BLIND BRIDE DOLL ตุ๊กตาเจ้าสาว | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 12 : BLIND BRIDE DOLL#11 ทำลาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 170
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    29 ส.ค. 63



Chapter 11 ทำลาย


 

“ก็เมื่อกี้มึงวางไว้ตรงนี้ไม่ใช่ไง?” อวี๋ปินหันมองหน้าเพื่อนอย่างต้องการคำตอบ เผื่อว่าอี้ป๋อจะหยิบติดมือเข้าไปเก็บไว้ในห้องแล้ว แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบ เป็นอันรู้กันว่าไม่มีใครไปแตะต้อง

ร่างสูงเหลือบมองเซียวจ้านที่ยังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟาด้วยความกังวล

“นอนเถอะครับ” เสียงทุ้มนั้นบอกเรียบๆ แล้วก็ลากอวี๋ปินออกไปยืนคุยอะไรสองสามคำ จากนั้นต่างคนต่างก็แยกย้ายไปทำธุระของตัวเอง ไม่ได้มีใครสนใจของที่หายไป พฤติกรรมเหล่านั้นยิ่งทำให้เซียวจ้านรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ แต่สมองของเขาตอนนี้เหนื่อยล้าเกินกว่าจะประมวลผลอะไรไหว จึงเอนกายลงนอนแล้วกางผ้าห่มคลุมตัวเองแล้วเข้าสู่ห้วงลึกในความฝัน

เพียงเวลาไม่นานนัก แสงอาทิตย์ยามเช้าก็ค่อยๆ สาดส่อง หากแต่ภายในบ้านยังคงมืดทึบ เนื่องจากผ้าม่านหน้าต่างทุกบานถูกปิดเอาไว้

เสียงออดดังขึ้นที่ประตูหน้าบ้าน อวี๋ปินสะลึมสะลือจากที่หลับฟุบคาหน้าคอมยืนขึ้นสะบัดหัวไล่ความง่วงงุนแล้วเดินไปแง้มผ้าม่านออกเพื่อดูว่าใครมา

ร่างท้วมๆ ของหญิงคนหนึ่งไม่สูงมากนักปรากฎอยู่ในสายตา เขาขยี้ตาอีกครั้งพร้อมขมวดคิ้วอย่างข้องใจ

“อี้ป๋อ มึงไปดูที” ว่าพลางหาวปากกว้าง เท้าก็เขี่ยเพื่อนที่ไปลากเอาเก้าอี้นวมตัวใหญ่จากห้องรับแขกมานอนอยู่ข้างๆ โต๊ะคอม เพิ่งหลับไปได้ไม่ถึงสิบนาทีก็ถูกเจ้าเพื่อนตัวดีปลุกขึ้นมาเสียแล้ว หวังอี้ป๋อขมวดคิ้วพร้อมลืมตาขึ้นมองพลางยกมือเกาหัวแกรกๆ แล้วลุกออกไปดูแขกที่มากดออดหน้าบ้าน เมื่อเห็นว่าไม่น่าจะมีอะไรผิดปกติก็เดินออกไปที่หน้ารั้ว

หญิงตรงหน้าอายุราวๆ ห้าสิบ บนใบหน้ามีริ้วรอยตามวัย รูปร่างอวบไปจนถึงท้วม เมื่อเห็นว่าคนที่เดินออกมาจากในบ้านเป็นร่างสูง หญิงวัยกลางคนก็มีท่าทีตกใจ

“คุณ คุณเป็นใครคะ?”

“เพื่อนเจ้าของบ้านครับ ป้ามีอะไรหรือเปล่า?” อี้ป๋อถามกลับแล้วจึงรู้ว่าที่แท้คนตรงหน้าก็คือแม่บ้านที่จะเข้ามาเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านประจำบ้านเซียว เมื่อคุณแม่บ้านเดินเข้ามาภายในบ้านก็รู้สึกแปลกใจขึ้นอีกเมื่อเห็นว่าในบ้านตอนนี้มีคนแปลกหน้าอีกคน ส่วนคุณหนูเจ้าของบ้านยังหลับอยู่บนโซฟาหนังสีดำ

“เชิญป้าตามสบายครับ” อี้ป๋อพูดเท่านั้นก็ไปสะกิดอวี๋ปินให้ตื่นขึ้นมาทำงาน พร้อมกับจับตาดูแม่บ้านด้วย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างปกติจนกระทั่งแม่บ้านขอตัวกลับไป

หวังอี้ป๋อใช้เวลานี้เดินสำรวจรอบๆ ตัวบ้านด้านในพร้อมกับมองหาว่าวัตถุโบราณชิ้นนั้นไปตกหล่นอยู่ที่ไหน เขาชั่งใจอยู่พักใหญ่เมื่อมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนของเซียวจ้าน ในหัวก็คิดถึงสิ่งที่ร่างบางเล่าให้ฟังหลังจากวิ่งผลุนผลันลงไปชั้นล่าง มือหนาตัดสินใจจับกลอนประตูแล้วบิด ประตูเปิดได้ตามปกติ และสิ่งที่เขากำลังหาอยู่ก็ถูกวางอยู่บนเตียงในห้องนอนของเซียวจ้าน

เขาเดินตรงเข้าไปหยิบมันขึ้นพินิจอยู่ครู่ พลันความรู้สึกจุกที่อกก็ล้นปรี่เหมือนกับว่ากำลังถูกพายุลูกใหญ่พัดเข้าใส่ เขาเพิ่งเห็นเดี๋ยวนี้เองว่าที่ด้านหลังฐานของตุ๊กตามีรอยสลักเอาไว้ว่า มู่หรงจื่อเจิน

ไม่รอช้าร่างสูงรีบเดินกลับลงไปที่ชั้นล่างแล้วคว้าเอาฐานที่หักออกของตุ๊กตาเจ้าบ่าวขึ้นมาวางประกบเข้าด้วยกัน รอยที่ปรากฎด้านหลังฐานคือคำว่า

“หวังเจิ้นฮว๋า?”  เสียงทุ้มพึมพำกับตัวเองราวกับกำลังทบทวนสิ่งที่เคยฝันเห็น

ถ้าตัวเขาคือแม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าจริง แสดงว่าของชิ้นนี้ก็คือของที่เขาเป็นคนสั่งทำขึ้นมาเองเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว โดยช่างแกะสลักชื่อ เฉาชิงหยาง ชายแก่เครายาวที่เห็นในความฝัน

“อ่าว ไปเจอที่ไหนล่ะ?” เสียงที่ทักขึ้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นอวี๋ปินที่เหลือบตามาเห็นร่างสูงยืนเหม่อมองตุ๊กตาในมืออยู่นานสองนาน

“ห้องนอนเซียวจ้าน”

“ห๊ะ”

“เจอในห้องนอนเซียวจ้าน”

“ไม่ กูหมายถึงว่า ทำไมคุณเซียวจ้านเอาติดมือไปไม่เห็นบอก” แก้วกาแฟในมือถูกยกขึ้นซดเมื่อพูดจบ อี้ป๋อมองเพื่อนพักหนึ่งก่อนจะตอบสิ่งที่ตัวเองคิด

“ถ้าเซียวจ้านไม่ได้หยิบไป”

“มึงจะบอกว่าตุ๊กตามันเดินขึ้นไปเองไง?” ว่าจบก็ส่ายหน้าให้กับเพื่อนที่คิดว่าน่าจะนอนไม่พอ แล้วอวี๋ปินก็หลีกไปทำงานของตัวเองต่อโดยการพยายามเจาะรหัสแล้วเอาข้อมูลจากในชิพออกมา ก่อนที่พวกไหนต่อพวกไหนจะบุกเข้ามาที่นี่อีกครั้ง

หวังอี้ป๋อจึงถือโอกาสช่วงที่เซียวจ้านยังหลับอยู่ไปที่โต๊ะทำงานของว่าที่ด็อกเตอร์ด้านโบราณคดี มือหนาเปิดพลิกกระดาษต่างๆ ที่กองอยู่บนโต๊ะเพื่อหาข้อมูลที่น่าจะเกี่ยวข้อง

คิดแล้วก็ขำตัวเอง ปกติเขาจะต้องหาเบาะแสคนร้ายหรือภารกิจที่เสี่ยงอันตราย เพียงแค่ใช้ระบบเทคโนโลยีล้ำสมัยไม่นานก็ได้ข้อมูลมาอยู่ในมือ แต่สำหรับอดีต...มีเพียงบันทึกประวัติศาสตร์เท่านั้นที่เป็นประโยชน์ และมีเบาะแสในอดีต

“หาอะไรอยู่?” เซียวจ้านที่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ทักขึ้น ร่างสูงเพียงแค่เอี้ยวตัวไปมองด้านหลังก็พบกับใบหน้าที่ยังคงสะลึมสะลือจากการตื่นนอน

“หาข้อมูล” เขาตอบสั้นๆ ไม่สนว่าเจ้าของโต๊ะทำงานจะมีปฏิกิริยายังไง เซียวจ้านเลิกคิ้วนิดหนึ่งก่อนจะผละไปในครัว หยิบน้ำในตู้เย็นออกมาดื่มแก้กระหายแล้วเดินออกมาพร้อมกับน้ำอีกแก้ว มือเรียวยื่นให้อี้ป๋อ ร่างสูงชะงักก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าแล้วรับแก้วน้ำไปอย่างงงๆ

“หาไปก็ไม่เจออะไรหรอก” เซียวจ้านพูดลอยๆ ตาก็พลันสบเข้ากับโบราณวัตถุที่หายไปเมื่อช่วงรุ่งสาง

“อ่าว อยู่นี่เองเหรอ” เสียงใสเอ่ยเท่านั้นเหมือนบอกกับตัวเอง แล้วก็ผละไป กำลังจะเดินกลับขึ้นชั้นบนเพื่อล้างหน้าล้างตา แต่เสียงเรียกของหวังอี้ป๋อทำให้เท้าที่กำลังก้าวบันไดขั้นแรกนิ่งค้าง

“เซียวจ้าน”

เจ้าของชื่อหันหน้ามามอง ใบหน้าปรากฎคำถามว่า “มีอะไร?”

“ขอผมคุยอะไรด้วยหน่อย”

“สำคัญมากมั้ย?” เสียงใสนั้นตอบกลับอย่างจงใจยียวน

“สำคัญมาก”

“เรื่องอะไร?” ร่างบางหันทั้งตัวกลับไปยืนกอดอกมองคนที่ตอนนี้มายืนอยู่ที่หน้าทางขึ้นบันได

“คุณกับผม” เซียวจ้านไม่ได้ตอบอะไรก็หมุนตัวแล้วเดินขึ้นบันไดไป ส่วนอี้ป๋อก็เดินตามขึ้นไปเงียบๆ อย่างถือวิสาสะ

ห้องนอนที่เคยมืดมิดในยามค่ำคืนบัดนี้สว่างแต่ดูอบอุ่น เพราะแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา ความรู้สึกน่ากลัวของเมื่อตอนตีสี่ตีห้าหายไปแล้ว เซียวจ้านเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเอาผ้าขนหนูออกมาสองผืนแล้วเดินเข้าห้องน้ำ ทิ้งให้หวังอี้ป๋อยืนนิ่งอยู่กลางห้อง

ร่างสูงมองสำรวจไปรอบๆ ห้องอีกครั้งอย่างถี่ถ้วน เพราะเมื่อครู่ตอนที่ขึ้นมาเจอกับโบราณวัตถุแล้วก็รีบลงไปข้างล่าง

ภายในห้องมีเฟอร์นิเจอร์บิ้วต์อินจำพวกตู้เสื้อผ้า ข้างหน้าต่างมีโต๊ะเตี้ยแต่ยาวไว้สำหรับนั่งอ่านหนังสือได้ และเตียงที่ตั้งชิดผนังอยู่จุดกึ่งกลางห้องพอดี สีที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นโทนสีเทาดำและน้ำตาลทองเหมือนกันกับตัวบ้านชั้นล่าง

เสียงน้ำในห้องน้ำไหลตกกระทบพื้นกระเบื้องหินอยู่เพียงไม่นานก่อนที่เสียงนั้นจะเงียบไป

หวังอี้ป๋อยืนกอดอกมองที่ประตูห้องน้ำอยู่ครู่ ก็ปรากฎร่างของเจ้าของบ้านเดินออกมา ลำตัวช่วงบนมีหยดน้ำเกาะไปทั่ว ท่อนล่างพันผ้าขนหนูเอาไว้ ส่วนมือทั้งสองข้างก็ใช้ผ้าอีกผืนขยี้ผมที่เปียกลู่ไปกับใบหน้าได้รูป

ร่างสูงเห็นภาพนั้นแล้วก็หมุนตัวเดินไปริมหน้าต่างมองออกไปด้านนอกแทน

“มีอะไรก็ว่ามา” เซียวจ้านถามเข้าประเด็น แต่คนตรงหน้ากลับเงียบใส่ จนต้องเดินเข้าไปใกล้แล้วทักขึ้นอีกครั้ง

“ไหนว่ามีเรื่องจะคุย มีอะไรก็พูดมา”

“คุณเห็นอดีตใช่มั้ย?” ทันทีที่คำถามนั้นถูกเอ่ยออกมา ก็ทำเอาเซียวจ้านชะงักไปครู่ก่อนจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างบางเดินไปหยิบเสื้อยืดมาสวมพลางตอบ

“พูดอะไรของนาย”

“คุณเห็นตัวเองในอดีต ตัวคุณที่ชื่อมู่หรงจื่อเจิน” อี้ป๋อพูดย้ำอีกครั้ง คราวนี้เขาตั้งใจเอ่ยชื่อนั้นออกไปพร้อมกับหันกลับมามองร่างบางเพื่อดูปฏิกิริยา

“พูดอะไรไม่เห็นรู้เรื่อง” เซียวจ้านพยายามไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น แล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเตรียมจะหยิบกางเกงมาสวมแต่ก็ถูกขัดขึ้นอีก

“ส่วนผมคือหวังเจิ้นฮว๋าในอดีต” เซียวจ้านใจเต้นระรัวเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากปากหวังอี้ป๋อ แสดงว่าเขาเองก็เห็นเหมือนกัน แต่จะมีประโยชน์อะไรที่จะมาพูดเรื่องพวกนี้ อีกอย่างยุคเป่ยหยางก็เป็นอดีตตั้งพันกว่าปีมาแล้ว อีกอย่างภาพที่เห็นก็อาจจะเป็นภาพหลอนที่สมองปรุงแต่งขึ้นมาเองก็ได้

“นี่นาย เมื่อคืนไม่ได้นอนใช่มั้ย? ไปนอนไป” เขาตัดบท แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรต่อก็ถูกมือหนานั้นผลักประตูตู้เสื้อผ้าปิดกลับเข้าไปอย่างเดิม

“เอ๊ะ จะเอายังไง?” เซียวจ้านขมวดคิ้วฉับอย่างหงุดหงิด

“...” อี้ป๋อไม่พูด แต่เลือกที่จะมองคนตรงหน้านิ่งราวกับกำลังมองหาคำตอบจากดวงตาคู่นั้น

“ฉันไม่รู้ว่านายเห็นอะไรหรือไปได้ยินอะไรมา แต่สิ่งสำคัญตอนนี้คือเรื่องที่มีคนบุกมาจนเกือบจะฆ่าทุกคนในบ้านนู่น” เสียงใสนั้นพ่นคำพูดออกมาและกำลังจะอ้าปากพูดต่อ

          “แต่คุณพูดเองว่าตุ๊กตาทำในยุคเป่ยหยาง”

“ก็บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันอ่านเจอในหนังสือ ก็พูดไปตามข้อมูล”

“แต่ผมไม่เชื่อว่าคุณได้ข้อมูลจากหนังสือ”

“ไม่เชื่อก็ตามใจ” เซียวจ้านตัดบทอีกครั้ง กำลังจะเปิดตู้เสื้อผ้าอีกรอบก็ยังถูกมือหนาดันกลับเข้าไปอีกจนชักหงุดหงิด

“นี่! นายแค่ไปเห็นชื่อที่สลักหลังตุ๊กตาก็มาทึกทักเอาว่าตัวเองเป็นเจิ้นฮว๋า แล้วมายัดเยียดให้ฉันเป็นจื่อเจิน มันจะเกินไปไหน่อยมั้ย?”

ภายในห้องนอนเซียวจ้านบัดนี้ตกอยู่ในความเงียบ หวังอี้ป๋อถอนหายใจก่อนจะถอดเสื้อยืดออก เซียวจ้านเบิกตาโตพร้อมถอยหลังไปสามก้าวอย่างตกใจ

ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้ ภาพที่คนตรงหน้าปาดคอคนร้ายเมื่อคืนยังติดตาเซียวจ้านอยู่ ร่างบางส่งคำถามออกจากปาเรียวอย่างตระหนก

“จะทำอะไร?”

แต่ยังไม่ทันที่ร่างสูงจะได้ตอบ ดวงตาเรียวของเซียวจ้านก็เพิ่งสังเกตเห็นรอยปานหรืออาจจะเป็นแผลเป็นที่สีข้างด้านขวาของอี้ป๋อ

“แผลเป็น?”

“อืม...” เขาเว้นไปครู่หนึ่ง เซียวจ้านกำลังจะอ้าปาก แต่ก็ต้องหุบปากฉับเมื่ออีกคนพูดต่อ “ตั้งแต่เกิด”

“ยะ อย่ามาแต่งเรื่อง” เซียวจ้านแหวกลับ ทั้งที่เมื่อครู่ทันทีที่เห็นรอยแผลเป็นนั้นเขาก็หวนนึกถึงภาพในอดีตครั้งที่แม่ทัพหวังเจิ้นฮว๋าถูกธนูยิงเข้าที่สีข้างด้านขวา และเขาเป็นคนช่วยชีวิตเอาไว้

แผลจากดอกธนู...จุดเดียวกับแผลเป็นของอี้ป๋อ

“ผมจะแต่งเรื่องไปเพื่ออะไร”

“ฉันจะไปรู้เหรอ”

หวังอี้ป๋อถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยตัดบท

“ถ้างั้นก็ตามใจคุณแล้วกัน แต่ผมจะทำให้คุณยอมรับให้ได้” ว่าเท่านั้นก็สวมเสื้อกลับอย่างเดิมแล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เซียวจ้านจมอยู่กับความคิดของตัวเอง

ตัวเขาเองก็ได้เห็นคนที่มีใบหน้าเหมือนกันกับตัวเองเหมือนกัน และยังเหมือนกับว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่คนที่ยืนดูเหตุการณ์ แต่อยู่ในร่างของมู่หรงจื่อเจิน

เห็นทุกอย่างตั้งแต่วันที่ได้เจอกับแม่ทัพหวังครั้งแรก จวบจนเวลาผ่านไปอีกขวบปี ได้เจอกันอีกครั้งและกำลังจะกลับเป่ยหยางกับแม่ทัพหวัง จู่ๆ ภาพก็ตัดไป ปรากฎว่าเขามองอะไรไม่เห็นอีกเลย ทุกอย่างมืดมิดไปหมด มีแต่ความรู้สึกความทรมานทั้งร่างกายและจิตใจที่ราวกับจะแตกสลาย

เพียงแค่คิดถึงความรู้สึกนั้น น้ำตาก็เอ่อคลอดวงตาสวยขึ้นอีกครั้ง

 

ช่วงบ่ายจั๋วเฉิงเพิ่งจะตื่นนอนแล้วลงไปที่ชั้นล่าง ทุกคนกำลังยุ่งกับงานของใครของมัน เซียวจ้านนั่งดูเอกสารและพิมพ์อะไรในโน้ตบุ๊คเงียบๆ คิดว่าน่าจะเป็นงานวิจัย ส่วนอวี๋ปินอยู่ในโซนเยื้องไปจากห้องรับแขกนั่งอยู่หน้าคอมหลายเครื่องของตัวเองพลางหาวหวอดๆ แต่จั๋วเฉิงกลับไม่เห็นตัวหวังอี้ป๋อ

เซียวจ้านละสายตาจากโน้ตบุ๊คมามองเพื่อนที่เพิ่งลงมาจากชั้นบนก็เอ่ยปากถาม

“ตื่นแล้วเหรอ? กินอะไรก่อนมั้ย?”  

“ไม่อ่ะ กินไม่ลง” จั๋วเฉิงตอบพลางนึกถึงเหตุการณ์โชกเลือดเมื่อคืนก็รู้สึกอยากจะขย้อนเอาน้ำย่อยในกระเพาะออก ก่อนจะถามเข้าประเด็น

“ไหนมีอะไรจะให้ช่วย”

“นายถนัดเรื่องดูดวง ทำนาย พยากรณ์อะไรเทือกๆ นี้ใช่มั้ย?” เซียวจ้านถามพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจั๋วเฉิงจะตอบ

“อือ ทำไม?”

เซียวจ้านสูดหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ ผ่อนออกช้าๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่แน่ใจนัก

“คืองี้ อยากให้ช่วยดูของชิ้นนี้ให้หน่อย” สายตาของจั๋วเฉิงมองไปตามนิ้วมือที่ชี้ไปที่ ของชิ้นนี้ แล้วก็ตวัดค้อนขวับกลับไปให้เซียวจ้าน

“ดูเพื่อ?”

“ก็นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่ามีอาถรรพ์อะไรทำนองนั้น...?” เสียงของเซียวจ้านถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนตัวเอง “ไม่ได้เหรอ?”

“...”

“อาเฉิง”

“เออ ได้ก็ได้” จั๋วเฉิงตกปากรับคำอย่างไม่มีทางเลือก ก็เพื่อนเค้าเล่นขอร้องมาขนาดนี้ ถึงตัวเขาเองจะรู้สึกไม่ชอบตุ๊กตาโบราณนี้สักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อความสามารถตัวเองอาจจะทำให้รู้อะไรเพิ่มเติมได้ จะลองสักตั้งก็ไม่น่ามีปัญหาหรอกมั้ง วังจั๋วเฉิงคิด

เขาเดินไปที่ห้องชั้นบนแล้วหยิบเอากระเป๋าเป้ทรงเหลี่ยมลงมาวางที่โต๊ะทำงานของเซียวจ้าน ข้าวของบนโต๊ะที่เคยวางกองๆ ระเกะระกะถูกเคลียร์ไปบ้างจนเหลือพื้นที่เพียงพอสำหรับวางตุ๊กตาโบราณ เข็มทิศหล่อแก (หลัวผาน 羅盤) กระดิ่งแบบตั้งโต๊ะขนาดเล็ก และกระดาษอะไรอีกสองสามแผ่นที่จั๋วเฉิงหยิบออกมาจากกระเป๋าใบนั้น

เซียวจ้านเองก็มองอย่างสนใจ ถึงเพื่อนเขาจะเป็นคนดังในเรื่องของศาสตร์นี้ แต่เขาก็ไม่เคยได้เห็นเองกับตา เพราะช่วงสองสามปีให้หลังจะทุ่มเวลาเรียนอยู่ที่ต่างประเทศเสียมากกว่า มือเรียวของเซียวจ้านกำลังจะเอื้อมไปช่วยหยิบจับ แต่ก็ถูกขัดขึ้น

“อย่าแตะ”

ร่างบางตกใจหันไปมองเพื่อนทันที คิ้วเรียวเลิกขึ้นด้วยความงง

“หล่อแกมีจิตวิญญาณ ห้ามแตะซี้ซั้ว” เมื่อได้รับฟังคำบอกนั้นเซียวจ้านก็พยักหน้าหงึกๆ หันไปเห็นเสี่ยวจูกำลังมองมาอย่างสงสัยก็อุ้มมันขึ้นมากอดไว้แล้วนั่งมองเพื่อนเงียบๆ

“ขอเวลาสักสิบนาที” จั๋วเฉิงพูดเพียงเท่านั้นก็นั่งเขียนอะไรยุกยิกบนกระดาษ ตาก็มองที่เข็มทิศ พร้อมกับที่หยิบเอาโบราณวัตถุนั้นมาตั้งไว้ด้านหน้า

บนเข็มทิศมีเข็มยาวๆ ขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง สามารถหมุนไปมาได้ปกติเหมือนกับเข็มทิศทั่วไป หากแต่ลวดลายบนเข็มทิศนั้นกลับเป็นตัวอักษรเรียงรายพร้อมตัวเลข อีกทั้งถ้าเซียวจ้านมองไม่ผิด มันมีทิศทั้งแปดอยู่ในนั้นด้วย ส่วนตรงกึ่งกลางเป็นสัญลักษณ์ของหยินหยาง

ความเงียบเข้าปกคลุมภายในตัวบ้าน จั๋วเฉิงเขียนตัวเลขเป็นแถวบนกระดาษอย่างตั้งใจ บางบรรทัดก็คำนวณอะไรอยู่ครู่จึงเขียนตัวเลขออกมา จากนั้นก็เงยหน้ามองเซียวจ้านแว่บหนึ่งแล้วสูดหายใจเข้าลึก

คนที่มองอยู่ก็รู้สึกลุ้นไปด้วยว่าผลเป็นยังไงบ้าง ดวงตาเรียวจ้องมองท่าทีของเพื่อนตาไม่กระพริบ อวี๋ปินที่กำลังจะออกมาหาอะไรกินในครัวเห็นคนทั้งสองกำลังทำอะไรบางอย่างก็เกิดสนอกสนใจ เดินไปกอดอกมองอยู่ที่ด้านข้างโต๊ะแต่เว้นระยะไม่ให้ใกล้เกินไปนัก พอดีกับที่หวังอี้ป๋อเปิดประตูหน้าบ้านเดินเข้ามาหาคนทั้งสาม แล้วหยุดอยู่ข้างอวี๋ปิน มองหน้าเพื่อนเป็นเชิงถามว่า “ทำอะไรกัน” แต่อวี๋ปินทำเพียงแค่ยักไหล่ให้เพื่อบอกว่าดูไปก็น่าจะรู้เอง

“รู้สึกไม่ดีเลย” จู่ๆ วังจั๋วเฉิงก็พูดออกมาสั้นๆ ทุกคนมองหน้าคนพูดเมื่อครู่ แต่จั๋วเฉิงหลับตาไปซะแล้ว

ความเงียบที่เหมือนกับว่าเข็มเล็กๆ ตกก็คงได้ยินทำให้รู้สึกว่าเวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางสายตาที่จับจ้องทั้งสามคู่ กระดิ่งเล็กๆ ที่แขวนอยู่บนแท่นไม้ตั้งโต๊ะนั้นสั่นไหวบ้างบางครั้งเป็นเสียงกรุ๋งกริ๋งอย่างน่าประหลาด

สิบนาทีก็แล้ว ยี่สิบนาทีก็แล้ว...

เซียวจ้านเริ่มนั่งไม่ติด แมวในอ้อมกอดกระโดดผลุงลงจากตักไปหาอะไรกิน ร่าวบางจะส่งเสียงก็กลัวว่าเพื่อนกำลังใช้สมาธิเดี๋ยวจะไปรบกวน แต่จะปล่อยให้นั่งรอเงียบๆ อยู่แบบนี้จิตใจก็ไม่สงบ

“ปลุกดีกว่ามั้ยครับ” เป็นเสียงอี้ป๋อที่ทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดนั้น ทุกคนเห็นด้วยในทันที เซียวจ้านลุกไปเขย่าไหล่เพื่อนเบาๆ

“อาเฉิง”

“...”

“อาเฉิง เป็นไงบ้าง” ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่นั่งหลับตาราวกับเข้าสู่โลกอีกมิติไปแล้ว สีหน้ากังวลอย่างปิดไม่มิดของเซียวจ้านมองหน้าหวังอี้ป๋อสลับกับอวี๋ปินเพื่อขอความเห็น แต่ทั้งสองคนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะทำยังไง

จู่ๆ ของเหลวสีแดงก็ค่อยๆ ไหลออกมาจากจมูกของจั๋วเฉิง เซียวจ้านตาโต รีบดึงทิชชู่ออกมาสี่ห้าแผ่นแล้วปรี่เข้าเช็ดเลือดกำเดาพร้อมเขย่าตัวเพื่อนอีกครั้งแต่แรงกว่าเดิม

“จั๋วเฉิง วังจั๋วเฉิง”

เสียงกระดิ่งที่เคยสั่นไหวเล็กน้อยตอนนี้เริ่มสั่นแรงขึ้นเป็นเสียงชวนน่าปวดหู ทั้งที่ภายในบ้านไม่มีลมจากด้านนอกเข้ามาเลย พลันจั๋วเฉิงก็ลืมตาโพลงราวกับไปเจอเรื่องตระหนกตกใจ

“จั๋วเฉิง เป็นไงบ้าง?” เซียวจ้านถามอย่างเป็นห่วง ไม่พูดเปล่าแต่มือก็ยื่นกระดาษทิชชู่ยัดใส่มือเพื่อนอีกสองสามแผ่น พร้อมกับชี้ไปที่จมูกเพื่อบอกว่าเลือดไหล จั๋วเฉิงยกทิชชู่ขึ้นซับ แต่ยังคงมองหน้าเซียวจ้านไม่วางตา

“เอาไปทำลายทิ้ง” เขาพูดเพียงแค่นั้น พร้อมกับที่มือก็ผลักเอาตุ๊กตาที่วางตรงหน้าออกห่างอย่างหวาดกลัว

“นายเห็นอะไร? ไปเห็นอะไรมา?” เซียวจ้านถามอย่างร้อนรน

“พลังหยินรุนแรง เต็มไปด้วยเงาดำมืดและความอาฆาต...” จั๋วเฉิงค่อยๆ เอ่ยช้าๆ พยายามรวบรวมสติที่มีเท่าที่จะทำได้ ทั้งๆ ที่ในใจตอนนี้กลัวไปหมด

“ฉันเห็นนายกับ...” ดวงตาของจั๋วเฉิงละจากดวงหน้าเรียวของเพื่อนไปมองที่เจ้าหน้าที่หน่วยลับนามว่าอี้ป๋อด้วยดวงตาสั่นไหว

“...ตาย”

คำสั้นๆ แต่ได้ใจความทำเอาทุกคนกลั้นหายใจอย่างลืมตัว อวี๋ปินเอ่ยถามขึ้นเป็นคนแรก

“เชื่อได้มากแค่ไหน?”

“ก็อยากจะให้ความน่าเชื่อถือเป็นศูนย์ แต่รับประกันว่าฉันเห็นขนาดนี้คือเชื่อถือได้ถึงแปดสิบเปอร์เซ็น” เขาตอบเสร็จก็หันไปพูดกับเพื่อนต่อ

“ขอฉันพูดตรงๆ นะเซียวจ้าน ฉันพยายามอยู่นานมากว่าจะได้เห็นอะไร แต่กลับเหมือนถูกเงาดำมาคอยบังตาไว้ตลอด มีภาพปรากฎให้เห็นบ้างรางๆ แต่เสียงที่ได้ยินรับรองไม่ผิดแน่”

“เสียงอะไร?”

คนทั้งสามเปิดโสตประสาทตั้งใจรับฟังเต็มที่ราวกับกำลังดูหนังที่กำลังเข้าสู่ฉากไคลแม็กซ์ก็ไม่ปาน

“เสียงทุ้มแหบปนกับเสียงเหมือนเจ็บปวด เสียงนั้นพูดว่า...”

“?”  เซียวจ้านจ้องเพื่อนไม่วางตาจนเผลอลืมหายใจอีกครั้งด้วยความลุ้นระทึก

“เมื่อมังกรขยับเคลื่อนเยือนบูรพาทิศ...” วังจั๋วเฉิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมาที่ทำเอาทุกคนถึงกับนิ่งไป

“ตุ๊กตาเจ้าสาวจะกลับมีชีวิตอีกครา”

ไม่มีใครพูดอะไรเป็นระยะเวลาชั่วอึดใจ จั๋วเฉิงจึงพูดต่อ

“ไม่รู้ว่ามังกรหมายถึงอะไร แต่ฉันว่าที่แน่ๆ ตุ๊กตานี่มันน่าจะมีชีวิตขึ้นมาแล้ว” สีหน้าทุกคนบัดนี้ไม่สู้ดีนัก ยกเว้นเพียงอี้ป๋อที่คงสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการอะไรให้เห็นชัดนัก

“แค่ทำลายทิ้งก็จบใช่มั้ยครับ?” เสียงทุ้มถามลอยๆ ขึ้นมาไม่เจาะจงคนตอบ ก่อนจะคว้าเอาโบราณวัตถุบนโต๊ะแล้วหมุนตัวเดินไปยังห้องที่ตัวเองเก็บอาวุธเอาไว้ เซียวจ้านวิ่งตามไปเพื่อจะห้าม อีกสองคนที่เหลือมองหน้ากันด้วยท่าทีลังเล ก็ได้ยินเสียงโวยวายของเซียวจ้านดังมาจากในห้อง

“นี่อย่าเพิ่งวู่วามได้มั้ย มันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้”

หวังอี้ป๋อกดรหัสบนกระเป๋าทรงเหลี่ยมสีดำใบใหญ่ก่อนจะวางนิ้วโป้งลงไปเพื่อสแกนจนมีเสียงดังแกร๊ก กระเป๋าใบโตถูกเปิดออกอย่างช้าๆ เหมือนเป็นระบบอัตโนมัติ ด้านในปรากฎเป็นอาวุธปืนหลากหลายขนาดถูกวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ เซียวจ้านเบิกตากว้างอย่างตกใจจนแทบจะลมจับเพราะไม่คิดว่าจะมีอาวุธสงครามมากมายขนาดนี้อยู่ในบ้านตัวเอง มือบางยกขึ้นทึ้งหัวตัวเองอย่างคนทำอะไรไม่ถูก จะตกใจอาวุธที่เห็นตรงหน้าก่อนหรือจะกังวลว่าอี้ป๋อทำอะไรบุ่มบ่าม หรือกลัวว่าตุ๊กตาจะถูกทำลาย ความรู้สึกตีสับสนกันไปหมด

“นายจะทำอะไร?”

คนถูกถามไม่ตอบ แต่เลือกคว้าปืนสั้นลูกโม่จับถนัดมือขึ้นมา ลูกกระสุนถูกเทออกมาจากกล่องเล็กๆ ก่อนจะถูกมือหนายัดเข้ารังเพลิง เสร็จแล้วก็เปิดกระเป๋าอีกใบ ด้านในปรากฎเป็นวัตถุจำพวกดินปืนและระเบิดตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ อี้ป๋อคว้าเอาระเบิดขนาดจิ๋วขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง แล้วก็เดินผ่านไหล่เซียวจ้านออกไป

ร่างบางยังคงเดินตามคนตัวสูงที่ก้าวเท้ายาวๆ เพียงไม่มีก้าวก็ออกไปยืนอยู่ที่หน้าตัวบ้านแล้ว อวี๋ปินและจั๋วเฉิงรีบวิ่งตามออกไปดูก็เห็นอี้ป๋อกำลังเอาตุ๊กตาไปวางในพงหญ้าที่อีกฟากของถนนหน้าบ้านที่เป้นป่าทึบแล้วเดินกลับมายืนเข้าประจำที่ ปืนสั้นสีเงินถูกยกขึ้นเล็งไปที่โบราณวัตถุที่ถูกอ้างว่ามีชีวิต นิ้วโป้งเรียวขยับง้างนกปืนดังกริ๊ก

เซียวจ้านไม่รอช้ารีบถลันกายออกไปขวางข้างหน้าอย่างไม่กลัวตาย ด้วยจิตวิญญาณของนักโบราณคดี จะให้ของมีค่าและประวัติศาสตร์กว่าพันปีที่รอให้ค้นหามาถูกทำลายต่อหน้าง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้

“นี่มันจะไปกันใหญ่แล้ว หยุดเดี๋ยวนี้!

หวังอี้ป๋อขมวดคิ้วมองคนตรงหน้า แล้วเหลือบไปหาอีกสองคนที่ยืนหายใจไม่ทั่วท้องอยู่ด้านหลัง ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ อวี๋ปินก็เข้าใจทันที เขารีบตรงเข้าไปหาเซียวจ้านก่อนจะลากให้คนตัวบางนั้นออกไปจากรัศมีลำกล้องปืน ก็ยังมีเสียงโวยวายไม่ได้ศัพท์ออกมาจากปากเรียวนั้น อี้ป๋อไม่สนใจ สิ่งที่เขาสนใจตอนนี้อยู่ที่เบื้องหน้าแล้ว เพียงชั่วพริบตาพลันก็ปรากฎเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่าในยามบ่ายที่แดดเปรี้ยง

วัตถุโบราณกระเด็นออกไปไกลกว่าสองเมตร หวังอี้ป๋อเดินแหวกหญ้ารกสูงเข้าไปดูเป้าหมายก็พลันรู้สึกแปลกใจจนหัวคิ้วเค้มขมวดฉับ

“เป็นไงมั่ง?” เสียงถามนั้นดังมาจากข้างหลัง ก่อนเจ้าของคำถามจะรีบวิ่งตามมาเพื่อดูผลงาน เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าก็ถึงกับอุทานออกมาไม่ได้ศัพท์ แต่จับใจความได้ว่า

“จะบ้ากันไปใหญ่แล้วโว้ย”

จั๋วเฉิงที่ยืนรั้งตัวเซียวจ้านเอาไว้ก็อยากจะรู้ว่าทำลายเรียบร้อยแล้วหรือเปล่า จึงปล่อยตัวเพื่อน แล้วทั้งสองก็รีบวิ่งตามไปดู ก็ให้รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง

วังจั๋วเฉิงเหลือกตาพร้อมถอยกรูดไปหลายก้าว ส่วนเซียวจ้านบัดนี้ใบหน้าซีดขาว เพราตุ๊กตาโบราณที่อยู่ตรงหน้าไม่มีร่องรอยของการถูกทำลายหรือได้รับผลกระทบจากกระสุนลูกโม่เลยแม้แต่นิด

“มึงฝีมือตกขนาดนี้เลยเหรออี้ป๋อ?” อวี๋ปินท้วงขึ้นเพื่อไม่ให้บรรยากาศดูน่าตระหนกไปมากกว่านี้ แต่ก็ไม่มีใครสนใจจะฟัง หวังอี้ป๋อไม่ตอบอะไรเพื่อน แต่หยิบเอาตุ๊กตากลับไปวางไว้ที่ตำแหน่งเดิม คราวนี้เขาเลือกยัดระเบิดขนาดเล็กเอาไว้ข้างใต้ในส่วนของตุ๊กตาเจ้าบ่าวที่ฐานแยกออกจากตัวไปแล้ว ส่วนอวี๋ปินรีบไล่ให้จั๋วเฉิงและเซียวจ้านหลบเข้าบ้านไป

การเล็งปืนคราวนี้อยู่ในระยะห่างกว่าครั้งแรกมาก แต่สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่เล็งไปที่ระเบิด เพียงชั่วอึดใจนั้นเองพลันก็เกิดเสียงกัมปนาทกึกก้องทั่วทั้งภูเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ราวกับเหมือนเขาทั้งลูกจะถล่มด้วยเสียงสะท้อนอันหนักแน่นของแรงระเบิดจิ๋วแต่อานุภาพสูง



-----------------

         บทนี้ขอยาวหน่อยนะคะ หลังจัดการปริศนาได้ ใกล้จะได้ออกไปผจญภัยข้างนอกกันแล้ววววว

         ช่วงนี้ไม่ได้อัพบ่อย อาจจะอัพเดทอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งนะคะ ติดนิยายป๋อจ้านเรื่องอื่นอยู่+เบลอๆ ด้วย มุแง 5555555

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น