(exo) FRIDAY NIGHT - chanbaek

ตอนที่ 4 : EP 2.3 : Safe zone

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 730
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    19 มี.ค. 61







FRIDAY NIGHT
















แซ่ก ๆๆๆ


“ฮึก” สองฝ่าเท้าเปลือยเปล่าวิ่งไปข้างหน้า พื้นที่บริเวณนี้จะเป็นป่ารกร้าง บรรยากาศคืนเดือนมืดให้เจ้าของเท้าคู่นั้นมองแทบไม่เห็น แบคฮยอนหอบหนักและพยายามวิ่งต่อไปข้างหน้าแม้จะไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ไหน


แต่สิ่งที่กำลังตามหลังเขามามันทำให้เขาต้องวิ่งต่อไป


“..ย-อย่าเข้ามา ฮึก” ริมฝีปากแห้งปากผากพ่นคำพูดบางอย่างออกมาเป็นระยะ สลับกับเสียงหายใจหนักหน่วงที่เป็นผลพวงมาจากการวิ่งเป็นเวลานาน น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง ความกลัวกัดกินสติของเขาจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ไหว ถึงจะเจ็บฝ่าเท้ามากแค่ไหนร่างเล็กก็กัดฟันฝืนทนความรู้สึกนั้นเอาไว้จนกว่าจะหลุดพ้นจากสถานที่ตรงนี้



“  แ  บ  ค  ฮ  ย  อ  น  ”


หากแต่เสียงฝ่าเท้าที่ซ้อนกันด้านหลังยังดังตามมาติด ๆ แค่คิดว่ามันกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้แบคฮยอนก็แทบจะสิ้นหวัง


“ แ บ ค ฮ ย อ น ”


ไม่มีทางที่เขาจะหนีมันได้เลยงั้นหรอ..



“แบคฮยอน!!”



เฮือก!!


เปลือกตาสีอ่อนที่เคยปิดสนิทลืมโพล่งขึ้นพร้อมกับริมฝีปากที่เผยออ้า รูม่านตาขยายกว้าง ฝ่ามือทั้งสองข้างจิกเกร็งอัตโนมัติ เด็กหนุ่มหอบหายใจติดขัดราวกับกำลังจมอยู่ใต้น้ำลึก แบคฮยอนได้ยินเสียงบางอย่างกำลังเรียกชื่อเขาซ้ำ ๆ กระทั่งมันดังลั่นจนสะดุ้ง


อาการตื่นกลัวมีผลกระทบนานเกินกว่าที่คิดเอาไว้ ความสับสนงุนงงเกิดขึ้นในทันทีทันใด สัมผัสด้านหลังทำให้รู้ว่าตอนนี้ตนกำลังนอนอยู่บนเตียงนอนหลังเก่า ความมืดปกคลุมรอบด้านเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน ซึ่งมันก็ทำให้เขายิ่งสับสนเข้าไปอีกรอบว่าตนมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร


ทั้งที่ก่อนหน้านั้น—


หัวใจกระตุกวูบอีกครั้งพร้อมกับขนอ่อนลุกชัน เหตุการณ์ก่อนหน้ามันผุดพรายเข้ามาในความคิดเป็นฉาก ๆ ทั้งยังเสมือนจริงจนแบคฮยอนเริ่มหวาดกลัว เหมือนภาพเดจาวูที่จู่ ๆ ตนก็ตื่นมาที่เตียงหลังเดิมอีกครั้ง แต่ก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งวิ่งไปที่หน้าประตูไม่ใช่หรอ?


จังหวะเดียวกันหางตาก็เห็นอะไรบางอย่างอยู่ข้างเตียง


เป็นเงามืดทึบสูงใหญ่


คล้ายกับ...คน



“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก—อื้อออ!!!”


อีกครั้งที่แหกปากร้องออกมาอย่างไม่คิดชีวิต เหมือนมีฝ่ามือบีบรัดความกลัวออกมาจนสุด ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ทันจะพิจารณาว่ามันคืออะไร ทว่าไม่ทันไรสัมผัสเย็นเยียบก็ทาบริมฝีปาก มันพุ่งเข้ามาใกล้เด็กหนุ่มทั้งยังออกแรงกดปิดปากให้แน่น แบคฮยอนจึงได้แต่ส่งเสียงร้องอื้ออึงออกมาขณะที่ดวงตาเรียวเหลือกโตแถบถลน


น้ำตาที่เคยเหือดแห้งเริ่มเอ่อคลอรอบดวงตาด้วยความผวาสุดขีด พยายามดิ้นถีบทุกอย่างรอบกายเพื่อเอาตัวให้รอดจากสถานการณ์ตอนนี้ แต่ยิ่งออกแรงเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกเจ็บที่ปากมากเท่านั้น


“ฮืออออ!!! อื้อ!!!!!”


แบคฮยอนเห็นทุกอย่างท่ามกลางความมืด แม้ว่าน้ำตาจะพรากความชัดเจนไป แต่ก็ยังเห็นว่าร่างกายของมันใหญ่โตแค่ไหน เห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นรูปร่างอย่างไร แต่ในเมื่อความกลัวครอบงำจิตใจ


แบคฮยอนก็ไม่ได้สนแล้วในตอนนั้นว่าจะเป็น ผี หรือ คน


ช่วยด้วย! ใครก็ได้—ช่วยเขาด้วย!!


“ชู่ว! เงียบก่อนสิวะ!”



“อื้อออออ!!!!”



“เห้ย! บอกให้เงียบไง!”


คราวนี้เสียงตรงหน้าดังขึ้นอีกระดับหนึ่ง ซึ่งมันก็ไม่ได้ดังมากพอจะไปรบกวนคนอื่น ๆ ให้ตื่นขึ้นกลางดึก แบคฮยอนยังคงดิ้นและร้องไห้ในขณะที่ใช้มือสั่นเทิ้มของตัวเองแกะฝ่ามืออีกฝ่ายออก


“ฮึก!! ฮือออ!!”


ราวกับคนเสียสติที่ไม่แม้จะตั้งสมาธิให้อยู่นิ่ง จิตใจไม่ได้อยู่กับเนื้อตัวอีกต่อไป เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้เขาเริ่มอยากกลั้นใจตายให้รู้แล้วรู้รอด


“แหกปากเรียกพ่อมึงมารึไงห้ะ”


เสียงลอดไรฟันว่าด้วยท่าทีหงุดหงิด ทั้งยังออกแรงปิดปากคนตรงหน้าเอาไว้แน่นเพราะกลัวเสียงมันเล็ดลอดออกไปข้างนอก แต่ดูท่าแบคฮยอนจะไม่ยอมฟังอะไรง่าย ๆ เพราะเอาแต่ร้องไห้ น้ำอะไรต่อมิอะไรก็ไหลเปื้อนมือเขาจนเปียกชื้นไปหมด


สุดท้ายก็ต้องเอื้อมไปเปิดไฟตรงหัวเตียงให้สว่างขึ้นเพื่อที่จะได้เห็นทุกอย่าง


แสงจากโคมไฟทำให้แบคฮยอนเห็นทุกอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะใบหน้าของคนที่กำลังปิดปากของเขาไว้ อีกฝ่ายกำลังทำหน้าไม่สบอารมณ์ใส่ในขณะที่ปากก็พูดอะไรสักอย่างที่แบคฮยอนจับใจความไม่ทัน


“มึงได้ยินกูไหม”


ชายหนุ่มร่างสูงเขย่าเด็กตรงหน้าเพื่อเรียกสติ คนตัวเล็กเริ่มแน่นิ่งไปหลังจากที่เมื่อครู่ดิ้นหนีแหกปากร้องอยู่พักใหญ่ แต่พอเปิดไฟก็ทำหน้าตาตกใจเหมือนคนเห็นผี


“เป็นอะไร”


“..ฮึก” เสียงสะอื้นดังลอดออกมาจากฝ่ามือหนาขณะที่ดวงตาเรียวเพ่งจ้องมาที่คนตรงหน้า แบคฮยอนไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองควรจะรู้สึกอย่างไรมากกว่ากัน ระหว่างหวาดกลัวหรือว่าดีใจ ทุกอย่างมันตีวนสับสนกันอยู่ในความคิดกระทั่งเสียงของอีกฝ่ายแทรกเข้ามาในโสตประสาท


“เสียสติไปแล้วรึไงวะ”


“...”


“แบคฮยอน นี่มึง—”


“พ-พี่ชาน..”


“...”


“พี่ชานยอล..ใช่ไหม”


แบคฮยอนพูดชื่ออีกฝ่ายออกมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว เขาแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง แบคฮยอนจำได้ว่าคนตรงหน้าเป็นรุ่นพี่ที่เคยช่วยตนไว้เมื่อคราวก่อน ความร้อนผ่าวปรี่มาที่กระบอกตาอีกครั้ง


“ฮึก พี่ชานยอล”


“ร้องไห้ทำไม”



“พี่เองหรอ..ฮึกก”


เหมือนได้หยิบความกังวลใจทุกอย่างออกจากอก เมื่อคนตรงหน้าขมวดคิ้วมองเขาด้วยแววตาสงสัย แต่แบคฮยอนกลับโล่งใจที่เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร


“เออ กูเอง”


ชานยอลตอบพร้อมขมวดคิ้วมอง “แล้วมึงร้องไห้ทำไมวะ—เห้ย!” ไม่ทันจะได้เอ่ยถาม บยอนแบคฮยอนก็โผกอดร่างของเขาไว้ ซุกใบหน้าแล้วปล่อยสะอื้นหนัก ชานยอลพยายามจะดันอีกฝ่ายให้ผละออกแต่แบคฮยอนก็กอดแน่นจนแกะไม่หลุด “อะไรของมึง กอดกูทำไมวะ”


หนุ่มรุ่นพี่ถามขณะดันไหล่บางให้ผละใบหน้าออก แต่แบคฮยอนก็ไม่ยอมปล่อย     


“แบคฮยอน ปล่อยกูก่อน”


“ฮึก..ผ-ผมโดนผีหลอกอ่ะ ฮืออ”


ประโยคแรกที่แบคฮยอนพูดขึ้นทำเอาร่างสูงชะงักนิ่ง เขาได้ยินเสียงอู้อี้ดังลอดออกมาจากหน้าท้องของตัวเองพร้อมกับไหล่บางสั่นเทิ้ม


“ผีหลอกก็เหี้ยละ ผีเผอมีที่ไหน นี่มึงยังไม่เลิกงมงายอีกหรอ” ชานยอลกระซิบถาม


“ม-ไม่ใช่ ผมไม่ได้งมงาย ฮึก ผม—”


“มึงควรปล่อยกูก่อนแล้วพูดดี ๆ ทำแบบนี้กูฟังไม่รู้เรื่อง” อีกครั้งที่ชายหนุ่มใช้ฝ่ามือดันไหล่บางให้ออกห่าง เขาเริ่มอึดอัดที่เด็กรุ่นน้องเอาแต่กอดแน่น ชานยอลพยายามพูดดึงสติให้อีกฝ่ายยอมปล่อยมือ และมันก็กินเวลาไปหลายนาทีกว่าจะกล่อมให้แบคฮยอนยอมผละออกไป


มันออกจะเป็นการกระทำที่ประหลาดไปนิด แต่ชานยอลก็ไม่ได้ใจร้ายเกินไปจนไม่เห็นใจคนตรงหน้า ถึงปากจะบอกว่าแบคฮยอนเพ้อเจ้อเรื่องผีไม่เข้าเรื่อง แต่สิ่งที่เด็กหนุ่มเล่าก็ทำให้เขาต้องรับฟัง


“ฮือ เมื่อกี้ อึก เมื่อกี้ผ-ผมได้ยินเสียงเรียก ฮึก มันเรียกผมตั้งหลายรอบ—แล้ว ฮึก แล้วยังมีอะไรไม่รู้มานั่งทับอกอีก” แค่พูดถึงขนอ่อนบนแขนก็ลุกขึ้นพร้อมกัน แบคฮยอนยังจำเหตุการณ์ทุกอย่างได้แม่นยำ มันสั่นประสาทให้เขารู้สึกหลอน


“มึงได้ยินเสียงอะไรนะ”


“ฮึก—ผมได้ยินว่า ได้ยินกูไหม ฮือ ได้ยินตั้งหลายรอบอ่ะพี่ ฮึก” ชานยอลขมวดคิ้วฟังประโยคของรุ่นน้องตรงหน้าด้วยความครุ่นคิด แบคฮยอนเอาแต่พูดว่าได้ยินเสียงประหลาด ๆ แถมยังเอาแต่ร้องไห้จนฟังไม่รู้เรื่อง


“แล้ว.. อึก แล้วตอนที่ผมนอนอยู่ก็เหมือนมีคนล้มตัวนอนลงข้าง ๆ ผมตรงนี้—ฮือ เตียงมันยวบลงจริง ๆ นะพี่ พอผมลุกขึ้นมาจะเรียกเพื่อนแต่ก็ไม่มีใครนอนอยู่เลยสักคน ฮึก! ไม่เอา ผมไม่อยู่ที่นี่แล้ว!”


จู่ ๆ เด็กหนุ่มก็ดีดตัวเองลงจากเตียงอย่างกะทันหัน หวาดผวากับเตียงนอนของตัวเองพร้อมกับความรู้สึกในตอนนั้นที่เด่นชัดขึ้น ชานยอลรีบคว้าแบคฮยอนเอาไว้เพราะอีกฝ่ายเอาแต่จะลุกหนีออกจากเตียง โดยไม่ทันได้ระวังว่าตัวเองเกือบล้มหน้าคะมำไปกับพื้น


“แบคฮยอน มึงใจเย็น ๆ สิวะ” ชานยอลปรามเด็กหนุ่มที่เอาแต่กระวีกระวาดจะออกจากห้องนี้ให้ได้ เขาดึงคนตัวเล็กเอาไว้โดยที่อีกฝ่ายเอาแต่ส่ายหน้าร้องไห้เหมือนครั้งแรก


“ไม่เอา ผมไม่อยู่แล้ว ฮ-ฮึก ผมกลัวแล้วฮือ”


“แบคฮยอน”


“ฮึก..ผีหลอกจริง ๆ ฮือ ผีหลอก” ราวกับคนเสียสติเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ตนเจอเข้า มันน่ากลัวมากสำหรับคนที่กลัวผีอย่างแบคฮยอน “ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ฮือ ผมไม่อยากอยู่แล้ว”


“แบคฮยอน มึงตั้งสติ แล้วฟังกูซะ”


เมื่อเห็นว่ารุ่นน้องตรงหน้าเริ่มโวยวายเสียงดัง ชานยอลก็รีบกระซิบกระซาบเขย่าร่างคนตรงหน้าให้หยุดอาการฟูมฟาย อีกอย่างเขาไม่อยากพูดเสียงดังให้คนรอบข้างตื่นขึ้นมา


“หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ แล้วฟังกู!”


“ฮึก..ผมกลัว ผม..ผมก-กลัว”


น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาที่หลับแน่น เหมือนแบคฮยอนพยายามปิดกั้นการรับรู้ทุกอย่างเพราะไม่อยากได้ยินแม้แต่เสียงของอีกฝ่าย แค่คิดว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องแบบนั้นอีกแบคฮยอนก็รู้สึกหลอนจนทนไม่ไหว


ไม่ไหว ทนอยู่ห้องนี้ไม่ไหวแล้ว


“ฟังกู! มึงลืมตาขึ้นมาเดี๋ยวนี้ แล้วมองไปรอบห้องว่าตอนนี้มีอะไรบ้าง”


“ไม่ ไม่เอา ผมไม่มอง” แบคฮยอนรีบส่ายหน้า


“กูบอกให้ลืมตามองไง! มึงเล่นเอาแต่หลับตาแบบนี้มึงจะรู้ไหมว่ามีคนนอนอยู่เต็มห้อง”


“มันไม่มี ฮึก ไม่มีใครนอนอยู่บนเตียงเลย” แบคฮยอนยังจำภาพที่เห็นเตียงหลายหลังว่างเปล่าได้ติดตา เขากลัวว่าถ้าลืมตามองอีกครั้งแล้วเจอภาพแบบนั้นอีกต้องกลายเป็นบ้าแน่ ๆ


“แล้วที่กูเห็นอยู่นี่อะไร ศพคนงั้นหรอห้ะ” ชานยอลเริ่มฉุนเล็กน้อยที่เด็กตรงหน้าเอาแต่ฟูมฟายเรื่องไร้สาระ ทั้ง ๆ ที่รุ่นน้องคนอื่น ๆ ก็นอนอยู่เต็มห้อง “มึงลืมตาไปดูเพื่อนมึงเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่มีใครนอนอยู่ กูให้เอาตีนขยี้หน้าเลย”


“ฮือ ไม่เอา ผมไม่มอง—”


“กูบอกให้ลืมตา!”


!!!!


เหมือนร่างกายสั่งการเองอัตโนมัติ เมื่อจู่ ๆ เปลือกตาสีอ่อนที่เคยปิดสนิทก็เบิกโพล่งขึ้นอย่างตกใจ ภาพตรงหน้ายังเป็นใบหน้าของรุ่นพี่ตัวสูงที่กำลังชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ใส่ โดยที่คิ้วเข้มยังขมวดแน่น


“พ-พี่..” ริมฝีปากสั่นระริกเรียกคนตรงหน้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ซึ่งมันก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ชานยอลจับไหล่เล็กของรุ่นน้องพลิกไปอีกทางซึ่งทำให้แบคฮยอนได้เห็นเต็มตาว่าตอนนี้สภาพในห้องเป็นยังไง


!!!!!


“ไง มึงยังจะเห็นอีกไหมว่าไม่มีใครนอนอยู่ในห้อง”


“...”


“...”


“ท-ทำไม ทุกคนถึง—” ไม่เข้าใจ ทั้งที่ตอนแรกก็เห็นว่าไม่มีใคร แต่ทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นแบบนี้ เขาถึงกับพูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นว่าเตียงที่เคยว่างเปล่ามีคนกำลังนอนอยู่ ทุกคนกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียง ไม่มีใครหายออกไปแม้แต่คนเดียว .. มันเป็นไปได้ยังไง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นแบคฮยอนไม่เห็นใครนอนอยู่ในห้องด้วยซ้ำ


“กูบอกแล้วไงว่าเพื่อนมึงนอนอยู่เต็มห้อง มีแต่มึงนั่นแหละเพ้อเจ้อ หลอนยาหรอวะห้ะ?”


“ต-แต่ว่า..” แบคฮยอนไม่รู้จะตอบโต้อะไรอีกฝ่าย เมื่อรู้ว่าเพื่อนไม่ได้หายไปไหน มันโล่งใจก็จริง แต่กลับมีบางอย่างที่ทำให้แบคฮยอนต้องรีบคว้าชายเสื้อรุ่นพี่ไว้แน่น


“อะไร”


“แล้วเสียงที่ผมได้ยินล่ะ..”


“เสียงอะไร”


“...”


“ถ้าไอ้เสียง ได้ยินไหม ๆ นั่นก็เสียงกูเอง”


“หมาย-หมายความว่ายังไง นี่พี่—” ไม่ทันที่แบคฮยอนจะพูดจบ ชานยอลก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมกับมองใบหน้าของรุ่นน้องด้วยความเอือมระอา ดูเหมือนว่าแบคฮยอนจะไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง ทั้งยังคิดมาก หลอนประสาท ปั้นเรื่องมโนขึ้นมาทั้งเพ


“กูว่าพรุ่งนี้เช้ามึงควรไปหาอาจารย์ห้องพยาบาล ไม่ก็โทรเรียกพ่อแม่มึงพาไปหาหมอเถอะ มึงนอนละเมอเสียงดังมากจนกูนอนไม่หลับต้องลุกขึ้นมาดู ไหนจะถีบเตียงกูอีก กะจะลงมาด่า มึงก็เอาเอาแต่แหกปากร้องไห้ นอนดิ้นจนเตียงแทบพัง กลัวจะตายห่าไปก่อนกูเลยปลุกให้ตื่นไง”


“.. นี่พี่นอนเตียงข้างบนผมหรอ ฮึก” แบคฮยอนยังคงสะอื้นขณะพูดถามคนตรงหน้าไปด้วย แม้ว่าตอนนี้ฝ่ามือตัวเองจะกำชายเสื้อคนตรงหน้าแน่นราวกับว่ากลัวอีกคนจะหายตัวไปไหน


“ก็เออสิวะ”


“แต่-แต่ตอนแรกข้างบนผมไม่มีใครนอนนี่ ฮึก” ใช่ว่าจะจำไม่ได้ว่าห้องนี้มีใครนอนบ้าง ยิ่งกับเตียงริมสุดแล้ว แบคฮยอนก็ได้สิทธิพิเศษการครองเตียงสองชั้นคนเดียว โดยที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะมีคนอื่นมานอนด้วย


“ก็กูเพิ่งเข้ามา ห้องอื่นมันเสียงดังน่ารำคาญ เห็นว่าเตียงข้างบนมึงว่างกูเลยจะขึ้นมานอน แต่มึงนี่เชี่ยไร นอนดิ้นอยู่ได้ เตียงมันสั่นกูเลยลงมาดูเนี่ยว่าเป็นอะไร”


“กะ-ก็..”


แวบแรกแบคฮยอนรู้สึกผิดที่การกระทำของตัวเองมันไปรบกวนรุ่นพี่ตรงหน้าเข้าให้ แต่อีกไม่กี่วิต่อมาความสงสัยมากมายก็แล่นเข้ามาในหัว มีหลายอย่างที่แบคฮยอนไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าพี่ชานยอลจะเป็นคนพูดเองว่านอนอยู่บนเตียงด้านบน


ให้พูดกันตามตรงแล้วแบคฮยอนเป็นประเภทหลับลึก เขาอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ว่าอีกฝ่ายเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ยิ่งได้ยินคำที่บอกว่า นอนละเมอเสียงดัง แบคฮยอนก็มั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนแบบนั้น แต่สีหน้าของรุ่นพี่ชานยอลก็ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก


เหมือนอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างความฝันกับความจริง แบคฮยอนไม่อยากปลอบใจตัวเองด้วยการพูดว่าเรื่องที่ตนเจอมันเป็นแค่ความฝัน แต่ถ้าเป็นฝันทำไมมันถึงได้เหมือนจริงขนาดนั้น เขายังจำสัมผัสที่ทับลงมากลางอกได้ด้วยซ้ำ และยังจำได้ว่าตัวเองเป็นคนเปิดประตูกระชากออก—ประตูงั้นหรอ?


ฉับพลันดวงตาเรียวก็เบิกกว้าง จ้องคนตรงหน้าราวกับว่านึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ และในตอนนั้นแบคฮยอนก็ค่อย ๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดเหล่สายตามองผ่านความมืดไปยังประตูหน้าห้อง ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ประตูอยู่ในสภาพปิดสนิทเหมือนเดิม


ไม่ใช่เปิดอ้ากว้างเหมือนกับที่—เขาเห็น


“มองอะไร”


ในตอนนั้นที่เสียงทุ้มดังขึ้น ร่างบางก็สะดุ้งเฮือกอย่างตกใจ ชานยอลได้แต่มองรุ่นน้องตรงหน้าด้วยความสงสัย จู่ ๆ ก็มองผ่านเขาไปยังด้านหลัง ซึ่งมันเป็นบริเวณหน้าประตูห้อง เขาหันมองตามอีกฝ่ายแต่ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลกไปแม้แต่น้อย


“มองอะไรของมึง” ชานยอลถามซ้ำอีกครั้ง


“เปล่า..เปล่าครับ” เด็กหนุ่มพูดด้วยเสียงเบา พลางเหล่ตามองประตูอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ กระทั่งได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ แบคฮยอนจึงช้อนตามองรุ่นพี่ตรงหน้าอีกครั้ง พยายามคิดหาเหตุผลมาตอบความสงสัยของตัวเองให้กระจ่าง


สรุปแล้วมันคือความจริงหรือความฝันกันแน่


พอได้ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนไม่ได้อยู่คนเดียวเหมือนอย่างที่เห็นก่อนหน้า แบคฮยอนก็เริ่มโล่งใจ ทว่ามันก็ไม่สุดเสียทีเดียว ยังมีหลายอย่างที่ติดค้าง แต่เพราะบรรยากาศและสถานการณ์ในตอนนี้เขาเองก็รู้ตัวดีว่าไม่ควรถามอะไรมาก


รุ่นพี่ชานยอลจ้องเขาอยูครู่หนึ่งก่อนจะถามว่าโอเคขึ้นบ้างไหม ซึ่งเด็กหนุ่มก็พยักหน้าตอบเพราะได้สติขึ้นมาบ้างแล้ว โอเค ถ้าหากว่ามันเป็นแค่ฝันแบคฮยอนก็จะคิดว่ามันคือความฝัน และหวังเอาไว้ว่าฝันเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นกับตัวเองอีก


“ไปนอนได้แล้วไป ดึกแล้ว” ชายหนุ่มร่างสูงพูดพร้อมกับพรูลมหายใจออกมาเล็กน้อย นึกในใจว่าทำไมจะต้องมาเสียเวลาพูดจาปลอบเด็กตรงหน้าด้วย แต่ครั้นเห็นดวงตาเรียวที่ฉ่ำไปด้วยน้ำตาช้อนมองขึ้นมา ชานยอลก็รู้แล้วแหละว่าสาเหตุที่ตนมายืนอยู่ตรงนี้คืออะไรแบคฮยอนน่าสงสารกว่าที่คิดไว้


“น-นั่นพี่จะไปไหน” แบคฮยอนถามขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเดินห่างออกจากเขาไป “ถามได้ กูก็ขึ้นไปนอนที่กูดิวะ”


ที่ที่ชานยอลหมายถึงก็เป็นเตียงด้านบนของแบคฮยอนนั่นแหละ และเมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้น เด็กรุ่นน้องก็ทำท่าทีกระอักกระอ่วนเหมือนมีบางอย่างจะพูด


“มีไรจะพูดก็พูด” คนตัวเล็กสะดุ้งเล็กน้อยกับน้ำเสียงที่ดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ ความจริงมันก็ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันแล้ว และก็ไม่แปลกถ้าพี่ชานยอลจะอารมณ์เสีย ยังไงซะ เขาก็เป็นคนสร้างความรำคาญให้อีกฝ่ายตื่นขึ้นมากลางดึก


แต่ไหน ๆ ก็ทำให้ตื่นแล้ว งั้นก็..


“พี่ชานยอล.. ผม-ผมกลัวผี”


“แล้วยังไง”


“คืนนี้พี่นอนกับผมได้ไหม”


“...”


“...”


คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน “เมื่อกี้ มึงว่าอะไรนะ” ไม่ใช่ว่าไม่ได้ยิน แต่ไอ้คนตรงหน้ามันหดคอก้มหน้าพูดแบบนั้นเสียงมันก็อู้อี้อยู่ในคอ อีกทั้งประโยคที่ได้ยินมันก็ทำให้คนฟังตกใจเล็กน้อย


“ผ-ผมไม่กล้านอนคนเดียว”


“...”


“พี่..พี่นอนกับผมได้ไหมครับ..”


พูดจบแบคฮยอนก็เงยหน้าช้อนสายตามองอีกฝ่าย กะว่าให้รุ่นพี่ตรงหน้าเห็นใจเขาบ้าง อย่างน้อยก็อยู่เป็นเพื่อนกันจนกว่าจะหลับก็ได้ ให้แบคฮยอนกลับไปนอนเตียงเดิมในตอนนี้คนเดียวคงทำไม่ได้แน่ ๆ เกิดมีเรื่องอะไรขึ้นมาอีกอย่างน้อยก็น่าจะหาตัวช่วยได้ทัน


“นี่มึงกลัวขนาดนั้นเลยหรอวะ”


ก็เคยคิดว่าเด็กตรงหน้ามันอาจจะกลัวตามประสาคนไม่ชอบเรื่องอะไรแบบนี้ แต่ไม่คิดว่าจะเอาความฝันเป็นตุเป็นตะนั่นมาทำให้หลอนประสาทได้มากเกินกว่าที่คิด แบคฮยอนอาจจะกลัวจนนอนไม่หลับ อันนั้นเขาพอเข้าใจ แต่ทำไมจะต้องไปนอนด้วย เนี่ยสิคือความสงสัย


“ก็ผมกลัวอ่ะพี่ ถ้าผมถูกอำขึ้นมาอีกผมจะทำไงอ่ะ” เด็กหนุ่มเริ่มเบ้ปากเล็กน้อย


“มึงก็แค่ฝัน ทำไมถึงคิดมากจังวะ”


“ก็ถ้ามันเป็นแค่ฝันผมจะกังวลขนาดนี้หรอพี่”


“มึงจะกังวลทำไมวะ ฝันก็คือฝันสิ”


“แต่--”


“มึงโตแล้วนะแบคฮยอน”


“...”


“หัดเอาชนะความกลัวบ้างดิ”


ประโยคของคนตรงหน้าทำให้คนฟังชะงักนิ่ง มันคงจริงอย่างที่พี่ชานยอลว่า แบคฮยอนเอาความกลัวมาทำลายตัวเองมากเกินไปจนทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน ไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดจะเอาชนะความกลัวเสียหน่อย อย่างที่เวลาคยองซูเล่าเรื่องผีให้เพื่อนคนอื่น ๆ ฟัง เขาก็ยังนั่งฟังด้วยแม้ใจจะกลัวแค่ไหนก็ตาม แต่บางครั้งมันก็มากเกินไปจนแบคฮยอนทนไม่ไหวก็เท่านั้น


ไม่รู้ว่าเงียบไปนานแค่ไหน กระทั่งเด็กหนุ่มก็ได้สติขึ้นเมื่อรู้ตัวว่าตนกำลังทำอะไร


“..ขอโทษครับ”


แบคฮยอนโค้งให้คนตรงหน้าด้วยความรู้สึกผิด หากความกลัวของเขามันต้องลำบากคนอื่น ยังไงก็สู้เอาชนะความรู้สึกพวกนี้ด้วยตัวคนเดียวคงจะดีกว่า


ชานยอลไม่ได้ตอบอะไรได้แต่ปรายตามองรุ่นน้องที่หงอยลงถนัดตา แบคฮยอนดูตัวเล็กลงจากเดิม เมื่ออีกฝ่ายเดินถอยหลังเล็กน้อย เขาสังเกตเจ้าตัวที่ยืนนิ่งอยู่ก่อนจะตัดสินใจปีนบันไดขึ้นเตียงไปยังด้านบน


ทว่าเสียงกระซิบบางอย่างทำให้ชายหนุ่มร่างสูงหยุดชะงัก


เขาหันขวับกลับไปมองยังแบคฮยอนที่กำลังโน้มตัวหาคนที่นอนอยู่บนเตียงข้าง ๆ


“มึงทำอะไร”


เสียงแข็งทื่อของรุ่นพี่ทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาเรียวเบิกมองอีกฝ่ายเลิกลักพลางมองสลับกับเพื่อนสนิทที่หลับไม่รู้เรื่องราวอะไร “ผมจะปลุกเพื่อน—”


“ไม่ต้อง”


!!!


เหมือนเสียงนั่นมันกังวานไปทั่วห้อง แบคฮยอนชะงักนิ่งเมื่อรุ่นพี่ตรงหน้าพูด จู่ ๆ ก็มีลมเย็นพัดผ่านร่างกายของเขา ขนอ่อนทั่วกายลุกขึ้นชันอีกครั้ง เมื่อเสียงเย็นเยียบไร้ชีวิตชีวานั่นดังวนซ้ำอยู่ในหัว


ใบหน้าเรียบนิ่งของรุ่นพี่หนุ่มทำเอาคนตัวเล็กพูดอะไรไม่ออก แสงไฟจากหัวเตียงทำให้เขาเห็นหน้าตาของอีกฝ่ายชัดเจน แบคฮยอนไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายจะต้องพูดเสียงดังแล้วทำสีหน้าเหมือนจะโกรธเขา แต่ครู่เดียวที่เด็กหนุ่มกระพริบตา ใบหน้าของอีกฝ่ายก็กลับมาเป็นเหมือนครั้งแรกที่เจอ


“ไม่เห็นหรอว่าเพื่อนมึงหลับแล้ว” ชานยอลพูดขณะที่ลดตัวลงจากบันไดเตียงชั้นสองกลับมายืนนิ่งที่พื้นเหมือนเดิม


“ก็..ก็เห็นครับ แต่-ผมไม่กล้านอนคนเดียว” จุดประสงค์ในการปลุกเพื่อนของแบคฮยอนก็คงไม่พ้นให้อีกฝ่ายตื่นมาอยู่เป็นเพื่อน อย่างน้อยก็ให้คยองซูตื่นมาด่าเขานิดหน่อยเพื่อให้ได้สติ จากนั้นค่อยขอมันนอนด้วยแม้ว่าพรุ่งนี้เช้าเขาอาจจะโดนบ่นจนหูชา


“ทำไมมึงถึงวุ่นวายแบบนี้วะแบคฮยอน”



ประโยคคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบของชานยอลทำให้เด็กหนุ่มพูดอะไรไม่ออก รุ่นพี่ตัวสูงพรูลมหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะปรายตามองเตียงของรุ่นน้องอยู่ครู่หนึ่ง


“ยังอยากให้กูนอนด้วยอยู่ไหม”


“แต่ผมไม่อยากรบกวนพี่...ผมเกรงใจ” เด็กหนุ่มพูดเสียงอ้อมแอ้ม จู่ ๆ ก็รู้สึกกลัวกับท่าทีของอีกฝ่าย


“ถ้าเกรงใจกูแล้วทำไมเมื่อกี้ถึงขอให้กูนอนด้วยล่ะ”


“...”


“ถ้าอยากให้นอนมึงก็เก็บเศษเงินเหรียญบนเตียงมึงดี ๆ ซะ นอนเหี้ยไรของมึง เงินเต็มที่นอนไปหมด เป็นบ้าหรอ” ชานยอลพูดพลางเหลือบมองเงินเหรียญที่กระจัดกระจายเต็มเตียง หรือแม้กระทั่งด้านล่างที่เหมือนจะมีอยู่สองสามเหรียญ และเขาคิดว่ามันน่าจะตกก็ตอนที่อีกฝ่ายนอนดิ้นไปมา


ไม่รู้เพราะอะไร จากตอนแรกที่เขาเริ่มกลัวรุ่นพี่ชานยอล แต่กลับยอมก้มเก็บเหรียญตามคำสั่งของอีกคนโดยที่ไม่ขัดอะไร ฉับพลันก็นึกถึงว่าทำไมคยองซูถึงต้องให้เอาเหรียญมาไว้ใต้หมอนเวลานอน แต่ด้วยความที่เขากลัวว่าชานยอลจะเปลี่ยนใจไม่นอนด้วย แบคฮยอนจึงรีบเก็บเงินเหรียญมากองไว้ใต้หมอนเหมือนเดิม


“ทำไมต้องเอาไว้ใต้หมอนด้วย” ชายหนุ่มร่างสูงถามด้วยความสงสัย


“คือ-เพื่อนผมให้เอาไว้อ่ะ.. ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” แบคฮยอนไม่ค่อยมั่นใจในคำตอบสักเท่าไหร่ เขาไม่รู้จะตอบคำถามคนตรงหน้ายังไง เพราะแม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของการเอาเหรียญมาวางไว้บนที่นอนเหมือนกัน


“เก็บดี ๆ ดิ เดี๋ยวก็หล่นอีก” ชานยอลว่า “เอาวางไว้โต๊ะข้าง ๆ ก็ได้” เขาแนะนำ ทว่าเด็กหนุ่มกลับไม่ได้ทำตามในทันใด แบคฮยอนมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง


เอาเหรียญวางไว้บนโต๊ะนั่นซะ กูง่วงนอนแล้ว”


ขณะที่พูดชานยอลก็เอื้อมมือหยิบหมอนจากเตียงชั้นสองลงมา แม้ว่าเตียงเดี่ยวในหอพักจะไม่ได้กว้างมากพอให้ผู้ชายสองคนนอนเบียดกันได้ แต่ก็เพราะว่าเด็กอย่างแบคฮยอนตัวเล็กเกินกว่ามาตรฐานทั่วไป และเขาก็ไม่ใช่คนตัวใหญ่อะไรมากนอกจากความสูงที่ทำให้ดูตัวโตก็เท่านั้น


แบคฮยอนพยักหน้ารับก่อนจะรวบเอาเหรียญทั้งหมดมาวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง วูบหนึ่งก็เกิดความรู้สึกไม่สบายใจเท่าที่ควร แม้ว่ารุ่นพี่ชานยอลจะอาสามานอนด้วย ทว่าเขากลับรู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก และถ้าคิดจะตอบปฏิเสธอีกคนตอนนี้จะเป็นอะไรไหม


แต่เมื่อหันไปมองคนตัวสูงที่ยืนอยู่ด้านหลัง แบคฮยอนกลับรู้สึกแปลกอีกครั้งเมื่อสายตาของชานยอลนั้นดูไม่มีอะไรแอบแฝง อีกฝ่ายกำลังมองการกระทำของเขาก่อนจะพูดกับเขาอีกครั้ง


“จะให้กูนอนฝั่งไหน”


“พี่นอนข้างในได้ไหมครับ” สุดท้ายก็ตัดใจบอกให้อีกคนกลับไปนอนที่ตัวเองไม่ลง อย่างน้อยก็มีคนนอนด้วย แม้ว่าจะไม่ได้รู้จักมักจี่กันดีขนาดนั้น แต่ก็ดีกว่าจะต้องไปปลุกคยองซูให้ตื่นแล้วถูกบ่นอีกครั้ง อีกอย่าง พี่ชานยอลเองก็ไม่ใชคนอื่นคนไกล แถมอีกฝ่ายก็ดูไม่หวาดกลัวอะไร มันทำให้แบคฮยอนมีความมั่นใจเล็กน้อยกว่าคืนนี้เขาอาจจะไม่เจอเรื่องอย่างนั้นอีกแล้ว


ชานยอลพยักรับก่อนจะเดินไปอีกฝั่งแล้วขึ้นนั่งบนเตียง ส่วนแบคฮยอนเองก็ขึ้นฝั่งที่ตัวเองยืนอยู่ ซึ่งฝั่งที่เขานอนมันติดกับเตียงของคยองซู และที่ข้าง ๆ เขาก็คือพี่ชานยอลที่นอนติดฝั่งกำแพง


โอเค—สำหรับคืนนี้แบคฮยอนคิดว่ามันไม่ได้แย่เท่าไหร่นักกับการนอนเบียดกันบนเตียง ซึ่งนั่นมันต้องดีกว่าเป็นไหน ๆ หากต้องกลับไปนอนคนเดียวเหมือนตอนแรก


ไฟบนหัวเตียงถูกดับไปด้วยฝีมือของรุ่นพี่ ชานยอลกระชับหมอนของตัวเองก่อนจะนอนหลับตานิ่ง และแบคฮยอนคิดว่าตัวเองก็ควรนอนได้แล้วเหมือนกัน เมื่อภายในห้องกลับมามืดสนิทอีกครั้ง ความเงียบก็เข้าจู่โจมจนกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจของคนข้างกาย


จังหวะสม่ำเสมอทำให้เด็กหนุ่มรู้ว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้ว จะมีก็แต่เขาเนี่ยแหละที่ยังตาค้างอยู่ ผ่านไปเกือบสิบนาที เขาก็ยังนอนไม่หลับ ทั้งที่คิดว่ามันเลยเวลานอนมาหลายชั่วโมงแล้ว ไหนพรุ่งนี้จะต้องตื่นไปช่วยงานอาจารย์ที่หอสมุด การนอนดึกไปมากกว่านี้อาจจะทำให้เขาตื่นสายและไม่มีเรี่ยวแรงไปทำงาน


แบคฮยอนถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเม้มปากแน่น ไออุ่นจากอุณหภูมิของคนข้างกายทำให้เขาอุ่นใจก็จริง แต่ถึงจะอุ่นใจแค่ไหนมันก็ยังนอนไม่หลับอยู่ดี เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจพลิกตัวหันหน้าเข้าหาอีกฝ่ายก่อนจะถือวิสาสะจับแขนเสื้อคนข้าง ๆ เอาไว้


เอ่อ.. วิธีนี้จะทำให้เขานอนหลับได้รึเปล่านะ—


“ทำไมยังไม่นอน”


เสียงทุ้มต่ำถามมาทั้ง ๆ ที่ตายังหลับอยู่ แบคฮยอนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเสียงของพี่ชานยอลดังขึ้นแบบไม่มีบอกกล่าว ใจแทบหล่นไปอยู่ตาตุ่มเพราะนึกว่าอีกคนหลับไปแล้วเสียอีก


“...”


“ยังกลัวอยู่หรอ” ชานยอลถาม


“ก็..นิดหน่อยครับ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ขณะเดียวกันก็คิดว่าตัวเองควรจะหันกลับไปนอนหงายเหมือนเดิม พอคิดว่าการนอนจับคนข้าง ๆ ไว้อาจจะทำให้เขานอนหลับ แต่ดันลืมคิดไปว่าตอนนี้เราต่างเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ การนอนแบบนี้มันไม่ดูแปลกประหลาดไปหน่อยหรอ?


หรืออันที่จริงแล้วมันอาจจะแปลกตั้งแต่ที่ชวนมานอนด้วย..


เสียงของคนที่คิดว่าควรจะหลับแต่ยังไม่หลับเงียบไปแล้ว แบคฮยอนจึงค่อย ๆ พลิกตัวนอนหงายเหมือนเดิม ทว่าคนข้างกายกลับพลิกตัวหันมาทางเด็กหนุ่ม พร้อมกับจับไหล่เล็กนั่นให้กลับมานอนตะแคงเหมือนเดิม


แม้ว่าภายในห้องจะมืดแค่ไหน แต่แสงไฟที่เล็ดลอดมาจากด้านนอกก็พอทำให้เห็นเค้าโครงว่าอะไรเป็นอะไร ตอนนี้ใบหน้าของแบคฮยอนกำลังประจันอยู่กับรุ่นพี่ เขาเบิกตามองอีกคนที่กำลังจ้องเขาอยู่เหมือนกัน กลายเป็นความกระอักกระอ่วนเมื่อจู่ ๆ ก็ถูกจับให้นอนอยู่ในท่านี้


!!!


แต่ระหว่างที่กำลังคิดหาทางว่าจะเอายังไงต่อไปดี สัมผัสบางอย่างก็แตะเข้าที่ข้างกกหูของเขา มันคือฝ่ามือใหญ่ของคนตรงหน้าที่กำลังลูบศีรษะเขาก่อนที่เสียงทุ้มต่ำของอีกคนจะพูดขึ้นมาคล้ายเสียงกระซิบ


“นอนซะ”


ฉับพลันแบคฮยอนก็สัมผัสได้ถึงความอุ่นวาบที่สาดเข้ากลางอก จากที่เคยเกิดความกลัวมันก็ค่อย ๆ จางหายไป ดวงตาเรียวเล็กยังคงจ้องมองคนตรงหน้าที่ตอนนี้กำลังลูบหัวให้เขาอย่างแผ่วเบา ขณะเดียวกันก็นึกไปว่ามันเป็นการกระทำที่ดูไม่สมควรเท่าไหร่นัก แต่ในสถานการณ์แบบนี้แล้ว แค่คิดว่าสัมผัสนั่นกำลังทำให้เขาเข้าสู่ห้วงนิทราได้


“...”


จากที่เคยคิดว่าคืนนี้เขาอาจจะนอนไม่หลับ ความง่วงก็เริ่มเข้าครอบงำแล้วแบคฮยอนก็หลับสนิทในเวลาต่อมา



_______________________



เสียงจอแจภายในโรงอาหารเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วสำหรับโรงเรียนประจำที่เด็กทุกคนต้องตื่นมาทานมื้อเช้ากันพร้อมหน้า ทว่าเวลาอาหารจริง ๆ คือแปดโมงตรง แต่ตอนนี้เพิ่งจะหกโมงกว่า ๆ แต่ภายในโรงอาหารแห่งนี้กลับมีกลุ่มนักเรียนชายกำลังนั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่


มันเป็นการเจอกันที่ไม่ได้นัดหมายไว้ เหมือนทุกคนรู้ว่าการมาเจอกันในเวลาเช้าตรู่แบบนี้หมายถึงอะไร แต่กลับไม่มีใครเริ่มต้นเล่าในสิ่งที่ตัวเองประสบพบเจอ หากให้เดาจากสีหน้าอิดโรยของแต่ละคนก็คงรู้กันดีว่า เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น


“มึงได้ยินเหมือนกูใช่ป้ะวะ” นัมจุนหันไปถามยังโยซอบที่กำลังนั่งเบียดกับกีกวัง ใจจริงเขาไม่อยากจะพูดขึ้นมาหรอก แต่เพราะไม่มีใครเริ่มเลยต่างหากจึงทำให้นัมจุนยอมพูดในสิ่งที่ตัวเองเจอมา


“อือ” อีกฝ่ายพยักหน้าตอบรับก่อนที่ทุกคนในกลุ่มจะเริ่มเล่าว่าเมื่อคืนเจอกับอะไรบ้าง


“กูไม่คิดมาก่อนเลยว่ะว่าเรื่องที่พี่เขาเล่าต่อ ๆ กันจะเป็นเรื่องจริง” กีกวังพูดขึ้นทำให้ทุกคนหันมามอง


“เรื่องอะไร” นัมจุนถาม


“เชี่ย.. มึงจะถามทำไมวะแม่ง”


“ก็กูอยากรู้ไง พวกมึงไม่สงสัยกันบ้างหรอวะ” คราวนี้ชายหนุ่มหันไปถามเพื่อนรอบโต๊ะที่ตอนนี้มีกันอยู่เกือบสิบกว่าคน นัมจุนมั่นใจว่าเกินครึ่งคือคนที่นอนในห้องด้วยกันเมื่อคืน ส่วนอีกสองสามคนที่นอนห้องอื่นก็ตื่นเช้ามาร่วมวงสนทนาด้วยโดยที่ไม่มีการนัดล่วงหน้าเลยแม้แต่น้อย


“เอาจริงนะ กูก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริงอ่ะ แต่พอคิดว่าเมื่อคืนเราเจออะไรมาบ้างกูก็ปักใจเชื่อแล้ว” เพื่อนอีกคนพูดขึ้นมา ซึ่งทุกคนในที่นั้นเองก็เห็นด้วยเหมือนกัน


คงไม่มีใครเชื่อเรื่องอาถรรพ์ศุกร์ 13 ที่จะเกิดขึ้นทุกปี และมันจะเกิดขึ้นที่ห้อง ๆ นั้น


ห้อง 534


มันเป็นเรื่องเล่าขานที่ถูกเล่ากันรุ่นต่อรุ่น ไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุที่เป็นแบบนั้นได้มันเกิดจากอะไร หากให้คิดในเชิงวิทยาศาสตร์ก็อาจจะเกิดจากลมในตอนกลางคืนที่พัดแรงมาก ทำให้หน้าต่างห้องสั่นสะเทือนจนน่ากลัว หากแต่คิดกลับกันเสียงหน้าต่างนั่นก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการถูกคนด้านนอกเคาะ


ซึ่งหน้าต่างทุกบานถูกเคาะเหมือนกับต้องการจะเรียกให้ทุกคนตื่น


เสียงปึงปังนั่นปลุกสติใครหลายคนให้ตื่นขึ้นมา แม้จะคิดในแง่ดีแล้วก็ตามว่าอาจจะเป็นเสียงลม แต่กลับมีเสียงขูดกระจก ขูดบานหน้าต่างแทรกเข้ามาเป็นระยะ ๆ จึงทำให้ทุกคนที่ได้ยินเสียงนั่นเชื่อในสิ่งเดียวกัน และต่างก็มั่นใจว่านั่นไม่ใช่เสียงลมด้านนอกแน่


ทั้งหวาดกลัวและหวาดผวาในเวลาเดียวกัน ไม่มีใครคิดจะตื่นขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่าเสียงนั่นเกิดจากอะไรนอกจากภาวนาให้ตัวเองนอนหลับ มันเป็นความสยดสยองที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะเจอเหตุการณ์ที่พวกรุ่นพี่เล่ากันต่อมาเป็นทอด ๆ


และเมื่อคืนพวกเขาก็ได้สัมผัสเหตุการณ์นั่นแบบเอ็กซ์คูลซีพสุด ๆ


โดคยองซูนั่งฟังเพื่อนในกลุ่มเล่าโดยที่ตนไม่ได้พูดหรือเสริมอะไรออกไป เขาเอาแต่นั่งเงียบราวกับว่ามีเรื่องบางอย่างให้ขบคิดอยู่ให้หัว โอเค ไอ้เรื่องเมื่อคืนที่พวกเขาทั้งหมดเจอนั่นคยองซูเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาเจอเรื่องราวเดียวกับเพื่อนทุกคน ถึงแม้ว่าจะไม่อยากปักใจเชื่อว่าสาเหตุมันเกิดจากสิ่งลี้ลับ แต่ก็คงไม่มีใครนึกพิเรนทร์วิ่งเคาะหน้าต่างรอบห้องแบบนั้นหรอก


ทว่ากลับมีบางเรื่องที่เขาไม่กล้าพูดออกไปให้คนอื่นรับรู้


ขอบอกอะไรไว้อย่างก่อนที่จะเล่าเหตุการณ์ต่อไปนี้ เขาไม่ใช่คนมีเซ้นส์หรือเห็นผีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขาไม่ใช่คนที่จะสามารถเห็นวิญญาณหรืออะไรก็ตามที่ใครไม่เห็นได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะกับเรื่องพวกนี้ จริงอยู่ที่เขาชอบเล่าเรื่องผี ดูภายนอกเหมือนจะไม่กลัวอะไร แต่ในใจมันก็ต้องมีหวั่นกันบ้างเป็นธรรมดา


เหตุการณ์เมื่อคืนที่เขารับรู้มันมีมากกว่าที่ทุกคนคิดเอาไว้ ไม่แน่ใจว่ามันเป็นอาการสะลึมสะลือของคนกึ่งหลับกึ่งตื่นหรือว่าอะไร แต่เขาเหมือนได้ยินเสียงคนพูดคุยอะไรสักอย่าง และเสียงนั่นมันก็ดังมาจากด้านหลังของเขา


ด้านหลังที่เป็นเตียงของบยอนแบคฮยอน


เพื่อนสนิทตัวเล็กที่ถูกเนรเทศในนอนเตียงริมสุด โดยที่ถูกสปอยด์ว่านั่นคือเตียงที่ปลอดภัยที่สุด คยองซูไม่แน่ใจว่าตรรกะนั่นใครเป็นคนคิดขึ้นมา แต่สำหรับเขาแล้วไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหนในห้อง มันก็ดูไม่น่าไว้วางใจทั้งนั้น


และในขณะที่กำลังนั่งทบทวนเรื่องราวเมื่อคืน ร่างของใครบางคนที่เขากำลังนึกถึงอยู่ก็เดินเข้ามาร่วมวงสนทนา แบคฮยอนเดินเข้ามาพร้อมกับรุ่นพี่ในห้อง ไม่ว่าจะเป็นพี่อี้ชิง พี่ซอกจิน หรือว่าพี่จินฮวาน มีรุ่นพี่บางคนที่หายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืน ซึ่งพวกเขาเองก็ได้รู้มาจากพี่อี้ชิงอีกทีว่าคนพวกนั้นออกไปตอนที่พวกเขากำลังหลับ


มันคือการกระทำที่เห็นแก่ตัวในสายตาของรุ่นน้อง แต่กลับกันแล้ว ถ้าหากพวกเขารู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกก็คงหนีไปนอนห้องอื่นเหมือนกัน


“จริง ๆ พวกพี่เองก็ลืมนึกเรื่องนี้ เมื่อวานมันฉุกละหุกไปหน่อยก็เลยไม่ทันได้เตือนอะไร หวังว่าพวกนายจะไม่โกรธพี่นะ”


นั่นคือคำสารภาพของรุ่นพี่ปีสามที่ทำให้รุ่นน้องทุกคนนั่งนิ่ง แวบแรกก็รู้สึกโกรธพวกพี่ทั้งสามคนอยู่เหมือนกันที่ไม่เตือน แต่พอคิดไปคิดมา พี่ปีสามบางส่วนก็ไม่ได้หนีไปนอนห้องอื่นแถมยังยอมอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง นั่นจึงทำให้เหล่าเด็กปีหนึ่งต่างพากันโกรธไม่ลง นอกเสียจากจะพูดคุยกันว่าจะทำเรื่องขอย้ายห้องไปนอนที่อื่น ทว่าพี่ซอกจินบอกว่าเหตุการณ์แบบนั้นมันเกิดขึ้นแค่ภายในคืนศุกร์ 13 เท่านั้น วันอื่น ๆ ก็ปกติไม่มีเรื่องแบบนี้อยู่ให้กวนใจ


แต่ใครมันจะไปทำใจกลับไปนอนห้องเดิมได้ ในเมื่อเจอเรื่องแบบนั้นแล้วต่อให้บอกว่าเกิดขึ้นภายในคืนนั้นคืนเดียวก็คงไม่มีใครวางใจกล้ากลับไปนอนห้องนั้นอีกครั้ง จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งเอ่ยทักแบคฮยอนที่ยังคงทำหน้าตางุนงงว่าทุกคนกำลังพูดคุยเรื่องอะไรกัน


“เมื่อคืนมึงไม่เจอเรื่องอะไรบ้างหรอวะ”


เอาจริงก่อนหน้านี้ทุกคนก็พูดกันไว้แล้วว่าจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้แบคฮยอนมันกลัว เพราะต่างรู้ดีว่าไอ้นี่มันกลัวผีมากขนาดไหน ทว่าเหตุการณ์เมื่อคืนมันประหลาดในชนิดที่ว่าคนไม่เคยเจอก็ได้เจอ คนที่เคยเจอก็ต้องเจอซ้ำอีก แต่แบคฮยอนกลับเงียบไม่มีท่าทีว่าจะพูดอะไรขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ


“ก็..ก็ไม่นี่”


ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ตอบแบบนั้นออกไป จู่ ๆ เขาก็คิดขึ้นมาว่าหากเล่าเรื่องที่ตัวเองเจอให้คนอื่นฟังจะเป็นยังไงบ้าง คือลำพังแค่ตัวเองก็ยังไม่มั่นใจเลยว่ามันคือความจริงหรือว่าความฝัน เหตุการณ์มันอยู่ในช่วงรอยต่อและแบคฮยอนก็ยอมคิดว่าเรื่องนั้นอาจจะเป็นความฝันที่เขามโนขึ้นมาเองก็ได้


ตั้งแต่เมื่อคืนที่รุ่นพี่ชานยอลมานอนด้วย แบคฮยอนก็หลับสนิทไม่รู้เรื่องราวอะไรจนกระทั่งตื่นเช้า เขาถูกรุ่นพี่ปลุกให้ตื่นไปอาบน้ำเตรียมตัวลงไปกินข้าว และในตอนนั้นเด็กหนุ่มก็เพิ่งรู้ตัวว่ารุ่นพี่ที่นอนกับเขาเมื่อคืนได้หายออกไปจากเตียงของตนแล้ว


ในตอนนั้นแบคฮยอนคิดได้อยู่อย่างเดียวว่าพี่ชานยอลอาจจะกลับไปที่ห้องของตัวเองแล้วก็ได้


แต่เมื่อคิดถึงเรื่องเมื่อคืน แบคฮยอนก็ยังรู้สึกกลัวไม่หาย แต่ว่าความกลัวนั่นก็ไม่ได้มีมากเท่ากับตอนแรก เขาแค่รู้สึกว่าการที่พี่ชานยอลมาปลุกให้เขาตื่นและนอนอยู่กับเขาทั้งคืนมันทำให้แบคฮยอนอุ่นใจขึ้นเป็นเท่าตัว โอเค—อาจจะเป็นการรบกวนรุ่นพี่มากเกินเหตุนั่นแหละ แต่เขาเองก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าการลูบหัวของอีกฝ่ายจะทำให้ตัวเองนอนหลับลึกได้มากขนาดนั้น


หลับลึกในชนิดที่ว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรแบบที่เพื่อนว่ามาเลยแม้แต่นิดเดียว


“เชี่ย อิจฉาหว่ะ ทำไมมึงไม่ได้ยินเสียงแบบพวกกูบ้างวะ” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยความรู้สึกอิจฉาเบา ๆ เอาจริงเขาเองก็เล็งเตียงสุดท้ายไว้ แต่ลองเทียบดูแล้วว่าใครกลัวผีมากกว่ากันจึงคิดว่าเตียงนั่นอาจจะเหมาะกับแบคฮยอนมากที่สุดก็ได้


“ขืนให้กูได้ยินแบบพวกมึง กูก็ตายห่าพอดีสิ” เด็กหนุ่มว่าพลางห่อไหล่ด้วยความรู้สึกหวั่นใจนิด ๆ ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีได้ไหมที่ไม่ได้ยินเสียงแบบนั้น แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะโชคดีเสมอไปซะหน่อย


“เออกูก็ว่า” เพื่อนคนเดิมตอบกลับ “แต่คืนนี้พี่เขาบอกว่ามันไม่มีอะไรนี่ มึงมาแลกเตียงนอนกับกูป้ะ”


“สัด นี่มึงอย่าบอกนะว่ากลัวผีมากกว่าไอ้แบคฮยอนอ่ะ”


“โห วินาทีนี้กูยอมโดนด่าว่าขี้ขลาดก็ได้อ่ะ”


“ก็เว่อร์ไป๊ ให้ไอ้แบคฮยอนมันนอนที่เดิมนั่นแหละดีแล้ว ขืนมานอนที่พวกมึงแล้วโดนผีหลอกแม่งไม่แย่ไปกันใหญ่หรอวะ” พูดจบแบบนั้นทุกคนก็เห็นด้วย กลายเป็นว่าไม่มีใครอยากแย่งเตียงริมสุดนั่น ทว่าคนถูกพาดพิงกลับไม่ได้รู้สึกเบาใจเลยสักนิดว่าเตียงตัวเองปลอดภัย


“แต่กูว่าจะขอย้ายไปนอนห้องอื่นหว่ะ” คำพูดของเขาทำเอาเพื่อนทั้งกลุ่มหันมามอง รวมถึงรุ่นพี่ด้วย “คือไงล่ะ.. ก็จริงแหละว่ากูไม่ได้เจอแบบพวกมึงอ่ะ แต่กูรู้สึกว่า—”


“เออ กูเห็นด้วย”


ฉับพลันคำพูดของคยองซูก็โพล่งเสริมขึ้นมา ทุกสายตามองสลับคนทั้งสองด้วยความงุนงง “กูคิดว่าถ้ามันได้ไปนอนห้องอื่นอาจจะเบาใจมากกว่า ไม่ใช่นอนห้องที่มีเรื่องอาถรรพ์แบบนี้”


“โหย ถ้างั้นพวกเราก็ต้องย้ายกันหมดป้ะวะ เพื่อนกันไม่ทิ้งกันดิ” นัมจุนพูดขึ้น


“นั่นดิ จะย้ายก็ย้ายให้หมดเนี่ยแหละ มึงจะให้ไอ้แบคย้ายไปคนเดียวได้ไง”


“กูก็ไม่ได้บอกว่าจะให้มันย้ายไปคนเดียวซะหน่อย พวกเราควรย้ายไปทั้งหมดนั่นแหละ”


คำพูดแปลก ๆ ของเพื่อนตาโตทำให้คนรอบข้างมองด้วยความสงสัย จริง ๆ มันอาจจะเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนคิดได้หลังจากที่เกิดเรื่องเมื่อคืน แต่ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่ากว่าจะทำเรื่องย้ายห้องมันยากแค่ไหน ขืนให้เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้อาจารย์ฟังเดี๋ยวก็หาว่าเพ้อเจ้อ หลอนประสาทไปกันเองอีกต่างหาก


“กูคิดว่ามันน่าจะดีสำหรับพวกเราทุกคนอ่ะ อย่างน้อยเราควรจะได้นอนที่ที่มันปลอดภัยมากกว่านี้ หรือไม่ก็ที่ที่เราไม่ต้องเจอเรื่องอะไรแบบนั้น”


“โธ่ะไอ้น้อง แล้วนายคิดว่าที่ไหนในโรงเรียนนี้มันปลอดภัยบ้างพี่ขอถามหน่อย


จบประโยคของจินฮวานทั้งโต๊ะก็กลับมาเงียบอีกครั้งหลังจากที่นั่งถกเถียงกันสักพัก เอาจริง ๆ ตอนนี้ทุกคนก็คงขวัญอ่อนเพราะเหตุการณ์เมื่อคืนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะงั้นจินฮวานจึงเข้าใจว่าทำไมน้อง ๆ ถึงอยากย้ายไปนอนห้องอื่น แต่เขาไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่จะให้ย้าย เพราะมันวุ่นวาย ไหนจะต้องทำเรื่องอีกหลายวัน และต่อให้ไปนอนที่อื่นนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าที่ตรงนั้นจะไม่เกิดอะไรขึ้นซะหน่อย


กลายเป็นว่าเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งย้ายเข้ามานอนห้องนั้นก็ต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างพร้อมเพรียงกัน ถ้าหากรุ่นพี่บอกว่ามันจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกก็อาจจะเบาใจได้ไปเปราะหนึ่ง แต่คิดว่าคงได้เอาเตียงมานอนติดชิดกันแน่ ๆ และนั่นก็เป็นวิธีการที่เด็กปีหนึ่งจะทำจนกว่าจะได้กลับไปนอนหอตัวเอง





“มีอะไรป้ะวะ”


แบคฮยอนถามขึ้นหลังจากที่เขาสังเกตเห็นคยองซูมองหน้าตนมาสักพัก ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่พูดอะไรนอกจากจ้องเขานิ่ง “คยองซู.. มองแบบนี้กูกลัวนะเว้ย”


“เมื่อคืน มึงไม่ได้ยินอะไรจริงหรอวะ” เพื่อนตาโตกระซิบถาม แบคฮยอนนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “แล้วเหรียญเมื่อคืนที่กูบอกให้เอาไว้ใต้หมอนอ่ะ มึงได้ทำตามที่กูบอกไหม”


“...”


“...”


“ก็เอาไว้ตามที่มึงบอกแหละ” คำตอบของแบคฮยอนทำให้คนฟังเงียบไปครู่หนึ่ง “ทำไมวะ”


“เปล่าหรอก” คยองซูตอบก่อนจะผินหน้ามองทางอื่น แต่ครู่ต่อมาเขาก็หันมามองเพื่อนสนิทเหมือนเดิม “มึงแน่ใจนะว่ามึงเอาเหรียญไว้ใต้หมอนตามที่กูบอกจริง ๆ”


“เชี่ย มึงอย่าถามย้ำกูแบบนี้ดิวะ กูกลัวนะเว้ย” แบคฮยอนว่าพลางขมวดคิ้วมองเพื่อน “มีอะไรป้ะวะ ทำไมมึงต้องให้กูเอาเหรียญไว้ใต้หมอนด้วยอ่ะ” ไหน ๆ ตอนนี้ก็เป็นเวลากลางวันแล้ว แบคฮยอนคิดว่าตัวเองมีความกล้ามากพอที่จะถามเรื่องนี้กับเพื่อน ซึ่งคยองซูที่ดูเหมือนจะไม่ตอบคำถามนั่นแต่ก็ยอมพูดเฉลยออกมาในที่สุด


“มึงเคยได้ยินเรื่องซื้อเตียงไหม”


“...”


"มีคนเขาว่ากันว่าเวลาออกไปนอนต่างที่ต่างถิ่นเราไม่รู้หรอกว่าที่ตรงนั้นมีใครนอกอยู่บ้าง เราอาจจะไปนอนทับที่เขาก็ได้ เพราะงั้นการเอาเหรียญวางไว้บนเตียงก็เท่ากับว่าเป็นการซื้อที่ เขาจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับเรา”


“...”


“พอฟังแบบนี้แล้วมึงจะตอบกูได้รึยังว่าได้เอาเหรียญวางไว้บนเตียงไหม”


แบคฮยอนไม่เคยคิดมาก่อนว่าการกระทำของเพื่อนจะมีความนัยแฝงมากขนาดนี้ ในทีแรกเขาก็คิดว่าไอ้คยองซูอาจจะอำเล่น ๆ ทำให้เขากลัวไปงั้น แต่ความจริงแล้วมันกำลังจะช่วยให้เขาอยู่รอดปลอดภัยอย่างนั้นหรอ ไอ้แวบหรอกก็แอบซึ้งแล้วแหละ แต่พอคิดอีกครั้งว่าทำไมมันถึงถามย้ำถามซ้ำเรื่องนี้ตั้งสามรอบ นั่นก็ทำให้แบคฮยอนขมวดคิ้วมองเพื่อนอีกครั้ง


“มึงคิดว่ากูไม่ได้เอาเหรียญวางไว้บนเตียงหรอวะ”


“ก็ถ้ามึงมั่นใจว่าทำตามที่กูบอก กูจะไม่ถามมึงเซ้าซี้ก็ได้”


“มึงกำลังทำให้กูสงสัยนะเว้ย”


“เออไง กูถึงถามไงว่าได้เอาเหรียญวางไว้บนเตียงไหม”


“เอาวางไว้ดิ” แบคฮยอนนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนพยายามนึกเรื่องเมื่อคืนอยู่ “..ก็ก่อนนอนกูก็เอาวางไว้ มึงก็เป็นคนเอามายัดใต้หมอนกูเองไม่ใช่หรอ”


“หรอวะ”


คยองซูมองหน้าเพื่อนสนิทที่ดูเหมือนจะมีอะไรปิดบังอยู่ แต่เขาไม่รู้ว่าแบคฮยอนมีเรื่องอะไรอยู่ในใจ และคิดว่าตัวเองก็ไม่ควรซักไซ้ไปมากกว่านี้ เพราะถ้าหากว่าเพื่อนสนิทมั่นใจว่าเหรียญยังวางอยู่ใต้หมอน เขาก็จะไม่พูดถามอะไรอีก


แบคฮยอนถูกเพื่อนคนอื่นชวนออกไปข้างนอก ทำให้บริเวณนั้นเหลือแค่เขากับเพื่อนอีกไม่กี่คน คยองซูนั่งมองแผ่นหลังเพื่อนตัวเล็กที่เดินลับออกไปพร้อมกับความสงสัยบางอย่างที่พุ่งเข้ามาในทันที



จริงอยู่ที่เมื่อคืนเกิดเรื่องประหลาดขึ้น ทุกคนต่างเห็นและได้ยินเป็นสิ่งเดียวกัน ทว่าคยองซูกลับคิดว่ามันแปลกเมื่อแบคฮยอนไม่รับรู้เรื่องพวกนี้เลยสักนิด หรือจะให้คิดในแง่ดีก็คงเป็นเพราะเตียงนั่นคือที่ปลอดภัยที่สุดในห้องอย่างนั้นหรอ?


ทว่าคยองซูกลับไม่คิดแบบนั้น


เขาตื่นขึ้นมาในกลางดึกเพราะเสียงปึงปังด้านนอก ให้พูดกันตามตรงก็ตกใจนั่นแหละ ไม่คิดว่าตัวเองจะก้าวเข้ามาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ โดยเฉพาะกับเรื่องลี้ลับที่ชอบนักหนา เขารู้ว่าคนในห้องก็ได้ยินเสียงนั่นเหมือนกัน แต่กลับไม่มีใครกล้าปริปากพูดหรือส่งเสียงถามไถ่กันว่าเกิดอะไรขึ้น


ความกังวลแรกของเขาคือเพื่อนสนิทที่นอนอยู่เตียงข้าง ๆ คยองซูนอนตะแคงหันหลังให้แบคฮยอน และนั่นจึงทำให้เขาไม่รู้ว่าเพื่อนตัวเล็กจะเป็นอย่างไรบ้าง ขณะที่พลิกตัวหันไปมองเพื่อน อะไรบางอย่างก็ทำให้เขาต้องหยุดชะงักการกระทำ


ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านเข้ามา มันทำให้ขนอ่อนทั่วร่างกายของเขาลุกชัน จังหวะเดียวกันสายตาก็จ้องมองไปยังเตียงนอนของเพื่อนสนิทก่อนจะเห็นแผ่นหลังที่ดูกว้างกว่าปกติ


มันเหมือนกับแผ่นหลังที่เขาเห็นเมื่อตอนหัวค่ำ..


สิ่งแรกที่คิดได้หัวใจก็เต้นถี่รัวราวกับว่าตนกำลังจะเจอดีเข้าให้ เขากลั้นหายใจไว้ชั่วขณะ พยายามเพ่งมองเตียงนอนของเพื่อนและคิดว่าตัวเองอาจจะตาฝาด แต่นั่นจะเป็นคนอื่นไปได้ยังไงทั้ง ๆ ที่เตียงนั่นก็มีแค่แบคฮยอนที่นอนคนเดียว


ขณะที่สมองกำลังขบคิดความเป็นไปได้ จู่ ๆ แผ่นหลังนั่นก็พลิกกลับมานอนหงายทำให้เขาเห็นว่าผู้ชายคนนั้นคือเพื่อนสนิทของตน แต่ที่น่าแปลกใจคือทำไมตัวเองถึงเห็นภาพตรงหน้าเป็นเหมือนภาพซ้อน


ทั้งที่แบคฮยอนก็พลิกตัวกลับมานอนหงายแล้ว แต่ทำไมคยองซูยังเห็นไหล่ของใครบางคนกำลังนอนตะแคงถัดจากเพื่อนเขาไป มันจะไม่ใช่เรื่องชวนให้สงสัยเลยสักนิดถ้าเตียงของแบคฮยอนไม่ใช่เตียงหลังสุดท้ายที่อยู่ติดกับผนัง


คยองซูไม่รู้ว่าใครกำลังนอนอยู่บนเตียงเดียวกับแบคฮยอน อาจจะเป็นเพื่อนคนอื่นที่มาขอนอนด้วย ทว่าในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้นเมื่ออะไรบางอย่างกำลังบอกเขาว่า สิ่งที่ตนกำลังเห็นไม่ใช่สิ่งที่ควรเห็น


แม้ว่าภายในห้องจะไม่มีแสงมากพอให้เห็นภาพทุกอย่างชัดเจน แต่กลับมีบางสิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกขนลุกชันไปทั่วร่าง


มันคือสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองมายังเขา พร้อมกับฝ่ามือที่กำลังเคลื่อนมาจับไหล่แบคฮยอนช้า ๆ ราวกับว่าเพื่อนของเขาคือของของมัน


สายตาคู่นั้นทำให้คยองซูแทบจะหยุดหายใจ เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่


ก่อนจะได้ยินเสียงเบา ๆ ข้างหูที่คล้ายกับว่ามันถูกพัดผ่านมาตามลม





“อ ย่ า ยุ่ ง”





และเสียงนั่นก็ทำให้เขานอนไม่หลับไปทั้งคืน



























ใครจะอยากยุ่งวะ..

________________________


จบอีพีสองแล้ว ฮือออออ
ตัวละครก็ยังไม่พัฒนานอกจากกลัวผีเหมือนเดิม
เง้ออ คิดถึงเจ้าเพื่อนสนิทสองคนนี้จริง ๆ


ไว้เจอกันพาร์ทหน้าฮะะ



#ฟิคคืนศุกร์






















TF:)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

173 ความคิดเห็น

  1. #164 Youcantbeme (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 22:35
    หลอนมากแม่
    #164
    0
  2. #131 ssan2 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 23:50
    โคตรหลอนเลย
    #131
    0
  3. #101 little daffodil (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 18:40
    ชานยอลเป็นใครรรร ตอนนี้สงสารคยองซูสุดอะบอกเลย
    #101
    0
  4. #68 aunaunmtyj (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 01:16
    อ่านทีไรตอนดึกทุกที หลอนน
    #68
    0
  5. #56 Nong_nam1 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 15:54
    คิดถึงแล้วเด้อออ
    #56
    0
  6. #52 wayu2560 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 19:31
    โอ้ยยย ขนลุกไม่ไหวแล้วกลัวถึงขั้นต้องลุกไปนั่งอ่านข้างๆพี่หลานอะ555
    #52
    0
  7. #51 _fahcb (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 13:39
    ขี้หวงงงง หลอนนน
    #51
    0
  8. #50 sarunpron (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 13:33
    พี่โด้จะช่วยเพื่อนก็ไม่ได้ ฮืออออ
    #50
    0
  9. #48 pond_namkaew (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 23:46
    ชอบมากๆเลยค่ะ
    #48
    0
  10. #47 Primchidap (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 11:10
    คิดถึงเรื่องนี้มากค่ะ
    #47
    0
  11. #46 Peach9 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 16:30
    ชื่นชมนะคะ เขียนได้หลอนมาก ขนลุกแทบทุกตอนอ่ะ ไรท์เตอร์วางปมได้แบบบบบบบบอื้ออออหื้อออออเลยยยย ชานยอลนี่ยังไงกันแน่อ่ะ ตอนนี้เป็นตอนที่อิ่มมากๆเลยค่ะ แทบจะแบ่งเป็นอีกตอนนึงได้เลย ยังไงก็รออ่านอยู่นะคะ ส่งกำลังใจให้ไรท์เตอร์รัวๆๆๆๆๆๆเลยเขียนได้ดีมากอันนี้ชมจากใจเลยยยยจริงๆเก่งมากค่ะ เพราะเราอ่านแล้วเห็นภาพแล้วพร้อมหลอนไปกับตัวหนังสือของคุณที่บรรยายออกมา ไหนจะการจัดฉากกกกก เออนี่สิหลอนจริงไรจริง โอเครรรรรสู้สู้เนาะ!
    #46
    0
  12. #42 Lonelyyeolly (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 10:39
    ชอบมีมพี่โด้สุด555 สู้ๆนะคะ
    #42
    0
  13. #40 CB6104CB (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 09:01
    ขนลุกเลยอ่ะ
    #40
    0
  14. #39 Reenazz_Ireen (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 08:26
    ตื่นเต้นมากค่ะ ลุ้นมากกก
    #39
    0
  15. #37 aunaunmtyj (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 02:25
    พี่ชานเอ๋ย เบาๆก็ได้ น้องกลัวขนาด
    #37
    0
  16. #36 cheesetothepeach (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 01:50
    ขนลุกมากกกกก
    #36
    0
  17. #33 Kuseul_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 23:12
    รอค่าาาาาาา คิดถึงมากๆ
    #33
    0
  18. #32 PoloE (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 22:45
    สู้ๆนะคะ
    #32
    0