BLIND BRIDE DOLL ตุ๊กตาเจ้าสาว | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 15 : BLIND BRIDE DOLL#14 ปะทะ vs หนี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 178
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    23 ก.ย. 63



Chapter 14 ปะทะ vs หนี

 

เสียงล้อยางบดเบียดถนนสนั่น เซียวจ้านหักพวงมาลัยรถเลี้ยวสุดตัวเมื่อเจอกับโค้งหักศอกที่ด้านหน้า ด้านหลังมีรถอีกคันขับตามมาติดๆ อวี๋ปินไม่รอช้า รีบหันกลับไปคว้าเอาปืนที่อยู่ที่ช่องเก็บของด้านหลังออกมากระชับเอาไว้ ส่วนหวังอี้ป๋อ กดเปิดกระจกรถ มือข้างหนึ่งจับยึดกับที่จับด้านบนแล้วยืดตัวครึ่งหนึ่งออกไปนอกตัวรถ ปืนยาวสีดำถูกจับเล็งด้วยมือเพียงข้างเดียวและกราดยิงไปยังรถคันใหญ่ที่ตามไม่ห่างด้านหลัง

เสียงกัมปนาทของลูกปืนดั่งสนั่นไปทั่วถนนเส้นนั้น โชคดีที่ที่ตั้งของกรมโบราณคดีเองก็ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองที่มีความแออัดพลุกพล่าน แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะก่อตั้งกรมโบราณคดีบนเนินเขาอีกฝั่งของเมืองหางโจว

อี้ป๋อรีบลดตัวกลับเข้ามาในรถอย่างรวดเร็วก่อนจะตามมาด้วยเสียงปืนกลที่ถูกยิงติดๆ กัน คนทั้งสี่รู้สึกเหมือนกับถูกมือยักษ์ล่องหนตบเข้าที่ตัวรถ เซียวจ้านกระชับพวงมาลัยแน่น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามกรอบหน้าสวย

“สลับที่” อี้ป๋อตะโกนก่อนจะก้าวข้ามไปอยู่ที่เบาะหลัง แล้วให้จั๋วเฉิงย้ายไปอยู่เบาะหน้าแทน

อวี๋ปินเหมือนจะรู้ว่าอี้ป๋อคิดจะทำอะไร พวกเขาพยักหน้าให้กันหนึ่งครั้ง ก่อนจะเปิดประตูรถคนละฝั่ง ความเร็วร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงบนถนนเนินเขาคดเคี้ยวทำให้ตัวรถส่ายไปมา อี้ป๋อและอวี๋ปินนอนตะแคงตัวโดยพาดลำตัวครึ่งหนึ่งออกไปนอกรถคนละฝั่ง ทั้งสองรัวปืนออกไปพร้อมๆ กัน โดยเลือกเล็งไปที่ล้อของรถคันหลังที่ตามมา จนมันเสียหลักไปครูดเข้ากับต้นไม้ริมทางสี่ห้าต้น แต่ก็ยังเบนออกมาที่ถนนได้ต่อ

ประตูรถทั้งสองฝั่งที่ยังเปิดอ้าสะบัดไปมาตามแรงเหวี่ยง คนทั้งสองรีบเอื้อมมือออกไปจะคว้าประตูปิด แต่ก็ถูกยิงดักไว้จากรถคันหลัง อวี๋ปินจึงทำหน้าที่ยิงล่อที่ด้านหนึ่งก่อนให้เพื่อนของเขาปิดประตู จากนั้นจึงดึงประตูฝั่งตัวเองปิดตาม เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น คนที่มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างจั๋วเฉิงรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน แต่ก็พูดอะไรไม่ออก ทำเพียงช่วยเพื่อนดูทางด้านหน้า

ส่วนรถของพวกมันที่ตามมาด้านหลังก็ทิ้งห่างออกไปเนื่องจากยางที่แบนลงจากการถูกยิงอัดกระสุนของหน่วยปฏิบัติภารกิจลับทั้งสอง

“ไม่มีใครเป็นอะไรใช่มั้ย?”

อวี๋ปินเอ่ยถาม แล้วก็ได้คำตอบมาเป็นการส่ายหน้ารัวๆ ของคนที่เหลือทั้งสามว่าไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร

เสียงหอบหายใจดังถี่ปะปนกันจากผู้โดยสารบนรถ เซียวจ้านมองไปยังถนนด้านหน้า พร้อมกับที่สายตาก็สลับมองกระจกหลังเป็นระยะเพื่อความแน่ใจ มือขาวยกขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลอยู่ตรงหางคิ้วลวกๆ ก่อนจะเอ่ยถาม

“ใช่พวกเดียวกับที่บุกไปที่บ้านหรือเปล่า?”

“อืม” หวังอี้ป๋อตอบเพียงเท่านั้น มือหนายังคงกระชับปืนแน่น

อวี๋ปินบัดนี้นั่งอยู่ที่เบาะหลังกับจั๋วเฉิงที่ยังคงหอบไม่หาย ใบหน้าของจั๋วเฉิงซีดเผือด ยังไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาจากปากเลยสักคำ แน่นอนว่าทุกคนก็รู้ดีเพราะเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์ตระหนกมาหยกๆ

“ทำไมตอนอยู่ที่กรมโบราณคดี ไม่มีใครออกมาช่วยเลย” คำพูดที่เหมือนบ่นๆ กับตัวเองของเซียวจ้านทำให้อี้ป๋อหัวเราะหึออกมา

“มันพวกเดียวกันน่ะสิ”

“...” เซียวจ้านกัดปากอย่างใช้ความคิดหลังจากที่ได้ยินคำพูดนั้น ถ้าหากไม่มั่นใจจริงๆ คนที่นั่งอยู่ข้างหลังเขาก็คงจะไม่พูดออกมาแบบนี้แน่ ถ้าอย่างนั้น...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

“แล้วนี่จะไปไหนต่อ?”

“ตามแผนเดิมครับ จัดการตุ๊กตา” หวังอี้ป๋อตอบเพียงเท่านั้นก็หันไปจัดการอาวุธในมือตัวเอง เช็คสภาพและตรวจกระสุนด้านใน เมื่อเห็นว่าไม่มีความผิดปกติใดๆ ก็วางพาดเอาไว้ข้างๆ ขาตัวเอง ก่อนจะเห็นว่าที่ท่อนแขนของตัวเองมีแผลจากสะเก็ดกระสุน จึงใช้ชายเสื้อด้านในเช็ดเลือดที่ซึมออกมาลวกๆ จากนั้นก็เอื้อมตัวไปหยิบกล่องสีดำที่อยู่ด้านหลังรถออกมา ด้านในเป็นเครื่องบันทึกและกล่องสีดำเล็กๆ อีกกล่อง

มือหนาหยิบกล่องเล็กๆ นั้นออกมา ก่อนจะถอดเลนส์ที่ตาขวาแล้วใส่ลงไปในกล่องนั้น ส่วนอวี๋ปินก็ถอดเครื่องบันทึกเสียงที่หูออกแล้วใส่เข้าไปในกล่องเช่นเดียวกัน

“อาเฉิง โอเคหรือเปล่า?” เซียวจ้านที่เห็นว่าเพื่อนตัวเองเงียบมาตลอดทางเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

“อืม ฉันไม่เป็นไร” จั๋วเฉิงหันไปตอบเพื่อนด้วยใบหน้าแหย

ยังไม่ทันที่จะได้ถามคำถามต่อไป เซียวจ้านก็ขมวดคิ้วฉับ เมื่อเห็นว่ามีรถตำรวจขับตามมาสองคันที่ด้านหลัง

“ขับต่อไป ไม่ต้องหยุด” อี้ป๋อสั่ง ร่างบางกัดปากอย่างชั่งใจก่อนจะเหยียบคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วรถไปอีก นั่นทำให้รถตำรวจด้านหลังทั้งสองคันเปิดเสียงไซเรนเพื่อเป็นการประกาศว่าการไล่ตามเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

วังจั๋วเฉิงที่นั่งข้างๆ คนขับหลับตาปี๋ มือข้างหนึ่งเกาะกับที่จับบนประตูฝั่งตัวเองแน่นเพื่อยึดตัวเองเอาไว้จากการความแรงของรถ

“เซียวจ้าน นั่นตำรวจนะเว้ย”

“ตำรวจแล้วยังไง จะหยุดให้ถูกจับหรือไง” เซียวจ้านตอบ ทั้งที่สายตาก็ยังมองไปยังถนนตรงหน้า

ทักษะการขับรถของเขาถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก อีกอย่างเขายังเคยเข้าร่วมแข่งรถสมัยอยู่มหาวิทยาลัยด้วย ดังนั้นแค่รับหน้าที่ขับรถเพียงอย่างเดียว ถือว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก

“สลัดให้หลุด” อี้ป๋อพูดเสร็จก็คว้าเอาปืนสั้นคู่ใจออกมากระชับไว้ในมือแน่น ตาคมมองเพื่อนที่นั่งข้างๆ ก่อนทั้งคู่จะพยักหน้าให้กันอย่างเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ

มือหนากดเลื่อนกระจกรถลง ก็พอดีกับที่รถตำรวจคันหนึ่งเร่งความเร็วจนเทียบกับช่วงท้ายของตัวรถ แน่นอนว่าอี้ป๋อรอจังหวะอยู่ก่อนแล้ว เขาเล็งปืนไปยังกระจกหน้ารถตำรวจคันนั้นแล้วลั่นไกสองครั้ง รถตำรวจเสียหลักถลาออกไปนอกเส้นทาง

พลันก็เกิดเสียงระเบิดขึ้นที่อีกด้านของตัวรถ ซึ่งเป็นฝีมือของอวี๋ปินนั่นเอง รถตำรวจคันที่สองกระเด็นไปตามแรงระเบิดจนพลิกกระแทกกับพื้นถนนเกิดเสียงสะท้านหูก่อนจะตามด้วยเปลวเพลิงที่โหมท่วมไปทั้งคันรถ

เซียวจ้านตัวชาวาบ นี่เขากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้ก่อการร้ายและเป็นผู้ฆ่าตำรวจอย่างนั้นเหรอ?! เท้าเรียวเหยียบเบรกจนล้อยางบดสีกับถนนเกิดเป็นรอยลากยาว ตัวรถสะบัดจากการเบรกกะทันหัน จั๋วเฉิงร้องลั่น ส่วนหวังอี้ป๋อและอวี๋ปินที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระแทกเข้ากับประตูรถเต็มแรงจนใบหน้าและลำคอปวดหนึบ ปืนที่เคยอยู่ในมือร่วงไปบนพื้นรถ

“คุณจะบ้าหรือไง!” อี้ป๋อตะโกนอย่างหงุดหงิดที่จู่ๆ คนขับก็หยุดรถกะทันหันทั้งๆ ที่กำลังอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน

“แต่ฉันไม่อยากถูกเหมารวมว่าเป็นฆาตกรฆ่าตำรวจนะ” เซียวจ้านหันไปตอกกลับน้ำเสียงสั่น ดวงตาเรียวแดงก่ำ อันที่จริงเขากังวลมาโดยตลอดว่าเหตุการณ์มันจะยิ่งหนักขึ้น แล้วมันก็หนักขึ้นจริงๆ เขาและเพื่อนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยอย่างจั๋วเฉิงจะติดบ่วงกลายเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตาย แล้วคนที่ตายยังมีตำรวจด้วย ทั้งๆ ที่พวกเขาก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวเรื่องนี้ด้วยอย่างไม่เต็มใจตั้งแต่แรก

“แค่นั้นไม่ถึงตายหรอก”

หวังอี้ป๋อไม่รอช้าคว้าปืนสองกระบอกของตัวเองขึ้นพร้อมกับเปิดประตูพาตัวเองลงจากรถ แล้วพุ่งเข้าไปเปิดกระโปรงท้าย คว้ากล่องอาวุธลง รวมไปถึงลังกระดาษที่ใส่วัตถุโบราณด้วย

“อวี๋ปิน มึงดูแลกล่องข้อมูล” เขากล่าวแค่นั้นแล้วก็ตรงเข้าไปกระชากประตูฝั่งคนขับเปิดก่อนจะปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยแล้วดึงเอาตัวเซียวจ้านลงจากรถเต็มแรงจนคนตัวบางเซถลาลงไปกองกับพื้น

“นายจะทำอะไรเพื่อนฉัน!” จั๋วเฉิงตวาดแต่ใจกลับระคนความกลัว ก่อนจะถูกอวี๋ปินคว้าตัวลงจากรถเช่นเดียวกับเซียวจ้าน

เสียงไซเรนรถตำรวจดังมาจากด้านหลังในระยะที่ไม่ห่างมากนัก ตาคมตวัดมองเซียวจ้านที่กำลังดูสับสนก่อนจะฉุดให้ร่างนั้นลุกขึ้น

“จะรอให้ถูกจับอยู่ที่นี่หรือจะหนี” มือหนารวบกระชับข้อมือบางทั้งสองข้าง ดวงตากลมสวยที่บัดนี้มีหยาดน้ำใสเอ่อคลอ ใบหน้าได้รูปนั้นสั่นไปมาเพื่อปฏิเสธ

“เซียวจ้านฟังผม” เสียงทุ้มเอ่ยหนักแน่นเพื่อเรียกสติ พร้อมกับที่ตาคมจ้องดวงตาสวยนั้น

“ไปกับผม เชื่อผม!” เพียงเท่านั้น สติที่เหมือนจะหายไปราวกับถูกเรียกคืนกลับมา เขาสูดหายใจลึกก่อนจะรู้สึกตัวว่าถูกลากเข้าไปข้างทางอันมีต้นไม้รกครึ้มปกคลุมไปทั่ว ข้างๆ มีจั๋วเฉิงยืนอยู่ เมื่อเห็นเพื่อนอยู่ตรงนั้นก็รีบโผเข้าหาอย่างเข้าใจความรู้สึก

“รอตรงนี้” ว่าจบอี้ป๋อและอวี๋ปินก็รีบวิ่งไปที่ท้ายรถลากเอากล่องใส่ปืนและกล่องวัตถุโบราณกลับมา ก่อนที่คนทั้งสี่จะพากันลัดเลาะเข้าไปยังเส้นทางเล็กๆ ข้างทาง

เสียงรถตำรวจดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้เท้าสี่คู่ต้องเร่งฝีเท้าเต็มที่ แต่เพียงชั่วอึดใจก็มีเสียงฝีเท้าอีกหลายคู่ดังสวบสาบจากการเหยียบใบไม้แห้งไล่ตามมาด้านหลัง เซียวจ้านหันไปมองข้างหลังสลับกับมองทาง จนอี้ป๋อต้องสั่งเข้ม

“มองทางข้างหน้าอย่างเดียว ไม่ต้องห่วงข้างหลัง” หวังอี้ป๋อหิ้วกระเป๋าใส่อาวุธรั้งท้ายสุด ด้านหน้าสุดเป็นอวี๋ปินที่หอบลังกระดาษพร้อมทำหน้าที่เป็นคนนำทาง ไม่รู้ว่าพวกเขาเดินเร่งฝีเท้าแบบนี้มาเป็นเวลานานแค่ไหนแล้ว แต่ยิ่งเดินมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าเริ่มไม่เห็นเส้นทางเดินมากขึ้นเท่านั้น ข้างหน้ายิ่งมีแต่ดงหญ้าขึ้นสูงรวมไปถึงไม้ลำต้นใหญ่เท่าสามคนโอบสูงเกือบสิบเมตร ความสว่างรอบด้านที่เคยมีบัดนี้เริ่มครึ้มลงเป็นลำดับ

จั๋วเฉิงจับข้อมือเซียวจ้านแน่นขณะที่ก้าวเดินไปพร้อมๆ กันอย่างลืมเหนื่อย แต่หัวใจกลับเต้นรัวจนแทบจะลืมหายใจ

“อี้ป๋อ เอาไงต่อ?” อวี๋ปินส่งเสียงถาม เพราะถ้าหากให้เดินต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ โดยไม่รู้จุดหมาย เซียวจ้านกับจั๋วเฉิงคงหมดแรงเสียก่อน ลำพังทหารอย่างพวกเขาสองคนไม่มีปัญหาต่อให้ต้องเดินบุกน้ำลุยไฟไปอีกข้ามวันข้ามคืนก็ไม่หวั่น แต่ไม่ใช่กับสองคนนั้น

หวังอี้ป๋อหันกลับไปมองด้านหลังก็พบเพียงความเงียบสงัด จึงรีบออกปาก

“ตรงนี้แหละ ฝังตุ๊กตาเลย” เพียงเท่านั้น อวี๋ปินก็วางลังลงกับพื้นทันทีอย่างไม่รอช้า มือหนาจัดแจงเปิดลังออก ก่อนจะหลุดสบถ “เชี่ย!” ออกมาจนอี้ป๋อต้องถลันเข้าไปหา ตามด้วยเซียวจ้าน

“มีอะไร?”

“มึงดู กูก็อุตส่าห์แบกมาตั้งนาน” อวี๋ปินพยักเพยิดหน้าไปที่ลังที่พื้นพร้อมกับยกมือขึ้นขยี้หัวตัวเอง ดวงตาสี่คู่มองสิ่งที่อยู่ด้านในอย่างงุนงง

“เป็นไปไม่ได้” เป็นเซียวจ้านหลุดปากออกมาอย่างลืมตัว พร้อมกับทรุดกายลงข้างๆ ลัง มือเรียวก็แหวกก้อนหินเล็กใหญ่ภายในลังเพื่อหาวัตถุโบราณเจ้าปัญหาที่บัดนี้อันตรธานหายไปเสียแล้ว จนจั๋วเฉิงต้องปรามพร้อมกับพยายามดึงต้นแขนเพื่อนให้ลุกขึ้น

“เซียวจ้าน พอถอะ”

“เราไม่มีเวลาแล้วครับ ต้องไปต่อ” อวี๋ปินเอ่ยบอกอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้เตรียมตัวใดๆ หวังอี้ป๋อก็คว้าเอาปืนยาวที่สะพายพาดลำตัวขึ้นตรวจกระสุนและรังเพลิงแล้วสั่งเสียงเฉียบ

“หาที่หลบ!” ยังไม่ทันพูดจบ ก็เกิดเสียงปืนก้องไปทั่ว ต้นไม้ใกล้ๆปรากฎสะเก็ดปืนแปลบปลาบ คนทั้งสี่หมอบตัวลงกับพื้นตามสัญชาตญาณ อี้ป๋อมองนาฬิกาพรายน้ำบนข้อมือแล้วออกคำสั่งทันที

“แยกกันตรงนี้แล้วกลับไปเจอที่บ้านก่อนเที่ยงคืน มึงดูจั๋วเฉิง” เสียงทุ้มบอกรัวโดยไม่ทันหยุดหายใจ อวี๋ปินพยักหน้ารับอย่างเข้าใจในความหมายของเพื่อน แน่นอนว่าถ้าให้เขารับหน้าที่ดูแลจั๋วเฉิง ถือว่าสบายมาก เพราะตามหลักฐานหรือเบาะแสต่างๆ แทบจะไม่มีข้อมูลหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับคนๆ นี้เลย จะมีก็เพียงแต่ตอนที่ไปที่กรมโบราณคดีพร้อมกันก็เท่านั้น

กลับกัน เซียวจ้านจะกลายเป็นคนที่ตำรวจกำลังต้องการตัวมากที่สุด เพราะรถที่ใช้ขับหนีก็คือรถของเจ้าตัวเอง และเชื่อว่าอีกไม่นานตำรวจจะต้องตามไปที่บ้านแน่ ซึ่งนั่นก็เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมอี้ป๋อจึงสั่งให้ไปเจอกันที่บ้านให้ได้ก่อนเที่ยงคืน พราะที่บ้านของเซียวจ้านไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ข้าวของจำเป็นทั้งหมดจะต้องถูกเคลื่อนย้ายออกโดยเร็ว รวมไปถึงข้อมูลจากชิพที่พวกเขากู้ออกมาได้แล้วนั่นด้วย

ความลับและข้อมูลที่พวกมันต้องการ...ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษล่วงรู้เข้าแล้ว

แต่พวกเขาเลือกจะนำชิพกลับมาติดที่ตุ๊กตาวัตถุโบราณเพื่อเป็นเป้าล่อให้พวกมันตามมาเท่านั้น ส่วนข้อมูลฉบับก็อปปี้ถูกเก็บไว้ที่บ้าน โดยที่การปฏิบัติการครั้งนี้มีเพียงพวกเขาสองคนที่รู้

และตอนนี้พวกมันก็กำลังมาตามหาของที่พวกมันต้องการ แต่วัตถุเจ้าปัญหากลับหายไปเสียนี่

“ไป!” สิ้นเสียง เซียวจ้านก็ถูกกระชากตัวลากไปอีกทาง อี้ป๋อไม่ลืมที่จะคว้าเอากระเป๋าอาวุธของตัวเองไปด้วย ส่วนจั๋วเฉิงก็ถูกอวี๋ปินลากไปอีกด้าน เสียงปืนยังคงดังต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้เองหวังอี้ป๋อเพิ่งจะตระหนักได้ว่าตำรวจคงจะปะทะเข้ากับพวกที่ต้องการจะเอาข้อมูลในชิพนั่นเอง ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะหนีออกจากที่นี่ในช่วงเวลาแบบนี้ได้ เพราะยิ่งถ้าชักช้า คนที่อันตรายที่สุดก็คือพวกเขาเอง เพราะถูกติดตามจากกลุ่มคนถึงสองกลุ่ม หนึ่งคือตำรวจและสองคือพวกของหวงซู่หมิน!

 

“ทำไมต้องแยกกันด้วย เพื่อนฉันล่ะ” เซียวจ้านแหวใส่ขณะที่เท้าก็วิ่งฉับๆ ตามคนที่ลากเขาถูลู่ถูกังจนถูกกิ่งไม้และใบหญ้าคมๆ ฟาดเข้าตามผิวจนแสบไปหมด

“เพื่อนคุณจะปลอดภัย ห่วงตัวเองก่อน” อี้ป๋อตอบทั้งๆ ที่ไม่ได้หันใบหน้ากลับมามอง ดวงตาคมนั้นมองตรงไปยังข้างหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะถูกหยดเหงื่อที่ไหลเข้าดวงตาจนรู้สึกแสบ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับชีวิตของคนข้างหลังที่ถูกลากเข้ามาเกี่ยวอย่างเสียไม่ได้ มือหยาบหยิบปืนสั้นลูกโม่ที่เหน็บเอวด้านหลังส่งให้กับเซียวจ้านโดยไม่มอง

“เอาไว้ป้องกันตัว”

เมื่อรู้สึกว่าคนข้างหลังยังไม่รับปืนไปสักทีก็หันขวับกลับไปมองและเอ่ยเสียงหนัก “เซียวจ้าน ตั้งสติ” มือหนาสองข้างจับไปที่หัวไหล่บางเพื่อเรียกสติคนตรงหน้า

“...”

“เอาตัวรอดให้ได้ก่อน กลับถึงบ้านค่อยว่ากัน” ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบอะไร หวังอี้ป๋อก็ยัดปืนน้ำหนักพอเหมาะใส่เข้าในมือเรียวที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยดิน ก่อนจะออกมุ่งหน้าต่อโดยที่เซียวจ้านเองยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะหาทางออกจากที่นี่ได้ยังไง และเมื่อไหร่

แผ่นหลังกว้างของคนตรงหน้าบัดนี้ชุ่มไปด้วยเหงื่อ เสื้อยืดแขนสั้นสีดำแนบลู่ไปกับแผ่นหลังเปียกชื้นนั้นทำให้มองเห็นกล้ามเนื้อแน่นบนแผ่นหลังได้อย่างชัดเจน ท่อนแขนและมือที่จับลากเขาอยู่ไม่ยอมปล่อยนั้นมีแผลและคราบเลือดกระจายอยู่ทั่ว หากแต่ก็ไม่ได้ยินเสียงปริปากร้องใดๆ  ออกมาจากคนตัวสูงเลยแม้แต่นิด ปืนสีดำขนาดยาวยังคงถูกสะพายเฉียงไว้ด้านหลัง

เซียวจ้านหันกลับมาสังเกตตัวเองก็เพิ่งจะรู้ว่าเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกพับแขนขึ้นถึงข้อศอกอย่างลวกๆ บัดนี้มีแต่คราบดินและเหงื่อชุ่ม ผิวที่เคยสะอาดบัดนี้มีรอยแดงๆ ที่ถูกกิ่งไม้ใบไม้บาดประปราย ถึงแม้จะเริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศในป่ามีไอเย็นค่อยๆ แผ่ปกคลุม แต่ด้วยความหวาดระแวงและหัวใจที่เต้นรัวทำให้ยิ่งรู้สึกถึงความอึดอัดไม่สบายตัว มือข้างที่ถูกจับรวบไว้นั้นกำแน่น ส่วนอีกข้างที่มีอาวุธโลหะก็กำแน่นจนชื้นเหงื่อไปหมด

ไม่รู้ว่าพวกเขาเดินๆ วิ่งๆ แบบนี้มานานเท่าไหร่แล้ว รู้เพียงแต่ว่าขาล้าจนแทบจะก้าวไม่ออก ลำคอก็แห้งผาก

“อีกนานแค่ไหน”

“ไม่นานครับ” อี้ป๋อตอบทันทีพร้อมกับหันกลับไปยิ้มให้บางๆ ทำเอาเซียวจ้านที่กำลังรู้สึกหดหู่พลันก็มีกำลังใจขึ้นมาอย่างประหลาด

แล้วก็จริงอย่างที่หวังอี้ป๋อบอก เพียงไม่นานพวกเขาก็เจอเข้ากับถนนเส้นเล็กๆ บรรยากาศที่เคยมืดครึ้มบัดนี้เมื่อออกมาด้านนอกยังคงมีแสงสว่างของพระอาทิตย์ยามเย็นอยู่บ้าง ริมเส้นทางเล็กๆ นั้นมีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่สองสามคัน ไวเท่าความคิดหวังอี้ป๋อรีบพุ่งเข้าไปที่มอเตอร์ไซค์ขนาดกลางคันหนึ่งที่ยังมีกุญแจเสียบคาอยู่ คาดว่าเจ้าของคงแวะจอดเพื่อเข้าไปหาเก็บพืชผักในป่า เพราะพวกเขาเองก็ผ่านกับแปลงผักเล็กๆ ที่คาดว่าคงมีชาวบ้านใกล้ๆ มาปลูกเอาไว้

กระเป๋าอาวุธถูกวางบนเบาะรถมือหนากดปลดล็อกด้วยความว่องไว ก่อนจะเอาปืนทั้งสองกระบอกยัดเก็บเข้าไปด้านใน

“ไม่เอา” เซียวจ้านสั่นหน้าปฏิเสธทันทีเมื่อรู้ว่าคนตรงหน้ากำลังจะทำอะไร แค่ข้อหาทำลายข้าวของ สถานที่ราชการ รวมไปถึงฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจก็หนักจนไม่รู้จะหนักยังไงแล้ว ยังจะขโมยรถอีก แค่คิดก็อยากจะร้องไห้

“แต่มันจำเป็น ขึ้นรถ!

 

เกือบสามชั่วโมงกว่าที่พวกเขาจะกลับมายังที่ที่คุ้นเคย ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฎแก่สายตาคือบ้านสองชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเชิงเขาอันเงียบสงบ รอบด้านมืดมิดแต่กลับมีแสงสว่างจากดวงไฟในบ้านที่ถูกเปิดเอาไว้บางจุด รถมอเตอร์ไซค์ถูกจอดเลียบเข้าริมถนนห่างออกไปเกือบร้อยเมตร

หวังอี้ป๋อและเซียวจ้านลงจากรถมอเตอร์ไซค์ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าใกล้ตัวบ้านมากยิ่งขึ้น ด้านหน้าตัวบ้านมีรถตำรวจสองคันจอดสนิทอยู่ เซียวจ้านหันมองหน้าอี้ป๋อทันที

“รอที่นี่”

แต่ยังไม่ทันที่ขาเรียวจะก้าวต่อ แขนแกร่งก็ถูกเซียวจ้านรั้งเอาไว้

“ฉันไปด้วย”

“งั้นตามมาเงียบๆ” เขาว่าเท่านั้นก็เดินนำเข้าไป เป้าหมายแรกคือรถตำรวจ อี้ป๋อสำรวจรถตำรวจทั้งสองคัน เมื่อไม่เห็นว่ามีใครอยู่แถวนั้นก็จัดการเปิดกระเป๋าที่หอบหิ้วมาตลอดทางออกแล้วหยิบมีดสั้นคู่ใจออกมา มือหนากำด้ามมีดแน่นก่อนจะปักลงไปบนล้อหน้าของรถตำรวจเต็มแรง แผ่นโลหะคมกริบกว่าครึ่งทะลุเข้าไปด้านในยางสีดำ หวังอี้ป๋อกระชากมีดออกโดยไม่รอช้าก่อนจะปรากฎเสียงลมยางพ่นออกมาเบาๆ แน่นอนว่ารถอีกคันก็โดนเช่นเดียวกัน เมื่อเสร็จแล้วใบหน้าคมก็หันกลับมาพยักหน้าให้กับเซียวจ้านเพื่อเป็นสัญญาณว่าเข้าไปข้างใน

เสียงพูดคุยไม่ดังนักลอดออกมาจากในตัวบ้าน เท่าที่ฟังดูคร่าวๆ น่าจะมีประมาณสองสามคน อี้ป๋อพยายามพาตัวเองและอีกคนเลียบไปตามช่วงที่มืดที่สุดของบ้านที่ไม่มีแสงพาดผ่าน ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ข้างหน้าต่างฝั่งข้างบ้าน พลันเซียวจ้านก็ลอยหวือเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของอี้ป๋อโดยไม่ทันตั้งตัว  เสียงของแข็งบางอย่างกระแทกเข้ากับผนังบริเวณจุดที่พวกเขาเคยยืนอยู่ ไวเท่าความคิด อี้ป๋อชักมีดออกมาแล้วปากลับไปยังจุดที่คาดว่ามีคนอยู่อย่างไม่ลังเล เสียงเคร้งดังขึ้นหนึ่งครั้งก่อนจะปรากฎร่างของคนที่คุ้นเคยในจักษุพร้อมกับอาวุธยาวสีดำที่ใช้ป้องกันตัวเมื่อครู่

“อวี๋ปิน”

“มึงมาช้าจังวะ” อวี๋ปินเดินเข้ามายื่นมีดสั้นคืนให้เพื่อน พวกเขาสื่อสารกันด้วยเสียงที่เบาที่สุด เซียวจ้านที่ยังคงอยู่ในอ้อมกอดของอีกคนขยับยุกยิกอย่างหงุดหงิดจนอี้ป๋อที่เพิ่งรู้สึกตัวจำใจต้องปล่อยออกให้อีกคนเป็นอิสระ

“ข้างในมีกี่คน” อี้ป๋อไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับส่งคำถามกลับไปแทน

“ห้า เมื่อกี้กูจัดการไปแล้วคนหนึ่ง” อวี๋ปินบุ้ยปากไปทางด้านหลัง จึงเห็นว่ามีร่างในชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจนอนฟุบอยู่กับพื้น

“จั๋วเฉิงล่ะ” เซียวจ้านถามหาเพื่อนอย่างเป็นห่วง ก่อนจะได้รับรอยยิ้มกลับมาจากอวี๋ปิน

“ผมพาไปส่งที่บ้านแล้วครับ” คำตอบที่ได้ยินทำเอาเซียวจ้านพอใจและโล่งใจไปในคราวเดียวกัน ก็ดีเหมือนกันที่จั๋วเฉิงกลับไปที่บ้าน เพราะถ้าขืนอยู่ด้วยกันจะยิ่งทำให้จั๋วเฉิงเดือดร้อนไปด้วย

“เอาไงต่อ เข้าไปเลยมั้ย?” เพื่อนส่งคำถามออกมาอย่างรู้ใจ อี้ป๋อพยักหน้าทันที

“บุก”

เท้าสองคู่ก้าวอย่างไร้สุ้มเสียงอ้อมไปทางด้านหลังของตัวบ้านอย่างรู้เส้นทางดี เพราะช่วงไม่กี่วันที่พวกเขาอยู่ที่นี่ได้เดินสำรวจทางหนีทีไล่อย่างละเอียดแล้ว ทำให้รู้ว่าทางไหนที่จะสามารถเข้าไปได้โดยสะดวกและทางไหนที่เหมาะสมจะใช้หนี แต่กับเจ้าของบ้านอย่างเซียวจ้านกลับทำเพียงแค่ย่องตามหลังด้วยใจเต้นระทึก ตอนนี้สิ่งที่กลัวที่สุดคือการหลุดทำเสียงดังอันจะเป็นการทำให้คนที่อยู่ภายในตัวบ้านรู้ตัวว่าบัดนี้มีผู้บุกรุกที่เคยเป็นผู้อยู่อาศัยของที่นี่กำลังย่างกรายเข้ามา

เพียงครู่เดียวคนทั้งสามก็มาปรากฎตัวอยู่ภายในตัวบ้านส่วนของห้องครัวที่ยังคงปิดไฟมืด เสียงพูดคุยปรึกษากันชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อระยะห่างถูกลดเข้าใกล้ลงเรื่อยๆ  อี้ป๋อยกมือขึ้นชี้ไปด้านหน้าซึ่งเป็นพื้นที่ของห้องรับแขกและห้องเยื้องๆ ไปอีกซึ่งเป็นที่ตั้งของคอมพิวเตอร์หลายจอของอวี๋ปิน เซียวจ้านพยายามจับสังเกตท่าทีของเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษทั้งสองและคอยตามอย่างเงียบเชียบและระมัดระวังตัวอย่างที่สุด ก่อนจะสังเกตได้ว่าอวี๋ปินสะบัดอาวุธปืนไปสะพายไว้ด้านหลัง ส่วนอี้ป๋อเสียบมีดเหน็บเข้าที่เอว เป็นสัญญาณว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะไม่มีการเสียเลือดด้วยอาวุธ นั่นหมายถึงจะไม่เอาถึงตาย ซึ่งเซียวจ้านก็รู้สึกโล่งใจไปอีกเปลาะ อย่างน้อยก็จะไม่ต้องมีคนมาตายในบ้านเพิ่ม แต่ถ้าจะให้ดีคืออย่าได้มีการปะทะเลย ซึ่งนั่นโอกาสเป็นศูนย์

จู่ๆ อี้ป๋อและอวี๋ปินก็พุ่งพรวดออกไปโดยไม่ส่งสัญญาณใดๆ บอกกับเซียวจ้านแม้แต่น้อย หวังอี้ป๋อตรงเข้าศอกที่ต้นคอด้านหลังของตำรวจนายหนึ่งจนฟุบลงไปบนพื้น พอดีกับที่อวี๋ปินใช้สันมือซ้ายสับเข้าไปที่ข้างลำคอของตำรวจอีกนายที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันนัก เพียงพริบตาเดียวเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบตำรวจก็หมดสติไปถึงสองนาย เซียวจ้านยกมือปิดปากแน่นและทรุดตัวลงนั่งอยู่ข้างประตูครัวมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตระหนก

เสียงร่างกายหนักๆ ที่กระแทกกับพื้นทำให้ตำรวจอีกสองคนที่อยู่ในห้องปฏิบัติการของอวี๋ปินจำเป็นต้องเดินออกมาดู หนึ่งในนั้นคือตำรวจที่หวังอี้ป๋อคุ้นหน้าดี ทันทีที่เห็นว่ามีคนบุกรุกเข้ามา ตำรวจหนุ่มก็ชักปืนขึ้นจากซองข้างเอวอย่างรวดเร็วเพียงชั่ววินาที หากแต่ก็ช้าไปสำหรับหวังอี้ป๋อ มือหนาสะบัดเข้ากระแทกกับข้อมือข้างที่ยังจับปืนไม่ทันมั่นคงนั้นจนอาวุธปืนหล่นลง แต่ก็ดูเหมือนว่าเฉาอวี้เฉินสามารถจับทางได้ถูก เขาใช้ลำแขนสองข้างกันการจู่โจมของอี้ป๋อได้อย่างหวุดหวิด

ตำรวจอีกนายที่พุ่งออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันถูกอวี๋ปินกระโจนเข้าใส่จนล้มกลิ้งลงไปบนพื้นแลกหมัดกันนัวเนียจนมองไม่ออกว่าใครเป็นใคร

หวังอี้ป๋อถูกซัดเข้าที่หน้าด้วยหมัดลุ่นๆ เต็มแรงจนเสียหลักเซไปกับพื้น ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นตั้งตัวก็ถูกเตะเข้าที่สีข้างอีกสองครั้งจนหมอบ อวี้เฉินตรงเข้าไปหวังจะซ้ำ แต่อี้ป๋อพลิกตัวกลับแล้วใช้เท้าเตะเข้าที่ส่วนสะโพกของนายตำรวจเต็มแรงจนเป๋ไปอีกด้าน เขาใช้ช่วงเวลานั้นยันตัวเองลุกขึ้นแล้วพุ่งเข้าเตรียมฟาดกำปั้นเข้าที่ช่วงขมับ แต่ก็ต้องชะงักค้างเมื่อนายตำรวจตรงหน้าหันขวับมาพร้อมกับจ่อปากกระบอกปืนสีเงินเงาวับในมือไปที่อี้ป๋อ

“หึ” เสียงที่ออกมาจากลำคอและสีหน้าที่แสดงออกมาของตำรวจหนุ่มแสดงควาเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ต้องหุบยิ้มเมื่อเห็นว่าที่ด้านหลังของหวังอี้ป๋อคือเพื่อนตำรวจของเขาที่บัดนี้ถูกปืนขนาดและรุ่นเดียวกันจ่อเข้าที่ขมับโดยอวี๋ปิน

เซียวจ้านที่มองเห็นเหตุการณ์โดยตลอดอย่างระทึกจนแทบหยุดหายใจ เมื่อฉากที่ปรากฎแก่สายตาบัดนี้ช่างเหมือนกับฉากบู๊ในหนังที่เขาเคยดู ความเงียบเข้าปกคลุมภายในบ้านจนแม้แต่เสียงเข็มตกก็คงได้ยินอย่างชัดเจนทำเอาเซียวจ้านยิ่งไม่กล้าหายใจแรง เพราะกลัวว่าเหตุการณ์จะแย่ โดยที่ก็คาดเดาไม่ถูกเหมือนกันว่าฝ่ายไหนที่จะแย่

“เอาไงต่อดีล่ะครับ คุณตำรวจ” หวังอี้ป๋อยกยิ้มขณะที่มือทั้งสองข้างก็ยกขึ้นระดับใบหูแสดงความจำยอม ผิดกับสีหน้าที่ออกอาการยิ้มเยาะเต็มที่อย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตอนนี้ทั้งสองฝ่ายถือไพ่แต้มเดียวกัน

“พวกมึงมอบตัวซะ!” อวี้เฉินเอ่ยเสียงกร้าว

“หึ เอาเวลาตามจับพวกผมไปจับคนใกล้ตัวไม่ดีกว่าเหรอ” คำพูดของหวังอี้ป๋อทำเอาสายตาของนายตำรวจตรงหน้าสั่นวูบไปนิดก่อนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเพียงชั่วพริบตา หวังอี้ป๋อที่มองเห็นปฏิกิริยานั้นยิ่งได้ใจ เพราะเขามั่นใจแล้วว่าตำรวจตรงหน้าคงได้เห็นอะไรดีๆ แล้วแน่ๆ

“อวี้เฉิน ไม่ต้องไปฟังมัน” เสียงของคนที่อยู่เบื้องหลังเปล่งออกมาอย่างโมโห พร้อมกับเรียกสติเพื่อนตัวเองที่กำลังถูกอีกฝ่ายพูดให้คล้อยตาม

หวังอี้ป๋อขยับตัวหันกลับไปมองก็ต้องเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าคนที่ถูกอวี๋ปินใช้ปืนจ่อหัวอยู่คือใคร

“ไม่เจอกันนานนะ หลิวไห่ควาน

“อี้ป๋อ?” ตำรวจคนนั้นเอ่ยชื่อร่างสูงออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าผู้ร้ายที่ตนกำลังตามจับอยู่เป็นคนที่ไม่คาดคิด หากแต่เสียงที่ถูกปล่อยออกมาจากปากเรียวนั้นกลับเบาจนแทบไม่ได้ยินเสียง อวี๋ปินยังคงมีสติจดจ่ออยู่กับเป้าหมายตรงหน้าได้อย่างไม่มีที่ติ ทำให้หวังอี้ป๋อไม่ห่วงนักเพราะรู้ฝีมือของเพื่อนอยู่แล้ว

เซียวจ้านที่แอบอยู่ตรงครัวค่อยๆ พาตัวเองเดินออกมาอย่างเงียบเชียบหวังจะหยิบเอาแจกันบนโต๊ะมาเผื่อเป็นอาวุธป้องกันตัวหากเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่นั่นทำให้สายตาและรัศมีปืนของอวี้เฉินละจากเป้าหมายเดิม หวังอี้ป๋อสบโอกาสจึงลดตัวลงใช้เท้าเตะเข้ากับท่อนขาของคนตรงหน้าแล้วฉวยเอาปืนในมือนั้นมาถือเอาไว้เสียเอง และแน่นอนว่าตอนนี้ฝ่ายที่เป็นต่อก็คือฝ่ายของเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ใช้ปืนจ่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองหางโจวทั้งสอง

“อี้ป๋อ มอบตัวเถอะ” เสียงทุ้มนุ่มนั้นเอ่ยสั่งแต่อี้ป๋อฟังออกว่านั่นเป็นคำขอร้อง...จากผู้ที่เคยเป็นพี่ชายของตน

ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังอ่อนโยนกับเขาเสมอ

“ยังไม่ใช่ตอนนี้” หวังอี้ป๋อตอบก่อนจะกระชากคอเสื้อเฉาอวี้เฉินเพื่อดึงให้ลุกขึ้น อาวุธโลหะเย็นเยียบจ่อแนบเข้าที่ขมับนายตำรวจ

“เซียวจ้าน ผมมีเรื่องให้ช่วยหน่อย” อี้ป๋อเอ่ยเท่านั้นแล้วก็ลากอวี้เฉินเข้าไปในห้องปฏิบัติการที่บัดนี้หน้าจอคอมกว่าห้าจอกลายเป็นสีดำสนิทไปแล้ว อวี๋ปินที่ใช้ปืนจี้ที่หัวของหลิวไห่ควานออกแรงกระแทกเพื่อบอกให้เดินหน้าเข้าไปในห้องด้วยกัน ส่วนเซียวจ้านที่ยังยืนเงอะงะทำอะไรไม่ถูกอยู่ด้านนอกนั้นก็รีบก้าวฉับๆ ตามเข้าไป ห้องที่เคยกว้างบัดนี้แคบลงไปถนัดตาด้วยเพราะมีชายห้าคนยืนจนเต็มพื้นที่

“เปิด” เสียงทุ้มสั่งสั้นๆ เซียวจ้านก็รีบตรงเข้าไปขยับเม้าส์เพื่อเปิดหน้าจอ ไฟล์กว่าสิบไฟล์ที่ปรากฎอยู่ล้วนแล้วแต่เป็นไฟล์รูปภาพและวิดีโอทั้งสิ้น อวี้เฉินขมวดคิ้วมองการกระทำของเซียวจ้านอย่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงทำตามคำสั่งของคนร้ายง่ายดายนัก

เคอเซอร์ถูกเลื่อนไปที่ไฟล์วิดีโออันหนึ่งที่เซียวจ้านเลือกสุ่มมั่วๆ ก่อนที่จะปรากฎภาพเคลื่อนไหวที่เซียวจ้านถึงกับเบิกตาโต มือเรียวยกขึ้นปิดปากอย่างลืมตัว

เฉาอวี้เฉินจ้องเขม็งยังวิดีโอที่ปรากฎภาพบุคคลที่เขาคุ้นเคยที่สุด กำลังทำกามกับหญิงสาววัยแรกแย้ม พร้อมกับยัดยาบางอย่างใส่ปากของเธอ ที่ด้านข้างมีห่อสี่เหลี่ยมสีขาวนับสิบกองอยู่ บางห่อถูกเปิดออกทำให้เห็นเป็นผงสีขาวๆ กระจายอยู่ทั่ว นอกจากนี้ยังมีวัสถุทรงยาวใสที่แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าคือเข็มฉีดยากองเกลื่อน

คนกว่าห้าคนที่ยืนล้อมรอบอยู่ใกล้ๆ ต่างเป็นคนที่หวังอี้ป๋อเองก็รู้จักดี...สมาชิกกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่กำลังตามหา

เสียงหวีดร้องอย่างน่าเวทนาดังก้องไปทั่วห้องสี่เหลี่ยมสีขาว หากแต่ไม่มีใครคิดจะช่วยหญิงสาวคนนั้นออกมาแม้แต่คนเดียว

ภาพบนวิดีโอตัดไปสลับเล่นวิดีโออีกไฟล์หนึ่งอย่างต่อเนื่อง  เป็นกลุ่มคนสองกลุ่มกำลังยืนคุยกันอยู่ที่ท่าเรือ ด้านหลังมีรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์หลายสิบคันเป็นฉาก

 

“ล็อตนี้จะส่งผ่านเอเย่นต์ในประเทศไทย จากนั้นจะส่งต่อไปที่ออสเตรเลีย”

“...”

“ตามแผนเดิมครับ ของถึงจุดหมายเมื่อไหร่ เงินจะถูกโอนเข้าบัญชีของท่านในออสเตรเลียทันที 10 ล้านดอลล่าร์ครับ”

“ผมจะรอข่าวดี”

“ขอให้วางใจเถอะครับ ท่านประธานาธิบดี

 

เสียงหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจดังออกมาจากภาพวิดีโอที่ยังคงเล่นต่อเนื่อง อวี้เฉินกำหมัดพร้อมกับขบกรามแน่น

เป็นความอัปยศที่สุดเมื่อต้องมายืนดูความเลวร้ายของผู้เป็นพ่อของตนต่อหน้าบุคคลอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองเป็นตำรวจแท้ๆ...

 

“เราจะให้คนของเราลอบเข้าไปวางระเบิดที่เครมลิน เรดสแควร์ และห้างสรรพสินค้าในกรุงมอสโควตามลำดับ ซึ่งผมเชื่อว่าจะนำมาเป็นข้อต่อรองการปล่อยตัวสายลับของเราได้ รวมไปถึงการเข้าครองดินแดนบางส่วนในรัสเซีย” คนที่กำลังอธิบายอยู่นั้นเป็นคนที่เซียวจ้าน หวังอี้ป๋อ และอวี๋ปินเคยเห็นหน้าอย่างใกล้ชิดมาแล้ว

“เอาอย่างั้นรึ?” เสียงทรงพลังนั้นที่เคยได้ยินบ่อยครั้งในโทรทัศน์บัดนี้ดังมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องปฏิบัติการ

“ครับ การก่อความไม่สงบจะถือเป็นข้อต่อรองที่ได้เปรียบที่สุดระหว่างเรากับรัสเซีย”

“ถ้าอย่างนั้นส่งคนไปคืนนี้เลย ขอให้รอบคอบรัดกุมที่สุด แล้วผมจะรอฟังข่าวดี”

 

กำปั้นหนักๆ ของนายตำรวจหนุ่มทุบลงไปบนโต๊ะอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ หวังอี้ป๋อมองการกระทำนั้นนิ่งก่อนจะวางปืนลงบนโต๊ะด้านหน้าแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ทีนี้จะจัดการใครก่อน ตัดสินใจได้หรือยัง?”

 

 

::BLIND BRIDE DOLL::


ยะฮุ่ววววว ห่างหายไปหลายวันเลยค่าเนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีการเปลี่ยนฮวงจุ้ยที่นั่งในออฟฟิศ ทำให้งานเข้ารัวๆ 555555 พูดตรงๆ คืองานเยอะขึ้น กลับบ้านก็เหนื่อยแล้ว ไม่ค่อยมีเวลาเขียนฟิคเลย ขออภัยมา ณ ที่นี้ค่ะ

ตอนนี้เป็นตอนที่เขียนยากมากตอนหนึ่ง ใช้เวลาเขียนหลายวัน วันละนิดวันละหน่อย ให้เขียนวันเดียวรวดเลยไม่ไหวจริงๆ  แต่รับรอง (พร้อมให้กำลังใจตัวเอง) ว่าจะไม่หายไปค่ะ อยู่ติดตามด้วยกันไปนานๆ นะคะ หนทางของเรายังอีกยาวไกลค่ะ

 

ปล. ประกาศแบรนด์แอมบาสเดอร์ของออดี้คนล่าสุด “หวังอี้ป๋อ” จ้า กรี๊ดดดดดดด ฉลองงงงงงงง


ถึงในเรื่องออดี้จะเป็นของเซียวจ้าน แต่ก็ถือว่าผ่านสมรภูมิไล่ล่ามาด้วยกันอ่ะเนอะ 555555 ตอนนี้ทิ้งรถไปซะแล้ว แง


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #82 floer53643ra (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 กันยายน 2563 / 10:19

    รอออออ
    #82
    0
  2. #81 Chaw (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 กันยายน 2563 / 07:27

    สนุกมากค่ะ รอมาต่อไวๆนะคะ

    #81
    0