(exo) FRIDAY NIGHT - chanbaek

ตอนที่ 6 : EP 3.2 : Yerabook

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 479
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    13 เม.ย. 61













FRIDAY NIGHT
________________________

เอาเพลง Feeling good - Avicii ขึ้นไว้ก่อนเลย
ถ้าใครอยากลองฟังเวอร์ชั่นนี้ก็เพราะดีเหมือนกันนะ

________________________












ปริศนาก็ยังคงเป็นปริศนา แบคฮยอนไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ว่าทำไมรูปของรุ่นพี่อย่างชานยอลถึงปรากฏอยู่ในหน้าหนังสืออนุสรณ์ของปีสองห้องเอเมื่อ 6 ปีก่อน แม้ว่ามันจะสร้างความสงสัยให้แก่เขาเป็นอย่างมาก แต่ช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้เด็กหนุ่มก็ยุ่งเสียจนไม่มีเวลากลับไปที่ห้องสมุดเลยสักครั้ง


และเมื่อหาเวลาว่างได้ แบคฮยอนก็ไม่รอช้าที่จะรีบตรงไปยังห้องสมุด ทว่าต้องพบกับข่าวร้าย หนังสืออนุสรณ์ที่มีอยู่เต็มชั้นได้หายไป


ใช่! หายไปไม่เหลือสักเล่ม


ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งเพื่อนตาโตอย่างคยองซูเดินมาบอกว่าอาจารย์ให้ย้ายหนังสือพวกนั้นไปไว้อีกห้องหนึ่ง และตอนนี้ก็ถูกแม่กุญแจล็อกเอาไว้เรียบร้อย จะเปิดได้อีกทีก็คงรอเปิดภาคเรียน


เด็กหนุ่มได้แต่ยืนนิ่งค้างมองห้องที่มีกุญแจคล้องล็อกไว้เสร็จสรรพ ราวกับว่าสิ่งต่าง ๆ รอบกายมันไม่เป็นใจเท่าไหร่นักในการที่จะขอดูเล่มอนุสรณ์อีกครั้ง และเรื่องของรุ่นพี่คนนั้นก็พลันหายไปจากความคิดเมื่อความวุ่นวายเข้ามาเยือน


เด็กหอทั้งหมดถูกเกณฑ์ไปช่วยอาจารย์ตามหมวดวิชาต่าง ๆ บ้างก็ลงแปลงสวนท้ายโรงเรียนเพื่อรื้อต้นไม้ที่ตายออก โดยเฉพาะสระว่ายน้ำที่ต้องใช้แรงเด็กผู้ชายหลายคนในการช่วยกันทำขัดทำความสะอาด กว่าจะเสร็จสรรพทุกอย่างก็กินทั้งแรงทั้งเวลาไปหลายวัน


สุดท้ายแบคฮยอนก็ลืมในสิ่งที่ตัวเองต้องการไปโดยปริยาย


คืนวันศุกร์ที่ใครหลายคนรอคอย—วันที่พวกเราชาวเด็กหอจะนอนดึกได้มากกว่าวันปกติ ดังนั้นคืนนี้จึงเป็นการพบปะพูดคุยกันระหว่างห้องโดยที่ไม่มีอาจารย์มาเดินตรวจเหมือนทุก ๆ คืน บ้างก็สลับไปนอนห้องนู้นบ้าง รุ่นพี่บางคนก็ย้ายมานอนห้องนี้บ้าง เป็นปกติซึ่งแบคฮยอนชินแล้วกับสถานการณ์ที่ฝูงชนโยกย้ายกันไปมา แถมเขาเองก็ได้ยินมาว่าคืนนี้จะมีพี่ปีสามอีก 2-3 คนมานอนด้วยที่ห้องด้วย


เด็กหนุ่มไม่ได้เอะใจอะไรจนกระทั่งพวกเราทุกคนทานมื้อเย็นกันจนเสร็จ อาจารย์ที่ดูแลหอก็เรียกประชุมเกี่ยวกับการปรับปรุงตึกสามที่ใกล้จะเรียบร้อย จึงทำให้เด็กปีหนึ่งต้องย้ายกลับไปอยู่ที่ของตัวเองภายในอาทิตย์หน้า และนั่นก็ทำให้ได้ยินเสียงโอดครวญของใครหลายคน


อันที่จริงการมาย้ายอยู่ด้วยกันแบบนี้ก็เหมือนเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างรุ่นไปในตัว แม้จะไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมากมายให้ทำร่วมกัน แต่เพราะเด็กหอในช่วงปิดเทอมไม่ได้มีมากมายจึงทำให้สนิทกันโดยปริยาย


เมื่ออาจารย์แจงเรื่องทุกอย่างเสร็จ จึงปล่อยให้เด็ก ๆ ไปพักผ่อนตามอัธยาศัย  ทุกคนแยกย้ายกันไปอาบน้ำ แบคฮยอนและคยองซูเองก็รีบจัดการชำระล้างร่างกายของตัวเองให้สะอาด โดยที่ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงเพื่อน ๆ หลายคนตะโกนคุยกัน ถือว่าเป็นบรรยากาศที่คุ้นเคยและแบคฮยอนรู้สึกโอเคมากกว่าที่เป็นแบบนี้


บ่อยครั้งที่เขาเองก็ไม่ค่อยรู้สึกสบายใจเวลาต้องมาเข้าห้องน้ำคนเดียว อะไรที่เลี่ยงได้ก็พยายามจะเลี่ยง เช่นเดียวกับตอนนี้ ให้พูดกันตามตรงแบคฮยอนไม่ได้กลัวมากเหมือนเมื่อก่อน แต่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไร เขายังคงไม่ชอบกับบรรยากาศวังเวง แม้ว่าบางครั้งก็เผลอพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับสถานการณ์นั้น ๆ เสมอ


ทว่าจังหวะที่เดินออกมาจากห้องน้ำ เสียงโครมครามก็ดังมาจากด้านใน เห็นเพื่อนชายคนหนึ่งกำลังก้มเก็บของที่กระจายอยู่บนพื้น และภาพนั้นก็ทำเอาแบคฮยอนฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้


“คยองซู” เขาเอ่ยทักคนข้างกายที่กำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดศีรษะขณะเดินกลับไปยังห้องพัก


“ว่า”


“มึงจำเรื่องพี่ชานยอลที่เราคุยกันได้ไหมวะ”


ทันทีที่พูดจบ สองเท้าของคนฟังก็ชะงักกึก เขาหันมองเพื่อนสนิทตัวเล็กที่กำลังมองตนอยู่


“จำได้ดิ ทำไมวะ”


ความจริงคยองซูแทบจะจำอะไรไม่ได้ เขาเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตนเคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่าอย่างไร และเมื่อแบคฮยอนพูดถึงขึ้นมา มันทำให้เขาคิดขึ้นมาได้เช่นเดียวกัน


นี่อย่าบอกนะว่า...


“กูคิดว่ากูควรจะไปถามรุ่นพี่สักคนว่ะ” แบคฮยอนพูดกับเพื่อนพลางทำสีหน้านึกคิด ทั้งที่การเข้าห้องสมุดแล้วเปิดรูปดูมันอาจจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะให้ความจริงทุกอย่างเปิดเผยได้ แต่ว่านะ ของพวกนั้นมันก็แค่รูปถ่าย แม้แต่ชื่อแบคฮยอนยังมองไม่ชัดเลย เพราะงั้นการได้ถามแบบตัวต่อตัวกับใครสักคนก็อาจจะได้ข้อมูลมากกว่า


“แล้วมึงจะไปถามใครวะ”


“ไม่รู้สิ มึงว่าพี่อี้ชิงจะรู้เรื่องนี้ไหม” คนแรกที่เขานึกถึงก็คงจะเป็นรุ่นพี่ชาวจีนที่เป็นคนดูแลน้อง ๆ ปีหนึ่งตลอดการอาศัยอยู่ในตึกห้า พี่อี้ชิงดูเป็นคนกว้างขวางอย่างน้อยก็น่าจะพอรู้จักพี่ชานยอลบ้าง


“ก็ต้องลองถามดู”


เด็กหนุ่มตาโตบอกอย่างปัด ๆ ขณะเดียวกันก็รีบสาวเท้าเดินกลับห้องเพราะรู้สึกว่าลมที่พัดผ่านมันเย็นแปลก ๆ ทางเดินในตึกไม่ได้มืดจนน่ากลัว แต่สายตาดันเหลือบมองบรรยากาศด้านนอกนั่นแหละที่ทำให้เขาต้องก้าวเท้าเร็วมากขึ้นกว่าเดิม


แบคฮยอนเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อนอกจากเดินตามทั้งที่สมองยังคิดเรื่องเมื่อครู่ ขณะเดียวกันก็ก้มเช็กของในมือแล้วพบว่าตนลืมแปรงสีฟันไว้ที่ห้องน้ำ


“คยองซู เดี๋ยวกูตามเข้าไปนะ ลืมของว่ะ” เขารีบบอกคนด้านหน้าก่อนจะวกกลับไปยังห้องน้ำที่เดินจากมา หากถามว่าทำไมไม่ชวนไอ้เพื่อนเตี้ยไปด้วยกัน ก็ตอบเลยว่าเวลานี้ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่เพราะมีเด็กหอหลายคนยังเดินพลุ่กพล่านอยู่


ระหว่างทางก็ทักทายเพื่อนตามประสาจนถึงที่หมาย โชคดีเหลือเกินที่แปรงสีฟันสีเขียวมิ้นต์ยังวางอยู่ที่เดิม เขาหยิบมันใส่กระเป๋าไว้ก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำ และมันก็เป็นเรื่องบังเอิญเมื่อเจอรุ่นพี่ที่เขากำลังนึกถึงเดินสวนกันระหว่างทางพอดี


“พี่อี้ชิง”


“ว่าไงแบคฮยอน อาบน้ำเสร็จแล้วหรอ”


“ครับ พี่กำลังจะไปอาบน้ำหรอ”


“เออใช่ เหนียวตัวชิบหายเลย วันนี้โดนอาจารย์ใช้แรงงานโคตรเยอะ” อีกฝ่ายบ่นอุบอิบซึ่งเป็นจังหวะเดียวที่รุ่นพี่ซอกจินเดินมาถึงเช่นกัน “งั้นเดี๋ยวพี่ไปอาบน้ำก่อนนะ”


“อ่า..ครับ” เขาโค้งตัวให้รุ่นพี่ทั้งสองคนก่อนที่จะเดินผ่านไป ทว่าไม่ถึงสามก้าวแบคฮยอนก็วิ่งกลับไปดักทางทั้งคู่ไว้อีกครั้ง สีหน้าของอี้ชิงและซอกจินดูประหลาดใจที่เห็นเขาวิ่งกลับมาที่เดิม


“ผมขอเวลาสัก 5 นาทีได้ไหมครับ พอดีมีเรื่องอยากจะถามนิดหน่อย”


“หืม? ถามอะไรล่ะ”


เมื่อโอกาสมาถึงแบคฮยอนจึงไม่ลังเลที่จะถามออกไป


“เอ่อ..พี่รู้จักพี่ชานยอลไหมครับ”


“ชานยอลหรอ”


คิมซอกจินทวนชื่อซ้ำอีกครั้งขณะทำหน้าตาสงสัย เขาหันมองเพื่อนข้างกายที่เดินมาด้วยกัน สีหน้าของอี้ชิงเองก็ดูแปลกใจไม่ต่างกันนัก


“ใช่ครับ อยู่ปีสามเหมือนกับพวกพี่” เด็กหนุ่มตรงหน้ายืนกรานถามเป็นครั้งที่สอง


“อ่า เดี๋ยวนะ” เป็นอี้ชิงที่พูดขัดขึ้นมาก่อน “นายถามหาคนชื่อชานยอลงั้นหรอ”


เมื่อถูกถามกลับแบบนั้นแบคฮยอนจึงพยักหน้ารับ “พวกพี่รู้จักไหมอ่ะ”


“รู้จักสิ แต่รู้สึกว่ารุ่นเราจะมีชานยอลอยู่ 3 คนนะ” ซอกจินหันมองหน้าเพื่อนสนิทก่อนทั้งคู่จะพยักหน้าพร้อมกัน เพราะถ้าถามหาคนชื่อชานยอล พวกเขาก็รู้จักอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น


อีชานยอลห้องสี่ ชินชานยอลกัปตันทีมฟุตบอล แล้วก็ใครนะ อีกคนอ่ะ ที่มันเล่นบาสอ่ะ”


ชองชานยอล—ไอ้บ้านั่นที่ชอบกวนประสาทบ่อย ๆ ไง” อี้ชิงเฉลยเพื่อนสนิทเมื่อคิดชื่อชานยอลคนสุดท้ายไม่ออก อยากจะรู้จริงเชียวว่าสมัยที่พวกเขาเกิดชื่อชานยอลมันโด่งดังมากนักหรือถึงตั้งกันเยอะเป็นว่าเล่นแบบนี้


ทันทีที่แบคฮยอนได้ยินคำพูดของรุ่นพี่ทั้งสอง คิ้วเรียวก็ขมวดมุ่นเล็กน้อย ยืนนิ่งคิดหาความเป็นไปได้ว่าต้องมีหนึ่งในสามคนนี้คือรุ่นพี่ชานยอลที่เขาเคยเจอ


แต่ทำไมความรู้สึกในใจลึก ๆ ถึงบอกว่านั่นไม่ใช่ชื่อของพี่ชานยอลที่เขารู้จัก..


“ว่าแต่..นายถามหาคนไหนล่ะ”


“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันน่ะครับว่าคนไหน เพราะว่าตอนที่รู้จักกันก็พี่เขาไม่ได้บอกนามสกุลผม”


“งั้นก็ยากล่ะ มีสามคนนี้เนี่ยแหละถ้ารุ่นเดียวกับพี่อ่ะนะ” ซอกจินตอบขณะหรี่ตามองรุ่นน้อง “ว่าแต่..ถามหามันทำไมอ่ะ”


“อ่อ เรื่องนั้น—” เด็กตรงหน้าไม่ได้ตอบในทันใดเพราะคิดไม่ออกว่าจะพูดอย่างไรดี และท่าทีอ้ำอึ้งนั่นก็ทำเอาคนที่เหลือเหล่มองอย่างสงสัย


พวกเขาล่ะเจอมาบ่อยนักกับพวกรุ่นน้องที่ชอบมาถามหาเพื่อนรุ่นเดียวกัน เหตุผลมันก็มีอยู่แค่ไม่กี่อย่างหรอก แล้วยิ่งเป็นเด็กใหม่อย่างแบคฮยอนด้วยแล้วน่ะนะ..


“ชอบชานยอลอ่อ?”


“เห้ย ไม่ใช่อย่างนั้นพี่”


เมื่อถูกถามออกมาแบบนั้นเด็กหนุ่มตัวเล็กก็รีบยกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน เรียกความสงสัยให้รุ่นพี่ทั้งสองเป็นอย่างมากโดยเฉพาะตอนที่กลีบปากเล็กเอาแต่บอกว่าไม่ใช่ เขาไม่ได้ชอบ แต่ทำไมแก้มขาว ๆ นั่นขึ้นสีล่ะ


ไม่เนียนเลยนะไอ่น้อง


“ใช่เร้อออ ไม่ชอบแล้วจะถามหาทำไม”


“ผมถามเฉย ๆ เว้ย ไม่ได้ชอบจริง ๆ”


อันที่จริงมันไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากจะมีนักเรียนชายสักคนแอบชอบผู้ชายด้วยกันเอง เพราะสังคมโรงเรียนเราก็มีอยู่แค่นี้ มองไปทางไหนก็ไม่มีพวกสาว ๆ ให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ จะมีก็แต่อาจารย์แก่คราวแม่ ไม่ก็พวกตุ๊ดแต๋วกล้ามบึก เพราะอย่างนั้นการที่จะหวั่นไหวกับผู้ชายหน่ะเป็นเรื่องปกติโคตร ๆ เลยล่ะ


“อ่ะ ๆ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ แล้วยังไงอ่ะ มีธุระกับมันหรอ” สุดท้ายก็เป็นอี้ชิงที่ยอมสงบศึกไม่ล้อเลียนรุ่นน้อง ทว่าซอกจินก็ยังไม่หยุดยักคิ้วหลิ่วตาแซวน้องไม่เลิก


“ก็ประมาณนั้นอ่ะพี่ พอดีผมมีเรื่องจะคุยกับพี่เขาหน่อยน่ะครับ แต่ว่าไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหน ผมเลยมาถามพวกพี่เผื่อจะรู้” น้ำเสียงแบคฮยอนติดงอแงเล็กน้อยเพราะถูกพวกรุ่นพี่สองคนตรงหน้าแกล้งเมื่อครู่ จู่ ๆ ก็มาบอกว่าเขาชอบพี่ชานยอลเนี่ยนะ


บ้า ไม่ได้ชอบโว้ย!


“ถ้าอยากเจอตอนนี้ก็คงยากหน่อย นี่มันยังปิดเทอมอยู่เลยนี่นะ”


“ใช่ ไอ้สามชานยอลนั่นมันกลับไปตั้งแต่อาทิตย์แรกแล้ว จะเจอได้อีกทีก็ต้องรอวันใกล้เปิดเทอมนู้นแหละ”



กึก!


ร่างกายของเด็กหนุ่มตัวเล็กชะงักนิ่งไปทันทีที่เขาได้ยินประโยคเมื่อครู่ “เดี๋ยวนะ พี่หมายความว่ายังไง”


“ก็หมายความตามที่พูดอ่ะ”


“พวกพี่เขาไม่ได้อยู่หอหรอกหรอครับ”


“อยู่แค่ตอนเรียน ปิดเทอมมันก็กลับบ้านทุกครั้ง นี่พี่ยังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมจู่ ๆ นายถึงมาถามหามัน” จบประโยคของอี้ชิง เด็กหนุ่มก็รู้สึกราวกับโดนน้ำเย็นสาดใส่หน้า เขารู้สึกชาวาบไปทั้งตัวเมื่อรู้ว่าคนที่เขาถามหาไม่ได้อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก


ถ้างั้นรุ่นพี่ชานยอลที่เขาเจอล่ะ..


“สรุปยังไงอ่ะ จะเอาเบอร์โทรไหมล่ะ พี่หาให้ได้นะ” เมื่อเห็นสีหน้าไม่ค่อยดีของรุ่นน้อง ซอกจินจึงเอ่ยปากช่วยโดยการให้เบอร์ชานยอลทั้งสามคนไปคุยติดต่อกันเอง ทีแรกกะจะหยอกเล่นหน่อยแต่พอเห็นสีหน้าจริงจังและดูจากที่วิ่งดักหน้าเข้ามาถาม อีกคนน่าจะมีเรื่องด่วนพอสมควร


“อ่า..ผมคิดว่า..มัน—ช่างเถอะครับ ไม่มีอะไรแล้ว ขอบคุณพี่ ๆ มากเลยครับ”


แบคฮยอนไม่รู้จะพูดอะไรต่อนอกเสียจากส่งยิ้มแห้งให้รุ่นพี่แล้วขอตัวลา ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหันหลังกลับมามองทั้งสองอีกครั้ง “คือ..”


“มีอะไรงั้นหรอแบคฮยอน” จากสีหน้ากับน้ำเสียงของรุ่นน้องแล้ว ดูเหมือนว่าแบคฮยอนจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น


“ไม่มีคนชื่อชานยอลอยู่ที่นี่จริง ๆ หรอครับ”


“ก็ไม่มีน่ะสิ” อี้ชิงตอบด้วยน้ำเสียงขบขัน “นายลองไปถามพวกปีสองดูรึยังล่ะ เผื่อมีคนที่นายกำลังตามหาอยู่ก็ได้”


“ผมคิดว่าพี่เขาน่าจะอยู่ปีสาม” ไม่ต้องคิดหรอก แบคฮยอนน่ะจำได้แม่นเลยว่าอีกฝ่ายเป็นคนพูดเองว่าอยู่ปีสาม


“ถ้างั้นก็อย่างที่บอกอ่ะ ไม่มีใครที่ชื่อชานยอลอยู่หอตอนนี้หรอก” หนุ่มชาวจีนไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นักว่าอะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กคนนี้ตามหาคนชื่อชานยอล—อาจจะรู้จักกัน—หรือเคยเจอกันมาก่อน


“อ่าครับ งั้นผมไม่รบกวนพวกพี่แล้วดีกว่า” “แบคฮยอน”


ยังไม่ทันพูดจบประโยค จู่ ๆ พี่ซอกจินก็เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ


“ค-ครับพี่”


“ชานยอลที่นายกำลังตามหาน่ะ หน้าตาเป็นยังไงหรอ”


ดวงตาของรุ่นพี่ไม่ฉายความรู้สึกใด ๆ ไม่รู้ว่าคิดไปเองไหมแต่ซอกจินคิดว่าเรื่องนี้มันมีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลเท่าไหร่นัก เขาจำได้ว่าครั้งแรกที่เห็นเจ้าเด็กรุ่นน้องคนนี้อีกฝ่ายก็ดูไม่น่าจะใช่บุคคลประเภทพิเศษแน่ ๆ


ซอกจินมั่นใจว่าแบคฮยอนไม่ใช่คนมีเซ้นส์เรื่องพวกนั้น


และก็หวังเอาไว้ว่ามันจะไม่ใช่—


“หน้าตาพี่ชานยอลหรอครับ..” เด็กหนุ่มลอบเลียริมฝีปากตัวเองด้วยความประหม่า “คือพี่เขาตัวสูง ๆ หน่อยครับ น่าจะร้อยแปดสิบกว่า ผิวขาว แล้วก็ดวงตากลมโต” แม้จะเป็นคนความจำดีแค่ไหนแต่กับการอธิบายลักษณะของใครสักคนทำไมมันยากแบบนี้ แบคฮยอนคิดไม่ออกว่าควรจะบอกจุดเด่นของอีกฝ่ายออกมาอย่างไร


แต่ที่ชัดสุด ๆ ก็คงเป็นดวงตากลมโตของนั่นแหละ สีของมันดำสนิทชวนให้หลงใหลอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลาถูกอีกคนจ้องมอง ราวกับว่าจะถูกดูดกลืนเข้าไปอยู่ในโลกอื่นอย่างไรอย่างนั้นเลย


“แล้ว.. รู้จักกันนานรึยัง”


“ก็เมื่อไม่นานมานี้เองครับ พอดีผมมีปัญหานิดหน่อยแล้วพี่เขามาช่วยไว้ ยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณพี่เขาเลย” เด็กหนุ่มตอบตามความจริงตามที่คิดไว้


“งั้นหรอ” ซอกจินครางรับพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย


“แล้วจำได้รึเปล่าว่าเจอกันครั้งแรกที่—” “ไอ้ซอกจิน”


เมื่อจบประโยคคำถามของอีกฝ่าย พี่อี้ชิงก็เรียกชื่อเพื่อนสนิทไว้ “อย่า-เด็ด-ขาด” รุ่นพี่ชาวจีนกระซิบลอดตามไรฟัน พลางจ้องหน้าอีกคนเขม็ง


“เออน่ามึง ก็กูอยากรู้นี่หว่า” เขาหันไปตอบเสียงเบาใส่เพื่อน ทว่าอี้ชิงกลับขึงตาใส่แล้วส่ายหน้าเบา ๆ เพราะเขารู้ว่าซอกจินกำลังคิดอะไรอยู่ และมันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่หรอกที่จะพูดกับเด็กตรงหน้า


“มีอะไรกันรึเปล่าครับ” แบคฮยอนเลิกคิ้วมองคนทั้งสองที่มีท่าทีแปลกไป ทว่าเขาได้รอยยิ้มเจื่อน ๆ ของพี่อี้ชิงกลับคืนมา


“ไม่มีอะไรหรอกแบคฮยอน ซอกจินมันถามไปเรื่อยเปื่อยอ่ะ นายกลับห้องเถอะ—”


“เฮ้ยมึงอย่าขัดกูดิ กูกำลังคุยกับน้องอยู่นะเว้ย”


“ถ้าจะเอาเรื่องนั้นมาอ้างถึงก็ไม่ต้องคุย”


“กูเปล่าอ้าง แต่กูอยากรู้นี่หว่าว่านั่นใช่เขาจริง ๆ ไหม”


“จะใช่หรือไม่ใช่มันก็ไม่ใช่เรื่องของเราป้ะวะ ไปอาบน้ำได้แล้ว”


“มึงไปก่อนเลย กูจะคุยกับน้องก่อน” ชายหนุ่มตัวสูงสะบัดแขนเพื่อนชาวจีนออกก่อนจะเดินมายืนประจันหน้าเด็กรุ่นน้องอีกครั้ง ทว่ากลับถูกอี้ชิงดึงรั้งไว้อีกก่อนจะลากดึงไปอีกทางท่ามกลางความตกใจของแบคฮยอน


“อะไรของมึงวะอี้ชิง กูก็แค่จะถามเท่านั้น ไม่ได้คิดจะทำอะไรสักหน่อย” เมื่ออยู่ไกลออกจากเด็กรุ่นน้อง ซอกจินก็พูดใส่อารมณ์กับเพื่อนทันที


“แต่มึงกำลังจะถามน้องด้วยคำถามบ้า ๆ ฟังแค่นี้ก็รู้แล้วป้ะวะว่ามันไม่ปกติ”


“แล้วยังไงวะ มึงจะปล่อยให้น้องตามหาเขาอย่างนั้นหรอ มึงจำไม่ได้หรอวะว่าเพราะเราปล่อยไปแบบนี้ไงมันถึงเกิดอะไร—“


“หยุดพูดถึงเรื่องนั้น!”


เสียงแข็งกร้าวของอี้ชิงดังขึ้นจนแบคฮยอนที่อยู่ถัดออกไปสะดุ้ง เขากระพริบตามองรุ่นพี่ทั้งสองที่ดูเหมือนว่ากำลังมีเรื่องผิดใจกันอยู่ โดยเฉพาะสีหน้าโกรธเคืองของพี่อี้ชิง


ให้ตายสิ นี่มันเรื่องอะไรกัน


“มึงควรยอมรับความจริงอี้ชิง อดีตก็คืออดีต เราทำอะไรไม่ได้แล้ว แต่อนาคตเราแก้ไขได้” ยอมรับว่ารู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนโกรธ แต่ซอกจินก็ยอมไม่ได้เหมือนกันถ้าหากปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปอีกครั้ง


โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนคนนั้น



“ถ้าน้องรู้น้องอาจจะไม่ไปยุ่ง เราควรบอก ไม่ใช่ปล่อยไปเหมือนคราวนั้น” ใช่—พวกเขาต่างจำได้ดีว่าเรื่องราวในอดีตมันเป็นอย่างไร รู้แล้วว่าการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมจะไม่ทำให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก ซอกจินคิดว่าเขาควรบอก และอี้ชิงเองก็ไม่ควรยึดติด


ครู่ต่อมาเหมือนว่าเพื่อนชาวจีนจะใจเย็นขึ้น พวกเขาพรูลมหายใจออกมาพร้อมกัน อี้ชิงหันหน้าหนีไปทางอื่นเพราะไม่คิดว่าเรื่องราวที่เคยลืมเลือนไปแล้วกำลังหวนกลับมาอีกครั้ง ทั้งที่คิดว่าทุกอย่างมันควรจะจบ


แต่เปล่าเลย มันกำลังจะเริ่มขึ้นต่างหาก


แล้วหมากเดินเกมไม่ใช่ใครที่ไหน


เด็กคนนั้นไง—บยอนแบคฮยอน




เมื่อเห็นว่าอี้ชิงนิ่งไปแล้ว ซอกจินจึงยกมือตบบ่าอีกฝ่ายเบา ๆ ก่อนจะปลีกตัวเดินไปหาเด็กหนุ่มที่ยังยืนอยู่ที่เดิม แบคฮยอนดูท่าจะแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ สีหน้าสลดเหมือนลูกหมามันทำให้ซอกจินคิดว่าตัวเองต้องทำอะไรสักอย่าง


“พวกพี่.. โอเคใช่ไหมครับ” เขาถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะฉากที่ทั้งสองปะทะอารมณ์ใส่กันมันดูน่ากลัวมาก หรือว่าเรื่องที่เขาถามมันทำให้พี่ทั้งสองผิดใจกัน


“ไม่มีไรหรอก เรามาพูดเรื่องของนายต่อเถอะ” เขาเหลือบมองเพื่อนตัวเองที่กำลังเดินเข้ามาสมทบ สีหน้าของอีกฝ่ายดูไม่ติดใจอะไรแล้ว ทว่ายังแววตายังมีความหงุดหงิดปนเล็กน้อย


“สรุปแล้วเจอกันที่ไหนอ่ะ” ไม่ทันจะได้นึกสงสัยอะไรไปมากกว่านี้ พี่ซอกจินก็ถามขึ้นมา เขาลอบมองใบหน้าของรุ่นพี่ทั้งสองสลับกันก่อนจะเริ่มพูด


“ก็..ก่อนที่จะย้ายมานอนตึกห้ากับพวกพี่อ่ะครับ” เด็กหนุ่มตอบ “วันนั้นผมเจอพี่เขาไปอาบน้ำที่ตึก—” เสียงของเขาขาดห้วงไปในตอนท้ายพร้อมกับความจริงบางอย่างที่ปรากฏขึ้น


“—ตึกสาม”


“...”


“...”


“...”



พวกเขาทั้งสามคนมองหน้ากันโดยที่ไม่มีใครปริปากพูดอะไร แววตาของแบคฮยอนก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละนิดเมื่อคิดเรื่องนี้ได้ นั่นสิ ทำไมเขาถึงไม่เอะใจมันเลยสักนิด นี่ไม่ต่างอะไรกับสุภาษิตที่ว่าเส้นผมบังภูเขาเลยด้วยซ้ำ


โรงเรียนประจำทุกแห่งย่อมมีกฎ เพื่อความเป็นระเบียบวินัยและความปลอดภัยของทุกคน


กฏของเด็กหอคือ ห้ามข้ามตึก


ไม่มีปีหนึ่งคนไหนสามารถเข้ามานอนตึกปีสามได้ถ้าหากไม่มีอาจารย์อนุญาต


เช่นเดียวกัน—ไม่มีปีสามคนไหนสามารถไปอาบน้ำที่ตึกปีหนึ่ง


จู่ ๆ บรรยากาศรอบด้านที่เคยพลุ่กพล่านไปด้วยผู้คนก็เงียบงันทันที อาจเป็นเพราะต่างคนต่างเดินเข้าไปทำธุระส่วนตัวแล้ว จะมีก็แต่อี้ชิง ซอกจิน และแบคฮยอนที่ยืนมองหน้ากันด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก อากาศตรงระเบียงทางเดินเย็นวูบขึ้นมาในทันใด


มันจะเป็นไปได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ ...


ไม่ใช่หรอกแบคฮยอน ...


มันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ ...


“แบคฮยอน พี่ว่าเราต้องคุยกันหน่อยแล้วล่ะ”















________________________















เวลาเกือบเที่ยงคืนของวันศุกร์เป็นช่วงเวลาที่เงียบที่สุดจนแบคฮยอนรู้สึกไม่ชอบใจ ทั้งที่มันอาจจะเป็นคืนศุกร์สุดท้ายที่เขาจะได้นอนห้องแห่งนี้ ทว่าเขากลับรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อคิดว่าต้องกลับไปอยู่ในที่ของตัวเอง


มันเป็นความรู้สึกวูบโหวงแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นมาสักพัก


อาจจะเพราะว่าเรื่องบางอย่างที่ติดค้างอยู่ในความคิดมันทำให้เด็กหนุ่มคิดมาก แบคฮยอนนึกไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าจะย้อนตัวเองกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอย่างไร เขาควรจะเริ่มหาความจริงที่ไหน และอะไรคือสาเหตุที่ทำให้กลายเป็นเขา


ทำไมต้องเป็นแบคฮยอน


เพราะเรื่องนี้ทำให้เด็กหนุ่มนอนไม่หลับ เขาพยายามหาเหตุผลมารองรับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่สามารถทำได้ แบคฮยอนไม่เข้าใจเลยสักนิด—ทำไมมันถึงยากเย็นนักกับการตามหาใครสักคนที่หายตัวไปราวกับไม่มีตัวตน


มันประหลาดเกินไป และเขาก็คิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ


เสียงคนเดินจากด้านนอกทำให้เด็กหนุ่มที่นอนเตียงสุดท้ายเหลือบตามองที่ประตู คิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มของพวกรุ่นพี่ที่เพิ่งกลับจากห้องอื่น พวกเขาพูดคุยเสียงดังกันอย่างออกรส ดูคึกครื้นสมกับเป็นคืนที่อาจารย์ปล่อยตามอัธยาศัย


และเมื่อบานประตูไม้ถูกเปิดออก ก็เผยให้เห็นกลุ่มวัยรุ่นชายคุ้นหน้าหลายคนเดินเข้ามาด้านใน แบคฮยอนสังเกตได้ว่าเป็นกลุ่มของพี่ซอกจิน ทั้งที่คิดว่าจำนวนคนเข้ามาก็น่าจะครบตามจำนวนที่ออกไป


ทว่ากลับมีใครอีกคนที่ยังยืนอยู่ตรงประตู


ร่างสูงใหญ่ตรงนั้นมันทำให้แบคฮยอนเผลอคิดไปถึงเหตุการณ์ในอดีต ร่างกายของเขากระตุก ทว่ามันกลับไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะจิตใต้สำนึกกำลังบอกเขาว่าไม่มีอะไรต้องกลัว เด็กหนุ่มพยายามเพ่งสายตามองให้ชัด อีกฝ่ายอาจจะเป็นรุ่นพี่ในรุ่นที่ยังไม่เข้าห้อง ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงไม่ยอมเดินเข้ามา แต่เมื่อจ้องมองลักษณะของผู้ชายคนนั้น ชั่วขณะมันทำให้แบคฮยอนนึกถึงใครคนหนึ่ง





“พี่ชานยอล…”




น้ำเสียงของเด็กหนุ่มแผ่วเบาราวกับเสียงลมพัด แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นคนที่ตามหามาทั้งอาทิตย์ อีกฝ่ายยืนนิ่งอยู่หน้าห้องราวกับว่าทางนั้นเองก็มองมายังแบคฮยอนเช่นเดียวกัน


แม้จะยืนอยู่ในที่ย้อนแสง แต่แบคฮยอนกลับเห็นคนตรงนั้นชัดเจน ใบหน้าของเจ้าตัวเรียบนิ่ง ไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ใด ๆ มันให้ความรู้สึกคล้ายกับว่าแบคฮยอนกำลังมองรูปปั้น และขณะเดียวกันร่างสูงที่เคยยืนอยู่นั้นก็หมุนตัวเดินออกไปอย่างเชื่องช้า


โดยไม่ต้องคิด เแบคฮยอนดีดตัวขึ้นจากเตียงนอนด้วยความรวดเร็ว ส่งผลให้คยองซูที่กำลังจะหลับถึงกับสะดุ้งตื่นทันที ดวงตากลมโตกระพริบมองเตียงข้าง ๆ ด้วยความง่วงงุน เขาเห็นเพื่อนสนิทกำลังลุกออกไปด้วยท่าทีเร่งรีบ



“แบคฮยอน นั่นมึงจะไปไหน”



ดูเหมือนว่าแบคฮยอนจะไม่ได้สนใจเสียงเรียกของของเขา คยองซูจึงลุกขึ้นนั่งแล้วเอ่ยปากเรียกเพื่อนอีกครั้ง “แบคฮยอน”  ทว่าอีกฝ่ายเอาแต่สาวเท้าไปยังประตูหน้าห้องเหมือนกำลังตามอะไรบางอย่าง



บางอย่างที่อยู่ข้างนอกนั่น บางอย่างที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่คยองซูสัมผัสได้ว่าทิศทางที่เพื่อนกำลังเดินไป



มันไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน
















________________________










‘อันที่จริง มีอยู่คนหนึ่งที่คิดว่าน่าจะใช่ แต่ว่า..เขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว’


‘พี่ว่านายต้องเคยได้ยินเรื่องเด็กที่ถูกแทงตายในห้องน้ำตึกสามในคืนวันศุกร์ไหม ใคร ๆ ก็เล่าปากต่อปากว่าเรื่องมันผ่านมาเป็นสิบ ๆ ปี แต่ความจริงน่ะ..มันมีมากกว่านั้น’


‘คนที่นายเจอ... อาจจะเป็นปาร์คชานยอลรุ่นพี่ของพวกเรา แต่ว่าพี่เขาถูกแทงตายในห้องน้ำ แต่ไม่ใช่ศุกร์ 13 อย่างที่เล่ากันมา ข่าวการตายของพี่เขาเงียบมาก น้อยคนที่รู้เพราะเรื่องมันเกิดขึ้นในวันปิดภาคเรียนพอดี’


‘ไม่มีใครรู้ตัวคนร้ายด้วยซ้ำ บ้างก็บอกว่ามีโรคจิตแอบเข้ามาในโรงเรียนแล้วพี่เขาดันโชคไม่เข้าข้างเลยถูกแทงตายในนั้น บอกตามตรงว่าเรื่องมันแหม่ง ๆ แม้กระทั่งอาจารย์ยังไม่มีใครกล้าพูดถึงเลยสักคน’


‘ตำรวจที่ทำคดีนี้ก็ปิดคดีโคตรเร็ว ไม่มีการตรวจสอบอะไรทั้งนั้น จากวันนั้นมาถึงตอนนี้ก็เกือบหกปีแล้วมั้ง ยังตามจับคนร้ายไม่ได้อยู่เลย’


‘ด้วยความหวังดีนะแบคฮยอน พี่ไม่อยากให้นายเข้าไปยุ่ง อะไรที่เราไม่สมควรรู้น่ะก็อย่าไปดิ้นรนเพื่อที่จะรู้มันเลย’


‘ว่าแต่.. นายกลัวผีไม่ใช่รึไง ทำไมถึง...’












นั่นสิ... ทั้ง ๆ ที่เขากลัวสิ่งลี้ลับสุดใจ แต่ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้


จากคำบอกเล่าของรุ่นพี่ทำให้แบคฮยอนต้องขบคิดอย่างหนัก เขาไม่ได้ตกใจเรื่องการฆาตกรรมในห้องน้ำตึกสาม แต่ที่นิ่งค้างไปนาน ๆ เพราะตนดันลืมฉุกคิดว่าความจริงแล้วสายชั้นอื่นไม่สามารถขึ้นมาบนตึกได้


จุดเล็กแค่นิดเดียวทำให้ทุกอย่างแนบเนียนอย่างไม่มีอะไรน่าสงสัย


ไม่สิ มันต้องไม่ใช่อย่างนั้น จู่ ๆ จะให้มายอมรับกันง่าย ๆ มันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะสำหรับเขาแล้วเรื่องพวกนี้มันบ้าเกินไป มันหนักหนาเกินกว่าจะเชื่อได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือเรื่องจริง อย่างไรเขาก็ไม่มีวันเชื่อ ถ้าหากไม่ได้พิสูจน์


และตอนนี้แบคฮยอนก็กำลังค้นหาความจริง


โดยไม่รู้ตัว สองขาได้พาตนเองเดินออกมาจากตึกห้า ดวงตาเรียวเล็กเอาแต่มองตามแผ่นหลังกว้างของคนตัวสูง อีกฝ่ายเดินมุ่งตรงไปโดยไม่มีท่าทีว่าจะหันกลับมามองด้านหลัง ทั้งอากาศเย็นเฉียบพัดบาดผิวแก้มจนรู้สึกหนาวสั่น ไหนจะความมืดรอบด้านที่ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกวังเวงอยู่ไม่น้อย ทว่าสมาธิของเขากลับจดจ่อกับการเดินคนตรงหน้าไปอย่างเงียบเชียบ


และต่อให้หนทางที่เขากำลังจะเผชิญต่อไปนี้จะนำพาสิ่งที่ไม่ควรพบเจอก็ตาม แบคฮยอนก็ไม่ได้คิดว่านั่นจะเสียหายอะไร


มันคงไม่มีอะไรน่ากลัวไปมากกว่าการถูกหลอกให้เชื่อใจหรอก







สิ่งที่ทำให้โดคยองซูตกใจคงไม่ใช่เพื่อนที่เอาแต่หมกหมุ่นกับเรื่องอะไรบางอย่าง จากการเป็นเพื่อนสนิทมาหนึ่งเทอมเต็ม ๆ นั่นทำให้เขารู้ว่าเจ้าเพื่อนคนนี้เป็นพวกชอบจดจ่อ หากสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วก็จะล้วงลับทุกอย่างจนรู้แจ้ง


แต่มันต้องไม่ใช่กับเรื่องนี้สิวะ!


แบคฮยอน มึงลืมไปหรือเปล่าว่ามึงน่ะ กลัวผี!!


สองเท้าสวมสลิปเปอร์ก้าวตามเพื่อนอย่างแวดระวัง เขาหันไปมองด้านหลังเป็นระยะเพราะกลัวว่าพวกอาจารย์จะเห็นว่าเขากับเพื่อนกำลังเดินออกจากตึกในเวลานี้ ไฟฉายในมือกำแน่นและเขาก็สัมผัสได้ว่าด้ามจับของมันเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อของตัวเอง


ให้ตายเถอะ ไอ้แบคฮยอน มึงกำลังทำเรื่องเชี่ยไรวะเนี่ย!


เคยเห็นในทีวีว่าคนที่ถูกสะกดจิตมักจะไม่สนใจสิ่งรอบข้าง และตอนนี้บยอนแบคฮยอนก็ไม่ได้ต่างเลยสักนิด เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหัน เพราะเพื่อนตัวเล็กเอาแต่เดินตรงไปข้างหน้าเหมือนกำลังตามบางอย่างไป


บางอย่างที่คยองซูคิดว่าตัวเองมองไม่เห็น


แต่แบคฮยอนเห็นมัน— “เชี่ย”


ทว่าไม่ทันไรเด็กหนุ่มก็หลุดอุทานออกมา แบคฮยอนหยุดเดินจนเขาแทบกระแทกเข้าให้ อยากจะอ้าปากด่าแต่ก็ต้องนิ่งค้างไปเมื่อเห็นว่าตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในส่วนไหนของโรงเรียน




ตึกสาม




อาคารสี่ชั้นตั้งตระง่านอยู่ตรงหน้าด้วยสภาพที่ไม่จืดตานัก อาจเป็นเพราะผู้อำนวยการสั่งบูรณะใหม่ จึงมีสแลนสีฟ้าล้อมรอบบางส่วนของตึกเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เศษวัสดุหล่นใส่คนที่อยู่ด้านล่าง ดูเหมือนว่าคนงานจะยังเก็บงานไม่เรียบร้อยนักจึงมีพวกเศษท่อและสายไฟเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น


“แบคฮยอ—” “เงียบก่อน”


ทั้งที่คิดว่าเพื่อนอาจจะอยู่ในภวังค์แต่กลับไม่ใช่ แบคฮยอนมีสติดีครบถ้วน และตอนนี้เขากำลังกวาดสายตามองรอบตึกที่ไม่มีแม้แต่แสงสว่าง กระทั่งต้องเพ่งสายตาเพื่อมองหาใครคนนั้นที่เขาเดินตามมาเมื่อครู่


หายไปไหนแล้ว


“มึง กลับเหอะว่ะ กูว่ามันชักจะไม่ค่อยดีแล้ว” ใช่ มันไม่ดีเลยสักนิดที่จู่ ๆ มึงก็ลุกเดินออกมาแล้วกูดันเสือกรักมึงมากเหมือนกันก็เลยตามมึงออกมาด้วยเนี่ย!


“ยังไม่ใช่ตอนนี้”


“ไอ้เชี่ย แล้วมึงต้องรอให้ถึงตอนไหนวะ ไหนมึงบอกว่ากลัวผีไง”


“เออ ตอนนี้กูกลัว”


“ถ้ากลัวแล้วมึงรู้ตัวไหมว่าตอนนี้มึงกำลังอยู่ที่ไหน”


“ตาก็ไม่ได้บอดนี่ มึงจำตึกนอนตัวเองไม่ได้หรอ”


“แบคฮยอน ขอร้องล่ะ อย่าเพิ่งมาต่อปากต่อคำกับกูตอนนี้เลย เรากลับกันเถอะ” หากตอนนี้เพื่อนคนอื่นมาเห็นคยองซูเข้า ก็คงต้องเข้าใจเหมือนกันหมดแน่ ๆ ว่าแท้จริงแล้วคนที่กลัวผีน่ะไม่ใช่แบคฮยอน แต่เป็นเขาต่างหาก


แต่ใคร ๆ มันก็กลัวผีไม่ใช่รึไงวะ


แบคฮยอนไม่ได้สนใจคำพูดของเพื่อนมากนัก เขากวาดสายตามองบริเวณรอบ ๆ อย่างใจเย็น แม้ความจริงแล้วฝ่ามือของเขาจะสั่นอยู่ก็ตาม ใครว่าเขาไม่กลัวล่ะ กลัวจนเข่าแทบอ่อนพับลงไปกับพื้นอยู่แล้ว แต่เพราะมีบางอย่างกำลังบอกเขาว่าอย่าเพิ่งล้ม ถ้าหากข่มใจอดทนไม่ได้ตอนนี้ การที่เดินถ่อมาถึงที่นี่ก็จะไม่มีประโยชน์อะไร


“คยองซู สารภาพกับกูมาตามตรงนะ” จู่ ๆ แบคฮยอนก็หันมามองเพื่อนสนิทด้วยสีหน้าจริงจัง


“มึงยังอยากเจอพี่ชานยอลอยู่ไหม”


!!!!!!


“มึง กูไม่ตลกนะเว้ย” คยองซูคิดว่าเรื่องนี้มันไม่ชอบมาพากลจริง ๆ แบคฮยอนกำลังทำเขากลัว


“แล้วกูพูดเล่นหรอวะ” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมองคนตรงหน้า พลางลอบสังเกตอีกฝ่ายแล้วก็จับอะไรบางอย่างในตัวคยองซูได้


“ก็ไหนมึงบอกว่าอยากเจอพี่เขาไง”


“บางทีมึงก็ต้องคิดบ้างป้ะวะว่ากูประชด” ไอ้ห่านี่ ต้องให้กูร้องไห้โชว์ก่อนไหมมึงถึงจะยอมพากูกลับน่ะห้ะ ว่าแล้วก็อยากร้องไห้ขึ้นมาจริง ๆ


ไหนใครบอกว่าไอ้แบคฮยอนมันกลัวผีจนขี้ขึ้นสมอง


เชิญมึงเดินมาลองล่าท้าผีกับมันตอนนี้เลย!


“ช่างมึงเถอะ จะประชดหรือไม่ก็ช่างมึง”


“...”


“แต่กูอยากเจอ”


โอ้โห้ ถามความเห็นกูหน่อยเถอะเพื่อน พอมึงพูดว่าอยากเจอขนแขนกูพร้อมใจกันลุกพรึบพรับเลยโว้ย


“มึงต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ตั้งสตินะเพื่อน นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะเว้ย มึงไม่รู้ตัวหรอว่ามึงกำลังเล่นกับสิ่งที่มองไม่เห็น—”


“มึงก็รู้ว่ากูเห็น!”


เด็กหนุ่มตาโตชะงักนิ่งไปเมื่ออีกฝ่ายพูดตะหวาดใส่ คยองซูตกใจเพราะไม่เคยเห็นท่าทีแบบนี้ของเพื่อนเลยสักครั้ง ดวงตาของแบคฮยอนแข็งกร้าวราวกับไม่ใช่เพื่อนที่เขารู้จัก มันทำให้ความรู้สึกบางอย่างเริ่มกัดกินใจเขาไปทีละนิด


“กูคิดว่าเราจะสนิทกันมากกว่านี้ซะอีก”


น้ำเสียงของอีกฝ่ายสลดลงอย่างเห็นได้ชัด และถ้าหากคยองซูไม่ได้คิดไปเอง เขาเห็นแววตาตัดพ้อของแบคฮยอน


“ถ้ามึงรู้ตั้งแต่แรกแล้วทำไมถึงไม่บอกกูวะ มึงปล่อยให้กูต้องเจอกับเรื่องเหี้ยอะไรก็ไม่รู้คนเดียวแบบนี้หรอ” หากนี่คือห้วงอารมณ์ของความน้อยใจ แบคฮยอนก็สารภาพตามตรงเลยว่าเขากำลังรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ


“แบคฮยอน เรื่องนี้เรากลับไปคุยกันที่ห้องเถอะ”


“กูไม่กลับจนกว่ากูจะรู้ความจริงทั้งหมด”


“งั้นกูถามหน่อยว่าถ้าเกิดมึงรู้แล้วมึงจะทำยังไงต่อวะ”


เด็กหนุ่มถามคนตรงหน้าอย่างนึกสงสัย เขาจะไม่อะไรเลยถ้าหากแบคฮยอนมีแผนรับมือสำหรับเหตุการณ์นี้ แต่ที่ทำอยู่ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการพาตัวเองเข้าไปตายเหมือนพวกตัวเสือกในหนังสยองขวัญเลยสักนิด


“ถ้ามึงรู้ว่าเขาเป็นผีแล้วมึงรับได้งั้นหรอวะ”


“เขาอาจจะไม่ใช่ก็ได้”


ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ตาม แบคฮยอนก็ยังไม่ปักใจเชื่อเด็ดขาดว่ารุ่นพี่คนนั้นจะไม่ใช่มนุษย์ คนอื่นไม่ได้รับรู้เลยด้วยซ้ำว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา ถ้าไม่ได้อีกฝ่ายช่วยไว้จะเกิดอะไรขึ้น แล้วมันเมคเซ้นส์ตรงไหนถ้าหากว่ารุ่นพี่เป็นแค่วิญญาณจริง ๆ ทำไมถึงต้องเข้ามาช่วยเขาตั้งหลายครั้ง ไหนจะเนื้อตัวที่จับต้องได้ แล้วไหนจะความรู้สึกปลอดภัยเวลาได้อยู่ใกล้ ๆ นั่นอีก


คนเรามันควรรู้สึกแบบนี้เวลาอยู่กับสิ่งลี้ลับจริง ๆ หรอ เราสมควรรู้สึกกลัวมากกว่าไม่ใช่รึไง แต่พี่ชานยอลไม่ใช่ แบคฮยอนไม่เคยรู้สึกแบบนั้น แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างมันต้องมีเหตุผล เพราะเช่นนั้นการมายืนอยู่ตรงนี้ก็เพื่อจะยืนยันเรื่องราวทั้งหมด


ว่าแท้จริงแล้วอีกฝ่ายเป็นอะไรกันแน่


“เรื่องนี้มันชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วแบคฮยอน” คยองซูพูด ทุกอย่างมันชัดเจนขนาดนี้แล้วทำไมยังจะต้องหาเรื่องพิสูจน์อีก


“พี่เขาไม่ใช่คน และมึงก็ปฏิเสธไม่ได้—”




พรึบ!!!




ไม่ทันพูดจบก็ต้องพบกับเรื่องที่ทำให้ทั้งสองหยุดมองอย่างไม่เชื่อสายตา ตึกสามที่เคยมืดสนิทกำลังสว่างจ้าเพราะไฟระเบียงชั้นสามเปิดพร้อมเพรียงกันอย่างอัตโนมัติ ลมวูบใหญ่พัดผ่านพวกเขาจนรู้สึกเย็นยะเยือก


และให้ตายเถอะ นี่มันยิ่งกว่าที่เคยดูมาจากในหนังผีเสียอีก


ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้คนทั้งสองอยู่ในสภาพไหน หากมีเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ พวกเขาก็คงอยู่ในเกณฑ์ใกล้ช็อกตายแล้วก็ได้ ความรู้สึกวูบวาบที่สันหลังมันทำให้แบคฮยอนเลือกที่จะเขยิบเข้าไปใกล้เพื่อนสนิททันที และคงไม่ได้มีแต่เขาที่ทำแบบนั้น เพราะตอนนี้คยองซูก็เบียดตัวชิดเขาไม่ต่างกัน


“มึงคิดว่าตอนนี้เราจะหันหลังกลับทันไหมวะ”


คยองซูถาม บอกตามตรงว่าไม่กล้าเสี่ยง ทั้งที่อาคารตรงหน้าคือที่อยู่พักพิงของเขาในช่วงหนึ่งเทอมที่ผ่านมา ทว่าตอนนี้สภาพของมันไม่ได้ชวนให้อยากเดินเข้าไปด้านในนัก และการที่จู่ ๆ ไฟก็เปิดพร้อมกันแบบนี้มันโคตรจะไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด


บรรยากาศที่เงียบผิดปกติด้านนอก ทำให้แบคฮยอนได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกของตัวเอง ได้ยินแม้กระทั่งเสียงก้อนเนื้อกลางอกเต้นตุบ ๆ ด้วยจังหวะหนักหน่วง และหากลองตั้งใจฟังอีกสักนิด เขาก็ได้ยินเสียงประหลาดบางอย่างแทรกซ้อนขึ้นมา


ไม่ใช่เสียงลมพัด ไม่ใช่เสียงเสียดสีของต้นไม้


ไม่ใช่เสียงพูดกระซิบของใคร


แต่เป็นเสียงกระทบเบา ๆ


คล้ายกับเสียงรองเท้าลงน้ำหนักบนพื้น







ตึก ตึก ตึก






ดวงตาเรียวกวาดมองรอบข้างอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เขาคิดว่าตัวเองจะทำใจได้กับเรื่องที่กำลังจะเผชิญหน้า แต่เปล่าเลย—แบคฮยอนก็คือแบคฮยอน กลัวเรื่องลี้ลับอย่างไรก็ยังรู้สึกหวาดกลัวเหมือนเช่นเคย ไอ้เมื่อครู่ที่กล้าเดินตามออกมาก็เกิดจากการรวบรวมความกล้าทั้งนั้น


“กูว่าเรามาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้วว่ะ”


และแบคฮยอนคิดว่าเขาอาจจะต้องรวบรวมมันอีกครั้ง



“เราจะขึ้นตึกสามกัน”



เมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อน คยองซูถึงกับเบิกตากว้างมองทันที “มึงบ้าอ่อวะเพื่อน ก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรอว่านี่มัน—” ผีชัด ๆ เด็กหนุ่มเลือกที่จะเลี่ยงพูดออกไปตรง ๆ ให้ตายเถอะ ไอ้ก่อนหน้านั้นที่เผลอหลุดปากพูดไม่ดีออกไปนั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ไฟติดขึ้นมาเฉย ๆ ก็ได้


นี่เจอของจริงให้แล้วรึไงวะเนี่ย


“กูรู้ว่ากูกำลังจะเจอกับอะไร” แบคฮยอนตอบและก็สัมผัสได้ว่าเสียงของตนกำลังสั่น “ไม่ใช่ว่ากูไม่กลัวนะเว้ย แต่ถ้ากูไม่เข้าไปตอนนี้ กูก็จะไม่รู้เหตุผลว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้”


“ถ้าหากว่าเป็นผีจริง ๆ ทำไมพี่เขาต้องมาปรากฏตัวให้กูเห็น”


ขณะที่พูดแบคฮยอนก็จ้องไปยังทางเข้าของตึกตรงหน้าที่มีไฟดวงหนึ่งเปิดอยู่


“คยองซู มึงไม่คิดหรอวะว่านี่อาจจะเป็นชะตากรรมของเรา”


สายตาของเขาเห็นแผ่นหลังกว้างคุ้นเคยที่ยืนอยู่ตรงนั้น


“เชื่อเถอะว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก”


ขณะเดียวกันใบหน้าของอีกฝ่ายค่อย ๆ หันมองอย่างเชื่องช้า


“ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันคือความตั้งใจ”


กระทั่งสายตาของเราทั้งคู่สบกัน




ใช่—มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญจริง ๆ



























TBC..











เอาเลยเพื่อน เต็มที่ไปเร้ย




________________________

เราคิดว่าบางทีตัวเองควรจะทำสารบัญกันลืมให้คนอ่านดีกว่า
เช่นว่า..เอ้ะ ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้างนะ
ลืมไปหมดแล้ว แต่ก็ขี้เกียจวนไปอ่านใหม่
เพราะงั้นเดี๋ยวจะมีสรุปให้สั้น ๆ นาจา
จุ้บ

#ฟิคคืนศุกร์






TF:)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

173 ความคิดเห็น

  1. #165 Youcantbeme (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 23:04
    หลอนเป็นบ้า แต่เขียนดีแบบต้องยกนิ้วให้
    #165
    0
  2. #133 ssan2 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 00:28
    โอ่ยยยลุ้นนน
    #133
    0
  3. #103 little daffodil (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 00:13
    ชานยอลน่ากลัวหน่อยๆแล้วอะ ทำไมต้องทำแบบนี้นะ
    #103
    0
  4. #73 zxcnonnam12345 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 02:34
    หลอนนไวไบบไบไ อย่าหลอนมากเลยยย กลัวว
    #73
    0
  5. #69 aunaunmtyj (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 01:41
    ใจสู้ไปด้วยกันถึงแม้จะกลัวแทบฉี่แตก แง่
    #69
    0
  6. #58 Ms.CB (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 17:58
    คือถ้าเป็นคยองซูก็คือวิ่งแล้วค่ะ วิ่งกลับหอ555555
    #58
    0