BLIND BRIDE DOLL ตุ๊กตาเจ้าสาว | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 13 : BLIND BRIDE DOLL#12 เตรียมตัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 147
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    1 ก.ย. 63



Chapter 12 เตรียมตัว

 

เสียงเมื่อครู่ทั้งสองครั้งดังสนั่นทั่วทั้งเขา อีกไม่นานคงมีพวกสายตรวจมาลาดตระเวนดูความผิดปกติ อี้ป๋อสั่งให้ทุกคนกลับเข้ามาในตัวบ้าน ส่วนตัวเองก็กลับเข้าไปด้านในพร้อมกับโบราณวัตถุที่แม้แต่แรงระเบิดกลับทำอะไรไม่ได้ สีหน้าของแต่ละคนต่างก็ปรากฎความรู้สึกแตกต่างกันไป

“บทจะแตกก็แตกง่ายเหลือเกิน แต่เจอระเบิดไปแม่งไม่มีรอยสักนิด ให้มันได้ยังงี้สิวะ” เป็นอวี๋ปินที่บ่นอย่างเหลืออดถึงของเจ้าปัญหาที่เมื่อคืนเพียงแค่ชนตกกระแทกพื้นนิดเดียวฐานก็แตกออกจากตัว และยังไม่วายหันไปพูดกับด็อกเตอร์ด้านโบราณคดี

“คุณเซียวจ้าน ไหนว่าทำจากแร่จำพวกทองคำไงครับ แร่อะไรทนขนาดนี้”

“ฉะ ฉันก็ไม่รู้” เซียวจ้านตอบแค่นั้น ในใจตอนนี้มีหลากลหายความรู้สึกผสมปนเปจนสับสน

“ถ้าเอาไปฝังหรือทิ้งน้ำแทนล่ะ?” จั๋วเฉิงออกความเห็น

“ไม่ใช่ว่าเอาไปทิ้งน้ำ วันถัดมามันเดินกลับมาอยู่ที่บ้านเองนะ” อวี๋ปินเอ่ยออกมาพร้อมทำท่าทางใช้มือถูแขนตัวเองที่ขนลุกชันด้วยความหวาดกลัว พลันก็ถูกหนังสือเล่มหนึ่งกระแทกเข้าที่หัวอย่างจัง อวี๋ปินเงยหน้าขวับมองคนปา ก็เห็นว่าเป็นจั๋วเฉิงที่ยืนถลึงตาใส่อยู่ คงจะคว้ามาแบบส่งๆ จากโต๊ะทำงานของเซียวจ้าน  แต่ทำไมต้องเลือกเล่มหนาขนาดนี้ด้วย อวี๋ปินคิด

หวังอี้ป๋อบัดนี้มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมนั้นลอบมองเซียวจ้านอยู่บ่อยครั้ง จนคนถูกมองเริ่มรู้ตัว

“มีอะไรติดหน้าฉันหรือไง?”

“ขอคุยด้วยหน่อยครับ” อี้ป๋อบอกความต้องการของตัวเอง โดยไม่สนคำถามที่ตั้งใจยียวนนั้น

“ถ้าจะคุยเรื่องเดิม ไม่ต้อง” เซียวจ้านตัดบทฉับกำลังจะเดินไปที่โต๊ะทำงานก็ต้องชะงักเมื่อเสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นมา

“หรือคุณไม่สงสัยเรื่องของชิ้นนี้เลย?”

เพื่อนของทั้งสองมองสลับไปมาระหว่างดวงหน้าคมและใบหน้าเรียวได้รูปเพื่อรอฟังต่อ

“ก็สงสัย แล้วก็กำลังจะหาข้อมูลไง” ไม่พูดเปล่า มือก็เปิดหน้าจอโน้ตบุ๊คขึ้นมา ตัวอักษรยาวเหยียดแสดงอยู่บนจอไม่เล็กไม่ใหญ่นั้น มันเป็นไฟล์จากกรมโบราณคดีด้านประวัติศาสตร์โบราณที่เซียวจ้านล็อกอินด้วยบัญชีนักโบราณคดีเพื่อเข้าไปอ่าน

จั๋วเฉิงรีบเก็บข้าวของของตัวเองที่ยังวางบนโต๊ะเข้ากระเป๋าอย่างรวดเร็วเพื่อให้เพื่อนสะดวกต่อการทำงาน

“ถ้างั้นกูไปทำงานต่อนะ” อวี๋ปินบอกกับอี้ป๋อเสร็จก็หมุนตัวเข้าไปนั่งประจำที่ของตัวเองอย่างเดิม

“ยุคเป่ยหยางปรากฎชื่อแม่ทัพผู้เก่งกาจด้านการศึกนามว่าหวังเจิ้นฮว๋า มีบันทึกข้อมูลตั้งแต่ช่วงที่ได้รับพระราชทานยศเป็นแม่ทัพไปจนกระทั่งช่วงอายุ 30 ปลายๆ บันทึกส่วนที่เหลือคาดว่าอาจจะถูกเผาทำลายจากสงครามเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือาจจะไม่มีบันทึก...” วังจั๋วเฉิงที่ยื่นหน้าไปดูเอกสารบนหน้าจออ่านออกเสียงให้ทุกคนได้ยินชัด

“บันทึกจากยุคเป่ยหยางที่ยังคงหลงเหลือถูกค้นพบ โดยเนื้อความส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองของแคว้นเป่ยหยางเสียส่วนใหญ่ หากแต่ด้านของวัฒนธรรมก็มีบันทึกอยู่บ้าง จุดเด่นของวัฒนธรรมในยุคเป่ยหยางนี้คือการสร้างตุ๊กตาเพื่อมอบเป็นของขวัญในพิธีกรรมพิเศษ โดยผู้ที่ริเริ่มคือแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋า”

“แม่ทัพหวังไม่เคยปรากฎว่าได้รับบาดเจ็บจากการออกศึก มีเพียงครั้งเดียวที่ถูกศรธนูเมื่อครั้งถูกศัตรูจากแคว้นหนานหยางล้อม แต่ได้รับความช่วยเหลือจากแพทย์นามว่ามู่หรงจื่อเจินแห่งตระกูลแพทย์มีชื่อในเขตแคว้นหนานหยาง”

เมื่ออ่านจบจั๋วเฉิงก็หลุดปาก “เป่ยหยางรบกับหนานหยาง แต่หมอในหนานหยางช่วยชีวิตแม่ทัพของเป่ยหยาง โอ้โห คนสมัยก่อนนี่เค้าแต่งเรื่องเก่งดีนะ”

จั๋วเฉิงละสายตาออกมาจากจอโน้ตบุ๊คจึงเพิ่งจะเห็นว่าหวังอี้ป๋อมองเพื่อนเขาไม่วางตาจนจั๋วเฉิงต้องแสร้งกระแอมขัด

“เซียวจ้าน?” เสียงเรียกของเพื่อนเหมือนปลุกให้เซียวจ้านตื่นจากพะวัง

“หื้อ?”

“นายว่าไง?”

เซียวจ้านตั้งสติอยู่ครู่ก่อนจะเอ่ยออกมาช้าๆ อย่างใช้ความคิด

“ตอนนี้เรามีโบราณวัตถุหนึ่งชิ้น ข้อมูลที่รู้ก็มีแค่เอกสารฉบับนี้ ฉันคิดว่าถ้าอยู่ที่นี่ไม่น่าจะมีข้อมูลอะไร แต่ถ้าไปที่กรมโบราณคดีต้องได้ข้อมูลเพิ่มแน่”

“เออ ก็ดีเหมือนกัน” เพื่อนรีบเห็นด้วยทันที

“จะได้ถือโอกาสสอบถามเรื่องที่ขุดเจอตุ๊กตาโบราณนี่ด้วย ว่าใครเป็นคนดูแล เพราะของโบราณแบบนั้นมันไม่น่าจะมีชิพอะไรฝังอยู่ได้ตั้งแต่แรก เว้นแต่ว่า...” เขานิ่งไปครู่

“มีคนเอาไปใส่ไว้หลังจากขุดขึ้นมาแล้ว” อี้ป๋อเอ่ยแทน พลันใบหน้าของหวงซู่หมิน ผู้รับผิดชอบงานประมูลก็แว่บเข้ามาในหัวของเซียวจ้าน เช่นเดียวกับหวังอี้ป๋อที่บัดนี้เริ่มประมวลความเป็นเหตุเป็นผลที่น่าจะเป็นไปได้

“ดีเลย งั้นเอาไอตุ๊กตานี่ไปด้วย”

“จะให้กรมโบราณคีดเห็นไม่ได้” เซียวจ้านแย้ง “ตอนนี้ยังถือเป็นของกลางอยู่” คำบอกนั้นทำให้จั๋วเฉิงเพิ่งจะคิดขึ้นได้

“งั้นเอาไปฝังแทนแล้วกัน”

 

 

เวลาพลบค่ำใกล้เข้ามาอีกครั้ง อี้ป๋อตอนนี้ไปนอนงีบอยู่ที่โซฟาในห้องรับแขก ส่วนอวี๋ปินก็สลบเหมือดบนโต๊ะคอมเหมือนเดิม แต่สำหรับคนที่เพิ่งตื่นนอนเมื่อตอนบ่ายอย่างจั๋วเฉิงตอนนี้ยังคงตาสว่าง เขาเป็นคนเข้าครัวเองวันนี้เพื่อเตรียมอาหารมื้อเย็น

เซียวจ้านยังคงนั่งมองตุ๊กตาที่บัดนี้ถูกวางไว้ในลังอย่างใช้ความคิด ครั้นจะเอื้อมมือเรียวไปแตะ ก็ชะงักอยู่ครู่แล้วชักมือกลับ เป็นอย่างนั้นอยู่หลายครั้ง จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อบ่ายเห็นในห้องของแขกมีอาวุธสงครามก็รีบมุ่งหน้าตรงไปที่ห้องนั้นทันที อวี๋ปินที่รู้สึกเหมือนมีใครเดินผ่านตัวเองไปผงกหัวขึ้นมองนิดหนึ่งก่อนจะอ้าปากหาวครั้งสองครั้งแล้วยันกายลุกขึ้นเพื่อเดินไปดู

ร่างบางมาหยุดอยู่ในห้องเรียบร้อยแล้ว กระเป๋าขนาดโตหลายใบถูกวางอย่างเป็นระเบียบ มีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้าสองใบเท่านั้นที่ถูกเปิดอ้าอยู่บนเตียง แต่เหมือนมีอะไรดลใจ เซียวจ้านกวาดสายตาจนไปหยุดอยู่ที่กระบอกสีดำที่วางพิงอยู่ข้างหัวเตียง เขาเดินเข้าไปหยิบมาถือไว้ในมือ น้ำหนักของมันเบาราวกับไม่มีอะไรอยู่ด้านใน แต่ยังไม่ทันได้เปิดออกดู เสียงของอวี๋ปินก็ดังมาจากข้างหลัง

“ภาพสเก็ตช์อี้ป๋อมันน่ะครับ” อวี๋ปินพูดจบก็หาวใส่เซียวจ้านหนึ่งที

“ฉันเปิดดูได้มั้ย?”

“ได้สิครับ มันคงไม่ว่าอะไรหรอก” เมื่อได้รับคำอนุญาตจากคนที่ไม่ใช่เจ้าของ เซียวจ้านก็มีท่าทีลังเลอยู่ครู่ แต่มือเรียวก็บิดฝาด้านบนกระบอกเปิดออก ด้านในมีกระดาษถูกม้วนเอาไว้ มือเรียวจึงล้วงหยิบออกมา

บนกระดาษเป็นภาพสเก็ตช์หน้าตรงครึ่งตัวของคนๆ หนึ่งที่มีโครงหน้าเหมือนกันกับตัวเขาถึง 90% หากแต่มีเส้นผมยาว ชุดที่สวมใส่ก็เป็นชุดคลุมตัวยาวแบบโบราณ

“เหมือนมั้ยครับ?”

“หืม?” คำถามของอวี๋ปินทำให้เซียวจ้านเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

“เหมือนคุณเซียวจ้านเปี๊ยบเลยใช่มั้ยครับ”

“...” ร่างบางไม่ได้พูดอะไร แต่ตั้งใจพิจารณารูปสเก็ตช์ในมือ

“อี้ป๋อมันบอกว่าฝันเห็นตั้งแต่ก่อนมาจีนแล้วครับ ตอนที่ได้เจอคุณเซียวจ้าน ผมเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าจะมีคนหน้าเหมือนกับคนในฝันที่อี้ป๋อมันพูดถึง”

มือเรียวม้วนภาพแล้วยัดกลับเข้ากระบอกอย่างเดิม เป็นอันรู้กันว่าจบการสำรวจจากเจ้าของบ้านแล้ว ทั้งสองเดินออกมาจากในห้องพร้อมกัน เซียวจ้านก็พลางถาม

“แล้วนายนั่นได้เล่าอะไรให้ฟังอีกมั้ย?”

“ก็...ไม่มีนะครับ หรือคุณเซียวจ้านอยากรู้เรื่องไหนล่ะ?”

“พวกนายมาจีนตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“ไม่นานครับก่อนเกิดเรื่องที่โรงแรมแกรนด์ไม่กี่วัน” อวี๋ปินตอบไปตามตรง เพราะยังไงเสียก็ถือว่าอยู่ร่วมชายคาเดียวกันแล้ว อีกอย่าง ดูจากลักษณะแล้วคุณเซียวจ้านไม่น่าจะเป็นคนพูดมากเท่ากับจั๋วเฉิง

“สืบคดีเหรอ?”

“โป๊ะเชะครับ” คนพูดดีดนิ้วเสริมเพื่อบอกว่าที่พูดน่ะถูกแล้ว “พวกผมมาทำภารกิจตามหาคนกลุ่มหนึ่ง แว่วๆ ว่าจะเจอที่โรงแรมนั้นนั่นแหละ แต่ก็มาเจอกับคุณเซียวจ้านซะก่อน แล้วก็เกิดเรื่องอะไรหลายๆ อย่าง” เซียวจ้านพยักหน้าหงึกหงักๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก อวี๋ปินก็เลยเลือกที่จะเดินกลับไปทำงานของตัวเองเป็นครั้งที่ร้อย แค่คิดก็ปวดหัว เพราะความสลับซับซ้อนของรหัสชิพ

เซียวจ้านตกอยู่ในพะวังความคิดหลังจากาตัวเองเดินเข้ามาในห้องรับแขก แล้วหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาข้างๆ ร่างสูงที่นอนอยู่

ดวงตาเรียวลอบมองใบหน้ายามหลับนั้นของหวังอี้ป๋อ คิ้วเข้ม ดวงตาคมที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท สันจมูกโด่งรับกับปากได้รูป เหมือนกับแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าในภาพฝันของเซียวจ้านไม่มีผิดเพี้ยน ความรู้สึกคะนึงหาล้นปรี่อยู่ในอกราวกับกำลังแบกรับทุกความรู้สึกของมู่หรงจื่อเจิน หากแต่ก็ผสมปนเปไปกับความขมขื่นบางอย่างที่ตนเองก็ยังไม่รู้แน่ว่าเป็นเพราะอะไร

“เจิ้นฮว๋า” ชื่อของคนในอดีตหลุดออกจากปากเรียวของเซียวจ้านเบาๆ ราวกับคนพูดกำลังทบทวนความทรงจำ

“เรียกผมหรือเปล่า?” ร่างสูงที่นอนอยู่เปิดเปลือกตาขึ้นมองคนที่ยังนั่งจ้องหน้าเขา เซียวจ้านที่ไม่คิดว่าคนที่นอนอยู่จะได้ยินเด้งตัวถอยหลังอย่างตกใจ

“ปละเปล่า ไม่ได้เรียก”

หวังอี้ป๋อยันกายลุกขึ้นนั่งพร้อมเอ่ย “แต่ผมได้ยิน”

“ได้ยินอะไร ก็บอกว่าไม่ได้เรียก” เซียวจ้านแหวกลับอย่างไม่ยอม อี้ป๋อหลุดยิ้มบางๆ ออกมา แต่ทำเอาร่างบางที่มองอยู่ถึงกับใจกระตุก

“เซียวจ้าน” เสียงทุ้มนั้นเรียกชื่อคนตรงหน้าพร้อมกับที่ขยับตัวเข้าไปใกล้ แต่เซียวจ้านก็ถดตัวหนีพร้อมส่งเสียงเหมือนรำคาญ “อะไร?”

ภาพในอดีตที่พวกเขาหลับนอนด้วยกันผุดเข้ามาในหัวของเซียวจ้านทำให้ใบหน้าเนียนขาวบัดนี้ราวกับถูกแต้มด้วยสีแดงระเรื่อที่แก้ม ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าในอดีตพวกเขาเป็นอะไรกัน มีความสัมพันธ์กันแบบไหน แต่ที่ไม่เข้าใจคือสรุปแล้วในอดีตมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมตอนที่เขาหมดสติไปถึงได้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเจ็บปวดจนใกล้ขาดอากาศหายใจ แล้วจะเกี่ยวอะไรกับตุ๊กตามั้ย

“คุณคือเซียวจ้าน ผมคือหวังอี้ป๋อ”

“แล้วไง?” คิ้วเรียวนั้นเลิกขึ้นนิดหนึ่งอย่างสงสัย

“ในอดีตมีอีกหลายเรื่องที่เรายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ปล่อยให้มันผ่านไป แล้วเรามาเริ่มต้นกันใหม่ดีมั้ย” หวังอี้ป๋อพูดหน้าตาเฉยแต่คนฟังถึงกับถลึงตาใส่

“อะไร เริ่มต้นกันใหม่อะไร พูดให้มันดีๆ”

“ผมไม่อยากยึดติดว่าเพราะผมคือหวังเจิ้นฮว๋าในอดีต และคุณคือมู่หรงจื่อเจินทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างกัน แต่ผมอยากให้เราเป็นเราในปัจจุบัน...” ร่างบางตอนนี้มีสีหน้าปั้นยากเมื่อได้ฟังคำที่ออกมาจากปากร่างสูง หลักๆ คือไม่เข้าใจสิ่งที่คนตรงหน้าต้องการจะสื่อ หวังอี้ป๋อที่เห็นสีหน้าของคนตรงหน้าก็เข้าใจได้ทันที เขาเงียบไปนาน ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยออกมาอย่างช้าๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำ

“ให้โอกาสผมได้ดูแลคุณในชาตินี้ได้มั้ย? ผมในฐานะของหวังอี้ป๋อและคุณในฐานะเซียวจ้าน”

เซียวจ้านเมื่อฟังจบก็รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว ความรู้สึกหลากหลายโถมเข้าใส่ เหมือนน้ำท่วมปากจะพูดอะไรก็พูดไม่ออก แต่ก็พยายามทำมองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อน

“ถึงตอนนี้คุณอาจจะยังไม่ได้รู้สึกอะไรกับหวังอี้ป๋อ แต่ผมจะทำให้คุณรู้สึกเอง”

“พูดอะไรเพ้อเจ้อ”  

ร่างบางลุกหนีไปแล้ว แต่หวังอี้ป๋อยังนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว เมื่อครู่ถ้าเขามองไม่ผิด แก้มของเซียวจ้านแดงจนลามไปถึงใบหู

“เอ้า มากินข้าวได้แล้วโว้ยคร้าบ” เสียงวังจั๋วเฉิงตะโกนดังลั่นบ้าน  อวี๋ปินกระโดดผลุงมาที่โต๊ะกินข้าวคนแรก ตามด้วยเซียวจ้านที่เดินออกมาจากห้องน้ำ และอี้ป๋อที่เพิ่งลุกจากโซฟา กลิ่นอาหารสี่ห้าอย่างหอมอบอวลไปทั่ว

มื้อเย็นวันนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขานั่งกินข้าวพร้อมหน้าอย่างเป็นทางการ อาหารแต่ละอย่างหน้าตาน่าทาน ถ้าจั๋วเฉิงไม่พูดขึ้นมาว่าเป็นอาหารสำเร็จรูปที่เอาออกมาปรุงรสใหม่ก็คงไม่รู้ การกินข้าวพร้อมหน้าเป็นไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครพูดอะไร เพราะทุกคนต่างตกอยู่ในวังวนความคิดของตนเองราวกับกำลังประมวลผลเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหลายแหล่พร้อมๆ กัน

แต่จะมีแปลกอยู่บ้างก็คืออี้ป๋อและเซียวจ้านที่พอสบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็จะทำเสหน้าไปอีกทาง

จู่ๆ จั๋วเฉิงก็หยิบรีโมทขึ้นมากดเปิดโทรทัศน์เมื่อเห็นว่าบ้านเงียบเกินไป เสียงนักข่าวของข่าวช่วงเย็นกำลังรายงานสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์และโรงเรียนหลายแห่งถูกวางระเบิด บ้างก็เกิดเหตุกราดยิงประชาชนในที่สาธารณะอย่างห้างสรรพสินค้า จนประชาชนในหลายเมืองที่เกิดเหตุต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับปัญหาเหล่านั้น เป็นเวลากว่าสัปดาห์แล้วตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดที่โรงแรมแกรนด์

ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวรวมไปถึงคลิปวิดีโอถูกนำมาเผยแพร่ออกทางสถานีโทรทัศน์ก่อนที่หน้าจอจะดับมืดไป

“อ่าว” จั๋วเฉิงที่ถือรีโมทอยู่กดปิดแล้วเปิดใหม่ แต่ก็ยังปรากฎแต่หน้าจอมืดๆ นั้น เขาจึงเลือกกดเปลี่ยนช่อง ก็เจอกับข่าวเดิมอีก แต่รายงานจากคนละสำนักข่าว

อี้ป๋อและอวี๋ปินมองหน้ากัน เหมือนจะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร แต่ก็ยังไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา

“ช่วงนี้มีแต่เรื่อง” เพื่อนของเซียวจ้านเอ่ยขึ้นเหมือนบ่นกับตัวเอง มือก็พลางคีบอาหารเข้าปาก ทุกคนมองหน้ากันแว่บหนึ่งราวกับจะพูดอะไร แต่ก็ไม่มีใครปริปาก ต่างคนต่างก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ จู่ๆ อี้ป๋อก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น

“พรุ่งนี้ผมจะไปกรมโบราณคดีกับเซียวจ้าน”

“ใครจะไปกับนาย ฉันยังไม่ได้พูดสักคำ” ร่างบางเงยหน้าขึ้นแหวใส่

“ก็ไปกันหมดนี่ไม่ดีเหรอครับ?” อวี๋ปินพูดขึ้นบ้าง แต่ก็ถูกอี้ป๋อขัดขึ้น

“ไม่ได้” ทุกสายตาจับไปที่ใบหน้าคมนั้นอย่างต้องการความกระจ่าง มือหนานั้นวางตะเกียบลงแล้วหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบเพียงนิดก่อนจะเอ่ย

“สถานการณ์ตอนนี้ไม่น่าไว้ใจ หนึ่งคือเรื่องชิพ ผมว่าไม่คืนนี้ก็พรุ่งนี้ต้องมีคนบุกเข้ามาอีก ถ้าอวี๋ปินยังไม่เร่งกู้ข้อมูลออกมาจะไม่ทันการณ์ สอง อย่างที่ข่าวบอก ช่วงนี้มีเหตุระเบิดที่ดูยังไงก็ไม่ชอบมาพากล ผมอยากให้เราแยกหน้าที่กันให้ชัดเจน”

เสียงตะเกียบวางกระแทกกับโต๊ะดังมาจากที่นั่งข้างๆ เซียวจ้าน ใบหน้าจั๋วเฉิงบัดนี้ปกปิดความหงุดหงิดเอาไว้ไม่มิด

“พวกเราไม่ใช่ทหาร จะมาแบ่งหน้าที่อะไร เพื่อนฉันจะทำอะไรก็เรื่องของเพื่อนฉัน พวกนายจะทำอะไรก็เรื่องของพวกนาย แค่อย่าทำให้พวกฉันเดือดร้อนไปด้วยก็พอ”

“จั๋วเฉิง” ร่างบางปรามเพื่อนที่นั่งข้างๆ แล้วมองไปยังเจ้าหน้าที่ทั้งสองที่นั่งฝั่งตรงข้ามก่อนจะพูดอย่างใจเย็น

“เอางี้ ก็ไปกันหมดนี่แหละ นายบอกเองไม่ใช่หรือไงว่าอาจจะมีคนบุกเข้ามาอีก ถ้าให้อวี๋ปินอยู่ที่นี่ก็อันตราย พวกมันจะบุกเข้ามาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”

หวังอี้ป๋อเงียบไปครู่อย่างใช้ความคิด ช่วงนี้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่นัก ลมหายใจถูกสูดเข้าลึกก่อนจะค่อยๆ ถูกผ่อนออกมาช้าๆ เจ้าของเสียงทุ้มหันไปเอ่ยถามกับเพื่อนถึงความคืบหน้าในการกู้ข้อมูล

“ตอนนี้ได้กี่เปอร์เซ็นแล้ว?”

“ห้าสิบ”

“ถ้าคืนนี้ไม่นอน จะเสร็จมั้ย?”

อวี๋ปินยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองอย่างปลงๆ แต่ก็ยังไม่วายบ่นประชดเพื่อนตัวเอง “เอางี้กับเพื่อนเลยนะ?”

“กูอยากให้เร็วที่สุด ก่อนพวกมันจะมาอีก” อี้ป๋อพูดเรียบๆ เขาคิดว่าเมื่อคืนวานพวกมันมาแล้ว แต่ไม่ได้ของกลับไป ไม่คืนนี้ก็พรุ่งนี้พวกมันต้องส่งคนมาอีกแน่ เพราะชิพติดตามยังอยู่ที่นี่

“เออๆ คืนนี้แหละ” อวี๋ปินพูดเท่านั้นเป็นการคอนเฟิร์มว่าจะได้เห็นอะไรดีๆ ภายในคืนนี้แน่นอน นั่นทำให้หวังอี้ป๋อพยักหน้าอย่างพอใจ

 

หวังอี้ป๋อใช้เวลาหลังมื้อเย็นไปกับการตรวจเช็คอาวุธในกระเป๋า ปืนขนาดยาวสองกระบอกถูกหยิบออกมาจากด้านในเพื่อตรวจสอบความพร้อมในการใช้งานหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ส่วนด้านข้างเป็นมีดสั้นขนาดกระชับมืออาวุธถนัดของเขาที่บัดนี้ถูกวางไว้ในซองหนัง อีกด้านเป็นปืนสั้นที่วันนี้เขาใช้ยิงโบราณวัตถุ

มือหนาหยิบปืนสั้นสีเงินกระบอกนั้นขึ้นมาพิจารณาพลางคิดไปถึงความประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ก่อนจะหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดตามลำกล้องและสำรวจกระสุนที่เหลืออยู่ด้านในอย่างเชี่ยวชาญ จากนั้นจึงหยิบเอากล้องเก็บเสียงปืนมาสวมเอาไว้เพื่อเตรียมพร้อม

หากคืนนี้มีใครกล้าบุกเข้ามา เขารับรองว่าจะไม่ให้ยืดเยื้ออย่างเมื่อคืนแน่นอน

อวี๋ปินบัดนี้กำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับการกู้ข้อมูลที่อยู่ในชิพ ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นข้อมูลประเภทไหน หรืออาจจะเป็นไวรัสตัวใด บนหน้าจอเรืองแสงปรากฎเป็นแท่งข้อมูลที่กำลังถูกดาวน์โหลดได้เพียงครึ่ง ส่วนจอที่เหลือเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดเอาไว้รอบๆ ตัวบ้านเพื่อสังเกตการณ์เป็นการชั่วคราวจนกว่าพวกเขาจะย้ายออก

วังจั๋วเฉิงที่ไปอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้ว เดินลงมาชั้นล่าง สายตาก็กวาดมองดูความเรียบร้อย จนไปหยุดอยู่ที่โซนเยื้องไปจากห้องรับแขกที่มีแสงไฟสว่างออกมา เท้าเรียวเดินไปหยุดอยู่ที่ทางเข้าก่อนจะยืนกอดอกเอนตัวพิงไปกับผนังมองคนที่กำลังง่วนอยู่กับงานของตนเองอย่างตั้งใจ อวี๋ปินที่รู้สึกตัวแต่แรกว่ามีคนมาละสายตาจากหน้าจอมามองพร้อมเอ่ยถามแกมประชด

“ว่าไงครับ? จะมาหาเรื่องอะไรผม?”

“ก็ เปล๊า” จั๋วเฉิงปฏิเสธเสียงสูงแล้วเดินเข้าไปยืนมองจอคอมที่กำลังดาวน์โหลดข้อมูลบางอย่าง สายตาก็กวาดมองไปรอบๆก่อนจะไปสะดุดกับเครื่องอะไรบางอย่างที่รูปร่างดูแปลกตา จะเหมือนกล้องก็ไม่เชิง จะเป็นปืนก็ไม่ใช่ จึงเอ่ยถามคนตรงหน้า

“นั่นอะไรน่ะ?” อวี่ปินมองไปตามสายตาของผู้ถามที่ไปหยุดอยู่ที่เครื่องนั้น ก่อนจะยิ้มออกมา

“อ้อ อยากรู้เหรอ?”

จั๋วเฉิงเลิกคิ้วนิดหนึ่งก่อนจะพยักหน้าบอกกลายๆ ว่าอยากรู้ อวี๋ปินจึงเอื้อมมือไปหยิบเจ้าเครื่องนั้นขึ้นมา ขนาดของมันไม่เล็กไม่ใหญ่นักดูคล้ายกับกล้องถ่ายรูป

“มันคือเครื่องสแกน” บอกจบก็ยื่นของสิ่งนั้นไปที่ระดับใบหน้าของจั๋วเฉิง แต่ยังไม่ทันที่อีกคนจะเอื้อมมือไปรับ พลันก็เกิดเสียงเตือนขึ้นบนจอคอมพิวเตอร์ก่อนจะปรากฎกรอบสี่เหลี่ยมและรูปภาพของใครคนหนึ่ง ด้านข้างมีตัวอักษรหลายบรรทัดที่ค่อยๆ เด้งขึ้นมาเรียงรายราวกับถูกป้อนข้อมูลเข้าไปอัตโนมัติ

วังจั๋วเฉิงละสายตาไปมองจึงเพิ่งรู้ว่ารูปที่ปรากฎบนหน้าจอนั้นเป็นรูปใบหน้าของเขา และตัวอักษรที่ปรากฎด้านข้างรูปเขาก็คือข้อมูลส่วนตัวอย่างละเอียดของตัวเขา เจ้าของข้อมูลนั้นเบิกตาโตก่อนจะถลาเข้าไปผลักเจ้าหน้าที่พิเศษจนแทบหล่นจากเก้าอี้

“ปิดเดี๋ยวนี้!” เสียงนั้นตะโกนลั่น เป็นคำสั่ง

“คร้าบๆ ปิดคร้าบ” อวี๋ปินรีบกุลีกุจอยันกายขึ้นนั่งตรงแล้วกดปิดหน้าต่างนั้นไป แต่ก็ยังไม่วายหันไปมองอีกคนที่บัดนี้ยืนควันออกหูอยู่ข้างๆ ด้วยความโมโหปนอาย เอ่ยแกมหยอกว่า

“ก็ไม่เห็นมีอะไรน่าอายนี่”

“เงียบปากไปเลย” จั๋วเฉิงโวยใส่ก่อนจะหันหลังเดินออกมาจากห้องนั้นทันที ใครมันจะไปรู้เล่าว่าแค่เลนส์ของเครื่องนั้นหันมาหาเขาปุ๊บ ก็สแกนใบหน้าเขาปั๊บจนปรากฎข้อมูลละเอียดยิบที่แม้แต่เจ้าของข้อมูลเองก็ยังตกใจ

ไอ้พวกนี้มันน่ากลัวจริงๆ...

 

 

หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วคืนนี้เซียวจ้านตั้งใจว่าจะนั่งทำงานอะไรของเขาต่อที่ชั้นล่าง แต่เมื่อลงมาที่ชั้นล่างกลับพบว่าภายในบ้านมืดสนิท มือเรียวเอื้อมไปกดเปิดสวิตช์ไฟ ก่อนจะเดินไปดูว่าผู้มาอาศัยทั้งสองไปไหน

ขาเรียวก้าวตรงไปที่ห้องที่อวี๋ปินติดตั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีต่างๆ เอาไว้ แต่กลับไม่พบใคร มีเพยงหน้าจอเรืองแสงที่ส่องสว่างอยู่ เมื่อเห็นเช่นนั้นเซียวจ้านจึงหันหลังเดินออกมา แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องพักสำหรับแขกทันที

เมื่อเดินไปถึงหน้าห้องกำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตู พลันประตูที่อยู่ด้านหน้าก็ถูเปิดออกโดยคนข้างใน

“ยังไม่นอนเหรอครับ?” อี้ป๋อทักเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนหน้าประตูเป็นใคร

“อืม” ร่างบางเพียงแค่ส่งเสียงตอบในลำคอเบาๆ ส่วนสายตาก็มองผ่านร่างสูงโปร่งนั้นเข้าไปในห้อง จึงเห็นว่าอวี๋ปินเองก็อยู่ในห้อง ด้านข้างมีลังใบหนึ่งที่ถ้าเขาจำไม่ผิดคือลังที่ใส่ตุ๊กตาโบราณเอาไว้

“ไปเดินเล่นกันหน่อยมั้ยครับ?” เจ้าของเสียงทุ้มมองใบหน้าเรียวนั้นก่อนจะเห็นว่าคนตรงหน้าพยักหน้าให้ทีหนึ่ง จึงเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา

คนทั้งสองออกมาเดินเล่นที่หน้าบ้าน นานๆ ครั้งจะมีรถแล่นผ่านมาสักคัน อากาศยามค่ำเริ่มเย็นลงบวกกับเพราะเป็นเนินเขาที่มีแมกไม้หลากหลาย ยิ่งทำให้อากาศเย็นขึ้นไปอีก

คนสองคนกำลังเดินทอดน่องช้าๆ อยู่ริมถนน ไร้บทสนทนาใดๆ อยู่ชั่วอึดใจ

“ทำไมถึงกล้าให้พวกผมอยู่ที่นี่?” เป็นหวังอี้ป่อที่เอ่ยทำลายความเงียบ เท้าทั้งสองคู่หยุดเดินก่อนที่เซียวจ้านจะหันหน้าไปมองคนถาม

“สถานการณ์บังคับ”

ทันทีที่ได้ฟังคำตอบนั้น ร่างสูงก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย

“ละพวกนาย ทำไมถึงเลือกฉัน?” เซียวจ้านไม่ได้ตอบแต่ส่งคำถามกลับไปแทน

“อยากรู้เหรอครับ?”

“อืม”

“ผมว่าคุณน่าจะรู้อยู่แล้ว”  



          --------------

          รี้ดใจเย็นๆ กันน้าาาา เนื้อเรื่องอาจจะยืดเยื้อหน่อย แต่อยากให้รี้ดเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้อย่างละเอียดที่สุด


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #78 Rieng (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 กันยายน 2563 / 18:58

    โอเคค่ะไรท์ เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ ♥️💕♥️💕

    #78
    0