ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 12 : ลำนำบท 12 จอมจักรา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 181
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    24 ก.ย. 63



ลำนำบท 12 จอมจักรา

 

ชายในชุดเกราะบังคับม้าให้เดินเยื้องย่างดูลาดเลาของอีกฝ่ายอย่างมีชั้นเชิง คนหนึ่งสวมหน้ากากสีขาว และอีกคนหนึ่งสวมหน้ากากสีแดง อาวุธที่อยู่ในมือทั้งสองฝ่ายบัดนี้มีเพียงแค่หอกขนาดยาวเท่านั้น นั่นยิ่งทำให้คนที่นั่งดูอยู่อย่างจื่อเจินยิ่งรู้สึกไม่มั่นใจนัก เพราะเมื่อครู่ตอนที่เจอกันยังเห็นแม่ทัพถือดาบคู่กายอยู่ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นหอกธรรมดาไปเสียแล้ว บวกกับม้าศึกร่วมตายสีดำทมิฬนั้นก็ไม่ได้ถูกพาเข้ามาร่วมในการประลอง แต่อย่างไรเสีย หวังเจิ้นฮว๋าก็เป็นถึงแม่ทัพ ผ่านสมรภูมิรบมานับไม่ถ้วน คงไม่เพลี่ยงพล้ำง่ายๆ แน่

แสงแดดในยามสายเริ่มแผดเผาให้ความอบอุ่นไปจนถึงร้อนแก่เหล่ามนุษย์ที่กำลังรอการประลองอย่างจดจ่อ

ม้าศึกตัวหนึ่งยกขาหน้าขึ้นพร้อมจะกระโจนเข้าใส่อีกฝ่าย แต่แล้วก็ถูกเจ้าของมันดึงสายบังเหียนเอาไว้เป็นการห้ามไม่ให้จู่โจมอย่างทันท่วงที เพราะจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงประกาศหนักแน่น

“องค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีเสด็จ!!!

เหล่าผู้ชมต่างพากันลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับอย่างพร้อมเพรียงพร้อมกับกล่าวถ้อยคำสรรเสริญเยินยอดังกึกก้อง

ขุนศึกสองนายที่ยังอยู่ในลานประลองมองขึ้นไปยังบนแท่นที่นั่งที่บัดนี้มีร่างของใครคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ต้องลุกขึ้นอย่างเก้ๆ กังๆ เมื่อขบวนขององค์จักรพรรดิตรงเข้าไปยังแท่นที่นั่งนั้น จื่อเจินรีบขยับกายออกมาอย่างประหม่า สายตาพยายามสอดส่ายมองหาหวังเจิ้นฮว๋าก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคนๆ นั้นยังอยู่ในลานประลองด้านล่าง

จักรพรรดิเยื้องย่างมาพร้อมกับองค์ราชินีโฉมสะครานเคียงข้าง สายตาของทั้งคู่ตวัดมองจื่อเจินอย่างไม่พอใจที่คนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าบังอาจเข้ามานั่งที่ประทับขององค์จักรพรรดิ แต่ด้วยเพราะการประลองกำลังจะเริ่มจึงยังไม่เรียกทหารให้มาจับตัวเอาออกไป

ในลานประลอง ขุนศึกหน้ากากขาวถลันตัวลงจากหลังม้าแล้วก้าวออกไปด้านหน้าอย่างลืมตัว แต่การกระทำนั้นทำให้ผู้ชมที่ดูเหตุการณ์อยู่ส่งเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะตามกฎแล้วหากใครลงจากหลังม้าก่อนไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามจะถือว่าการประลองสิ้นสุดและชัยชนะจะเป็นของผู้ที่ยังอยู่เหนือหลังม้านั้น

มู่หรงจื่อเจินหน้าซีดเผือด พยายามถอยตัวออกมาจากตรงนั้นจนสะดุดเข้ากับขาของขุนนางคนหนึ่งที่นั่งอยู่ห่างออกมาจนเซถลา พลันก็รู้สึกถึงแรงฉุดรั้งจากด้านหลังทำให้หน้าไม่คะมำไปกับพื้นเสียก่อน เมื่อทรงตัวได้กำลังจะหันกลับไปขอบคุณก็ต้องชะงักกึก

“ท่าน...”

“เจอกันอีกแล้ว” ชายตรงหน้าส่งรอยยิ้มเป็นมิตรมาให้ เขาคือคนที่เจอกันที่ตลาดเมื่อวาน คนที่เรียกหวังเจิ้นฮว๋าว่าท่านพี่

“...” จื่อเจินค่อยๆ บิดข้อมือที่ถูกเกาะกุมออกอย่างเกรงใจ

“เจ้าจักไปที่ใด นั่งอยู่ที่นี่เถิด” ไม่พูดเปล่าเขายังกระตุกข้อมือของจื่อเจินเป็นเชิงบังคับให้นั่งภายในแท่นชมการประลองที่จัดพิเศษนั้น แต่เป็นเก้าอี้ที่อยู่เยื้องไปด้านหลังแถวขององค์จักรพรรดิอีกหนึ่งแถว ซึ่งเขาก็ค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก ไม่ว่าคนข้างๆ เขาจะส่งคำถามอะไรมาจื่อเจินก็เลือกที่จะเงียบ

นักรบหน้ากากขาวที่ยืนอยู่บนพื้นดินเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์สงบดี จึงกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็วก่อนจะมีเสียงประกาศดังมาอีกระลอก

“เนื่องจากองค์จักรพรรดิเสด็จมาเยี่ยมชมการประลองด้วยพระองค์เอง ดังนั้นจะถือว่าเมื่อครู่ยังไม่เริ่มการประลอง และการประลองจะเริ่มนับแต่นี้!

สิ้นเสียงหวูดยาว ม้าศึกสองตัวก็กระโจนเข้าหากันเพียงชั่วพริบตา เสียงอาวุธโลหะกระทบกันดังสนั่นหูไปทั่วบริเวณ หากแต่นั่นก็ไม่ทำให้หวาดเสียวเท่าลูกธนูจากด้านบนที่นั่งแต่ละด้านที่ถูกยิงลงไปยังเป้าที่ตั้งเรียงรายในลานประลองยิ่งทำให้การต่อสู้ครั้งนี้อันตรายมากขึ้นไปอีก เพราะนอกจากจะต้องสู้กับคนตรงหน้าแล้ว ยังต้องคอยหลบดอกศรที่อาจจะถูกเสียบเข้าเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ได้

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ม้าสองตัวโผนกระโจนทะยานไปตามทิศทางบังคับของคนที่อยู่ด้านบน มือแกร่งก็กวัดแกว่งหอกไปมาเพื่อป้องกันการจู่โจมจากอีกฝ่าย จนเมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามมีช่องโหว่ก็จ้วงหัวหอกเหล็กเข้าใส่ทันที แต่ก็ถูกอีกฝ่ายปัดป้องได้ทันโดยการกระแทกด้ามเหล็กนั้นเข้ากับข้อมือจนหอกในมือของฝ่ายจู่โจมนั้นร่วงลงกับพื้นไป นักรบหน้ากากแดงใช้โอกาสนี้พุ่งเข้าไปหวังแทงจุดสำคัญ ส่วนนักรบหน้ากากขาวเบี่ยงตัวหลบหวุดหวิดพร้อมบังคับม้าให้ตรงไปยังแท่นอาวุธที่ตั้งอยู่ไม่ไกล เขาเลือกหยิบดาบที่ความยาวเพียงแค่ครึ่งของหอกออกมา

จื่อเจินกำมือแน่นเมื่อมองดูการประลองด้านล่างด้วยใจจดจ่อ เขาเห็นทุกท่วงท่าการต่อสู้ได้อย่างแจ่มแจ้ง และก็พอจะมองออกแล้วว่าคนไหนคือหวังเจิ้นฮว๋า เพราะท่าทางการต่อสู้ที่ตนเคยพบเห็นกับตามาแล้ว เชื่อว่าไม่ผิดแน่

ทันทีที่คว้าดาบมาได้ นักรบหน้ากากขาวก็ไม่รอช้าสะบัดบังเหียนสั่งให้พาหนะสี่ขาเอี้ยวตัวกลับ ก็พอดีกับที่อีกฝ่ายโผนทะยานเข้ามาหา มือขวาเงื้อด้ามหอกขึ้นสูงก่อนจะเหวี่ยงออกไปเต็มแรงหวังให้ตัวหอกวิ่งตัดผ่านอากาศเสียบทะลุเป้าหมายอย่างถนัดถนี่ แต่ราวกับว่าอีกฝ่ายจะรู้ทัน เขาเอนตัวหงายจนแทบจะนอนลงไปบนหลังม้าสีขาวปลอดนั้น บวกกับความเร็วของม้าทำให้เข้าไปเทียบอยู่ด้านข้างของนักรบหน้ากากแดงในชั่วเสี้ยววินาที ลำตัวที่เอนลงไปหยัดขึ้นมาพร้อมๆ กับมือที่กำด้ามดาบนั้นก็สะบัดฉับเข้าที่ช่วงสีข้างของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ ของเหลวสีแดงพุ่งกระเซ็นออกมาจากปากแผลนั้น หน้ากากสีขาวของผู้จู่โจมบัดนี้ถูกย้อมด้วยสีของโลหิตไปกว่าครึ่ง หากแต่ดูเหมือนว่าฝ่ายนักรบหน้ากากแดงยังคงไม่ยอมแพ้ เขาตรงเข้าไปยังแท่นอาวุธดึงเอาหอกด้ามหนึ่งออกมาอย่างไม่ลังเล

เสียงร้องกู่ก้องจากรอบๆ บริเวณยิ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้การต่อสู้ดุเดือดมากยิ่งขึ้น ลูกธนูจากด้านบนเริ่มยิงลงมาถี่กว่าเดิม ทำให้สองคนในลานประลองเริ่มหลุดสายตาจากเป้าหมายเพื่อหลบหลีกดอกศรเหล่านั้น แต่ก็ยังไม่วายเฉี่ยวถูกตามช่วงท่อนแขนอันมีเกราะหุ้ม

ไม่รอให้เสียเวลาไปนานกว่านั้น นักรบหน้ากากขาวตัดสินใจควบม้าฝ่าลูกธนูที่พุ่งลงมาราวกับสายฝนนั้น พร้อมแกว่งดาบเหนือช่วงหัวของตนด้วยหวังว่าจะช่วยคุ้มกันจากห่าฝนธนูได้บ้าง ส่วนนักรบหน้ากากแดงที่บาดเจ็บยังคงพะว้าพะวังจากดอกธนูเหล่านั้นกลายเป็นเป้านิ่งอยู่กับที่ ด้วยระยะห่างเพียงแค่ไม่ถึงสามเมตรนั้น ม้าศึกสีขาวโผนกระโจนขาหน้าเข้าใส่อีกฝ่ายจนร่วงหล่นจากหลังม้า 

แต่ด้วยศรธนูที่ยังคงพุ่งลงมาทำให้นักรบหน้ากากขาวรีบดีดตัวลงจากหลังอาชาตามเข้าไป ตรงเข้าฟาดดาบป้องกันเหล่าดอกศรนั้นให้กับคนที่กึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนพื้นจนกระทั่งลูกธนูดอกสุดท้ายถูกปล่อยลงมา ปักเข้าที่ข้างลำตัวของนักรบหน้ากากแดงอย่างหมื่นเหม่ เขาใช้มือกุมสีข้างที่บัดนี้แผลปริฉีกกว่าเดิมจากท่วงท่าที่ผาดโผน โลหิตข้นไหลทะลักออกมาเป็นลิ่ม

เหล่าผู้ชมต่างรู้สึกตื่นเต้นระคนกังวล เพราะยังไม่รู้แน่ว่าใครเป็นใครในสนามประลองนั้น ทหารสี่นายพุ่งเข้าไปในสนามประลองก่อนจะพาตัวคนเจ็บออกไปอย่างไม่รอช้าทั้งที่ยังไม่ถอดหน้ากาก

ส่วนคนที่ยังยืนอยู่ในลานประลองนั้นก็หันไปยังผู้ชมรอบๆ ยกมือข้างที่กุมดาบขึ้นเพื่อเป็นการบอกรับชัยชนะที่ได้มา เสียงร้องยินดีและเสียงปรบมือสนั่นไปทั่วทั้งหุบเขาหิน ก่อนจะค่อยๆ เงียบลงเป็นลำดับเมื่อนักรบหน้ากากขาวหันหน้าไปยังแท่นชมอันเป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีก่อนจะโค้งคำนับให้ช้าๆ

“บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะเปิดเผยว่านักรบภายใต้หน้ากากขาวคือใคร จะใช่ผู้ที่ทุกท่านส่งพลังใจให้หรือไม่”

มือแกร่งปักดาบลงกับพื้นก่อนจะเอื้อมไปปลดเชือกด้านหลังที่ผูกเป็นปม ส่วนมืออีกข้างก็ประคองส่วนของหน้ากากด้านหน้าเอาไว้ แล้วค่อยๆ เลื่อนออกช้าๆ ปรากฎใบหน้าหล่อเหลาที่ทุกคนคุ้นเคย เรียกเสียงตะโกนก้องได้ในทันที

“หวังเจิ้นฮว๋า! หวังเจิ้นฮว๋า! หวังเจิ้นฮว๋า!” มู่หรงจื่อเจินเผยรอยยิ้มยินดีอย่างปิดไม่มิด พอๆ กับคนข้างๆ ที่ก็ยกยิ้มออกมาเหมือนกัน ช่างเป็นการต่อสู้ที่หายใจไม่ทั่วท้องเอาเสียเลย แต่เมื่อรู้ผลว่าใครเป็นผู้ชนะก็ทำให้จื่อเจินรู้สึกโล่งใจราวกับยกภูเขาหินผาดำทะมึนออกจากอกไปได้

สมกับเป็นท่านแม่ทัพของข้า

“ท่านพี่! สมกับเป็นท่านพี่!” บุรุษที่นั่งข้างๆ มู่หรงจื่อเจินส่งเสียงตะโกนลงไปบ้างอย่างยินดี

องค์จักรพรรดิยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ตามด้วยร่างอรชรขององค์จักพรรดินี ซึ่งนั่นก็ทำให้ทุกคนเงียบเสียงลงราวกับนัดหมายกันไว้ ต่างพากันยืนขึ้นเพื่อรอส่งองค์จักรพรรดิกลับ แต่พระองค์กลับแย้มสรวลออกมา ก่อนจะกล่าวเสียงดังชัดถ้อยชัดคำ

“ข้ามีความยินดีกับผู้ได้รับชัยชนะเป็นอย่างยิ่ง สมกับเป็นแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าแห่งแคว้นเป่ยหยาง... ผู้ที่คอยปกป้องอาณาประชาราษฎร์แลขยายดินแดนสร้างชื่อเสียงแคว้นเป่ยหยางให้ขจรขจายไกลทั่วทุกสารทิศ” สายตาของคนเป็นจักรพรรดิมองลงไปยังร่างของบุรุษเพียงคนเดียวภายในสนามก่อนจะเอ่ยต่อด้วยสุรเสียงก้องกังวาน

“ในฐานะโอรสของข้า...รางวัลของผู้รับชัยในการประลองครานี้ คือบัลลังก์จักรพรรดิแห่งแคว้นเป่ยหยาง!

สิ้นเสียงประกาศจากองค์จักรพรรดิ ก็ระเบิดเสียงกู่ร้องจากทั่วทุกสารทิศ เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญถูกเปล่งออกมาด้วยความยินดีจากผู้ชมทั้งหลาย แต่บัดนี้มู่หรงจื่อเจินกลับตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินคำประกาศจากผู้เป็นเจ้าแห่งแคว้น เช่นเดียวกับองค์จักรพรรดินีที่สีหน้าผิดแผกไปจากตอนแรกอย่างชัดเจน รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนเครื่องหน้าสวยนั้นค่อยๆ จางหายไป

“องค์จักรพรรดิอายุยืนหมื่นๆ ปี! องค์จักรพรรดิอายุยืนหมื่นๆ ปี!

หน้ากากประลองเปื้อนเลือดในมือถูกปล่อยลงพื้นอย่างไม่ไยดี หวังเจิ้นฮว๋าสบมองเข้ากับดวงตาของจักรพรรดิด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะเบนสายตาไปยังเจ้าของหัวใจที่ยืนอยู่เยื้องไปด้านหลัง ก็เห็นว่าร่างบางเดินแทรกเบียดเข้าไปในกลุ่มฝูงชนเสียแล้ว

หวังเจิ้นฮว๋าไม่รอช้า รีบพุ่งไปยังบันไดตรงหน้าเพื่อไล่ตามร่างที่ตระกองกอดอยู่ทุกคืน แต่ก็ถูกกลุ่มเหล่าขุนนางมากมายรายล้อมเอาไว้ที่ด้านหน้าจนแทบขยับตัวไปไหนไม่ได้ จึงตัดสินใจวิ่งกลับลงไปยังลานประลองดีดตัวขึ้นบนหลังอาชา แล้วห้อตะบึงออกไปยังประตูทางออกอีกด้าน

ม้าศึกสีขาวถูกสั่งให้วิ่งไปยังบริเวณที่เจอกันกับจื่อเจินก่อนเริ่มการประลอง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า จึงออกมุ่งหน้าไปในทิศทางตรงกันข้าม ก่อนจะเจอเข้ากับคนที่กำลังตามหาในชุดสีขาวครีมที่เขาเป็นคนจัดหามาให้นั่งอยู่โขดหินริมธารน้ำตก ขาเรียวก้าวลงจากหลังอาชาแล้วย่างเข้าไปใกล้ แต่ก็ดูเหมือนอีกคนจะรู้สึกตัวจึงเงยหน้าขึ้นมาเสียก่อน

“จื่อเจิน” หวังเจิ้นฮว๋าโผเข้ากอดคนตัวบางแนบอก แต่กลับไม่ได้รับปฏิกิริยาตอบกลับอย่างที่เคย

“เหตุใดจึงหนีออกมาเช่นนี้ ข้าเป็นห่วงรู้หรือไม่” น้ำเสียงอบอุ่นทุกเมื่อเชื่อวันถูกเปล่งออกมาจากปากของท่านแม่ทัพ แต่จื่อเจินกลับส่งคำถามออกไปแทน

“เจ้าคิดจะบอกข้าเมื่อใด”

“...”

“เจ้าเป็นโอรสแห่งองค์จักรพรรดิ เจ้าคิดจะบอกกับข้าเมื่อใด ไยต้องปิดบัง!” มือเรียวออกแรงผลักช่วงอกของท่านแม่ทัพอย่างแรงจนผละออกจากกัน ราวกับหินผาถล่มลงมากลางใจของแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋า เขาพลาดไปหรืออย่างไรที่ไม่คิดจะเอ่ยเรื่องนี้กับมู่หรงจื่อเจิน

“จื่อเจินฟังข้า”

“...”

“ข้ายังคงเป็นแม่ทัพของเจ้า...เป็นหวังเจิ้นฮว๋าของเจ้า” เขาพยายามจะเข้าไปตระกองกอดคนตรงหน้าอีกครั้ง แต่ร่างบางกลับถดกายออกห่าง ก่อนจะค่อยๆ ยืนขึ้นเต็มความสูงแล้วก้มลงโค้งให้ช้าๆ แล้วกล่าว

“ข้ามิบังอาจ”

“จื่อเจิน”

“ขอพระองค์อายุยืนหมื่นๆ ปี”

“ข้ามิเป็นจักรพรรดิ ข้าเป็นเพียงแม่ทัพหวังของเจ้าเท่านั้น”

“อย่างไรเสียก็หนีความเป็นจริงมิได้ว่าท่านคือโอรสที่สืบเชื้อสายแห่งจักรพรรดิแคว้นเป่ยหยาง”

“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า...” หวังเจิ้นฮว๋าที่ได้ยินคำพูดนั้นก็รู้สึกหมดปัญญา เป็นความจริงที่หนีไม่พ้น เพราะสายเลือดที่ไหลเวียนในกายของเขาส่วนหนึ่งมาจากองค์จักรพรรดิ อีกส่วนหนึ่งมาจากนางสนมหนึ่งจากหลายร้อยที่ให้กำเนิดเขาออกมา ซึ่งเขาเรียกว่าท่านแม่

“เจ้าจะพูดความจริงกับข้าเมื่อใด”

“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเจ้า แต่ข้าก็ไม่เคยคิดจะบอกเจ้าเรื่องนี้เช่นเดียวกันกับที่ข้าเองก็ไม่อยากจะจำ เพราะข้าไม่ได้เต็มใจเลยสักเพียงนิด”

“...”

“ข้ามิได้ตั้งใจจะอยู่ที่นี่นานนัก เพราะข้าจะไปอยู่กับเจ้า เข้าใจความหมายของข้าหรือไม่”

“...” เมื่อเห็นว่าอีกคนยังคงไม่พูดไม่จา เขาก็รีบเอ่ยต่อ

“เหตุใดผู้คนจึงเรียกข้าว่าแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋า มิใช่องค์ชาย เจ้ารู้หรือไม่” ดวงหน้าคมหมองลง จื่อเจินนิ่งฟังโดยไม่ปริปาก

“ท่านแม่ถูกลอบฆ่าก่อนจะได้ขึ้นนั่งบัลลังก์เคียงข้างองค์จักรพรรดิ องค์จักรพรรดิจึงพยายามผลักไสให้ข้าออกไปอยู่ที่อื่น” บุรุษในชุดเกราะนักรบเลี่ยงที่จะเรียก ‘ท่านพ่อ’ แต่กลับเรียกองค์จักรพรรดิเฉกเช่นเดียวขุนนางและประชาชนทั่วไป

“อ้อมกอดของผู้เป็นแม่เป็นเช่นไร อ้อมกอดของผู้เป็นพ่อเป็นเช่นไร ข้ามิเคยได้สัมผัส...หลายคนกล่าวว่าข้าจำต้องไปอยู่ที่อื่นด้วยเพราะจักรพรรดิเป็นห่วงในความปลอดภัยของข้า ...ข้าไม่เคยได้สัมผัสกับความสุขสบายดังเช่นเชื้อพระวงศ์ผู้อื่น แต่กลับต้องเรียนศาสตร์ทุกแขนงเพื่อกลับมารับหน้าที่ในฐานะแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง มิใช่โอรส แลมิใช่ในฐานะจักรพรรดิ”

เสียงทุ้มนิ่งเงียบไปชั่วครู่ กลืนน้ำลายฝืดคอแล้วกลั้นใจเอ่ยต่ออย่างขมขื่น

ชีวิตของแม่ทัพเช่นข้า มีจุดหมายเพียงอย่างเดียวคือการวางแผนและสู้รบ ตั้งแต่ได้เข้ารับตำแหน่งก็จำต้องเดินทางไปทั่วทุกสารทิศ เห็นแต่ผู้คนบาดเจ็บล้มตายจนชาชิน...ความอ่อนโยน ความอบอุ่นเป็นเช่นไร ข้าเองก็เพิ่งจะได้สัมผัสเมื่อเจอกับเจ้า”

“...”

ดวงตาคมทอดมองแพทย์จากโอสถสถานมู่หรงอย่างสื่อความหมาย “อย่าผลักไสข้าแลอย่าจากข้าไปได้หรือไม่ จื่อเจิน”

“ข้าก็ยังมิได้เอ่ยสักคำว่าจะไปจากเจ้า” คำพูดนั้นจุดรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าเศร้าหมองของแม่ทัพได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มที่น้อยคนนักจะได้เห็น แต่กับมู่หรงจื่อเจิน เป็นข้อยกเว้น

“เจ้ามีสิ่งใดอยากบอกข้าอีกหรือไม่” จื่อเจินถามต่ออีก ไม่ใช่เพราะอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังอยากที่จะรู้ว่ายังมีเรื่องสำคัญอะไรที่อีกคนยังปิดบังอยู่หรือไม่

“เจ้าอยากรู้สิ่งใด ถามข้าตามตรงเถิด ข้าจะบอกเจ้าทั้งหมด...ทุกเรื่องที่เจ้าสงสัย”

จื่อเจินนิ่งไปชั่วขณะหนึ่งจนอีกฝ่ายเลิกคิ้วน้อยๆ เป็นเชิงถามว่าสรุปแล้วยังมีคำถามหรือไม่

“ชายผู้นั้นที่นั่งข้างข้าตอนชมประลอง...ที่เรียกเจ้าว่าท่านพี่...”

“โอรสขององค์จักรพรรดิและองค์จักพรรดินี มีศักดิ์เป็นอนุชาข้า” เขาตอบตามตรงในทันทีโดยไม่รอให้จื่อเจินพูดจบ และนั่นก็ทำให้จื่อเจินค่อยๆเผยรอยยิ้มสดใสเฉกเช่นวันวานออกมา

“แล้วเจ้าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”

มือแกร่งเลื่อนไปจับที่ช่วงอกด้านซ้ายของตนเองแล้วเอ่ย "ข้าเจ็บตรงนี้"

“ขอให้ข้าดูสักนิดเถิด” จื่อเจินกล่าวขออนุญาตแล้วขยับกายเข้าไปหาด้วยตั้งใจจะช่วยดูหากเกิดบาดแผลจะได้ช่วยรักษา แต่นั่นเป็นโอกาสให้แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าดึงกายของคนตรงหน้าเข้ามากอดอีกครั้ง ชุดเกราะแกร่งที่ยังอยู่บนตัวของแม่ทัพทำให้จื่อเจินรู้สึกไม่สบายตัวเท่าใดนัก จึงขยับยุกยิก

“อยู่นิ่งๆ ให้พี่กอดสักครู่ได้หรือไม่”

สรรพนามที่หวังเจิ้นฮว๋าใช้เรียกตัวเองเปลี่ยนไป ทำเอาคนฟังหน้าร้อนผ่าว แต่ก็ยอมอยู่เฉยๆ ไม่ขยับตัวครู่ใหญ่

“เจ้าเล่ห์นัก” จื่อเจินพูดสียงอู้อี้เพราะใบห้าที่ถูกฝังลงบนหน้าอกของอีกฝ่าย จนกระทั่งหวังเจิ้นฮว๋าผ่อนกายออก มือแกร่งนั้นยังคงกระชับกับมือเรียวสวยสองข้าง

”เจ้างามเหลือเกิน พี่เลือกไม่ผิดจริงๆ” เจิ้นฮว๋ามองอย่างภูมิใจ เพราะชุดนี้เป็นชุดที่เขาสั่งให้ช่างในวังหลวงเป็นคนจัดหามาให้ และเขาก็เป็นคนเลือกเองอีกที ไม่คิดเลยว่าจะเหมาะและพอดีกับกายบางของจื่อเจินและขับให้ยิ่งดูงามสง่าอีกหลายเท่า

ในคราแรกที่ได้เจอกัน มู่หรงจื่อเจินก็อยู่ในชุดแพทย์สีขาว แต่ต่อมามักจะเห็นสวมชุดสีอื่นอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะสีแดง ซึ่งจะถือเป็นกรณีพิเศษหากสวมชุดสีแดงของเขา

เสียงก้าวฝีเท้าฉับๆ ดังอย่างพร้อมเพรียงกำลังมุ่งหน้าเข้ามาในทิศทางนี้ หวังเจิ้นฮว๋าที่ได้ยินก็รู้ในทันทีว่าคงเป็นกองกำลังทหารจากขบวนเสด็จขององค์จักรพรรดิเป็นแน่ แล้วก็จริงดังคาด

ทหารในชุดที่แตกต่างจากทหารทั่วไปราวๆ กว่าห้าสิบนายหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขายืนอยู่นัก ที่ด้านหน้าปรากฎร่างขององค์จักรพรรดิยืนนิ่งดุษณีราวกับกำลังเรียกให้ท่านแม่ทัพหวังเป็นฝ่ายเข้าหาเอง ซึ่งด้วยตำแหน่งแล้วก็จำเป็นต้องทำเช่นนั้น

หวังเจิ้นฮว๋าดึงมือมู่หรงจื่อเจินให้เดินตามไปพร้อมกัน เมื่อหยุดอยู่ที่หน้าพระพักตร์ของจักรพรรดิแล้วก็โค้งให้ จื่อเจินเองก็ทำตามบ้าง จักรพรรดิมองด้วยสีหน้าเรียบนิ่งจนดูไม่ออกว่ากำลังรู้สึกอย่างไรแน่  บรรยากาศโดยรอบราวกับมีมวลพลังงานบางอย่างทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกในความคิดของจื่อเจิน ก่อนจะปรากฎถ้อยสุรเสียงทุ้มแต่ทรงพลังกล่าวทำลายความเงียบในเชิงคำสั่งออกมาจากโอษฐ์ของเจ้าแห่งแคว้นเป่ยหยาง

“แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋า กลับวังกับข้า”



---------------

ไอเลิ้บบบความเก่งกาจของแม่ทัพมาก เรื่องการต่อสู้ต้องยกให้เค้าเลยจริงๆ

ส่วนตอนหน้าจะเข้าวังแล้วจ้า เย้ รอติดตามกันได้เลยยยย จะมีเหตุการณ์อะไรต่อยังไม่บอก แต่รับรองว่าไม่หนีหายไปไหน เพราะหนทางเรายังอีกยาวไกล อิอิ

บอกตามตรงว่ามีความสุขทุกครั้งที่กลับมาเขียนเรื่องนี้ ฟินๆ เพลินๆ ให้พระนางเค้าหวานกันไปเนอะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #24 floer53643ra (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 10:16

    รอตอนใหม่ค่ะ
    #24
    0
  2. #23 Wu_poon (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 11:25
    โอ้ยยยย ถูกดึงเข้ามาเปนหมากแบบนี้ต้องแย่แน่ๆ สงสารทั้งคู่เลยยย
    #23
    0
  3. #22 viranchana (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 23:47
    รอค่ะสนุกมาดเรื่องนี้😍😍
    #22
    1
    • #22-1 lollistar(จากตอนที่ 12)
      25 กันยายน 2563 / 11:24
      ขอบคุณมากๆ นะคะที่ติดตามมม มีกำลังใจเขียนฟิคต่อ ฮึบ!
      #22-1