BLIND BRIDE DOLL ตุ๊กตาเจ้าสาว | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 16 : BLIND BRIDE DOLL#15 พันธะ - มิตร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 142
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    30 ก.ย. 63



Chapter 15

 


22 กันยายน เวลา 22:50 นาฬิกา


เฉาอวี้เฉินขบกรามแน่น ดวงตาดุเหลือบมองยังปืนของตัวเองที่ถูกอีกวางวางเอาไว้บนโต๊ะ ใบหน้าได้รูปนั้นมีเม็ดเหงื่อผุดพรายทั้งที่อากาศรอบด้านกำลังเย็นลง เสียงทุ้มของหวังอี้ป๋อเอ่ยออกมาอีกพลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทีผ่อนคลาย แต่ใบหน้ายังคงดูจริงจัง

“ทั้งค้ามนุษย์ ค้ายา เป็นต้นเหตุสร้างการก่อการร้าย ควบคุมชนกลุ่มน้อยที่มีความคิดแตกต่างไปปรับทัศนคติในค่ายกักกัน ใช้มนุษย์เพื่อทดลองงานวิจัยโดยไม่ได้รับการยินยอมหรือผิดจรรยาบรรณ และยังมีรูปภาพอีกส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดการโอนเงินและบัญชีธนาคารทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนหลายร้อยล้าน ...ถ้าคุณตำรวจต้องการข้อมูล พวกผมก็ไม่หวง”

อวี้เฉินรู้ดีว่าท้ายประโยคของอีกฝ่ายหมายความตามนั้นจริง แต่มันแฝงไปด้วยความเย้ยหยันในที

“และผมยังคิดว่านอกจากข้อมูลในชิพที่ได้มานี้ ยังเป็นแค่เพียงบางส่วน เพราะว่าวัตถุโบราณที่ถูกโจรกรรมมีทั้งหมดสี่ชิ้น นี่เป็นหนึ่งในสี่ชิ้นที่ตกอยู่ในมือของพวกผม”

เซียวจ้านยืนฟังเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการลับกำลังสื่อสารกับอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ ใบหน้าคมในยามจริงจังดูคุ้นตาราวกับมีภาพทับซ้อนของใครอีกคน รวมไปถึงการพูดคุยลักษณะนี้เป็นภาพฉายซ้ำเหมือนเมื่อคืนวานที่พวกเขาสี่คนนั่งปรึกษาและหาข้อสรุปของเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ทว่าระหว่างที่กำลังคิดเพลินๆ เพียงเสี้ยววินาที เฉาอวี้เฉินฉวยปืนที่วางบนโต๊ะขึ้นแล้วพลิกตัวกลับหันปากกระบอกปืนจ่อเข้าตรงหน้าห่างจากปลายจมูกโด่งของหวังอี้ป๋อเพียงไม่กี่เซนเท่านั้น แต่ดวงตาคู่คมของอี้ป๋อยังคงราบเรียบไม่ได้มีท่าทีตกใจใดๆ กับปฏิกิริยาของนายตำรวจตรงหน้าราวกับรู้อยู่แล้วล่วงหน้า

“ยังไงซะ พวกคุณก็มีความผิดฐานลักลอบเก็บของกลาง มีอาวุธในครอบครอง สร้างความเสียหาย รวมไปถึงเจตนาฆ่าเจ้าหน้าพนักงาน”

“ถ้าอย่างนั้นก็จับพวกผมซะตอนนี้เลยสิครับ”

เซียวจ้านเบิกตากว้างกับสิ่งที่อีกคนพูด ถ้ายอมให้จับตอนนี้แล้วสิ่งที่ทำมา ที่พยายามหนี ที่ต้องทำร้ายคนอื่น ก็สูญเปล่าทั้งหมด หากแต่มุมปากเรียวของหวังอี้ป๋อกลับกระตุกยิ้ม เพราะเขารู้ว่ายังไงตำรวจตรงหน้าก็คงยังไม่ลงมือทำอะไรพวกเขาในตอนนี้แน่ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นข้อมูลลับที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายเหล่านั้น และยังเกี่ยวพันไปถึงผู้เป็นพ่อโดยตรง

“ยังไม่ใช่ตอนนี้ เรามีเรื่องต้องตกลงกัน” ปืนสั้นถูกลดลงออกจากเป้าหมายเดิม อวี๋ปินเองก็ละปืนออกจากด้านหลังของหลิวไห่ควาน แล้วยื่นปืนส่งคืนให้ เซียวจ้านที่มองอย่างระทึกรู้สึกโล่งใจขึ้นเมื่อเห็นสถานการณ์ตึงเครียดเมื่อครู่เหมือนจะคลายลงบ้าง เพราะกลัวเหลือเกินว่าจะมีการปะทะเกิดขึ้นอีก แต่สุดท้ายก็ไม่มี แล้วดูเหมือนว่าพวกเขาคงจะมีอะไรให้คุยกันอีกยาวในคืนนี้

 

เมื่อสองฝ่ายมองหน้ากันนิ่งอยู่ครู่ก็เดินออกมาจากห้อง ตรงไปยังพื้นที่ของห้องรับแขก กล่องอาวุธหนักและกระเป๋าเดินทางของเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษถูกขนออกมากองเอาไว้ที่กลางห้องอยู่ก่อนแล้ว  ใกล้ๆ กันมีร่างของตำรวจสองนายยังนอนหมดสติอยู่ หลิวไห่ควานต้องเข้าไปเขย่าเรียกสติ นายตำรวจที่ฟุบอยู่จึงค่อยๆ รู้สึกตัวและมองมาที่พวกเขาหน้าตาเหรอหรา ผู้มียศสูงกว่าจึงต้องพยักหน้าเป็นการบอกว่าสถานการณ์ปกติ ตำรวจทั้งสองคนที่เพิ่งฟื้นจึงยันกายลุกขึ้นสะบัดหัวและลูบที่ต้นคอตัวเองเพื่อคลายอาการปวดหนึบจนชา

“ไปรอข้างนอก” เฉาอวี้เฉินออกคำสั่ง ตำรวจสองนายนั้นจึงทำท่าเคารพแล้วเดินออกไป

หวังอี้ป๋อปรายตามองข้าวของของตัวเองก่อนจะไปสะดุดกับบางอย่างบนพื้นที่ดูเหมือนกับเป็นรอยเท้าที่ตั้งใจเดินย่ำไปวนมา ตั้งแต่หน้าประตูไล่ไปจนถึงขั้นบันไดแต่ละขั้น อวี๋ปินเองก็สังเกตเห็นเช่นเดียวกัน ทว่าทั้งสองก็ยังเก็บอาการและความสงสัยไว้ไม่ได้ปริปากออกไป

“ผมขอยืนยันว่ายังไงซะ คนที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษ”

หากเฉาอวี้เฉินไม่ได้เป็นตำรวจ ในตอนนี้ก็คงจะเป็นลูกชายของประธานาธิบดีและใช้ชีวิตสุขสบายบนกองเงินกองทองไปวันๆ

หากแต่เขาไม่ได้ต้องการชีวิตแบบนั้น เพราะความฝันของเขาคือการเป็นตำรวจ ความคิดที่ต้องการช่วยเหลือประชาชน ช่วยปราบปรามและจัดการกับผู้ร้าย หรือแม้แต่ไม่ให้มีสิ่งใดหรือผู้ใดมีสิทธิ์มีอำนาจเหนือกฎหมายและความยุติธรรม นี่คือสิ่งที่เขาต้องการมาโดยตลอด

แต่มาวันนี้ผู้ร้ายที่เขากำลังเผชิญจะหน้าคือพ่อของเขาเอง ทั้งยังดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดในประเทศในเวลานี้ คอยสนับสนุนองค์กรการกุศล ออกงานเพื่อสาธารณะต่างๆ และบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์ มีความสามารถเป็นที่ชื่นชอบยอมรับในหมู่ประชาชน แต่นั่นเป็นเพียงแค่ฉากหน้า

เพราะเบื้องหลังมันช่างโสมม จนเขาไม่คิดว่าจะสามารถมองหน้าของพ่ออย่างชื่นชมได้อย่างเมื่อก่อนอีกต่อไป คนที่อยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์วุ่นวายในประเทศ สั่งฆ่าคน และทำธุรกิจผิดกฎหมาย กลับกลายเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุดที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง

หากประเทศนี้ยังมีระบอบกษัตริย์ พ่อเขาก็คงได้ชื่อว่าเป็นฆาตกรสวมมงกุฏให้ผู้คนโจษจันไปชั่วลูกชั่วหลาน

ความยากลำบากในการตัดสินใจและยอมรับได้มันช่างยากเย็นเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ หากต้องการขุดรากถอนโคน คนที่เดือดร้อนก็คือพ่อของเขาที่เป็นตัวการ แต่หากจะช่วยเหลือผู้เป็นพ่อ...แล้วเขาจะเป็นตำรวจไปทำไมกัน?

เขาคิดกับตัวเองอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็ตัดสินใจเข้าประเด็น

“พวกผมคงไม่ต้องแนะนำตัวอะไร เพราะน่าจะรู้จักอยู่แล้ว ส่วนพวกคุณ...บอกสถานะของพวกคุณมา”

“ผมจะบอกก็ต่อเมื่อคุณตกลงร่วมมือกับผม” อี้ป๋อกล่าวเรียบแล้วทรุดนั่งบนโซฟาด้วยท่าทีผ่อนคลาย หลิวไห่ควานยกแขนขึ้นกอดอกมองท่าทางนั้นเงียบๆ พลางคิดว่ามันนานจนจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่พวกเขาสองคนได้เจอหน้าและพูดคุยกันคือเมื่อไหร่

“คนๆ นี้คือหวังอี้ป๋อ เป็นน้องกูเอง แต่คนละแม่ ย้ายไปรัสเซียตั้งแต่ม.ต้น... ตอนนี้เป็นหนึ่งในหน่วยปฏิบัติการพิเศษในความควบคุมของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย แต่ไม่ขึ้นตรงกับกองทัพ ทำงานได้อย่างอิสระทุกรูปแบบ ขอแค่ให้บรรลุวัตถุประสงค์”

หวังอี้ป๋อมองหน้าคนเป็นพี่นิ่ง ไม่รู้มาก่อนว่าคนๆ นี้จะติดตามสืบจนรู้เรื่องราวของเขาและสิ่งที่เขาทำ

ตำรวจที่ได้ฟังก็รู้ได้โดยปริยาย ว่าการทำงานอย่างอิสระโดยไม่จำกัดรูปแบบหมายถึงใครที่เป็นปฏิปักษ์หรือขัดขวางการทำงานของพวกเขา พวกเขาสามารถลงมือฆ่าได้ทันที

ซึ่งตั้งแต่มาที่นี่เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษก็ลงมือฆ่าไปแล้วหลายราย อีกอย่างเป็นเบาะแสแบบโจ่งแจ้งเนื่องจากมีความเกี่ยวพันกับวัตถุโบราณชิ้นสำคัญ รวมไปถึงถูกกลุ่มคนตามล่ามาจากชิพเจ้าปัญหา ทำให้เป็นที่จับตาของทางการพอสมควร เป็นเหตุให้วันนี้ต้องเผชิญหน้ากับตำรวจอย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่เขาก็ไม่คิดจะปิดบังสถานะตัวเองอยู่แล้ว อย่างไรเสียการทำงานเช่นนี้ก็ต้องยอมมีข้อแลกเปลี่ยนกันบ้าง

“มาที่จีนมีวัตถุประสงค์อะไร”

“ไม่มีความจำเป็นต้องบอก”

เฉาอวี้เฉินครางหึในลำคอออกมาทีหนึ่ง พร้อมกับลดตัวลงข้างๆ กับกล่องอาวุธสีดำขนาดเท่าตัวคนที่วางอยู่บนพื้น

“เปิด”

อี้ป๋อหันไปพยักหน้ากับอวี๋ปินเป็นเชิงบอกว่าเปิดให้พวกตำรวจดูเถอะ อวี๋ปินจึงเดินเข้าไปกดรหัสอยู่ครู่ ภายในกล่องมีอาวุธทั้งปืนยาว ปืนสั้น รวมถึงมีระเบิดหลายรูปแบบขนาดต่างกันไป ส่วนอีกกล่องเป็นอุปกรณ์และเครื่องมือเกี่ยวกับเทคโนโลยี อวี้เฉินมองสำรวจนิ่งราวกับกำลังจับต้นชนปลายบางอย่าง ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วยันตัวลุกขึ้นยืดตัวเต็มความสูง

“เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษฝ่ายจู่โจม เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิศวกรรมและวินาศกรรม” ไม่เพียงเอ่ยเปล่า แต่ตาคู่เรียวนั้นยังมองไปยังอี้ป๋อและอวี๋ปินตามลำดับ ซึ่งถือว่าการวิเคราะห์นี้แม่นยำจนอวี๋ปินอดมองอย่างชื่นชมไม่ได้

“ครับ ผมคืออวี๋ปิน เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิศวกรรมและวินาศกรรม”

“และถ้าให้เดา คงจะตามล่าตัวกลุ่มก่อการร้ายในรัสเซียมาที่นี่”

ร่างสูงไม่ได้ตอบอะไร แต่เลือกจะเบนสายตาไปยังเซียวจ้านที่หลีกออกไปยืนห่างๆ  แต่ก็ยังรับฟังบทสนทนาระหว่างสองฝ่ายเงียบๆ

“ในเมื่อคุณรู้แล้วว่าพวกผมเป็นใครก็ไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายอะไรให้ยืดยาว”

“...”

“ผมขอบอกตรงนี้เลยว่าคุณเซียวจ้านเป็นคนบริสุทธิ์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยเหตุสุดวิสัย ผมเป็นคนขู่บังคับให้เขาตรวจสอบวัตถุโบราณที่มีชื่อเรียกว่าตุ๊กตาบ่าวสาวโดยที่เขาเองก็ไม่ได้เต็มใจ” เซียวจ้านไม่คิดเลยว่าหวังอี้ป๋อจะออกตัวให้เขาก่อนตั้งแต่สองประโยคแรก ถึงคำพูดนั้นจะไม่มีความหมายสำหรับตำรวจ แต่กับคนที่เผชิญเรื่องราวมาตั้งแต่ต้นอย่างเขา กลับรู้สึกว่ามันช่วยให้สบายใจขึ้นได้ไม่น้อย

“ระหว่างนั้น มีกลุ่มคนที่ต้องการของชิ้นนี้บุกเข้ามาที่นี่...” หวังอี้ป๋อเลือกที่จะไม่อธิบายรายละเอียดและความแปลกประหลาดที่เกี่ยวข้องกับตุ๊กตา แต่เลือกจะอธิบายสถานการณ์ที่พวกเขาได้เผชิญหน้าให้กับตำรวจทั้งสองนายฟัง โดยมีความมั่นใจถึง 80 เปอร์เซ็น ว่าอย่างไรเสีย ตำรวจตรงหน้าก็ต้องร่วมมือกับพวกเขา เพราะฝ่ายเขารู้ข้อมูลของผู้ก่อการร้ายบางส่วนรวมไปถึงมีความลับของพวกมันอยู่ในมือ ส่วนฝ่ายตำรวจจะต้องเป็นฝ่ายดำเนินการต่อจากนั้น รวมถึงตามเรื่องให้ถึงที่สุด อีกอย่าง...หนึ่งในตำรวจสองนายตรงหน้ายังเป็นพี่ชายของเขา ถึงจะไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ แต่ก็ถือว่าเป็นคนที่ไว้ใจได้แน่ แม้ว่าความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องทั้งสองคนจะไม่เหมือนเดิมก็ตาม

“มันตามชิพที่ถูกใส่เอาไว้ในวัตถุโบราณมา แน่นอนว่าชิพสามารถเก็บข้อมูลได้...วัตถุโบราณเพิ่งจะถูกค้นพบไม่นาน แต่ด้านในกลับมีของจากเทคโนโลยีปัจจุบัน พวกผมจึงไปที่กรมโบราณคดี”

“แต่ข้อมูลเรื่องที่มีคนบุกเข้ามาเพื่อจะขโมยวัตถุโบราณยังมีไม่เพียงพอ” เฉาอวี้เฉินแย้งเสียงแข็ง

“แต่ข้อมูลเรื่องของพ่อคุณมากพอจะทำให้สืบสาวเรื่องได้ง่ายขึ้น”

เฉาอวี้เฉินชะงักเมื่อได้ยินคำว่า พ่อ ออกมาจากปากของหวังอี้ป๋อราวกับกำลังบดขยี้ความรู้สึกของเขาซ้ำ ตอกย้ำให้ความรู้สึกผิดหวังและโกรธถาโถมเข้ามาในใจ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นพอจะมองออกว่าตอนนี้สีหน้าของตำรวจหนุ่มดูไม่ค่อยสู้ดีเท่าไรนัก ยิ่งกับคนที่ตั้งใจพูดประโยคนั้นอย่างหวังอี้ป๋อแล้ว เขารู้ว่าคนฟังคงกำลังรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เพราะนั่นคือความจริง

ภายในห้องรับแขกถูกความเงียบปกคลุมอยู่พักใหญ่ ราวกับว่าทุกคนกำลังอยู่ในภาวะคิดไม่ตก สุดท้ายหลิวไห่ควานจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดนั้นเอง

“ขอสรุปคร่าวๆ จากที่คุณบอก... เดิมทีวัตถุโบราณที่เพิ่งขุดค้นและจะนำไปโชว์ในงานประมูลมีสี่ชิ้น ในวันเกิดเหตุที่โรงแรมแกรนด์ วัตถุโบราณทั้งสี่ชิ้นหายไป หนึ่งชิ้นตกอยู่ในมือพวกคุณ... จากนั้นพวกมันก็พยายามตามล่าพวกคุณผ่านสัญญาณจากชิพเพื่อจะเอาวัตถุโบราณกลับ” อวี้เฉินหลังจากเรียกสติคืนมาได้แล้วเสริมต่อทันที

“พวกคุณสงสัยว่าต้องเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับการขุดค้น ทำให้ชิพไปอยู่ในวัตถุโบราณได้ เพราะของจากยุคโบราณไม่ควรมีวัตถุจากโลกปัจจุบันปะปนอยู่แล้ว แต่ผมจะเชื่อได้ยังไงว่าพวกคุณเจอชิพในตุ๊กตาโบราณ ไม่ใช่ได้ข้อมูลมาจากที่อื่น อีกอย่าง...” เขาเว้นไปครู่ แล้วลอบมองไปที่เซียวจ้าน

“ผมยังไม่เห็นวัตถุโบราณที่ว่า”

เซียวจ้านมองหน้าตำรวจสลับกับอี้ป๋อและอวี๋ปินเลิ่กลั่ก จะให้อธิบายว่ายังไงในเมื่อตุ๊กตามันอันตรธานหายไปก่อนที่พวกเขาจะถูกไล่ต้อนจากตำรวจกับใครก็ไม่รู้จนแทบจะออกจากป่าไม่ได้

จริงอยู่ว่าของมันอยู่กับพวกเขามาตั้งแต่ต้น แต่เพิ่งจะมาหายเอาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง... หรืออาจจะตั้งแต่ที่กรมโบราณคดีแล้วก็ได้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อ

...เพราะถ้าไม่ใช่ถูกขโมยไประหว่างทาง ก็หมายความว่า...

“ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรครับ พวกคุณทำหน้าที่ของพวกคุณ พวกผมก็จะทำหน้าที่ของพวกผม” หวังอี้ป๋อตัดบทแล้วลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเฉาอวี้เฉินอย่างไม่เกรงกลัว

“ผมยังไม่บอกสักคำว่าจะปล่อยคุณไป”

“แต่ตอนนี้คุณยังจับพวกผมไม่ได้”

“...”

“คิดเหรอว่าถ้าคุณเริ่มสืบสาวเรื่องราวดำมืดที่เกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีแล้ว คุณหรือแม้แต่กรมตำรวจจะไม่เดือดร้อน...

แล้วจะมีตำรวจหรือใครหน้าไหนกล้าลุกขึ้นมาต่อกรกับผู้ที่มีอำนาจที่สุดในประเทศ... ถ้าไม่ใช่พวกผม”

“ทำไมถึงเป็นพวกคุณ”

“พวกผมทำงานภายใต้บังคับบัญชาของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ไม่ใช่จีน และพวกผมก็ถูกฝึกมาเพื่อต่อสู้เท่านั้น”

“คิดว่าคุณตำรวจคงจะเข้าใจว่าพวกผมหมายถึงอะไร หากพวกคุณต้องการจัดการกับปัญหาที่เป็นต้นเหตุในเรื่องนี้ จำเป็นต้องมีพวกผมเป็นฝ่ายป้อนข้อมูลให้ เพราะการเคลื่อนไหวและความคล่องตัวมันต่างกันกับพวกคุณในฐานะตำรวจจีน

ใครล่ะจะอยากให้ตัวเองและครอบครัวเดือดร้อน ใครล่ะจะไม่อยากอยู่อย่างสุขสบาย ถึงต้องทำตามคำสั่งผู้มีอำนาจเพื่อชีวิตตัวเอง แล้วยิ่งถ้ารู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคือใคร...คิดว่าจะมีใครกล้าเสนอตัวอย่างนั้นเหรอครับ”

ตำรวจสองนายหน้าชา ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะพูดตรงเสียจนพวกเขาเองก็อดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าตอนนี้มันเป็นแบบนั้นจริงๆ บางครั้งความถูกต้องก็ยังแพ้ให้กับอำนาจ หากไม่ได้มีเงินหนา ก็จะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบไปทั้งชีวิต

“แต่ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่คนหยิบมือเดียวจะลงมือเองได้!

“นั่นเป็นสิ่งที่ตำรวจอย่างพวกคุณต้องหาวิธี”  อวี๋ปินตอบเรียบเพื่อเป็นการปรามอารมณ์ของคนตรงหน้าไปในตัว

“ตอนนี้ข้อมูลที่เรามีคือประธานาธิบดีร่วมมือกับกลุ่มนายทุนและยังมีกองกำลังไม่ทราบชื่อในมือ แต่สำหรับสมาชิกที่ปรากฎใบหน้าในคลิป เรามีข้อมูลแล้ว และนั่นคือเป้าหมายแรกของพวกผมที่ต้องจัดการ”

“แสดงว่าพวกมันคือคนที่ไปก่อความไม่สงบที่รัสเซีย?”

หวังอี้ป๋อยักไหล่เป็นการบอกว่า แล้วแต่จะคิด

“ผมจะร่วมมือกับพวกคุณ แต่ไม่ว่ายังไงพวกคุณก็ต้องถูกจับ”

“ถ้าพวกคุณยังเห็นผมเป็นผู้ร้ายอยู่แบบนี้ ผมคิดว่าเราคงไม่ต้องร่วมมือกันให้เสียเวลาหรอกครับ... แต่ในเมื่อคุณตัดสินใจออกปากแล้วว่าจะลุย ก็ขอให้ทำภารกิจสำเร็จก่อน แล้วสารวัตรจะมาจับผมเมื่อไหร่ก็เชิญ จะได้ไม่ต้องมาระแวงต่อกัน

คำพูดเด็ดขาดและตรงไปตรงมาของหวังอี้ป๋อทำให้เฉาอวี้เฉินและหลิวไห่ควานรู้สึกเหมือนถูกสาดน้ำเย็นเข้าที่หน้า ร้อยตำรวจทั้งสองมองหน้าราวกับกำลังสื่อสารกันด้วยสายตา หลิวไห่ควานจึงพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงบอกว่าจริงอย่างที่หวังอี้ป๋อพูด ทั้งยังแฝงไปด้วยความหมายว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเฉาอวี้เฉินเท่านั้นในตอนนี้ ส่วนเขาเองพร้อมลุยไปด้วยไม่ว่าจะตัดสินใจยังไงก็ตาม หรือถ้าต้องถึงขั้นให้วิสามัญน้องชายตรงหน้า เขาก็จะทำ

อีกด้าน พวกเขาเองก็พอจะประเมินออกว่าการตกลงเข้าร่วมภารกิจนี้มีแต่ความเสี่ยงรอบด้าน เพราะรู้เป้าหมายแล้วว่าฝ่ายตรงข้ามคือประธานาธิบดี และจะรับมือได้ยากลำบากแค่ไหน หากให้แค่ตำรวจจีนจัดการก็คงไม่พ้นถูกกวาดล้างและกรมตำรวจเองก็จะเดือดร้อนไปด้วย

อวี้เฉินเองก็เพิ่งจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ช่วงตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุความไม่สงบภายในประเทศไม่เว้นวัน กลุ่มที่ก่อความไม่สงบเอง ก็คงจะมีความแค้นกับรัฐบาลจีนไม่น้อย ผู้เป็นพ่อของเขาก็ยังไม่เคยออกมาแถลงหรือจัดการแก้ไขปัญหาได้อย่างเด็ดขาด นั่นหมายความว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป อาจจะเกิดการประท้วงที่หนักขึ้นก็เป็นได้

“ผมขอสรุปคร่าวๆ จากที่ผมพอจะปะติดปะต่อได้ โดยเริ่มจากที่งานประมูลวัตถุโบราณเป็นที่แรก

ผมมั่นใจกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นว่าในวัตถุโบราณทั้งสี่ชิ้นต้องมีชิพฝังข้อมูลและติดตามติดอยู่ทุกชิ้น ซึ่งเราจำเป็นต้องรู้สาเหตุว่าทำไมต้องติด แล้วทำไมต้องเอาข้อมูลลับใส่เข้าไปในนั้น”

“ซึ่งโดยการสันนิษฐาน... ข้อมูลลับที่เราเห็นคือเรื่องราวที่ประธานาธิบดีทำ หมายความว่าพวกมันต้องการจะข่มขู่หรือเปิดโปงประธานาธิบดีตั้งแต่แรก แต่มันทำเพราะอะไร”

“แล้วถ้าหากกลุ่มที่บุกเข้าไปในโรงแรมแกรนด์เป็นผู้เสียผลประโยชน์ล่ะ?” เซียวจ้านโพล่งขึ้นมา

“นั่นหมายความว่ากลุ่มที่เข้าไปโจรกรรมวัตถุโบราณที่โรงแรมออกมา... น่าจะเป็นกลุ่มคนที่อยู่ฝ่ายเดียวกับประธานาธิบดี” หวังอี้ป๋อพูดเรียบ อวี้เฉินถึงกับกุมขมับพร้อมถอนหายใจยาวเพื่อตั้งสติ

“แต่สำหรับพวกที่ตามเรามาหลังจากนั้น ผมว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับประธานาธิบดีแน่ เพราะตามมาได้ด้วยสัญญาณจากชิพ  ซึ่งพวกมันอาจจะเป็นฝ่ายติดเอาไว้... และคิดว่าทุกคนน่าจะพอรู้แล้วว่าคนที่จะติดชิพได้”

“เดี๋ยวนะ แสดงว่าคุณมั่นใจว่าคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับประธานาธิบดีก็คือคนที่เกี่ยวข้องกับกรมโบราณคดี...เหรอ?”

หวังอี้ป๋อเบี่ยงตัวเดินเฉียดไหล่ของนายตำรวจยศร้อยตำรวจเอกเข้าไปหาเซียวจ้านแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

“เป็นผู้อำนวยการกรมโบราณคดีหวงซู่หมิน หรือคนภายใน ไม่ผิดไปจากนี้หรอกครับ”

หลิวไห่ควานรีบเสริม “ก็เป็นไปได้ หวงซู่หมินเข้านอกออกใน ติดตามประธานาธิบดีมาหลายปี ยังเป็นบุคคลที่สนับสนุนเงินทุนในโครงการหลายอย่าง ถือเป็นคนที่มีอิทธิพลพอสมควรในแวดวงธุรกิจและการลงทุน ถ้าเกิดมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ ก็ อาจเป็นไปได้ว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในจีนตอนนี้”

“และเหตุการณ์ความไม่สงบก็คือข้อเรียกร้องและข่มขู่ประธานาธิบดี หากไม่สามารถกำราบได้ นั่นหมายถึงประชาชนชาวจีนจะหมดความไว้วางใจในรัฐบาลจีน แล้วผลที่จะเกิดตามมา...”

ประโยคที่กำลังจะถูกเอ่ยถูกกลืนลงไปทันทีเมื่อเกิดเสียงก๊อกแก๊กเบาๆ ดังลงมาจากชั้นสอง สายตาทั้งห้าคู่มองกันไปมาอย่างไม่วางใจ โสตประสาทเริ่มตึงขึ้นมาอีกครั้ง

“เสียงอะไร”

“กูไปดูเอง” หลิวไห่ควานอาสา มือแกร่งหยิบปืนออกมาจากซองพร้อมปลดเซฟแล้วตรงไปยังบันไดไม่รอช้า สายตากวาดมองอย่างรอบคอบทุกย่างก้าวจึงเพิ่งจะเห็นว่าบนพื้นมีคราบโคลนบางๆ ขนาดเท่าฝ่าเท้าตั้งแต่บันไดขั้นแรก เขาขมวดคิ้วมุ่น สองมือหนากระชับปืนคู่ใจเตรียมพร้อมแล้วขึ้นไปสำรวจชั้นบนอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินกลับลงมาพร้อมของบางอย่างในมือ

“ไอ้เหี้ย!

อวี๋ปินสบถลั่นเมื่อเห็นของที่หายไปเมื่อช่วงบ่ายบัดนี้กลับอยู่ในมือของร้อยตำรวจเอกหลิวไห่ควาน หวังอี้ป๋อเองก็มีท่าทีไม่ต่างกันนัก ส่วนเซียวจ้านหลุดพูดอะไรออกมาจนแทบไม่เป็นภาษา ดวงหน้าซีดเผือด


“นี่หรือเปล่า วัตถุโบราณที่ว่า”

 

 


----------------------


โอ๊ะโอ...

รู้สึกถึงความอิรุงตุงนังที่เข้มข้น

ใครที่หวังฉากสวีทของพระนายจากเรื่องนี้ บอกเลยค่ะว่าต้องรออย่างจดจ่อ เพราะตอนหน้ามาแน่นอน!!!

ขอบคุณกำลังใจจากหัวใจหลายๆ ดวงที่กดให้นะคะ <3


สุขสันต์วันไหว้พระจันทร์ค่า

ปล. ไต้หวันหยุดยาวจนถึงวันอาทิตย์เลย ไรท์ขอหลบไปเที่ยวก่อน แล้วจะกลับมาอัพต่อสัปดาห์หน้าค่ะ XD อย่าเพิ่งหนีหายไปไหนกันน้า





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #84 Beautyfah (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2563 / 05:02
    อหหห!! ถึงกับหลุดอุทานแบบอวี๋ปิน มันเดินกลับมาเองหรอ!
    #84
    0
  2. #83 Pumcha (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2563 / 12:45
    หลอนอะ
    #83
    0