BLIND BRIDE DOLL ตุ๊กตาเจ้าสาว | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 17 : BLIND BRIDE DOLL#16 คำอธิษฐานจากอดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 180
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    8 ต.ค. 63




Chapter 16 คำอธิษฐานจากอดีต

 


เจอที่ไหน” คนทั้งสามตะลึงผงะถอยหลังพลางมองไปยังของในมือของหลิวไห่ควานตาไม่กระพริบ

“ในห้องคุณเซียวจ้าน” หลิวไห่ควานเดินเอาตุ๊กตาโบราณไปวางไว้บนโต๊ะกลางห้องรับแขก แล้วหันกลับมายกมือกอดอกมองเจ้าของบ้านที่ยืนขนลุกตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างต้องการคำตอบ

“เชี่ย... หนีกลับมาก่อนก็ไม่พากูกลับมาด้วย ปล่อยให้หลงในป่าอยู่ครึ่งค่อนวัน” อวี๋ปินพูดติดตลกให้เพื่อนได้ยินเพียงคนเดียว แต่คนฟังไม่ได้ขำด้วย ซึ่งแน่ล่ะ อวี๋ปินเองก็รู้ว่าสถานการณ์แบบนี้จะเป็นใครก็คงขำไม่ออกทั้งนั้น แม้แต่ตัวเขาเองยังฝืนเล่นมุขฝืดๆ นี้เลย

“วันหลังกูจะผูกติดไว้กับมึง”

จากที่ตั้งใจจะพูดอะไรอีกสักประโยคอวี๋ปินกลับต้องรีบหุบปากฉับ

“ของกลางชิ้นนี้พวกผมจะเอากลับไปด้วย” เฉาอวี้เฉินมองไปยังวัตถุโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องท่ามกลางสายตาห้าคู่ที่มีแววตาแสดงความรู้สึกที่แตกต่างกัน

“เชิญครับเชิญเลย” เป็นอวี๋ปินอีกครั้งที่รีบเอ่ยออกมาทันทีที่นายตำรวจพูดจบ ไม่พูดเปล่าแต่เขาทำท่าผายมืออย่างกะตือรือร้น นั่นยิ่งทำให้ร้อยตำรวจเอกทั้งสองคนรู้สึกสงสัยในท่าทีของอีกฝ่าย แต่ก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรออกไป เพียงแต่เน้นการสังเกตดูเท่านั้น

ด้านของเซียวจ้านบัดนี้ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่เยื้องไปทางด้านหลังของหวังอี้ป๋อ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าเองก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของเซียวจ้านดี จึงเอี้ยวตัวหันไปมอง แต่ก็ได้สายตาเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ส่งกลับมา

“ไม่เป็นไรครับ ให้ตำรวจเอาของกลางไปจะดีที่สุด” คำพูดเรียบๆ ที่บอกกับเซียวจ้านในความรู้สึกของตำรวจสองนายก็เหมือนเป็นการบอกเล่าธรรมดา แต่สำหรับเซียวจ้านแล้ว นั่นหมายถึงว่าเขาจะไม่ได้สัมผัสหรือเจอกับวัตถุโบราณชิ้นนี้อีก อีกอย่างความลึกลับและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำเอาตัวเขารู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากล ถ้าให้ตำรวจเอาไปก็คงจะดีกว่า... ดีกว่าให้ของชิ้นนี้อยู่กับพวกเขา แล้วต้องมาเจอกับเหตุการณ์อะไรแบบนี้ซ้ำๆ

“กลับมาที่เรื่องที่คุยค้างไว้ ผมจะให้เวลาพวกคุณทำภารกิจของตัวเองภายในหนึ่งเดือน ครบตามเวลาแล้วขอให้เข้ามามอบตัว หรือถ้าไม่มา ตำรวจจะออกตามจับพวกคุณ”

“ส่วนพวกคุณตำรวจ ผมว่าแค่จับตาดูท่านประธานาธิบดีก็พอ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่กระโตกกระตาก เพราะยังไงซะ คุณก็เป็นลูกชาย ถ้าสามารถเกลี้ยกล่อมให้ท่านประธานาธิบดีลงจากตำแหน่งได้โดยไม่ต้องมีเรื่องราวใหญ่โตจะเป็นการดีที่สุดกับทุกฝ่าย...อีกอย่างผมคิดว่าพ่อคุณเองก็อาจกำลังตกอยู่ในอันตราย”

“เรื่องนั้นผมรู้ ผมจัดการเอง” เฉาอวี้เฉินตัดบท หลิวไห่ควานจึงรีบสำทับอีกที

“งั้นระหว่างนี้ถ้าต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเรื่องที่พัก อาวุธ หรือมีเบาะแสอะไรเพิ่มเติม ขอให้แจ้งมาทางผมแล้วกัน”

“อืม” หวังอี้ป๋อมองหน้าผู้ที่เคยเป็นพี่ชายด้วยสายตายากจะอ่านความหมายนั้นเพียงครู่ แล้วก็หันไปหาเซียวจ้าน

“คุณอยู่กับตำรวจนะครับ” คนถูกพูดด้วยพยักหน้าน้อยๆ เป็นการตอบรับแล้วเอ่ยถึงสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ยังไม่มีใครนึกถึง

“แมวผม คุณตำรวจช่วยเอาไปฝากไว้ที่บ้านเพื่อนผมทีได้มั้ยครับ ระหว่างนี้ผมคิดว่าคงไม่ได้มีเวลาดูแลมันเท่าที่ควร”แน่นอนว่าแค่คำขอร้องเพียงแค่นี้ ตำรวจสามารถทำให้ได้สบายมาก นั่นทำให้เซียวจ้านรู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

เฉาอวี้เฉินหันไปพยักหน้ากับเพื่อนตำรวจด้วยกันแล้วหันกลับไปมองที่หวังอี้ป๋อและอวี๋ปินตามลำดับ แต่ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาอีกราวกับเพียงแค่สื่อสารกันด้วยสารตาเท่านั้นว่า ได้เวลาแยกย้าย และตำรวจให้โอกาสในการไปปฏิบัติภารกิจ อีกหนึ่งเดือนเจอกัน

เซียวจ้านมองสองฝ่ายสลับไปมา ก่อนที่สายตาจะไปหยุดที่หวังอี้ป๋อ

“ขอโทษที่ช่วงที่ผ่านมาทำให้ลำบากนะครับ” พูดเท่านั้นก็เดินไปยังข้าวของของตัวเองที่กองอยู่ที่พื้นเพื่อสำรวจความเรียบร้อย และช่วยอวี๋ปินเก็บของอื่นๆ ที่จำเป็นจำพวกอุปกรณ์ของใช้ส่วนตัว รวมไปถึงข้อมูลสำคัญต่างๆ ที่ยังไม่ได้เอามารวมไว้ตรงนี้

ส่วนเฉาอวี้เฉินก็เดินเข้าไปหาเซียวจ้านคุยอะไรอยู่สองสามคำ หลิวไห่ควานจึงถือโอกาสนี้เข้าไปทักทายส่วนตัวกับคนที่มีศักดิ์เป็นน้องชาย

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ต้นเดือน” หวังอี้ป๋อยังคงง่วนกับของของตัวเอง แต่ปากก็ตอบออกไปโดยที่ไม่ได้หันไปมองคนถาม

“อืม ระวังตัวด้วย”

ยังไม่ทันได้คุยอะไรต่อ นายตำรวจที่ออกไปรออยู่ที่ด้านนอกตัวบ้านก็วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น

“รถ รถถูกเจาะยางครับ”

“ว่าไงนะ”

“รถทั้งสองคันถูกเจาะยางทั้งสองคันครับ” เฉาอวี้เฉินขมวดคิ้วฉับก่อนจะหันขวับมองหวังอี้ป๋อ “หมายความว่ายังไง”

สิ้นคำถามทั้งบ้านก็ราวกับถูกมือยักษ์ตวัดผ่านพร้อมกับเสียงแสบแก้วหู กระจกรอบด้านแตกกระจายด้วยลูกกระสุนปืนกลที่รัวเข้ามาพร้อมแสงแปลบปลาบ คนที่อยู่ภายในบ้านร้องโวยวายด้วยอารมตกใจพร้อมกับหมอบตัวหลบตามสัญชาตญาณ เฟอร์นิเจอร์ วัตถุโบราณที่ตั้งโชว์ในบ้าน และเครื่องใช้ต่างๆ บัดนี้แตกละเอียดเกลื่อนพื้นทั้งด้านนอกและด้านใน ผนังบิ้วต์อินเป็นรูตามแรงอัดของกระสุนแต่ละเม็ดนับไม่ถ้วน

“ไปเอาวัตถุโบราณมา!” เฉาอวี้เฉินตะโกนสั่งเสียงเข้มกับลูกน้องที่นอนหมอบอยู่ใกล้ๆ นายตำรวจคนนั้นพยักหน้าก่อนจะหมอบคลานไปหยิบของตามคำสั่ง ท่ามกลางเสียงปืนที่ยังคงรัวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

หลิวไห่ควานเองก็ขยับหาที่กำบัง พร้อมกับกระชับปืนสั้นไว้แน่น ก่อนสายตาจะไปสบเข้ากับกล่องปืนของเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ และเหมือนความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาจะสามารถสื่อสารกันได้ หวังอี้ป๋อใช้ที่อยู่ในท่านอนคว่ำใช้แขนยันตัวเองตรงไปยังกล่องอาวุธทันที มือแกร่งกดเปิดรหัสก่อนจะคว้าเอาปืนยาวกระบอกหนึ่งออกมา โยนให้กับผู้เป็นพี่  ส่วนตัวเองเลือกหยิบปืนสั้นออกมาพร้อมกับกล่องกระสุน

เขาใช้ปากกัดเปิดกล่องเทกระสุนออกมาแล้วยัดเข้าแมกกาซีนด้วยความรวดเร็วในขณะที่ยังอยู่ในท่านอนหมอบนั้น หัวคิ้วหนาขมวดเข้มด้วยความกังวล

“เซียวจ้านไปไหน”

“ขึ้นไปข้างบน” เป็นอวี้เฉินที่ตอบกลับมาจากมุมๆ หนึ่งของห้องรับแขก หวังอี้ป๋อเบี่ยงตัวหันไปหาอวี๋ปินที่นั่งพิงอยู่ที่หลังเก้าอี้พร้อมกระชับปืนยาวด้วยมือทั้งสอง

“กูจะขึ้นไปดูเซียวจ้าน มึงช่วยตำรวจรับมือ”

บัดนี้ในบ้านมืดสนิทด้วยเพราะดวงไฟที่เคยสว่างไสวถูกยิงแตกไม่เหลือ เสียงปืนเองก็หยุดไปแล้วราวกับกำลังรอจังหวะบางอย่าง คนที่หลบอยู่ด้านในพยายามหาที่หลบด้วยความเงียบเชียบที่สุด รอจังหวะจัดการหากมีคนแปลกหน้าย่างกรายเข้ามาด้านใน

หวังอี้ป๋อใช้จังหวะนี้ค่อยๆ พาตัวเองขึ้นไปชั้นบนไม่รอช้า แม้ว่าจะไร้แสง แต่ด้วยความคุ้นชินกับสภาพบ้านพอตัวทำให้การจะเคลื่อนไหวไม่ยากเท่าไรนัก เพียงครู่เดียวก็ขึ้นมาถึงชั้นบน และตรงไปยังห้องของเจ้าของบ้านโดยไม่ลังเล

ทันทีที่ประตูถูกเปิดผัวะ คนด้านในก็ชาร์จเข้าใส่พร้อมของแข็งในมือที่ฟาดเข้าตรงสันกรามจนหวังอี้ป๋อเซ แต่ก็สามารถพลิกตัวตั้งหลักได้ทันเวลา  ไม่ต้องคิดอะไรให้มาก มือข้างที่ถือปืนใช้เป็นโล่กำบังตัวเองป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายซัดลงมาอีกครั้ง ส่วนมือซ้ายก็ชักมีดสั้นเหน็บเอวด้านหลังตวัดฉับ พลันก็ได้ยินเสียงเหมือนของบางอย่างตกพื้นดังตุบ หวังอี้ป๋อกระตุกยิ้มมุมปากทันทีที่ได้กลิ่นคาวเลือดที่ติดปลายมีดกลับมา

ไม่รอให้เสียเวลา เขายันเท้าออกไปเต็มแรงจนมันกระเด็นไปกับพื้น แต่นั่นยังไม่พอที่จะจัดการมันได้ ไวเท่าความคิดมีดสั้นคมกริบพุ่งตัดผ่านอากาศไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเกิดเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด หวังอี้ป๋อเดินดุ่มเข้าไปในความมืดแล้วยกเท้าเตะเข้ากลางลำตัวของมันอย่างถนัดถนี่ จนเสียงร้องครางนั้นเงียบไป มือหนาจึงชักเอามีดออกจากเป้าหมายตรงหน้า เลือดข้นคลั่กหยดติ๋งจากปลายโลหะคมวับ แต่หวังอี้ป๋อไม่ได้สนใจ เขาจับปืนยัดเข้าไปที่เอวกางเกงด้านหลัง แล้วเปลี่ยนไปใช้มือขวากระชับมีดประจำตัวแทน จากนั้นจึงใช้สายตามที่เริ่มปรับแสงจนคุ้นชินความมืดแล้วสอดส่องหาเจ้าของบ้าน

เมื่อไม่เห็นเงาของใครในห้อง จึงตรงไปยังส่วนของห้องน้ำ เขาเลือกที่จะไม่เรียกชื่ออีกคนเพราะเกรงว่าหากยังมีคนอื่นอยู่ที่นี่ จะเป็นอันตรายกับทั้งตัวเองและตัวเซียวจ้านด้วย

เสียงปืนดังขึ้นอีกระลอกที่ด้านล่างของตัวบ้าน คราวนี้คาดว่าคงจะมีคนของพวกมันบุกเข้ามาด้านในแล้ว แต่ในเมื่อชั้นล่างมีคนคอยรับมืออยู่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอะไร หวังอี้ป๋อเปิดประตูห้องน้ำ ด้านในว่างเปล่า เขาจึงหันหลังเตรียมจะไปตรวจดูอีกห้องที่อยู่ถัดไป แต่จู่ๆ ก็ชะงักเท้าเอาไว้ราวกับมีอะไรบางอย่างมาสะกิดให้หันกลับไปในห้องน้ำอีกครั้ง เท้ายาวก้าวเพียงสองก้าว เบื้องหน้าเป็นอ่างอาบน้ำและคนที่กำลังตามหาก็นอนหมอบคุดคู้ตัวสั่นเทาอยู่ในนั้น

หวังอี้ป๋อย่อตัวลงแล้วเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงเบาราวกระซิบ

“เซียวจ้าน” เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เงาดำในอ่างนั้นจึงค่อยๆ ขยับตัวขึ้นนั่ง หากแต่มือทั้งสองยังคงปิดปากตัวเองแน่น ด้วยกลัวว่าจะหลุดเสียงใดๆ ออกไปให้ฝ่ายตรงข้ามรู้เป้าหมาย

“ไม่เป็นไรครับ ผมจะพาคุณออกไป” เอ่ยเท่านั้น ก็พยุงแขนอีกคนให้ออกมาจากข้างใน ก่อนจะเป็นฝ่ายนำทางเพื่อลงไปยังชั้นล่างของบ้าน มือเรียวกำเสื้อด้านหลังของหวังอี้ป๋อแน่น เพียงชั่วอึดใจเท้าของเซียวจ้านก็เหยียบลงบนพื้นของชั้นหนึ่ง หากแต่หวังอี้ป๋อกลับหันกลับไปหาอีกคนพร้อมกับใช้มือกดไหล่เป็นเชิงบอกว่าให้หมอบลง เซียวจ้านเองก็ทำตามอย่างเชื่อฟัง

“ตามผมมา” สิ้นคำ หวังอี้ป๋อในท่าหมอบก็เคลื่อนที่ไปด้านหน้าอย่างระมัดระวัง ส่วนเซียวจ้านก็เป็นฝ่ายตามอย่างไม่บกพร่อง หากหวังอี้ป๋อหยุด เซียวจ้านก็หยุดตาม

เขาเองไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ส่วนไหนในบ้าน จนเมื่อหวังอี้ป๋อชันกายขึ้นนั่ง เซียวจ้านก็ทำตามบ้าง จึงเพิ่งรู้ว่าตำแหน่งที่เขาอยู่ตอนนี้คือส่วนของห้องครัว และดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น แต่นายตำรวจสองคนและอวี๋ปินก็อยู่ที่นี่ด้วย ส่วนตำรวจยศน้อยกว่าที่เป็นคนไปหยิบวัตถุโบราณบัดนี้นอนสิ้นลมอยู่ในห้องรับแขก เสียงหอบหายใจเหนื่อยหนักใกล้ๆ ดังมาเป็นระยะจนหวังอี้ป๋อต้องเลื่อนมือไปยังที่มาของเสียง แล้วจึงรู้ว่าเป็นเฉาอวี้เฉิน

“อวี้เฉินถูกยิง พวกคุณรีบหนีไปก่อน” หลิวไห่ควานพูดรัวเร็วแต่กดเสียงให้เบาที่สุด

“แต่พวกคุณจะรับมือมันไม่ไหว”

“ไม่ต้องห่วงทางนี้ กำลังเสริมกำลังมา ทำตามแผนเดิม!

 

 

หลังจากใช้เวลาหลอกล่อ ปะทะ และหนีออกมาได้ก็กินเวลาไปกว่าชั่วโมง เซียวจ้านเองจากแผนเดิมที่ต้องอยู่กับตำรวจ แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจทำให้ต้องติดสอยห้อยตามมากับฝั่งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ข้าวของจำเป็นจำพวกอาวุธและข้อมูลสำคัญถูกขนขึ้นรถจี๊ปที่จอดอยู่ในโรงจอดรถได้ทันเวลา ถึงแม้ว่าสภาพตัวรถในตอนนี้จะไม่น่าดูสักเท่าไหร่เนื่องจากรอยกระสุนรอบคันจากการกราดยิงก่อนจะขับรถฝ่าออกมา แต่ก็ช่วยให้พวกเขาทั้งสามรอดจากพวกมันมาอย่างหวุดหวิด พอดีกับที่เสียงไซเรนของรถตำรวจกว่าสามคันดังอยู่เบื้องหลัง ทำให้โล่งใจได้ว่ากำลังเสริมมาแล้ว

ไม่รู้ว่าพวกเขาจากบ้านของเซียวจ้านมานานเท่าไร รู้แค่เพียงว่าบนรถมีเพียงความเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรกันสักคำตั้งแต่ออกมา หวังอี้ป๋อหันมองที่เบาะหลังจึงเห็นว่าเซียวจ้านหลับคอพับคออ่อนไปแล้ว

ถนนที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปมีเพียงไฟส่องสว่างข้างทางเป็นระยะ แต่บางช่วงก็มืดเสียจนแทบมองทางไม่เห็น พลันอวี๋ปินที่รับหน้าที่เป็นคนขับก็นึกไปถึงเรื่องของวัตถุโบราณเข้าเสียได้

“มึงว่า มันจะตามมาอีกมั้ยวะ”

“คงไม่ เพราะมันตามชิพมา” หวังอี้ป๋อตอบไปตามตรง หากแต่นั่นไม่ใช่คำตอบของคำถามที่อวี๋ปินตั้งใจถาม

“กูหมายถึง...ตุ๊กตาผี

“อ้อ...” หวังอี้ป๋อตอบรับเพียงเท่านั้นก็เงียบไป ยอมรับว่าเขาเองก็ตัวชาไปเหมือนกันที่เห็นหลิวไห่ควานถือเอาของสิ่งนั้นติดมือมาด้วย เพราะตอนที่กำลังหลบหนีทั้งตำรวจและผู้ร้ายหลังออกมาจากกรมโบราณคดี พวกเขาทั้งสี่คนก็เห็นกันอยู่ทนโท่ว่าภายในลังที่ขนไปตั้งใจจะฝังจากเดิมเป็นวัตถุโบราณกลับกลายเป็นก้อนหิน

แต่ใครจะไปรู้ว่าพอกลับมาถึงบ้าน ตุ๊กตาโบราณก็ปรากฎที่บ้านเหมือนกัน แน่ล่ะว่าเป็นใครก็ต้องผงะกันทั้งนั้น

“มึงอย่าเงียบดิวะ ชวนกูคุยก็ได้”

“ตั้งใจขับรถไป” หวังอี้ป๋อตัดบทแล้วหลับตาลงตั้งใจจะพักสายตา อวี๋ปินที่เห็นแบบนั้นแล้วก็รีบเสนอความเห็น

“หาที่พักเลยแล้วกัน” ซึ่งอีกคนก็ไม่ได้ตอบอะไร หมายความว่าขึ้นอยู่กับอวี๋ปินเป็นคนตัดสินใจในครั้งนี้ เพียงไม่นานก็เจอกับโมเทลริมทาง จึงไม่ลังเลที่จะหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าไปด้านใน

พนักงานของโมเทลวิ่งออกมาต้อนรับพลางหาวไปด้วย เมื่อถามจำนวนห้องและรับเงินเรียบร้อยแล้ว ก็เดินนำหน้ารถไปยังห้องว่างทันที

อวี๋ปินค่อยๆ ถอยรถเข้าซอง ทันทีที่รถจอดดับเครื่องสนิทหวังอี้ป๋อก็เปิดเปลือกตาขึ้นดูนาฬิกาบนข้อมือบอกเวลาตีสามครึ่ง เขาหันกลับไปมองคนที่ยังนอนหลับไม่รู้เรื่องที่ด้านหลังก่อนจะเรียกปลุก

“เซียวจ้าน”

คนถูกรบกวนเวลานอนขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนเปลือกตาทั้งคู่จะขยับเปิด ขณะเดียวกันเจ้าตัวก็ยันตัวขึ้นนั่งตรงหลังจากที่ฟุบเอนลงไปนอนกับเบาะตั้งแต่เมื่ไหร่ไม่รู้

“ขึ้นไปพักข้างบนสักสามชั่วโมงครับ” หวังอี้ป๋ฮบอกเท่านั้นก็เปิดประตูก้าวตรงไปท้ายรถคว้าเอากระเป๋าเป้มาสะพายพาดไหล่ข้างหนึ่งแล้วยืนรอจนเซียวจ้านลงมา ก็นำทางขึ้นไปยังบันไดที่อยู่ด้านหลังโรงจอดรถเพื่อขึ้นไปยังชั้นสองที่เป็นส่วนของห้องพัก ส่วนอวี๋ปินที่เป็นคนถือกุญแจเมื่อกดสวิตช์เลื่อนปิดประตูใหญ่ด้านหน้าแล้วก็นำขึ้นไปชั้นบนก่อน

ภายในห้องพักถือว่ากว้างขวางเพียงพอสำหรับคนสามคน ถึงแม้ว่ากลุ่มลูกค้าของโมเทลจะเน้นเป็นคู่รัก แต่คนทั่วไปก็สามารถเข้าพักได้เช่นเดียวกัน การตกแต่งภายในเป็นการผสมผสานระหว่างความโมเดิร์นกับกลิ่นอายของจีนโบราณได้อย่างเข้ากัน มีเตียงขนาดคิงไซส์ถึงสองเตียง แต่ตั้งอยู่คนละมุม เตียงหนึ่งเป็นเตียงสีขาวขนาดใหญ่ธรรมดา ส่วนอีกเตียงมีเสาไม้สี่มุมฉลุลายดอกโบตั๋นและปูด้วยผ้าปูที่นอนสีแดงเข้มที่ดูแล้วเหมือนกับเป็นเตียงบรรทมแบบโบราณที่ใช้ในวัง ที่โต๊ะหัวเตียงสีขาวมีอุปกรณ์จำพวกผ้าขนหนู แปรงสีฟัน ครีมอาบน้ำและแชมพู รวมไปถึงถุงยางอนามัยอีกสองกล่อง

อวี๋ปินที่มองเห็นก่อนเป็นคนแรกถึงกับผิวปากหวือออกมาอย่างนึกสนุก

“นี่ถ้ากูมากับสาวไม่ต้องออกไปไหน ขลุกอยู่นี่ทั้งวันทั้งคืน”

“เพ้อเจ้อ” หวังอี้ป๋ออดไม่ได้ที่จะแขวะเพื่อนตัวเองไปคำหนึ่ง ก่อนจะโยนเป้ไปบนโซฟาแล้วเดินเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านขวาของห้อง แต่ก็ต้องเดินออกมาด้วยหน้าตาไม่สบอารมณ์

“มึงเลือกที่พักดีเหลือเกินนะ” เท่านั้นแหละอวี๋ปินจึงหลุดหัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าห้องน้ำเป็นกระจกใสรอบด้าน ซึ่งด้านในเป็นโซนอาบน้ำ ส่วนด้านนอกเป็นอ่างแช่น้ำที่เจาะพื้นแล้ววางอ่างจากุชชี่ขนาดใหญ่ลงไป ส่วนผนังด้านหนึ่งเป็นโทรทัศน์ขนาด 52 นิ้ว

“ก็มันฉุกละหุก”

“ละหุกพ่อมึง กลัวจะขับรถคนเดียวก็บอก อย่าคิดว่ากูไม่รู้พอมึงเห็นว่ามีแสงไฟปุ๊บก็รีบเลี้ยวเข้ามาปั๊บ”

“เอาน่าๆ แค่ใช้ซุกหัวนอนไม่กี่ชั่วโมง”

ทั้งสองเถียงกันไปมาจนเซียวจ้านที่ยืนทำตัวไม่ถูกต้องทักขึ้นอย่างเกรงใจ

“เอ่อ...คือ”

“อ้อ คุณเซียวจ้าน เชิญตามสบายเลยครับ อาบน้ำนอนงีบได้เลยครับ” อวี๋ปินรีบเบี่ยงตัวหลีกไปอีกด้าน เพื่อให้เซียว้จานเดินไปที่เตียงได้สะดวก

“ระหว่างนี้พวกผมจะไปรอข้างล่าง อีกสิบนาทีจะขึ้นมาครับ”

เซียวจ้านทำเพียงพยักหน้าให้ แต่ไม่เอ่ยคำใดออกมา ทว่าดวงตาคู่สวยกลับสั่นไหวบวกกับหน้าเผือดสีนั้นอีกทำให้หวังอี้ป๋อที่มองอยู่ตลอดต้องถามออกมา

“ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าครับ”

“คือ...”

เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษทั้งสองเลิกคิ้วรอคำตอบพร้อมกัน แต่เซียวจ้านก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกจนหวังอี้ป๋อหันไปมองหน้าอวี๋ปิน

“กูลงไปรอข้างล่างแล้วกัน” อวี๋ปินว่าแล้วก็หันตัวเองไปยังประตูทางออกโดยไม่รอให้หวังอี้ป๋อท้วงอะไรอีก ในห้องตอนนี้จึงเหลือเพียงเซียวจ้านและหวังอี้ป๋อเพียงสองคน ดวงตาของทั้งคู่สบมองกันนิ่งอยู่พักใหญ่จนหวังอี้ป๋อต้องเป็นคนเอ่ยออกมาอย่างเข้าใจ

“ไม่ต้องกลัวครับ ผมอยู่นี่ อาบน้ำทำธุระของคุณเถอะ ผมรอ” ไม่พูดเปล่า แต่ร่างสูงยังเดินไปยังเตียงโบราณแล้วเอนตัวลงเตรียมพักสายตา เซียวจ้านกัดปากมองอย่างชั่งใจ ซึ่งหวังอี้ป๋อที่เห็นท่าทางนั้นก็ผงกหัวขึ้นมามองอีกคนแล้วเอ่ยย้ำให้มั่นใจ

“ไม่ดูครับ สัญญา” เมื่อได้ยินแบบนั้น เซียวจ้านจึงเดินไปหยิบผ้าขนหนูและอุปกรณ์อาบน้ำที่ทางโมเทลเตรียมไว้ให้ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป ถึงแม้ว่าอีกคนจะบอกว่าจะไม่แอบดู แต่ก็ยังอดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ เพราะเหมือนกับว่าเขายืนอาบน้ำในห้องนอนอย่างไรอย่างนั้น

หวังอี้ป๋อใช้แขนทั้งสองข้างรองหนุนหัวเอาไว้ ก่อนจะหลับตาลงเพื่อให้สายตาและร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากว่าสองวันได้พักผ่อนอย่างที่ควรจะเป็น  หูก็เงี่ยฟังเสียงน้ำจากฝักบัวไหลเอื่อยกระทบพื้นกระเบื้องหินขัดในส่วนของห้องน้ำอยู่กว่าห้านาที

“หวังอี้ป๋อ”

ร่างสูงเปิดเปลือกตาขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อของตน เขายันกายขึ้นนั่งก่อนสายตาจะโฟกัสตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

ภาพของเซียวจ้านที่ยังคงเปลือยเปล่ายืนอยู่ในห้องน้ำเบื้องหลังกระจกขึ้นฝ้าจางๆ จากไอร้อนของน้ำทำเอาหวังอี้ป๋อแทบลืมหายใจ เขาลืมตัวไปเสียสนิทเพราะอารามตกใจว่าอีกคนจะเป็นอะไรไป เมื่อนึกขึ้นได้ใบหน้าคมจึงรีบเสมองไปทางอื่น

“มีอะไรครับ”

“น้ำไม่ไหล เอาน้ำมาให้ที” เซียวจ้านเลื่อนมือไปดันเปิดก๊อกฝักบัว หากแต่น้ำที่เคยไหลเมื่อครู่บัดนี้กลับไหลออกมาเพียงหยดสองหยด บนใบหน้ายังคงฟองสีขาวจนต้องหลับตาแน่น

หวังอี้ป๋อขยับกายเดินไปหยิบน้ำดื่มที่วางบนโต๊ะมาสองขวด แล้วเดินไปทางห้องน้ำไม่รอช้า ถึงจะบอกว่าไม่มอง แต่ในเมื่อห้องน้ำมันเป็นกระจกรอบด้านขนาดนั้น จะว่าไม่เห็นก็จะเป็นการโกหกเกินไป

“น้ำครับ” เสียงทุ้มดังขึ้นในระยะใกล้ เซียวจ้านยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ทิศทาง หวังอี้ป๋อจึงจำใจต้องก้าวเข้าไปในห้องน้ำอย่างเสียไม่ได้ และไม่ลืมที่จะคว้าเอาผ้าเช็ดตัวที่เซียวจ้านพาดเอาไว้บนราวติดมือมาด้วย ภาพของอีกคนปรากฎชัดแก่สายตาตั้งแต่หัวจรดเท้าในสภาพเปลือยเปล่า ถึงพวกเขาจะสูงพอๆ กันแต่รูปร่างของคนตรงหน้ากลับดูบางกว่าที่คิดไว้มาก บนหน้าอกของเซียวจ้านมีจี้หยกขนาดเล็กที่ห้อยเอาไว้ ยิ่งขับให้ผิวกายเนียนดูโดดเด่นขึ้นไปอีก

ถึงเขาจะเคยผ่านการฝึกทหารผ่านอาบน้ำรวมมาก่อน แต่กับเซียวจ้านมันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง อย่างแรกคือที่นี่ไม่ใช่ค่ายฝึก อย่างที่สองคือเขาไม่ได้คิดกับเซียวจ้านแค่ผิวเผินเหมือนคนรู้จักทั่วไป แต่สามารถบอกได้เลยว่าเขามีความรู้สึกดีๆ ให้กับคนๆ นี้ โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมและมันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่

เพียงแค่ฝันเห็นก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกล้นปรี่อยู่เต็มอก

พอได้มาเจอตัวจริงยิ่งรู้สึกอยากปกป้อง และไม่อยากให้ห่างกายไปไหนเลยสักวินาทีเดียว

หวังอี้ป๋อมองเซียวจ้านจนรู้สึกว่าความร้อนทั้งจากไอน้ำในห้องน้ำและความร้อนในร่างกายปะปนกันจนแยกไม่ออก กลิ่นหอมของครีมอาบน้ำที่ติดบนผิวกายอีกคนชัดเตะจมูกทำลมหายใจติดขัด เขาสูดหายใจลึก สะบัดผ้าขนหนูกางออกคลุมตัวอีกคน ก่อนจะยื่นขวดน้ำไปยังมือเรียวที่แบรออยู่ก่อนแล้ว

เซียวจ้านดูเหมือนจะชะงักไปนิดเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสจากผ้าผืนนุ่ม แต่ก็รับน้ำขวดน้ำเปิดออกเพื่อล้างฟองที่หน้า ขณะเดียวกันหวังอี้ป๋อก็หลุดยิ้มออกมาเมื่อหันไปเห็นว่าข้างๆ ที่เปิดปิดฝักบัวมีตัวเปิดปิดอีกตัว คนตรงหน้าคงไม่ระวังเลื่อนมือไปโดน ทำให้น้ำไม่ไหล

“อาบเสร็จหรือยังครับ”

“อืม” เซียวจ้านเงยหน้าขึ้นครางตอบในลำคอ ดวงหน้าสวยแดงปลั่งนั้นมีหยดน้ำเกาะพราว มือทั้งสองกระชับผ้าผืนใหญ่ที่คลุมกายเอาไว้แน่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงจะรู้สึกประดักประเดิดไม่น้อยที่หวังอี้ป๋อเข้ามาอยู่ในห้องน้ำเวลานี้

ร่างสูงพยายามปรับสีหน้าให้เรียบที่สุด “แต่งตัวเสร็จแล้วมาคุยกันหน่อยนะครับ” พูดทั้งที่ไม่ได้หันไปมอง ก่อนจะเดินออกมาจากห้องน้ำ ให้เวลาเซียวจ้านได้แต่งตัวให้เรียบร้อย ด้วยการนั่งรอที่โซฟาตัวเล็กปลายเตียงสีขาว ความเหน็ดเหนื่อยสะสมหลายวันหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้เห็นเรือนร่างเพรียวบางของเซียวจ้านเมื่อครู่ จนหวังอี้ป๋ออดจะเริ่มรู้สึกไม่ได้ว่าต้องเกิดความผิดปกติบางอย่างขึ้นกับตัวเองแน่ๆ

เพียงไม่ถึงนาที เซียวจ้านก็มาปรากฎตัวตรงหน้าหวังอี้ป๋อ ใบหน้าดูสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังคงมีความกังวลฉายชัดอยู่ในแววตา

เซียวจ้านที่เจอกันในครั้งแรก พูดเก่ง กล้าต่อปากต่อคำกับเขา

แต่เซียวจ้านในช่วงหลายวันมานี้แตกต่างไป เขาไม่ค่อยพูด แต่จะใช้การสังเกตและการฟังเสียเป็นส่วนใหญ่ บวกกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนตรงหน้าของหวังอี้ป๋อกลายเป็นแบบนี้ ไหนจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัย พัวพันกับคดี หนีผู้ร้าย เสียรถ และยังต้องจากบ้านที่ถูกกราดยิงจนเละเทะมาอีก

ถ้าทำได้ สิ่งแรกที่หวังอี้ป๋ออยากจะทำคือการดึงตัวอีกคนมากอดเอาไว้ ให้เซียวจ้านรู้ว่ายังมีเขาอยู่ตรงนี้ แต่ก็เป็นแค่สิ่งที่ทำได้เพียงแค่คิด ก่อนจะเอ่ยเรียบทว่าแฝงไปด้วยความอ่อนโยน

“ผมจะไม่อ้อมค้อม ในเมื่อต่อจากนี้คุณจะต้องติดสอยห้อยตามมากับผม”

“ซึ่งฉันก็ไม่ได้เต็มใจอยากจะมา” เซียวจ้านโพล่งแทรกขึ้นทั้งที่อีกคนยังไม่ทันได้พูดเข้าประเด็น ทำให้ความคิดของหวังอี้ป๋อที่ว่าเซียวจ้านไม่ค่อยพูดต่อปากต่อคำเป็นอันต้องพับเก็บไป

“แต่ในเมื่อคุณมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็ต้องฟังคำสั่งของผม”

“ถ้าจำไม่ผิด ฉันไม่ใช่คนใต้บังคับบัญชาของนายนะ” ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ร่างบางยกมือขึ้นกอดอกด้วยใบหน้าบึ้งตึงผิดไปจากเมื่อครู่ บทจะไม่ฟังก็รั้นเหลือเกินในความคิดของหวังอี้ป๋อ

“แต่ตอนนี้ถือว่าใช่”

“...”

“อย่างที่คุณรู้แล้วว่าต่อไปภารกิจของพวกผมคืออะไร อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เราจะข้ามไปเมืองอื่น ระหว่างนั้นคุณจะต้องฝึกใช้อาวุธให้เป็น”

“เพื่อ?”

“เพื่อป้องกันตัวเองในสถานการณ์คับขัน ผมกับอวี๋ปินอาจจะช่วยคุณทุกครั้งไม่ได้ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน”

“พาฉันไปส่งที่บ้านจั๋วเฉิงเถอะงั้น จะได้ไม่ต้องเป็นภาระพวกคุณ”

“ไม่ได้”

“นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ มันทำไมอีก” เสียงที่เปล่งออกมาดูหงุดหงิดพอๆ กับสีหน้าและดวงตาที่เต็มไปด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างปิดไม่มิด

“จำตุ๊กตาโบราณได้ใช่มั้ยครับ”

แต่เพียงแค่หวังอี้ป๋อเอ่ยถึงของสิ่งนั้น เซียวจ้านที่ยกมือเท้าเอวกำลังจะอ้าปากพูดกลับหุบปากฉับ สีหน้าฉาบความหวาดกลัวชัดเจน

“ถ้าสติคุณไม่ได้เตลิดหายไปจากเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายและช่วงดึกที่ผ่านมา คงจะพอจำได้ว่าแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าเป็นคนริเริ่มสั่งทำตุ๊กตาตัวแทนขึ้นมา...”

“อืม”

“และถึงคุณจะไม่เชื่อ แต่ผมก็ยังอยากให้คุณลองสันนิษฐานดูในกรณีที่ถ้าในอดีตผมคือแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋า และผมเป็นเจ้าของตุ๊กตาบ่าวสาวคู่นั้น”

“แล้วจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อนายตอนนี้คือหวังอี้ป๋อ”

“ผมเห็นอดีต”

“เพ้อเจ้อ” เซียวจ้านถึงกับกุมขมับเมื่อได้ยินคำพูดไร้สาระนั้นหลุดออกมาจากปากคนที่เป็นถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษ ทว่าก็ดูเหมือนหวังอี้ป๋อจะไม่ได้สนใจในปฏิกิริยานั้นนัก ยังคงย้ำคำหนักแน่น

“ผมเห็นทุกอย่างที่แม่ทัพหวังเห็น”

เซียวจ้านเลื่อนมือขึ้นกอดอกอีกครั้ง ดวงตาใสนั้นสบมองใบหน้าคมนิ่งก่อนจะเอ่ยประชด  “อ่ะ จำได้แล้วยังไงคุณแม่ทัพ”

มุมปากของหวังอี้ป๋อยกขึ้นเมื่อได้ยินสรรพนามเรียกเชิงแขวะหลุดออกจากปากเรียว นั่นแปลว่าคนตรงหน้าเริ่มยอมรับฟังในสิ่งที่เขากำลังจะพูด เขาเงียบไปอึดใจหนึ่งราวกับกำลังนึกย้อนไปยังเหตุการณ์เมื่อพันกว่าปีก่อน แล้วจึงค่อยๆ เอ่ยออกมาอย่างระวัง

“ถึงผมจะเคยบอกว่าไม่อยากยึดติดกับอดีต แต่เรื่องนี้จำเป็นต้องพูดถึงจริงๆ ครับ เพราะก่อนแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าตาย ได้สังหารคนๆ หนึ่ง...”

“ปกติคนเป็นแม่ทัพก็ต้องมีการฆ่าคนเป็นธรรมดา แปลกตรงไหน”

“เพราะคนที่แม่ทัพฆ่าไม่ใช่คนธรรมดาครับ... และวิญญาณของคนๆ นั้นก็วนเวียนอยู่ในตุ๊กตาด้วยคำสาป”

“บ้าบอ”

“ที่วังจั๋วเฉิงเพื่อนของคุณพูดคือความจริง และคำสาปที่ติดมากับวัตถุโบราณชิ้นนั้นเกี่ยวข้องทั้งกับคุณและผม”

“ถ้ายังไม่เลิกพูด ฉันจะไม่ฟังแล้วนะ” เซียวจ้านทำท่าจะเดินหนีไปอีกด้าน ทว่าถูกรั้งด้วยประโยคถัดมาและข้อมือที่ถูกคว้าไว้

“แล้วคุณไม่คิดบ้างเหรอครับว่าทำไมคุณมักจะเจอกับเหตุการณ์แปลกๆ ตั้งแต่ที่ได้เจอกับตุ๊กตาโบราณก็เกิดเรื่องราวมากมาย ยังคนแปลกๆ ที่คุณเห็น”

“....”

“...รวมไปถึงการเปลี่ยนที่หรือหายไปของของชิ้นนั้น”

 “นายคิดว่ามันมีชีวิตใช่มั้ย”

“ถึงจะเชื่อได้ยาก แต่ก็ต้องตอบว่า..ใช่ครับ”

“แล้วยังไงต่อ มันจะมาโผล่ที่นี่อีกหรือไง”

“ถ้าไม่ผิดไปจากที่ผมคิด อีกไม่นานมันอาจจะตามมาอีกก็ได้”

“อย่าพูดอะไรบ้าๆ”

“พูดจริงๆ ครับ มันยากที่จะเชื่อ แต่ในเมื่อเราเจอมากับตัว จะเชื่อสัก 1% ก็ไม่เสียหาย”

เซียวจ้านหันตัวมาประจันหน้ากับร่างสูงอีกครั้ง “แล้วมันต้องการอะไร” คำถามที่ถามออกไปอาจจะดูโง่แต่มันก็เป็นสิ่งที่ควรสงสัยเป็นอันดับแรกว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมมันถึงต้องมาโผล่อยู่รอบๆ ตัวของพวกเขาราวกับวิญญาณตามติดขนาดนี้

“ไม่ชีวิตผม ก็ชีวิตคุณ”

เซียวจ้านตะลึงงันเมื่อได้ยินคำตอบที่ดูไร้เหตุผลแบบนั้น ทว่ากลับรู้สึกไม่สบายใจเมื่อคิดว่าถ้าเป็นเรื่องจริงขึ้นมา แล้วของสิ่งนั้นมีชีวิตจริง...หมายความว่าชีวิตของเขากำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างนั้นเหรอ? เขากำลังจะต้องตายเพราะวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งอย่างนั้นเหรอ? แล้วเขาจะเชื่อเรื่องพรรค์นี้ได้อย่างไร?

“ถ้าเป็นแบบที่นายพูด แล้วเราไม่ต้องคอยหนีมันไปตลอดเหรอ ถ้าทำลาย...”

“ปืนกับระเบิดทำอะไรไม่ได้ คุณก็เห็น” หวังอี้ป๋อรู้ดีว่าอีกคนกำลังคิดอะไร เพราะเขาเองก็คิดอยู่ตลอดในข้อที่ว่าหากต้องกำจัดของสิ่งนั้นควรจะต้องใช้วิธีใดจึงจะได้ผลที่สุด

...ถ้าอาวุธปัจจุบันทำลายไม่ได้แล้วล่ะก็...


“แสดงว่าไม่มีวิธีทำลาย?” ร่างบางทรุดตัวลงนั่งบนพื้นที่ว่างบนโซฟาข้างกายหวังอี้ป๋อด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

ราวกับชีวิตของตัวเองกำลังดิ่งลงไปสู่หุบเหวลึกยากจะรอด หนทางข้างหน้ามันช่างมืดมิดจนอยากจะหันหลังกลับ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะถนนเส้นที่ผ่านมาถูกพายุจนไม่สามารถย้อนกลับไปได้ มีแต่ต้องฝืนเดินหน้าต่อเท่านั้น...

ทว่าบนหนทางไร้แสง จู่ๆ ก็ราวกับมีมือแข็งแรงแต่อบอุ่นมาจับกระชับมือเขาเอาไว้แล้วพาเดินต่อ

“มีครับ เป็นของที่คุณอาจจะนึกไม่ถึง” เซียวจ้านเบิกตากว้างแล้วรีบถามต่อด้วยความตื่นเต้นแต่ก็ยังไม่วายแขวะสำทับมาอีกระลอก

“ของอะไร นี่นายจะให้ฉันคอยถามตลอดทุกประโยคเลยหรือไง”

“ใจเย็นครับ ผมแค่อยากให้คุณค่อยๆ คิดตาม”

“ฉันเหนื่อยกับเรื่องบ้าๆ พวกนี้จะแย่แล้ว นายก็ยังจะมาลีลาอะไรอีกก็ไม่รู้” เซียวจ้านว่าเสียงสั่นราวกับกำลังจะร้องไห้ เรื่องราวที่เขาเจอช่วงที่ผ่านมานี้มันหนักหนาเกินกว่าที่เขาจะรับได้ เขาเป็นแค่คนธรรมดาที่กำลังจะเรียนจบปริญญาเอก จะได้ทำงานดูแลครอบครัว ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แล้วทำไมกัน? ทำไมต้องเอาชีวิตมาทิ้งให้มันพังไม่เป็นท่าแบบนี้

“เอาล่ะครับ ตั้งสติแล้วตั้งใจฟังผม...” เหมือนหวังอี้ป๋อเองก็รู้ว่าคนตรงหน้ากำลังรู้สึกอย่างไร เขาไม่ใช่คนปลอบใจใครเก่ง จึงพยายามไม่ไปรื้อฟื้นหรือสะกิดต่อมอารมณ์อีกคนให้ย่ำแย่ไปมากกว่านี้เท่านั้น และพยายามจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญแทน

“เมื่อวานที่เราไปที่กรมโบราณคดี โครงกระดูกสองโครงนั้นที่ขุดค้นเจอ มีของที่ฝังร่วมด้วยใช่มั้ยครับ”

“อืม มีหยกลายมังกรกับตราบัญชาทัพรูปเสือ มีตุ๊กตาคู่ แล้วก็ของมีค่าอีกไม่กี่อย่าง”

“แล้วพอจะเดาได้หรือยังครับ ว่าทำไมผมถึงขอให้เจ้าหน้าที่พาพวกเราไปดูหยกที่ว่า”

เซียวจ้านยืดตัวขึ้นเอ่ย “เดี๋ยวนะ มันยังไงกันแน่ ฉันไม่เข้าใจ”

“แม่ทัพหวังฆ่าคนๆ นั้นด้วยของสองอย่าง หนึ่งคือตราหยกลายมังกร” นี่เป็นข้อมูลที่เซียวจ้านไม่เคยรู้มาก่อน แต่หวังอี้ป๋อกลับพูดออกมาได้เป็นฉากๆ จนทำเอาเขารู้สึกพิศวงอยู่ไม่น้อยว่าคนตรงหน้าคงไม่ได้กำลังแต่งเรื่องหลอกลวงเขาอยู่ หรือถ้ากุเรื่องขึ้นมาจริง เขาก็จะยอมตามน้ำดูสักหน่อยว่าท้ายที่สุดแล้วหวังอี้ป๋อต้องการอะไรกันแน่

“แล้วอีกอย่างคืออะไรล่ะ”

“ดาบประจำตัวแม่ทัพครับ” เซียวจ้านถึงกับกลอกตา

“จะบ้าหรือเปล่า แล้วจะให้ไปหาดาบที่ไหน ไม่ต้องไปขุดสุสานทั่วประเทศเลยหรือไง”

“เพราะแบบนี้ผมเลยจำเป็นต้องมีคุณ”

“อ่ะ ไหนบอกว่าเห็นภาพในอดีต รู้เรื่องราวทุกอย่าง ไหนว่ามาซิคุณแม่ทัพ ดาบคุณอยู่ที่ไหน ฉันจะไปขุดมาให้”

หวังอี้ป๋อถึงกับถอนหายใจยาวกับคำพูดเชิงประชดนั้น ดวงตาคมสบมองกับดวงหน้าสวยอย่างจริงจังเสียจนคนถูกมองรู้สึกเก้อเขิน

“เซียวจ้าน... คุณเองก็น่าจะเคยเห็นภาพในอดีตของตัวเองเหมือนกับผม ถึงจะไม่ทั้งหมด...แต่รู้ใช่มั้ยครับว่าแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋ากับมู่หรงจื่อเจินไม่ใช่แค่สหายธรรมดา แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาลึกซึ้งกว่านั้น แล้วถ้ามู่หรงจื่อเจินเกิดเสียชีวิตก่อน คุณคิดว่าแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าจะทำยังไงต่อ”

ถึงเซียวจ้านจะพยายามคิดตาม พยายามไม่คิดเข้าข้างมู่หรงจื่อเจินจนเกินไป แต่หากมู่หรงจื่อเจินคือคนที่ครอบครองหัวใจแกร่งของแม่ทัพมาจากไปเสียก่อน... แม่ทัพหวังคงจะเสียใจมาก อาจจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ? อาจจะสั่งให้ดูแลศพมู่หรงจื่อเจินอย่างดี? อาจจะสร้างรูปปั้นตัวแทนขึ้นมา? หรืออาจจะ...

จู่ๆ ก็เหมือนกับเกิดประกายความหวังเล็กๆ ขึ้นในใจของเซียวจ้านทั้งที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ากำลังหวังในเรื่องอะไร

“ฉันจะไปรู้เหรอ”

คนร่างสูงขยับตัวเข้าไปใกล้กับอีกคน ก่อนจะดึงมือเรียวมากุมไว้ เซียวจ้านตกใจพยายามจะดึงมือกลับตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อเห็นสายตาที่อีกฝ่ายจ้องมองมาจึงค่อยๆ ผ่อนแรงลงแล้วปล่อยให้อีกคนจับมืออยู่แบบนั้น ส่วนตัวเองก็หลุบตามองไปทางอื่น รอฟังสิ่งที่อีกคนกำลังจะเอ่ย

“......”


“...ผมปลิดชีวิตตัวเองด้วยดาบเล่มนั้น”


เซียวจ้านเงยหน้าทันทีที่ได้ยินประโยคจากเสียงทุ้ม ใบหน้าขาวเริ่มซีดราวกระดาษ ดวงตาคู่สวยนั้นสั่นระริกราวกับรับรู้ได้ว่าคนที่เอ่ยประโยคเมื่อครู่คือแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าจริงๆ ด้วยสรรพนามแทนตัวเองนั้น

ภาพของโครงกระดูกช่วงอกที่มีรอยของมีคมแทงแว่บเข้ามาในหัว พลันก็รู้สึกปวดหนึบในอก ความคิดหลายอย่างแว่บเข้ามาจนเกิดเป็นคำถามหลายคำถาม

...มู่หรงจื่อเจินตายยังไง...

...แล้วแม่ทัพฆ่าตัวตายทำไม...

ปากเรียวอ้าออกเหมือนต้องการจะเปล่งคำพูดออกมา แต่ก็เปลี่ยนเป็นเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น

“แล้วคนตายจะไปรู้เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากตัวเองตายไปแล้วได้ยังไงจริงมั้ยครับ”

“จะบอกว่านายไม่รู้ว่าพอแม่ทัพตายแล้ว ดาบไปไหน”

“คำสาปและวิญญาณในตุ๊กตาอาจจะกำลังต้องการชีวิตคุณหรือผม หรืออาจจะเราทั้งสองคน และสิ่งที่เราสามารถทำได้คือการหาของสองอย่างมาให้ได้ ถึงจะไม่รู้ว่าจะได้ผลจริงมั้ย แต่ลองดูก็ไม่เสียหายครับ ยังไงซะหยกลายมังกรยังอยู่ที่กรมโบราณคดี ส่วนดาบ... ต้องพึ่งความสามารถของคุณ” เซียวจ้านรับฟังแล้วก็เงียบไปชั่วอึดใจ ดวงตาเรียวช้อนขึ้นสบกับดวงตาคู่คม

“ฉันทำไม่ได้หรอก ฉันก็เป็นแค่คนเรียนโบราณคดีธรรมดา อีกอย่างก็ไม่ได้รู้เห็นอดีตเหมือนคุณ หรือทำนายอนาคตได้เหมือนจั๋วเฉิง”

“ทำได้ครับ คุณคือว่าที่นักโบราณคดีเซียวจ้าน เจ้าของร่างมู่หรงจื่อเจินในอดีต ในเมื่อคุณมีผมอยู่ตรงนี้แล้ว คิดเสียว่าผมเป็นคนที่รอฟังคำสั่งจากคุณก็แล้วกัน ถ้าพอจะมีข้อมูลสักนิด ขอให้บอกผมเท่านั้น”

นับแต่นี้ภารกิจของเขาไม่ใช่เพียงแค่ตามล่าตัวกลุ่มผู้ก่อการร้ายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังต้องรับมือและจัดการกับความลึกลับของวัตถุโบราณที่ยังไม่รู้ชัดว่าหากพลาดแล้วจะเป็นเช่นไร และดูเหมือนว่าเป้าหมายที่แน่ชัดของมันไม่ใช่ใครที่ไหน อาจจะไม่ใช่เขา... แต่เป็นเซียวจ้านไม่ผิดแน่

ยิ่งตอนนี้ในตุ๊กตาคู่มีชิพที่คนร้ายต้องการ นั่นหมายความว่าอันตรายทั้งสองด้านจะโจมตีเข้าใส่พวกเขาได้ทุกเมื่อ แล้วแบบนี้เขาจะปล่อยเซียวจ้านให้ห่างกายได้ยังไง

“นี่”

“ครับ”

“ดูนายเชื่อสนิทใจเลยนะว่าฉันคือมู่หรงจื่อเจิน”

“ผมรู้สึกได้ ถึงคุณจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ตาม” เขาเอ่ยราบเรียบทว่าท้ายประโยคกลับแฝงไปด้วยความเศร้า แน่นอนว่าหวังอี้ป๋อรู้ดีว่าการที่คนตรงหน้าไม่มีเศษเสี้ยวความรู้สึกใดหลงเหลือให้กับเขาเหมือนดั่งในอดีต เป็นผลพวงมาจากคำอธิษฐานเมื่อพันปีก่อน

นั่นแปลว่าหากหวังอี้ป๋อต้องการให้ความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองเป็นดั่งความสัมพันธ์ของแม่ทัพหวังและจื่อเจิน ก็จำเป็นต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่เท่านั้น และเขาก็ยอมด้วยความเต็มใจ

เพราะในชาตินี้ สิ่งที่ต้องทำคือการแก้ไขสิ่งที่เคยพลาดพลั้ง

 

ปกป้องเซียวจ้าน ถึงแม้ต้องแลกด้วยชีวิตตนเอง

 

 

มอบชีวิตให้กับมู่หรงจื่อเจินในชาติปัจจุบัน...

 

 

ทดแทนความผิดที่ดาบของแม่ทัพหวังแห่งเป่ยหยางปลิดชีวิตของมู่หรงจื่อเจินในอดีต

 




 - จบพาร์ทหนึ่ง -



--------------------



กลับมาแล้วค่าาาา 

ตอนแรกลังเลว่าจะลงตอนนี้ดีมั้ย เพราะว่ามันเหมือนเป็นการสปอยล์เนื้อเรื่องลำนำแม่ทัพฯ

แต่สรุปก็ตัดสินใจลง พร้อมข่าวแจ้งการหยุดอัพตอนต่อไป

เนื่องจากเนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยางอย่างแยกไม่ออก

ไรท์จำเป็นต้องเร่งพาร์ทอดีตชาติให้จบก่อน จะได้ไม่เป็นการเปิดเผยเนื้อหาในส่วนที่ยังไม่เผยแพร่โดยไม่จำเป็น

อดใจรอกันหน่อยนะคะ ไม่รู้ว่าจะยังมีคนอ่านฟิคเราหรือเปล่า TwT


จริงๆ ตั้งใจจะอัพตั้งแต่วันจันทร์แล้ว แต่ติดๆ ขัดๆ หลายอย่าง เลยเขียนไม่เสร็จสักที

จนมาวันอังคารพุธ กะว่าดูอี้ป๋อแข่งรถไปด้วยเขียนไปด้วยเพลินๆ ดันเกิดอุบัติเหตุขึ้น ใจมันเจ็บไปหมด แล้วเฟลไปเลย หมดพลังเขียนต่อไม่ออก มันติดอยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำ แต่เราจะไม่ระบายในนี้ เชื่อว่าทุกคนคงจะรู้กันอยู่แล้วล่ะเนอะ


เอาเป็นว่าตอนนี้ให้หวังอี้ป๋อและเซียวจ้านได้พักผ่อนให้เต็มที่ก่อน

แล้วเราไปลุ้นปมในอดีตด้วยกันที่ "ลำนำแม่ทัพแห่งเป่ยหยาง" ค่ะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #88 Rieng (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2563 / 15:01

    ชอบมากๆ ไรท์แต่งเก่ง ชอบ ชอบ ชอบ รอนะคะ ขอบคุณค่ะไรท์ ♥️💕♥️💕 😊😊😊

    #88
    0
  2. #87 benmin (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2563 / 14:52
    ดีมากนะไรท์ รออ่านพาร์ทต่อไปเลยคั้บ
    #87
    0
  3. #86 floer53643ra (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2563 / 12:32
    รอออออ💕💕
    #86
    0
  4. #85 PratumpornP (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2563 / 06:53
    ติดตามฟิคของไรท์ตลอดค่ะ จะรอเสมอ 😍
    #85
    0