(exo) FRIDAY NIGHT - chanbaek

ตอนที่ 5 : EP 3.1 : Yearbook

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 521
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    13 เม.ย. 61













FRIDAY NIGHT









เรื่องเล่าในโรงเรียน หลายคนอาจจะเจอมาไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละที่ก็มีตำนานเรื่องเล่าขานต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับสิ่งที่ดีบ้าง หรือสิ่งไม่ดีบ้าง  แน่นอนว่ามันรวมถึงเรื่องลี้ลับที่ไม่ว่ากี่รุ่นต่อกี่รุ่นก็สามารถนำมาเล่าต่อสร้างความหวาดกลัวให้ผู้รับฟัง


บางเรื่องถูกปั้นแต่งขึ้นมาบ้าง บางเรื่องก็เป็นเรื่องจริง


และสิ่งที่ผมจะมาเล่าในวันนี้ ไม่ว่าพวกคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม


แต่สำหรับผมแล้ว..


...






“แบคฮยอน เดี๋ยวช่วยขนหนังสือกองนี้ไปจัดเข้าชั้นให้ทีนะ”


เสียงอาจารย์บรรณารักษ์ดังขึ้นเรียกความสนใจของเจ้าของชื่อให้ละสายตาออกจากหนังสือตรงหน้า “ได้ครับอาจารย์” บยอนแบคฮยอนขานรับพร้อมกับปิดหนังสือนวนิยายที่กำลังอ่าน เขาเดินไปยกหนังสือกองที่อาจารย์ว่าก่อนจะนำไปเก็บในชั้นตามหมวดหมู่


แม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาปิดเทอม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าห้องสมุดในโรงเรียนจะไม่มีใครเข้ามาใช้ ยังมีเด็กหอชั้นปีอื่น ๆ แวะเวียนเข้ามา บ้างก็หาหนังสืออ่าน แต่ส่วนใหญ่เขาก็เห็นแค่กลุ่มคนที่มาหาความเย็นจากเครื่องปรับอากาศเท่านั้น


ก็ถือว่าครึกครื้นดีสำหรับช่วงปิดเทอม


แบคฮยอนมาช่วยเป็นอาสาสมัครในห้องสมุด ไม่ใช่ว่าขยันหรืออะไรหรอกนะ แต่ว่าการปิดเทอมที่เอาแต่อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรเลยเขาก็รู้สึกว่าชีวิตมันเปล่าประโยชน์มาก จึงชวนเพื่อนสนิทอย่างคยองซูมาช่วยที่นี่ แน่นอนว่าไอ้เพื่อนตัวดีมันยอมตกลงอย่างง่ายดาย



เหตุผลก็ง่าย ๆ อยากตากแอร์นั่นแหละ


ก็สนุกดี ไม่มีอะไรยากกว่าที่คิด แม้จะงานหนักหน่อยตรงที่ต้องมานั่งแยกหนังสือเป็นกอง ๆ แล้วเอาไปเรียงในชั้น โดยเฉพาะบัตรยืมด้านหลังที่บางอันก็หายไป บางอันก็ขาดแหว่งจนต้องมานั่งเปลี่ยนใหม่ตั้งหลายเล่ม ถึงแม้ว่าตอนนี้โรงเรียนจะทันสมัยด้วยการยิงบาร์โค้ดพร้อมกับบัตรนักเรียน ไม่ต้องมาเขียนวุ่นวายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว


แต่แบคฮยอนก็ไม่ได้รู้สึกว่าการที่เขียนยืมหนังสือในบัตรยืมมันดูเชยหรอกนะ ยังไงซะ เมื่อก่อนเทคโนโลยีมันอาจจะยังไม่เข้าถึงมากก็ได้ โดยเฉพาะกับห้องสมุดเก่าของโรงเรียนที่อยู่มาเป็นร้อย ๆ ปีแบบนี้ แม้ว่าภายในจะถูกบูรณะให้ใหม่ตามงบประมาณ


แต่ก็ต้องยอมรับแหละว่าลึก ๆ แล้วบรรยากาศมันก็ชวนให้หลอนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน


ตอนที่อาสามาช่วย แบคฮยอนก็คิดเอาไว้ว่าอาจจะได้ไปอยู่อีกตึกหนึ่งซึ่งมันเป็นห้องสมุดใหม่ มีคอมพิวเตอร์ให้เล่น มีแอร์เย็น ๆ แต่ทำไมดันได้มาอยู่ในห้องสมุดเก่า มันก็ไม่ได้แย่หรอก เพราะภายในถูกปรับปรุงให้ดูใหม่จนเกือบหมด จะมีก็แค่บรรยาการนั่นแหละที่ยังวังเวงอยู่


ถามว่ายังกลัวผีอยู่ไหม ก็ตอบได้เต็มปากเต็มคำเลยว่ากลัว


แต่มากน้อยแค่ไหนน่ะหรอ.. ก็.. ไม่รู้สิ


มั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเอง แบคฮยอนไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจะกลัวอะไรกระโตกกระตากแบบเมื่อก่อน จะบอกว่ามีสติมากขึ้นก็ได้จากเหตุการณ์ในตอนนั้น มันผ่านมาได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ด้วยซ้ำ และเรื่องประหลาดก็คือ ไม่เคยมีอะไรมารบกวนอีกเลย


คงจำกันได้เกี่ยวกับห้องพักชั่วคราวที่ตึกห้า ตอนนี้มันก็แค่ห้องพักของนักเรียนปกติห้องหนึ่ง กลางคืนก็เงียบสงบ แถมไม่ได้รู้สึกหลอนหรือวังเวงอะไรเหมือนวันแรก ยอมรับจากใจจริงว่ายังกลัวอยู่บ้างกับการนอนที่เตียงหลังสุดท้าย ทุกครั้งที่จะหลับตาเขาก็ชอบจิตนาการถึงสัมผัสและฝันแปลก ๆ ในคืนนั้น


แต่มันก็ไม่เคยมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีกเลย


คงจะจริงอยากที่พวกรุ่นพี่พูดกันมา คืนนั้นเป็นคืนเดียวที่เกิดเรื่องประหลาด ทั้งเราเองก็ต่างหาเหตุผลให้ไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ก็ไม่มีใครคิดจะค้นหาความจริงว่าอะไรคือสาเหตุ เราจึงปัดผ่านเรื่องนี้ไปอย่างไม่ใส่ใจ แม้ว่าพวกเพื่อนห้องอื่นจะมาถามไถ่อยู่บ้าง แต่มันก็กลายเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคนในรุ่นไปแล้ว


อีกเรื่องที่ประหลาดสำหรับแบคฮยอน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องรุ่นพี่ที่ชื่อว่าชานยอลได้หายออกไปจากวงโคจรชีวิต แบคฮยอนไม่เคยเจอเจ้าตัวอีกเลยแม้ว่าตอนนี้เขาจะยังอาศัยอยู่ในตึกห้าของพวกพี่ปีสาม และมันก็บ้าเอามาก ๆ ที่บางครั้งเขาเคยคิดอยากจะไปถามรุ่นพี่คนอื่นว่าเคยเห็นพี่เขาบ้างไหม


เอาจริงนะ ยังไม่ได้พูดขอบคุณเลยอ่ะ ..


เฮ้อ พอคิดถึงตรงนี้แล้วมันก็รู้สึกแปลก ๆ ยังไงไม่รู้ แบคฮยอนยังคงจำสัมผัสอุ่นข้างกกหูตัวเองได้อยู่เลย มันก็ชวนขนลุกแหละที่เป็นผู้ชายเหมือนกันแต่กลับทำเรื่องน่าเคอะเขินแบบนั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าสัมผัสของพี่เขาทำให้แบคฮยอนนอนหลับสบายได้ทั้งคืน..



ให้ตายสิ นี่เขากำลังเพ้อเจ้ออะไรอยู่งั้นหรอ?




“โอ๊ย แล้วทำไมจะต้องคิดเรื่องนี้อีกแล้ววะเนี่ย”


เด็กหนุ่มสบถกับตัวเองขณะที่ใช้หัวโขกกับชั้นหนังสือเบา ๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่าน จู่ ๆ ข้างแก้มก็รู้สึกร้อนขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ทำไมถึงต้องนึกถึงเรื่องน่าอายแบบนั้นด้วยนะ


แต่คิดไปคิดมาถ้าไม่ได้พี่ชานยอลช่วยไว้คืนนั้นก็คงเป็นคืนที่โหดร้ายสำหรับเขาเหมือนกัน—


“นี่มึงอยากตายไวถึงกับขั้นต้องเอาหัวตัวเองโขกกับตู้หรอ”



“เชี่ย”


แบคฮยอนหลุดโพล่งคำหยาบออกมาหลังจากได้ยินเสียงใครบางคนดังขึ้น เมื่อหันกลับไปมองด้านหลังก็เจอเพื่อนตาโตกำลังจ้องตนอยู่ด้วยสีหน้าแปลก ๆ “สัด มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง กูตกใจนะ”


“มึงก็ตกใจตลอดนั่นแหละ แล้วทำไร เอาหัวโขกตู้ทำไม” คยองซูถามขณะเดินเข้ามาใกล้ ตะกี้เห็นหนังสือนิยายของแบคฮยอนวางอยู่ที่โต๊ะแต่ไม่เจอเจ้าตัวก็เลยลองเดินหา สรุปว่ากำลังทำบ้าอะไรอยู่ก็ไม่รู้ เสียเวลากูไหมเนี่ย


“ก็..ช่างเถอะ กูคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอ่ะ แล้วมึงคุยกับแม่เสร็จแล้วหรอ” แบคฮยอนกลับมายืนเหมือนเดิมแล้วขณะที่มือก็หยิบหนังสือเข้าชั้น


“เออ แม่ฝากบอกว่าอยากเจอมึงอ่ะ หมั่นไส้ชิบหาย ลูกแท้ ๆ อย่างกูไม่เห็นอยากเจอมั่ง”


“ใครใช้ให้มึงเกิดมาไม่หล่อเท่ากูวะ”


“ปากแบบนี้น่าเอาสันพจนานุกรมฟาดจริง ๆ” โดคยองซูแค่นเสียงหัวเราะอย่างหมั่นไส้ แต่เขาก็ไม่ได้อะไรหรอก มันก็แค่เรื่องขำ ๆ สำหรับคนในครอบครัว โดยเฉพาะแม่ของเขาที่คลั่งไคล้แบคฮยอนนักหนา ทั้งที่เคยเจอหน้ากันแค่ครั้งเดียวก็เถอะ


ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกันต่อนอกจากจัดหนังสือเข้าตามชั้นจนเสร็จ จากนั้นก็กลับมานั่งที่โต๊ะเหมือนเดิม คยองซูเล่าให้แบคฮยอนฟังว่าตอนที่เดินออกไปข้างนอกเห็นพวกเพื่อนในรุ่นเดียวกันกำลังพูดคุยเรื่องตึกสามที่ใกล้จะเสร็จแล้ว และคาดว่าอีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็อาจจะได้กลับไปนอนห้องเดิม


“ได้กลับไปนอนนั่นเร็ว ๆ ก็ดีดิวะ คิดถึงเตียงตัวเองจะแย่” แบคฮยอนบ่นอุบอิบเพราะรู้สึกโหยหาเตียงนุ่มของตัวเอง อันที่จริงมันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเตียงที่กำลังใช้อยู่หรอก แต่มันก็หลอนไง เข้าใจความรู้สึกใช่ไหม


คยองซูไม่ได้พูดอะไรต่อนอกจากมองหน้าเขานิ่ง ๆ ซึ่งแบคฮยอนเองก็ไม่รู้ว่าควรจะชินหรือว่าอะไรดี เพราะรู้สึกว่าช่วงนี้ไม่ว่าจะพูดอะไรเพื่อนสนิทก็มักจะมองหน้าเขาแปลก ๆ ทุกครั้ง


“มึงนี่ ทำไมชอบมองหน้ากูจังวะ มีไรก็พูดดิ” แบคฮยอนถาม


“แค่มองเฉย ๆ นี่ต้องมีเรื่องพูดด้วยหรอวะ”


“อ่าว นี่กวนตีน?”


“เปล่า” คยองซูตอบเสียงนิ่งอีกครั้ง “เออ จริง ๆ กูก็มีเรื่องจะถามแหละ”


“ถามไร”


“ช่วงนี้.. มึงหลับสบายดีใช่ไหม”


ขณะที่ถามจบแบคฮยอนก็เหลือบตามองเพื่อนครู่หนึ่ง จังหวะนั้นแววตาของคยองซูก็ฉายแววบางอย่างที่ทำให้เขาเกิดความสงสัย “ก็ปกตินะ ทำไม”


“ถามดูไง เห็นมึงเงียบ ๆ ไปก็นึกว่าเป็นไร”


“เงียบ ๆ นี่หมายถึงอะไร นอนเงียบ ๆ อ่ะนะ”


“อือ”


“คนมันหลับก็ต้องนอนเงียบ ๆ ไหมวะ หรือกูต้องนอนกรนอ่ะ มึงก็รู้ว่ากูไม่ใช่คนนอนกรน” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วพลางแค่นหัวเราะกับคำถามแปลก ๆ ของเพื่อน คยองซูเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อก็ได้แต่ส่ายหน้ายกมือปัดไปมาอย่างไม่ยี่หระ และมันก็เป็นท่าทีที่ทำให้แบคฮยอนรู้สึกสงสัยอย่างบอกไม่ถูก


เอาจริงเรื่องมันก็เป็นอย่างนี้มาสักพักแล้ว ความสัมพันธ์ของเขากับคยองซูมันเริ่มประหลาดขึ้นตั้งแต่วันที่ย้ายมานอนตึกห้า บอกตามตรงว่าก็มีอึดอัดกันบ้างเพราะมันชอบมองด้วยสายตาแปลก ๆ พอถามอะไรก็ชอบทำเนียนว่ามองไปเรื่อย มองหาเรื่องบ้างก็มี


ก็เออ ดูเหมือนว่ามันจะหาเรื่องจริง ๆ


แต่ก็ใช่ว่าต่างคนต่างไม่รู้ แบคฮยอนคิดว่าคยองซูเองก็น่าจะรู้ตัวอยู่บ้างว่าตอนนี้เราทำตัวแปลกใส่กัน เหมือนคนที่มีความลับแต่กำลังนึกชั่งใจว่าควรจะพูดด้วยดีไหม ถ้าถามว่าทำไมถึงคิดแบบนั้นก็บอกเลยว่าแบคฮยอนเองก็มีเรื่องอยากจะพูดเหมือนกัน


เขาอยากเล่าเรื่องในคืนนั้นให้เพื่อนฟังใจแทบขาด แต่มันก็เป็นความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความจริงกับความฝัน แบคฮยอนไม่มั่นใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม แต่ไอ้อาการแสบคอในตอนเช้าก็ทำให้เขาแอบคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นเรื่องจริง หรือไม่ก็เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงกำลังทำให้ร่างกายเขารวน


อีกเรื่องที่อยากจะพูดก็คือเรื่องของรุ่นพี่ชานยอล แบคฮยอนจำได้ว่าครั้งก่อนที่เคยเกริ่นเรื่องของอีกฝ่ายไว้ดูเหมือนว่าเพื่อนเขาจะไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ ดูฉุนเฉียวอารมณ์ร้าย บางทีก็ดูกลัว ๆ ทั้งที่มันเองก็ไม่เคยเจอพี่เขามาก่อน


แต่ไหน ๆ เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว.. ลองเล่าให้เพื่อนฟังสักหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง



“คยองซู”


“ว่า”


“กู.. ไม่สิ กูจะบอกว่าเมื่อหลายวันก่อนกูเจอเรื่องแปลก ๆ อ่ะ” คำบอกเล่าของแบคฮยอนทำให้คยองซูละสายตาจากหนังสือในมือ เขาเงยหน้ามองเพื่อนตาจืดของตัวเอง “เรื่องแปลก ๆ ?”


แบคฮยอนพยักหน้า “คือ.. เออ กูขอโทษนะที่ไม่ได้เล่าให้ฟังอ่ะ ที่จริงกูไม่มั่นใจว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือว่าความฝัน แต่ว่า..เฮ้อ” เด็กหนุ่มเลียริมฝีปากตัวเอง “มึงจำวันแรกที่เราเข้ามานอนห้องตึกห้าได้ไหม แล้วที่พวกมึงเจอเรื่องแปลก ๆ เหมือนกันทั้งห้องอ่ะ”


คยองซูนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะนึกถึงเหตุการณ์คืนแรกที่เขายังจำไม่ลืม “เออจำได้”


“อือ แล้วที่กูบอกว่ากูไม่ได้ยินอะไรอ่ะ..” แบคฮยอนนิ่งไปครู่หนึ่งด้วยความประหม่า เขาเม้มปากแน่นเป็นเส้นตรงก่อนจะพูดออกมาเสียงเบา


“ที่จริงกูได้ยินมากกว่านั้น”


“...”


“...”


“...หมายความว่ายังไง”


บยอนแบคฮยอนนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาเม้มปากพลางมองหน้าเพื่อนที่จ้องตนอย่างสงสัย จากนั้นก็ใช้เวลาพูดทุกอย่างให้เพื่อนฟังโดยที่คยองซูเองก็ไม่ได้ปริปากพูดแทรกอะไร กระทั่งเรื่องราวมันเริ่มพิลึกกึกกือมากเข้าไปทุกที เด็กหนุ่มจึงยกมือขึ้น


“มึงไม่ได้ไปกินอะไรผิดสำแดงก่อนนอนใช่ไหม”


โอเค คยองซูจะมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของเรื่องทั้งหมดว่ามันจริงหรือไม่ โดยเฉพาะฉากที่แบคฮยอนตื่นมาแล้วไม่เจอใครสักคนอยู่ในห้องนอน พอถามออกไปแบบนั้นเพื่อนตาตี่ถึงกับพรูลมหายใจออกมา


“นี่กูเล่าให้มึงฟังหมดขนาดนี้มึงยังหาว่ากูเพ้อเจ้ออีกหรอวะ”


“เอ้า มึงไม่คิดว่าเรื่องมันเว่อร์ไปหน่อยหรอ แบบว่าตื่นมาไม่เจอใครทั้ง ๆ ที่เพื่อนก็นอนอยู่เต็มห้อง ความจริงมึงจะตะโกนเรียกกูก็ได้ป้ะวะ กูนอนข้างมึงนะเว้ย” ก็จริงอย่างที่คยองซูว่า และแบคฮยอนก็อยากจะทำอย่างนั้นเหมือนกันถ้าหากว่าคืนนั้นเขาเห็นเพื่อนตัวเองน่ะนะ


“แล้ว...เป็นไงต่ออ่ะ”


หลังจากที่เห็นสีหน้าของแบคฮยอน คยองซูก็ไม่อยากจะขัดเรื่องเล่าของเพื่อนแล้ว แม้ว่าในใจเกินครึ่งจะปักใจไม่เชื่อกับสิ่งที่เพื่อนพูด โดยเฉพาะคนกลัวผีขี้ขึ้นสมองอย่างคนตรงหน้า แน่นอนว่ามันคงเป็นอาการหลอน ๆ ตามประสา


แต่เพราะว่ามันเนี่ยแหละที่ทำให้เขาเจอเรื่องประหลาดถึง 2 ครั้ง


นั่นจึงทำให้คยองซูตั้งใจฟังเป็นพิเศษ


“ก็.. พอกูหันไปไม่เจอใครกูก็เลยรีบวิ่งไปเปิดประตู แต่พอเปิดออกไปกูก็เจอเงาดำ ๆ ใหญ่ ๆ ยืนขวางอยู่ กูตกใจมากจากนั้นภาพก็ดับไปเลย”


คำบอกเล่าของเพื่อนทำให้คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน “เดี๋ยวนะ มึงจะบอกว่ามึงสลบหรอ”


“กู..ก็บอกไม่ถูกหว่ะ ก็รู้ตัวอีกทีตอนที่กูกำลังวิ่งอยู่ในป่าด้านหลังโรงเรียน อันนี้กูรู้ตัวแหละว่าตัวเองกำลังฝัน แต่มันน่ากลัวมากอ่ะมึง มีคนวิ่งตามกู แล้วก็มีเสียงเย็น ๆ เรียกชื่อกูด้วย”


“...”


“ความรู้สึกกูตอนนั้นคือกูกลัวสุดขีดอ่ะ เหมือนกูจะไม่มีทางรอดแล้ว เสียงเรียกชื่อกูก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกูตื่นอ่ะ แล้วตอนนั้นกูถึงเห็นว่าคนที่เรียกชื่อกูเป็นพี่ชานยอล”


“พี่ชานยอล?” ชื่อของบุคคลที่สามทำให้คยองซูขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม


“อือ รุ่นพี่ที่กูเคยเล่าให้ฟังอ่ะ” ขณะที่พูดแบคฮยอนก็พยายามนึกถึงเรื่องราวคืนนั้นไปด้วย “เอาจริงกูก็ตกใจว่าทำไมพี่เขาถึงมาปลุกกูได้ ปรากฏว่าพี่เขานอนอยู่บนเตียงด้านบนกูอ่ะ เหมือนว่ากูนอนฝันแล้วละเมอเสียงดัง พี่ชานยอลก็เลยลงมาปลุกให้ตื่น”


“...”


“แล้วมึงก็รู้ใช่ไหมว่าถ้ากูกลัวผีกูจะเป็นไงอ่ะ ตอนแรกกูจะไม่นอนในห้องนี้แล้ว จะออกไปขอนอนกับคนอื่น แต่พี่ชานยอลก็ด่าว่ากูเพ้อเจ้อ บอกให้กลับขึ้นไปนอนบนเตียงดี ๆ แต่มึงเข้าใจป้ะ คนเพิ่งเจอเรื่องแบบนั้นมาใครจะไปกล้าหลับลงวะ” คนตัวเล็กนิ่วหน้าพูด “ตอนแรกกูกะจะไปปลุกมึงแล้วขอนอนด้วย แต่พี่เขาไม่อยากให้กูกวนมึง..”


“...”


“อีกอย่าง..กูดันไปพูดขอให้พี่เขานอนเป็นเพื่อนกูอ่ะ..”


ประโยคสุดท้ายของแบคฮยอนมันแผ่วแปลก ๆ จนคยองซูต้องกระพริบตามอง อีกทั้งยังไม่เชื่อหูตัวเอง


“เดี๋ยวนะ มึงบอกว่ามึงชวนพี่เขานอนด้วย..หรอ?”


คนถูกถามพยักหน้า “อ-เออ.. ก็! ก็คนมันกลัวนี่หว่า ตอนนั้นใครตื่นอยู่กูก็ชวนนอนด้วยกันหมดอ่ะ กูไม่กล้านอนคนเดียวมึงก็รู้..” น้ำเสียงของเพื่อนตัวเล็กเบาลงอีกครั้งพลางช้อนตามองเพื่อนตรงหน้า


“แล้วพี่เขาก็นอนกับมึงหรอ?”


อีกครั้งที่เขาถามแบคฮยอนออกไป แล้วในใจก็ภาวนาในเพื่อนปฏิเสธยังไงก็ได้ว่าไม่ใช่เรื่องจริง กระทั่งใบหน้าเล็กพยักรับอีกครั้ง ในตอนนั้นเรื่องราวทั้งหมดก็ถูกเชื่อมเขากันโดยปริยาย เหมือนเรื่องที่แบคฮยอนพูดเป็นจิกซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ประกอบเรื่องให้กระจ่าง


“...”


“...”


คยองซูถึงกับพูดอะไรไม่ออกเมื่อสมองกำลังประมวลผล ถ้าเรื่องที่แบคฮยอนเล่าเป็นความจริง แสดงว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับแบคฮยอนก็คือรุ่นพี่คนนั้นน่ะหรอ?


แล้วไอ้สายตาและน้ำเสียงแผ่ว ๆ ที่เหมือนกับคนหวงของนั่นล่ะ


ก็อย่าบอกนะว่าเป็นคนเดียวกับที่ชื่อชานยอล..


อ่า.. เชี่ย นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะ



จู่ ๆ คยองซูก็รู้สึกว่าลำคอของเขากำลังแห้งผาก เขาจ้องหน้าแบคฮยอนนิ่งและเมื่อเห็นสีหน้าหวาดกลัวของเพื่อนแล้ว มันก็พลันให้นึกถึงว่าถ้าหากแบคฮยอนได้ฟังเรื่องที่เขาเล่าบ้าง เจ้าตัวจะรู้สึกแบบไหน


ถ้าหากเขาบอกแบคฮยอนว่ารุ่นพี่คนนั้นไม่ใช่รุ่นพี่จริง ๆ


แบคฮยอนจะรู้สึกยังไง..



“แล้ว..” เด็กหนุ่มพยายามตั้งสติกับตัวเองแม้ตอนนี้จะว้าวุ่นอยู่ก็ตาม “แล้วพี่เขาไปไหน.. ไม่สิ กูหมายถึงว่า เขานอนกับมึงจนถึงเช้าหรอเลยหรอ”


“.. กูไม่รู้ว่ะ แต่ตื่นมาอีกทีก็ไม่เห็นแล้ว สงสัยคงกลับห้องตัวเองไปอ่ะ”


“...”


“แต่เอาจริงป้ะ.. กูว่ามันก็มีเรื่องแปลกอยู่เหมือนกันนะ” แบคฮยอนช้อนตามองเพื่อนอีกครั้งก่อนจะนั่งยืดตัวตรง เขากลอกตามองด้านข้างเพื่อดูว่ามีคนอยู่ใกล้หรือไม่ แต่เมื่อบริเวณนี้ไม่มีใครนอกจากเขาและเพื่อนสนิท แบคฮยอนจึงหันกลับมามองคยองซูเหมือนเดิม


“คยองซู เรื่องที่กูเล่าไปอ่ะ มึงจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ จะหาว่ากูเพ้อเจ้อก็ได้ แต่สำหรับกูอ่ะ.. กูคิดว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆ หว่ะ..”


“...”


“พี่ชานยอลบอกกูว่า กูแค่หลับแล้วก็ละเมอเป็นเรื่องเป็นราว เขาดุที่กูกลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง แต่เขาไม่ได้รับรู้กับนิสัยกูซะหน่อยว่ากูเป็นคนยังไง ยอมรับว่าตอนนั้นกูเคือง แต่พอกูสบตากับพี่เขา.. กูก็รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างแปลกไป”


“...”


“บางครั้งเขาก็เหมือนรุ่นพี่ที่ใจดี แต่บางทีมันก็ให้ความรู้สึกว่า ผู้ชายคนนั้นมีอะไรบางอย่างที่กูเข้าถึงไม่ได้.. กูไม่รู้ว่ามึงจะตีความตรงนี้ว่ายังไงนะ แต่ว่า—” “แบคฮยอน”


ไม่ทันที่คนตัวเล็กจะพูดจบ คยองซูก็พูดโพล่งตัดขึ้นมา


“มึงเคยบอกว่าจะพากูไปเจอพี่ชานยอลอะไรนั่นใช่ไหม”


“ก-ก็ใช่”


“พากูไปหาพี่เขาหน่อยสิ”


“...”


“กูอยากเจอ”









“มึงแน่ใจนะว่าจำหน้าได้”


“แน่ใจดิวะ กูเจอพี่เขาตั้งสองครั้งแล้วนะเว้ย”


แบคฮยอนตอบขณะที่สายตากำลังเพ่งมองหนังสืออนุสรณ์ของโรงเรียนไปด้วย เขาพยายามเปิดไล่หาจากหนังสือของปีที่แล้ว เผื่อจะเจอรูปรุ่นพี่ชานยอลที่คิดว่าน่าจะอยู่ปีสอง แต่ไม่ว่าจะเปิดหาเท่าไหร่ก็เปิดไม่เจอเสียที


ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มพยายามคิดหาทางว่าทำยังไงถึงจะเจอพี่เขาอีกครั้ง แต่ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีบางอย่างที่ง่ายกว่าการออกไปตามหาตัว จะบอกว่ามันเป็นความโชคดีก็คงได้ โรงเรียนแห่งนี้จะมีการถ่ายอนุสรณ์ทุกปี ไม่ใช่แค่สายชั้นมอต้นปีสามหรือมอปลายปีสามที่จะได้ถ่าย แต่ทุกคนในโรงเรียนจะได้ถ่ายรูปลงหนังสือแบบนี้ทุกปี และแบคฮยอนก็มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถหารุ่นพี่คนนั้นเจอแน่ ๆ


อย่างน้อยมันก็ต้องมีรูปสักปีละวะ


“กูว่ามันน่าจะมีวิธีที่ง่ายกว่านี้นะ ไปถามพวกรุ่นเดียวกันไหม”


คยองซูออกความคิดเห็น ใช่ว่าเขาจะใจร้อนอยากรีบเจอรุ่นพี่คนนั้นอะไรหรอกนะ แต่คิดว่าการทำแบบนี้คงเฉลยอะไรบางอย่างให้แบคฮยอนได้รับรู้


แน่ล่ะว่าเขาจะไม่ยอมบอกแน่ ๆ ว่ารุ่นพี่ชานยอลนั่นน่ะไม่ใช่คน


เพราะงั้นจึงอยากให้เพื่อนสนิทเป็นคนพิสูจน์เอง


ถามว่าวิธีการแบบนี้มันโหดร้ายไหม แน่นอนว่ามันโหดเหี้ยมยิ่งกว่าอะไร แต่มันก็ช่วยไม่ได้ป้ะวะ คยองซูไม่รู้เหตุผลว่าทำไมผู้ชายคนนั้นจะต้องมาปรากฏตัวให้เพื่อนเขาเห็น เฮ้ แต่พูดแบบนี้ก็เท่ากับว่าเขาปักใจเชื่อว่ารุ่นพี่คนนั้นเป็นผีแต่แรกแล้วอย่างนั้นสินะ


เออใช่ กูเชื่อว่าพี่ชานยอลอะไรนั่นเป็นผี


“กูไม่รู้ว่าควรจะถามใครดี”


“พี่อี้ชิงไง ไม่ก็พี่ซอกจิน เขาดูเป็นคนกว้างขวางดีออก อีกอย่างโรงเรียนเราก็แค่นี้ ถ้าในรุ่นเดียวกันก็น่าจะรู้จักไหมวะ” คยองซูพูดตามความจริง และแบคฮยอนก็เห็นด้วย แต่อะไรบางอย่างกลับทำให้เขาไม่อยากละสายตาออกจากหนังสืออนุสรณ์เลยสักนิด


ทำไมถึงไม่มีรูปพี่ชานยอลนะ..


“กูว่าพี่เขาอาจจะไม่ได้ถ่ายกับเพื่อนก็ได้” แบคฮยอนพูดเสียงเบาก่อนจะเหลือบสายตามองหนังสืออนุสรณ์อีกเล่มที่เป็นของเมื่อสองปีก่อน และอะไรบางอย่างก็ดลใจให้เขาหยิบมันขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง


คยองซูมองการกระทำของเพื่อนเงียบ ๆ โดยที่ไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปช่วย ไม่รู้ว่ะ จะให้ช่วยยังไงวะในเมื่อเขาเองก็ไม่เคยเห็นหน้าพี่ชานยอลอะไรนั่น เพราะงั้นจึงทำได้แต่นั่งเงียบคอยสังเกตสีหน้าเพื่อนไปพลาง ๆ กระทั่งหน้าสุดท้ายของหนังสือถูกปิดลง


“เจอไหม” คยองซูถาม


“ไม่หว่ะ..”


“...”


“หรือกูจะลองเปิดย้อนไปอีกดีวะ” คราวนี้แบคฮยอนหันมามองหน้าเพื่อนสนิทราวกับต้องการความเห็น


“ถ้ามึงบอกว่าตอนนี้พี่เขาอยู่ปีสาม แล้วนั่งเปิดหาของปีที่แล้วกับปีที่แล้วแล้วไม่เจอเนี่ย มึงคิดว่าถ้าลึกไปอีกปีจะเจอพี่เขาหรอวะ”



“ก็ดีกว่าไม่ได้หาไม่ใช่หรอ”


“ก็แล้วแต่มึงอ่ะ” คยองซูเปลี่ยนท่ามานั่งเท้าคางมองเพื่อน “แต่เอาจริงนะ ถ้าคิดอีกแง่กูว่าพี่เขาอาจจะเพิ่งเข้ามาเรียนใหม่ปีนี้ก็ได้ถึงไม่เจอรูปปีก่อน ๆ” และคำพูดของเขาก็ทำให้แบคฮยอนเบิกตากว้างมอง


“เออ ก็อาจจะจริงของมึงอ่ะ..” เด็กหนุ่มพูดในลำคอ “ถ้างั้นเย็นนี้กูไปถามพี่อี้ชิงเอาก็ได้น่าจะง่ายสุด” พอพูดแบบนั้นคยองซูก็พยักหน้าเห็นด้วย ปล่อยให้แบคฮยอนนั่งเปิดหนังสืออนุสรณ์เล่มเดิมพลิกไปพลิกมาเพื่อหารูปของรุ่นพี่คนนั้นไปเรื่อยเปื่อย


“แบคฮยอน กูถามอะไรหน่อยสิ”


“ว่า”


“สมมติว่ามึงไปถามพี่อี้ชิงแล้วพี่เขาไม่รู้จักพี่ชานยอลขึ้นมาละวะ มึงจะทำไง”


คำถามของคยองซูทำให้แบคฮยอนละสายตาออกจากหนังสือ “ทำไง ก็ถามพี่คนอื่นละมั้ง”


“แล้วถ้าสมมติว่าทั้งรุ่นไม่มีใครรู้จักพี่ชานยอลของมึงอ่ะ มึงจะทำยังไง”


“...”


“...”


“ที่ถามกูแบบนี้มึงหมายความว่ายังไงวะคยองซู”


ใช่ว่าแบคฮยอนจะไม่รู้ว่าเพื่อนต้องการจะสื่ออะไร โดยเฉพาะไอ้ประโยคสมมติบ้าบออะไรนั่น ทำไมมันถึงคิดว่าพวกปีที่สามจะไม่มีใครรู้จักพี่ชานยอลทั้ง ๆ ที่ก็อยู่ปีสามเหมือนกัน


“กูก็แค่สมมติเฉย ๆ ทำไมต้องทำเสียงแข็งด้วย”


“ก็มึงเอาแต่ถามอะไรแบบนี้” ใช่ มันไม่ใช่ครั้งแรกด้วยที่เขาได้ยินประโยคนี้ คยองซูก็ประหลาด ชอบถามอะไรซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ เป็นพวกย้ำคิดย้ำทำทั้งที่มันเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว


“เออ ไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบดิวะ มึงนี่ จริงจังทำไม”


คยองซูเบ้ปากใส่เพื่อนก่อนจะหันไปมองทางอื่นอย่างเซ็งจิต ไอ้นี่แม่งก็คิดจริงจังไปซะทุกเรื่อง กูก็แค่ลองถามเล่น ๆ เองป้ะวะ


หลังจากที่เงียบไปก็ไม่มีใครเริ่มพูดอะไรต่อ ตอนนี้เป็นเวลาประมาณสี่โมงเย็น อีกครึ่งชั่วโมงห้องสมุดก็คงปิด คยองซูได้ยินเสียงอาจารย์บรรณารักษ์เรียกชื่อก่อนจะลุกเดินตามไป ส่วนแบคฮยอนก็ยังเอาแต่นั่งเปิดหน้าอนุสรณ์ปีอื่นไปพลาง ๆ


ในตอนนั้นเด็กหนุ่มไม่ได้นึกถึงจุดประสงค์แรกของตัวเองแล้ว เขาไม่ได้มุ่งหน้าหารูปของพี่ชานยอล แต่กลับไล่สายตามองใบหน้านักเรียนในรุ่นแต่ละคนด้วยความประหลาดใจ


เออหว่ะ เด็กโรงเรียนเราหน้าตาดีเอาเรื่อง


ถ้าบอกว่าคัดหน้าตาแบคฮยอนก็จะเชื่อ และจะยอมรับกับตัวเองกลาย ๆ ว่าเราก็หน้าตาดีอยู่ไม่ใช่น้อย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะที่หน้าสนใจคือรุ่นพี่ส่วนใหญ่ก็แทบจะมีชื่อเสียงกันเกือบทุกคน ไม่แปลกที่ใครต่อใครก็อยากเข้ามาเรียนโรงเรียนชายล้วนแห่งนี้ เพราะพวกรุ่นพี่ที่จบไปก็สร้างความดีงามให้กับที่นี่ไว้เยอะมาก แถมโรงเรียนยังผลิตบุคคลคุณภาพออกสู่สังคมไม่น้อย


ดวงตาเรียวชื่นชมใบหน้าของรุ่นพี่แต่ละคนก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นนักข่าวในช่องทีวีดัง แถมรุ่นพี่คนนี้ก็เป็นตำรวจฝีมือดี มีแต่คนเจ๋ง ๆ ทั้งนั้น และนั่นก็ทำให้ความภาคภูมิใจกับการเข้ามาเรียนที่นี่ได้มันเพิ่มมากขึ้น


แต่จังหวะนั้นสายตาก็เหลือบเห็นใบหน้าของใครบางคนเข้า


เดี๋ยวนะ..


นี่มัน..



แบคฮยอนกระพริบหลายครั้งเพื่อเพ่งมองบุคคลในหน้ากระดาษ มอปลายปีสองห้องเอถูกเขียนบอกไว้ด้านบน และบุคคลในห้องล้วนแต่เป็นนักเรียนชายที่คาดว่าน่าจะจบออกไปกันหมดแล้ว และนั่น..


เดี๋ยวสิ.. นี่เล่มของเมื่อหกปีก่อนไม่ใช่รึไง?


เขาแทบจะไม่เชื่อสายตาว่าใบหน้าของคนที่กำลังตามหาปรากฏในหนังสือเล่มนี้ แม้จะต่างกับตัวจริงอยู่บ้าง แต่แบคฮยอนก็มั่นใจว่าต้องใช่คนเดียวกันแน่ ๆ ดวงตาแบบนี้ ใบหน้าแบบนี้.. ดวงตาเรียวมองถัดจากรูปก็พบกับชื่อของอีกฝ่ายที่เขียนระบุเอาไว้




อี----ั--- วู       ซ----น ซึ----อล      นา ฮ------ึ-     ป---- ---า-----ล      คิม---จ--ยอน




ชื่อทั้งบรรทัดเลือนรางจนอ่านไม่ออก แบคฮยอนพยายามหรี่ตาเพ่งมองแต่ก็พบว่ามันอ่านไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะโทษอะไรดีแต่ก็คงจะผิดที่โรงพิมพ์ทำกระดาษหน้านี้พลาด เพราะไม่ใช่แค่ชื่อของผู้ชายคนนี้ที่ถูกเจือจาง เพราะทั้งแถบนี้เลยต่างหากที่แทบจะอ่านชื่อใครไม่ได้สักคน


แบคฮยอนคิดว่าตัวเองควรจะหาเล่มใหม่ของปีนี้ แต่กลับพบว่ามันมีแค่ปีละเล่มเท่านั้นที่ถูกเก็บอยู่ในห้องสมุด ในใจของเขามันร้อนรนเหมือนมีใครมาสุมไฟในอก และตอนนี้แบคฮยอนก็อยากจะรู้ชื่อของผู้ชายคนนี้ว่าเป็นใคร


ทำไมถึงได้มีใบหน้าเดียวกับรุ่นพี่ที่เคยช่วยเหลือเขาไว้ตั้งสองครั้ง



แล้วทำไมถึงได้.. — “แบคฮยอน”



“ห้ะ” ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงใครบางคนดังขึ้น เขาหันขวับไปมองก่อนจะพบกับคยองซูที่เดินเข้ามาใกล้ “อาจารย์จะปิดห้องแล้ว ไปเหอะ”


“เห้ย คยองซู กูว่ากูเจอ..เชี่ย” เด็กหนุ่มเตรียมจะลุกเพื่อเอาหนังสือไปให้เพื่อนดู แต่ไม่ทันได้ระวังขาจึงสะดุดเก้าอี้ข้าง ๆ จนล้มลงไปกองกับพื้น แบคฮยอนเบิกตามองหนังสือตรงหน้าที่ถูกพลิกไปเป็นหน้าอื่น เขารีบคว้ามันมาเปิดหาหน้าเดิมในขณะเดียวกับที่คยองซูเดินเข้ามาใกล้


“ทำเชี่ยไรของมึงวะ เร็ว ๆ ดิ อาจารย์เรียกแล้ว” เพราะเสียงของอาจารย์ที่ดังไล่หลังทำให้คยองซูรีบกุลีกุจอคว้าเอาหนังสือบนโต๊ะมาเก็บเข้าชั้น ผิดกับแบคฮยอนที่เอาแต่ง่วนหากระดาษหน้านั้นให้เจอ


“อะไรวะ เมื่อกี้ยังเห็นอยู่เลย”


“เห็นอะไร”


“รูปพี่ชานยอลไง มันอยู่ในเล่มนี้”


“ค่อยกลับมาหาก็ได้ รีบเก็บเร็ว เดี๋ยวไฟจะดับแล้ว” เป็นอันรู้กันว่าถ้าหากไฟห้องสมุดดับเมื่อไหร่มันไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลยสักนิด ขนาดว่ากลางวันเปิดม่าน เปิดหน้าต่าง เพื่อให้แสงด้านนอกส่องเข้ามา ภายในห้องสมุดแห่งนี้ยังดูน่ากลัวอยู่เลย ยิ่งเวลาโพล่เพล้แบบนี้ด้วยแล้ว ทั้งคยองซูและแบคฮยอนเองก็ไม่อยากเสี่ยงที่จะอยู่ในนี้ตามลำพัง


ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงรีบเก็บหนังสือเข้าชั้น โดยที่แบคฮยอนก็จำเลขปีของอนุสรณ์เล่มนั้นจนขึ้นใจ จากนั้นทั้งสองจึงออกจากห้องไปโดยมีเสียงอาจารย์ไล่ตามหลัง ตลอดทั้งทางจากห้องสมุดไปยังโรงอาหารเขาก็ได้ยินแต่เสียงของเพื่อนสนิทบ่นอุบอิบ แต่คนฟังกลับไม่ได้นึกใส่ใจอะไรเพราะภายในหัวตอนนี้เอาแต่คิดถึงอนุสรณ์เล่มนั้น


สาบานได้ว่าใช้เวลาแค่ไม่ถึงสองนาทีในการไล่มองใบหน้าผู้ชายคนนั้น และเขาก็มั่นใจว่าต้องใช่พี่ชานยอลแน่


แต่เลขที่ปรากฏอยู่บนปกอนุสรณ์มันเป็นเล่มเมื่อ 6 ปีก่อน แถมเลขห้องที่ถูกตีพิมพ์ไว้หัวกระดาษคือปีสองห้องเอ ถ้าเทียบกับเวลาปัจจุบัน พี่ชานยอลก็ต้องจบจากโรงเรียนนี้ไปแล้วไม่ใช่หรอ



แล้วทำไมเขาถึงเห็นอีกฝ่ายอยู่ในโรงเรียนนี้ล่ะ




หรือว่า...













TBC..










________________________


ใครอ่านซ้ำจะพบว่าเราปรับเปลี่ยนเวลาเรื่องเล็กน้อย
ง่า พอกลับไปทวนแล้วมันแบบ ปวดกบาลมาก อยากจะกางผังให้ดู
พูดมากจังวะ อ่านต่อ ๆๆๆๆ


#ฟิคคืนศุกร์
















TF:)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

173 ความคิดเห็น

  1. #132 ssan2 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 00:09
    ปริศนาชาลยอลอ่าาา
    #132
    0
  2. #102 little daffodil (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 23:47
    ตื่นเต้น ชานยอลเป็นรุ่นพี่ที่อยู่มานานแล้วเหรอ
    #102
    0
  3. #95 janebunjira_43 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 20:19
    อ่านกี่ตอนกี่ตอนก็กลัว แต่นักเขียน เขียนดีเหลือเกิน หยุดอ่านไม่ได้เลย5555
    #95
    0
  4. #57 bpuppypie (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 17:31
    กี้ดดดดเดดเเดเเเดดดเดดดเเเเ้ก่กากยงเพงมาอัพแร้ววว!!!!!!!!!!!!!!!!!! เอ่าเก้วกาดไปเหรอ 555555555555555555555555555555555
    #57
    0