BLIND BRIDE DOLL ตุ๊กตาเจ้าสาว | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 6 : BLIND BRIDE DOLL#5 งานประมูลวัตถุโบราณที่โรงแรมแกรนด์ {Part 2}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 294
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    18 ส.ค. 63



Chapter 5



“เกิดอะไรขึ้นครับ?” เจ้าหน้าที่ภายนอกห้องเก็บวัตถุโบราณเอ่ยถามหวงซู่หมินที่วิ่งหน้าตื่นออกมาจากห้อง ทั้งๆ ที่ภายนอกห้องทั้งชั้นก็มืดสนิท เสียงพูดคุยซุบซิบเบาๆ ดังลอยมาเป็นระยะในความมืด

“เกิดไฟฟ้าลัดวงจรแน่ๆ รีบไปตามคนมาจัดการด่วน” หวง ซู่หมินบอกเร็วปรื๋อ ด้วยใจเป็นกังวล เพราะกลัวว่าระบบป้องกันที่เคยวางไว้อาจผิดพลาดได้  เขาขบกรามจนขึ้นเป็นสันด้วยความกังวล

ระหว่างนั้นร่างสูงของอี้ป๋อได้แอบเข้ามาภายในตัวโรงแรมโดยใช้บันไดหนีไฟที่คนทำความสะอาดเปิดไว้ที่ชั้นใต้ดิน เขาแทรกตัวพร้อมกับใช้สายตาคมสอดส่องดูว่าไม่มีใครเห็นแน่และไม่มีกล้องวงจรปิดตัวใดจับภาพได้ก็รีบกดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้น 48 มือหนากดปีกหมวกแก็ปที่ใส่มาด้วยให้ต่ำลงอีกเพื่อปิดบังใบหน้าที่ไร้การอำพราง เพราะในลิฟต์ทุกตัวมีกล้องวงจรปิด เมื่อประตูลิฟต์เปิดจึงวิ่งขึ้นบันไดหนีไฟต่อไปยังชั้น 49 ที่จัดงาน

แสงไฟจากกระบอกไฟฉายหลายอันสาดส่องไปมาบริเวณชั้นจัดงานแสดงที่มืดสนิท เห็นเป็นร่างคนหลายคนยืนเป็นจุดๆ ห่างออกไป ในแว่บหนึ่งเขาเห็นหวง ซู่หมินกำลังคุยกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยหน้าตาเคร่งเครียดอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง อี้ป๋อไม่สนใจอีกต่อไป เขาใช้เวลานี้พยายามพาร่างสูงของตัวเองแอบแนบไปกับผนังในความมืด ขายาววิ่งไปยังห้องอันเป็นจุดเกิดเหตุ โซนนั้นทั้งโซนมืดสนิท มือหนาเลื่อนไปจับที่เอวหยิบกระบอกปืนออกมาถือกระชับไว้คู่กับไฟฉายขนาดจิ๋ว เมื่อแสงสว่างถูกสาดออกไปเบื้องหน้าจึงทำให้รู้ว่าห้องที่เคยถูกอ้างว่ามีความปลอดภัยสูงที่สุดบัดนี้ความปลอดภัยเป็นศูนย์ ริมฝีปากเรียวเม้มแน่นคิ้วเข้มขมวดมุ่น สายตาคมกริบจ้องตามลำไฟฉายอย่างมั่นคง ก่อนที่ขายาวจะก้าวเข้าไปในห้องที่ประตูระบบรักษาความปลอดภัยถูกเปิดทิ้งไว้อย่างระมัดระวัง

แต่ทันทีที่ย่างก้าวเข้าไปก็ต้องรีบถอยกรูดออกมาตั้งสติอีกครั้ง กลิ่นแปลกๆ ตลบอบอวลอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมไม่เล็กไม่ใหญ่ อี้ป๋อเลือกที่จะยกต้นแขนซ้ายขึ้นปิดจมูกพร้อมกับที่มือข้างเดียวกันทำหน้าที่ส่องไฟฉาย มือขวาจับปืนที่ใส่กระบอกเก็บเสียงพร้อมเหนี่ยวไกทันทีหากมีอะไรเข้ามาอยู่ในรัศมีลำแสง เท้าทั้งสองข้างก้าวอย่างมั่นคงพร้อมกับที่ไฟฉายคอยสาดไปรอบห้อง แต่แล้วแสงจากไฟฉายก็หยุดลงเมื่อกระทบเข้ากับลูกแก้วสีนิลคู่หนึ่งไวเท่าความคิด นกปืนถูกสับดังกริ๊ก

เสียง ฟุบของปืนเก็บเสียงดังเบาๆ ท่ามกลางความเงียบ แต่ดันไปกระทบเข้ากับวัตถุภายในห้องแตก

เพล้ง!

บึ้ม!

เสียงดังสนั่นแสบแก้วหูดังขึ้นพร้อมๆ กับวัตถุบางอย่างแตกกระจาย ตามด้วยเสียงสัญญาณเตือนภัยอัตโนมัติของโรงแรม ฝีเท้าหลายคู่กำลังตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมเสียงโหวกเหวกโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์

ร่างของอี้ป๋อกระเด็นไปอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของห้องที่เขาเองก็ไม่อาจรู้ได้ นึกโมโหตัวเองตั้งแต่ทำงานมาครั้งนี้คงเป็นครั้งที่ทำงานได้สะเพร่าที่สุด อาจจะเพราะความรีบร้อนไม่ทันได้เตรียมตัวหรือจะเพราะห่วงคนตัวเล็กนี่ก็ตาม

ร่างสูงยันตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลเนื่องจากแรงระเบิด เพลิงไฟสีส้มสว่างจ้าติดกับผนังผ้ากำมะหยี่สีดำแล้วยิ่งโหมลุกโชนแรงขึ้น ร่างสูงเตรียมหาทางหนีทีไล่ พลันไฟฟ้าที่ดับไปก็กลับมาเป็นปกติ ประตูห้องเลื่อนปิดตามคำสั่งของระบบ อี้ป๋อหรี่ตาเพื่อให้เริ่มชินกับแสงแล้วดวงตาคมก็สะดุดกับร่างร่างหนึ่งที่นอนแน่นิ่งกับพื้นพรมสีแดงเลือดนกตัดกับผิวขาว ไม่รอช้าร่างสูงพุ่งเข้าไปพลิกร่างนั้นหงายขึ้นตรวจดูบาดแผลทั้งตัวที่ควรจะมีแต่กลับไม่มี นิ้วเรียวอังที่จมูกรั้นให้รู้ว่ายังหายใจอยู่ แล้วมือใหญ่จึงตบเข้าที่แก้มใสเบาๆ เพื่อเรียกสติอีกคน

“คุณ! คุณได้ยินมั้ย?”

เสียงก๊อกแก๊กที่ดังอยู่หน้าประตูบ่งบอกให้รู้ว่าในไม่ช้าจะมีเจ้าหน้าที่ปลดระบบล็อคเข้ามาภายในห้อง แล้วความคิดหนึ่งที่แว่บเข้ามาในหัวของร่างสูงคือ หนี

แต่จะทิ้งให้คนตัวเล็กนอนหมดสติอยู่แบบนี้ไม่ได้ คิดแล้วก็กวาดตามองทั่วห้องอีกครั้งจึงพบว่าวัตถุโบราณทั้งสี่ที่เคยตั้งโชว์อยู่ในห้องที่ได้ชื่อว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุดบัดนี้ได้อันตรธานหายไปซะแล้วร่างสูงไม่มีเวลาคิดมากนักเพราะไฟจากระเบิดที่โหมหนักขึ้น ฉับพลันก็มองเห็นช่องทางออกด้านข้างกองเพลิงจุดต้นเหตุของระเบิด เมื่อเดินไปจึงพบว่าห้องด้านข้างที่เป็นห้องควบคุมระบบของชั้น 49

อี้ป๋อตรงกลับไปที่ร่างโปร่งก่อนจะช้อนตัวขึ้นอุ้มแล้วพยายามฝ่าวงล้อมของไฟลุกโชนเข้าไป ภายในห้องควบคุมระบบนั้นมีเจ้าหน้าที่สองคนที่นอนสลบไสลไม่ได้สติ แต่เขาไม่ได้สนใจแล้ว รู้เพียงอย่างเดียวว่าต้องหนี

 

BLIND BRIDE DOLL

 

“...วันนี้เวลา 20:50 น. ได้เกิดเหตุระเบิดภายในชั้นจัดงานแสดงและงานประมูลวัตถุโบราณภายในโรงแรมชื่อดังของหางโจวรวมมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านหยวน ซึ่งในนั้นมีวัตถุโบราณสี่ชิ้นที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาและทางเจ้าของงานกำลังเตรียมตัวเพื่อโชว์ในงานประมูลในอีก 3 วันข้างหน้า...

จากคำให้การของคุณหวง ซู่หมินได้กล่าวว่า...ตนกำลังพาแขกชมวัตถุโบราณแต่เกิดเหตุขัดข้องทำให้ไฟฟ้าดับ หลังจากนั้นไม่ถึงห้านาทีเจ้าหน้าที่ทุกคนต่างให้การตรงกันว่าได้ยินเสียงระเบิด แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ปลดล็อคระบบเข้าไปยังห้องเก็บวัตถุโบราณได้นั้น พบว่าวัตถุโบราณภายในห้องกลับว่างเปล่า มีเพียงไฟไหม้ที่เกิดจากแรงระเบิดที่กำลังโหมกระพือ ส่วนคุณเซียวจ้าน คนที่อยู่ในห้องนั้นเป็นคนสุดท้ายได้อันตรธานหายไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบคดีนี้ ร้อยตำรวจเอก เฉา อวี้เฉินคาดการณ์ว่าเป็นการโจรกรรมโดยคนร้ายอาจจะมีการวางแผนล่วงหน้าเป็นอย่างดี ทั้งรู้ทางหนีทีไล่ จึงน่าจะเป็นคนในหรือคนที่เคยเข้ามาในห้องนี้มาก่อน

อย่างไรก็ดี ทางตำรวจกำลังให้หน่วยพิสูจน์หลักฐานเร่งเก็บหลักฐานทุกอย่าง พร้อมกับติดตามตัว คุณเซียวจ้าน นักศึกษาปริญญาเอกด้านโบราณคดีเพื่อมาสอบปากคำ

หากมีความคืบหน้า สำนักข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไปค่ะ...”

 อี้ป๋อทุบกระจกใสของหน้าต่างข้างเตียงอย่างไม่สบอารมณ์หลังจากได้ฟังผู้สื่อข่าวในโทรทัศน์จอแบนขนาดใหญ่ที่ติดอยู่บนผนังห้องพักของตัวเองอ่านรายงานข่าวช่วงดึก รูปที่โชว์อยู่ในเนื้อหาข่าวเป็นรูปของชายใส่หมวกแก๊ปสีดำในลิฟต์ และรูปของคนตัวเล็กที่ตอนนี้นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง รีโมทอันเล็กถูกปาทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดีมือหนายกขึ้นกุมขมับพร้อมกับที่ขายาวเดินวนไปมาบริเวณปลายเตียงอย่างใช้ความคิด แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด การทำงานที่นี่สร้างความลำบากให้แก่เขาเพราะมีคนตัวเล็กนี่มาเกี่ยวด้วย

อี้ป๋อตวัดตามองไปยังร่างที่นอนอยู่บนโซฟาโดยไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว จากที่ตรวจดูแล้วนอกจากรอยนิ้วมือรอยลำคอ ก็ไม่มีส่วนไหนที่ดูจะได้รับบาดเจ็บ แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ยอมฟื้นขึ้นมาสักที  ผิดกับเขาที่ถูกระเบิดจนได้แผลที่ต้นแขนและสีข้างทั้งแถบ ตอนนี้จึงมีผ้าพันแผลสีขาวพันรอบค้นแขนเอาไว้ลวกๆ

มือหนาต่อโทรศัพท์หาเพื่อนที่หายตัวไปตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่องอย่างอวี๋ปิน เสียงสัญญาณที่ได้รับกลับมาเป็นระบบรับฝากข้อความ ทำให้อี้ป๋อแทบจะทึ้งหัวตัวเอง

“ไปไหนของมันวะ!”

เสียงทุ้มตะโกนลั่นก่อนจะกดโทรออกอีกครั้ง

“อวี๋ปิน” ร่างสูงเอ่ยพร้อมกับสูดหายใจลึก “ติดต่อกลับด่วน!”

เขาเริ่มรู้สึกตัวว่าตัวเองผิดปกติไป ความสุขุมที่เคยมีกลับถูกแทนที่ด้วยความกังวลแบบปิดไม่อยู่ ทำไมกัน...

 

 เวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับเมื่อสองชั่วโมงก่อน เสียงนาฬิกาบอกเวลาตี 1 ดังขึ้นพร้อมๆ กับที่ร่างสูงได้ยินเสียงเปิดประตูอยู่ภายนอก เขาเดินออกไปดูที่ห้องโถงก็พบคนที่ต้องการพบมากที่สุดเดินกลับเข้ามาในห้องด้วยสภาพมอมแมมไม่ต่างกัน อี้ป๋อตรงเข้าไปกระชากคอเสื้ออย่างโมโหแล้วตะคอก

“มึงหายไปไหนมามึงหายหัวไปไหน?!”

“มึงหยุดแล้วฟังกูก่อนอี้ป๋ออวี๋ปินที่รู้เหตุการณ์จากข่าวเอ่ยอย่างใจเย็นเพราะรู้ดีว่าหากเพื่อนของเขาโมโหขึ้นมาก็เหมือนกับไฟที่กำลังลุกโชน ยิ่งถ้าเอาน้ำมันเข้าไปราดด้วยแล้วยิ่งไม่เป็นผลดี

“จะพูดอะไรก็พูดมา!”ร่างสูงยังคงจับคอเสื้ออีกคนไม่ปล่อย สายตาจับจ้องรอฟังคำพูดที่กำลังจะออกมาจากปากคนตรงหน้า

“กูเจอกับพวกก่อเหตุ” ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้องชั่วครู่ มือหนาค่อยๆ คลายออกแล้วปล่อยลงข้างลำตัวก่อนจะลดตัวลงนั่งเพื่อรอฟังต่อ “พอมึงรับช่วงต่อ กูก็ออกไปเดินเล่นแล้วขากลับก็เห็นคนน่าสงสัยอยู่แถวๆ โรงแรมแกรนด์...กูเลยแอบซุ่มดูแถวนั้น  มึงดูนี่”

ว่าแล้วมือหนาก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายข้างแล้วหยิบบางอย่างออกมา สิ่งที่ปรากฏแก่ดวงตาสีนิลสร้างความประหลาดใจไม่น้อย ของชิ้นหนึ่งที่เคยถูกตั้งโชว์ในห้องเก็บวัตถุโบราณสี่ชิ้น บัดนี้มันมาปรากฏอยู่ตรงหน้า

?”

“ระหว่างที่กำลังสู้กันมันทำตกชิ้นหนึ่ง ก่อนจะหนีขึ้นรถไป” อวี๋ปินอธิบาย อี้ป๋อมองใบหน้าของเพื่อนแล้วก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าบนใบหน้าสีเข้มนั้นมีรอยแผลถากๆ ข้างแก้ม ที่ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นแผลจากอาวุธปืน เลือดสีแดงซึมออกมาจากรอยแผลนั้นเล็กน้อย ร่างสูงถอนหายใจก่อนจะเอ่ย

“มึงไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อน เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

อวี๋ปินวางของในมือลงบนโต๊ะใกล้ๆ แล้วผละเข้าห้องของตัวเอง เพียงครึ่งชั่วโมงก็กลับออกมาในชุดสบายๆ หากแต่ใบหน้ายังคงมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าให้เห็นอยู่บ้างไม่ต่างกับอีกคนที่นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้นวมตัวใหญ่พร้อมกับจับจ้องไปยัง ของที่เพื่อนนำเอากลับมาด้วยท่าทีอิดโรย

“มันมีกี่คน?” อี้ป๋อยิงคำถามตรงไปตรงมา

“สาม รออยู่บนรถหนึ่ง อีกสองกำลังจะขึ้นรถ ก็พอดีกับที่กูเข้าไปเจอ แต่เห็นหน้ามันไม่ชัด” เมื่อได้ฟังคำตอบ อี้ป๋อนิ่งเงียบใช้ความคิดด้วยการพลิกของที่อยู่ในมือไปมา มันเป็นตุ๊กตาโบราณที่เขาเคยเห็นในวันที่เข้าไปติดกล้อง

“มึงจะเอาไงต่อ?” อวี๋ปินถาม

“ตามล่าเป้าหมายเดิม”

 อี้ป๋อหันไปมองคนที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่ที่โซฟา ไม่ต้องพูดอะไรอวี๋ปินก็เข้าใจดี เพราะได้ยินข่าวแล้ว แน่นอนว่าคนที่อยู่บนโซฟาก็คือเซียวจ้าน

“แล้วได้ความอะไรอีก?”

“ตอนนั้นกูได้ยินไอ้คนขับคุยกับใครสักคน... มันบอกว่าจะเอาของกลางไปที่หนิงโป”

เขาพอจะเดาได้ว่าทำไมจึงไปที่หนิงโป เพราะเป็นเมืองท่าสำคัญในแถบตะวันออก หากต้องการจะขนย้ายของกลางก็ทำได้ไม่ยากนัก

แต่ประเด็นคือหากพวกเขาย้ายไปที่หนิงโปเพื่อติดตามตอนนี้คงไม่ดีแน่ อีกอย่างยังไม่รู้แน่ชัดว่ามันคือพวกไหน อาจจะเป็นพวกที่พวกเขากำลังตามหา...หรืออาจจะไม่ใช่ เพราะจากการที่เขาเคยปะทะกับพวกมันมาแล้วเมื่อครั้งเหตุก่อการร้ายที่รัสเซีย มันไม่ใช่พวกที่จะลงมือแบบขอไปทีเหมือนอย่างเหตุการณ์ในวันนี้

 

BLIND BRIDE DOLL

 

เปลือกตาบางขยับเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เปิดขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสวย เซียวจ้านขยับกายเมื่อรู้สึกว่าร่างกายมันชาเสียจนแทบจะไม่รู้สึก พลันก็ปวดจี๊ดที่หัวจนต้องหลับตาลงอีกครั้ง มือบางยกขึ้นนวดขมับเบาๆ ก่อนจะปรือตาขึ้น ก็พบคนแปลกหน้ายืนมองอยู่สองคน

“คุณเป็นใคร!”

“...” ไม่มีใครตอบ มีเพียงอวี๋ปินที่หันมองหน้าอี้ป๋อสลับกับมองคนที่เพิ่งฟื้น

               “ที่นี่ที่ไหน?” ร่างโปร่งเอ่ยถามอีก

               “หางโจว” คำตอบที่ได้ฟังทำเอาเซียวจ้านขมวดคิ้วมุ่น แน่นอนสิ ตอบแบบนี้ไม่ต้องตอบก็เหมือนกัน

                ...กวนประสาท...

พวกแกเป็นใคร จะทำอะไร!?” เซียวจ้านยันตัวลุกขึ้นกระถดตัวถอยไปติดกับพนักพิงโซฟาด้วยความประหวั่น ดวงตาคู่นั้นสั่นไหวขณะที่มองอีกฝ่ายยัดข้าวของใส่กระเป๋าเป้สีดำ ซึ่งข้าวของที่ว่าเหล่านั้นมีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น ที่เหลือคืออาวุธปืนหลากหลายชนิดเต็มโต๊ะ

เงียบ” อี้ป๋อเอ่ยเท่านั้น มือถือเครื่องบางถูกโยนลงบนโซฟานุ่มตรงหน้าเซียวจ้าน เนื้อหาข่าวล่าสุดของวันนี้โชว์หราอยู่บนหน้าจอ รอช้ามือเล็กก็เอื้อมคว้าขึ้นมาดูพร้อมทั้งกัดริมฝีปากตัวเองระหว่างที่อ่าน คิ้วเรียวขมวดเป็นปมก่อนจะตะโกนลั่นทันทีที่อ่านจบ

จะบ้ากันไปใหญ่แล้วฉันไม่ได้ทำอะไรผิดนะ!” อี้ป๋อก้าวขึ้นมาบนเตียงอย่างรวดเร็วพร้อมกันจ้องหน้าคนตรงหน้าเขม็ง

เซียวจ้านกระถดตัวถอยอย่างทันทีเช่นกัน ก้อนเนื้อภายในอกเต้นตุบๆ ด้วยความหวาดหวั่น สายตาเหลือบไปสบพอดีเข้ากับวัตถุคุ้นตาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะภายในห้อง นั่นมันหนึ่งในโบราณวัตถุที่โชว์ที่โรงแรมนี่!

“กะ แก... อย่าบอกนะว่าพวกแกเป็นขโมย” หลังจากได้ฟังประโยคที่หลุดออกมาจากปากเรียวนั้น อวี๋ปินขมวดคิ้ว ส่วนอี้ป๋อเลิกสนใจคนตรงหน้าแล้วหันไปเก็บของต่อ ก่อนจะเอ่ย

“อย่าคิดแม้แต่จะหนี เพราะถ้าหนี...”

“ฉันจะแจ้งตำรวจ” ขาเรียวก้าวลงจากเตียงทันที แต่เหมือนอีกคนจะรู้ทัน อี้ป๋อก้าวพรวดเดียวก็ไปขวางอยู่ด้านหน้าคนตัวเล็กที่สูงเพียงแค่ใบหูของเขา พร้อมกับยกปืนสั้นคู่ใจขึ้นจ่อหน้าของอีกฝ่าย สายตาคมดุนั้นทำเอาเซียวจ้านหน้าซีดเผือด

เกิดมาเพิ่งจะเคยเผชิญหน้ากับคนร้ายเป็นครั้งแรก ยิ่งถูกจ่อด้วยปืนแบบนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ความกลัวแล่นปราดไปทั่วร่างจนกายสั่นเทิ้ม

“ถ้าคิดจะก่อความวุ่นวายแล้วเป็นอุปสรรคล่ะก็...ผมยิงทิ้งจริงๆ” สายตาสองคู่สบกันก่อนที่ดวงตาเรียวสวยจะหลุบลงอย่างไร้หนทาง ตอนนี้เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าควรจะทำยังไง พลันน้ำตาใสก็รื้นขึ้นในดวงตา

 

BLIND BRIDE DOLL

 

                “จะไปไหน?” เป็นเซียวจ้านที่ทำลายความเงียบขึ้นหลังจากที่ไร้บทสนทนามาเกือบชั่วโมง ตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ในรถเก๋งสีดำที่อวี๋ปินหาให้ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เครื่องยนต์ของรถยี่ห้อดังทำงานอย่างไร้ที่ติด้วยการมุ่งทะยานไปด้านหน้าด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แสงไฟหน้ารถตัดทอดไปสู่ถนนโล่งกว้างเบื้องหน้ายามราตรีที่ไร้ผู้คน

                “เดี๋ยวก็รู้เอง”

                “แล้วเพื่อนนาย ทำไมไม่มาด้วยกัน?”

                “...”

                “แล้วทำไมถึงเข้าไปขโมยของพวกนั้น?” เซียวจ้านกำลังหมายถึงตุ๊กตาคู่บ่าวสาวที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ถูกตั้งแสดงอย่างสวยงามอยู่ภายในห้องที่ถูกอ้างว่ามีความปลอดภัยสูง เขาไม่สงสัยเรื่องมูลค่าของของโบราณชิ้นนั้น แน่นอนว่ามูลค่ามหาศาล หากแต่เขาสงสัยว่าทำไมจึงมีของที่ขโมยมาแค่ชิ้นเดียว

                “หุบปาก” อี้ป๋อเอ่ยเรียบๆ แต่สายก็ไม่ได้มองคนข้างๆ แม้แต่น้อย

                “ปล่อยฉันเถอะ” สองมือเรียวยกขึ้นชู แล้วยื่นไปตรงหน้าคนขับให้แก้มัดให้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบ

                “...”

                “ปล่อยฉันเถอะ” น้ำเสียงขอร้องถูกเปล่งออกมาอย่างแผ่วเบาเหมือนจะเริ่มยอมรับกับตัวเองว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางหลุดไปจากคนร้ายที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ง่ายๆ

อี้ป๋อไม่ตอบ แต่มือขวาเอื้อมไปคว้าเอากล้องที่คล้องคออีกฝ่ายออกมาอย่างถือวิสาสะ ร่างโปร่งกำลังจะโวยวาย หากแต่ก็ต้องหุบปากฉับเมื่อสายตาคมจ้องเขม็ง

                อี้ป๋อเลื่อนดูรูปในกล้องพลางมองหาสิ่งที่อาจจะเป็นเบาะแสหรือหลักฐานสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โรงแรม เขาคิดว่าบางทีอาจจะเห็นหน้าคนร้าย หรือสิ่งผิดปกติก่อนเกิดเหตุก็ได้

แน่นอนว่าเขาไม่ได้กังวลอะไรเรื่องของเซียวจ้านในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะหากอยู่ในความดูแลของตำรวจแล้ว การจะสอบปากคำคงไม่น่ามีปัญหา เพียงแค่คนร่างบางนี่บอกว่าถูกจับตัว ก็อาจจะหลุดจากการเป็นผู้ต้องสงสัยได้

แต่เขายังไม่อยากปล่อยไปนี่สิ...

                “ผมชื่ออี้ป๋อ”

                “บอกฉันทำไม?” เอ่ยถามกลับแต่เจ้าตัวกลับไม่ได้ใส่ใจด้วยการหันหน้ามองออกไปยังวิวนอกตัวรถ

                “ก็เผื่อคุณรอดออกไปได้ จะได้แจ้งความไงว่าผมจับตัวคุณมา”

                “เฮอะรู้ตัวก็ดี” พูดจบก็ยกขาทั้งสองข้างขึ้นมาอยู่ในท่าชันเข่า แขนสองข้างกระชับกอดท่อนขาของตัวเองราวกับกำลังปกป้องตัวเองจากอันตราย ร่างสูงโปร่งที่กำลังมองพฤติกรรมคนข้างๆ ยกยิ้มนิดหนึ่งก่อนจะหันมาสนใจกล้องในมือ ความเงียบเข้าปกคลุมภายในตัวรถอีกครั้ง มีเพียงเสียงเลื่อนดูรูปภาพดังออกมาจากกล้องดิจิตอลของเซียวจ้านที่อยู่ในมือหนาของอีกคน

ภาพสุดท้ายถูกซูมเข้าออกอยู่พักใหญ่ก่อนที่อี้ป๋อจะเอ่ยถามทำลายความเงียบ

                “นี่เท้าใคร?”

                เซียวจ้านเลื่อนใบหน้ามามองที่หน้าจอเล็กๆ ของกล้องแล้วก็ตัวชาวาบ ใบหน้าที่เคยขาวใสบัดนี้เปลี่ยนเป็นซีดไร้สี ใช่ มันคือภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนจะถูกใครบางคนบีบคอแล้วเขาก็หมดสติไป...

เป็นภาพของเท้าคู่หนึ่ง รองเท้าที่เท้าคู่นั้นสวมอยู่เป็นรองเท้าเจ้าสาวสีแดงแบบโบราณ

?” ร่างสูงละสายตาจากถนน เลิกคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของอีกฝ่าย

“...ฉันไม่รู้”





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น