินเฉยมันได้ลงคอหรอครับ”


                    ร่างเล็กได้แต่ก่นด่าตัวเองว่าการหันกลับมาสบตากับลูกแก้วสีมรกตคู่นั้นช่างเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความรักและภักดีเช่นนั้นทำให้เขาต้องใจอ่อนครั้งแล้งครั้งเล่า ใบหน้าหวานก้มต่ำเอื้อนเอ่ยเสียงเบา “ปล่อยฉัน”


“ลูอี..” เสียงทุ้มขานเรียกเสียงอ่อนพลางกระชับฝ่ามือให้แน่นกว่าเดิมเมื่อคิดว่าร่างเล็กยังคงโกรธไม่หาย


“ถ้านายไม่ปล่อยแล้วฉันจะไปเอาน้ำให้นายได้ยังไงเล่า!” เสียงเล็กโพล่งขึ้น ใบหน้าหวานเสไปมองทางอื่นแต่แฮร์รี่ก็ยังได้เห็นแก้มใสขึ้นสีอย่างน่ารักอีกครั้ง ลอบยิ้มกับตัวเองพลางปล่อยข้อมือเล็กเป็นอิสระ


                    ลูอิสคว้าแก้วขึ้นมาหนึ่งใบเทน้ำใส่พอประมาณ วางหลอดไว้ให้พร้อมก่อนยื่นไปให้คนป่วยที่ยิ้มกว้างให้เขาอย่างน่าหมั่นไส้


“ขอบคุณครับ บูแบร์”


                    ร่างเล็กตงิดใจกับชื่อเล่นที่อีกฝ่ายเรียกเขา จึงแกล้งดึงแก้วน้ำกลับมาหาตัวเมื่อร่างสูงโน้มหน้าลงมาจนปากแทบจะได้สัมผัสหลอดอยู่แล้ว นัยน์ตาสีมรกตหันมาสบมองร่างเล็กอย่างไม่เข้าใจ “แกล้งผมเหรอครับ”


“ทำไมนายเรียกฉันว่าบูแบร์ ไม่ได้เรียกเป็นครั้งแรกด้วยใช่ไหม ตอนถูกแทงจนหมดสตินั่นก็ครั้งหนึ่ง ชื่อนี้มีแต่คนในครอบครัวฉันเท่านั้นที่ใช้เรียก คนอื่นไม่รู้จักชื่อนี้ด้วยซ้ำไป แล้วนายรู้ได้ยังไง?” ร่างเล็กหรี่ตามองอย่างเคลือบแคลง


                    แฮร์รี่ถอนหายใจเบาๆก่อนมองสบดวงตาคู่นั้นตรงๆ นัยน์ตาสีมรกตเต็มไปด้วยความจริงใจ “ผมเคยบอกคุณแล้วไงครับว่าเราไม่ใช่แค่คนแปลกหน้า คุณจำไม่ได้จริงๆเหรอครับว่าเราเคยเจอกันมาก่อน”


“?” นัยน์ตาสีฟ้าเบิกกว้างอย่างแปลกใจ เพ่งมองใบหน้าคมสวยของคนป่วยอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้ง จะว่าคุ้นก็คุ้น แต่มันมีทั้งความเหมือนและความต่างในเวลาเดียวกัน โครงหน้านั้นคล้ายคลึงกับบางคนในอดีตหากสรีระร่างกายและนิสัยส่วนตัวออกจะแตกต่างกันสุดขั้วทำให้เขาลังเล


                    ร่างสูงจ้องมองความสับสนบนใบหน้าหวานไม่วางหน้า ปากบางทำท่าขยับเหมือนจะพูดสิ่งใดออกมาแต่สุดท้ายก็ปิดสนิทอย่างเดิมคล้ายไม่แน่ใจ เขาคงต้องเป็นฝ่ายเฉลยเอง “หยิบกระเป๋าเงินของผมมาสิครับลูอี”


                    ลูอิสไม่เข้าใจคำสั่งนั้นแต่อีกฝ่ายก็ยืนยันคำเดิมโดยชี้ไปที่ลิ้นชักของตู้เล็กข้างเตียง ร่างเล็กวางแก้วน้ำบนตู้ก่อนดึงลิ้นชักออก คว้ากระเป๋าหนังสีดำของเจ้าตัวขึ้นมาส่งให้ แต่คนป่วยไม่รับกลับพยักพเยิดเหมือนให้เขาเปิดออกดูเอง


                    มือเล็กเปิดกระเป๋าสตางค์ที่พับครึ่งอยู่ออกดู ในช่องใส่รูปด้านซ้ายมีภาพเล็กๆใบหนึ่งใส่อยู่ เป็นภาพเด็กหนุ่มสองคนยิ้มสดใสยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ คนตัวสูงกว่ากอดคอเด็กหนุ่มผมหยิกที่ตัวเล็กกว่าอย่างรักใคร่ ลูอิสยืนตัวแข็งทื่อเมื่อพบว่าคนตัวสูงยิ้มแฉ่งในภาพนั้นคือเขาเอง..


“ไงครับ จำผมได้รึยัง บูแบร์..” แฮร์รี่ยิ้มบาง


                    ลูอิสละสายตาจากรูปถ่ายที่สีซีดตามกาลเวลาขึ้นจ้องมองคนป่วย นัยน์ตาสีฟ้าเต็มไปด้วยความสับสนและประหลาดใจ “นายคือ..ไอ้เปี๊ยก?!


“อ่า ไม่ได้ยินคนเรียกแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ” เขาพึมพำคล้ายพูดกับตัวเอง “ครับ นั่นแหละผม แฮซซ่าตัวกระเปี๊ยกของคุณ” ในขณะที่เขาฉีกยิ้มสดใสแข่งกับตัวเองในวัยเด็กบนรูปถ่าย ลูอิสกลับตาโตเท่าไข่ห่านเหมือนเจอเรื่องประหลาดอย่างไดโนเสาร์บุกโลก


“พระเจ้า! นายเนี่ยนะคือไอ้เปี๊ยกนั่น!” ร่างเล็กจ้องมองร่างสูงอีกครั้ง เปรียบเทียบกับเจ้าเพื่อนตัวเล็กต่างวัยในอดีต “ไม่เหมือนกันซักนิด เมื่อก่อนทั้งตัวเล็ก ทั้งน่ารัก นิสัยก็ดีกว่านี้ตั้งเยอะ แถมเรียกฉันว่าพี่ทุกคำ ทำไมตอนนี้ถึงได้กลายเป็นไอ้ยักษ์จอมกวนประสาทไปได้!


                    แฮร์รี่ขมวดคิ้วมุ่น “นี่ชมหรือด่ากันครับ?”


“มีสมองก็คิดเอาเองสิ” ตอกกลับมาแบบนั้น ร่างสูงถึงกับหน้าม้าน “แล้วทำไมนายเพิ่งมาบอกฉันตอนนี้?”


“ทีแรกก็ไม่อยากบอกหรอกครับ อยากให้คุณจำได้ด้วยตัวเองมากกว่า แต่ไม่คิดว่าคุณจะสมองปลาทองขนาดนี้” คนป่วยบ่นเสียงเบาแต่งร่างเล็กก็ยังได้ยิน หันไปค้อนขวับ


                    เงียบกันไปพักใหญ่ราวกับทั้งสองกำลังรำลึกถึงอดีตครั้งวัยเยาว์ และคนร่างเล็กกว่าในปัจจุบันก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน


“แล้วทำไมตอนนั้นจู่ๆนายถึงหายไป ฉันไม่เจอนายที่โรงเรียน พอไปตามที่บ้านนายก็ไม่อยู่ ฉันตามหาซะทั่วเลยรู้ไหม บอกลากันซักคำก็ไม่มี” ลูอิสย้อนความหลังที่ทำให้เขากินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน ไม่มีคำบอกลา จู่ๆก็หายไปดื้อๆ บ้านปิดเงียบสอบถามคนข้างบ้านก็บอกว่าน้องชายตัวเล็กของเขาออกไปพร้อมกับชายในชุดสูทหนึ่งคนพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงกำหนดที่เขาและครอบครัวต้องย้ายไปต่างเมือง น้องชายที่เขารอคอยก็ยังคงไม่กลับมา ไม่มีทางเลือกนอกจากเดินหน้าต่อไปและเก็บเรื่องราวดีๆไว้ในกล่องความทรงจำ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเก็บมันไว้ลึกจนเกินไป กระทั่งน้องชายคนเดิมกลับมาวนเวียนใกล้ชิดถึงขนาดนี้ก็ยังคงจำไม่ได้


“ผมตอบรับเข้าสู่หน่วยพิเศษน่ะครับ ขอโทษที่มันกะทันหันจนไม่ทันได้ลาคุณ ขอโทษที่ทำให้คุณเป็นห่วงนะครับ” เสียงทุ้มอธิบาย นัยน์ตาสีมรกตเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเมื่อรู้ว่าตนทำให้อีกฝ่ายต้องเป็นห่วงเพียงใด


“ช่างมันเถอะ เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว” ร่างเล็กกล่าวอย่างไม่ใส่ใจเอาความ


                    แฮร์รี่ยิ้มบาง “งั้น.. เรื่องนี้เราเคลียร์กันแล้วนะครับ” ลูอิสพยักหน้า “แล้ว.. คุณจะเอาน้ำให้ผมกินได้รึยังครับ”


                    ร่างเล็กคล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ หันไปคว้าน้ำแก้วเดิมมาให้คนป่วยที่ทนคอแห้งมานาน คราวนี้ไม่แกล้งดึงแก้วหลบอีก แฮร์รี่ดูดน้ำจนหมดก่อนเอ่ยขอบคุณเขา ลูอิสเอาแก้วเปล่ากลับไปวางที่เดิม ได้ยินเสียงคนป่วยเอ่ยถามทำลายความเงียบในห้อง


“ที่เรากลับมาเจอกันอีกครั้ง มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกนะครับ”


                    ร่างเล็กหันกลับไปฟังอีกฝ่ายเล่าอย่างตั้งใจ “ความจริงแล้วผมไม่ได้รับมอบหมายให้ทำคดีนี้ แต่พอรู้ว่าคุณเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวน ผมเลยทำเรื่องขอกับหน่วยงาน เสนอคำร้องขอย้ายมาสืบคดีนี้แทน หกปีที่ผ่านมาอาจทำให้ผมเปลี่ยนไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่มันยังคงเหมือนเดิม..” นัยน์ตาสีมรกตสบมองใบหน้าหวานเต็มไปด้วยความนัย “เมื่อก่อนเคยคิดกับคุณแบบไหน ตอนนี้ผมก็ยังคงคิดกับคุณแบบนั้น”


                    ลูอิสไม่กล้าถามว่าอีกฝ่าย คิดกับเขาแบบไหน แค่สายตาที่มองมาก็พอจะรู้คำตอบกลายๆ


“แล้วคุณล่ะครับ คิดยังไงกับผม..”


                    เขาเองก็อยากจะรู้เช่นเดียวกันว่าตัวเองคิดแบบไหนกับคนป่วยตรงหน้ากันแน่ แน่นอนว่าไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายเป็นน้องชายตัวเล็กเหมือนก่อนเก่า แฮร์รี่ไม่ใช่หนุ่มน้อยคนเดิมอีกต่อไป ร่างกายนั้นไม่ได้เล็ก ผอมบางจนเขาต้องคอยปกป้อง มือเล็กที่เขาเคยจับจูงก็กลายเป็นมือแกร่งที่แข็งแรงพอจะโอบอุ้มเขาแนบอกในวันที่ล้มลง


“ผมรู้ว่าสำหรับคุณ ผมอาจเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน แต่ว่า...” เมื่อเห็นร่างเล็กนิ่งเฉย แฮร์รี่จึงต้องสรุปเอาเอง นัยน์ตาสีมรกตฉายแววเศร้าหากแต่ไม่ถอดใจ “ผมขอให้คุณเปิดใจให้ผมได้ไหมครับ ผมอยากปกป้องคุณเหมือนที่คุณเคยปกป้องผมในอดีต อยากทำให้คุณยิ้มเหมือนที่คุณเคยสอนให้ผมยิ้ม ผมอยากทำให้คุณมีความสุขเหมือนที่คุณเคยทำให้เด็กผู้ชายอมทุกข์คนหนึ่งรู้จักกับความสุขได้รึเปล่าครับ.. ให้ผมทำให้คุณได้รึเปล่า”


                    ร่างเล็กพูดอะไรไม่ออก ไม่เคยคิดมาก่อนว่าสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ตัวเองเคยทำกลับเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตใครคนหนึ่ง หัวใจเต็มตื้นเมื่อได้ยินคำเอ่ยขอที่ไม่คาดว่าจะได้ยินจากใคร ยิ่งนัยน์ตาสีมรกตส่งประกายหวานลึกล้ำมาให้ก็ยิ่งทำให้ใบหน้าเห่อร้อน ไม่เป็นตัวของตัวเอง


“อย.. อยากทำอะไรก็ทำสิ ไม่เห็นต้องมาขอเลย” ร่างเล็กบ่นงุบงิบขณะก้มลงมองพื้นเหมือนมีสิ่งน่าสนใจ แฮร์รี่ยิ้มอ่อนโยนยามทอดตามองร่างเล็กกับท่าทางเก้อเขิน มือแกร่งคว้าเอวบางลงมานั่งบนเตียงด้วยกันโดยที่ร่างเล็กไม่ทันตั้งตัว ลูอิสร้องเสียงหลงเมื่อโดนฉุดลงมาบนเตียงนุ่ม


“ปล่อยนะแฮร์รี่!” เสียงเล็กแว๊ดใส่พลางแกะมือแกร่งที่รั้งเอวตัวเองออก


“อยู่นิ่งๆสิครับลูอี” เสียงทุ้มบ่นขณะขยับกายที่เจ็บร้าวเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นนั่ง เมื่อได้ยินเสียงเป่าปากด้วยความเจ็บปวดลูอิสจึงชะงักกายนิ่ง หันหลังไปมองอีกฝ่าย


“จะทำอะไรน่ะ” ถามทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้ว


                    กายแกร่งเอนด้านข้างพิงกับไหล่บางที่นั่งหันหน้าให้กับประตู หันหลังให้เตียง มือข้างหนึ่งคล้องเอวบางไว้ไม่ปล่อย ร่างเล็กอดสะดุ้งน้อยๆไม่ได้เมื่อรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นเป่ารดที่ต้นคอของเขา จะขยับเปลี่ยนท่าผลักอีกฝ่ายออกก็ไม่ได้ด้วยกลัวว่าแผลที่คนป่วยได้รับมาจะฉีกขาดต้องเย็บใหม่จึงได้แต่นั่งตัวเกร็งอยู่อย่างนั้น


“แฮร์รี่ ฉันอนุญาตให้นายปกป้องฉันได้ แต่ไม่อนุญาตให้นายมาทำรุ่มร่ามกับฉันนะ! พยายามทำเสียงดังกลบเกลื่อนเสียงสั่นๆของตัวเอง ร่างสูงไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาแต่เขาได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาจากด้านหลังพร้อมกับวงแขนโอบกระชับเอวเขามากกว่าเดิม


“แฮร์รี่!


                    เสียงตวาดแว๊ดของร่างเล็กดังขึ้นพร้อมกับเสียงเปิดประตูห้องเข้ามา ไนออลเดินเข้ามาถึงกับตาโตเมื่อพบเห็นคนป่วยกับคนเฝ้านั่งบนเตียงด้วยกัน แถมยังอิงแอบแนบชิดเหมือนหนังรักโรแมนติก มือแกร่งคลายออกเล็กน้อยลูอิสจึงรีบผุดลุกขึ้นจากเตียงทันที จ้ำอ้าวก้มหน้างุดกลับไปนั่งบนโซฟาคว้านิตยสารบนโต๊ะเตี้ยขึ้นมาอ่านทั้งๆที่กลับหัว


“นี่ฉันพลาดอะไรไปรึเปล่า?” ไนออลถามพลางมองคนนู้นทีคนนี้ที แต่ไม่มีใครตอบ


“วันหลังหัดเคาะประตูหน่อยนะไนล์” แฮร์รี่ปรายตามองอย่างหงุดหงิดพลางขยับกายลงกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงเหมือนเดิม “แล้วสรุปเรื่องเมื่อคืนเป็นยังไง นายยังเล่าค้างอยู่นะไนล์” คนป่วยถามด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานกว่าเดิม ลูอิสละสายตาจากนิตยสารกลับหัว หูผึ่งตั้งใจฟังคู่หูสองคนคุยกัน


                    ไนออลยืนกอดอกพิงกำแพง ลูอิสเพิ่งสังเกตเห็นว่าแผลที่ถูกกัดที่แขนของร่างโปร่งหายไปแล้ว เหลือเพียงรอยจางๆเท่านั้น หูแหลมๆที่เมื่อคืนเขามองเห็นก็กลายเป็นหูมนุษย์ธรรมดาเหมือนเดิม “ฉันไล่ตามผู้หญิงคนนั้นไปถึงในป่า สู้กันพอฟัดพอเหวี่ยง ฉันเกือบจะขย้ำแม่นั่นได้ แต่กลับมีแวมไพร์อีกตัวพุ่งเข้ามาหาฉัน”


“แวมไพร์อีกตัว?” แฮร์รี่และลูอิสโพล่งขึ้นพร้อมกัน


“ใช่ ตัวนี้แหละที่กัดฉันจนเป็นแผลเหวอะ ตัวนี้เป็นผู้ชาย น่าเสียดายที่ฉันจำหน้าทั้งคู่ไม่ได้ มันรวดเร็วและมืดเกินไปความทรงจำของฉันก็ไม่ดีนักตอนอยู่ในร่างหมาป่า” ไนออลกัดฟันพูดอย่างเจ็บใจ “แต่ว่าแวมไพร์หญิงตนนั้นเป็นผู้ร้ายที่เกี่ยวข้องกับคดีของเราแน่ ฉันจำกลิ่นของเธอได้”


“ถ้าอย่างนั้นเราอาจจะได้เบาะแสของเธออีกทาง” แฮร์รี่เอ่ยขึ้น “เมื่อวานฉันไปสืบสวนในบาร์ซึ่งศพรายสุดท้ายของเราไปเป็นสถานที่สุดท้ายก่อนตาย มีบาร์เทนเดอร์คนหนึ่งยืนยันกับฉันว่าเธอเห็นผู้หญิงผมบลอนด์ตาสีแดงอยู่กับเขา เธอจำหน้าตาของผู้หญิงคนนั้นได้ บางทีนี่อาจจะเป็นผู้ร้ายที่เรากำลังตามหา..”


                    เสียงโทรศัพท์ของลูอิสดังขึ้นในระหว่างที่กำลังถกกันถึงคดี ร่างเล็กกดรับสายก่อนกรอกเสียงลงไป “ว่าไง เลียม”


[อีกศพแล้วลูอี คราวนี้เป็นบาร์เทนเดอร์สาว นายต้องไม่อยากเห็นมันแน่ สยองเกินบรรยาย] เลียมตอบกลับมา [ดูๆไปก็เหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวกับคดีของเรา แต่ทายซิว่า สาวเจ้าทำงานที่บาร์ไหน]


 “บาร์โปรดของนายพาร์คเกอร์รึเปล่า” ถามเสียงเย็นเยียบ ในใจส่วนลึกกรีดร้องว่าต้องใช่แน่ๆ


[บิงโก!]


                    ลูอิสได้แต่หวังว่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายนี้จะเป็นคนละคนกับบาร์เทนเดอร์สาว พยานปากเอกของแฮร์รี่....







TBC.


กลับมาแล้วฮับทุกคน คิดถึงมะ อิอิ

หลังจากปล่อยให้เลียมและไนออลทำคะแนนก็จัดแลร์รี่ไปยาวๆนะจ้ะตอนนี้

หวานได้แค่นี้แหละ เยอะกว่านี้ไม่ได้ละ ลูอีขอมา 5555

เจอกันตอนหน้า

อย่าลืมเมนต์โหวตให้เค้านะจ้ะ >///<

#สายสืบลูอี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

113 ความคิดเห็น

  1. #52 tommo (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2558 / 19:12
    โอ้ยย เขินแลร์รี่มากๆ >//<

    ไนออลไม่น่าขัดจังหวะเลยยย
    #52
    0