BLIND BRIDE DOLL ตุ๊กตาเจ้าสาว | ป๋อจ้าน

ตอนที่ 11 : BLIND BRIDE DOLL#10 ผู้เยี่ยมเยือนยามวิกาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 177
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    25 ส.ค. 63



Chapter 10 ผู้เยี่ยมเยือนยามวิกาล

 


21 กันยายน เวลา 3:00 AM

ภายในห้องรับแขก คนทั้งสี่ยังคงคุยกันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เซียวจ้านปลีกตัวไปเปิดตู้เย็นหยิบเอาเครื่องดื่มเย็นเจี๊ยบออกมาสี่กระป๋องมายื่นให้กับทุกคน ยื่นให้อี้ป๋อเป็นคนสุดท้าย สายตาคมมองมาที่เซียวจ้านอย่างสื่อความหมาย แต่ร่างบางทำเป็นมองไม่เห็น เดินไปนั่งแทรกจั๋วเฉิงที่โซฟาก่อนจะเอ่ยถามเข้าประเด็น

“สรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่?”

อวี๋ปินผู้ที่เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและวินาศกรรมเป็นคนตอบคำถามนั้นให้คลายข้อสงสัย

“มันคือชิพครับ หลักๆ จะมีสองฟังก์ชั่น อธิบายง่ายๆ คือสามารถใช้ติดตามได้เหมือนกับเป็น GPS เคลื่อนที่” อวี๋ปินเว้นช่วงไปครู่ มองใบหน้าของทุกคนที่กำลังตั้งใจฟังเงียบๆ

“ส่วนอีกฟังก์ชั่นหนึ่งที่ผมและอี้ป๋อคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่พวกมันต้องการ คือข้อมูลที่ฝังอยู่ด้านใน” เซียวจ้านและจั๋วเฉิงที่ได้รับฟังข้อมูลนั้นเบิกตากว้าง

“งั้นถ้าเปิดดูข้อมูลข้างในเราก็จะได้เห็นว่าข้างในมันมีข้อมูลอะไรใช่มั้ย?” เซียวจ้านถามตรงไปตรงมา

“ไม่ผิดครับ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย”

“อวี๋ปิน งั้นมึงพยายามกู้ข้อมูลออกมาให้ได้” อี้ป๋อหันไปพูดกับเพื่อน อวี๋ปินพยักหน้ารับ ยังไม่ทันได้พูดอะไร อี้ป๋อก็เอ่ยต่อ

“ทีนี้มาดูกันว่าพวกที่ต้องการข้อมูลเป็นพวกไหน มีปากกากับกระดาษสักสองสามแผ่นมั้ยครับ?” ร่างสูงวาดสายตามองไปที่ทุกคนก่อนจะหยุดอยู่ที่เซียวจ้าน เป็นการบอกกลายๆ ว่านี่บ้านคุณ คุณน่าจะรู้ดีที่สุด

“อ้อ มีๆ” แต่กลายเป็นจั๋วเฉิงที่ให้ความร่วมมือ รีบตอบแล้วก้าวเท้าไปยังโต๊ะทำงานของเซียวจ้าน เปิดลิ้นชักหยิบกระดาษสีขาวออกมาหนึ่งปึก และคว้าปากกามาอีกหนึ่งด้าม

“ผมขอคอนเฟิร์มก่อนว่าพวกคุณทั้งสองคนจะเก็บสิ่งที่เราคุยกันในวันนี้เป็นความลับ? ถ้าไม่แน่ใจก็เดินออกไปจากห้องนี้” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด ตาคมจ้องที่ใบหน้าเรียวของเซียวจ้านและจั๋วเฉิง  ทำให้ทั้งสองคนมีท่าทีประหม่าก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงบอกว่า “ก็เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว เป็นไงเป็นกัน”

“ฉันจะอยู่ฟัง” เซียวจ้านพูดเสียงเฉียบ ทำให้อี้ป๋อหลุดยิ้มออกมา แต่ก็เพียงแว่บเดียวเท่านั้นหากไม่ได้สังเกต

อวี๋ปินเดินไปตามหน้าต่างทุกบานเพื่อสังเกตด้านนอกตัวบ้าน ก่อนจะรูดม่านปิดอย่างมิดชิด ดวงไฟที่เคยส่องสว่าง บัดนี้ถูกปิดมืดจนเหลือเพียงไฟดวงเล็กในห้องรับแขกเท่านั้น

“อย่างแรก..” เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมกับมือหนานั้นก็จับปากกาขีดๆ เขียนๆ อะไรลงในกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะกลางด้านหน้าโซฟา ให้ทุกคนได้เห็นกันชัดๆ เป็นรูปสี่เหลี่ยมสี่รูป

“มีพวกหนึ่งที่เข้าไปโจรกรรมวัตถุโบราณสี่ชิ้นในห้องนิรภัยที่โรงแรมแกรนด์ ทำไมต้องเป็นสี่ชิ้นนี้?”

“...” ทุกคนนิ่งเงียบตั้งใจฟัง คนธรรมดาที่ไม่เคยได้พบเจอกับเรื่องแบบนี้อย่างเซียวจ้านและจั๋วเฉิงใจเต้นตึกตักอย่างระทึกราวกับว่ากำลังอยู่ในฉากหนึ่งของหนังสืบสวนบู๊แอคชั่นสักเรื่อง

“ต่อมา พวกที่บุกเข้าไปในโรงแรมแห่งที่สองที่ผมกับเซียวจ้านอยู่” วงกลมอีกวงถูกวาดลงไปบนกระดาษขาว

“และอีกพวกคือที่บุกเข้ามาที่นี่...”

“จะบอกว่ามีสามพวกเหรอ?” เซียวจ้านเอ่ยถามอย่างลืมตัว อี้ป๋อเงยหน้ามองครู่หนึ่งแล้วก้มลงใช้ปากกาจิ้มไปที่กระดาษพร้อมอธิบาย

“ถ้าเราตั้งสมมิฐานว่า มีข้อมูลลับบางอย่างที่ถูกเก็บเอาไว้ในโบราณวัตถุทั้งสี่ชิ้นนี้ ถ้าอย่างนั้นคนที่ต้องการมันมากที่สุดก็คือคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับข้อมูลพวกนั้นหรืออาจจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ...จึงเกิดการโจรกรรมเพื่อชิงวัตถุโบราณพวกนั้น ผมขอเรียกแทนว่าเป็นกลุ่ม A”  ตัว A พิมพ์ใหญ่ถูกวาดลงไปบนวงกลมวงหนึ่ง

“...” คนที่ได้ฟังข้อสมมตินั้นสูดหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกอย่างอึดอัด

“ทีนี้มีของชิ้นหนึ่งถูกอวี๋ปินแย่งมาได้ และตกอยู่ในมือของเรา” มือหนาคว้าเอาตุ๊กตาบ่าวสาวมาวางทับไว้บนกระดาษ

“ในสามชิ้นที่มันโจรกรรมไป อาจจะมีข้อมูลที่มันต้องการบางส่วน หรืออาจจะไม่มีก็ได้... จากนั้น มีคนชุดดำเต็มยศพร้อมอาวุธปืนครบมือบุกเข้าไปที่โรงแรมระหว่างทางไปหนิงโป เป้าหมายก็น่าจะเป็นของชิ้นนี้” ปากกาลูกลื่นด้ามสีเงินถูกชี้ไปยังตุ๊กตาโบราณด้านหน้า

“เอ๊ะเดี๋ยวก่อน” อวี๋ปินขัดขึ้น อี้ป๋อเพียงแค่เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“พวกที่โจรกรรมวัตถุโบราณจากโรงแรมแกรนด์ ไม่ได้มีอาวุธปืนอีกอย่างก็ไม่ได้มีชุดเต็มยศอะไร” เขารู้ดี เพราะเป็นคนไปสู้กับพวกมันแล้วแย่งเอาตุ๊กตาโบราณชิ้นนี้กลับมาได้

“ถ้าอย่างนั้นขอสันนิษฐานไว้ก่อนว่าพวกที่บุกเข้ามาพวกที่สองเป็นกลุ่ม B” อี้ป๋อสรุปแล้ววาดตัว B ลงในกระดาษเพิ่ม

“ทีนี้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ก็มีชายชุดดำอีกพวก... อาจจะเป็นกลุ่ม A หรือ กลุ่ม B ก็ได้”

“กูมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดไว้ จะดูมั้ยล่ะ เผื่อได้เบาะแส” อวี๋ปินทักขึ้น

ภาพที่ถูกบันทึกเอาไว้จากกล้องในหลายๆ มุมของบ้านถูกเปิดกรอไปมาอยู่พักหนึ่ง อี้ป๋อกดหยุดเพื่อสังเกตบ้างบางครั้ง หัวคิ้วเข้มขมวดอย่างใช้ความคิด จู่ๆ เซียวจ้านก็เอ่ยขึ้น

“ถ้าสมมติว่า..” ทุกสายตาหันขวับไปมองที่ร่างบาง ทำเอาเสียความมั่นใจไป แต่ก็ได้รับการพยักหน้าจากอี้ป๋อเพื่อบอกว่าให้พูดต่อ

“ถ้าสมมติว่าเป็นฉันที่ติดชิพที่ใส่ข้อมูลลับเอาไว้ในโบราณวัตถุพวกนี้ แล้วจู่ๆ ก็มีคนมาขโมยเอาไป แน่นอนว่าก็ต้องไปตามมันกลับมา อีกอย่างชิพก็บอกพิกัดอยู่แล้วว่าของแต่ละชิ้นอยู่ที่ไหนบ้าง...”

“ถ้าเป็นแบบนั้นก็สรุปข้อสันนิษฐานได้ว่า หลังจากที่กลุ่ม A เข้าโจรกรรมได้ของไป 3 ชิ้นแล้ว กลุ่ม B ที่อาจจะเป็นเจ้าของชิพพวกนี้ก็ออกตามล่าเพื่อเอาชิพกลับโดยดูจากสัญญาณติดตาม” ร่างสูงสรุปข้อสันนิษฐานง่ายๆ อวี๋ปินดีดนิ้วดังเป๊าะอย่างเห็นด้วยทันที

“โป๊ะเชะ”

“ส่วนพวกนายก็คือกลุ่ม C” จั๋วเฉิงไม่วายแซะแขกผู้บุกรุกที่อ้างตัวว่าเป็นหน่วยลับสองคนตรงหน้า ทำเอาทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลัก เซียวจ้านตีขาเพื่อนไปทีหนึ่งเพื่อปราม

“ใช่ พวกผม กลุ่ม C มีของชิ้นที่ 4 อยู่ในมือ” อี้ป๋อกล่าวเพียงเท่านั้นก็ยืดตัวขึ้นยืน แล้วมองหน้าเพื่อนเพื่อบอกว่าได้เวลาทำหน้าที่จริงจังเสียที

“รอให้ข้อมูลกู้ได้เมื่อไหร่ จะได้รู้กันว่าอะไรเป็นอะไร”

อันที่จริงก็มีสิ่งที่เขายังขบคิดอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่ได้พูดคุยปรึกษากับอวี๋ปินอีกเลยเพราะยังไม่มีโอกาส

ในตอนแรกที่พวกเขามายังเจ้อเจียงก็เพื่อตามหาตัวผู้ที่เคยโจรกรรมและก่อวินาศกรรมตามพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในรัสเซีย แต่เมื่อได้รับข่าวกรองว่าพวกมันอยู่ที่เจ้อเจียงก็ถูกหัวหน้าหน่วยจากรัสเซียส่งตัวมาเพื่อรับหน้าที่ต่อ เนื่องจากพวกเขาเองก็มีสัญชาติจีน พูดจีนได้คล่องแคล่ว น่าจะทำภารกิจได้สะดวกและไม่เป็นที่สังเกตเท่าไรนัก แต่ก็ดันมาเจอกับคดีนี้เสียก่อน ทำให้ภารกิจของตัวเองต้องชะงักไป

จู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งแว่บเข้ามาในหัว

...แล้วถ้ากลุ่มคนร้ายที่เขากำลังตามสืบในภารกิจ เป็นหนึ่งในสองกลุ่มนี้ล่ะ...

...แต่มันจะบังเอิญไปหรือเปล่า...

เสียงหาวหวอดๆ ดังมาจากจั๋วเฉิง ทุกคนเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่าบัดนี้เป็นเวลาเกือบตีสี่แล้ว ฟ้าใกล้สว่างเต็มที ช่วงหนึ่งวันที่ผ่านมาพวกเขาเจอเรื่องราวอะไรมาเยอะเกินไปแล้ว

“งั้นตุ๊กตานี่ก็ไม่จำเป็นแล้วใช่มั้ย? ทิ้งไปได้แล้วใช่มั้ย?” วังจั๋วเฉิงเอ่ยสิ่งที่ติดอยู่ในใจมานาน เซียวจ้านมองหน้าเพื่อนอึกอัก ก็นี่มันของโบราณอายุตั้งพันกว่าปีมาแล้ว เขาในฐานะนักโบราณคดี จู่ๆ จะให้โยนทิ้งไปเลยมันก็น่าเสียดาย จะเอาไปคืนคุณหวงซู่หมินก็จะมีพิรุธไปอีก

“ผมแนะนำให้เก็บไว้ก่อนครับ เผื่อจะมีประโยชน์” อี้ป๋อเอ่ยตัดบท ทำเอาเซียวจ้านใจชื้นขึ้น

“เอาไว้ก็ได้ แต่ฉันขอห้ามไม่ให้นายไปแตะต้อง” เพื่อนสนิทสั่งเสียงเฉียบพร้อมกับสายตาคาดโทษ เซียวจ้านทำเพียงแค่ยิ้มแหยให้ ในใจก็คิดว่าจะเป็นไปได้ยังไงกันเล่า

“งั้น...ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วพรุ่งนี้นายคงไม่ไปทำงานใช่มั้ย?”

“ไม่ล่ะ ยังไม่ได้นอน ไม่มีสติสตังทำงาน” บ่นจบก็หาวหวอดอีกครั้ง พลอยให้ที่เหลืออีกสามคนหาวตาม

“ถ้าอย่างนั้นฉันมีเรื่องให้ช่วยหน่อย”

“เรื่องอะไร?”

“พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน”

ว่าจบก็เตรียมแยกย้ายไปนอน แต่เสียงทุ้มที่คุ้นเคยก็ขัดขึ้น

“ช่วงนี้อย่าไปไหนคนเดียวเป็นอันขาด ถ้าเป็นไปได้ให้อยู่เป็นกลุ่ม” เป็นอี้ป๋อที่พูดประโยคนั้น  จั๋วเฉิงกับเซียวจ้านมองหน้าเลิ่กลัก

“ต้องถึงขนาดนั้น? แบบนี้ไม่ต้องนอนด้วยกัน อาบน้ำด้วยกันไปเลยล่ะ?” น้ำเสียงประชดนั้นก็ไม่ใช่ใครจากที่ไหนแต่เป็นวังจั๋วเฉิงเจ้าเพื่อนตัวดีของเซียวจ้าน

“ถ้าทำแบบนั้นได้ก็ดีครับ” ร่างสูงไม่ต่อล้อต่อเถียง เก็บกระดาษและปากกาตรงหน้ารวมเข้าไว้ด้วยกัน ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวหาของกิน

“นี่คุณ ถ้าไม่กลัวจะไปไหนมาไหนคนเดียวก็ตามใจเถอะ แต่ถ้าพวกมันมาอีกผมไม่ช่วยแล้วนะ” อวี๋ปินตอกกลับพร้อมลูบแผลบนแขนตัวเองป้อยๆ แล้วก็หยิบแผ่นชิพหลบไปนั่งหน้าจอคอมของตัวเองเพื่อทำภารกิจที่ถูกเพื่อนฝากฝังให้

เซียวจ้านและจั๋วเฉิงเดินขึ้นชั้นบนก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอนของตัวเอง ส่วนสองคนที่เหลือนอนชั้นล่างอย่างเคย ความจริงชั้นล่างมีห้องว่างอยู่อีกหนึ่งห้องสำหรับใช้นอนได้ แต่ถูก แขกใช้เป็นที่เก็บกระเป๋าเดินทาง อุปกรณ์เทคโนโลยีและอาวุธไปซะแล้ว

ร่างบางเปิดประตูห้องหาวหวอดๆ ไม่เปิดไฟ แต่เดินตรงไปที่หน้าต่างเตรียมรูดผ้าม่านปิด สายตาก็มองออกไปยังถนนด้านนอก ไฟส่องสว่างริมถนนสีส้มยังคงสว่างไสวท่ามกลางถนนอันมืดมิดเงียบสงัด มีร่างของคนคนหนึ่งในชุดสีแดงเดินต๊อกแต้กอยู่ริมถนนผ่านทางหน้าบ้านไป

เซียวจ้านขยี้ตาพร้อมกับคิดในใจว่าตื่นเช้าจริงๆ ยังไม่ตีห้าดีเลย สงสัยจะเป็นชาวบ้านที่จะออกไปซื้อของที่ตลาดในตัวเมือง ขณะกำลังคิดเพลินๆ จู่ๆ คนที่เดินอยู่นั้นก็หยุดกึกก่อนจะหมุนตัวกลับมาเงยหน้าขึ้นมองยังหน้าต่างบานที่ร่างบางยืนอยู่อย่างช้าๆ แต่ทำเอาเซียวจ้านใจเต้นระทึก

ใบหน้าด้านล่างที่ปรากฎในสายตานั้นขาวโพลน มีเพียงปากที่เป็นสีแดง เรียวปากนั้นค่อยๆ ฉีกยิ้มให้ราวกับรู้ว่ากำลังมีคนแอบมองอยู่ เซียวจ้านค่อยๆ ขยับตัวหลบริมหน้าต่าง เสียงหัวใจเต้นระรัวดังจนตัวเองได้ยิน เขาสูดหายใจลึกก่อนจะค่อยๆ เลื่อนใบหน้าไปมองอีกครั้งเพื่อดูว่าคนคนนั้นไปหรือยัง แต่ก็ยังเห็นว่าคนในชุดแดงยังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่คราวนี้รอยยิ้มนั้นค่อยๆ กว้างขึ้นจนปากสีแดงนั้นเริ่มปรากฎรอยปริแตกแล้วฉีกไปถึงใบหู เซียวจ้านเบิกตาโพลงอย่างตกใจ มือเรียวรูดม่านปิดฉับก่อนถอยกรูดไปที่เตียง หัวใจเต้นรัวเร็ว เลือดสูบฉีดจนรู้สึกชาไปทั่วทั้งร่าง

พลันก็ได้ยินเสียงเหมือนมีของแข็งอะไรบางอย่างขูดกระจกด้านนอก ร่างบางหันซ้ายหันขวา มองไปก็เจอแต่ความมืด เขาไม่รอช้ารีบวิ่งตรงไปที่ประตูห้องกระชากลูกบิด แต่ก็ยิ่งทำให้ตระหนกมากกว่าเดิมเพราะประตูห้องที่เขาไม่ได้ล็อกดันเปิดไม่ออก เขากระชากสุดแรงพร้อมกับที่มือเรียวอีกข้างก็ตบประตูรัวๆ  เสียงครูดกับกระจกดังแกรกๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ที่เบื้องหลังเขา เซียวจ้านหลับตาปี๋ ขนอ่อนบนต้นคอลุกซู่ ความหวาดกลัวแล่นไปทั่วทั้งกายที่สั่นเทิ้ม

จู่ๆ ประตูบานใหญ่ตรงหน้าก็ถูกผลักเปิดจากด้านนอก คนที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าคือหวังอี้ป๋อ ดวงตาเรียวของเซียวจ้านสั่นระริก ใบหน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด

“เกิดอะไรขึ้น?” คนตรงหน้าถามอย่างแปลกใจ เพราะได้ยินเสียงทุบประตูก็เลยเดินขึ้นมาดูว่าใครเป็นอะไร

“ฉะ ฉันจะลงไปข้างล่าง” เสียงสั่นๆ นั้นพูดจบ เจ้าของเสียงก็รีบวิ่งลงบันไดทันที อี้ป๋อมองตามแผ่นหลังนั้นแล้วมองเข้าไปในห้องมืด เมื่อไม่พบความผิดปกติใดๆ ก็เดินล้วงกระเป๋าลงบันไดตามอีกคนไป

 

“สรุปเป็นอะไรครับ?” อี้ป๋อมองหน้าคนที่บัดนี้ใบหน้าไร้สีเลือด เซียวจ้านนั่งสติหลุดอยู่ที่โต๊ะกินข้าว ก่อนจะมีเสียงเบาๆ ออกมาจากปากเรียวนั้นราวกับถูกเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก

“ถ้าฉันบอกไป พวกนายจะเชื่อมั้ย?”

“บอกมาก่อนสิครับ” มือหนายื่นนมแก้วหนึ่งไปให้ที่ด้านหน้า ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม อวี๋ปินยืนกอดอกดูอยู่เงียบๆ

“คือ... ฉันเห็นมีคนเดินอยู่ที่ถนนหน้าบ้าน...”

“...”

“หน้าขาว...แต่ปากแดง มันมองขึ้นมาแล้วยิ้มจนปากฉีกถึงหู” สองคนที่ฟังคำบอกเล่านั้นถึงกับมองหน้ากัน อวี๋ปินยักไหล่ให้อี้ป๋อทีหนึ่งเป็นเชิงบอกว่า ไม่มีความเห็น

“แล้วยังไงต่อครับ?”

“แล้วฉันก็จะเปิดประตูแต่เปิดไม่ออก...” เซียวจ้านพูดเท่านั้นก็หยุดไป มือเรียวยกขึ้นลูบใบหน้าตัวเองเพื่อตั้งสติ

“พวกนายจะไม่เชื่อก็ได้ แต่ฉันเห็นจริงๆ”

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ก่อนที่อี้ป๋อจะเป็นคนทำลายความเงียบขึ้น

“คุณอาจจะเหนื่อยเพราะไม่ได้พักผ่อน ถ้ายังไงจะนอนโซฟาก็ได้ พวกผมก็อยู่ตรงนี้”

เซียวจ้านถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาก็รู้อยู่แล้วเรื่องแบบนี้พูดไปใครจะเชื่อ จึงทำเพียงพยักหน้าแล้วเดินไปล้มตัวนอนที่โซฟา หวังอี้ป๋อเดินไปหยิบเอาผ้าห่มผืนเล็กมาส่งให้

“อ่าว แล้วนี่ใครหยิบไปไหนเนี่ย?” จู่ๆ อวี๋ปินก็โวยวายขึ้น ทำให้อีกสองคนต้องหันไปมองตามเสียง

“อะไร?”

“ก็ไอ้ตุ๊กตานั่นไง เมื่อกี้มึงวางบนโต๊ะนี่ไม่ใช่ไง?” เพื่อนร่วมตายของอี้ป๋อชี้ไปบนโต๊ะรับแขกหน้าโซฟาที่บัดนี้ว่างเปล่า





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น