ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 9 : ลำนำบท 9 แม่ทัพอู๋ซวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 240
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    25 ส.ค. 63



ลำนำบท 9 แม่ทัพอู๋ซวง

 

บุรุษรูปร่างสมส่วนผู้หนึ่งยืนนิ่งอยู่ที่ทางเข้ากระโจมของท่านแม่ทัพหวังอยู่แบบนั้นตั้งแต่เมื่อยามดึกของคืนที่ผ่านมา เหล่าทหารที่เฝ้าเวรต่างลอบมองบุคคลผู้นั้น แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปสอบถามความใดๆ เพียงแค่เดินตรวจตราทำหน้าที่ของตนเองต่อ

จนกระทั่งรุ่งสาง ความเงียบก็เริ่มถูกแทรกด้วยเสียงไก่ป่าและนกป่าที่ขันขานรับวันใหม่ เหล่าทหารกล้าที่ตื่นจากหลับนอนก็เริ่มออกมาพูดคุยส่งเสียงอึกทึก ส่วนที่ต้องฝึกดาบ ฝึกธนูก็ตรงไปยังลานฝึก ส่วนที่ต้องจัดการด้านอาหารก็ทำหน้าที่ของตนอย่างขมักเขม้น หากแต่ที่กระโจมที่พักของแม่ทัพหวังยังคงมีบุคคลสองคนที่ยังไม่ได้ขยับไปไหน หนึ่งคือคนที่ได้รับบาดเจ็บที่ขา กับอีกหนึ่งคือแม่ทัพหวังที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าทางเข้ากระโจมตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา

เช้าวันนี้ก็เป็นดังเช่นเคย แม่ทัพสั่งให้คนนำอาหารเข้าไปด้านใน พร้อมเตรียมน้ำสะอาดเอาไว้

“ท่านแม่ทัพมิผลัดเสื้อผ้าหรือขอรับ?” ทหารนายหนึ่งท้วงเมื่อเห็นว่าชุดพักผ่อนที่เคยสะอาดพลิ้วของแม่ทัพบัดนี้เต็มไปด้วยคราบดินโคลนแห้งกรัง เขาไม่ได้ตอบอะไร แต่เอ่ยสั่ง

“ไปตามอู๋เซวียนมาหาข้า” ทหารรับคำแข็งขันแล้ววิ่งออกไป เพียงชั่วครู่ก็ปรากฎกายสูงโปร่งแข็งแรงเดินเข้ามาในชุดซ้อมดาบ

“วันพรุ่ง พี่ชายเจ้าจะกลับเป่ยหยาง เจ้าจะกลับไปด้วยหรือไม่” แม่ทัพถาม

“แล้วแต่ท่านแม่ทัพจะเห็นสมควร”

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าอยู่ที่นี่”

“ขอรับ” ขุนพลผู้มีนามว่าอู๋เซวียนตอบรับสั้นๆ

“อู๋ซวงเล่า?” เจิ้นฮว๋าถามถึงผู้เป็นพี่ชายของอู๋เซวียน หรือก็คือสหายสนิทของเขา ก่อนจะได้รับคำตอบว่ายังอยู่ในที่พัก เจิ้นฮว๋าเพียงพยักหน้า

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากอีกฟากของกองทัพ เจิ้นฮว๋าสั่งให้อู๋เซวียนช่วยยืนเฝ้าที่ด้านหน้านี้ ส่วนตัวเองเดินไปยังที่มาของเสียง จึงพบว่าสหายที่ตนเพิ่งถามถึง บัดนี้ยืนหน้าถมึงทึงอยู่ที่หน้ากระโจมพร้อมกับเหล่าทหารหลายสิบนายที่รับหน้าที่เป็นเวรยามเมื่อคืนที่ผ่านมา

“เกิดเหตุอันใด?” เจิ้นฮว๋าถามผู้เป็นสหายเรียบๆ ทหารทั้งหลายที่ยืนก้มหน้าอยู่บัดนี้รีบลงไปคุกเข่าที่พื้นกันหมดเมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่เป็นใคร

“ถามพวกทหารตรงหน้าเจ้าเถิด! บังอาจนัก!” อู๋ซวงยกดาบคมชี้หน้าเรียงตัว แต่เหล่าทหารกลับก้มหน้าแทบติดพื้นตัวสั่นงันงก

“ว่าอย่างไร?” แม่ทัพหวังหันไปถามทหารทั้งหลายไม่เจาะจงว่าเป็นใคร ก็มีนายหนึ่งตอบเสียงสั่น

“มีคนแอบดูแม่ทัพขอรับ” คิ้วเข้มขมวดฉับเมื่อได้ยินคำบอกเล่าสั้นๆ นั้น

“ว่าไปซิ”

“เมื่อดึกของคืนที่ผ่านมา มีคนมาแอบดูแม่ทัพอู๋ขอรับ”

“รู้หรือไม่ว่าเป็นใคร?”

“เห็นไม่ชัดขอรับ ขณะที่พวกข้ากำลังลาดตระเวนมาด้านนี้ ก็พอดีกับที่เห็นเงาคนวิ่งออกไป จะตามก็ไม่ทันเสียแล้วขอรับ”

อู๋ซวงกัดฟันกรอด “ถ้ามิใช่พวกเจ้าแล้วจักเป็นผู้ใดเล่า!?

เจิ้นฮว๋าขยับเข้าไปขวางด้านหน้าสหายคนสนิทเป็นเชิงห้ามก่อนเอ่ยถาม

“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร?”

คนถูกถามก็เอ่ยทันควัน “จะไม่รู้ได้อย่างไรเล่า ข้าเห็นมีเงาคนยืนอยู่ตรงนี้” ไม่พูดเปล่ายังชี้นิ้วที่พื้นจุดที่ตนยืนอยู่

“พอข้าเสร็จกิจ คนผู้นั้นก็หนีหายไป”

หวังเจิ้นฮว๋าหันไปสั่งทหารเวรให้กลับไปพักผ่อน ก่อนจะหันมาเอ่ยกับคนที่ยืนถือดาบอยู่

“เห็นทีจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดแล้วกระมัง”

“เข้าใจผิดงั้นรึ?” อู๋ซวงทวนคำหน้านิ่วคิ้วขมวด

 

เขายืนถอนหายใจอยู่ตรงนั้นนานเท่าใดไม่ทราบได้ จนในที่สุดก็ตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในกระโจมพักของตนเอง สายตาคมพบว่าจื่อเจินยังคงหลับอยู่บนตั่ง ขาเรียวบริเวณที่บาดเจ็บเริ่มมีอาการบวมอย่างเห็นได้ชัด

เจิ้นฮว๋าเช็ดทำความสะอาดใบหน้าที่เต็มไปด้วยโคลนและน้ำตานั้นอย่างเบามือ คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นพร้อมกับหันหน้าหนีทั้งที่ยังหลับตา เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนถูกถอดออกกองกับพื้น ผิวขาวเนียนใต้ร่มผ้าปรากฎแก่สายตาเพียงครู่ก่อนที่มือแกร่งจะสะบัดผ้าห่มคลุมกายขาวไว้

ร่องรอยฟกช้ำเล็กๆ บนท่อนแขนถูกทาด้วยยาที่ได้รับจากหมอ เมื่อเสร็จแล้วจึงหยิบเอาชุดสีแดงเข้มของตัวเองออกมาสวมให้กับร่างบางที่เมื่อใส่ชุดของเขาแล้วก็ยิ่งดูตัวเล็กลงไปถนัดตา แต่สีแดงก็ยิ่งขับให้ผิวเนียนนั้นโดดเด่น

มือหนาวางซ้อนบนมือเล็กที่กำแน่นตลอดเวลาก่อนจะค่อยๆ จับให้คลายออก จึงเพิ่งพบว่าในกำมือเล็กนั้นยังเต็มไปด้วยเศษหญ้าและคราบดิน

หัวใจเจิ้นฮว๋ากระตุก ภาพคนตรงหน้าที่ล้มลงไปนอนคุดคู้ร้องไห้บนพื้นหญ้าเมื่อคืนยังคงติดตา

 

เวลาผ่านไปจนบ่ายแก่ จื่อเจินจึงเพิ่งลืมตาตื่น เปลือกตาบางบวมจนรู้สึกหนักอึ้งจากการร้องไห้อย่างหนัก รอบๆ กายยังคงเหมือนเดิม โต๊ะเขียนอักษรตัวเดิม หีบใหญ่ใบเดิมและตั่งนอนตัวเดิม

จื่อเจินถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วจึงค่อยๆ ยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง มือเล็กยกขึ้นขยี้ตาเบาๆ กำลังจะขยับขาก็รู้สึกปวดตุบ ดวงตาเรียวมองไปยังบาดแผลบนท่อนขาก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นที่ด้านนอกก่อนจะหยุดที่หน้าทางเข้า

“ข้าอู๋ซวง ขอเข้าไปข้างในได้หรือไม่” จื่อเจินเมื่อเห็นว่าด้านในมีตัวเองเพียงคนเดียว ไม่มีใครอื่น ก็คิดว่าคนด้านนอกคงอาจจะพูดกับตนจึงเอ่ยตอบ

“เข้ามา” พลันก็ปรากฎร่างสูงของขุนพลอู๋ซวงแหวกผ้าเข้ามา พร้อมกับยิ้มให้

“แผลเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ทันทีที่เอ่ยปากถาม จื่อเจินก็ขมวดคิ้ว

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าบาดเจ็บ?”

“เจิ้นฮว๋าเป็นสหายข้า แต่ถึงเขาไม่บอก ก็ยังมีทหารหลายคนที่รู้”

“...” จื่อเจินไม่เอ่ยอะไรอีก ร่างแกร่งตรงหน้าจึงทำลายความเงียบ

“เหตุใดเจ้าจึงบาดเจ็บเช่นนี้เล่า?”

“...” แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ

“เจ้าได้พบกับแม่ทัพหวังแล้วมิใช่หรือ?”

จื่อเจินพยักหน้าเล็กๆ เป็นคำตอบ อู๋ซวงจึงเดินไปนั่งบนตั่งข้างร่างบาง พลันก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น

“ไยเจ้าจึงมีกลิ่นกายหอมเช่นนี้?” ไม่พูดเปล่า ยังขยับเข้าไปใกล้อีก

“กลิ่นเหมือน...น้ำค้างยามเช้า”

จื่อเจินมองใบหน้ารูปงามนั้นอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร

“เจ้าจำวันที่เจอข้าที่ตลาดในเมืองเก่าได้หรือไม่?” ร่างบางมองหน้าคนพูดเป็นคำตอบว่าจำได้อย่างรอฟัง

“คำลือที่พวกชาวบ้านพูด ยังจำได้หรือไม่?”

“เจ้าต้องการพูดอะไร?” จื่อเจินถามตรงๆ ดวงตาเรียวสั่นระริกเมื่อหวนนึกถึงภาพที่ตนเห็นเมื่อคืน

“แม่ทัพหวังมีคนเข้าปรนนิบัติรับใช้ แต่เหตุใดจึงเกิดข่าวลือว่าไม่เคยหลับนอนกับผู้ใดข้ามคืน...”

“ข้าไม่อยากฟัง” ปากเรียวพูดตัดบท มือเล็กกำแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อฝ่ามืออ่อนนุ่ม แต่ดูเหมือนว่าแขกที่มาจะไม่สนใจคำพูดของจื่อเจิน ยังคงเอ่ยต่อ

“ในช่วงแรกอาจจะจริงที่ว่ามีคนเข้าไปรับใช้ใกล้ชิด แต่เพียงชั่วครู่ก็ถูกไล่ออกมา ด้วยคำบอกเล่าที่ว่าเจิ้นฮว๋าต้องการผู้ที่มีกลิ่นกายหอมดังน้ำค้างยามเช้า ข้าได้ยินยังรู้สึกว่าช่างน่าขันนัก ในใต้หล้าจะมีผู้ใดมีกลิ่นกายแบบนั้นได้เล่า”

“...”

“แต่ข้าเพิ่งมาเข้าใจเมื่อวานนี้เอง ตอนที่ได้พบเจ้า” ดวงตาคู่นั้นมองสบเข้ากับดวงตาเรียวของจื่อเจินจนจื่อเจินต้องหลุบตามองเท้าตัวเอง

“นั่นเป็นเพราะไม่มีผู้ใดมีกลิ่นกายเหมือนกับเจ้าอย่างไรเล่า” อู๋ซวงเอ่ยเรียบๆ

พลันก็มีเสียงทุ้มดังขัดจังหวะมาจากทางประตูทางเข้า

“เจ้ามีธุระอันใดจึงเข้ามาที่นี่?” เป็นเจิ้นฮว๋าที่เดินดุ่มเข้ามาที่คนทั้งสองด้วยใบหน้านิ่ง แต่ดวงตาคมกลับจ้องเขม็งไปที่สหายตน

“ข้าแวะมาเยี่ยมคุณชายมู่หรงถามไถ่อาการ และถือโอกาสมาลา” อู๋ซวงตอบยิ้มๆ พร้อมกับยืดตัวลุกขึ้นยืน ทำให้เห็นว่าความสูงของคนทั้งสองเทียบเท่ากัน ทั้งร่างกายแข็งแรงสมส่วนนั้นก็ไม่มีใครเป็นรอง

“ไม่ได้อย่างนั้นรึ?” คำถามปิดประโยคฟังดูก็รู้ว่าเป็นการยียวน เจิ้นฮว๋ามองนิ่ง

“เสร็จธุระของเจ้าแล้วหรือไม่?”

เมื่อได้ยินคำถามนั้นอู๋ซวงก็ส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ย

“ข้ามีเรื่องต้องแจ้งเจ้าอีกสักเรื่อง” แขกผู้มาเยือนเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจ “ช่วงนี้อาจจะต้องเคร่งเรื่องการตรวจตราในค่ายเสียหน่อยกระมัง”

“...” ทั้งจื่อเจินและเจิ้นฮว๋านิ่งฟัง

“เพราะเมื่อคืนมีใครที่ไหนไม่รู้มาแอบดูข้าที่กระโจมที่พักยามวิกาล” อู๋ซวงหันมองไปที่จื่อเจินเมื่อเอ่ยคำว่า ใครที่ไหนไม่รู้ ส่วนคนถูกมองก็กระพริบตาปริบๆ

“ช่างกล้าดีนัก หากจับได้ ข้าจะตัดขามันเสีย” เขาว่าอีกครั้งพร้อมกับเดินไปรอบๆ ภายในกระโจม

“เจ้าเสร็จธุระแล้วหรือไม่?” เจิ้นฮว๋าตัดบทเป็นเชิงไล่

“เหตุใดจะต้องรีบไล่ข้าด้วยเล่า?” ร่างสูงนั้นยังคงเอ่ยต่ออย่างอารมณ์ดีผิดกับเมื่อเช้าลิบลับ แต่ยังไม่ได้พูดต่อ ก็มีเสียงจากข้างนอกขัดขึ้นเสียก่อน

“แม่ทัพหวังขอรับ”

“มีเรื่องอันใด?” หวังเจิ้นฮว๋าถาม

“แม่ทัพอู๋ซวงอยู่ด้านในหรือไม่ขอรับ?” อู๋ซวงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินคำถาม ก่อนจะตอบกลับไป

“ข้าอยู่นี่ มีเรื่องอันใด?”

“เหล่าทหารกำลังรอคำสั่งเรื่องการเคลื่อนกำลังกลับเป่ยหยางในวันพรุ่ง มิทราบว่า...”

“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” อู๋ซวงตอบ แล้วหันมาก้มหน้าให้กับคุณชายมู่หรงบนตั่งพร้อมยิ้มให้ “ข้าขอลา”

ก่อนจะเดินออกไปยังเหลือบมองใบหน้าคมของแม่ทัพหวังอย่างมีเลศนัย

 

ภายในกระโจมเหลือเพียงคนสองคน หวังเจิ้นฮว๋าพาตัวเองไปนั่งที่โต๊ะเขียนอักษรดึงกระดาษออกมาหนึ่งแผ่น ฝนน้ำหมึกช้าๆ แล้วตวัดปลายพู่กันจุ่มลงไป

เป็นเวลาครู่ใหญ่ที่ระหว่างคนทั้งสองไม่มีคำพูดใดๆ จนน้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามขณะที่มือยังตวัดพู่กันไปมา

“ปวดแผลหรือไม่?”

จื่อเจินไม่ได้ตอบ แต่ค่อยๆ ขยับขาวางราบบนตั่ง คนร่างบางไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไรดี ในเมื่อมีคนเอาความจริงมากองอยู่ตรงหน้า จื่อเจินไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่เข้าใจสิ่งที่อู๋ซวงพูด รวมไปถึงสรรพนามที่ทหารใช้เรียกว่าแม่ทัพก็ด้วย

เหตุใดอู๋ซวงจึงไม่บอกเขาแต่แรกที่เจอกันว่าได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพ

เหตุใดเมื่อคืนเจิ้นฮว๋าจึงไม่อธิบายอะไรกับเขาเลย

เหตุใดจึงปล่อยให้เขาเกิดเรื่องเข้าใจผิดแบบนี้เสียได้

น่าอับอายเสียจริง!

เจ้าของใบหน้าสวยหลุบตามองไปที่รอยแผลบนปลีน่อง อาการปวดตุบๆ ยังคงมีอยู่เป็นระยะ แต่ก็ถือว่าเป็นแผลเล็กน้อยสำหรับคนที่เกิดในตระกูลหมออย่างเขา

จื่อเจินลอบมองแม่ทัพหวังที่นั่งเขียนอักษรอย่างตั้งใจ ดวงหน้าคมที่ห่างหายไปแรมปี บัดนี้มีความสุขุมขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งยังแฝงความน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน

 

เวลาผ่านไปหลายชั่วยามท่ามกลางความเงียบ จื่อเจินรู้สึกอึดอัดจนอยากจะตะโกนออกมาดังๆ แต่ติดที่ว่าคนข้างหน้าเขากำลังตั้งอกตั้งใจเขียนอะไรไม่รู้อยู่เป็นนานสองนาน

“หิวหรือไม่?”

ทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มนั้น ร่างบางก็รีบพยักหน้าหงึกๆ เป็นคำตอบ เพียงไม่นานก็มีทหารลำเลียงถาดสำรับสำหรับมื้อเย็นเข้ามา ขั้นตอนทุกอย่างเป็นไปเหมือนดังเช่นทุกวัน คือเมื่อวางอาหารแล้ว ก็จะมีคนชิมก่อน เมื่อไม่มีความผิดปกติ ก็ขอตัวออกไป

มื้อเย็นวันนี้ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองนั่งกินอาหารพร้อมกัน โต๊ะอาหารถูกวางไว้บนตั่งนอนเพื่อที่จื่อเจินจะได้ไม่ต้องขยับไปไหน ทั้งยังสามารถนั่งยืดขาได้สะดวก ส่วนเจิ้นฮว๋านั่งด้านตรงข้าม

จื่อเจินสังเกตเห็นว่าเจิ้นฮว๋าคีบกินเพียงแค่เต้าหู้และผักเท่านั้น ส่วนตัวเขาเองส่วนใหญ่จะคีบเนื้อสัตว์กินเสียมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกไป มื้อเย็นผ่านไปอย่างเงียบเชียบ มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบจานชามบ้างเป็นระยะเท่านั้น ถ้วยยาในถาดอาหารถูกยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด

คนทั้งสองในกระโจมยังคงมองสำรวจท่าทีของอีกฝ่ายเงียบๆ โดยไร้บทสนทนาจวบจนกระทั่งถึงเวลานอน ดวงไฟถูกดับไปแล้ว ร่างกายแข็งแรงของแม่ทัพเอนตัวลงบนตั่งเดียวกันกับร่างบาง คืนนี้เจิ้นฮว๋าเข้านอนเร็วเนื่องจากไม่ได้พักผ่อนในคืนที่ผ่านมา ผิดกับจื่อเจินที่นอนเต็มที่แล้วจนเพิ่งตื่นเอาตอนช่วงบ่าย

เมื่อสายตาเริ่มปรับจนคุ้นชินกับความมืดแล้ว จื่อเจินค่อยๆ ขยับกายลงจากตั่งก่อนจะเดินกะเผลกๆ ไปยังโต๊ะอักษรเพื่อสำรวจดูว่าแม่ทัพเขียนอะไรกันแน่

บนโต๊ะมีหินสลักมีน้ำหนักก้อนหนึ่งวางทับกระดาษสองสามแผ่น มือเรียวหยิบกระดาษขึ้นมาดู แต่ก็มองไม่ชัด จึงเลือกที่จะเดินออกไปหน้ากระโจมที่มีแสงไฟจากคบเพลิงที่ปักอยู่บนพื้น

สิ่งที่ปรากฎบนกระดาษมิใช่จดหมายหรืออักษรใดๆ แต่เป็นภาพวาด เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าบุคคลในภาพคือ มู่หรงจื่อเจิน

ไม่ว่าจะภาพขณะที่เขากำลังยิงธนูในค่ายเมื่อปีที่แล้ว

ภาพยามที่เขาหลับ

ภาพที่เขาลงไปนอนร้องไห้อยู่กับพื้นหญ้า

จื่อเจินรู้สึกจุกอยู่ในอกด้วยเพราะหลากหลายความรู้สึกตีตื้นขึ้นมา เขาพาร่างตัวเองกลับเข้าไปในกระโจมอีกครั้ง วางกระดาษไว้ที่เดิม ก่อนจะขยับตัวขึ้นนั่งบนตั่งแล้วค่อยๆ เอนกายลงนอนข้างแม่ทัพอย่างเงียบเชียบ คิดวนเวียนถึงเรื่องราวหลายๆ อย่างช่วงที่ผ่านมาจนกระทั่งผล็อยหลับไป




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #12 Rieng (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2563 / 22:15

    งือ ท่านแม่ทัพ 🥰🥰🥰 น้องเค้าเข้าใจผิดอะ แหะๆ 😬😬😬 ♥️💕♥️💕

    #12
    0