(exo) FRIDAY NIGHT - chanbaek

ตอนที่ 3 : EP 2.2 : Safe zone

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 530
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    19 มี.ค. 61










FRIDAY NIGHT















“แบคฮยอ—”

 


แอ๊ดด ด . . .


จังหวะที่กำลังจะอ้าปากเรียกชื่อเพื่อน เสียงบางอย่างก็ชะงักการกระทำของคยองซูให้หยุดนิ่ง อาจจะเป็นเพราะความเงียบในห้องจึงทำให้เขาได้ยินทุกอย่างชัดเจน ประตูหน้าห้องถูกเปิดออกช้า ๆ พาลทำให้ความฝืดเคืองของสนิมเหล็กเกิดเสียงเสียดสี ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่านั่นอาจจะเป็นปกติของประตูที่ถูกใช้งานมาเป็นเวลานาน ทว่าครั้งนี้ขนอ่อนบนท่อนแขนกลับลุกขึ้นมาดื้อ ๆ


วินาทีนั้นเด็กหนุ่มจึงค่อย ๆ หันไปมองประตูด้านหลังพร้อมกับจังหวะเต้นถี่ในอก และยิ่งจ้องมันนานเท่าไหร่ความกดดันในใจก็เพิ่มมากขึ้น


จนกระทั่งมีใครบางคนเดินเข้ามา—


แบคฮยอน..


ในตอนนั้นคยองซูรู้สึกว่าตัวเองหล่นร่วงลงจากขอบเหว ลำคอแห้งผาก ปากเผยออ้าคล้ายกับปลาขาดน้ำ รูม่านตาดำขยายกว้างอย่างอัตโนมัติ เขาแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยซักนิดที่เห็นว่าตอนนี้คนที่ตามหาอยู่ กำลังเดินเข้ามาในห้อง


“อ่าว ทำไมกลับมาไวจังวะ”


แบคฮยอนเอ่ยทักเพื่อนตาโตด้วยท่าทีแปลกใจ ระหว่างนั้นก็เดินเข้ามาใกล้โดยที่ไม่ลืมเอื้อมมือไปตบสวิตซ์ไฟให้สว่าง แอบบ่นนิด ๆ หน่อย ๆ เพราะเพื่อนไม่ยอมเปิดไฟเสียที แถมยังทำหน้าตาประหลาดอีกต่างหาก ปล่อยให้คยองซูยืนนิ่งทำหน้าตากลืนไม่เข้าคายไม่ออก โดยเฉพาะตอนที่เขาหันกลับไปมองที่เตียงเมื่อครู่


เตียงที่เขาเห็นว่าเคยมีคนนอนอยู่


ตอนนี้กลับว่างเปล่า..


“...” ร่างเล็กได้แต่กลืนก้อนเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก มันประหม่าเสียจนไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไรต่อไป สีหน้าของคนที่หายไปดูไม่ได้เดือดร้อนเท่าไหร่แถมยังทำหน้าสงสัยส่งคืนกลับมาอีก


“ไอ้คยองซู มึงเป็นเชี่ยไรเนี่ย”


“...”


“คยอง—”


“แบคฮยอน..มึง..”


“...”


“มึงหายไปไหนมา”


คยองซูเลือกที่จะไม่ตอบคำถามของเพื่อน และยิงความสงสัยของตัวเองใส่อีกฝ่ายทันที จังหวะนั้นก็ได้แต่ลุ้นภาวนาให้แบคฮยอนตอบอะไรสักอย่างก็ได้ที่มันสบายใจ เพราะตอนนี้เขากำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่


เป็นไปได้ยังไงที่แบคฮยอนจะเพิ่งเดินเข้ามา ก็ในเมื่อเขายังเห็นว่าบนเตียงเมื่อกี้มัน...


“อาบน้ำไง” แบคฮยอนตอบ “ตะกี้กูเห็นพวกไอ้นัมจุนกำลัง—”


“มึงออกไปคนเดียวหรอ” เป็นอีกครั้งที่ยังไม่ทันจบประโยคเพื่อนตาโตก็แย่งพูด


“เปล่า กูไปกับรุ่นพี่


“...” 


คำว่า รุ่นพี่ ที่หลุดออกมาจากแบคฮยอนทำเอาคนฟังชะงักนิ่ง คยองซูได้แต่จ้องหน้าเพื่อนนิ่งก่อนที่จะค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกแล้วภาวนาขอให้ไม่ใช่สิ่งที่ตนกำลังคิด “พี่อี้ชิงอ่ะ กูเห็นเขาจะกำลังลงไปอาบชั้นสองพอดีเลยขอลงไปอาบด้วย” เพื่อนตัวเล็กอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง


“พี่อี้ชิง?”


“เออดิ มึงจะให้กูไปกับพี่คนไหนล่ะ” แม้จะแปลกใจว่าทำไมถึงต้องเป็นรุ่นพี่คนนั้น แต่คยองซูกลับรู้สึกโล่งใจที่เพื่อนไม่ได้ไปกับ รุ่นพี่คนเดิม ที่เคยพูดถึง กระนั้นจึงพรูลมหายใจออกมาราวกับว่าได้ยกภูเขาลูกใหญ่ออกจากอก แน่นอนว่าถ้าหากมันกลายเป็นชื่ออื่นเมื่อไหร่คงได้เห็นดีกันแน่ ๆ


“แล้วทำไมไม่บอกกูก่อน” เมื่อเบาใจไปเปราะหนึ่ง คยองซูจึงถามเพื่อนอีกครั้งกับบางเรื่องที่คาใจ ไอ้แบคฮยอนแม่งก็เหลือเกิน ไปไหนไม่เคยคิดบอกเพื่อน เกิดเจอใครจับไปซ่อนพวกกูจะตามหายังไงวะ


“จะให้บอกตอนไหนล่ะ มึงก็เอาแต่เล่าบิ๊วบรรยากาศอยู่นั่นแหละ กูก็เดินออกมาเลยไง” นี่พอพูดถึงแล้วก็หงุดหงิดใจ คนอื่นแม่งก็ตัวดี รู้กันอยู่ไม่ใช่หรอว่ากูกลัวผี แต่ก็ไม่เคยคิดสนใจอะไรกันเลย


“ไอ้สัด คราวหลังจะไปไหนก็บอกด้วย ไม่ก็บอกคนอื่นซะ อย่าหายออกไปแบบนี้อีก” ชายหนุ่มว่าออกไปด้วยน้ำเสียงปนหงุดหงิดนิดหน่อย แบคฮยอนเองก็ตอบรับอย่างดีว่าคราวหลังจะบอกก่อนออกไปที่อื่นซึ่งคยองซูเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อนอกเสียจากเดินเอาของไปเก็บไว้ข้างเตียงเหมือนเดิม แม้ว่าในใจจะมีเรื่องให้หงุดหงิดนิดหน่อยแต่เขาก็เลือกที่จะเมิน


จังหวะนั้นแบคฮยอนก็เดินตามมาแล้วเก็บของพลางชวนคุยเรื่องนู่นนี่เจื้อยแจ้วไปเรื่อย ก่อนที่เจ้าตัวจะขึ้นเตียงริมสุดของตนไป และเพราะเสียงของเพื่อน ทำเอาโดคยองซูลืมไปซะสนิทว่าเตียงที่เพื่อนกำลังนั่งอยู่หน่ะ ก่อนหน้านั้นเขาเห็นว่ามีคนนอนอยู่


แต่พอนึกขึ้นได้ บางทีมันอาจจะเป็นภาพหลอนของตัวเองก็ได้ เขาอาจจะเผลอมองผ้าห่มที่ขดเป็นก้อนของแบคฮยอนเป็นแผ่นหลังของใครสักคน


แต่ก็นะ.. ต้องคิดว่าเป็นผ้าห่มไว้ก่อนแหละ


“แบคฮยอน”


“ห้ะ”


“มึงพกเงินติดตัวบ้างไหม”


“ถามทำไม จะยืมกูหรอ”


“สัด ถามว่ามีไหมก็ตอบดิ” ดูเหมือนว่าเพื่อนตาโตจะเริ่มไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ ทำให้แบคฮยอนนึกขมวดคิ้วมองก่อนจะล้วงหาเงินในกระเป๋าเป้ตัวเอง


“มีอยู่.. ร้อยวอน” คำตอบพร้อมกับเหรียญเงินในมือก็ทำเอาคนมองพรูลมหายใจออกมา “มึงจะยืมกูร้อยวอนจริง ๆ หรอ”


“ยืมมาอมรึไงล่ะไอ้สัด กูแค่ถามเฉย ๆ” คยองซูพูดขณะที่ใช้สายตามองหน้าเพื่อนสลับกับผืนเตียง เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่กับเรื่องที่เกิดขึ้น ถึงในใจจะเชื่อว่ามันคือผ้าห่มของแบคฮยอน แต่ก็ไม่อยากปล่อยปะละเลยให้เพื่อนนอนลงไปโดยที่ตัวเองก็ไม่สบายใจไปด้วย


เอาวะ กันไว้ดีกว่าแก้


“ถ้าไงก่อนจะนอนก็เอาเหรียญนั่นวางไว้ใต้หมอนด้วยดิ”


“...” แบคฮยอนกระพริบตามองเพื่อนด้วยความรู้สึกแปลก ๆ เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ที่จู่ ๆ คยองซูก็ทักขึ้นแบบนั้น “..ท-ทำไมต้องเอาไว้ใต้หมอนด้วยวะ”


“บอกอะไรก็ทำตามไปเถอะ” ชายหนุ่มตาโตเลือกที่จะเลี่ยงตอบ เขาคว้าเอาเงินเหรียญอีกสามสี่เหรียญในกระเป๋าส่งให้เพื่อน “เอาไปวางไว้ใต้หมอนให้หมดนี่แหละ”


“คยองซู.. มึงกำลังทำให้กูกลัวนะเว้ย” แบคฮยอนว่าด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ นัยน์ตาเรียวกลอกมองเพื่อนอย่างระแวงกลัวว่าสิ่งที่คยองซูพูดจะเป็นการแกล้งเล่นตามประสา ทั้งที่อุตส่าห์เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแล้วทำไมมันถึงต้องวนกลับเข้ามาเรื่องนี้ให้เขาคิดมากด้วย


“เออ ก็ทำให้มึงกลัวนั่นแหละ นอนได้แล้ว”


“...”


“งั้นกูนอนนะ ง่วงละ” คยองซูตอบพลางสะบัดผ้าห่มขึ้นคลุมตัวเองหลังจากที่ดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือที่ถูกถอดวางไว้ข้างเตียง และก็พบว่าตอนนี้มันเกือบจะเที่ยงคืน เขาได้ยินเสียงเพื่อนตัวเล็กพูดพร่ำอะไรสักอย่างแต่ก็เลือกที่จะไม่สนใจเพราะว่าง่วงเต็มทน อีกอย่างขืนปล่อยให้เพื่อนเซ้าซี้ไปมากกว่านี้เขาอาจจะหลุดปากบอกออกไปก็ได้ว่าทำแบบนั้นไปทำไม


แต่ก็ไม่อยากให้มันกังวลใจนี่หว่า


แบคฮยอนเหมือนจะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินที่เพื่อนถาม แถมไอ้ที่บอกว่าให้เอาเหรียญไว้ใต้หมอนนี่ทำเอาเขาหลอนขึ้นมาซะงั้น แล้วยิ่งเป็นเรื่องที่ออกจากปากคยองซูด้วยแล้ว เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจโคตร ๆ


แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเอาเหรียญไว้ใต้หมอนแบบที่เพื่อนว่า เพราะเขาแอบเหลือบเห็นเหมือนกันว่าใต้หมอนคยองซูก็มีเหรียญเหมือนกัน ถึงจะสงสัยแต่จะยอมถามเพื่อนพรุ่งนี้เช้าก็ได้ ระหว่างนั้นก็รีบล้มตัวลงนอนก่อนที่ไฟในห้องจะถูกดับทุกดวง พวกพี่ปีสามบางคนยังนั่งคุยกันอยู่ตรงมุมห้องจึงทำให้เขาต้องรีบหลับก่อนคนกลุ่มนั้นจะไปนอน


อาจจะเพราะต่างที่ต่างถิ่นจึงส่งผลทำให้แบคฮยอนนอนไม่หลับสักที เขาพลิกตัวซ้ายขวาไปมา นับแกะก็แล้ว ร้องเพลงในหัวก็แล้ว แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะข่มตาหลับได้เลยสักนิด จิตใจมันกระวนกระวายแปลก ๆ และดันเผลอคิดเรื่องเมื่อครู่


ทำไมต้องเอาเหรียญวางไว้ใต้หมอนด้วยวะ..


นึกสงสัยกับตัวเองพลางหาทฤษฎีมาสอดรับกับคำพูดของเพื่อน เพราะมันทำให้เขาคิดมากจนนอนไม่หลับ แต่ในขณะที่กำลังคิด ๆ อยู่ แบคฮยอนก็สะดุ้งเฮือกเพราะความสว่างดวงสุดท้ายถูกปิดลงไปแล้ว กรอบหน้าเล็กเอี้ยวตัวไปมองด้านหลังก่อนจะพบว่าพี่คนอื่น ๆ กำลังเข้านอน เสียงพูดคุยก็เริ่มเงียบหายไปเพราะต่างคนต่างก็เข้าสู่ห้วงนิทรา


ก็เหลือแต่แบคฮยอนนั่นแหละที่ไม่ยอมหลับเสียที


ในตอนนั้นร่างบางจึงรีบพลิกตัวหันหลังให้กำแพง เห็นว่าคยองซูหลับสนิทไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว นึกอยากจะโกรธเพื่อนแหละ ทั้งที่มันบอกเองว่าจะอยู่เฝ้าเขาจนกว่าจะหลับ แต่พอถึงเวลาดันหลับก่อน มันน่าถีบให้หงายหลังไหมล่ะ


แต่เพราะไม่อยากเซ้าซี้ให้มันตื่นมาด่า ที่ทำได้ก็แค่นอนมองหน้าเพื่อนนิ่ง ๆ ก่อนที่บรรยากาศเย็น ๆ ในห้องและความเงียบเริ่มทำให้สติของแบคฮยอนค่อย ๆ เลือนหายไป จากที่ไม่ค่อยง่วงตอนนี้เขาก็เริ่มง่วงแล้ว และไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็หลับสนิทในเวลาต่อมา

 

 


 

ไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว แต่เสียงพูดคุยของใครบางคนดังเข้าสู่โสตประสาท ทำให้แบคฮยอนที่หลับไปแล้วได้สติขึ้นมา หนังตาที่แทบจะปิดสนิทค่อย ๆ ปรือมองว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ ๆ ถึงตื่นลุกมาคุยกันกลางดึก ในตอนนั้นเขาจึงเห็นลาง ๆ ว่าพวกรุ่นพี่สองสามคนลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง แต่เพราะความง่วงจึงทำให้แบคฮยอนเลือกที่จะไม่สนใจอะไร


“มึงแน่ใจหรอวะ” เสียงใครคนหนึ่งถามขึ้นระหว่างที่ยืนคุยกัน


“เออดิ ตะกี้กูโทรไปหาห้องข้าง ๆ พวกมันก็รู้สึกเหมือนกัน”


“ไอ้ชิบหาย แล้วทำไมต้องคืนนี้ด้วยวะ”


“เอาไง จะปล่อยน้องนอนในห้องนี้หรอ”


เมื่อจบคำถามเมื่อครู่ทั้งห้องก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าทิ้งคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไว้ในห้องนี้ตามลำพังแน่ ถึงแม้ว่าพวกเด็ก ๆ จะหลับสนิทไปแล้วก็ตาม แต่การที่จะปล่อยพวกมันให้เผชิญกับเรื่องที่ไม่ควรเจอนั้น มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก


“แล้วมึงจะเอาไงอ่ะ ให้เดินปลุกน้องไปนอนห้องอื่นไหม” จินฮวานเสนอทางออกสำหรับเรื่องนี้ เพราะยังไงมันก็อาจจะปลอดภัยกว่าถ้าหากว่าพาทุกคนในที่นี่ย้ายไปนอนห้องอื่น


“ถ้าปลุกขึ้นมาแล้วมึงตอบคำถามพวกมันได้ไหมล่ะว่าทำไมต้องไปนอนห้องอื่น” ซอกจินหันไปถามเพื่อนข้าง ๆ


“หรือมึงจะปล่อยน้องนอนนี่ล่ะ ถ้าจะไม่เดินไปปลุกน้องก็นอนด้วยกันที่นี่ให้หมดนั่นแหละ” จางอี้ชิงเป็นคนพูดประโยคนี้พร้อมกับมองหน้าเพื่อนที่เหลือด้วยความกังวล ทั้งที่ก่อนหน้านั้นพวกปีสามมันอยู่กันมากกว่านี้ แต่ทว่ากลับเหลือแค่พวกเขาสามคนที่ยังอยู่ในห้อง


“มึงจะนอนนี่จริงหรอวะ มึงก็รู้ว่าเราเอาไม่อยู่หรอก”


“แล้วมึงจะทำไงอ่ะ พวกไอ้แจบอมก็ออกไปหมดแล้ว ถ้าเราออกไปน้องมันจะอยู่กับใครวะ”


“แต่น้องมันก็ไม่ได้รู้นี่หว่าว่าเราเคยเจออะไรมาบ้าง”


“แล้วมึงเป็นพี่ มึงกล้าปล่อยให้น้องอยู่กันตามลำพังหรอ”


เป็นอีกครั้งที่ไม่มีบทสนทนาต่อหลังจากที่คนทั้งสามถกเถียงกันว่าจะทำยังไงต่อไปกับเรื่องนี้ จริงอยู่ที่โรงเรียนสอนให้รู้จักเคารพซึ่งกันและกัน สอนให้รักในพวกพ้อง แต่ก็คงไม่ได้มีใครอินจัดขนาดคิดปกป้องทุกอย่าง เพราะตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คงจะเป็นชีวิตของตัวเอง จึงทำให้เพื่อนรุ่นเดียวกันบางคนที่เคยนอนอยู่ด้วย ย้ายตัวเองออกไปนอนห้องอื่นแทน


แต่เพราะคำว่า รุ่นพี่ มันค้ำคออยู่ จึงทำให้ทั้งจินฮวาน ซอกจิน และอี้ชิงได้แต่ยืนขบคิดว่าจะจัดการกับเรื่องในตอนนี้ยังไง


มันเป็นเรื่องของเด็กปีสามที่รู้กันดีว่าตึกห้าแห่งนี้มีอะไรบ้าง


โดยเฉพาะห้องที่พวกเขากำลังอาศัยอยู่


“ถ้าคิดในแง่ดีนะ กูว่าคืนนี้คงไม่มีไรหรอก อาจจะมีแค่ห้องข้าง ๆ ที่รู้สึก.. อีกอย่าง เราก็ไม่ได้มีเซนส์อะไรแบบนั้นด้วย น้องก็ไม่เห็นจะมีอะไร แล้วบางที..มันคงไม่มีอะไรหรอก..”


ก็ถ้าเอาตามความจริงมันก็อาจจะเป็นอย่างที่ซอกจินพูด ใช่ พวกเขาทั้งสามคนไม่ได้มีสัมผัสพิเศษที่จะรับรู้เรื่องราวเหนือธรรมชาติได้ แต่นอกเหนือสิ่งใดก็ใช่ว่าจะสัมผัสไม่ได้ โดยเฉพาะอากาศเย็น ๆ หรือสุ่มเสียงบางอย่างที่มันประหลาดเกินกว่าที่จะมี หรือบางทีมันอาจจะแค่อุปทานหมู่ที่พอคนนั้นเห็นหรือได้ยินอะไร คนอื่น ๆ ก็จะหลอนจิตคิดตามกันไปด้วย


“งั้นเดินไปล็อกห้องให้ดี ๆ เถอะ ในเมื่อพวกนั้นออกไปแล้วก็คงไม่คิดจะกลับเข้ามาหรอก” ท้ายสุดแล้วอี้ชิงก็เอ่ยปากชวนเพื่อนทั้งสองคนให้จัดการล็อกประตูห้องให้เรียบร้อย แล้วกลับเข้ามานอนที่ของตัวเองคืน โดยที่ซอกจินย้ายจากเตียงด้านบนลงมานอนข้างล่างกับจินฮวานแทน ส่วนอี้ชิงก็เดินดูน้องที่หลับสนิทด้วยความเบาใจก่อนจะวกกลับมานอนที่ของตัวเอง


สุดท้ายก็ตัดสินใจอยู่ที่นี่ต่อแม้ว่าจะหวาดกลัวแค่ไหนก็ตาม เพราะถ้าให้พูดกันจริง ๆ คนที่อยู่ที่นี่คงไม่มีใครไม่กลัวสิ่งลี้ลับหรอก ขนาดที่ว่าใจกล้าใจเด็ดอย่างแจบอมยังยอมย้ายห้องออกไปนอนที่อื่นเป็นการชั่วคราว แต่ยังไงซะพรุ่งนี้ก็คงกลับมานอนที่ห้องเหมือนเดิม


อันที่จริงก็ลืมไปซะสนิทว่าคืนนี้มันไม่ปกติเหมือนคืนอื่น ๆ เพราะถ้าเอะใจตั้งแต่แรกสักนิด พวกเขาก็คงย้ายไปนอนห้องอื่นก่อนเหมือนกัน ถึงจะอาศัยอยู่ในห้องนี้มาเป็นเทอมแล้วก็ตาม ถ้าจะให้เจอจริง ๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องเดิม ๆ นั่นแหละ


แต่ก็นะ.. ยังไงมันก็น่ากลัวอยู่ดี


ในตอนนี้ทั้งห้องกลับเข้ามาสู่สภาวะเดิมอีกครั้ง ไฟทุกดวงถูกปิดสนิท พัดลมในห้องยังคงทำงานปกติ เสียงเอี๊ยดอาดของมันชวนให้หนวกหูอยู่หน่อย ๆ แต่ก็ถือว่าเป็นเสียงกล่อมให้หลับชั้นดี จะมีก็แต่อากาศที่เริ่มหนาวขึ้นมาเสียดื้อ ๆ


มันเป็นปกติของโรงเรียนที่อยู่ท่ามกลางป่าเขา พอยิ่งตกดึก อุณหภูมิก็เริ่มต่ำลง จึงทำให้ใครหลายคนเริ่มขยับตัว กระชับผ้าห่มเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับตัวเอง และแบคฮยอนก็เป็นหนึ่งในนั้น


ร่างบางพลิกหันหน้าเข้าหากำแพงหลังจากที่ความง่วงชนะทุกสิ่งอย่าง ในตอนที่สติดับสนิทไปแล้วเขาก็ไม่ได้นึกสนใจสิ่งอื่นนอกจากการนอนหลับ แม้ว่าเสียงพัดลมเพดานจะกวนใจอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าตึกสามเป็นไหน ๆ เพราะเสียงพัดลมที่นั่นดังกว่านี้อีก แต่นอกจากเสียงพัดลมด้านบน ก็มีเสียงบางอย่างแทรกขึ้นมา


สวบ สวบ..


เสียงเสียดสีผ้า ถ้าให้เดาคงมีใครสักคนขยับตัวเปลี่ยนท่านอน ทว่าเสียงนั่นกลับใกล้หูของแบคฮยอนมากเกินไป


มากจนเหมือนว่าเสียงนั่นอยู่ใกล้ ๆ


สวบ สวบ


เห้ย ข้างบนอ่ะ ขยับตัวเบา ๆ หน่อยดิ


ก็บอกแล้วไงว่าความง่วงชนะทุกสิ่ง ต่อให้มีเสียงดังแค่ไหนแบคฮยอนก็สามารถนอนหลับได้สบาย ๆ โดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากขอความสงบจากใคร แต่ที่พูดไปเมื่อครู่เพราะเสียงนั่นมันทำให้เขาหงุดหงิดใจ 


และแบคฮยอนก็เอาความมั่นใจจากไหนไม่รู้ยกเท้าขึ้นถีบเตียงด้านบนให้เลิกขยับตัว หลังจากที่นอนแน่นิ่งพักหนึ่ง เขาก็มั่นใจแล้วว่าไอ้เสียงเมื่อครู่มันมาจากด้านบน เพราะมันไม่ใช่แค่เสียงเสียดสีของผ้า แต่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดของเตียงเหล็กด้วย


และเมื่อทำแบบนั้นไป เสียงทุกอย่างก็เงียบลงทันที แบคฮยอนจึงผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่เตรียมพร้อมเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง


สวบ สวบ


คราวนี้คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันแน่น เอาจริงถึงจะนอนง่าย หลับง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความจะทนต่อเสียงรบกวนได้นานขนาดนั้น แบคฮยอนจึงลืมตาโพล่งขึ้นมาด้วยความหงุดหงิดใจ เขาหยัดตัวขึ้นนั่งหันไปมองด้านข้างที่มีเตียงหลังอื่น ๆ ตั้งเรียงกันอยู่ เห็นว่าคยองซูกำลังนอนอ้าปากหวอ คนอื่น ๆ ก็หลับสนิท จะมีก็แต่ตนเองนั่นแหละที่กำลังหัวเสียกับเสียงขยับตัวจากด้านบน


แต่ในขณะที่จะพาตัวเองลงจากเตียง อ้าปากเตรียมปรามคนด้านบนอีกครั้ง อะไรบางอย่างก็ฉุดให้แบคฮยอนหยุดชะงัก เหมือนกับมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ที่คอตัวเองจนทำให้พูดอะไรไม่ออก ดวงตาเรียวเล็กได้แต่เบิกกว้างมองไปยังรอบ ๆ ห้อง ใช้สายตาไล่มองเตียงหลังอื่นท่ามกลางความมืด


แน่นอนว่าแสงไฟจากทางเดินทำให้เขาพอเห็นเค้าลางได้ว่าใครกำลังทำอะไรอยู่บ้าง แบคฮยอนเห็นว่าเพื่อนของตัวเองหลับสนิทอย่างที่เข้าใจในตอนแรก แต่เมื่อไล่นับดูดี ๆ อีกครั้ง


เขาก็จำขึ้นมาได้ทันทีว่าเตียงที่ตัวเองนอนอยู่


ไม่มีใครนอนข้างบน..



ชิบหายแล้วเสียงขยับตัวเมื่อกี้มันคืออะไร


จากที่สะลึมสะลือหวังจะตื่นมาด่าคนด้านบนให้เงียบ ๆ ตอนนี้แบคฮยอนแทบจะหยิบมีดมาจ้วงตัวเองให้ตาย เขาได้แต่หลับตาปี๋ภาวนาให้สิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่เป็นเสียงขยับเตียงของใครสักคนที่ไม่ได้ดังมาจากด้านบน เขานั่งนิ่งตัวแข็งทื่อไม่กล้าหันไปไหน


และเมื่อเสียงด้านบนเงียบไปแล้วแบคฮยอนจึงค่อย ๆ ลดตัวลงนอนเหมือนเดิมพร้อมกับดึงผ้าห่มมาคลุมโปงทันที


สวบ สวบ


อีกครั้งที่เสียงจากด้านบนดังขึ้น และครั้งนี้มันดังชัดเจนมากกว่าเดิม ราวกับว่าเสียงนั้นอยู่ข้างหู แบคฮยอนไม่กล้าแม้แต่จะเปิดผ้าห่มเงยหน้าออกไปดูว่าใครเป็นเจ้าของเสียง ได้แต่ภาวนาในใจขอให้เป็นคยองซูที่เปลี่ยนท่านอน หรือใครก็ได้ที่ตัวใหญ่ ๆ แล้วขยับตัวจนเสียงดังแบบนี้


แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการหลอกตัวเองจนเกินไป และแบคฮยอนก็มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้หูฝาดแน่ ๆ


กลายเป็นว่าตอนนี้เขาเอาแต่นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่ม หลับตาแน่น และพยายามกล่อมตัวเองให้หลับโดยการนับแกะหรือทำอะไรก็ทำให้เขาเลิกสนใจเสียงที่ยังดังไม่เลิก ไอ้ตอนแรกก็ได้ยินเบา ๆ อยู่หรอก แต่ตอนนี้มันชัดมาก ชัดจนแบคฮยอนเริ่มกลัว ชัดจนเริ่มทนไม่ไหวกับความกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ


แบคฮยอนนอนตัวแข็งทื่อโดยที่เม็ดเหงื่อก็ไหลซึมออกมาตามจุดต่าง ๆ โดยเฉพาะข้างขมับและฝ่ามือที่กำลังเปียกชุ่ม ยิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มนาน ๆ อากาศก็เริ่มหมด กลายเป็นร้อนอบอ้าว ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาจะต้องเลิกผ้าห่มลงแล้วหอบเอาอากาศหายใจ


แต่ในเมื่อเสียงด้านบนยังคงดังไม่หยุด ต่อให้ร้อนจนเหงื่อแตกพลั่กไปมากกว่านี้แบคฮยอนก็จะไม่มีทางยอมเปิดผ้าห่มออกเด็ดขาด



เอี๊ยด เอี๊ยด..


...


ไม่รู้ว่านอนแน่นิ่งไปนานแค่ไหน ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่นาที แต่ตอนนี้เสียงจากด้านบนเงียบไปแล้ว และทั้งห้องก็เงียบกริบราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันเงียบเสียจนแบคฮยอนเกิดความกลัวมากกว่าเดิม เพราะตอนนี้เขารู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง


เพราะว่าเงียบจนเกินไป


เงียบจนเขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นถี่รัว อาจเป็นเพราะตื่นกลัวกับบรรยากาศที่ตัวเองกำลังสัมผัส จริงอยู่ที่ภายในผ้าห่มมันร้อนจนอบอ้าว แต่แบคฮยอนก็ไม่ได้มีความกล้ามาพอที่จะเงยหน้าออกไปดูความจริงข้างนอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น


ไม่ทันได้คิดจินตนาการภาพด้านนอก แบคฮยอนก็รู้สึกแน่นหน้าอกอย่างบอกไม่ถูก จากที่คิดไว้ในตอนแรกอาจเป็นเพราะอากาศที่อยู่ใต้ผ้าห่มเริ่มหมดไป เหลือแต่ไอร้อน ๆ ที่ทำให้เขาเริ่มหายใจติดขัด


แต่มันก็แปลก


..ฮะ..ฮึก’ 


อีกครั้งที่เด็กหนุ่มลองสูดอากาศเข้าปอด แต่มันก็ยากลำบากกระทั่งต้องเผยอปากอ้า


มันแน่นไปหมด เหมือนมีอะไรมากดทับ


เขาก็ไม่รู้ว่าอาการที่ตนกำลังเป็นอยู่มันคืออะไร ได้แต่สูดลมหายใจให้ลึก และยิ่งปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้เขาก็เริ่มหายใจลำบากมากขึ้น


แม้ในเวลานั้นสมองจะจิตนาการเรื่องต่าง ๆ แต่เขาก็สาบานได้ว่าในใจไม่กล้าคิดให้เป็นสิ่งอื่นแน่ ๆ จังหวะเดียวกันแบคฮยอนก็พยายามกลั้นใจ ค่อย ๆ หันหน้าไปอีกฝั่งที่เป็นเตียงนอนของเพื่อนสนิท


‘..-คยองซู


เบาหวิว มีเพียงแค่เสียงลมกระซิบที่ถูกเปล่งออกไป


คยองซู.. -ได้ยินกู-ไหม


ได้ยินกูไหม


อีกครั้งที่แบคฮยอนพยายามเรียกเพื่อน ทั้งที่เปล่งเสียงตัวเองให้ดังขึ้น แต่กลับมีแค่เสียงลมที่ออกมาจากปากเท่านั้น บวกกับความเงียบภายในห้องทำให้แบคฮยอนได้ยินเสียงของตัวเองชัดมากกว่าเสียงภายนอก


แต่เมื่อครู่เหมือนเขาได้ยินเสียงมันดังซ้อนขึ้นมา


ก้อนเนื้อกลางอกเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว แบคฮยอนเบิกตาค้างมองผ้าห่มเบื้องหน้า กลืนก้อนหนืดลงคออย่างยากลำบาก เด็กหนุ่มพยายามตั้งสติแล้วคิดว่าเสียงที่ตนได้ยินเมื่อครู่มันคือเสียงของตัวเขาเอง


ไม่ใช่เสียงของคนอื่นหรอก


มันต้องไม่ใช่สิวะ


‘..คยองซู..ดะ—’


ได้ยินไหม


... ชัดเจน


กูเนี่ยแหละได้ยินชัดเจนเลย


วิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง เมื่อได้ยินเสียงประหลาดแทรกขึ้นมาระหว่างที่ตัวเองกำลังพูด เพียงแต่ความกลัวทำให้เขาได้แต่หลับตาแน่น นอนตัวแข็งทื่อ แม้จะรู้สึกหนักที่หน้าอกขึ้นเรื่อย ๆ แต่มันก็คงจะแย่ถ้าหากว่าขยับตัวออกไปเพื่อเรียกขอความช่วยเหลือจากคนอื่น


ได้ยินกูไหม


อีกครั้งที่เสียงนั่นดังขึ้น มันไม่ได้ดังมากเหมือนเสียงพูดปกติ แต่เป็นเสียงกระซิบแว่ว ๆ ที่เหมือนถูกลมพัดผ่านมาทางนี้ สติที่เคยมีก็กระเจิงหนีหายไปคนละทิศ แบคฮยอนควบคุมความกลัวในใจตัวเองไม่ได้ จนตอนนี้ตัวของเขาสั่นเทิ้มไปทั้งหมด


ได้ยินใช่ไหม


น้ำเสียงเย็นเยียบพัดผ่านมาอีกครั้ง และตอนนี้มันกำลังทำให้แบคฮยอนร้องไห้ น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง ทั้งกัดปากแน่นกลั้นเสียงตัวเองไม่ให้ดังเล็ดลอดออกไปข้างนอก อยากจะยกมือปิดหูตัวเองด้วยซ้ำ เพราะไม่อยากได้ยินเสียงนั่นซ้ำ ๆ ซึ่งมันทำให้เขาประสาทหลอน และขณะเดียวกันก็ขย้ำผ้าห่มแน่นจนเจ็บมือ


ได้แต่ภาวนาในใจว่าขอให้เสียงนั่นเป็นแค่จินตนาการของตัวเอง ไม่ใช่เสียงจากภายนอก ทุกอย่างคือสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นมา มันต้องไม่มีอะไรแน่ ๆ



แต่แรงยวบข้าง ๆ ในตอนนี้คืออะไร


เหมือนมีใครล้มตัวนอนลงข้าง ๆ


แบคฮยอนคล้ายกับคนใกล้ตายเข้าไปทุกที


..ฮึกเด็กหนุ่มพยายามกลั้นสะอื้น ทั้งที่ใจอยากจะแหกปากร้องให้คนในห้องได้ยิน แต่เพราะบางอย่างที่ทิ้งน้ำหนักตัวลงข้างกายมันทำให้แบคฮยอนตัวแข็งทื่อ ปล่อยน้ำตาให้ไหลเปรอะหน้า


ยิ่งคิดก็ยิ่งหลับตาแน่น แบคฮยอนพยายามนอนนิ่งให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฝ่ามือทั้งสองข้างจิกผ้าห่มแน่นจนรู้สึกเจ็บ น้ำตาแห่งความกลัวก็ยังคงไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย


ขอร้องล่ะ อย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิดเลย



อึก..” ใบหน้าเล็กบูดเบี้ยวไปตามความรู้สึกเมื่อแรงกดทับที่อกเพิ่มมากขึ้น คราแรกที่เขารู้สึกแค่ว่ามันหายใจไม่ค่อยคล่อง กลายเป็นว่าตอนนี้แบคฮยอนแทบจะหายใจไม่ออกด้วยซ้ำ ได้แต่พยายามสูดลมหายใจลึกเข้าปอดแล้วลองขยับตัวอีกครั้ง เพราะเขารู้สึกไม่สบายตัวเอาเสียเลย แต่ก็ต้องตกใจเมื่อแบคฮยอนพยายามจะพลิกตัวไปอีกฝั่ง จู่ ๆ ก็มีแรงกดที่หัวไหล่จนทำให้ร่างกายหยุดชะงัก


..ฮะ..” ลมหายใจที่เริ่มขาดห้วงและเรื่องประหลาดที่ตนกำลังเจออยู่ทำให้เด็กหนุ่มเริ่มสติแตก แม้ว่าจะพยายามพลิกตัวไปอีกทางหลายครั้ง แต่ก็แปลกที่เขาไม่สามารถขยับตัวได้เลยสักนิด แค่กระดิกปลายนิ้วมือแบคฮยอนก็รู้สึกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของตัวเอง


ตื่ น แ ล้ ว ห ร อ


!!!!!!!!!!!


เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนกระซิบขึ้น มันดังมาจากตรงหน้าของแบคฮยอน ความกลัวเริ่มก่อตัวในใจแบคฮยอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า น้ำตาที่ไหลอยู่ก็ยิ่งพรากออกมาเมื่อรู้ว่าในเวลานี้คงไม่มีใครอกุศลคิดแกล้งเขาแบบนี้แน่ ๆ


ถ้าหากว่าแกล้งกันจริง ๆ แบคฮยอนก็พูดเลยว่ามันไม่สนุก


ไม่สนุกเลยสักนิด—!!


แรงกดทับด้านบนทำให้แบคฮยอนต้องดิ้น เขาต้องดิ้นให้หลุดพ้นจากอาการที่เหมือนร่างกายเป็นอัมพาตให้ได้ พยายามสอ้าปากส่งเรียกเท่าไหร่แต่ก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย ราวกับว่าตนเป็นคนใบ้ กลายเป็นคนพิการที่สามารถขยับได้อย่างเดียวคือขยับลูกตากลอกซ้ายขวา 


เดิมทีในตอนแรกห้องแห่งนี้มืดพอสมควรเมื่อไฟปิดสนิท แต่จะเป็นเพราะแสงไฟจากด้านนอกที่ส่องเข้ามาสว่างมาก หรือว่าผ้าห่มที่ตนกำลังใช้ห่มร่างกายมันผืนบางเกินไป จึงทำให้เขาเห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามีเงาตะคุ่มขนาดใหญ่


เงาที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของคน


แทบจะหวีดร้องออกมาไม่เป็นภาษาเมื่อเห็นว่าสิ่งที่ทับตนอยู่คืออะไรบางอย่างที่แบคฮยอนไม่อยากจะพูดชื่อออกมาให้ตัวเองหวาดกลัวไปมากกว่านี้ แต่ถามหน่อยเถอะว่าในเวลานี้มีอะไรน่ากลัวไปมากกว่าสิ่งที่กำลังเจออยู่วะ!


เพราะงั้นเขาจึงออกแรงดิ้นสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอดออกจากสถานการณ์บ้า ๆ นี่! ให้ตายเถอะ! ทำไมเขาต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่คนมีสัมผัสพิเศษหรืออะไร ถ้าจะเอากันตามเนื้อผ้าก็เป็นพวกกลัวผีมาแต่ไหนแต่ไร แล้วทำไมจะต้องเป็นคนเดียวที่เจอเหี้ยอะไรแบบนี้ด้วย!!


แค่คิดน้ำตาก็ไหลพรากออกมาอย่างไม่อายใคร ในใจนึกบทสวดอะไรได้ก็จัดชุดใหญ่ แบบถูกบ้างมั่วบ้างอย่างไม่รีรอ ขืนปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้นานเข้ามีหวังเขาต้องตายคาเตียงแน่ ๆ


ฮึก..อึก


เอี๊ยด กึก ๆๆ เอี๊ยด


เด็กหนุ่มพยายามจะกระชากตัวเองให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ยิ่งออกแรงมากเท่าไหร่ แบคฮยอนก็เริ่มกลัวกับสิ่งที่กำลังจะเผชิญในตอนนี้ทุกครั้ง เสียงเตียงดังเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะแรงดิ้นของตน และสาบานได้ว่าเขากระชากแรงที่สุดเพื่อให้เตียงเกิดเสียงกระทบแล้วภาวนาในเพื่อนสักคนตื่นขึ้นมา


‘ . . อ อ ก ไ ป


น้ำเสียงแหบพร่าพูดกระซิบอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง มันทำให้ขนอ่อนทั่วร่างกายของแบคฮยอนพร้อมใจกันลุกเกรียวขึ้นมาทันที เสียงนั่นเย็นเยียบกระทบเข้าสู่โสตประสาท สั่นคลอนจิตใจของเด็กหนุ่มให้ออกแรงดิ้นมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว


ออกไปซะ!!!!!!’


อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!” แบคฮยอนอ้าปากร้องลั่นเมื่อเสียงนั่นตะโกนอัดใส่ ฝ่ามือทั้งสองข้างผลักไปข้างหน้าเพื่อดันไล่ที่มาของเสียงให้ออกห่าง ร่างบางของแบคฮยอนดีดเด้งขึ้นมาบนเตียงทันที ผ้าห่มที่เคยใช้ก็หล่นไปอยู่ข้างเตียง ซ้ำเหรียญที่เคยวางไว้ใต้หมอนก็หล่นลงกระทบกับพื้นหินขัดสร้างเสียงกังวานในห้อง


ก ริ๊ ก   ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ


เสียงหอบหายใจหนักพร้อมกับดวงตาเรียวเล็กเบิกกว้างมองทุกอย่างท่ามกลางความมืด แม้ใจตนจะสั่นผวามากแค่ไหน แต่ในเมื่อเขาสามารถหลุดจากอาการที่เรียกว่าผีอำนั่นได้ เด็กหนุ่มก็รีบหันไปหาเพื่อนเพื่อตะโกนขอความช่วยเหลือ


แต่ดูเหมือนว่าโชคจะไม่เข้าข้างเขาเท่าไหร่เพราะเมื่อหันไปยังฝั่งเตียงหลายเตียงที่ตั้งเรียงกันนั้น ร่างของเพื่อน ๆ ที่เคยมีอยู่กลับเหลือเพียงแต่ผืนเตียงว่างเปล่าที่ไม่มีใครแม้แต่คนเดียว


ไม่มีเลย..


ไม่มีใครอยู่ในห้องสักคนเลย


ให้ตายเถอะ มันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง


นี่มันเรื่องอะไรกัน


สัญชาตญาณของคนกลัวผี คือการวิ่งหนีให้ออกห่างโดยไม่สนใจหน้าหลัง แบคฮยอนพุ่งลงจากเตียงทันทีเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้มันน่ากลัวเกินว่าที่ตัวเองจะทนรับไหว อะดรีนาลีนหลั่งไหลในร่างกายทำให้ความไวในการวิ่งไปยังหน้าประตูถูกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว


ตึง ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


แบคฮยอนเขย่าประตูอย่างบ้าคลั่ง แม้จะพยายามเปิดประตูแค่ไหน แต่ดูเหมือนว่าอารมณ์หวาดกลัวจะครอบงำจิตใจของเขามากเกินไปจนทำให้ตนไม่มีสติ ก่อนจะนึกได้ว่าเขาจะต้องดึงกลอนจากด้านในเพื่อออกไปข้างนอก


ฝ่ามือสั่นเทิ้มทั้งสองข้างพยายามที่จะปลดล็อกกลอนก่อนที่แบคฮยอนจะผลักประตูออกไป


แต่ทว่าบางอย่างกลับทำให้ร่างกายหยุดชะงัก


เคยได้ยินสำนวนที่ว่า หนีเสือปะจระเข้ แต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสว่าไอ้การหนีเสือแล้วไปเจอจระเข้นี่มันรู้สึกยังไง จนกระทั่งดวงตาของแบคฮยอนเบิกกว้างมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า


เงาสูงใหญ่ของใครบางคนกำลังยืนเหนือร่างของเขา


ไอ้ชิบหาย! มาเป็นตัวเลยไอ้สัด!!!


อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!! อย่าเข้ามานะ!!! อย่าเข้ามา!!!!” 


คราวนี้แบคฮยอนแหกปากร้องดังมากกว่าเดิม ถอยหนีสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจนไม่ทันได้ระวังจึงทำให้สะดุดขาตัวเองล้มตึงลงไปด้านหลังด้วยสภาพที่ดูไม่ได้


น้ำตามากมายไหลพรากทั้งยังรีบถดตัวหนีเป็นพัลวัน ปากเอาแต่พร่ำพูดอย่าเข้ามา อย่าเข้ามาใกล้ ผมกลัวแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะรู้ว่าต่อให้พูดไปยังไงถ้าอีกฝ่ายไม่ฟังก็คือไม่ฟัง แต่แบคฮยอนก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพูดบอกแล้วถอยหนีอย่างหวาดกลัว


ฮึก!! -อย่าเข้ามา ฮึก ขอ-ร้องล่ะ ฮืออ อย่ามาหลอกผมเลยนะ ฮึก ผมกลัวแล้ว ฮึกกระทั่งแผ่นหลังชนเข้ากับตู้ข้างเตียง แบคฮยอนก็หมดหนทางหนี ได้แต่ขดร่างกายให้เล็กเข้าไว้เพื่อปกป้องตัวเองจากสิ่งที่ไม่รู้ว่ามีจริงอยู่บนโลกหรือไม่


แต่ตอนนี้เขาเชื่อแล้ว


เชื่อแล้วว่าผีมีอยู่จริง!


แต่ทำไมจะต้องมาหลอกกันด้วย


ฮืออออ อย่าหลอกผมเลยนะ ผ-ผมขอโทษถ้าทำอะไรให้คุณโกรธ ฮึก ผมกลัวแล้ว ผมกลัวแล้วจริง ๆปากเล็กพร่ำพูดแม้จะรู้ว่ามันไม่ช่วยอะไร แต่ในวินาทีนี้แบคฮยอนก็คิดไม่ออกว่าตัวเองควรจะทำอะไรนอกจากปิดหูปิดตาไม่อยากรับรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น


และมันก็คงมีบางอย่างที่ทำให้เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ลมเย็น ๆ พัดผ่านวูบเข้ามาทำให้ขนอ่อนบนแขนและท้ายทอยลุกชัน กัดฟันกลั้นใจกับเรื่องบ้า ๆ ที่ตนกำลังเจอดีเข้า ทั้งกลัว ทั้งตกใจ ได้แต่ร้องไห้กอดตัวเองอย่างหมดหนทางหนี


แต่ในขณะเดียวกันแบคฮยอนก็รู้ตัวว่ามีบางอย่างกำลังเข้ามาใกล้


มันเข้ามาใกล้พร้อมกับบรรยากาศเย็นเยือกชวนให้เขาขนลุกอีกครั้ง


และในตอนนั้นที่มีบางอย่างแตะเข้าที่หัวไหล่ของเขา พร้อมกับเสียงของใครบางคน


“ แ บ ค ฮ ย อ น 



สติที่แทบจะไม่มีอยู่ ก็หมดไปพร้อมกับร่างกายที่ร่วงลงนอนกับพื้น 


และทุกอย่างก็มืดสนิทไปทันที

 





________________

กลับมาอ่านอีกรอบก็กุมขมับเลย
ข้าทำอะไรลงปัย ฮรึก

#ฟิคคืนศุกร์



TF:)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

173 ความคิดเห็น

  1. #137 Sasieee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2561 / 23:57
    อ่านตอนใกล้เที่ยงคืน โอ๊ย นอนไม่หลับแน่ๆ
    #137
    0
  2. #100 little daffodil (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 18:11
    ใครอะ ทำเอาตกใจเลย แบคฮยอนเอ้ย ซวยตลอด
    #100
    0
  3. #94 janebunjira_43 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 19:21
    หัวใจจะวายเลยค่ะ กลัวแทนจริงๆ นิยายแต่งดีมากๆเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆ
    #94
    0
  4. #78 ahciin (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 10:25
    สงสารแบคคค
    #78
    0
  5. #45 Peach9 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 16:05
    โอ้ยยยยยยยยยยตื่นเต้นนนนนโว้ยยยยยยย อะไรจะหลอนขนาดเน้!!!!!
    #45
    0
  6. #41 Lonelyyeolly (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 10:04
    ไม่ได้อ่านนานมากๆแล้ว ได้กลับมาอ่านใหม่หมดเลย55 แต่ไม่เป็นไรสนุกเหมือนเดิม เป็นกำลังใจให้เด้อ
    #41
    0
  7. #38 buatongnotsorry (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 03:22
    รออ่านน้าาาาาาาา
    #38
    0
  8. #31 Sunshineshy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 22:32
    สู้ๆค่าไรต์
    #31
    0