KNB | KUROKO NO BASKET - 華 - DIAMOND IN MY HEAD

ตอนที่ 6 : ♦ O5 | never judge a book by its cover

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,002
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 149 ครั้ง
    12 พ.ย. 63






V

 

 

- Never judge a book by its cover -

 






‘But always remember to respect the artists as well, duh, they worked hard for it.’

 

 

 

 

 

 

 

 

 


  ปรี๊ด—!

 

 

  ชนะแล้ว… 

 

  ฮานะไม่รู้จะทำหน้ายังไงดีตอนที่กำลังจะเอาปากกาขีดลงตารางแข่งบนตัก แมตช์ที่ห้าจบลงแล้ว— อย่างราบรื่น โดยที่โรงเรียนเมย์โจวมัวแต่กลัวขาสั่นด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่ทราบได้— ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีจนรู้สึกฉงนใจ เผลอแปบเดียวก็มาถึงรอบที่หกแล้ว ตอนนี้ทุกคนได้นั่งพักเอาแรงเพราะเพิ่งแข่งเสร็จ และฟังฮิวงะพูดเรื่องสามราชันย์แห่งโตเกียวให้กับทุกคนได้ทราบ

 

  เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าทีมรอบชิงฯ ของเรานั้นจะเป็นชูโตคุ— หนึ่งในสามราชันย์และมิโดริมะ ชินทาโร่— แต่ก่อนหน้านั้นคือรอบรองฯ ตามเท่าที่สังเกต เรามีท่าทีว่าจะต้องเจอกับราชาเหนือ เซโฮ ซึ่งเธอยังไม่เคยเห็นการแข่งของพวกเขาสักครั้ง หลังจากแมตช์ที่หกของวันนี้ไป ฮานะจำเป็นจะต้องถามโค้ชดูเกี่ยวกับสามราชันย์นั่น

 

 

 

  “เฮ้ ฮานะ ยืมปากกาหน่อยสิ”

 

  “? ได้ จะเอาสีไหนเหรอ” เจ้าตัวเอากระเป๋าขึ้นมาค้น แต่คนผมแดงกลับหยิบปากกาสีดำจากมือเธอไป

 

  “สีนี้แหละ” 

 

 

 

  ก่อนที่จะอ้าปากถามว่าเอาไปทำอะไร เสียงเชียร์ดังกระหึ่มจากรอบทิศก็ขัดขึ้นมาซะก่อน ฮานะเหลียวหลังมองไปรอบๆ บนอัฒจรรย์ด้วยความแปลกใจ นักกีฬาในชุดวอร์มสีส้มที่มาถึงตอนไหนก็ไม่รู้กำลังป้องปากตะโกนเป็นเสียงเดียว ชูโตคุ ดังคับสนาม นี่เธอดันรู้สึกสงสารคู่แข่งของทีมนั้นจับใจ แค่เริ่มมาเสียงเชียร์ก็แพ้แล้ว

 

  แต่เดี๋ยวนะ .. ชูโตคุ?

 

  ราวกับเพิ่งจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ รีบหันกลับมากวาดตาหาคางามิที่เพิ่งออกปากว่าจะไป ‘ทักทาย’ ใครบางคนที่เข้ามาถึง นั่นทักทายบ้าอะไรกัน! ถึงได้เขียนใส่มือคนอื่นเขาแบบนั้นน่ะ!

 

 

 

  “โอ๊ย!”

 

  “รู้ไหมว่าปากกานี้มันแพงขนาดไหน เอาไปเขียนมั่วซั่วได้ไง” 

 

 

 

  บ่นใส่บางคนที่โดนคลิปบอร์ดเหวี่ยงเข้าที่หัว ฮานะรีบชิงปากกาแสนรักแสนหวงคือกลับมา ยัดมันลงในกระเป๋ากระโปรงท่ามกลางเสียงโวยวายของคางามิ แต่ตอนที่เงยหน้าขึ้นมา เธอก็ได้เห็นว่า ‘เขา’ คนนั้นที่คางามิเดินมาทักทายด้วยเป็นใคร เพราะตอนที่นั่งอยู่คนหัวแดงดันยืนบังหมดน่ะสิ

 

 

 

  “คุณ…?”

 

  นัยน์ตาสีมรกตที่เคยเจอในวันนั้น

 

  “ว้าว เป็นเธอนี่เอง ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเมเนเจอร์ทีมบาสด้วย” น้ำเสียงสดใสอันเป็นเอกลักษณ์เรียกเด็กสาวหันไปมอง ก่อนจะพบวงแขนแข็งแรงที่ยื่นมารวบบ่าไว้แน่น “มิหน่าล่ะชินจังถึงได้รู้จัก”

 

  “รู้จักฉัน?” ถามคนที่พยายามเบี่ยงตัวหลบเพราะทาคาโอะดันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มหัวเราะเสียงใส

 

  “ใช่น่ะสิ นี่ๆ ชินจังน่ะพูดว่าเพื่อนของเขาที่ชื่อคิเสะ เรียวตะเป็นคนบอกเรื่องของเธอเองเลยนะ”

 

 

 

  ชื่อของบุคคลที่สามทำให้ฮานะเลิกคิ้วสงสัย แล้วคิเสะจะบอกเรื่องของเธอให้คนอื่นฟังทำไมกัน… 

 

 

  “หยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้วทาคาโอะ แล้วก็ปล่อยเธอซะ”

 

  “ปากแข็งตลอด”

 

 

 

  มองคนที่เออออตามคำพูดของเพื่อนโดยไม่ติดขัด ทาคาโอะยังคงส่งยิ้มให้แม้หลังจากยกแขนตัวเองออกไปแล้วก็ตาม พอโกยอากาศเข้าปอดจากที่อัดอั้นมานาน ฮานะก็ได้แต่ยืนมองคางามิที่สนทนากับคนหัวเขียวจนไม่รู้ตัวว่ามีมือของคุโรโกะเอื้อมมาจับแขนเธอไว้ ดึงเบาๆ ให้ไปยืนข้างๆ

 

 

  “ไม่หรอก” เขาปฏิเสธเสียงแข็งเมื่อคนในชุดวร์อมสีส้มยืนยันว่ายังไงเซย์รินจะต้องแพ้ ไม่รอบรองฯ ก็ต้องรอบชิงฯ .. เหมือนกับปีที่แล้วที่สามราชันย์ได้โค่นพวกรุ่นพี่อย่างหมดสภาพ “นั่นเป็นการคาดเดาจากผลในอดีต ถ้าไม่ลองแข่งกันจริงๆ ก็ไม่มีทางรู้ได้หรอกครับ มิโดริมะคุง”

 

  “มิโดริมะ?”

 

 

 

  ฮานะหลุดปาก มองชายตัวสูงแต่หัวจรดเท้าจนได้รับสายตาเคืองๆ จากเจ้าตัวกลับมา เธอพึมพำขอโทษเบาๆ พร้อมยิ้มแห้ง ยังคิดไม่ตกเลยว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่จะเป็นหนึ่งในรุ่นปฏิหาริย์ พอได้ยินรุ่นพี่พูดถึงกลายๆ แต่ตอนนั้นเธอมัวแต่วาดรูปเล่นจนฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ทุกอย่างเริ่มมีเหตุผลขึ้นมาว่าทำไมคางามิถึงต้องสนใจในผู้เล่นคนนี้ด้วย

 

  หืม นั่นมัน… 

 

 

 

  “ตุ๊กตาหมีนั่น น่ารักดีนะ” เธอว่า สายตามองไปที่ตุ๊กตายัดนุ่นที่อีกคนถือไว้ แววตาใสซื่อยามที่ได้เห็นอะไรน่ารักๆ จนทาคาโอะหลุดขำก๊าก

 

  “ …คุโรโกะ ฉันไม่ชอบความคิดนายจริงๆ เลย” หลังจากที่ส่งสายตาฆ่าฟันให้เพื่อนตัวเองเงียบปากลงแล้ว มิโดริมะได้เริ่มพูดต่อ น้ำเสียงแน่วแน่อย่างเคย “ไม่เคยรู้หรอกว่านายจะคิดอะไรในสายตาคู่นั้นน่ะ มีหลายอย่างที่ฉันอยากจะบอก แต่พูดไปตอนนี้คงไม่มีประโยชน์… พวกนายน่ะเข้ารอบชิงให้ได้ก่อนล่ะกัน”

 

  “ได้”

 

 

 

  ผู้เล่นทั้งสี่เทความสนใจผู้จัดการสาวเป็นตาเดียว ฮานะก้าวออกไปข้างหน้า บนใบหน้าน่ารักนั่นยังคงประดับด้วยรอยยิ้มสบายตา ทว่าสายตาที่จ้องไปยังนักชู้ตของชูโตคุกลับเปี่ยมไปด้วยความเรียบนิ่ง

 

 

 

  “ให้ตายเถอะ จะคนไหนก็หัวแข็งไม่ต่างกันเลย เด็กอนุบาลรึไงกัน” เธอนึกไปถึงคิเสะ ก้อนพระอาทิตย์ที่เมื่อก่อนก็เคยดูถูกเซย์รินไม่ต่างกัน “เลิกตัดสินคนอื่นโดยที่ไม่รู้อะไรได้แล้ว ฉันขอสาบานเลย อะไรก็ตามที่นายอยากบอกกับพวกเรา นายจะได้พูดต่อหน้าบนสนามในวันแข่งแน่”

 

  “อย่างนั้นเหรอ” มิโดริมะใช้นิ้วดันกรอบแว่นขึ้น สายตาจ้องกลับไม่แพ้กัน

 

  “อดีตน่ะซ้ำรอยเดิมได้ แต่นายจะรู้ได้ยังไงว่าระหว่างนั้นคนเราไม่พัฒนา นี่คนนะไม่ใช่นาฬิกา ทีนี้บอกฉันสิว่าตั้งแต่จบมอต้นมานายไม่ได้เก่งขึ้นเลย?”

 

  “ … ”

 

  “โอโว้ว ใจเย็นครับ คุณเมเนเจอร์” ทาคาโอะยกมือกลางอากาศเดินเข้ามาขั้นกลางพวกเธอไว้ ก่อนจะจับไหล่ทั้งสองข้าง “อย่าใส่ใจคำพูดชินจังเลยฮานะจัง หมอนั่นแค่ปากไม่ตรงกับใจเฉยๆ นี่แอบกระซิบว่าชินจังสนใจพวกคุณมากเลยนะ ถึงขั้นยอมไปดูรอบคัดเลือกนักแรกเชียวล่ะ!”

 

  “นายก็อย่าพล่ามให้มันมากนัก ทาคาโอะ”

 

  “มันช่วยไม่ได้ สีหน้าของฮานะจังตอนหงุดหงิดนี่มันกร๊าวใจนัก”

 

 

 

  เธอไม่ได้หงุดหงิดซะหน่อย… 

 

  มันแค่เป็นตอนนั้นที่ได้เจอบรรยากาศอันหดหู่ของรุ่นพี่หลังจากที่พวกเรารู้ว่าการแข่งกับสามราชันย์ตอนปีที่แล้วมันหนักหนาสาหัสต่อพวกเขาขนาดนั้นไหน ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่านั่นคือความจริง แต่การที่มาสันนิษฐานผลของการแข่งโดยที่ไม่มองทุกอย่างให้กว้างกว่านี้ทำให้เธอเผลอไปอีกครั้ง

 

  จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่า รุ่นปฏิหาริย์นี่คือพวกเด็กๆ ที่ไม่เจอความพ่ายแพ้เลยสินะ

 

  รุ่นพี่ในชูโตคุตะโกนจากข้างสนามเรียกผู้เล่นทั้งสอง ในที่สุดทาคาโอะยอมคลายมือ

 

 

 

  “แสนเท่จนได้ใจฉันไปเลยล่ะฮานะจัง งั้นเรามาสัญญากันไหมว่าจะเจอกันอีกครั้งตอนรอบชิงน่ะ”

 

 

  อีกคนยกนิ้วก้อยขึ้นมาระดับสายตา แต่กลับถูกมิโดริมะจับเข้าที่ชุดวอร์มลากออกไปที่ม้านั่ง แต่ก้าวออกไปไม่กี่ก้าว เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวก็หันกลับมาสบตาเธออีกครั้ง

 

 

  “เป็นฉันจะยังไม่พูด อิงาราชิ และจนกว่าพวกเธอจะมาถึงจุดที่พวกเราอยู่ ฉันจะบอกให้รู้ว่าความคิดพวกนั้นมันอ่อนหัดแค่ไหน”

 

  “ …ไว้เจอกันที่สนามนะ”

 

 

 

  ยกมือขึ้นมาทำท่าทางประกอบลาด้วยรอยยิ้มที่เหมือนเพิ่งเจอกับเรื่องตื่นเต้นขึ้นมา ฮานะกลับไปลากผู้เล่นทั้งสองทีมตัวเองไปที่ม้านั่งแล้วไล่ไปเก็บข้าวของ บ่นกับคางามิไปพลางเรื่องที่จะเอาปากกาไปเขียนคนนู้นคนนี้ทีโดยมีคุโรโกะยืนดูอยู่ข้างๆ 

 

  เหมือนกับเดจาวู… 

 

  ช้อนทับภาพของเธอที่พูดตอบคิเสะในวันนั้น นัยน์ตาสีฟ้าใสมองแผ่นหลังของคนที่ชัดกำปั้นเล็กๆ ไปที่แขนคางามิรัวๆ เมื่อคนผมแดงดันซุ่มซ่ามทำถังน้ำหก พวกปีหนึ่งก็ได้เข้ามาช่วยเก็บแล้วหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน พวกเราเริ่มพูดคุยเป็นกันเอง และช่วยเหลือกันซึ่งและกันมากขึ้น

 

  เหมือนกับคำพูดนั่น คนเราไม่ใช่นาฬิกา ทุกอย่างดำเนินไปข้างหน้าเสมอ แล้วต้องพบเจอกับความเปลี่ยนแปลง 

 

  คุโรโกะคิดอย่างนั้นเมื่อมองไปที่ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มของฮานะ เอาจริงนะ เธอเป็นเหมือนซานต้าในวันคริสต์มาสที่คอยแจกรอยยิ้มและความสุขต่อคนรอบข้าง

 

  ยิ่งค้นพบยิ่งสว่างไสว


 

  และเขาเองก็ชอบ ที่จะให้มันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

  เหลืออีกเพียงสองวันจะถึงการแข่งสองแมตช์ที่เหลือ ตามที่ได้สันนิษฐานเอาไว้ คู่แข่งในรอบรองชนะเลิศของเราก็คือโรงเรียนเซโฮ และถ้าหากเอาชนะได้ ทีมที่จะเจอต่อไปก็คือชูโตคุ ตอนนี้ทุกคนได้ฝึกซ้อมตามปกติ แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมในระหว่างนี้ก็คือศึกษาทีมคู่แข่งเพราะขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสามราชันย์แล้ว มันคงไม่ง่ายแน่

 

  และด้วยเหตุนี้โค้ชเลยได้มาเยือนเธอที่ห้องตอนพักเที่ยง ในตอนที่กำลังเม้าส์กับนานามิอย่างออกรสเรื่องหนังสือออกใหม่ รุ่นพี่สาวเธอได้ฝากฝังชีดีการแข่งของเซโฮมาเป็นชุดแล้วกำชับให้เธอศึกษามันภายในคืนนี้ ตอนแรกฮานะก็อยากปฏิเสธคิดว่าตัวเองคงสมองง่อยหาอะไรไม่ได้แน่ แต่ถ้าให้ทำอย่างนั้น เธอเองก็คงจะเป็นเมเนเจอร์ที่ใช้ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน

 

  เหลือบมองไฟล์วีดีโอที่โหลดใส่ยูเอสบีมาเป็นชุดแล้วได้แต่คิดกับตัวเองในใจ… เอาล่ะ เตรียมตัวเป็นหมีแพนด้าพรุ่งนี้ได้เลย

 

  ฮานะเดินออกมาจากห้องสมุดโรงเรียน วันนี้เธอขอปลีกตัวออกมาก่อนหลังทำหน้าที่ต่างๆ เสร็จหมดเรียบร้อยแล้ว สาเหตุก็มาจากที่ต้องดูวีดีโอการแข่งจนตาแฉะนั่นแหละ ริโกะเลยไม่ได้ว่าอะไร บอกให้ว่าทั้งทีมเองก็เตรียมจะอยู่ต่อที่โรงเรียนเพื่อศึกษาเช่นเดียวกัน

 

  เซนตะ พี่ชายฮานะก็บอกมาอีกตามเคยว่าวันนี้จะกลับบ้านดึก พักหลังนี้พวกเราแทบจะไม่เห็นหน้ากันด้วยซ้ำทั้งๆ ที่ห้องนอนก็อยู่ติดกัน นี่ก็แซวไปเล่นๆ ว่าพอมีแฟนแล้วก็ไม่สนใจน้องเลย อีกฝ่ายก็ปฏิเสธแล้วหัวเราะพร้อมกับบอกว่า ได้แต่หวังนั่นล่ะนะ

 

  ฮานะย่นจมูกหมั่นไส้ เฮอะ เธอไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าตัวจะไม่มีแฟน ทำเป็นพูดไปงั้นแหละ

 

  ใช้แขนดันประตูร้านคาเฟ่เข้าไปขณะพิมพ์ตอบข้อความพี่ชายไม่หยุด กลิ่นหอมเมล็ดกาแฟลอยเข้ามาแตะจมูกทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าไม่น้อย เมื่อคิดว่าต้องดูวีดีโอที่รู้ว่าตัวเองโง่เกินจะทำอะไรกับมันได้จิตใจก็รู้สึกกร่อย แต่ถ้าพาตัวเองมาอยู่ในสถานที่ผ่อนคลายล่ะก็ มันอาจจะไม่เลวร้ายขนาดนั้นก็ได้

 

 

  “ … ”

 

 

  มันเป็นวินาทีเอง ที่เธอเผลอไปสบตากับใครบางเข้า

 

  ให้ตาย เธอรู้แล้วว่าทำไมกลุ่มผู้หญิงสองคนคิวข้างหน้าถึงได้ส่งเสียงวี้ดว้ายกันนัก

 

 

 

  “ฮานัจจิ!” 

 

 

 

  ฮานะคิดในใจ นี่เธอคงจะไม่โดนแฟนคลับเจ้าตัวรุมทึ้งหัวหรอกใช่ไหม?

 

 

 

  “ฮานัจจิมานี่ นั่งข้างๆ ผมนะ— อั่ก! รุ่นพี่!”

 

  “นี่ก็หยุดเอียงโต๊ะได้แล้วเจ้าบ้า!”

 

 

 

  ฮานะเดินถือถาดใส่จานอาหารกับเครื่องดื่มมาหยุดอยู่หัวโต๊ะ ส่งยิ้มแห้งให้กับคิเสะที่น้ำตาซึมลูบหัวตัวเองป้อยๆ และพอสบตากับรุ่นพี่ฝั่งตรงข้าม เขาก็หันหน้าหนีเธอแทบจะทันที

 

  อา .. 

 

 

 

  “สวัสดีคิเสะ ฉันนึกได้ว่าไคโจวห่างจากที่นี่พอสมควรนะ?”

 

  “พอดีรุ่นพี่คาซามัตสึมีธุระแถวนี้น่ะฮะ ผมเลยมาเป็นเพื่อน เอ้า ฮานัจจิไม่หนักเหรอ นั่งสินั่ง”

 

  “ไม่เป็นไร” เด็กสาวส่งยิ้ม บรรยากาศผ่อนคลาย มองคนตัวสูงที่เขยิบตัวไปชิดอีกฝั่ง “เดี๋ยวรบกวนนายกับรุ่นพี่เอาซะเปล่า ไว้คุยกันใหม่นะ”

 

  “เอ ไม่ได้รบกวนเลย! ผมดีใจมากต่างหากที่ได้เจอฮานัจจิที่นี่ เนอะรุ่นพี่”

 

 

 

  ฮานะทำหน้าลำบากใจเมื่ออีกคนกลับลุกขึ้นมาชิงถาดอาหารจากมือเธอไปวาง

 

 

 

  “ …ไม่เป็นไรหรอก นายกับรุ่นพี่นั่งไปเถอะ เดี๋ยวบรรยากาศอึดอัดแย่”

 

  นัยน์ตาสีแดงเหลือบมองเส้นสีแปรปรวนของผู้ที่นั่งหลบตา ใบหูขึ้นสีแดงจนสังเกตเห็นได้ จนคิเสะเข้าใจว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร เจ้าตัวก็รีบโบกมือ

 

  “รุ่นพี่น่ะชอบเกร็งตัวต่อหน้าผู้หญิงน่ะฮะ ไม่ได้ไม่ชอบฮานัจจิหรอก” คนผมทองหัวเราะ ก่อนจะร้องโอ๊ยออกมาเมื่อโดนอีกคนเตะขาใต้โต๊ะ “เพราะงั้นนั่งกับเราเถอะนะฮะ ผมคิดถึงฮานัจจิจะแย่”

 

 

 

  .. นี่คงบอกแฟนคลับทุกคนแบบนั้นด้วยสินะ ไหลไปเรื่อยเลยเจ้าก้อนพระอาทิตย์คนนี้น่ะ

 

  ฮานะชั่งใจอยู่สักพัก ก่อนจะยอมนั่งลงพร้อมกับแนะนำตัวเองไปด้วย คาซามัตสึเองก็บอกชื่อเขากลับ น้ำเสียงตะกุกตะกักนั้นทำให้เชื่อเลยว่าอีกคนเกร็งแค่ไหน เด็กสาวกังวลในใจว่าตัวเองจะเป็นภาระ

 

 

 

  “วันนี้เซย์รินไม่มีซ้อมเหรอฮะ”

 

  “มีนะ แต่ฉันขอออกมาก่อนน่ะ ต้องดูวีดีโอศึกษาก่อนรอบรองฯ”

 

  “ที่เซย์รินต้องแข่งกับเซโฮสินะ”

 

 

 

  ฮานะตาโตเมื่อรุ่นพี่ผมดำข้างหน้ายอมพูดประโยดออกมาได้โดยไม่ติดขัด อะไรที่เกี่ยวกับบาสเกตบอลนี่ก็จะจริงจังขึ้นมาเลยสินะ ยิ้มขำกับตัวเอง เธอได้ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง “ค่ะ!”

 

  ทางอีกคนเองพอมองเห็นรอยยิ้มตาหยีที่ส่งมาให้นั้นจำเป็นต้องหักสายตาหนีทันที ตอนนี้ทั้งใบหน้าคมพลันขึ้นสีแดงระเรื่อจนห้ามไม่อยู่ คิเสะที่มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดหัวเราะอย่างจนใจ จับปอยผมนุ่มขึ้นทัดหูให้เมื่อเด็กสาวจะก้มดื่มน้ำผลไม้ปั่น

 

 

 

  “ไม่เอาสิฮะฮานัจจิ เดี๋ยวรุ่นพี่ก็ระเบิดตัวตายซะก่อนหรอก”

 

  “อา” ฮานะเม้มปาก ถึงแม้ว่าไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ก็ไม่อยากให้บางคนต้องอึดอัดไปมากกว่านี้ เธอจึงรีบพูดต่อ “นั่นแหละค่ะ โค้ชเลยให้วีดีโอพวกเรามา หวังให้มาดูเผื่อว่าจะหาทางทำอะไรกับทีมคู่แข่งได้”

 

  “โอ้ ฮานัจจิเองก็ขยันไม่เบาเลยนะ”

 

  “ฉัน… จะไม่ว่าอย่างนั้น” พึมพำเสียงเบา ใช้หลอดคนน้ำปั่นในมือ “แต่นี่ก็เป็นปีแรกของฉันที่เพิ่งจะมารู้จักกับกีฬานี้แบบจริงๆ จังๆ รุ่นพี่เลยแนะนำให้ดูการแข่งเพื่อที่จะทำตัวคุ้นเคยไปก่อน”

 

  “ถ้างั้นให้พวกผมดูด้วยไหมล่ะฮะ” คิเสะส่งยิ้ม “รุ่นพี่คาซามัตสึเองก็เก่งมาก พี่เขาช่วยแนะนำฮานัจจิได้แน่ๆ”

 

  “จริงเหรอคะ”

 

 

 

  รีบหันไปถามรุ่นพี่อยู่อีกฝั่งโต๊ะ ส่งสายตาคาดหวังแถมพร้อมที่จะดึงแล็ปท็อปออกมาจากเป้ สบกับนัยน์ตาคมสีดำก่อนที่เขาจะเบี่ยงหลบแล้วตอบกลับเสียงอู้อี้ คิเสะเอามือป้องปากขำเบาๆ เขาอาสาหยิบแล็ปท็อปไปแล้วจัดการเปิดไฟล์วีดีโอ ปากก็บอกให้เธอทานข้าวไป

 

  ในที่สุดภาพในจอก็เคลื่อนไหว ปรากฎเป็นการแข่งระหว่างโรงเรียนเซโฮและโรงเรียนชินิเค

 

 

 

  “แล้วฮานัจจิรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเซโฮเหรอฮะ”

 

  “อ่อ รู้แค่ว่าเป็นหนึ่งในสามราชันย์ของโตเกียว แค่นั้นแหละ… ”

 

 

 

  เธอนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ

 

  แล็ปท็อปของฮานะถูกวางไว้ที่หัวโต๊ะ ความสนใจของทั้งสามถูกเทไปยังการเล่นของโรงเรียนเซโฮที่ดูเหนือกว่าอีกทีมอยู่มาก ฮานะค่อยๆ กลืนน้ำปั่นลงคอ รู้สึกหนักใจขึ้นมาเมื่อเห็นความสามารถอันเหนือชั้นของทีมคู่แข่งที่จะมาถึง 

 

 

 

  “รู้เลยทำไมทุกคนถึงเรียกพวกเขาว่าราชาทางเหนือ” คาซามัตสึพูด เขาเอนตัวลงกับเบาะพร้อมยกมือกอดอก สายตาจับจ้องไปที่การแข่ง

 

  “การตั้งรับพวกเขาดีมากเลยค่ะ แต่ขณะเดียวกันมันก็ให้ความรู้สึกแปลกๆ”

 

  “แปลกเหรอ?”

 

  ฮานะพยายามที่จะไม่ยิ้มเมื่อเขาสนทนากับเธออย่างตั้งใจ “หนูก็ไม่ค่อยมั่นใจนะคะ แต่จังหวะเกมของเซโฮมัน… ดูเป็นเอกลักษณ์ดี ไม่เหมือนทีมจากโรงเรียนอื่นๆ”

 

  “อืม” ชายหนุ่มผมดำพยักหน้า เข้าใจเรื่องที่เธอพยายามจะสื่อ “ดูเหมือนว่าทางโรงเรียนนี้มีการฝึกพิเศษเฉพาะตัวอยู่ ความสามารถเลยโดดเด่น เป็นทีมที่มีการป้องกันแข็งแกร่งที่สุดในโตเกียวเลยล่ะนะ”




  นัยน์ตาสีแดงแอบเหลือบมองรุ่นพี่ที่กำลังทำหน้าจริงจัง เขาเหมือนมีบางอย่างที่ยังพูดออกมาไม่จบซึ่งฮานะเองก็เข้าใจได้ เธอเป็นผู้จัดการทีมเซย์ริน จะให้มาบอกมาสอนทุกอย่างก็คงจะไม่ใช่วิธีการของทีมคู่แข่งนัก




  “เฮ้ ผมรู้จักหมอนี่” คิเสะขัดขึ้นกลางคัน ชี้ไปยังคนคนหนึ่งในจอ 


  “เบอร์ 10 เหรอ?”


  “การป้องกันของหมอนั่นตื้อเป็นพิเศษเลย” คาซามัตสึออกความคิดเห็น “แล้ว… ไปรู้จักกันได้ยังไง”


  “ก็ตอนสมัย ม. ต้นน่ะผมเจ้านี่ประกบ เลยทำให้เกมหยุดดำเนินเป็นพักๆ”




  ความรู้ใหม่ทำให้ฮานะแปลกใจ คนที่หยุดคิเสะได้น่ะเหรอ? หยุดคนในรุ่นปฏิหาริย์คนนี้เลยน่ะนะ?




  “การตั้งรับของมันทำให้กดดัน” คิเสะกัดฟันกรอด สงสัยแค้นฝังใจจนถึงทุกวันนี้ “ผมจำได้ ผมโดนเพื่อนร่วมทีมด่าหลายครั้งด้วยเพราะหมอนั่น… สึงาวะ โทโมกิ” เจ้าตัวเอนมาพิงไหล่ฮานะ ทำท่าเช็ดน้ำตาปลอมอย่างสงสาร “แถมคุโรโกจจิยังโมโหด้วยนะฮะ… ซาดิสม์ชัดๆ ฮานัจจิ! อย่าไปเข้าใกล้มันเด็ดขาดเลยนะฮะ!”




  น้ำเสียงขึงขังจริงจังราวเด็กน้อยทำให้ฮานะหัวเราะรับ เธอรู้สึกเอ็นดูเจ้าก้อนพระอาทิตย์นี่อีกแล้ว สองมือถูกดึงไปกุมแน่นตอนที่เขาพูดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับคนที่ชื่อสึงาวะอะไรนั่นรัว แต่ก่อนที่คิเสะจะได้พล่ามอะไรเพิ่ม คาซามัตสึก็เตะเข้าที่ขาอีกครั้งแล้วบอกให้เงียบปาก


  สองคนนี้ไปด้วยกันได้ดีจังนะ


  ฮานะระบายยิ้มเมื่อคิดได้ว่าพวกเขาช่างเหมือนญาติพี่น้องเธอตอนอยู่ด้วยกันซะจริง แม้สายตาจะยังมองไปที่การแข่งต่อ แต่ในหัวเธอได้นึกย้อนไปยังตอนที่มีงานเลี้ยงรวมตัวญาติที่บ้าน ในวันที่ท้องฟ้าปรอดโปร่งและได้กลิ่นดอกไม้ลอยมาจากสวนที่คุณยายเธอหมั่นดูแล


  พวกเด็กๆ ได้ยึดห้องนั่งเล่นไว้เป็นหลัก พี่เซนตะสนทนากับพี่คินอย่างสนุกสนาน ส่วนเคย์จิ น้องชายคนเล็กก็กำลังเล่นเกมกับเด็กคนอื่นๆ บนพื้นพรม ตัวเธอเองที่นั่งกอดหมอนในใหญ่ในอ้อมแขน กำลังดูทีวีรายการแข่งเต้นไปเรื่อยเปื่อย มันเป็นตอนนั้นเองที่ชิเคมิ ญาติสาวสุดชิคก็เดินเข้ามากอดคอ เอียงหน้าไปยังทีวีแล้วพูดโม้ว่าตัวเธอมองแค่ครั้งเดียวก็เต้นตามได้ ฮานะหัวเราะ



  ‘เว่อร์อะพี่ชิ ฮันรู้ว่าพี่เก่ง แต่ว่าดูแค่ครั้งเดียวก็เกินไปนะ’


  ‘เธอนั่นแหละที่มองไม่ตรงจุด ดูดีๆ นะ ขากับเท้าน่ะ ถ้าเข้าใจมันได้ เราก็จะทำตามได้ง่ายขึ้น’



  ฮานะส่ายหัวพรืดตอนที่อีกฝ่ายบอกให้ทำตามดู ถึงเรื่องอื่นๆ จะอยู่ในฐานะปานกลาง ไม่ได้เก่งแต่ไม่ได้เข้าขั้นห่วย แต่ว่าสกีลการเต้นนี่เธอไปไม่ได้จริงๆ ไม่เคยและไม่คิดที่จะลองด้วย เธอว่าเธอเหมาะที่จะเป็นคนดูมากกว่า ถึงจะเป็นตัวประกอบแต่ก็ดีกว่าจะมาทำในสิ่งที่รู้ว่าทำไม่ได้จริงๆ


  … นี่มันเหมือนกับการที่มาเป็นผู้จัดการนี้ด้วยรึเปล่านะ?


  ฮานะแอบถอนหายใจ พยายามสลัดความคิดด้านลบนั่นออกจากหัวแล้วกลับมาจดจ่อกับการแข่ง คิเสะกับคาซามัตสึยังคงออกความคิดเห็นและวิเคราะห์กันจนวีดีโอใกล้จบ เธอเองก็พยายามคิดตามนะ แต่ว่ามันก็มีบางอย่างที่ยังไม่เข้าใจอยู่ดีเพราะความต่างของประสบการณ์ บางครั้งก็แอบรู้สึกราวกับเป็นคนนอก… 


  นัยน์ตาสีแดงสังเกตตามการเคลื่อนไหวของเซโฮ เธอว่าเธอคิดไม่ผิด การเคลื่อนไหวของพวกเขาน่ะแปลกจริงๆ ไม่ว่าจังหวะการวิ่ง การป้องกัน หรืออะไรก็ตามคือต่างจากทีมตรงข้ามโดยสิ้นเชิง จะให้อธิบายก็ยังคลุมเครือ และความคุ้นเคยของมันทำให้เด็กสาวคิดไม่ตก… จะต้องมีสักจุดที่สามารถยืนยันกับความคิดนั้น


  อะ… ตรงนั้น




  “นั่น .. ”


  “ฮานัจจิ?”



  ที่ขากับเท้าของพวกเขา… 



  “มีอะไรเหรอฮะ ฮานัจจิ”



  คิเสะเอ่ยถามเมื่อเห็นเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์บางอย่างลงไป เช่นเดียวกันที่วีดีโอนั้นจบลงพอดี เด็กสาวเลยเอื้อมไปเก็บแล็ปท็อปของตัวเองกลับมาแล้วเตรียมตัวกลับ




  “ขอโทษที่ต้องกลับก่อน วันนี้ขอบคุณมากเลยนะคิเสะ รุ่นพี่คาซามัตสึเองก็ด้วย”



  บางคนบิดไล่ความเมื่อยหลังจากนั่งมาเป็นเวลานาน หันไปโค้งตัวให้ทั้งสองก่อนที่จะโดนคิเสะรั้งไว้อีกครั้ง



  “แล้วสิ่งที่ฮานัจจิพูดถึงนั่นล่ะฮะ”


  “อ่อ เรื่องนั้น… ” ใบหน้าน่ารักเริ่มคลี่ยิ้มให้อย่างนุ่มนวล “เป็นความลับ”



  คาซามัตสึเองยังคงนั่งอยู่อย่างเงียบๆ ตอบรับเล็กน้อยเมื่อเธอขอตัวลากลับก่อน เขาดูผ่อนคลายขึ้นเยอะเลยเทียบกับตอนที่มาแรกๆ นั่น



  “ถ้าคิเสะอยากรู้ก็มาเชียร์พวกเราวันแข่งสิ”


  “เอ๊ะ ผมเองก็กะจะไปอยู่นะฮะ”


  “จริงนะ งั้นฉันจะรอฟังเสียงเชียร์เลย ส่วนเรื่องของเซโฮนั้น… ”


  “ … ”


  “นายถามรุ่นพี่คาซามัตสึไม่ดีกว่าเหรอ” มองคนที่ถูกพาดพิงชะงักตัว ฮานะค่อยๆ ส่งยิ้มให้ดั่งเดิม “ …เทียบกับฉันที่เป็นมือใหม่แล้วน่ะ รุ่นพี่เองต้องย่อมรู้ดีกว่าสินะคะ? :)”



























  น่าเสียดายที่วันนี้เพื่อนสาวของเธอดันบอกมาว่าไม่ว่าง ซึ่งฮานะเองก็เข้าใจได้ เธอตั้งใจจะชวนนานามิมาเดินเล่นในเขตย่านค้าเป็นเพื่อนแต่ดูเหมือนว่าจะกระทันหันไปหน่อย อีกคนเลยมีนัดอื่นกับครอบครัวก่อนซะแล้ว


  วันสุดท้ายก่อนการแข่งพรุ่งนี้ ในชมรมทุกคนยังซ้อมหนักเหมือนเคย และแต่ละคนก็ตั้งใจศึกษาทีมของเซโฮอยู่ไม่น้อย เมื่อวานตั้งแต่เจอกับคิเสะกับคาซามัตสึ ฮานะเองก็ได้กลับบ้านไปค้นคว้าหาข้อมูลเรื่องที่เธอสังเกตมาได้จากเซโฮ แต่จนมาถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจอยู่ดี เธอนึกออกได้ว่ามันคืออะไร แต่ความทรงจำพวกนั้นก็เลือนรางดูไม่เข้าที่เข้าทางเกินกว่าจะเอาไปบอกกับทุกคนในชมรมได้


  ด้วยเหตุนี้ ขาทั้งสองข้างจึงพาร่างตัวเองเดินมาที่ร้านหนังสือ


  ทีแรกห้องสมุดโรงเรียนนั้นคือเป้าหมายของเธอ แต่พอรู้ว่าพวกรุ่นพี่ปีสองเองก็กำลังศึกษาเรื่องพวกนี้อยู่เหมือนกัน เธอเลยคิดอยากจะช่วยทุกคนเพิ่ม (หรือที่จริงอาจจะแค่อยากมาร้านหนังสือเองก็เป็นได้) ก็เลยต้องถ่อตัวมาทันทีที่กริ่งคาบเรียนสุดท้ายจบลง


  เปิดประตูเข้าไปรับบรรยากาศอันน่าคิดถึง ถ้ามาในยามปกติสีหน้าเธอคงจะดูดีกว่านี้ถ้าไม่ติดที่ว่า หน้าที่หลักที่มาในวันนี้ก็คือหาข้อมูลเกี่ยวกับวิชาการต่อสู้อะไรนั่น


  มันแค่แวบเดียว แต่ฮานะรู้ว่าเธอเคยอ่านมันมาผ่านๆ อยู่ครั้งหนึ่ง เข้าไปเดินวนตรงชั้นหนังสือหมวดการกีฬากับประวัติศาสตร์อยู่ประมาณสองครั้ง เด็กสาวจึงได้คลี่ยิ้มออกมาเมื่อเจอหนังสือที่ตัวเองต้องการ



  “ … ”



  แต่ในตอนนั้น รอยยิ้มที่ว่ากลับค่อยๆ เลือนหายไปเมื่อเจอเข้ากับใครบางคนที่ยืนอ่านหนังสือด้วยใบหน้าเรียบนิ่งตรงชั้นหนังสือหมวดการกีฬา ร่างสูงในชุดนักเรียนอันคุ้นเคย ในวันนี้บรรยากาศรอบตัวเขายังเข้มงวดอยู่อย่างเก่าจนฮานะชั่งใจว่าควรจะเข้าไปทักทายดีไหม แต่คิดดูจากบทสนทนาครั้งล่าสุดนั่นแล้ว เธอเลยได้แต่อวยพรในใจให้กับการแข่งของอีกคนพรุ่งนี้ และเตรียมตัวไปที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน




  “มาทำอะไรที่นี่ ผู้จัดการเซย์ริน”


  บางคนหันไปตามเสียง นัยน์ตาคมสีเขียวมรกตที่ดูจดจ่อกับหนังสือเมื่อกี้ได้ย้ายมาที่เธอแทน ฮานะรีบคลี่ยิ้ม หวังว่าอีกคนจะไม่คิดว่าเธอพยายามเมินอีกฝ่ายหรอกนะ


  “ซื้อหนังสือไง มิโดริมะ นี่มันร้านหนังสือนะ”


  “ฉันรู้หรอกน่า” เขาตอบกลับมาทันที สายตาหงุดหงิดนั่นจ้องมาที่หนังสือในมือเธอ “วิชาต่อสู้โบราณ?”


  “อื้อ”


  “ไม่ใช่ว่าเธอควรอยู่กับพวกเซย์รินหรอกเหรอ นี่คิดจะยกเลิกคำพูดเมื่อวันก่อนรึไง อิงาราชิ”


  “ไม่มีทาง พรุ่งนี้นายจะได้เจอทีมเราตอนห้าโมงเย็นในรอบชิงฯ แน่นอน มิโดริมะ รอดูก็แล้วกัน”


  “โอ้?”




  ฮานะยังคงส่งยิ้ม ไม่สะทกสะท้านกับออร่ากดดันที่อีกคนแผ่ออกมา บางทีทาคาโอะอาจจะพูดถูกก็ได้… มิโดริมะน่ะเป็นคนที่ปากไม่ตรงกับใจจริงๆ



  “นั่นต้นบอนไซใช่ไหม น่ารักจังเลยนะ” เธอกล่าวชม มองไปยังไอเท็มนำโชคในมือด้านที่พันแผลถือเอาไว้


  “นี่เธอจะบอกไอเท็มฉันว่าน่ารักทุกครั้งรึไง”


  “แน่นอน” 



  ฮานะยิ้มขำ ก็มันน่ารักจริงๆ นี่นา ขนาดก็เล็กเท่าฝ่ามือ อันที่จริงเธออยากบอกออกไปว่าเขานั่นแหละที่น่ารัก ชายตัวโตที่เห็นถือของไม่ซ้ำด้วยสีหน้าจริงจัง มันเป็นภาพที่หาดูไม่ได้ง่ายๆ เลยนะ



  “ขอโทษที่ถามนะ แต่นายเชื่อเรื่องพวกนี้จริงๆ น่ะเหรอ… หมายถึงโชคหรืออะไรพวกนั้น”


  “ทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ” เขาตอบกลับมา “พวกที่ไม่เชื่อน่ะทำยังไงก็ไม่มีทางเข้าใจหรอก”


  “อา .. ”



  ฮานะตอบรับเสียงเบา



  “มีปัญหารึไง?”


  “ไม่เลยสักนิด” คนตัวเล็กรีบส่ายหัว ส่งยิ้มสู้กับออร่าถมึงทึงกับสายตาเชือดเฉือนที่ส่งกลับมา “แต่ว่าคนพวกนั้นน่ะ พวกเขาคงเชื่อในความพยายามมากกว่าล่ะมั้ง สำหรับแต่ละคนมันต่างกัน… และสำหรับฉัน ฉันคงคิดว่าจะเชื่อในสองสิ่งเท่าๆ กัน”


  “เท่าๆ กัน?”


  “จะให้พูดยังไงดี เราเองก็ยังไม่ได้รู้จักกันดีเลยนะ มิโดริมะ” เด็กสาวกอดหนังสือเข้าแนบตัว เรียบเรียงคำพูดในหัวเมื่อเขาพยักหน้าให้พูดต่อ “ฉันคิดว่ามันเป็นโชคชะตาที่พาให้ฉันมาเจอกับคุโรโกะ คางามิ หรือแม้แต่ทุกคนในชมรมบาส แต่ว่าความพยายามก็เป็นตัวทำให้ฉันกลายเป็นเพื่อนกับพวกเขาด้วยเช่นเดียวกัน… นายเข้าใจใช่ไหม”



นัยน์ตาสีเขียวสบกับเธอนิ่ง มิโดริมะถอนหายใจแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น



  “ทุกอย่างในโลกในนี้เป็นไปตามโชคชะตา ถ้าเธอชนะ ก็แปลว่านั่นเป็นสิ่งที่เธอสมควรรับ แต่หากเธอแพ้ อิงาราชิ นั่นเป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่เธอไม่คู่ควร แค่นั้น”




  ฮานะแอบเหงื่อตกในใจเมื่อได้ฟังความคิดของอีกคน พวกรุ่นปฏิหาริย์นี้เป็นแบบนี้ทุกคนรึเปล่านะ…?


  แต่ก็ได้… 




  “ฉันจะเคารพในความเชื่อนั้นของนายก็แล้วกันนะ” ฮานะส่งยิ้ม มองคนที่ดูแปลกใจไม่น้อยที่เห็นว่าเธอไม่พยายามต่อปาก เด็กสาวโคลงศีรษะ นึกไปถึงการแข่งของอีกฝ่ายเมื่อวันก่อน “อืม แต่ยังไงซะ…”


  “ … ? ”


  “ในวันนั้น ฉันคิดว่านายก็เก่งมากๆ อยู่แล้ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งโชคหรืออะไรทั้งนั้น”




  มันเป็นจังหวะนั้น ที่ฮานะจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายด้วยความจริงใจ ความเงียบได้โรยตัวระหว่างพวกเราจนได้ยินเสียงบางคนที่พูดคุยตรงชั้นหนังสือถัดไป นัยน์ตาสีเขียวที่จ้องมองมานั้นเรียบนิ่ง ก่อนที่เขาจะหันใบหน้าหนีออกไป




  “อย่างไรก็ตาม อิงาราชิ ฉันจะรอดูถึงสิ่งที่เธอว่าก็แล้วกัน ความพยายามที่ดูไร้สาระนั่น”


  “อื้อ”




  สุดท้ายฮานะก็หรี่ตาอย่างอ่อนใจ ดูเหมือนจะเป็นความจริงที่ว่าถ้าคนเราไม่เผชิญหน้ากับอุปสรรคก็ไม่มีทางรู้ได้ เธอมองคนที่หันใบหน้าเข้าชั้นหนังสือ นี่คงเป็นการจบบทสนทนาของเราวันนี้ล่ะมั้ง


  ความกังวลตีตื้นขึ้นมาในใจเมื่อคิดว่าถ้าเกิดคนคนนี้ล้มขึ้นมา กับคนที่ไม่เคยล้มเหลวมาก่อน และยึดมั่นในสิ่งที่ตนเชื่อมากขนาดนั้น มันจะต้องเจ็บมากแน่ๆ 


  แต่ว่า ถ้ามีเพื่อนอย่างทาคาโอะคนนั้นอยู่กับเขาล่ะก็ คงไม่เป็นอะไรง่ายๆ อยู่แล้ว




  “เจอกันที่สนามแข่งพรุ่งนี้ มิโดริมะ”




  นายปากแข็งคนนี้น่ะ



















tbc.

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .





ยังค่ะยัง นายชาเขียวจะยังไม่โดนตก นี่แค่วูบเฉยๆ (?)


มีความรู้สึกว่าตอนหน้าจะทะลุล้านเวิร์ดเลย แข่งทั้งกับเซโฮและชูโตคุ ฮือ


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและยังติดตามเรื่องนี้ ขอให้เอ็นดูน้องฮานะผู้มีสกีลนางเอกเหลือล้นพ่วงด้วยแป๊ยิ้มคนนี้ด้วยนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า <3



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 149 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #58 LucyTaylor (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2563 / 12:11
    ฮานะจังน่ารักมากกชอบจังง
    #58
    0
  2. #57 มิโกะ ซากุระ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2563 / 11:35
    ชอบฮานะตอนยิ้มที่สุด ต้องน่ารักมากแน่ๆเลย
    #57
    0
  3. #56 Jittra (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2563 / 06:30

    ชอบบบบบ
    #56
    0
  4. #55 nsbt_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2563 / 00:56
    อ่ยยย นึกภาพฮานะยิ้มแล้วละลายเลย น้องต้องน่ารักมากแน่ๆฮืออออ TT// สู้ๆนะคะไรท์ รอตอนต่อไปค่ะ💛
    #55
    0
  5. #54 NM._ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2563 / 00:13
    พี่เขียวใจแข็งดั่งเหล็กจริงๆเลยย
    #54
    0
  6. #53 faza205317 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2563 / 23:44
    พี่เขียวยังไม่โดนน้องตกหรอออออ จริงเหรอออออ อีกไม่นานหรอกกก
    #53
    0