ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 11 : ลำนำบท 11 ประลองยุทธ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 172
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    24 ก.ย. 63


ลำนำบท 11 ประลองยุทธ์

 

เมืองเป่ยหยางในยามเย็นคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ออกมาเดินพักผ่อนหย่อนใจ บ้างก็ดูข้าวของเครื่องใช้ บ้างก็ซื้อขนมกินเล่น  โคมไฟหลากสีสันที่ประดับประดาตามรายทางยิ่งขับให้เมืองที่ครึกครื้นอยู่แล้วยิ่งดูมีชีวิตชีวา

 ชายในชุดสีขาวและสีแดงเข้มสองคนเดินเอื่อยๆ พร้อมกับสอดสายตามองไปยังร้านรวงคึกคัก จื่อเจินมองอย่างตื่นตาตื่นใจ เพราะลักษณะและของต่างๆ ที่วางขายอยู่แตกต่างไปจากหนานหยาง โดยเฉพาะของกินแปลกตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้ต้องไปหยุดยืนดูร้านนู้นทีร้านนี้ที โดยทุกท่วงท่าของเขาอยู่ในสายตาของท่านแม่ทัพตลอด

 คุณชาย ลองชิมดูได้ขอรับ ขนมอร่อยๆ ทั้งนั้น” เสียงพ่อค้าเอ่ยอย่างใจกว้าง พร้อมกับยื่นขนมมาให้ คนร่างบางมองด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะรับขนมมาสองชิ้น หนึ่งชิ้นยื่นให้กับแม่ทัพ อีกชิ้นหนึ่งส่งเข้าปากตัวเอง ก่อนจะครางออกมาอย่างพอใจในรสอร่อยแปลกใหม่

 อร่อยหรือไม่” หวังเจิ้นฮว๋าเอ่ยถามพร้อมกับส่งสายตาอบอุ่นไปให้ เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าพยักหน้าหงึกหงักก็ยื่นขนมในมือที่ยังไม่ได้กินไปให้อีกชิ้น จื่อเจินเบิกตาโตอย่างแปลกใจแต่ก็รับมากินอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งยิ้มให้ทีหนึ่งดวงตาสวยบัดนี้ก็ยิ้มตามเจ้าของใบหน้าทำเอาหัวใจของแม่ทัพหวังกระตุก

 เขารีบเบนสายตาไปทางอื่นก่อนที่ตัวเองจะหักห้ามใจไม่ไหวให้ต้องลากคนตรงหน้ากลับที่พัก แต่แล้วสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่คนรอบด้านที่ไม่รู้ว่ามาหยุดมุงดูอยู่รอบๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ หากแต่ดวงตาทุกคู่จับจ้องมาที่พวกเขาสองคนพร้อมส่งเสียงซุบซิบ

 หวังเจิ้นฮว๋ารู้สึกไม่พอใจนักที่จื่อเจินถูกสายตาหลายคู่จับจ้องไม่วางตา จึงล้วงหยิบเอาก้อนเงินออกมาวางที่แผงขายขนมด้านหน้า “เหมาทั้งหมด”

 พ่อค้าที่ได้ยินเช่นนั้นเผยยิ้มกว้างก่อนจะรีบกุลีกุจอหยิบขนมสองสามชนิดทั้งหมดบนแผงใส่ห่ออย่างดี แล้วยื่นให้กับจื่อเจิน ซึ่งเจ้าตัวก็รับมาอย่างยินดี

 ไปกันเถอะ” หวังเจิ้นฮว๋าเอ่ยก่อนจะวาดแขนไปจับที่ช่วงเอวด้านหลังของคนตัวบางอย่างถือวิสาสะ โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่นิดเพราะมัวแต่มองขนมในมือราวกับเด็ก เสียงไพเราะเจื้อยแจ้วส่งออกมาจากปากเรียวได้รูปนั้นไม่หยุด เมื่อมองไปเห็นร้านขายเครื่องประดับบ้าง หรือแม้แต่ร้านขายของเล่น ซึ่งหวังเจิ้นฮว๋าก็รับฟังอย่างตั้งใจ

 “ท่านพี่ กลับมามิบอกมิกล่าวเลยนะขอรับ” ท่านพี่หันขวับไปตามเสียงที่ไม่ได้ยินมาหลายปี ดวงตาคมจ้องเขม็ง แต่ไม่ได้ปริปากตอบอะไรออกไป ทำเอาคนตรงหน้าทำสีหน้าไม่ถูกก่อนจะเอ่ยออกมาอีก หากแต่สายตากลับเบนไปให้ความสนใจที่คนข้างกายท่านแม่ทัพแทน

“ท่านพี่จะเข้าไปพบท่านพ่อเมื่อใด”

หวังเจิ้นฮว๋าตรงเข้าประชิดตัวชายในชุดสีขาวที่ตลอดทั้งกายประดับไปด้วยหยกและเงินสลับกันไปดูสวยงามแปลกตา ที่ศีรษะถูกครอบกว้าน () ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก เพียงแค่มองดูปราดเดียวจื่อเจินก็รู้ว่าคนๆ นี้คงไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป อาจจะมาจากครอบครัวขุนนางชั้นสูงหรืออาจจะเป็นขุนนางเสียเองก็ได้

“ไว้ค่อยคุยกัน” เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ แต่น้ำเสียงนั้นถูกกดลงจนเข้ม ทำให้คนฟังรีบพยักหน้าหงึกอย่างเข้าใจ

“ถ้าอย่างนั้นข้าขอลา” เขาว่าเพียงเท่านั้นก่อนจะก้มหัวให้กับ ท่านพี่และไม่ลืมที่จะหันมาก้มหัวพร้อมส่งยิ้มน้อยๆ ให้กับมู่หรงจื่อเจิน แล้วก็เดินจากไป ที่ด้านหลังของคนผู้นั้นมีผู้ติดตามในเครื่องแบบทหารชั้นสูงอยู่หกคน จื่อเจินมองตามจนกระทั่งคนกลุ่มนั้นถูกกลืนหายไปกับฝูงชนก็ได้ยินเสียงแม่ทัพออกปาก

“กลับ”

“แต่ข้ายังเดินไม่ทั่ว” คำแย้งของจื่อเจินถูกเปล่งออกมาอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ซึ่งเจิ้นฮว๋าเองก็รู้ดีว่าคนตรงหน้าคงจะประหม่าที่เมื่อครู่เขาใช้น้ำเสียงห้วนเกินไป จึงถอนหายใจออกมาก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ ให้

“วันพรุ่งค่อยมาใหม่ วันนี้กลับก่อนดีหรือไม่”

“อืม” จื่อเจินรับคำสั้นๆ มือเรียวยังคงถือห่อขนมไว้อย่างทะนุถนอม ด้านเจิ้นฮว๋าเมื่อเห็นว่าจื่อเจินยอมตกปากแล้วก็รีบพาออกไปยังเส้นทางอื่นที่ไม่มีคนแออัด เพื่อมุ่งหน้ากลับยังที่พักค้างแรมชั่วคราวในตัวเมืองเป่ยหยางทันที

อันที่จริงกองทัพของเขากลับมาถึงที่นี่ได้สองวันแล้ว แต่เนื่องจากเพิ่งจะเสร็จกิจธุระเกี่ยวกับทหาร จนกระทั่งทหารทั้งหมดทยอยกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัว ทำให้บัดนี้ผู้เป็นแม่ทัพไม่จำเป็นต้องคอยดูแลอันใดเป็นพิเศษอีก จึงถือโอกาสนี้พาคนตัวบางออกมาชมเมืองซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา และก็ดูเหมือนว่าจะชอบใจไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะเดินไปยังถนนสายใด ก็มักจะได้ยินเสียงพูดระคนตื่นเต้นลอยออกมาจากปากเรียวสวยนั้นทุกครั้งไป

ทันทีที่เท้าทั้งสองคู่ย่างผ่านเข้าประตูที่พัก ก็ปรากฎกายของหญิงสาวสี่ห้านางในชุดนุ่งน้อยห่มน้อยเตรียมต้อนรับแขกโผเข้ามาพร้อมหยอดเสียงหวานหยด จื่อเจินชะงักมองด้วยความงงระคนทำอะไรไม่ถูก ผิดกับอีกคนที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย

“ไม่ต้อง” สิ้นเสียงทุ้มนั้น เหล่าสาวงามทั้งหลายก็โค้งให้อย่างว่าง่ายแล้วล่าถอยออกไปทันที แต่ก็ยังไม่วายมีเสียงซุบซิบลอยมาตามลมให้ได้ยินเต็มสองหู

“แปลกจริง ท่านแม่ทัพไม่เคยปฏิเสธการปรนนิบัติของข้า”

“เจ้าไม่เห็นผู้ที่มากับท่านแม่ทัพรึ?”

“นั่นผู้ใดกัน หน้าตางดงามยิ่งนัก”

“เจ้าไม่รู้รึ? ข้าได้ยินจากแขกว่านั่นเป็นเชลยจากหนานหยาง”

“แล้วเหตุใดจึงต้องพาติดกายมาด้วยเล่า?”

หวังเจิ้นฮว๋าเองก็ได้ยินบทสนทนานินทานั้นไม่ต่างกัน แต่ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาใดนอกจากจะยื่นมือไปกระชับเข้ากับมือเล็กเพื่อบอกให้ขึ้นชั้นบน จื่อเจินเองก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย หากแต่ในหัวมีแต่คำถาม เพราะตั้งแต่เขามาที่นี่ก็รู้สึกว่าผู้คนที่มองมาทางเขามองมาด้วยสายตาแปลกๆ หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะว่าแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าเป็นที่รู้จักทั่วไปในหมู่ผู้คนในเป่ยหยาง ทำให้มีคนจับจ้องและพูดคุยกันตลอดอย่างนั้นหรือ

แล้วก็เหมือนอีกคนจะรู้ความคิดของจื่อเจิน เสียงทุ้มเอ่ยดัก

“เจ้าไม่ต้องไปใส่ใจ”

“คือว่าข้ามีคำถาม...” จื่อเจินทรุดตัวลงนั่งบนตั่งเล็กๆ สำหรับดื่มน้ำชานั้นก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษรูปงามที่ยืนอยู่กลางห้อง

“ว่าอันใด?”

“เจ้ากลับบ้านเมืองของตัวเอง เจ้ามีความสุขหรือไม่?”

เจิ้นฮว๋าเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่งกับคำถามนั้น แต่ก็ตอบกลับไปสั้นๆ เพียง “อืม”

“แล้วเหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเจ้าไม่มีความสุขเท่าใดนัก”

หวังเจิ้นฮว๋าหลุดยิ้มออกมาเมื่อรับรู้ได้ว่าคนตรงหน้าเขาช่างสังเกตและเอาใจใส่เขาเสียเกิน ถึงแม้ว่าการกลับมาที่เป่ยหยางครานี้เขาจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าใดนัก อันที่จริงไม่ใช่เพียงแค่ครานี้ แต่ในทุกคราที่กลับมายังที่นี่ เขากลับไม่อยากให้ตัวเองอยู่ที่นี่นานเกินไป แต่ในเมื่อกลับมาหนนี้มีมู่หรงจื่อเจินมาด้วย เขากลับรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างประหลาด

“เจ้าห่วงข้ารึ?”

“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” จื่อเจินถามกลับก่อนจะถูกสวมกอดเบาๆ

“ขอบใจเจ้านัก”

“แล้วยังมีเรื่องอันใดที่ข้าควรรู้หรือไม่ ข้าหมายถึงในฐานะที่ข้าเป็นคนนอกที่เข้ามาที่เป่ยหยาง” ร่างบางถามด้วยใบหน้าจริงจัง เมื่ออีกคนผละออกจากการกอดอันอบอุ่น

“จื่อเจิน ขอให้เจ้าจดจำไว้ว่าเจ้ามาที่นี่ในฐานะคนรักของข้า สหายข้า และผู้มีพระคุณของข้า อย่าได้คิดว่าตัวเจ้าเป็นคนนอก หรืออย่าได้ใส่ใจคำครหาที่ชาวบ้านลือกัน”

“ข้า...”

“วันพรุ่งข้าจะพาเจ้าไปที่หนึ่ง คืนนี้ขอให้เจ้าพักผ่อนให้เต็มที่เถิด” ราวกับเป็นการตัดบท เพราะเมื่อพูดจบ หวังเจิ้นฮว๋าก็ช้อนตัวจื่อเจินเดินไปยังตั่งนอนโดยไม่รอช้าก่อนจะค่อยๆ บรรจงวางร่างแบบบางนั้นลงอย่างอ่อนโยน

“เจ้าจะไม่ลงไปข้างล่างใช่หรือไม่” เสียงที่เปล่งออกมานั้นเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน จนเจิ้นฮว๋าต้องขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ แล้วเอ่ยถามซ้ำ

“ข้าถามว่าเจ้าจะลงไปข้างล่างใช่หรือไม่?” ความหมายของจื่อเจินคือการที่หวังเจิ้นฮว๋าลงไปดื่มสุราเคล้านารีที่ชั้นล่าง และก็ดูเหมือนเจิ้นฮว๋าเองก็รู้ความนัยของคำถามนั้น

“ข้ามีธุระต้องไปจัดการ แล้วจะขึ้นมา” เอ่ยจบก็ก้มลงประทับจูบบนหน้าผากมนแล้วค่อยๆ เลื่อนลงมาที่ริมฝีปากบาง บดเบียดกลีบปากสวยนั้นอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะค่อยๆ ผละออกอย่างอ้อยอิ่ง ทำเอาความคิดต่างๆ ของมู่หรงจื่อเจินสลายหายไป เหลือไว้เพียงแต่ใบหน้าแดงซ่านเท่านั้น

“นอนเสียเถิด” ว่าแล้วก็สะบัดมือเบาๆ เพื่อดับไฟตะเกียงข้างๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

 

 

ฟ้ายังไม่ทันสว่างก็ปรากฎเสียงเคาะประตูดังมาจากด้านนอก จื่อเจินที่อยู่ใน้หวงนิทราค่อยๆ ขยับเปิดเปลือกตาขึ้น เมื่อมองไปยังข้างกายกลับพบเพียงความว่างเปล่า แม้แต่รอยยับของที่นอนก็ไม่มี ซึ่งมั่นใจได้ว่าเมื่อคืนท่านแม่ทัพไม่ได้กลับมา..

จื่อเจินยันกายลุกขึ้นก่อนจะตรงไปเปิดประตูออก ก่อนจะเห็นว่าคนที่มาประตูตั้งแต่ไก่ยังไม่ขันก็คือพวกเหล่านางโลมที่อยู่ในชุดปกติ ยังไม่ทันที่จะได้ถามไถ่ความว่ามีธุระอันใด พวกนางก็พุ่งตัวเข้ามาด้านในก่อนจะลงกลอนปิด

“พวกเราจะปรนนิบัติท่านอย่างสุดความสามารถ” หนึ่งในสามคนกล่าว ส่วนอีกคนวางห่อกระดาษขนาดใหญ่ลงบนโต๊ะน้ำชาก่อนจะคลี่ออก ทำให้จื่อเจินเห็นว่าด้านในคือเสื้อผ้าและเครื่องประดับเข้าชุดกัน รวมไปถึงเครื่องประทินผิวสองสามชิ้น สองนางตรงเข้าหาตัวจื่อเจินก่อนจะจัดการเปลื้องเสื้อผ้าออก ซึ่งจื่อเจินก็พยายามขัดขืน แต่จะให้ใช้กำลังกับหญิงเขาเองก็ทำไม่ลง ได้แต่พยายามปัดป้องอยู่นานจนเสื้อคลุมตัวนอกถูกถอดออกไปจนได้ ส่วนเสื้อคลุมตัวในบัดนี้ก็หลุดลงจากไหล่

“มิต้องเขินอายพวกข้า พวกข้ามาทำหน้าที่ช่วยท่านเท่านั้น” หนึ่งในสามคนกล่าวเสียงหวาน นั่นทำให้จื่อเจินยอมยืนนิ่งๆ แต่โดยดี หวังในใจลึกๆ ว่าคงไม่มีอะไรจริงๆ

ผ้าชุบน้ำหมาดถูกเช็ดลงไปบนผิวกายเนียนที่เหล่าสาวเจ้าถึงกับออกปากชมว่าไม่เคยพบเห็นชายใดมีผิวพรรณงดงามเช่นนี้มาก่อน เมื่อเสร็จขั้นตอน เครื่องประทินผิวของหอมต่างๆ ก็ถูกประโคมลงทั้งบนผิวหน้าและผิวกาย

จื่อเจินในตอนนี้ต้องการกระจกเป็นที่สุด เพราะกลัวเหลือเกินว่าหน้าของเขาจะขาววอกเหมือนอย่างเหล่านางโลมทั้งหลาย แต่ก็ต้องอดใจไว้เพราะในห้องนี้ไม่มีกระจกสักบาน

อาภรณ์สีขาวถูกสวมเข้าบนร่างของมู่หรงจื่อเจินอย่างพอเหมาะพอเจาะ ก่อนจะตามด้วยชุดคลุมยาวกรอมเท้าสีครีมปักเลื่อมระยับที่ช่วงชาย และเครื่องประดับอันเป็นส่วนหนึ่งของชุดก็ถูกคาดเข้าที่ช่วงเอว ทิ้งชายพู่ประดับลูกปัดเงินเม็ดเล็กห้อยลู่ลงมาตามน้ำหนัก ส่วนผมก็ถูกเก็บครึ่งศีรษะส่วนหน้าอย่างเรียบร้อยแล้วถูกรัดด้วยผ้าสีเดียวกันกับชุดและเครื่องประดับแบบเดียวกันที่ปล่อยชายยาวลงมาจนถึงกลางหลัง

“งามจริงๆ” สองในสามคนนั้นเอ่ยออกมาไม่ขาดปาก ก่อนจะยื่นกระจกเล็กๆ ขนาดจับพอดีมือให้จื่อเจินส่องสำรวจดูความเรียบร้อยด้วยตัวเองอีกครั้ง ซึ่งก็ทำให้จื่อเจินรู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นว่าใบหน้าของตัวเองไม่ได้ขาววอกอย่างที่จินตนาการไว้

ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ก็ถูกลากออกไปจากห้องตรงไปยังชั้นล่าง ที่ด้านหน้าของที่พักมีเกี้ยวเทียมม้าหยุดรออยู่แล้ว ซึ่งคนร่างบางที่มองเห็นก็รู้สึกงุนงง ว่าเขาต้องไปที่ใด อีกอย่างเขายังไม่ได้บอกกับแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าเลย ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำอย่างไร

แต่แล้วก็มีทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมกับยื่นกระดาษสีขาวที่ถูกพับจนเล็กให้หนึ่งแผ่น มือเรียวรับมาอย่างไม่เข้าใจก่อนจะค่อยๆ คลี่กระดาษออก ด้านในเป็นข้อความ

“ขอให้เจ้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ และขึ้นเกี้ยวที่จอดรออยู่ด้านหน้าที่พัก ทหารของข้าจะพาเจ้าไปยังที่แห่งหนึ่ง เจ้าจะพบกับข้าที่นั่น ขอให้เจ้าอย่าได้กังวลอันใด ...หวังเจิ้นฮว๋า”

 

 

ตลอดเส้นทางที่ผ่าน ได้ยินเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังเป็นระยะ จื่อเจินเองก็แอบลอบมองผ่านทางหน้าต่างก็เห็นว่าช่วงเช้าแบบนี้ก็มีผู้คนมากมายออกมาจับจ่ายซื้อของกันแน่นขนัด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกกับข้าวและพืชผักผลไม้ ผิดไปจากตลาดในช่วงเย็นที่ส่วนมากจะขายขนมนมเนย

ผ่านจากช่วงตลาดที่คึกคักไปก็ยังคงมีชาวบ้านในชุดหลากสีสันเดินพูดคุยเต็มเส้นถนนนั้น โดยใจความหลักๆ ที่ได้ยินเหมือนจะเกี่ยวกับการประลองอะไรสักอย่าง ซึ่งจื่อเจินเองก็ไม่ได้สนใจนัก แต่ยิ่งตัวเกี้ยวเคลื่อนผ่านผู้คนมากเท่าใดก็ยิ่งรู้สึกว่าเสียงเซ็งแซ่ดังมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งก็ทำให้จื่อเจินรู้สึกตื่นเต้นอยู่พอสมควร เพราะนอกจากจะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังไปที่ไหนแล้ว ตอนนี้ยังไม่มีแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าอยู่ข้างกาย

เพียงครู่เดียว ม้าสองตัวด้านหน้าก็หยุดเดินเป็นผลให้ตัวเกี้ยวเองก็หยุดอยู่กับที่ด้วย เสียงทหารด้านนอกกล่าวเสียงดังว่าถึงที่หมายแล้ว จื่อเจินจึงค่อยๆ เลื่อนมือเปิดประตูที่ถูกปิดพับไว้ด้านหน้าออก แล้วก้าวเท้าลงไปด้วยใจระทึก

บริเวณที่เขาหยุดยืนอยู่ได้ยินเสียงตะโกนโห่ร้องชัดเจนราวกับกำลังมีการแข่งขันบางอย่าง รอบด้านเป็นแท่นวางอาวุธและเกราะป้องกันมากมายหลายขนาด รวมไปถึงม้าศึกในชุดเกราะหลายตัว พลันก็ปรากฎร่างที่คุ้นเคยเดินย่างเข้ามา คุ้นเคยแม้กระทั่งชุดที่สวมใส่ เพราะแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าในขณะนี้อยู่ในชุดเกราะสีเงินพร้อมรบ

“กินอะไรรองท้องก่อนหรือไม่?” น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นถูกส่งผ่านริมฝีปากที่เพิ่งสัมผัสไปเมื่อคืน จื่อเจินส่ายหน้าแล้วเอ่ยถามทันที

“ที่นี่คือที่ใด?”

“ลานประลอง”

“ลานประลอง?” คนตัวเล็กกว่าทวนคำอย่างไม่เข้าใจนัก แต่ก็ถูกตัดบทกลับมาเสียก่อน

“ข้าจะต้องเข้าไปด้านในแล้ว ข้าจะให้ทหารพาเจ้าไปยังที่นั่ง รอข้าอยู่ที่นั่น” พูดเพียงเท่านั้นกายหนาก็โถมกอดร่างบางหนึ่งทีท่ามกลางสายตาของเหล่าทหารที่ยืนประดักประเดิดอยู่ข้างๆ ก่อนร่างแกร่งจะผละออก แล้วเดินเข้าไปด้านในลานประลองอย่างรวดเร็ว

จื่อเจินเองก็ถูกเชิญให้ตามเข้าไปด้านในหากแต่เป็นคนละทางกับท่านแม่ทัพ

ลานประลองถูกออกแบบเป็นรูปทรงกลมขนาดใหญ่ เหมือนกับใช้การระเบิดภูเขาหินทั้งลูกเพื่อสร้างเป็นลานประลองอย่างไรอย่างนั้น รอบด้านเป็นพื้นที่นั่งทำจากไม้ที่ไล่ระดับตั้งแต่สูงไปต่ำที่มีฉากหลังเป็นหินผาสูงทะมึน นั่นทำให้คนที่นั่งอยู่ด้านบนทั้งหมดสามารถมองเห็นสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในวงกลมตรงกลางนั้นได้อย่างง่ายดาย บัดนี้ที่นั่งถูกจับจองจนเต็มพื้นที่จากทั้งเหล่าขุนนางและชาวบ้าน ซึ่งแยกฝั่งที่นั่งกันอย่างชัดเจน จื่อเจินทำเพียงแค่เดินตามทหารลัดเลาะไปยังที่นั่งฝั่งหนึ่งที่ดูจะกว้างเป็นพิเศษ ซึ่งเมื่อถึงที่หมายแล้ว ทหารก็เอ่ยบอกว่าให้นั่งตรงนี้ ซึ่งก็จริงอย่างที่คิดว่าที่นั่งตรงนี้มองเห็นลานประลองได้ชัดเจนและใกล้ชิด ที่ภายในลานมีเป้าธนูถูกวางเรียงตามแนววงกลม และที่ด้านหนึ่งของลานก็มีแท่นเสียบอาวุธจำพวกหอกและดาบ ธงสีเหลืองทองที่ประดับบนยอดสุดของที่นั่งแต่ละด้านโบกสะบัดพลิ้วไปตามแรงลมราวกับกำลังร่วมโห่ร้องให้กับการประลองที่กำลังจะเริ่มต้น

จื่อเจินมีแต่ความสงสัยเต็มไปหมด บวกกับรู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อยที่อีกคนไม่ยอมบอกอะไรเขาเลย จะต้องหเขาเป็นคนถามเองทุกครั้งไปอย่างนั้นหรือ อีกอย่าง...มีการประลองในวันนี้แต่ก็ไม่เคยปริปากบอก คิดแล้วก็น้อยใจนัก

“เหตุใดจึงมีการประลองในวันนี้?” จื่อเจินหันไปถามทหารที่กำลังจะเดินจากไป นายทหารหันกลับมาตอบ

“เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของแคว้นเป่ยหยางขอรับ”

“ธรรมเนียมปฏิบัติอย่างนั้นรึ?”

“ขอรับ เมื่อใดที่แม่ทัพเสร็จกิจจากการสงครามกลับมา จะจัดการประลองขึ้นเพื่อเป็นการต้อนรับ เมื่อไม่นานมานี้แม่ทัพอู๋ซวงที่กลับมาก็เพิ่งทำการประลองไปขอรับ”

“แล้วแม่ทัพอู๋ซวงไปไหนเสียเล่า ข้ายังไม่เห็นเลย”

“แม่ทัพอู๋ซวงบาดเจ็บจากการประลอง บัดนี้พักรักษาตัวอยู่ขอรับ”

“หมายความว่า...เป็นการประลองเอาชีวิตจริงๆ เหมือนอย่างสงครามอย่างนั้นรึ?” จื่อเจินเบิกตาโตเมื่อเริ่มรู้สึกว่านี่ไม่ใช่การประลองธรรมดาเสียแล้ว

“เป็นเช่นนั้นขอรับ” นี่มันอะไรกัน เหน็ดเหนื่อยจากศึกสงครามกลับมาที่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองก็ยังต้องมาประลองรบราฆ่าฟันกันอีกอย่างนั้นหรือ ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

หัวใจที่ห่อเหี่ยวอยู่บัดนี้กลับเต้นแรงเมื่อรู้ว่าการประลองนี้จัดขึ้นเพื่ออะไร บวกกับความพะวงหวังเจิ้นฮว๋าที่กำลังจะออกรบอีกครั้งในลานประลอง ความเป็นห่วงตีตื้นขึ้นเต็มอกจนลบเลือนเรื่องที่เคยหงุดหงิดไปสิ้น

เสียงประกาศก้องเกี่ยวกับการประลองดังกังวานขึ้น เสียงระเบ็งเซ็งแซ่โห่ร้องค่อยๆ เงียบลง

“บัดนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มการประลอง ณ บัดนี้! สิ้นเสียงก็ปรากฎเสียงหวูดดังจากแตรเขาสัตว์ทรงยาว ประตูที่ด้านล่างของลานประลองถูกเปิดออก นักรบชุดเกราะสีเงินบนม้าศึกสีขาวเยื้องย่างขึ้นมาบนลานประลอง เสียงกู่ร้องดังสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณเพื่อต้อนรับ ก่อนจะปรากฎร่างในชุดเกราะสีเงินแบบเดียวกันบนม้าศึกสีขาวเช่นเดียวกันที่อีกด้านของลานประลอง เสียงของผู้ชมยิ่งดังกระหึ่มยิ่งขึ้นกว่าเดิม

หากแต่จื่อเจินกลับมองไม่ออกว่าคนไหนคือแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋า เพราะนักรบในชุดเกราะทั้งสองคนล้วนแล้วแต่สวมหน้ากากทั้งสิ้น



(ลักษณะหน้ากากสำหรับการประลองต้อนรับแม่ทัพของแคว้นเป่ยหยาง)

--------


ท่านแม่ทัพกลับมาแย้วววว พาน้องจื่อเจินกลับเป่ยหยางด้วย ง่อวววว

หลังจากที่ผ่านช่วงยุ่งๆ ในชีวิตมา ตอนนี้ก็ลงตัวในระดับหนึ่งแล้ว ก็เลยรีบมาเขียนมาอัพด่วนจี๋

ขอให้อ่านให้สนุกนะคะ อิอิ


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #21 Wu_poon (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 21:18
    งื้อออ อ่านแล้วรุ้สึกลุ้นตลอด ทำไมตอนหลังน้องถึงตาบอดล่ะ ฮืออออ
    #21
    1
    • #21-1 lollistar(จากตอนที่ 11)
      25 กันยายน 2563 / 11:10
      จะมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นอีก รอติดตามนะคะ💕
      #21-1
  2. #20 floer53643ra (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 20:13
    รอออออ💕💕💕💕
    #20
    1
    • #20-1 lollistar(จากตอนที่ 11)
      25 กันยายน 2563 / 11:26
      จะรีบอัพอย่างต่อเนื่องค่าาาา อิอิ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ><
      #20-1
  3. #19 viranchana (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 19:53
    หายไปนานคิดถึง😍😍😍
    #19
    1
    • #19-1 lollistar(จากตอนที่ 11)
      25 กันยายน 2563 / 11:10
      ไรท์กลับมาแล้วค่าาา ขอบคุณที่ยังติดตามกันน้า🙏🏻
      #19-1