ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 10 : ลำนำบท 10 ตราบัญชาทัพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 330
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    25 ส.ค. 63



ลำนำบท 10 ตราบัญชาทัพ

 

เสียงไก่ป่าโก่งคอขันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางดังไปทั่วทั้งค่าย หวังเจิ้นฮว๋าขยับตัวก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างหนักๆ ทับอยู่ที่ท่อนแขน เมื่อหันไปมองจึงเห็นว่าเป็นคนเจ็บบัดนี้นอนทับอยู่บนแขนของเขา จากที่คิดจะขยับกายลุกขึ้นแต่เช้าอย่างทุกวันกลับต้องทำนิ่งเฉยเสีย

แต่จื่อเจินเวลาตื่นปกติจะเป็นช่วงสาย เขาจะอยู่สภาพนี้จนกว่าร่างบางจะตื่นน่ะหรือ...

คิดไปคิดมาก็จนปัญญา จึงได้แต่นอนมองคนที่หลับปุ๋ยอยู่อย่างนั้นในความมืด ใบหน้าคมค่อยๆ เลื่อนเข้าไปใกล้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เขาหวนคะนึงหามาเนิ่นนานบัดนี้อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก

เสียงฝีเท้ามาหยุดอยู่ที่หน้ากระโจม เพียงแค่ได้ยินเสียงฝีเท้านี้และลักษณะการเดินเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นแม่ทัพอู๋ซวงที่กำลังจะเคลื่อนพลทัพกลับแคว้นเป่ยหยางในเช้าวันนี้

“แม่ทัพหวัง”

“...” เจิ้นฮว๋าไม่ตอบ เพราะเกรงว่าเสียงของตนจะทำคนข้างๆ ตื่น

“แม่ทัพหวัง ข้าอู๋ซวงจะมาลา” คนด้านนอกกล่าวอีก แต่ก็ยังได้รับความเงียบกลับมาเหมือนเดิม จึงถือวิสาสะใช้ฝักดาบเรียวปัดผ้าหน้าทางเข้าแง้มออก ก็เห็นแม่ทัพหวังยังคงนอนอยู่บนตั่ง แต่มือแกร่งนั้นยกขึ้นทำท่าสะบัดนิดเป็นเชิงบอกว่า “ไปเสีย”

เท่านั้นแม่ทัพอู๋ซวงก็เข้าใจได้ทันที จึงก้มหน้าทำความเคารพด้วยรอยยิ้มเล็กๆ แล้วถอยออกไป

ผ่านไม่หนึ่งชั่วยาม บัดนี้ฟ้าสว่างแล้ว แต่ดูท่าว่าจื่อเจินจะยังคงต้องการพักผ่อน เปลือกตาบางขยับนิดๆ ทำให้แพขนตานั้นขยับตาม เจิ้นฮว๋ามองพินิจอยู่อย่างนั้นเป็นนานสองนานไม่รู้เบื่อ ก็มีเสียงทหารเรียกจากด้านนอกขัดขึ้น

“ท่านแม่ทัพขอรับ”

หัวคิ้วสวยของจื่อเจินขมวดนิดๆ จากเสียงดังหนวกหูนั้นก่อนจะขยับตัวพลิกไปอีกด้าน เจิ้นฮว๋าจึงใช้โอกาสนี้ชักแขนตัวเองกลับมาเป็นอิสระได้ ไม่รอช้าเขารีบเดินไปที่หน้ากระโจม

“ว่าอย่างไร”

“สำรับอาหารและน้ำสะอาด จะให้เอาเข้าด้านในเลยหรือไม่ขอรับ?”

“อืม เอาเข้ามา” แม่ทัพสั่ง เหล่าทหารพยักหน้ารับก่อนจะทยอยลำเลียงอาหารและน้ำสำหรับอาบเข้าไปวางประจำที่อย่างเช่นเคยทุกวัน

“เจ้ามันร้ายกาจนัก!” พลันปรากฎเสียงตะโกนออกมาจากร่างที่อยู่บนตั่ง ทหารสี่คนที่กำลังจัดแจงอยู่ในกระโจมสะดุ้งมองหน้ากันเลิ่กลัก

เจิ้นฮว๋ารีบเดินตรงไปที่ตั่งทรุดกายลงนั่งข้างๆ จื่อเจิน ใบหน้าคมขยับเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยถามเสียงนุ่ม

“เจ้าว่าอย่างไร?”

“เจิ้นฮว๋าาา!! คิดว่าเป็นแม่ทัพแล้วข้าจะไม่กล้าต่อยปากเจ้างั้นรึ!” ปากเรียวส่งเสียงอีกครั้งทั้งที่ตายังปิดอยู่ เจิ้นฮว๋าต้องหันไปมองทหารที่ยังอยู่ด้านใน สายตาคมตวัดบอกเป็นเชิงว่าให้ออกไปเดี๋ยวนี้ ยังไม่ทันได้เปลี่ยนน้ำ ชิมอาหาร ทหารกล้าทั้งหมดก็อึกอักๆ ก้มหน้าก้าวฉับๆ ออกไป

ท่านอนของจื่อเจินตอนนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนขาเจ็บ ท่อนขาเรียวนั้นพาดขึ้นมาบนตักของแม่ทัพหวัง เขามองภาพนั้นแล้วก็หลุดยิ้มออกมาคนเดียวเงียบๆ

แล้วนั่งรออยู่แบบนั้นจนคนที่หลับอยู่เริ่มขยับเปลือกตา ดวงตาเรียวกระพริบปริบๆ เพื่อปรับแสงยามเช้า ก็สบเข้ากับดวงตาคมที่กำลังมองอยู่

“ยังเคืองข้าอยู่หรือ?” เป็นเจิ้นฮว๋าที่เอ่ยถามออกไป จื่อเจินที่ไม่ทันได้ตั้งตัวค่อยๆ ยันกายขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน

“เหตุใดจึงไม่บอกข้า?” เสียงเล็กนั้นถูกเอ่ยถามออกมาเบาๆ

“เรื่องอันใด?”

“ทุกเรื่อง” คิ้วเข้มเลิกขึ้นทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น

“ทุกเรื่องงั้นรึ?”

จื่อเจินหลุบตาลงแล้วเสหน้ามองไปทางอื่น ยังจะถามย้ำอยู่ได้ เขาไม่มีหน้าจะไปมองใครแล้ว

เจิ้นฮว๋าไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากคนตรงหน้าอีก เขาจึงลุกไปยกโต๊ะเล็กที่วางสำรับอาหารขึ้นมาไว้บนตั่ง จื่อเจินมองอาหารตรงหน้าแล้วก็ท้องร้องขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

แม่ทัพหวังลอบมองครู่หนึ่ง แต่จื่อเจินทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ หยิบช้อนขึ้นเตรียมจะตักลงไปบนข้าวต้มสีขาวนวลที่ยังคงมีควันกรุ่นอยู่

“ช้าก่อน”

“?”

“มิควรประมาท” ว่าแล้วแม่ทัพก็หยิบจานเล็กขึ้นมา ตักอาหารแต่ละอย่าง อย่างละช้อนใส่จาน

“ต้องชิมก่อนทุกครั้งรึ?” นิ้วเรียวปัดจมูกตัวเองอย่างหงุดหงิด หิวจนไส้จะขาด ยังต้องมารอคนชิมอีก

เจิ้นฮว๋าพยักหน้า

“แล้วเจ้าจะชิมเองเนี่ยน่ะหรือ?”

จื่อเจินจ้องหน้า ในใจคิดว่าไม่ยุติธรรมนัก เหตุใดจึงมีคนได้ลิ้มรสก่อน หากอร่อยก็ถือว่าได้เปรียบ หากไม่อร่อยก็ยังถือเสียว่าได้กินเป็นคนแรก

“ถ้ามียาพิษ เจ้ามิตายก่อนข้างั้นหรือ?”

“ถึงอย่างไรก็มิควรประมาท” เจิ้นฮว๋าตัดบทเท่านั้นแล้วชิมอาหารด้วยตัวเอง จื่อเจินมองคนตรงหน้าไม่วางตาเพราะกลัวว่าจะเกิดอาการผิดปกติแล้วจึงเห็นว่าหัวคิ้วเข้มของแม่ทัพกระตุกนิด ก่อนจะขมวดเข้าหากัน

“มีอะไรผิดปกติงั้นรึ?!” จื่อเจินยืดกายขึ้นถามอย่างกังวล

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจก่อนแม่ทัพจะเผยยิ้มออกมาน้อยๆ

“อร่อยนัก”

คำตอบนั้นทำเอาจื่อเจินตวัดค้อนขวับ เขารึเป็นกังวลแทบแย่ อีกอย่างหากจู่ๆ แม่ทัพมาเป็นอะไรไป เขาจะมิกลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งฐานวางยาท่านแม่ทัพแห่งเป่ยหยางหรอกหรือ

“ข้าเพิ่งจะรู้ว่าอาหารของแม่ทัพก็ต้องมีการชิมก่อน...” จื่อเจินเอ่ย พร้อมกับที่มือบางคว้าตะเกียบคีบกับข้าวด้านหน้า

“มิใช่กษัตริย์เสียหน่อย”

หวังเจิ้นฮว๋าเงยหน้ามองร่างบางครู่หนึ่งก่อนจะก้มหน้ากินต่อเงียบๆ

 

วันนี้ร่างบางได้ออกมาด้านนอก หากแต่ก็ไม่ได้เดินด้วยตัวเองเพราะอาการบาดเจ็บที่ขา จึงจำเป็นต้องอาศัยอาชาศึกตัวหนึ่งเป็นพาหนะชั่วคราว

ม้าศึกสองตัวเดินเยื้องย่างเคียงคู่ลัดเลาะโขดแก่งริมธารไม่ใกล้ไม่ไกลกับค่ายทหารนัก

“หากข้ากลับเป่ยหยาง เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่?” เจิ้นฮว๋าถามขึ้นทำลายความเงียบระหว่างคนทั้งสอง ร่างแกร่งสังเกตจื่อเจินสักพักใหญ่แล้ว ใบหน้าได้รูปนั้นเองก็ดูมีคำถามหลายอย่างในใจหากแต่ไม่ได้เอ่ยมันออกมา

“บ้านของข้าอยู่ที่นี่ เจ้าจะให้ข้าไปเป่ยหยางในฐานะอะไรเล่า? ทหารของเจ้ารึ?” จื่อเจินตอบตรงไปตรงมา

“มิใช่ทหารข้า แต่เป็นคนของข้า” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบๆ ทำเอาคิ้วเรียวขมวดมุ่น

“คนของเจ้ามีตั้งมากมายนับพันนับหมื่น ข้าคงไม่จำเป็นกระมัง?”

“เจ้าสำคัญกว่าผู้ใด” ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสองอีกครั้ง จื่อเจินไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อ ร่างสูงก้าวลงจากหลังม้าแล้วเดินไปยืนริมธาร ม้าคู่ใจก็เดินตามไปแล้วหยุดก้มลงกินน้ำพร้อมสะบัดหางไปมา

“เจ้าจำตราบัญชาทัพที่ข้าเคยฝากไว้กับเจ้าได้หรือไม่?” จู่ๆ เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้น จื่อเจินดวงตาเป็นประกายเพราะในที่สุดเขาก็จะได้รู้เสียทีว่าสรุปแล้วเรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่

“ตราบัญชาทัพเป็นของสำคัญประจำตัวข้า...” เสียงทุ้มนั้นถูกเอ่ยต่อออกมาช้าๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำ ร่างบางนิ่งฟังอย่างตั้งใจ เขาเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างนั้น แต่มองไม่เห็นว่าใบหน้าของแม่ทัพหวังมีสีหน้าอย่างไร

“ระหว่างรักษาตัวอยู่ที่โอสถสถาน ข้าไม่มีหลักฐานใดระบุสถานะ จนกระทั่งได้เจอกับขุนพลทั้งสองในขณะนั้น”

“...”

“เนื่องจากสงครามเป็นเหตุ ข้าได้รับบาดเจ็บ ตราบัญชาทัพของข้าอยู่ที่ค่ายทหารเขตดงมรกต เมื่อไม่มีข้า ไม่มีตรา...เหล่าทหารไม่สามารถเดินทัพได้ ทำให้สหายข้า ขุนพลอู๋ซวงในขณะนั้นจำเป็นต้องออกตามหาตัวข้าเพื่อนำของสิ่งนั้นมามอบให้” เจิ้นฮว๋าเว้นไปชั่วอึดใจก่อนจะเอ่ยต่อ

“ข้าฝากเจ้าไว้เพื่อยืนยันตัวข้า และเป็นคำมั่นสัญญาว่าข้าจะกลับมาหาเจ้าอีกครั้ง”

เสียงนกป่าร้องเจื้อยแจ้วลอยมาตามลม จื่อเจินหัวใจกระตุกเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าที่เอื้อนเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำนั้น ร่างแกร่งหันกลับมา ดวงตาคมมองคนบนม้าก่อนจะเปล่งถ้อยคำที่ทำให้คนฟังขอบตาร้อนผ่าว

“มีคำกล่าวที่ว่าตราบัญชาอยู่ที่ผู้ใด หัวใจของแม่ทัพก็อยู่ที่ผู้นั้น ตราของข้าอยู่ที่เจ้า หัวใจของข้า...ก็อยู่ที่เจ้า”

จื่อเจินเพิ่งเข้าใจบัดนี้เอง เหตุใดจึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานนัก หยาดน้ำใสรื้นขึ้นที่ขอบตา ร่างบางเงยหน้าเล็กน้อยพร้อมกระพริบตาถี่เพื่อไม่ให้หยาดน้ำตาไหลออกมา เจิ้นฮว๋ากล่าวต่อ

“แต่ไฉนเลยจะรู้ว่าฮ่องเต้มีบัญชาลงมาให้นำทัพเข้ารบแคว้นหนานหยางฝั่งบูรพาให้ราบ ไม่เว้นแม้แต่โอสถสถานมู่หรง”

จื่อเจินเบิกตากว้าง

“ข้าในขณะนั้นไม่สามารถออกคำสั่งใดๆ ด้วยตนเองได้ เพราะไม่มีตราบัญชา...เป็นเหตุให้เจ้าและโอสถสถานตกอยู่ในอันตราย”

ดวงตาคมอ่อนแสงลงพร้อมกับลดสายตามองต่ำ ไม่ได้สบเข้าที่ดวงหน้าเรียวอย่างเดิม ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงฟึดฟัดพ่นลมจากจมูกโตของม้าศึกทั้งสอง

“แต่เจ้าก็มาทันเวลา” จื่อเจินเอ่ยเสียงเบา แล้วกระโดดลงจากหลังม้าอย่างระวัง

ร่างสูงมองคนตรงหน้าอย่างสื่อความหมาย จื่อเจินค่อยๆ เผยรอยยิ้มกว้างทั้งที่นัยตาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำทำให้คนมองดวงใจสั่นไหว

“ยังมีเรื่องใดที่เจ้ายังไม่ได้บอกข้าหรือไม่?” ร่างบางเอ่ยถามแผ่วเบาราวกับกำลังกลั้นก้อนสะอื้น

“ข้ามิเคยหลับนอนกับผู้ใด” คนตรงหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง หยดน้ำตาใสไหลลงข้างแก้มพร้อมกับที่เจ้าของใบหน้าสวยนั้นหลุดยิ้มออกมา เจิ้นฮว๋าก้าวเข้าไปใกล้ก่อนจะใช้นิ้วเรียวเกลี่ยแก้มนวลนั้นแผ่วเบา

“ยังมีอีกหรือไม่?”

“ข้ารักเจ้า ชัดเจนหรือไม่” มือหนาประคองใบหน้าเรียวแล้วประทับจูบนุ่มนวลลงบนเปลือกตาบางก่อนจะค่อยๆ ไล่ลงมาที่ข้างแก้ม มุมปาก แล้วเลื่อนไปบดเบียดกลีบปากนุ่มนั้นอย่างอ่อนโยน ดวงตาเรียวยังคงหลับพริ้มเมื่อรับสัมผัสนั้น ก่อนชายเสื้อคลุมตัวยาวสีแดงบางเบาจะถูกมือหนาเลิกขึ้นช้าๆ

จื่อเจินออกแรงบีบท่อนแขนแกร่งนั้นอย่างลืมตัว เมื่อรู้สึกว่าส่วนล่างของตนถูกสัมผัส เขาเรียวสั่นไหวเล็กน้อยจนแทบยืนไม่ไหว เจิ้นฮว๋าดันร่างบางเข้าเอนตัวกับลำต้นไม้ด้านหลังที่แผ่กิ่งก้านสาขาขนาดใหญ่ ขาขาวข้างหนึ่งถูกยกขึ้นวางบนกิ่งไม้หนานั้น ก่อนดวงหน้าคมจะลดต่ำลงยังกลางหว่างขาเรียวเพื่อเชยชิมน้ำค้างยามเช้าที่โหยหา

เสียงลำธารใสไหลเอื่อยแทรกสลับไปกับเสียงท่วงทำนองจังหวะใต้ไม้ใหญ่ จักจั่นเรไรก็ต่างพากันขับขานเสียงเพลงแห่งพงไพรราวกับกำลังเป็นพยาน

อาภรณ์สีแดงของท่านแม่ทัพที่ร่างบางเคยสวมใส่บัดนี้หลุดรุ่ย อกขาวหอบกระเพื่อม เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายเต็มกรอบหน้า กายแกร่งฟุบอยู่บนร่างบางนั้นพร้อมกับที่ใบหน้าคมยังคงคลอเคลียซุกไซ้ที่ซอกคอขาวราวกับภมรดอมดมน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ จื่อเจินขยับกายเล็กน้อยเพื่อไล่ความเมื่อยขบ แต่กายที่ยังไม่แยกจากกัน เมื่อขยับเพียงนิดก็รู้สึกได้ถึงความคับแน่นที่ช่องทางนั้นอีกครั้ง

“ข้า...เอ่อ...” เรียวปากสวยนั้นส่งเสียงเบาๆ อย่างทำตัวไม่ถูก ใบหน้าคมผละออกจากลำคอขาวนั้น

“เจ้าไม่มีธุระอันใดมิใช่หรือ?” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความหมาย ใบหน้าเรียวบัดนี้ขึ้นสีจัด ร่างแกร่งไม่ได้ต้องการคำตอบใดๆ จากคนตรงหน้า แต่เริ่มขยับกายของตนเป็นจังหวะเนิบนาบแต่มั่นคงอีกครั้ง จื่อเจินเสหน้ามองไปด้านข้างเพื่อหลบสายตาคมที่จ้องมองเขาไม่วางตา แต่กายบางก็สอดประสานรับจังหวะนั้นอย่างกลมกลืน

 

 --------------------

สุขสันต์วัน 七夕 วันแห่งความรักของจีนและไต้หวันนะค้าาาา วันนี้ลง 3 ตอนรวดเลยค่า

ขอให้อ่านด้วยความฟินนะคะ ฮี่ๆ  ตอนหน้าเจอกันที่เป่ยหยางจ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #18 floer53643ra (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 กันยายน 2563 / 14:44

    รออ่านอยู่น้า💙
    #18
    0
  2. #14 Wu_poon (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2563 / 10:24
    โอ้ยยน กว่าจะรู้ใจกัน ดีใจค่าาาา
    #14
    0
  3. #13 Rieng (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2563 / 22:30

    อ๊ากกกส์!!!! 🥰🥰🥰 ดีต่อใจ 😁😁😁 ขอบคุณค่ะไรท์ รอตอนต่อไปนะคะ ♥️💕♥️💕

    #13
    0